ข่าวสารคริสตจักร

User Online

1 User Browsing This Page.
Users: 1 Guest

Stat Press

Visits today: 5
Total Visitors: 2941
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

นิมิต/ประวัติ/THEME2013

หัวข้อประจำปี 2013 (THEME)

เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์ (Be Perfect in Christ)

โคโลสี 1:28

พระ​องค์​นั้น​แหละ​เรา​ประกาศ​อยู่โดย​เตือนสติ​​และ​สั่ง​สอน​ทุก​คน​ให้​มี​สติปัญญา​ทุก​อย่าง เพื่อ​จะ​ได้​ถวาย​ทุก​คน​ให้​เป็น​ผู้ใหญ่​แล้ว​ใน​พระ​คริสต์ เหตุ​นี้​เอง​ข้าพเจ้า​จึง​ตรากต​รำอุตสาหะ…

นิมิต/ปรัชญาคริสตจักร

“สร้างสาวกให้เป็นแสงสว่างเพื่อขยายแผ่นดินของพระเจ้า

ในประเทศไทยและจนสุดปลายแผ่นดินโลก”

ประวัติคริสตจักร

คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11เกิดขึ้นจากนิมิตเพื่อคนในพื้นที่ธนบุรี ที่พระเจ้าประทานให้กับอาจารย์สิริกานต์ มาศตะยาสิริ หลังจากท่านได้เรียนจบปริญญาโททางด้านศาสนศาสตร์ (M.Div) จากประเทศเกาหลีใต้ และเข้ารับใช้พระเจ้าร่วมกับคริสตจักรใจสมาน พระเจ้าได้เร้าใจให้ท่านมีความรู้สึกอยากช่วย อยากดูแลผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ธนบุรีอย่างเฉพาะเจาะจง จึงทำให้ท่านอาสารับที่จะเป็นศิษยาภิบาลของสมาชิกที่อาศัยในพื้นที่ธนบุรีเมื่อปี 1997 ในเวลานั้น ท่านเป็นเพียงผู้ช่วยศิษยาภิบาลดูแลส่วนตะวันตกของกรุงเทพของคริสตจักรใจสมาน ซึ่งมีการแบ่งการอภิบาลสมาชิกออกเป็นห้าส่วนตามทิศของกรุงเทพ ได้แก่ เหนือ กลาง ตะวันออก ตะวันตก และใต้ ส่วนตะวันตกเป็นส่วนที่ใหญ่แต่คนมาโบสถ์น้อย และมีกำลังน้อยดูด้อยกว่าส่วนอื่นๆ

การเดินทางไปนมัสการวันอาทิตย์หรืออธิษฐานที่สุขุมวิทซอย 6 (ที่ตั้งของคริสตจักรแม่) ก็ยังเป็นระยะทางที่ไม่ใกล้ที่อยู่อาศัยนัก จากจุดเริ่มต้นของความรักความห่วงใย และการเปิดเผยจากพระเจ้าผ่านผู้รับใช้จากต่างประเทศไม่ต่ำกว่าสี่คนที่เดินทางมาเพื่อภาระกิจอื่น แต่ต่างก็ได้มีโอกาสมาพบอาจารย์สิริกานต์เพื่อตอกย้ำและเผยพระวจนะแก่อาจารย์สิริกานต์ให้ก่อตั้งคริสตจักรตามที่พระเจ้าทรงนำ

ดังนั้น คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 จึงเริ่มต้นก่อตัวขึ้นโดยการเปิดสถานที่อธิษฐานและนมัสการอย่างเป็นทางการในพื้นที่ธนบุรี ที่สี่แยกท่าพระในเดือนเมษายนปี 2004 และต่อมาพระเจ้าได้ยืนยันกับอาจารย์สิริกานต์ว่า ถึงเวลาแล้วที่คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 ต้องรับผิดชอบตัวเอง เลี้ยงตัวเอง โดยไม่ขึ้นกับคริสตจักรแม่อีกต่อไป คณะผู้ปกครองและศิษยาภิบาลคริสตจักรใจสมานจึงได้อนุมัติให้คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 แยกตัวออกเป็นคริสตจักรอิสระที่ขึ้นกับคณะพระกิตติคุณสัมพันธ์ในประเทศไทยตั้งแต่มกราคมปี 2007 เป็นต้นไป

จากการศึกษาพื้นที่และประวัติของพื้นที่ธนบุรี พระเจ้าได้เปิดเผยให้อาจารย์สิริกานต์เห็นว่า พื้นที่ธนบุรีเป็นจุดยุทธศาสตร์ฝ่ายวิญญาณที่สำคัญ เป็นพื้นที่ต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณที่เข้มข้นมีอำนาจมืดในโลกฝ่ายวิญญาณที่กำลังฉุดรั้ง ดึงให้ด้อยและอ่อนแอในคนที่อาศัยในธนบุรี คริสตจักรจะต้องเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำการปลดปล่อยมาสู่คนในพื้นที่ธนบุรีและนำคนเหล่านั้นเติบโตเข้มแข็งเป็นแสงสว่างแก่คนอื่นๆ ต่อไป

สาส์นศิษยาภิบาล

 
  
ศาสนาจารย์สิริกานต์ มาศตะยาสิริ 

อาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2013

“ความขุ่นเคือง”

ใครก็ตามที่มีกับดักสัตว์ย่อมรู้ดีว่า มีสิ่งจำเป็นอยู่สองอย่างเพื่อจะทำให้กับดักนั้นใช้ได้ผล อย่างแรกคือ มันต้องถูกซ่อนเอาไว้เพื่อดักให้สัตว์ก้าวเหยียบลงไป และอย่างที่สองมันต้องมีเหยื่อล่อเพื่อให้สัตว์เข้าไปในตัวหนีบมรณะของกับดัก ซาตาน คือ ศัตรูแห่งวิญญาณจิตของเรา มันรวมเอากลยุทธทั้งสองอย่างเหล่านี้มาใช้เมื่อมันวางกับดักลวงไว้อย่างแนบเนียนและเต็มไปด้วยอันตราย พวกมันถูกซ่อนไว้และมีเหยื่อล่อ ซาตานพร้อมกับลูกสมุนของมันไม่ได้เปิดเผยตัวเองอย่างโจ่งแจ้งตามที่หลายคนเชื่อ มันเฉียบแหลมและมีความสุขกับการหลอกลวง มันมีความเชี่ยวชาญในยุทธการของมัน…ทั้งเจ้าเล่ห์และขี้โกง จงอย่าลืมว่ามันสามารถปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างได้ ถ้าเราไม่ถูกฝึกโดยพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแยกแยะระหว่างความดีกับความชั่วแล้ว เราก็จะมองไม่ออกว่ากับดักของมันคืออะไร  การหลอกลวงและเล่ห์เหลี่ยมอันร้ายกาจที่เป็นเหยื่อล่ออย่างหนึ่งของมันที่คริสเตียนทุกคนต้องเผชิญ คือ ความขุ่นเคือง แท้จริงแล้วความขุ่นเคืองไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด ถ้าหากมันยังอยู่ในกับดัก แต่ถ้าเราหยิบมันขึ้นมากินและดูดกลืนมันเข้าไปในหัวใจของเราแล้ว เราก็กลายเป็นคนที่เกิดความขุ่นเคืองขึ้น คนที่มีความขุ่นเคืองจะผลิตผลออกมามากมาย เช่น ความเจ็บปวด ความโกรธ ความก้าวร้าว ความอิจฉา ความน้อยใจ การทะเลาะวิวาท ความขมขื่น ความเกลียดชัง และความริษยา ผลสืบเนื่องที่เกิดขึ้นจากการหยิบเอาความขุ่นเคืองขึ้นมากิน คือ การดูถูกดูแคลน การโจมตี ความบาดเจ็บ การแตกแยก การพลัดพราก ความสัมพันธ์ที่แตกร้าว การทรยศ และการเสื่อมถอย  บ่อยครั้งที่คนเหล่านั้นซึ่งเกิดความขุ่นเคืองขึ้น ไม่เคยตระหนักเลยว่าพวกเขาติดกับดักแล้ว พวกเขาไม่คำนึงถึงสภาพของตัวเอง เพราะพวกเขามัวแต่สนใจอยู่กับความผิดที่ผู้อื่นกระทำต่อพวกเขา พวกเขาอยู่ในการปฏิเสธ วิธีที่ศัตรูใช้ในการปิดบังตาของเราและได้ผลมากที่สุด คือ การทำให้เราสนใจแต่ตัวเอง…..อิสรภาพจากความขุ่นเคืองเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับคริสเตียนทุกคนเพราะพระเยซูตรัสว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่มีโอกาสถูกทำให้ขุ่นเคือง (ลูกา 17:1) 1 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​อีก​ว่า “จำเป็นต้อง​มี​เหตุ​ให้​หลง​ผิด แต่​วิบัติ​แก่​ผู้​ที่​ก่อ​เหตุ​ให้​เกิด​ความ​หลง​ผิด​นั้น​ (คัดลอกจากหนังสือ “เหยื่อล่อของซาตาน” โดย จอห์น บีเวียร์)

พี่น้องที่รักในพระคริสต์ ข้าพเจ้าอยากแนะนำให้เราทั้งหลายอ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนอาหารเสริมในชีวิตการเป็นคริสเตียนของเรา โดยเฉพาะในยามที่อากาศร้อนอย่างยิ่งในช่วงนี้ บางทีอารมณ์ของเราอาจเปราะบาง และถูกยั่วยุให้สติแตกได้ เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้จะช่วยเราให้มีชีวิตอิสระจากกับดักมรณะแห่งความขุ่นเคือง ให้เราอธิษฐานดังนี้ “พระบิดา ในพระนามของพระเยซู ลูกขอพระองค์ทรงเปิดเผยโดยพระวิญญาณถึงถ้อยคำของพระองค์ ที่มีต่อลูก….ขอทรงเปิดโปง ด้านใดๆที่ซ่อนเร้นในหัวใจของลูกซึ่งปิดบังลูก….จากคำเตือนให้สำนึก…ลูกทูลขอพระคุณ….ขอให้ลูกได้ยินเสียงของพระองค์..อาเมน

 

อาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2013

“3 คำ….เมื่อไม่เป็นอย่างที่หวัง….”

1.อย่าหยุดอธิษฐาน พระเยซูคริสต์ทรงตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า….คน​ทั้ง​หลาย​ควร​อธิษฐาน​อยู่​เสมอ ไม่​อ่อน​ระอา​ใจ​ (ลูกา 18:1) และพระธรรมตอนนี้จบลงด้วยคำตรัสของพระเยซูคริสต์ว่า 7 ​พระ​เจ้า​จะ​ไม่​ทรง​ประทาน​ความ​ยุติธรรม​แก่​คน​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เลือก​ไว้ ผู้​ร้อง​ถึง​พระ​องค์​ทั้ง​กลางวัน​กลางคืน​หรือ ​พระ​องค์​จะ​อด​พระ​ทัย​ไว้​ช้า​นาน​หรือ​8 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ประทาน​ความ​ยุติธรรม​ให้​เขา​โดยเร็ว…..” (ลูกา 18:7-8) ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะกลัว ท้อแท้ และหยุดอธิษฐาน แต่มันคือเวลาที่จะต้องอธิษฐานอย่างไม่หยุดหย่อน

2.จงเป็นผู้ที่เจริญเติบโตดี  ทางด้านจิตวิทยา มีการสอนถึงการตอบสนองสามอย่างต่อสถานการณ์อันเลวร้าย เช่น ภัยพิบัติ แผลบาดเจ็บ ความเสื่อมถอย บางคนก็จะกลายเป็นเหยื่อ Victim (จำนนหรือตายไปด้วยปัญหา) บางคนก็สามารถอยู่รอด Survivor (ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่รักษาไว้ได้แค่ชีวิต) และบางคนเป็นผู้ที่เจริญ เติบโตดี  Thriver (บางคนแข็งแกร่งขึ้น เด็ดเดี่ยวขึ้น และมั่นใจขึ้น) ผู้ที่เจริญเติบโตดี คือบุคคลประเภทที่มีความยืดหยุ่น และนี่คือวิถีชีวิตของเราที่จะดำรงชีวิตอยู่ในช่วงเวลายุคสุดท้ายและยุคเข็ญของชีวิต ผู้ที่เจริญ เติบโตดีจะสามารถยืนหยัดมั่นคงผ่านช่วงเวลายากลำบากได้ (มัทธิว 24:13 แต่​ผู้ใด​ทน​ได้​จนถึง​ที่สุด​ผู้​นั้น​จะ​รอด)

3.พระเจ้ากำลังทำสิ่งใหม่ พระเจ้าทรงตรัสในหนังสืออิสยาห์ 43:18-19 18…..“อย่า​จดจำ​สิ่ง​ล่วง​แล้ว​นั้น อย่า​พิเคราะห์​สิ่ง​เก่า​ก่อน 19 ดู​เถิด เรา​กำลัง​กระทำ​สิ่ง​ใหม่ งอก​ขึ้น​มา​แล้ว เจ้า​ไม่​เห็น​หรือ…..มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า อุสรรคกลายเป็นอุปกรณ์ วิกฤติกลายเป็นโอกาส สิ่งใหม่ที่พระเจ้ากำลังทำอยู่นั้นคือโอกาสและอุปกรณ์ให้เราสามารถฟันฝ่าเวลาที่ไม่น่ารื่นรมย์ได้ คำถามว่าเจ้าไม่เห็นหรือ…อาจบอกเราได้สองมุม มุมหนึ่งคือการจดจ่อของคนเรามักติดอยู่กับอดีตที่แย่ๆ ผิดหวัง และความท้อแท้ใจ ทำให้สายตาของเรามองไม่เห็นสิ่งใหม่ๆที่พระเจ้ากำลังกระทำ ส่วนอีกมุมหนึ่ง คือสิ่งใหม่ๆที่งอกขึ้นมาแล้วนั้น อยู่ตรงหน้าเราแล้ว เราเห็นก็เหมือนไม่เห็น เราไม่รู้ว่ามันคือการส่งสัญญาณจากพระเจ้ามาถึงเรา เพราะเราไม่เคยรู้จักมันมาก่อน เราไม่คุ้น เราไม่เคยเห็น เพราะเราตั้งธง ตั้งคำตอบจากตัวเราเองไว้ล่วงหน้า ว่าคำตอบสำหรับวิกฤติและอุปสรรคต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เมื่อไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวัง เราก็จะท้อแท้ ผิดหวัง หมดเรี่ยวแรง หยุดอธิษฐาน และจำนนต่อปัญหา อย่าลืม 3 คำ…เมื่อไม่เป็นอย่างที่หวัง อย่าหยุดอธิษฐาน ยังรักษาการเจริญเติบโตดี  พระเจ้ากำลังทำสิ่งใหม่ โคโลสี 1:9,11 9 เพราะ​เหตุ​นี้​ นับตั้งแต่​วันที่​เรา​ได้​ยิน เรา​ก็​ไม่ได้​หยุด​ใน​การ​ที่​จะ​อธิษฐาน​ขอ​เพื่อ​ท่าน ให้​ท่าน​เพียบพร้อม​ด้วย​ความ​รู้​ถึง​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ ใน​สรรพ​ปัญญา​และ​ใน​ความ​เข้าใจ​ฝ่าย​วิญญาณ…..11 ขอ​ให้​ท่าน​มี​กำลัง​มาก​ขึ้น​ทุก​อย่าง​โดย​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์ ขอ​ให้​ท่าน​มี​ความ​ทรหด​ที่สุด และ​ความ​อดทน​ไว้​นาน​ด้วย​ความ​ยินดี​ อาเมน

 
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2013

“ความเชื่ออันแรงกล้า…..”

ยากอบ 5:16ข-18 ……คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้​ชอบธรรม​นั้น​มี​พลัง​ทำ​ให้​เกิดผล​17 ท่าน​เอลียาห์​ก็​เป็น​มนุษย์​ที่​มี​สภาพ​เหมือนกับ​เรา​ทั้ง​หลาย และ​ท่าน​ได้​อธิษฐาน​ด้วย​ความ​เชื่อ​อัน​แรง​กล้า​ขอ​ไม่ให้​ฝน​ตก และ​ฝน​ก็​ไม่​ตก​ต้อง​แผ่นดิน​ถึง​สาม​ปี​กับ​หก​เดือน18 และ​ท่าน​ได้​อธิษฐาน​ขอ​อีก​ครั้ง​หนึ่ง และ​ฟ้า​สวรรค์​ได้​ประทาน​ฝน​ให้ และ​แผ่นดิน​จึง​ได้​ผลิต​พืชผล​ต่างๆ ในช่วงเวลานี้ เรามักจะได้ยินแต่คนบ่นคำว่า ร้อน….  หากเราไปตามห้างสรรพสินค้า เราจะมองเห็นผู้คนหลบร้อนไปนั่ง ไปเดินในห้างกัน ต้นไม้ที่ชอบแดดก็ออกดอกงาม ส่วนต้นไม้ที่ไม่ชอบแดดก็พากันเหี่ยวเฉา แห้งแล้ง บางพื้นที่ก็ได้รับฝนชุ่มฉ่ำ แต่บางพื้นที่ก็ไม่มีฝนเลย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะข้าพเจ้ากำลังนั่งรับลมนอกบ้านก็เห็นเมฆฝนครึ้มมาทีเดียว แต่มีเม็ดฝนที่ตกลงมาสัมผัสข้าพเจ้าเพียงเม็ดเดียว แล้วเมฆฝนก็พัดไปที่อื่น ข้าพเจ้ามองเมฆอย่างคนที่ไม่ต้องการฝน เพราะกันสาดไฟฟ้าที่บ้านเกิดเสีย พับเก็บไม่ได้ ค้างเติ่งมาหลายวันแล้ว รอช่างถึงคิวมาซ่อมให้ หากมีพายุฝนมา เกรงว่ากันสาดที่เปราะบางจะทานทนต่อแรงลมฝนไม่ได้ ข้าพเจ้าได้แต่ภาวนาว่า ฝนเอ๋ยไปตกที่อื่นเถิด อย่าเพิ่งลงมาตอนนี้ แล้วเมฆฝนก็พัดไปตกที่อื่น แต่ในสมัยที่เอลียาห์ขอฝนนั้นตรงกันข้าม คือการขอให้ เมฆฝนจงมาตกที่นี่เถิด 1พงษ์กษัตริย์ 18:41-46 41 เอลียาห์​ทูล​อา​หับ​ว่า “ขอ​เชิญ​เสด็จ​ขึ้น​ไป​เสวย​และ​ดื่ม​เถิด เพราะ​มี​เสียง​ฝน​กระหึ่ม​มา”42 อา​หับ​ก็​เสด็จ​ขึ้น​ไป​เสวย​และ​ดื่ม และ​เอลียาห์​ก็​ขึ้น​ไป​ที่​ยอด​ภูเขา​คาร​เมล ท่าน​ก็​โน้ม​ตัว​ลง​ถึง​ดิน ซบ​หน้า​ระหว่าง​เข่า​43 และ​ท่าน​สั่ง​คน​ใช้​ของ​ท่าน​ว่า “จง​ลุก​ขึ้น​มอง​ไป​ทาง​ทะเล” เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​มอง​และ​ตอบ​ว่า “ไม่​มี​อะไร​เลย” และ​ท่าน​บอก​ว่า “จง​ไป​ดู​อีก​เจ็ด​ครั้ง”44 และ​อยู่​มา​เมื่อ​ถึง​ครั้ง​ที่​เจ็ด​เขา​บอก​ว่า “ดู​เถิด มี​เมฆ​ก้อน​หนึ่ง​เล็ก​เท่า​ฝ่า​มือ​คน​ขึ้น​มา​จาก​ทะเล และ​ท่าน​ก็​บอก​ว่า ‘จง​ไป​ทูล​อา​หับ​ว่า ขอ​ทรง​เตรียม​ราช​รถ​และ​เสด็จ​ลง​ไป​เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ไม่​ติด​ฝน ”45 และ​อยู่​มา​อีก​ครู่​หนึ่ง ท้องฟ้า​ก็​มืด​ไป​ด้วย​เมฆ​และ​ลม และ​มี​ฝน​หนัก อา​หับ​ก็​ทรง​รถ​เสด็จ​ไป​ยัง​เมือง​ยิส​เร​เอล​46 และ​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า​หนุน​กำลัง​เอลียาห์ และ​ท่าน​ก็​คาด​เอว​ของ​ท่าน​ไว้​และ​วิ่ง​ขึ้น​หน้า​อา​หับ​ไป​ถึง​ทางเข้า​เมือง​ยิส​เร​เอล​ ที่นี่เราได้เห็นเอลียาห์ทำตามคำสั่งของพระเจ้าคือการขอให้ฝนมาตก หลังจากที่ได้ขอไม่ให้ฝนตกลงมาเป็นเวลาสามปีครึ่ง เมื่อถึงเวลาที่คำอธิษฐานขอฝนให้ตกลงมา และ​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า​หนุน​กำลัง​เอลียาห์ ด้วยกำลังพิเศษนี้ทำให้เอลียาห์วิ่งนำหน้ารถม้า ที่ออกรถล่วงหน้าเอลียาห์ไปก่อนแล้ว  พี่น้องที่รักในพระคริสต์ ท่าน​เอลียาห์​ก็​เป็น​มนุษย์​ที่​มี​สภาพ​เหมือนกับ​เรา​ทั้ง​หลาย หนังสือยากอบกำลังบอกเราว่า คริสเตียนอย่างเราก็เหมือนกับเอลียาห์ด้วยเช่นกัน คำอธิษฐานของเรามีพลังทำให้เกิดผลได้ จงอธิษฐานด้วยความเชื่ออันแรงกล้าด้วยท่าทีแห่งความเชื่อและการกระทำที่แสดงออกถึงสิ่งที่เชื่อในชีวิต แล้วเราจะเห็นพลังพิเศษผ่านพระหัตถ์ของพระเจ้าประทานลงมาแก่เราเหมือนกับที่ท่านเอลียาห์ได้รับ มองดูตลกๆอาจตีความว่าเอลียาห์กลัวเปียกฝนขนาดวิ่งได้เร็วกว่ารถม้าเชียวหรือนี่….เปล่าหรอก นี่คือความเชื่ออันแรงกล้า

 
วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2013

“ให้ได้ไม๊….ก่อนที่โลกจะร้อนไปกว่านี้”  

ปฐมกาล 8:20-22 20 โน​อาห์​สร้าง​แท่น​บูชา​พระ​เจ้า​และ​เลือก​เอา​สัตว์​และ​นก​ประเภท​ไม่​มลทิน​บาง​ตัว​มา​เผา​บูชา​ถวาย​ที่​แท่น​นั้น​21 ​พระ​เจ้า​ทรง​ได้​กลิ่น​ที่​พอ​พระ​ทัย​แล้ว ทรง​ดำริ​ใน​พระ​ทัย​ว่า “เรา​จะ​ไม่​สาป​แผ่นดิน​อีก​ต่อไป แม้ว่า​มนุษย์​ไม่​ดี ถึง​เค้า​ความ​คิด​ใน​ใจ​ของ​มนุษย์​ล้วน​แต่​ชั่ว​ตั้งแต่​เด็ก​มา เรา​จะ​ไม่​ประหาร​สิ่ง​ทั้ง​หลาย​ที่​มี​ชีวิต​เหมือน​อย่าง​ที่​เรา​ได้​กระทำ​แล้ว​นั้น​อีก​22 โลก​ยัง​ดำรง​อยู่​ตราบ​ใด จะ​มี​ฤดู​หว่าน​กับ​ฤดู​เกี่ยว เวลา​เย็น​กับ​เวลา​ร้อน ฤดู​ร้อน​กับ​ฤดู​หนาว และ​มี​วัน​และ​คืน​เรื่อยไป​ตราบ​นั้น” ข้าพเจ้าได้อ่านบท ความเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติต่างๆที่เกิดจากการเสียสมดุลของธรรมชาติและธรรมชาติกำลังเอาคืนจากผลน้ำมือของมนุษย์ที่ถลุงทรัพยากรธรรมชาติเกินพอดี ภาคการผลิตต่างๆกำลังพ่นก๊าซพิษออกมา มนุษย์กำลังรับผลจากการกระทำของตนเอง พระคัมภีร์ปฐมกาลดังกล่าวได้บอกเราให้รู้ถึงเจตนารมย์ของพระเจ้าที่ต้องการรักษาสมดุลของธรรมชาติไว้ และได้ย้ำกับเราว่า ความสมดุลของธรรมชาติในยุคของเรากำลังผิดเพี้ยนไปด้วยการกระทำของมนุษย์มิใช่จากพระเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องการแตกดับและการที่โลกจะสูญสลายไปก็เพราะมาจากน้ำมือของมนุษย์ ภัยพิบัติเกิดขึ้นเหมือนกับแผ่นดินถูกแช่งสาป ก็มาจากฝีมือของมนุษย์นั่นเอง พระเจ้าทรงสร้าง แต่มนุษย์ทำลาย พระเจ้ารักษาสมดุล แต่มนุษย์ทำให้เสียสมดุล พระเจ้าให้ชีวิต แต่มนุษย์ผลาญชีวิต พระเจ้าเป็นผู้ให้ แต่มนุษย์เอาแต่รับ กิจการ20:35…ระลึก​ถึง​พระ​วาทะ​ของ​พระ​เยซู​เจ้า ซึ่ง​พระ​องค์​ตรัส​ว่า ‘การ​ให้​เป็น​เหตุ​ให้​มี​ความ​สุข​ยิ่ง​กว่า​การ​รับ’ถ้อยคำนี้กำลังเป็นจริงในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้หล้า เราใช้ประโยชน์จากโลกนี้คือการรับ และโลกนี้ได้ให้ มนุษย์จึงต้องรับผลเป็นความทุกข์  เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงและจะรุนแรงขึ้น เช่น ภาวะภัยแล้ง พายุรุนแรง ผลกระทบด้านสุขภาพ โรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น แนวโน้มการผลิตของเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก เราจะลดบทบาทผู้รับและทำบทบาทผู้ให้ได้ไม๊?……ในฐานะที่เราทั้งหลายเป็นคริสเตียน เรายิ่งควรตระ หนักถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้าตอนนี้ ‘การ​ให้​เป็น​เหตุ​ให้​มี​ความ​สุข​ยิ่ง​กว่า​การ​รับ’ ขอให้เรามารณรงค์บทบาทผู้ให้ด้วยการ ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆเมื่อไม่ได้ใช้งาน  ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดแสตนด์บาย เปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดประหยัดพลังงานแบบขด ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง ด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดินแทนเมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้ๆบ้าน car pool นั่งรถไปด้วยกันหลายๆคน เปิดหน้าต่างรับลมแทนเปิดเครื่องปรับอากาศ ยืดอายุตู้เย็น หลีกเลี่ยงการนำถุงพลาสติกใส่ของในตู้เย็น ใช้น้ำประปาอย่างประหยัด สร้างนโยบาย Reduce, Reuse, Recycle ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://hilight.kapook.com/viev/5233 คริสเตียนต้องจริงจังเรื่องนี้มากกว่าชาวโลก ถ้าเราฝึกที่จะให้ในวันนี้ วันหนึ่งในอนาคต เราจะสามารถเผชิญกับธรรมชาติที่เอาคืนมากขึ้นได้ อาเมน

 

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2013

“…จุดบอดของคนที่มองเห็น”  

ยอห์น 9:39-41 39 ​พระ​เยซู​ตรัส​ว่า “เรา​เข้า​มา​ใน​โลก​เพื่อ​แก่​การ​พิพากษา เพื่อให้​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​มอง​ไม่​เห็น​กลับ​มอง​เห็น และ​คน​ที่​มอง​เห็น​กลับ​ตา​บอด”40 เมื่อ​พวก​ฟาริสี​ที่​อยู่​ใกล้​พระ​องค์​ได้​ยิน​อย่าง​นั้น จึง​กล่าว​แก่​พระ​องค์​ว่า “เรา​ตา​บอด​ด้วย​หรือ”41 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ถ้า​พวก​ท่าน​ตา​บอด​พวก​ท่าน​ก็​จะ​ไม่​มี​ความ​ผิด​บาป แต่​บัดนี้​ท่าน​พูด​ว่า ‘เรา​มอง​เห็น’ เหตุ​ฉะนั้น​ความ​ผิด​บาป​ของ​ท่าน​จึง​ยัง​มี​อยู่​ พวกฟาริสีคิดว่าตนเองนั้นฉลาดและรู้มาก จึงอยู่ในจุดที่ไม่ยอมรับคำสอนและการอัศจรรย์จากพระเยซูคริสต์ พวกฟาริสีมีความดื้อดึงและใจแข็งในความไม่เชื่อของตนเอง และต่อต้านอย่างดื้อดึง และปิดตาของตนเองจากแสงสว่างและความจริงทั้งมวล พระเยซูทรงเรียกว่า ตาบอด เป็นความบอดของวิญญาณจิตที่ร้ายแรงกว่าความบอดของดวงตา เพราะความบอดของวิญญาณจิตทำให้ไม่ยอมให้บาปออกไปจากชีวิต ไม่ยอมออกจากบาป ไม่ยอมขอการให้อภัยบาป  ความรู้สึกผิดได้ยึดความบาปเป็นที่อาศัยอยู่เหนือพวกฟาริสี การเข้าใจว่าตนเองมองเห็นแต่ไม่เชื่อ  เป็นการทำบาปในการต่อต้านอย่างดื้อดึงต่อแสงสว่างและความรู้ของพระเจ้า คำถามว่า “เราตาบอดด้วยหรือ” เป็นการบอกว่า เขาไม่เคยคิดว่าตนเองต้องการแสงสว่างจากพระเจ้า  เมื่อ…. 39 ​พระ​เยซู​ตรัส​ว่า “เรา​เข้า​มา​ใน​โลก​เพื่อ​แก่​การ​พิพากษา เพื่อให้​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​มอง​ไม่​เห็น​กลับ​มอง​เห็น และ​คน​ที่​มอง​เห็น​กลับ​ตา​บอด” คริสเตียนควรคิดเหมือนหรือคิดแตกต่างจากฟาริสี  สุภาษิต 21:2 2 ทาง​ของ​คน​ทุก​ทาง​ก็​ถูกต้อง​ใน​สายตา​ของ​ตน แต่​พระ​เจ้า​ทรง​ชั่ง​ใจ นี่เป็นการบอกว่า มนุษย์ทุกคนมักมองว่าตนเองมีสายตาที่ดี เห็นถูกแล้ว และมักลำเอียงคิดเข้าข้างตนเอง ยากอบ 2:8-9 8 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​บำเพ็ญ​ตน​ตาม​พระ​บัญญัติ​โดย​แท้จริง ตาม​พระ​คัมภีร์​ที่ว่า จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง แล้ว ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ประพฤติ​ดี​อยู่​9 แต่​ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ลำเอียง ท่าน​ก็​กระทำ​บาป และ​ว่า​ตาม​ธรรม​บัญญัติ​ท่าน​ก็​กระทำ​ผิด​ คำอธิบายเรื่องความลำเอียงของหนังสือยากอบที่นี่เกี่ยวข้องกับตัวเราและเพื่อนบ้านในสถานะเท่าเทียมกัน จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง หากเราคิดเข้าข้างตัวเราเองมากกว่าเพื่อนบ้าน เราก็รักตนเองมากกว่าเพื่อนบ้าน และยากอบใช้คำว่า 9 แต่​ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ลำเอียง ท่าน​ก็​กระทำ​บาป การที่พระเยซูกล่าวว่า แต่​บัดนี้​ท่าน​พูด​ว่า ‘เรา​มอง​เห็น’ เหตุ​ฉะนั้น​ความ​ผิด​บาป​ของ​ท่าน​จึง​ยัง​มี​อยู่ นี่คือจุดบอดของพวกฟาริสีที่คิดว่าตนเองมองเห็น แต่กลับมองไม่เห็นการพิพากษาของพระเจ้า บันทึกเหตุการณ์นี้ในสมัยพระเยซูคริสต์สองพันปีที่แล้ว สำคัญอย่างยิ่งในยุคของเราวันนี้ มีคนมองเห็นมากมายที่มีจุดบอดในชีวิต และกำลังหลงทาง คลำทางอย่างคนตาบอด เหมือนกับข้าพเจ้าครั้งหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น แต่เมื่อได้พบกับพระเยซูคริสต์เจ้า เราร้องเพลงพระคุณพระเจ้าว่า “….ครั้งนั้น ฉันหลง พระองค์ตามหา ตาบอด แต่ฉันเห็นแล้ว…” พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทำให้เราได้มองเห็นความจริงในชีวิตของเราว่า เราคือคนบาปที่ต้องกลับใจใหม่ เราเคยหลงทาง แต่เดี๋ยวนี้เราพบทางนั้นแล้ว พระองค์จะทำให้เรามองเห็นชีวิตของเรา 360 องศา (มุมต่างๆที่ต้องกลับใจในชีวิต)

 
วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2013

“มิติอย่างคริสเตียน….ในวันสงกรานต์”  

1เปโตร5-6 5 ​ใน​ทำนอง​เดียว​กัน​ท่าน​ที่​อ่อน​อาวุโส ​ก็​จง​เชื่อ​ฟัง​คำ​ของ​พวก​ผู้ใหญ่ อัน​ที่​จริง​ให้​ท่าน​ทุก​คน​มี​ความ​ถ่อม​ใจ​ใน​การ​ปฏิบัติ​ต่อ​กัน​และ​กัน ด้วย​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​ปฏิปักษ์​กับ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ถือ​ตัว​จองหอง แต่​พระ​องค์​ทรง​สำแดง​พระ​คุณ​แก่​คน​ที่​อ่อน​น้อม​ถ่อม​ตน ​6 เหตุ​ฉะนั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ถ่อม​ใจ​ลง​ภายใต้​พระ​หัตถ์​อัน​ทรง​ฤทธิ์​ของ​พระ​เจ้า เพื่อ​ว่า​พระ​องค์​จะ​ได้​ทรง​ยก​ท่าน​ขึ้น​เมื่อ​ถึง​เวลา​อัน​ควร สงกรานต์ของบ้านเราทุกปี คือวันรวมญาติ วันหยุดที่ยาวนาน วันกลับบ้าน วันที่ถนนว่างในเมืองและพลุกพล่านในต่างจังหวัด แต่จะที่ใดก็ตาม คนไทยเราก็จะมีประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ จากผู้ที่อ่อนอาวุโส เป็นโอกาสแห่งการอวยพร พระคัมภีร์ข้างต้นเข้ากับประเพณีวันสงกรานต์ เพราะเราจะได้เห็นภาพผู้ใหญ่และผู้อ่อนอาวุโสอยู่ด้วยกันในท่าทีที่อ่อนน้อมต่อกันและกัน มีคำอวยพรดีๆแทนคำตำหนิต่อว่า มีท่าทีอ่อนสุภาพแทนความก้าวร้าว  อัน​ที่​จริง​ให้​ท่าน​ทุก​คน​มี​ความ​ถ่อม​ใจ​ใน​การ​ปฏิบัติ​ต่อ​กัน​และ​กัน (ทุกวัน) ด้วย​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​ปฏิปักษ์​กับ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ถือ​ตัว​จองหอง แต่​พระ​องค์​ทรง​สำแดง​พระ​คุณ​แก่​คน​ที่​อ่อน​น้อม​ถ่อม​ตน นี่คือเหตุผลอันสำคัญของผู้ใหญ่ในพระคริสต์และผู้อ่อนอาวุโสในการปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความถ่อมใจ เพราะเราต้องการอยู่ฝ่ายเดียวกันกับพระเจ้า คำว่า ปฏิปักษ์ แปว่าอยู่ตรงกันข้าม พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเดียวกันกับคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน พระคุณ หมายถึงการได้รับในขณะที่เราไม่สมควรได้รับ หากเรานำพระคัมภีร์ตอนนี้มาประยุกต์ใช้ในวันสงกรานต์ เราจะมองเห็นอีกมิติหนึ่งของวันสงกรานต์ ที่มีองค์ประ กอบของผู้ใหญ่…และผู้อ่อนอาวุโสในสังคมของเรา กับประเพณีรดน้ำดำหัว ที่น่าชื่นชม โดยเฉพาะสำหรับ คริสเตียนไทยที่อยู่ในประเพณีไทยที่ดีงามอันนี้อย่างผู้มีความยำเกรงพระเจ้าอยู่ด้วย วันสงกรานต์จึงเป็นอีกวันหนึ่งที่มีความหมายในครอบครัวคริสเตียนไทยอย่างยิ่ง คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม11 ได้จัดพิธีรดน้ำดำหัวผู้อาวุโสในช่วงเวลาหนึ่งของการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ของวันสงกรานต์ทุกปี เพื่อนำพระคำพระเจ้าตอนนี้มาใช้ในบริบทของคนไทย เพราะเราอยู่ฝ่ายพระเจ้า เราถ่อมใจ เรารักประเพณีที่ดีงามของเรา วันสงกรานต์จึงควรเป็นโอกาสที่เราจะแสดงออกถึงความเป็นคนไทย และจะไม่ลืมใช้เวลากับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องลูกหลานของเรา ยิ่งเราอยู่ในยุคที่ต้องทำงานในเมือง วิถีชีวิตคนเมืองที่ถูกความเร่งรีบบีบรัดจนเวลาดีๆได้หายไปกับการจราจรที่คับคั่ง ภารกิจที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนในหน้าที่การงาน จนเวลาที่ควรจะให้กับคนที่บ้านลดน้อยลง ขอให้วันสงกรานต์ปีนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เราจะทำอะไรดีๆให้กับคนที่บ้าน ให้เกิดความสุขกาย สบายใจ สร้างมิติอย่างคริสเตียนในวันสงกรานต์ ตามพระคำของพระเจ้า อัน​ที่​จริง​ให้​ท่าน​ทุก​คน​มี​ความ​ถ่อม​ใจ​ใน​การ​ปฏิบัติ​ต่อ​กัน​และ​กัน ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ใหญ่…หรือผู้ที่อ่อนอาวุโส เราสามารถเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดความถ่อมใจในการปรนนิบัติต่อกันและกันได้ตลอดเวลา ข้าพเจ้าหวังใจว่า คริสเตียนไทยจะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงคนไทยรอบข้างที่ใช้วันสงกรานต์ในทางที่ผิดเพี้ยนไป อาเมน

 

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2013

“คริสตจักรทัศนาจร…เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน”

สวัสดีพี่น้องชาวใจสมานเพชรเกษม11ทุกท่าน วันนี้เป็นวันที่น่าตื่นเต้นอีกวันหนึ่งของพวกเรา หลังจากนมัสการฟังเทศน์ ทานอาหารเที่ยงแบบฉับไว เราจะออกเดินทางไปจังหวัดปราณบุรี เขาสามร้อยยอดด้วยกัน ในที่สุด วันแห่งการรอคอยก็มาถึง คริสตจักรทัศนาจรที่เรางดไปเมื่อปีที่แล้ว เพราะการย้ายอาคารคริสตจักรและการปรับปรุงที่ช่วงเวลานั้น เราทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยกับการระดมกำลังทุกด้านให้กับห้องประชุมและสำนักงานใหม่ของคริสตจักร เราแทบไม่กล้าคิดว่า เราจะมีคริสตจักรทัศนาจรในปีถัดไปเสียด้วยซ้ำ เพราะจะต้องผ่อนชำระค่าปรับปรุงห้องประชุมใหม่ ตัวอาคารสำนักงานใหม่ แต่พระเจ้าก็ทรงเปิดทางให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องสมาชิกชาวใจสมานโดยการชำระหนี้หมดในหนึ่งปีที่ผ่านมา การไปคริสตจักรทัศนาจรครั้งนี้จึงปลอดโปร่งและไม่รู้สึกกับภาระหนี้อีกต่อไป ประกอบกับอากาศที่ร้อนมาก จึงทำให้เป็นวาระแห่งการรับการเสริมกำลังใหม่กับบรรยากาศทะเล อาหารทะเล สัมผัสน้ำและลมทะเล นอนแอร์ นมัสการอธิษฐานกลางแจ้ง เข้าสู่วาระการผ่อนคลาย ข้าพเจ้าหวังใจว่า การไปคริสตจักรทัศนาจรครั้งนี้ จะนำข่าวดีของความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว กับญาติมิตร นอกจากจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติแล้ว ยังได้เขยิบเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นทุกที จนบางคนอาจทนไม่ไหวขอรับเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า และที่สำคัญในทริปนี้ เราจะมีการประกอบพิธีรับบัพติศมาในน้ำให้กับพี่น้องผู้เชื่อหลายคน ใครที่ยังไม่ตัดสินรับบัพติศมาในน้ำ ก็สามารถแจ้งชื่อกับเราได้ ขณะนี้ เรามีผู้ลงทะเบียนแล้วทั้งหมด 120 กว่าคน ตามสถิติที่เราเคยมี ในวันเดินทางอาจจะมีเพิ่มขึ้นอีกบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม บ้านพักของเราแต่ละหลังก็มีความยืดหยุ่นได้ถึง 170-180 คน พี่น้องไม่ต้องกลัวจะไม่มีที่นอน คริสตจักรของเราเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ และกำลังขยายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เราหวังใจว่า เราจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นในเรื่องการจัดการที่เป็นมืออาชีพ ขอพี่น้องที่มีภาระใจมาช่วยกันร่วมเป็นทีมงานในอนาคต เรากำลังต้องการคนถวายตัวมาร่วมรับใช้อีกมาก แม้คริสตจักรทัศนจรครั้งนี้ พี่น้องบางคนอาจติดภารกิจ หน้าที่การงาน ไม่สามารถไปร่วมกับเราได้ (ข้าพเจ้าคิดว่าเพราะเหตุผลเรื่องนี้อย่างเดียว มิใช่เรื่องการเงิน) แต่หากพี่น้องท่านใด ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องนี้ โปรดติดต่อคริสตจักรด่วน เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน 1โครินธ์ 12:22-27 22 ที่​จริง​อวัยวะ​ที่​เรา​เห็น​ว่า​อ่อนแอ เรา​ก็​ขาด​เสีย​ไม่ได้​23 และ​อวัยวะ​ที่​เรา​ถือ​ว่า​มี​เกียรติ​น้อย เรา​ก็​ยัง​ทำ​ให้​มี​เกียรติ​ยิ่งขึ้น และ​อวัยวะ​ที่​ไม่​น่าดู​นั้น เรา​ก็​ทำ​ให้​น่าดู​ยิ่งขึ้น​24 เพราะ​ว่า​อวัยวะ​ที่​น่าดู​แล้ว ​ก็​ไม่​จำเป็น​ที่​จะต้อง​ตกแต่ง​อีก แต่​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ให้​อวัยวะ​ของ​ร่างกาย​เสมอ​ภาค​กัน ทรง​ให้​อวัยวะ​ที่​ต่ำ​ต้อย​เป็น​ที่​นับ​ถือ​มาก​ขึ้น​25 เพื่อ​ไม่ให้​มี​การ​แก่งแย่ง​กัน​ใน​ร่างกาย แต่​ให้​อวัยวะ​ทุก​ส่วน​พะวง​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ 26 ถ้า​อวัยวะ​อัน​หนึ่ง​เจ็บ อวัยวะ​ทั้งหมด​ก็​พลอย​เจ็บ​ด้วย ถ้า​อวัยวะ​อัน​หนึ่ง​ได้รับ​เกียรติ​อวัยวะ​ทั้งหมด​ก็​พลอย​ชื่น​ชม​ยินดี​ด้วย 27 ฝ่าย​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​กาย​ของ​พระ​คริสต์​ และ​ต่าง​ก็​เป็น​อวัยวะ​ของ​พระ​กาย​นั้น​

 
วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2013
“พระเยซูเป็นเพื่อนตาย...เพื่อนเป็น....ของเรา” 

นิยามคำว่า เพื่อนตาย หมายถึง เพื่อนที่ช่วยเหลือกันได้ในยามทุกข์ยาก และสามารถยอมตายแทนกันได้ มุมหนึ่งของการตายแทนกันที่น่าสนใจปรากฏในโรม 5:7 7 ไม่​ใคร่​จะ​มี​ใคร​ตาย​เพื่อ​คน​ตรง แต่​บาง​ที​จะ​มี​คน​อาจ​ตาย​เพื่อ​คน​ดี​ก็​ได้​8 แต่​พระ​เจ้า​ทรง​สำแดง​ความ​รัก​ของ​พระ​องค์​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย คือ​ขณะที่​เรา​ยัง​เป็น​คน​บาป​อยู่​นั้น ​พระ​คริสต์​ได้​ทรง​สิ้น​พระ​ชนม์​เพื่อ​เรา​ พระคัมภีร์บอกเราว่ายากที่จะมีคนยอมตายเพื่อคนที่คำพูดกับการกระทำเท่าเทียมกัน (คนตรง) แต่จะมีคนที่ยอมตายเพื่อคนที่ทำมากกว่าพูดคือการทำให้คนอื่นได้รับผลประโยชน์ (คนดี) แต่พระเยซูคริสต์ได้ตายเพื่อคนบาป ความบาป แปลว่า พลาดไปจากเป้าหมาย อาจตีความได้ว่า คนบาปนอกจากจะไม่เป็นคนตรงแล้วยังเอาประโยชน์จากคนอื่น คนบาปไม่สมควรที่ใครจะมาตายแทนได้ แต่ความรักของพระเจ้าได้ทำให้พระองค์ทำสิ่งที่ไม่มีใครทำ คือพระเยซูคริสต์เจ้าได้ตายเพื่อคนบาปอย่างเรา และพระองค์ได้ฟื้นขึ้นมาจากความตายเพื่อดำรงอยู่ในสถานะของเพื่อนตายและเพื่อนเป็นของเรา การตายเพื่อคนบาป ยังไม่ยากเท่ากับการมีชีวิตอยู่เพื่อคนบาป เพราะการมีชีวิตอยู่เพื่อคนบาปต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะ และความรักที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างมาก และพระเยซูคริสต์ได้ทำสำเร็จในการเป็นเพื่อนตาย…เพื่อนเป็น พระเยซูคริสต์เจ้าได้ตรัสถ้อยคำที่ฝากไว้กับสาวกที่จะดำเนินชีวิตเหมือนพระองค์ 13 ไม่​มี​ผู้ใด​มี​ความ​รัก​ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​นี้ คือ​การ​ที่​ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​จะ​สละ​ชีวิต​ของ​ตน​เพื่อ​มิตร​สหาย​ของ​ตน​14 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประพฤติ​ตาม​ที่​เรา​สั่ง​ท่าน ท่าน​ก็​จะ​เป็น​มิตร​สหาย​ของ​เรา​15 เรา​จะ​ไม่​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า​บ่าว​อีก เพราะ​บ่าว​ไม่​ทราบ​ว่า​นาย​ทำ​อะไร แต่​เรา​เรียก​ท่าน​ว่า​มิตร​สหาย เพราะ​ว่า​ทุก​สิ่ง​ที่​เรา​ได้​ยิน​จาก​พระ​บิดา​ของ​เรา เรา​ได้​สำแดง​แก่​ท่าน​แล้ว​16 ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​เลือก​เรา แต่​เรา​ได้​เลือก​ท่าน​ทั้ง​หลาย และ​ได้​แต่งตั้ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไว้​ให้​ท่าน​ไป​เกิดผล และ​เพื่อ​ให้ผล​ของ​ท่าน​คง​อยู่ เพื่อ​ว่า​เมื่อ​ท่าน​ทูล​ขอ​สิ่ง​ใด​จาก​พระ​บิดา​ใน​นาม​ของ​เรา ​พระ​องค์​จะ​ได้​ประทาน​สิ่ง​นั้น​ให้แก่​ท่าน​17 สิ่ง​ที่​เรา​สั่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไว้​ก็​คือ ท่าน​จง​รัก​กัน​และ​กัน​(ยอห์น15:13-16) วันศุกร์ประเสริฐ และวันอีสเตอร์คือวันที่พระเยซูคริสตเจ้าได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยคำว่า เพื่อนตาย…เพื่อนเป็น แล้ววันศุกร์ประเสริฐและวันอีสเตอร์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราแต่ละปีได้สร้างปรากฏการณ์การเป็นเพื่อนตาย..เพื่อนเป็น เหมือนกับที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงทำกับเราอย่างไร โรม 6:3-5  3 ท่าน​ไม่​รู้​หรือ​ว่า เรา​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้รับ​บัพติศมา​เข้า​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ ​ก็​ได้รับ​บัพติศมา​นั้น​เข้า​ใน​ความ​ตาย​ของ​พระ​องค์​4 เหตุ​ฉะนั้น เรา​จึง​ถูก​ฝัง​ไว้​กับ​พระ​องค์​แล้ว โดย​การ​รับ​บัพติศมา​เข้า​ส่วน​ใน​การ​ตาย​นั้น เพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​คริสต์​ได้​ทรง​ถูก​ชุบ​ให้​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​โดย​เดช​พระ​สิริ​ของ​พระ​บิดา​แล้ว เรา​ก็​จะ​ได้​ดำเนิน​ตาม​ชีวิต​ใหม่​ด้วย​เหมือน​กัน 5 เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​เข้า​สนิท​กับ​พระ​องค์​แล้ว​ใน​การ​ตาย​อย่าง​พระ​องค์ เรา​ก็​จะ​เข้า​สนิท​กับ​พระ​องค์ ใน​การ​เป็น​ขึ้น​มา​อย่าง​พระ​องค์​ได้​ทรง​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​ด้วย เราทั้งหลายก็เป็น…เพื่อนตาย…เพื่อนเป็นของพระเยซูด้วยเช่นกัน

วันที่ 24 มีนาคม 2013
“ก่อนพระเยซูถูกทรยศ...ไต่สวน...และถูกตรึง” 

ลูกา 22:15-20 15 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรา​มี​ความ​ปรารถนา​อย่าง​ยิ่ง​ที่​จะ​กินปัสกา​นี้​กับ​พวก​ท่าน​ก่อน​เรา​จะต้อง​ทน​ทุกข์​ทรมาน​16 ด้วย​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า​เรา​จะ​ไม่​กินปัสกา​นี้​อีก จนกว่า​จะ​สำเร็จ​ความ​หมาย​ของปัสกา​นั้น​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า”17 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ถ้วย​โมทนา​พระ​คุณ​แล้ว​ตรัส​ว่า “จง​รับ​ถ้วย​นี้​แบ่ง​กัน​ดื่ม​18 เพราะ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เรา​จะ​ไม่​ดื่ม​น้ำ​ผล​แห่ง​เถา​องุ่น​ต่อไป​อีก จนกว่า​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​จะ​มา”19 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ขนม​ปัง โมทนา​พระ​คุณ แล้ว​หัก​ส่ง​ให้แก่​เขา​ทั้ง​หลาย ตรัส​ว่า “นี่​เป็น​กาย​ของ​เราซึ่ง​ได้​ให้​สำหรับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย จง​กระทำ​อย่าง​นี้​ให้​เป็น​ที่​ระลึก​ถึง​เรา”20 เมื่อ​รับประทาน​แล้ว จึง​ทรง​หยิบ​ถ้วย​กระทำ​เหมือน​กัน​ตรัส​ว่า “ถ้วย​นี้​ซึ่ง​เท​ออก​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​คำ​สัญญา​ใหม่ โดย​โลหิต​ของ​เรา​ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะต้องทนทุกข์ทรมาน(ถูกทรยศ…ไต่สวน…และถูกตรึงที่กางเขน) ไม่มีอะไรจะน่าเจ็บปวดทรมานใจเท่ากับการที่ถูกคนสนิทใกล้ตัวหักหลังทรยศ พระเยซูคริสต์ได้แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกินปัสการ่วมกับสาวก(และร่วมกับคนที่จะทรยศ) พิธีปัสกาที่คนยิวจะต้องกินขนมปังไร้เชื้อและน้ำองุ่นเปรี้ยว (เพราะความเร่งรีบในการออกจากความเป็นทาสของอียิปต์โดยการนำของโมเสส โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า) เพื่อระลึกถึงการช่วยกู้ของพระเจ้า และในพิธีปัสกาวันนั้น ก่อนพระเยซูถูกทรยศ…ไต่สวน…และถูกตรึง พระเยซูคริสต์ใช้พิธีปัสกานี้เพื่อตั้งเป็นพิธีมหาสนิท (Holy Communion) การเข้าสนิทที่ต้องมีการเสียสละ การอุทิศให้ฟรีๆโดยไม่ต้องการการตอบแทน ขอเพียงระลึกถึง คืออย่าลืม อย่าทำให้การเสียสละนี้กลายเป็นสิ่งไร้ค่า ไร้ราคา ทั้งๆที่จริงแล้ว มีคุณค่าและราคาสูงทีเดียว 1โครินธ์ 7:23 23 ​พระ​เจ้า​ทรง​ซื้อ​ท่าน​ด้วย​ราคา​สูง อย่า​เข้า​เป็น​ทาส​ของ​มนุษย์​เลย​ ความปรารถนาของพระเยซูคริสต์เจ้าที่จะกินปัสกาในภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อให้รู้ว่า การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์เจ้าจะทำให้คนคืนดีกับพระเจ้า คนคืนดีกับคน คนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและกัน และกับพระเจ้า นี่คือชีวิตใหม่ที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้หยิบยื่นให้แก่มนุษย์ ที่ได้มาอย่างยากลำบาก พระองค์จึงตรัสว่า พระองค์จะร่วมโต๊ะเพื่อกินและดื่มแบบนี้อีกครั้งในแผ่นดินของพระเจ้า หรือเมื่อแผ่นดินของพระเจ้ามาถึง และหลังจากพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย อัครทูตยอห์นได้รับนิมิตบันทึกถ้อยคำของพระเยซูคริสต์เจ้าว่า วิวรณ์ 3:20 20 นี่​แน่ะ เรา​ยืน​เคาะ​อยู่​ที่​ประตู ถ้า​ผู้ใด​ได้​ยิน​เสียง​ของ​เรา​และ​เปิด​ประตู เรา​จะ​เข้า​ไป​หา​ผู้​นั้น​และ​จะ​รับประทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เขา และ​เขา​จะ​รับประ ทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เรา​ พระเยซูคริสต์กำลังเรียกหาเราทุกคน และเมื่อคนหนึ่งคนใดเปิดประตูออกต้อนรับพระองค์ แผ่นดินของพระเจ้าอยู่ในคนนั้น แผ่นดินของพระเจ้าเป็นสันติสุข ความสงบและเสรีภาพในชีวิตของผู้เชื่อโดยความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ผู้ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย ขอให้ศุกร์ประเสริฐและอีสเตอร์ปีนี้รื้อฟื้นการเปิดประตูให้กับพระเยซูคริสต์เจ้าเสด็จเข้ามาในชีวิตของเราทุกคน อาเมน

อาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2013
“ทำไมศุกร์ประเสริฐจึง....ประเสริฐ?” (Why Good Friday is Good?)

อีกสองสัปดาห์ก็จะถึงวันอีสเตอร์ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม และที่จะลืมไม่ได้ก็คือ วันศุกร์ประเสริฐ ก่อนวันอีสเตอร์สองวัน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงอยากจะนำกระทู้ที่เป็นคำถามที่ไม่เพียงเด็กๆจะตั้งคำถาม ผู้ใหญ่หลายคนก็สงสัยในเรื่องนี้ ว่า ทำไมศุกร์ประเสริฐจึง…ประเสริฐ why Good Friday is Good?  เพราะเรื่องราวที่มาของวันศุกร์ประเสริฐคือวันที่พระเยซูคริสต์เจ้าถูกตรึงตายที่กางเขน แล้วจะเรียกว่า ศุกร์ประเสริฐ ประเสริฐได้อย่างไร ในเมื่อวันนั้นคือวันที่ความบาปของมนุษย์โลกเป็นเหตุให้พระผู้ไถ่ต้องตาย Baltimo Catechism ได้ประกาศว่า ศุกร์ประเสริฐ ประเสริฐ เพราะว่าโดยการตายของพระคริสต์ “ได้สำแดงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่ชาวโลก และพระองค์ได้จ่ายราคาเพื่อนำพระพรทุกอย่างมาสู่มนุษยชาติ คำว่า ประเสริฐ ในความรู้สึกนี้ หมายถึง ความบริสุทธิ์ (Holy) และในความเป็นจริง ศุกร์ประเสริฐ เป็นที่รู้กันในความหมายของ ศุกร์บริสุทธิ์ (Holy Friday) ในหลายๆภาษาแสดงถึงความรัก บางคนก็ว่าจุดกำเนิดของคำว่า ศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) มาจากคำภาษาอังกฤษที่ใช้เพี้ยนมาจากคำว่า God’ s Friday ซึ่งแปลว่า วันศุกร์ของพระเจ้า ซึ่งมาจากการเรียกในเสียงของภาษาเยอรมันว่า Gottes Freitag  บางคนก็เดาว่า มาจากคำว่า long Friday และถ้าเพี้ยนมาจากภาษาเยอรมันคำนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นศุกร์ประเสริฐ เพราะว่า ความหมายภาษาเยอรมันคำนี้ แปลว่า วันศุกร์แสนทุกข์ใจหรือเป็นทุกข์ ดังนั้น จึงไม่มีความชัดเจนว่า ศุกร์ประเสริฐ (Good Firday) ถูกเรียกเช่นนี้เริ่มต้นจากไหน แต่ความหมายที่ดีสุดในการเรียก ศุกร์ประเสริฐ ก็เพราะ การตายของพระเยซูคริสต์เจ้านั้นแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา การตายของพระเยซูคริสต์เจ้านี้ได้นำไปสู่การฟื้นคืนพระชนม์ที่เรียกว่า วันอีสเตอร์ (Easter Sunday) ซึ่งนำชีวิตใหม่มาสู่ผู้ที่เชื่อถือในพระองค์ทุกคน อ.เปาโลได้กล่าวไว้ในหนังสือ 1โครินธ์ 15:17 17 และ​ถ้า​พระ​คริสต์​ไม่ได้​ทรง​ถูก​ชุบ​ให้​เป็น​ขึ้น​มา ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน​ก็​ไร้​ประโยชน์ ท่าน​ก็​ยัง​ตก​อยู่​ใน​บาป​ของ​ตน​ นั่นหมายความว่า ถ้าไม่มีการตายก็ไม่มีการฟื้นขึ้นมาจากความตาย การตายของพระเยซูคริสต์ได้ช่วยมนุษยชาติจากการเป็นทาสของความบาป และพระองค์ได้ทำลายการควบคุมของความตายที่อยู่ในชีวิตของเราทุกคน การฟื้นขึ้นมาจากความตายได้ให้พระสัญญาแห่งชีวิตใหม่ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าด้วย กิจการ 1:3-4 3 ครั้น​พระ​องค์​ทรง​ทน​ทุกข์​ทรมาน​แล้ว ได้​ทรง​แสดง​พระ​องค์​แก่​คน​พวก​นั้น​ด้วย​หลักฐาน​หลาย​อย่าง พิสูจน์​ว่า​พระ​องค์​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่ และ​ได้​ทรง​ปรากฏ​แก่​เขา​ทั้ง​หลาย​ระหว่าง​สี่​สิบ​วัน และ​ได้​ทรง​สนทนา​กับ​เขา​ถึง​เรื่อง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​4 เมื่อ​พระ​องค์​ได้​ทรง​พำนัก​อยู่​กับ​อัครทูต จึง​กำชับ​เขา​มิ​ให้​ออกไป​จาก​กรุง​เยรูซา เล็ม แต่​ให้​คอย​รับ​ตาม​พระ​สัญญา​ของ​พระ​บิดา..ความงดงามของวันอีสเตอร์เกิดได้จากคุณค่าสูงสุดที่เกิดขึ้นในวันศุกร์ประเสริฐ นี่แหล่ะคือคำตอบว่า ทำไม ศุกร์ประเสริฐ จึงประเสริฐ

 

อาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2013

“ทำตามพระเยซูสั่ง....อย่าแค่ติดตาม”

มัทธิว 4:18-19 18 ขณะที่​พระ​องค์​ทรง​ดำเนิน​อยู่​ตาม​ชายทะเล​กาลิลี ​ก็​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​พี่​น้อง​ชาวประมง​สอง​คน คือ​ซีโมน​ที่​เรียก​ว่า​เปโตร กับ​อันด​รูว์​น้อง​ชาย กำลัง​ทอดแห​อยู่​ที่​ทะเลสาบ​19 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “จง​ตาม​เรา​มา​เถิด และ​เรา​จะ​ตั้ง​ท่าน​ให้​เป็น​ผู้​หา​คน​ดั่ง​หา​ปลา” หากจะดูบริบทตอนนี้ บางคนอาจตีความว่าพระเยซูพูดเรื่องนี้กับชาวประมง ไม่ใช่กับเรา เปโตรกับอันดรูซ์เป็นชาวประมงผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปลา และรู้ว่าจะจับปลาได้ที่ไหน พระเยซูเรียกให้ทั้งสองคนติดตามพระองค์ พระองค์ทรงเสนองานใหม่ให้กับชาวประมงสองคนที่วันๆอยู่กับท้องทะเล ไม่ค่อยมีเวลาปฏิสัมพันธ์กับคน ทั้งสองคนรู้จักธรรมชาติของปลามากกว่าคน ถ้าพระเยซูเสนองานที่เกี่ยวกับปลา น่าจะเหมาะกว่า ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Put the right man on the right job แปลว่า วางคนให้ตรงกับงาน หรือเหมาะกับงาน แต่ดูเหมือนพระเยซูไม่ได้ต้องการคนที่ตรงกับงาน พระองค์มีงานที่ต้องการคนที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของพระองค์มากกว่า พระองค์จะตั้งคนๆนั้น นั่นหมายความว่า การแต่งตั้งของพระองค์จะเปลี่ยนคนๆนั้นให้มีความสามารถ เป็นไปตามงานที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ 2โครินธ์ 3:5-6 5 มิใช่​เรา​จะ​คิด​ถือ​ว่า สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​เกิด​จาก​ความ​สามารถ​ของ​เรา​เอง แต่​ว่า​ความ​สามารถ​ของ​เรา​มา​จาก​พระ​เจ้า​6 ผู้​ทรง​โปรด​ประทาน​ให้​เรา​สามารถ​ที่​จะ​เป็น​พัน​ธกร​แห่ง​พันธสัญญา​ใหม่….เปโตร….คนที่พูดไม่ค่อยเข้าท่า พูดก่อนคิด บางครั้งพูดแล้วถูกพระเยซูตำหนิ  แต่เปโตรได้เปลี่ยนไปหลังจากได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งหมายถึงการแต่งตั้งให้ทำงานของพระเจ้า เปโตรลุกขึ้นพูดและนำคนรับเชื่อถึงสามพันคนในคราวเดียว เปโตรกลายเป็นคนที่ดึงดูดคนให้อยากฟังสิ่งที่เขาพูด เปโตรมีคำพยานประสบการณ์กับพระเยซู คนอยากรู้ว่า พระเยซูเป็นยังไง พระเยซูทำอะไร พระเยซูสอนอะไร พระเยซูคือใคร เปโตรเป็นผู้หาคนดั่งหาปลา อย่างที่พระเยซูได้ตรัสไว้จริงๆ ธรรมชาติของปลา ไม่มีใครรู้ว่ามันจะมาหรือมันจะไป  ธรรมชาติของปลากลัวการเข้าใกล้คน หนีไว จับยาก คนจะเข้าหาปลาเองไม่ได้ ต้องรอปลามาหาคน หรือมีสิ่งล่อปลา และไม่ใช่ว่าชาวประมงจะสำเร็จทุกครั้งไป เหมือนกับที่เปโตรกับอันดรูว์ที่ล้มเหลวและซักอวนโดยไม่ได้ปลาเลยสักตัว พระเยซูสั่งให้หาปลา ลูกา 5:5-6 5 ซีโมน​ทูล​ตอบ​ว่า “​พระ​อา จารย์​เจ้า​ข้า ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย​ทอด​อวน​คืน​ยัง​รุ่ง​ไม่ได้​อะไร​เลย แต่​ข้า​พระ​องค์​จะ​หย่อน​อวน​ลง​ตาม​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์”6 เมื่อ​เขา​หย่อน​ลง​แล้ว​ก็​ล้อม​ปลา​ไว้​เป็น​อัน​มาก จน​อวน​ของ​เขา​กำลัง​ปริ​ วิธีของพระเยซูที่ให้เปโตราจับปลาล้วนขัดต่อวิธีของชาวประมงอย่างสิ้นเชิง ทั้งเวลา สถานที่ แต่ยังใช้เครื่องมือจับปลาอันเดิม  การทำตามคำของพระเยซูคือสิทธิอำนาจและกุญแจแห่งความสำเร็จ พระเยซูกำลังเชิญชวนเราทั้งหลายให้ทำตามพระองค์ อย่าแค่ติดตาม เพื่อเราจะเป็นและสามารถอย่างเปโตร

 
อาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2013

“ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเอง อย่ากลัวเลย”

มาระโก 6:45-52 45 ครั้น​แล้ว​พระ​องค์​ได้​ตรัส​ให้​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์ ลง​เรือ​ข้าม​ไป​ยัง​เมือง​เบธ​ไซ​ดา​ก่อน ส่วน​พระ​องค์​ทรง​รอ​ส่ง​ประชาชน​กลับ​บ้าน​46 เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​ลา​เขา​ทั้ง​หลาย​แล้ว ​ก็​เสด็จ​ขึ้น​ภูเขา​เพื่อ​อธิษฐาน​ที่​นั่น​47 เมื่อ​ค่ำ​ลง​แล้ว เรือ​ของ​เหล่า​สาวก​อยู่​กลาง​ทะเล ส่วน​พระ​องค์​อยู่​บน​ฝั่ง​แต่​ผู้​เดียว​48 แล้ว​พระ​องค์​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​เหล่า​สาวก​ตี​กรรเชียง​ลำบาก​เพราะ​ทวน​ลม​อยู่ ครั้น​เวลา​สาม​ยาม​เศษ ​พระ​องค์​จึง​ทรง​ดำเนิน​บน​น้ำ​ทะเล​ไป​ยัง​เหล่า​สาวก และ​พระ​องค์​ทรง​ดำเนิน​ดัง​จะ​เลย​เขา​ไป49 เมื่อ​เหล่า​สาวก​เห็น​พระ​องค์​ทรง​ดำเนิน​บน​ทะเล เขา​สำคัญ​ว่า​ผี แล้ว​พา​กัน​ร้อง​อึง​ไป​50 เพราะ​ว่า​ทุก​คน​เห็น​แล้ว​ก็​กลัว แต่​ใน​ทันใด​นั้น​พระ​องค์​ทรง​ออก​พระ​โอษฐ์​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ทำ​ใจ​ให้​ดี​ไว้​เถิด เรา​เอง อย่า​กลัว​เลย”51 ​พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ขึ้น​ไป​หา​เขา​บน​เรือ​แล้ว​ลม​ก็​เงียบ​ลง​52 เหล่า​สาวก​ก็​ประหลาด​อัศจรรย์​ใจ​เหลือ​ประมาณ เพราะ​ว่า​เรื่อง​ขนม​ปัง​นั้น​เขา​ยัง​ไม่​เข้าใจ แต่​ใจ​เขา​ยัง​มืด​มัว​อยู่​ ​ จากพระธรรมตอนนี้ได้ให้ข้อมูลการเดินบนน้ำของพระเยซู เพราะพระเยซูไม่มีเรือที่จะใช้เดินทางต่อ เพราะเรือออกไปก่อนแล้ว ที่พระองค์ให้เรือออกไปก่อนเพราะว่าพระองค์ต้องรอส่งประชาชนกลับบ้าน และเพราะพระองค์ต้องใช้เวลาอธิษฐานบนภูเขา  ภารกิจเหล่านี้ทำให้พระเยซูอยู่บนฝั่งแต่ผู้เดียว พระเยซูให้สาวกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน  นั่นหมายความว่า พระเยซูจะตามไปสมทบกับสาวกที่เบธไซดา แล้วพระเยซูจะไปอย่างไร การเดินทางด้วยเรือถือว่าเร็วกว่าและเป็นทางลัดสั้นกว่าการเดินทางบนบก แต่พระคัมภีร์ตอนนี้ทำให้เราเห็นการเดินด้วยเท้าเร็วกว่าการเดินทางด้วยเรือ เร็วกว่าการเดินบนบก เพราะเป็นการเดินบนน้ำ และกำลังจะแซงเรือของสาวกไปด้วยซ้ำ เรือของสาวกออกเดินทางตั้งแต่หัวค่ำจนสามยามเศษ (ประมาณตีสามกว่าๆ) เรือของสาวกก็ยังไปไม่ถึงไหน เพราะมีแรงลมมาต้านเรือเอาไว้ พระเยซูมองเห็นสาวกกำลังพายเรือให้แล่นไปอย่างยากลำบากเพราะต้องสู้กับแรงลมเพราะเป็นการแล่นเรือทวนกระแสลม มิใช่ทวนกระแสน้ำ หากไม่มีลม สาวกคงจะไปถึงอีกฝั่งนานแล้ว ลมที่ชาวเรือใช้ในการเดินเรือกลับเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางด้วยเรือในเวลานี้ พระเยซูทรงเดินบนทะเล มีคำถามว่าขณะเดินมีลมหรือไม่ หรือว่าลมไม่ได้เกิดกับการเดินบนทะเลของพระเยซู เราจะเห็นว่า เมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นเรือของสาวก ลมก็เงียบหายไป บันทึกที่นี่ไม่ได้กล่าวถึงการสั่งให้ลมสงบโดยพระเยซู แต่ราวกับว่า ลมรู้จักพระเยซู ลมจึงไม่รบกวนหรือต้านทานพระเยซู ไม่ว่าพระองค์จะอยู่ที่ไหน สาวกก็เช่นกัน เมื่อพระเยซูตรัสว่า คือพระองค์เอง ความกลัวก็หายไป เมื่อพระเยซูอยู่ด้วย พายุและความกลัวก็หายไป หากเวลานี้ ชีวิตของเราเหมือนกำลังว้าวุ่นใจและกำลังหวาดกลัวสิ่งใด จงตระหนักว่าพระเยซูอยู่ด้วยกับเรา พายุชีวิตที่โหมกระหน่ำ ความกลัวที่กำลังเขย่าอารมณ์ความรู้สึก จะสงบลงและหายไปจากชีวิตของเรา “ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเอง อย่ากลัวเลย”

 
อาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2013
กุญแจ 9 ดอก.....ปลดล็อคชีวิตที่กำลังวิกฤติ

กุญแจที่ 1 เราต้องยอมรับความรับผิดชอบที่จะทำส่วนของตัวเรา พระเจ้าจะทำส่วนของพระองค์ เราต้องทำสิ่งที่พระเจ้าคาดหวังและเรียกให้เราทำในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน

กุญแจที่ 2 เราจะต้องเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน บางครั้งในช่วงเวลาของการรอคอยไม่จำเป็นต้องใช้ความเชื่อมาก เพราะเป็นเวลาของการรักษาความเชื่อที่ต้องใช้แต่ความอดทน แต่เมื่อพระเจ้าสั่งให้เคลื่อน นั่นแหล่ะคือย่างก้าวที่ต้องใช้ความเชื่อมาก

กุญแจที่ 3 เราต้องยืดหยุ่นมากๆ การขับเคลื่อนของพระเจ้าอาจมาอย่างกระทันหัน พระองค์มีเหตุผลที่ทำอย่างนั้น พระองค์ไม่ต้องการให้เราใช้เวลาในการคิดมาก เพราะเราอาจทำให้สิ่งต่างๆยุ่งยากยิ่งขึ้น พระเจ้าต้องการให้เราเคลื่อนอย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมเสียเวลากับการวิเคราะห์ที่ทำให้เป็นอัมพาต

กุญแจที่ 4 เราต้องไม่ลืมพื้นฐาน  จงจดจ่อพระวจนะ ใช้เวลากับพระเจ้า สามัคคีธรรมกับผู้เชื่อ และสงวนตัวเองไว้ในการอธิษฐาน

กุญแจที่ 5 เราต้องยึดมั่นในพระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับเรา พระสัญญาจะเป็นที่หนุนใจเรา ให้ทิศทางกับเรา และเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่เหมือนกับสมอเรือชีวิตของเรา

กุญแจที่ 6 เราต้องดำเนินชีวิตอยู่ในการเชื่อฟังอย่างครบถ้วน คือด้วยวิธีของพระเจ้าร้อยเปอร์เซ็น ซึ่งเป็นวิถีใหม่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน พระเจ้าทรงมีเหตุผลที่จะให้เราทำด้วยวิธีของพระองค์

กุญแจที่ 7 เราจะต้องตระหนักเสมอว่า มีสงครามที่เราต้องต่อสู้ พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า “3 ทุกๆ ตำบล​ถิ่น​ที่​ฝ่า​เท้า​ของ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จะ​เหยียบ​ลง เรา​ได้​ยก​ให้แก่​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ดังที่​เรา​ได้​สัญญา​ไว้​กับ​โมเสส​ (โยชูวา 1:3) คำว่า เหยียบลง ภาษาฮีบรูคำว่า ดารัค (darak) ไม่ใช่แค่การเดินเท่านั้น แต่ถูกใช้ในความ หมายของการสวนสนามหรือการย่ำเท้าของนักรบ ในนิยามของสงคราม คำนี้ถูกใช้เพื่อโก่งคันธนูตั้งท่ายิงลูกศร และยังถูกใช้ในปัจจุบันแปลว่า เตรียมอาวุธ ความหมายที่พระเจ้าสั่งโยชูวาคือ ทุกที่ที่เจ้าเตรียมอาวุธเพื่อที่จะไปยึดครอง พระเจ้าจะยกดินแดนนั้นให้แก่โยชูวา พระเจ้ากำลังบอกโยชูวาว่าจะมีสงคราม

กุญแจที่ 8 เราต้องยอมรับความช่วยเหลือ เราต้องถ่อมตัวเราเองลงเพื่อขอคำอธิษฐาน ขอคำปรึกษา ขอการหนุนใจ อย่ารู้สึกอึดอัดใจที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะเป็นสิ่งที่ควรจะทำ

กุญแจที่ 9 เราต้องให้สันติสุขของพระเจ้าคุ้มครองเราไว้ ช่วงวิกฤติจะมีแรงกดดันสูง สันติสุขจะช่วยเราไม่ให้หักภายใต้แรงกดดันได้ 9 เรา​สั่ง​เจ้า​ไว้​แล้ว​มิใช่​หรือ​ว่า​จง​เข้มแข็ง​และ​กล้า​หาญ​เถิด อย่า​ตกใจ​หรือ​คร้าม​กลัว​เลย เพราะ​ว่า​เจ้า​ไป​ใน​ถิ่น​ฐาน​ใด ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า​ทรง​สถิต​กับ​เจ้า” (โยชูวา1:9)

(ย่อจากบทสุดท้ายของหนังสือ God’s timing for your life เวลาของพระเจ้าสำหรับคุณ โดย ดัทช์ ชีท) 
อาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2013

NGM. DAY วันพันธกิจคนรุ่นใหม่

NGM (New Generation Ministry) พันธกิจคนรุ่นใหม่  เป็นงานรับใช้หนึ่งในคริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 เป็นงานที่เจาะจงและเตรียม…เด็ก…วัยรุ่น…และคนหนุ่มสาวในคริสตจักรให้เติบโตผ่านพ้นวัยที่เปราะบางและมีความเสี่ยงกับการเผชิญกับยุคที่มีเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วที่ทำให้เด็ก …วัยรุ่น…หนุ่มสาวมีมุมมอง ค่านิยมและวิถีชีวิตตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกไปอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะศีลธรรมจรรยาที่ตกต่ำลงผ่านสื่อที่สามารถหาเสพได้อย่างง่ายดาย มีอิทธิพลกับเด็ก…วัยรุ่น…หนุ่มสาว…ที่ขาดภูมิต้านทานฝ่ายจิตใจและวิญญาณ ยิ่งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่โดดเดี่ยว ขาดผู้ใหญ่ที่จะให้เวลาในการอบรมสั่งสอนอย่างใกล้ชิด เพราะผู้ใหญ่ในยุคนี้ก็ต้องหาเช้ากินค่ำอย่างแทบไม่มีวันหยุดพักผ่อน เด็ก….วัยรุ่น…หนุ่มสาว…ในยุคนี้จึงจำเป็นต้องอยู่อย่างตามมีตามเกิด สภาพแวดล้อมที่ดีๆก็หายากสำหรับสังคมคนเมืองหลวง คนรอบข้างจะไว้ใจได้ขนาดไหนก็แล้วแต่ความโชคดีว่าจะเจอคนดีหรือคนเลว เพื่อนในโรงเรียนจะดีหรือเลวก็ขึ้นอยู่กับเด็ก…วัยรุ่น…หนุ่มสาวจะหามาคบได้ นับวันสังคมแย่ลงเรื่อยๆ ดังนั้น พันธกิจคนรุ่นใหม่จึงเป็นหนทางหนึ่งที่คริสตจักรของเราปรารถนาที่จะสร้างแรงดึง สร้างภูมิต้านทานกับกระแสของโลกภายนอกที่รุนแรง เพื่อให้เด็ก…วัยรุ่น…หนุ่มสาวที่เข้ามาในคริสตจักร มีภูมิต้านทานและทัศนคติที่ดี เพื่อเขาจะออกไปใช้ชีวิตในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ในสังคมที่เขาอยู่อย่างปลอดภัย รู้จักรักษาชีวิตของตนเองให้ปลอดจากยาเสพติด สิ่งบันเทิง การมอมเมาและค่านิยมแบบผิดๆ มุ่งดำเนินชีวิตตามคำสอนขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพฝ่ายวิญญาณที่แข็งแรง ด้วยเหตุนี้ คริสตจักรจึงกำหนดวันพันธกิจคนรุ่นใหม่ให้อยู่ในแผนงานสำหรับเด็ก…วัยรุ่น…หนุ่มสาว เพื่อพวกเขาจะเป็นผู้นิยามการเป็นคนรุ่นใหม่ในความหมายของการเป็นผู้เชื่อในทางของพระเจ้าที่เกิดในยุคนี้ สามารถยืนหยัด พัฒนาชีวิตคริสเตียนของตนเองให้เป็นแสงสว่าง เป็นผู้รับใช้ ผู้ประกาศพระนามของพระเจ้า  เพราะว่า หมดรุ่นของผู้ใหญ่อย่างเราไปแล้ว เด็ก…วัยรุ่น…หนุ่มสาว…เหล่านี้ก็คือคนที่จะรับไม้ต่อจากเราทั้งหลาย ขอพระเจ้าทรงโปรดที่จะช่วยคริสตจักรใจสมานเพชรเกษม11 แห่งนี้ที่จะมีคนรุ่นใหม่ที่รักพระเจ้า เอาจริงเอาจังกับพระเจ้า และไม่หลงไปกับค่านิยมและกระแสของโลกนี้ที่มีกระแสที่รุนแรง ชักนำพาให้เด็ก…วัยรุ่น…หนุ่มสาวให้เสียผู้เสียคนตั้งแต่อายุยังน้อย นับวัน เรายิ่งเห็นการทำบาปเกิดขึ้นในคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยลง น้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นข่าวตามสื่อต่างๆและเป็นเรื่องน่าสสดใจ เรากำลังต่อสู้กับโลกนี้ด้วยวิธีของพระเยซูคริสต์เจ้า สุภาษิต 22:6 6 จง​ฝึก​เด็ก​ใน​ทาง​ที่​เขา​ควร​จะ​เดิน​ไป และ​เมื่อ​เขา​เป็น​ผู้ใหญ่​แล้ว​เขา​จะ​ไม่​พราก​จาก​ทาง​นั้น ขอส่งแรงสนับสนุน NGM  สู้ๆ…….

อาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2013
“ล้มยักษ์.....”

1 ซามูเอล 17: 4-11   4 มี​ผู้​หนึ่ง​ชื่อ​โก​ลิอัท​เป็น​ยอด​ทหาร ได้​ออกมา​จาก​ค่าย​คน​ฟีลิสเตีย​เป็น​ชาว​เมือง​กัท สูง​หก​ศอก​คืบ​5 เขา​สวม​หมวก​ทอง​สัมฤทธิ์​ไว้​ที่​ศีรษะ และ​สวม​เสื้อ​เกราะ เสื้อ​เกราะ​นั้น​หนัก​ห้า​พันเชเขล​เป็น​ทอง​สัมฤทธิ์​6 และ​สวม​สนับ​แข้ง​ทอง​สัมฤทธิ์ และ​มี​หอก​ทอง​สัมฤทธิ์​แขวน​อยู่​ที่​บ่า​7 ด้าม​หอก​นั้น​เหมือน​ไม้​กระพั่น​ทอ​ผ้า ตัว​หอก​หนัก​หก​ร้อยเชเขล​เป็น​เหล็ก ทหาร​ถือ​โล่​ของ​เขา​เดิน​ออก​หน้า​8 เขา​ออกมา​ยืน​ตะโกน​ไป​ทาง​แนว​อิสราเอล​ว่า “เจ้า​ทั้ง​หลาย​ออกมา​ทำ​ศึก​ทำไม​เล่า ข้า​เป็น​คน​ฟีลิสเตีย​ไม่ใช่​หรือ เจ้า​ก็​เป็น​ข้า​ของ​ซาอูล​ไม่ใช่​หรือ จง​เลือก​คน​แทน​พวก​เจ้า​ให้​เขา​ลง​มา​หา​ข้า​นี่​9 ถ้า​เขา​สามารถ​สู้​รบ​และ​ฆ่า​ตัว​ข้า​ได้ พวก​เรา​จะ​ยอม​เป็น​ข้า​ของ​พวก​เจ้า แต่​ถ้า​ข้า​ชนะ​เขา​และ​ฆ่า​เขา​ตาย แล้ว​พวก​เจ้า​ต้อง​เป็น​ข้า​ของ​พวก​เรา และ​รับ​ใช้​เรา”10 และ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นั้น กล่าว​ว่า “วันนี้​ข้า​ขอ​ท้า​กองทัพ​อิสราเอล จง​ส่ง​คน​มา​สู้​กัน​เถิด”11 เมื่อ​ซาอูล​และ​คน​อิสราเอล​ทั้งสิ้น​ได้​ยิน​ถ้อยคำ​ของ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นั้น เขา​ทั้ง​หลาย​ก็​ท้อ​ใจ​และ​กลัว​มาก ยักษ์ หมายถึงอุปสรรค สิ่งกีดขวาง ยากที่จะเอาชนะ เหตุการณ์ที่หนักหน่วงที่ยากจะผ่านพ้นไปได้ กลัวจนไม่อยากจะเผชิญหน้า พระคัมภีร์เดิมมีเรื่องราวของมนุษย์ยักษ์ที่มาท้าทำศึกสงครามกับชนชาติอิสราเอล เป็นสงครามตัวแทน ถ้าตัวแทนของฝ่ายใดแพ้ ทั้งชนชาติก็แพ้หมด มีคำไทยคำหนึ่งกล่าวว่า ขวัญกำลังใจดีก็ทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่สำหรับชนชาติอิสราเอลในเวลานั้นทั้งท้อใจและกล้วมาก เท่ากับแพ้ไปกว่าครึ่งแล้ว หรืออาจจะแพ้ไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นแล้ว เพราะว่าซาอูลเป็นผู้นำ เป็นกษัตริย์ก็มีความท้อใจและกลัว อิสราเอลขาดผู้นำที่กล้าหาญ ขาดคนให้กำลังใจในขณะกำลังขวัญเสียอยู่นั้น อิสราเอลต้องเผชิญกับโกลิอัททหารฟิลิสเตียรูปร่างใหญ่เหมือนยักษ์ ขนาดเปรียบเทียบกับคนอิสราเอลก็คืออยู่ที่ประ มาณหัวเข่าของโกลิอัท โกลิอัทก็เป็นทหารชำนาญศึกมาตั้งแต่หนุ่มๆ เทียบน้ำหนัก ขนาด และฝีมือแล้ว อิสราเอลไม่มีทหารคนไหนที่จะเทียบฝีมือได้ แต่พระคัมภีร์ได้บันทึกต่อไปอีกว่า  45 แล้ว​ดาวิด​ก็​พูด​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นั้น​ว่า “ท่าน​มา​หา​ข้าพเจ้า​ด้วย​ดาบ ด้วย​หอก​และ​ด้วย​หอก​ซัด แต่​ข้าพเจ้า​มา​หา​ท่าน​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​เจ้า​จอม​โยธา ​พระ​เจ้า​แห่ง​กองทัพ​อิสราเอล ผู้​ซึ่ง​ท่าน​ได้​ท้า​ทาย​นั้น….48 อยู่​มา​เมื่อ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นั้น​ลุก​ขึ้น​เข้า​มา​ใกล้​เพื่อ​ปะทะ​ดาวิด ดาวิด​ก็​วิ่ง​เข้า​หา​แนว​รบ​เพื่อ​ปะทะ​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นั้น​อย่าง​รวดเร็ว​49 และ​ดาวิด​เอา​มือ​ล้วง​เข้า​ไป​ใน​ย่าม​หยิบ​หิน​ก้อน​หนึ่ง​ออกมา แล้ว​เหวี่ยง​หิน​ก้อน​นั้น​ด้วย​สายสลิ​งถูก​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นั้น​ที่​หน้าผาก ก้อน​หิน​จม​เข้า​ไป​ใน​หน้าผาก​เขา​ก็​ล้ม​หน้า​คว่ำ​ลง​ที่ดิน50 ดังนั้น​ดาวิด​ก็​ชนะ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นั้น​ด้วยส​ลิง​และ​ก้อน​หิน​ก้อน​หนึ่ง และ​คว่ำ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นั้น​ลง และ​ฆ่า​เขา​เสีย ดาวิด​ไม่​มี​ดาบ​อยู่​ใน​มือ​ เพียงหินก้อนเดียว  โอกาสเพียงครั้งเดียวของเด็กหนุ่มอย่างดาวิดที่พระนามของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าอุปสรรคปัญหาตรงหน้า ดาวิดสามารถล้มยักษ์ วันนี้ยักษ์ของเราคืออะไร มาล้มยักษ์กันเถิด…..

อาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2013

Unity is the blessing

น้ำหนึ่งใจเดียวกันคือพระพร  

 สดุดี 133:1-3  1 ดู​เถิด ซึ่ง​พี่​น้อง​อาศัย​อยู่​ด้วย​กัน​เป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กัน ​ก็​เป็น​การ​ดี และ​น่า​ชื่น​ใจ​มาก​สัก​เท่าใด 2 เหมือน​น้ำ​มัน​ประเสริฐ​อยู่​บน​ศีรษะ​ไหล​อาบ​ลง​มา​บน​หนวด​เครา บน​หนวด​เครา​ของ​อา​โรน ไหล​อาบ​ลง​มา​บน​คอ​เสื้อ​ของ​ท่าน 3 เหมือน​น้ำค้าง​ของ​ภูเขา​เฮอร์​โมน ซึ่ง​ตก​ลง​บน​เทือกเขาศิ​โยน เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​บังคับ​บัญชา​พระ​พร​ที่​นั่น คือ​ชีวิต​จำเริญ​เป็น​นิตย์​ พระคัมภีร์ตอนนี้ให้ความหมายเปรียบเทียบสองมุม มุมหนึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่อยู่ด้วยกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  และผลที่เกิดในจิตใจ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่แสดงออกมา เป็นการดีและน่าชื่นใจมากจนเกินบรรยาย  ส่วนอีกมุมหนึ่งคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ภาพของอาโรนรับน้ำมันชโลมจากศรีษะลงมา เป็นเครื่องหมายของ มนุษย์ที่ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า เป็นการเจิมแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของคนทั้งปวงเพื่อเข้าหาพระเจ้า  อีกมุมหนึ่งเป็นภาพของน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ซึ่งเป็นภูเขาที่สูง น้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมนมีชื่อเสียงว่าเหมือนฝนที่ทำให้แม้กระทั่งเต็นท์ก็เปียกไปหมด ระยะทางจากเฮอร์โมนกับภูเขาซีโอนนั้นห่างไกลกันหลายร้อยกิโลเมตร ภูเขาซีโอนไม่ใช่ภูเขาซีโอน แต่หมายถึงภูเขาที่อยู่ใกล้ๆชาวซีโอน ซึ่งเป็นคนที่อาศัยอยู่รอบกรุงเยรูซาเล็ม เป็นพื้นที่ที่มีน้ำค้างมากเช่นกัน การเปรียบเทียบภาพนี้กับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพี่น้อง คือการบอกว่า ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้มาจากเบื้องบน มาจากพระเจ้า เพราะมนุษย์เมื่ออยู่ด้วยกันมักจะมีกิเลศตัณหาทำให้ทะเลาะกัน ความชุ่มฉ่ำที่จะเกิดขึ้นท่ามกลางมนุษย์ต้องเหมือนกับน้ำค้างที่มาจากเบื้องบนที่มาจากพระเจ้า เป็นพระพรที่มาจากพระลักษณะของพระเจ้าที่เป็นความสว่าง สุภาพ และสงบนิ่ง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้ เราสร้างเองไม่ได้ แต่เกิดจากการได้รับจากพระเจ้า เราจึงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับคนอื่นได้ และเป็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ทำให้เราสงบนิ่ง สุภาพและเป็นแสงสว่างเช่นดียวกันกับพระบิดา ลูกของพระเจ้าทุกคนจะเข้าใจเรื่องความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่เป็นพระพร ก็คือการเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระเจ้าก่อน แล้วเราจะสามารถเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับคนอื่นได้ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า ยอห์น 15:4-7 4 จง​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา และ​เรา​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​ท่าน แขนง​จะ​ออก​ผล​เอง​ไม่ได้ นอก​จาก​จะ​ติด​อยู่​กับ​เถา​ฉัน​ใด ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​จะ​เกิดผล​ไม่ได้ นอก​จาก​จะ​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา​ฉัน​นั้น​5 เรา​เป็น​เถา​องุ่น ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​แขนง ผู้​ที่​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา​และ​เรา​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เขา ผู้​นั้น​ก็​จะ​เกิดผล​มาก เพราะ​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่ได้​เลย​6 ถ้า​ผู้ใด​มิได้​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา ผู้​นั้น​ก็​ต้อง​ถูก​ตัดทิ้ง​เสีย​เหมือน​แขนง แล้ว​ก็​เหี่ยว​แห้ง​ไป และ​ถูก​เ​ก็​บ​เอา​ไป​เผา​ไฟ​7 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา และ​ถ้อยคำ​ของ​เรา​ฝัง​อยู่​ใน​ท่าน​แล้ว ท่าน​จะ​ขอ​สิ่ง​ใด ซึ่ง​ท่าน​ปรารถนา​ก็​จะ​ได้​สิ่ง​นั้น​

อาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2013
“เวลาที่ต้องรอคอย....เวลาที่ต้องใช้ความเชื่อ”  

เวลาปกติ โครนอส (Chronos) เป็นเวลาของทุกคนที่มีเท่ากันคือ หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง หนึ่งเดือนมี 30 วัน หนึ่งปีมี 365-366 วัน ทุกคนมีเวลาแห่งโอกาสที่พระคัมภีร์ใช้ภาษากรีกคำว่า ไครอส (Kairos) แต่ก็มีบางคน (จำนวนไม่น้อย)ที่พลาดโอกาสที่ดีไปอย่างน่าเสียดาย เพราะไปไม่ถึงเวลาที่กำหนด ภาษากรีกใช้คำว่า พลีรู (Pleroo) เวลาโครนอส เวลาปกติที่ทุกคนมีเท่ากัน แต่ละคนต่างต้องดำเนินชีวิตไปไม่ว่าจะพบกับความสุข หรือทุกข์ ปัญหาหรือไม่มีปัญหา กดดันหรือผ่อนคลาย ทุกจังหวะย่างก้าวของชีวิตล้วนเชิญชวน กระตุ้นเร้า ให้เราตอบสนอง ที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนจะตอบสนองอย่างไร  เชื่อหรือสงสัย เงียบหรือบ่น ต่อว่าหรือชื่นชม อดทนหรือหมดความอดทน เข้มแข็งหรือเปราะบาง สัตย์ซื่อหรือขี้โกง ช่วงเวลาเหล่านี้ล้วนเป็นเวลา ปกติ  เป็นเวลาแห่งการรอคอยเพื่อพบกับเวลาแห่งโอกาส (Kairos) และเมื่อเวลาแห่งโอกาสมาถึง มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่พร้อมจะเคลื่อนไปกับเวลาแห่งโอกาส เพราะในช่วงเวลาปกติได้ตอบสนองอย่างคนที่ไม่ได้เตรียมชีวิตเพื่อพบกับเวลาแห่งโอกาส ตรงกันข้ามกลับใช้ชีวิตแบบบั่นทอนชีวิต พูดก็ออกแนวติดลบ ทำก็ออกแนวทำลาย คิดก็ออกแนวระแวงสงสัย นี่คืออาการของคนที่ไม่อดทน รอไม่ไหว รอไม่ได้ ในเวลาแห่งการรอคอยที่ต้องใช้ความอดทน กลับพยายามใช้ความเชื่อ เมื่อเวลาที่ต้องใช้ความเชื่อมาถึง ปรากฏว่า ไม่มีความเชื่อที่จะเชื่ออีกต่อไป เพราะในเวลาปกติ (Chronos) ไม่ได้เตรียมความอดทนของตนเองในยามที่ต้องใช้ความเชื่อมากเป็นพิเศษ   ช่วงเวลาระหว่าง ไครอส (Kaisros) กับพลีรู(Pleeroo)  เป็นเวลาเปลี่ยนผ่านที่เปราะบางและอันตรายที่สุด ต้องใช้ความเชื่อยิ่งขึ้นในการเดินหน้าต่อไปให้ถึงเป้าหมาย ความเข้าใจเรื่องนี้สอนให้เราเรียนรู้การสังเกตุเวลาในชีวิตของเราว่าตอนนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาใด เวลาที่ต้องรอคอย…..หรือ…เวลาที่ต้องใช้ความเชื่อ ดังเรื่องราวในหนังสือเอสเธอร์ 4:13-16  13 โมร​เดคัย​จึง​บอก​เขา​ให้​กลับไป​ทูล​ตอบ​พระ​นาง​เอส​เธอร์​ว่า “อย่า​คิด​ว่า​เธอ​อยู่​ใน​ราช​สำนัก​จะ​รอด​พ้น​ได้​ดีกว่า​พวก​ยิว​อื่นๆ 14 เพราะ​ถ้า​เธอ​เงียบ​อยู่​ใน​เวลา​นี้ ความ​ช่วยเหลือ​และ​การ​ช่วย​กู้​จะ​มาถึง​พวก​ยิว​จาก​ที่​อื่น แต่​เธอ​และ​ครัวเรือน​บิดา​ของ​เธอ​จะ​พินาศ ที่​จริง​เธอ​มา​รับ​ตำแหน่ง​ราชินี​ก็​เพื่อ​ยาม​วิกฤต​เช่นนี้​ก็​เป็นได้​นะ ใคร​จะ​รู้” 15 แล้ว​เอส​เธอร์​ตรัส​บอก​เขา​ให้​ไป​บอก​โมร​เดคัย​ว่า​ 16 “ไป​เถิด ให้​รวบรวม​พวก​ยิว​ทั้งสิ้น​ที่​หา​พบ​ใน​สุ​สา และ​ถือ​อด​อาหาร​เพื่อ​ฉัน อย่า​รับประทาน อย่า​ดื่ม​สาม​วัน กลาง คืน​หรือ​กลางวัน ฉัน​และ​สาว​ใช้​ของ​ฉัน​จะ​อด​อาหาร​อย่าง​ท่าน​ด้วย แล้ว​ฉัน​จะ​เข้า​เฝ้า​พระ​ราชา​แม้ว่า​เป็น​การ​ฝ่า​ฝืน​กฎหมาย ถ้า​ฉัน​พินาศ ฉัน​ก็​พินาศ”  เรื่องราวของพระคัมภีร์ตอนนี้บอกเราถึงเวลากับบทบาทที่เราเป็นคือการรอคอยเวลาไครอสที่จะต้องใช้ความเชื่อที่จะพาเราก้าวผ่านไปสู่เวลาพลีรูที่พระเจ้ากำหนดไว้สำหรับความรอดในแต่ละเหตุการณ์แต่ละครั้งเหมือนกับราชินีเอสเธอร์ก็มีเวลาที่ต้องรอคอยและเวลาที่ต้องใช้ความเชื่อ….

อาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2013

“คำเทศนาอาทิตย์ที่แล้ว….สัปดาห์แรกของปี 2013เทศนาโดยอ.ประยูร ลิมะหุตาเศรณี จากหนังสือ ฟิลิปปี 3:17-21 17 ดูก่อน​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ท่าน​จง​ร่วมกัน​ตาม​แบบอย่าง​ของ​ข้าพเจ้า ท่าน​มี​พวก​เรา​เป็น​ตัวอย่าง​แล้ว จง​ดู​คน​ที่​ประพฤติ​ตาม​แบบ​นั้น​18 เพราะ​ว่า มี​คน​หลาย​คน​ที่​ประพฤติ​ตัว​เป็น​ศัตรู​ต่อ​กางเขน​ของ​พระ​คริสต์​ ซึ่ง​ข้าพเจ้า​ได้​บอก​ท่าน​ถึง​เรื่อง​ของ​เขา​หลาย​ครั้งแล้ว และ​บัดนี้​ยัง​บอก​ท่าน​อีก​ด้วย​น้ำตา​ไหล​19 ปลายทาง​ของ​คน​เหล่า​นั้น​คือ​ความ​พินาศ ​พระ​ของ​เขา​คือ​กระเพาะ เขา​ยก​ความ​ที่​น่า​อับ​อาย​ของ​เขา​ขึ้น​มา​โอ้​อวด เขา​สนใจ​ใน​วัตถุ​ทาง​โลก​20 แต่​บ้าน​เมือง​ของ​เรา​นั้น​อยู่​ที่​สวรรค์ เรา​รอ​คอย​ผู้ช่วย​ให้​รอด ซึ่ง​จะ​เสด็จ​มา​จาก​สวรรค์​คือ​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า​21 ​พระ​องค์​จะ​ทรง​เปลี่ยนแปลง​กาย​อัน​ต่ำ​ต้อย​ของ​เรา ให้​เหมือน​พระ​กาย​อัน​ทรง​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์ ด้วย​ฤทธานุภาพ​ซึ่ง​ทำ​ให้​พระ​องค์​ปราบ​สิ่ง​สารพัด​ลง​ใต้​อำนาจ​ของ​พระ​องค์​ หัวข้อ “เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์” เป็นภาวะของความรับผิดชอบ ที่พระเจ้าทรงไว้วางใจในคริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 ดังนั้น เราจึงควรดำเนินชีวิตในหลักสี่ประการสำหรับการเป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์ดังนี้

  1. เป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนอื่น (มีชีวิตที่โปร่งใส ไม่ซ่อนเร้น หรือมีเล่ห์เหลี่ยม)
  2. เชิญชวนให้คนอื่นเลียนแบบอย่างที่ดี (เพื่อหยุดแบบอย่างที่ไม่ดี)
  3. ไม่ดำเนินชีวิตที่เป็นศัตรูต่อกางเขน (คือการยกเรื่องเนื้อหนังขึ้นมาโอ้อวด)
  4. ให้คิดถึงการดำเนินชีวิตในวันนี้ที่มีผลต่ออนาคต (เด็กมักไม่ชอบทำการบ้าน ไม่คิดถึงอนาคต)

สวัสดีพี่น้องที่รักในพระคริสต์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้าพเจ้ามัวแต่ทำหน้าที่ล่ามให้กับชาวต่างชาติที่มาร่วมนมัสการกับเรา จึงจำรายละเอียดคำเทศนาได้คร่าวๆ แต่ได้รับพระพรมาก จึงอยากให้เราทบทวนกันอีกครั้งด้วยการนำมาลงในสาส์นศิษยาภิบาลอาทิตย์นี้ เผื่อพี่น้องบางคนที่พลาดโอกาสในการฟังคำเทศนาของอ.ประยูรจะได้รับพระพรเหมือนกับข้าพเจ้าด้วย และเป็นการดีที่เราจะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยหลักในการดำเนินชีวิตที่มีประโยชน์นี้ ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อคริสตจักรในปีนี้ คือ “เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์” โคโลสี 1:28-29 คำว่า “เป็นผู้ใหญ่แล้ว” ในพระคัมภีร์โคโลสีตอนนี้ ภาษากรีกใช้คำที่มีความหมายแปลว่า Perfect หมายถึงความสมบูรณ์ครบถ้วน ในด้านต่างๆ เช่น กำลังวังชาแบบผู้ใหญ่ (Labor) ที่แข็งแรง ไม่เยาะแหยะ มีการเจริญเติบโต (Growth) เป็นผู้ใหญ่ ทานอาหารแบบผู้ใหญ่ แต่งตัวแบบผู้ใหญ่ รักษาความสะอาดแบบผู้ใหญ่ อีกทั้งมีอารมณ์ (Mentalness) อย่างผู้ใหญ่ โกรธ เสียใจและกลัวแบบผู้ใหญ่ (ไม่ประมาท) และมีศีลธรรม (Moral Character) อย่างผู้ใหญ่ วิธีพูด คิด ทำ อย่างคนที่รู้จักยับยั้งชั่งใจและวางตัวอย่างเหมาะสม นี่เป็นเพียงบางส่วนของความหมายการเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ที่หนังสือโคโลสีได้กล่าวไว้ การเป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์ คือโดยพระคริสต์ เราจึงจะไปถึงความสมบูรณ์ (Perfect) ดังกล่าวได้ อาเมน

 

 

คำเทศนา

 

 

อาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….กลับตัวกลับใจใหม่ได้ทันเวลา

เวลาเราขับรถผิดทาง เราจะขับต่อไปเรื่อยๆ หรือ เราจะหยุดและกลับรถ ถ้าเรารู้ว่าทางนั้นไม่ใช่ เราก็จะไม่ไป และยิ่งรู้ว่าคือทางตรงกันข้ามกัน เราจะยิ่งต้องหันกลับ ปัญหาของคนที่หลงไปไกล เพราะดันทุรัง ยังเชื่อว่า ทางที่ตนเองไปนั้น ถูก ก็ยิ่งไปเรื่อยๆ หรือรู้ว่าไม่ใช่ แต่ไม่ฟังใคร ก็ยิ่งหลงไปไกล  ครั้งหนึ่ง  ข้าพเจ้าอยู่ที่ค่ายที่จังหวัดปราจีนบุรี และมีชายสองคนที่รีสอร์ทที่จันทบุรีเพื่อกับอาจารย์ท่านหนึ่งในค่าย ชายคนที่มาจากเชียงใหม่ไม่รู้ว่าจังหวัดปราจีนบุรีอยู่ตรงไหนของประเทศไทย เขาไปรับชายอีกคนหนึ่งที่ภูเก็ต แล้วมาหาอาจารย์โอซาว่าที่จังหวัดปราจีนบุรี ชายทั้งสองคนต่างไม่รู้ว่า ปราจีนบุรีอยู่ตรงไหนของประเทศไทย  เชียงใหม่อยู่เกือบสุดทางทิศเหนือของประเทศไทย ภูเก็ตอยู่เกือบจะสุดของทิศใต้ ปราจีนบุรี อยู่สุดของทิศตะวันออก นี่เป็นการเดินทางที่แสนเหน็ดเหนื่อย ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าตาของคนขับรถจากเชียงใหม่แล้ว รู้ว่าเขาไม่ได้พักเลย เหนื่อยมาก เขาคิดแต่ว่า เพียงแค่ขึ้นรถและขับได้ ก็พอแล้ว มันยังไม่พอ มีรถ ขับได้ ยังไม่พอ ต้องทำอะไร  เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้เส้นทางใหม่และวางการแผนการเดินทางที่เซฟพลังของเรา ต้องฟังคำแนะนำ และต้องจดจำเส้นทาง ทำนองเดียวกัน ชีวิตของเราอยู่ที่หลักกิโลเมตรที่เท่าไร ในเส้นทางการเป็นคริสเตียนของเรา เรามีการวางแผนการเดินทางของชีวิตอย่างไร บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราไปผิดทาง และหันกลับ บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราต้องกลับใจใหม่ หรือเรากำลังหลงทางอยู่โดยที่ยังไม่มีการหันกลับสักที บทเรียนสำหรับเราในวันนี้จากหนังสือ ลูกา 5:27-39 27 ภายหลัง​เหตุการณ์​เหล่า​นั้น​พระ​องค์​ได้​เสด็จ​ออกไป และ​ทรง​เห็น​คน​เ​ก็​บ​ภาษี​คน​หนึ่ง​ชื่อ​เลวี​นั่ง​อยู่​ที่​ด่าน​ภาษี จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “จง​ตาม​เรา​มา​เถิด”28 เขา​ก็​สละ​สิ่ง​สารพัด​ทิ้ง ลุก​ขึ้น​ตาม​พระ​องค์​ไป 29 ​เลวี​ได้​จัด​ให้​มี​การ​เลี้ยง​ใหญ่​ใน​เรือน​ของ​ตน เพื่อ​เป็น​เกียรติยศ​แก่​พระ​องค์ มี​คน​มาก​มาย​เป็น​คน​เ​ก็​บ​ภาษี​และ​คน​อื่นๆ มาร่วม​สำรับ​ด้วย​กัน​30 ฝ่าย​พวก​ฟาริสี​และ​พวก​ธรรมาจารย์​ของ​เขา​กระซิบ​บ่น​ติ​พวก​ศิษย์​ของ​พระ​องค์​ว่า “เหตุ​ไฉน​พวก​ท่าน​มา​กิน​และ​ดื่ม​ด้วย​กัน​กับ​พวก​เ​ก็​บ​ภาษี​และ​พวก​คน​บาป”31 ​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “คน​เจ็บ​ต้อง​การ​หมอ แต่​คน​สบาย​ไม่​ต้อง​การ​32 เรา​มิได้​มา​เพื่อ​จะ​เรียก​คน​ที่​เห็น​ว่า​ตัว​ชอบธรรม แต่​มา​เรียก​คน​ที่​พวก​ท่าน​ว่า​นอก​รีต​ให้​กลับ​ใจ​เสีย​ใหม่” 33 เขา​ทั้ง​หลาย​ทูล​พระ​องค์​ว่า “พวก​ศิษย์​ของ​ยอห์น​ถือ​อด​อาหาร​เนืองๆ และ​อธิษฐาน​ถือ​เป็น​กิจวัตร และ​ศิษย์​ของ​พวก​ฟาริสี​ก็​ถือ​เหมือน​กัน แต่​ศิษย์​ของ​ท่าน​กิน​และ​ดื่ม”34 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​จะ​ให้​สหาย​ของ​เจ้าบ่าว​อด​อาหาร เมื่อ​เจ้าบ่าว​ยัง​อยู่​กับ​เขา​กระนั้น​หรือ​35 แต่​จะ​มี​วัน​หนึ่ง​เมื่อ​เจ้าบ่าว​จะต้อง​จาก​สหาย​ไป ใน​วัน​นั้น​สหาย​จะ​ถือ​อด​อาหาร”36 ​พระ​องค์​ยัง​ตรัส​คำ​เปรียบ​ข้อ​หนึ่ง​แก่​เขา​ด้วย​ว่า “ไม่​มี​ผู้ใด​ฉีก​ท่อน​ผ้า​จาก​เสื้อ​ใหม่​มา​ปะ​เสื้อ​เก่า ถ้า​ทำ​อย่าง​นั้น​เสื้อ​ใหม่​นั้น​จะ​ขาด​เสีย​ไป ทั้ง​ท่อน​ผ้า​ที่​เอา​มา​จาก​เสื้อ​ใหม่​นั้น​ก็​จะ​ไม่​สม​กับ​เสื้อ​เก่า​ด้วย​37 ไม่​มี​ผู้ใด​เอา​น้ำ​องุ่น​หมัก​ใหม่​มา​ใส่​ไว้​ใน​ถุง​หนัง​เก่า ถ้า​ทำ​อย่าง​นั้น​น้ำ​องุ่น​หมัก​จะ​ทำ​ให้​ถุง​หนัง​เก่า​ขาด​ไป และ​น้ำ​องุ่น​จะ​รั่ว ถุง​หนัง​ก็​จะ​เสีย​ไป​ด้วย​38 แต่​น้ำ​องุ่น​หมัก​ใหม่​ต้อง​ใส่​ใน​ถุง​หนัง​ใหม่​39 ไม่​มี​ผู้ใด​เมื่อ​กิน​เหล้า​องุ่น​เก่า​แล้ว จะ​อยาก​ได้​น้ำ​องุ่น​หมัก​ใหม่​เพราะ​เขา​ย่อม​ว่า ‘ของ​เก่า​นั้น​ดี​แล้ว​’ ”  ภายหลังเหตุการณ์ที่หนังสือลูกาบันทึกนี้ ก็คือเหตุการณ์การเรียกให้คนง่อยลุกขึ้นและแบกที่นอนของตนเองกลับบ้าน คนง่อยหายโรค เชื่อฟังและทำตาม หลังจากเหตุการณ์นี้  พระเยซูคริสต์ทรงออกจากบ้านหลังนั้น และ​ทรง​เห็น​คน​เ​ก็​บ​ภาษี​คน​หนึ่ง​ชื่อ​เลวี​นั่ง​อยู่​ที่​ด่าน​ภาษี จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “จง​ตาม​เรา​มา​เถิด  28 เขา​ก็​สละ​สิ่ง​สารพัด​ทิ้ง ลุก​ขึ้น​ตาม​พระ​องค์​ไป การตอบสนองต่อการทรงเรียกด้วยการลุกขึ้นจากที่นั่งของคนเก็บภาษีคนนี้แตกต่างจากการทรงเรียกเปโตร ยากอบ และยอห์น ชาวประมง ที่พระคัมภีร์บันทึกว่าเขาได้เห็นการอัศจรรย์ หรือเรียกคนง่อยให้ลุกขึ้นจากที่นอน แต่เลวีคนเก็บภาษีคนนี้กำลังนั่งอยู่ที่ด่านภาษี ซึ่งเป็นงานที่เขากำลังทำคือเก็บภาษี และเรารู้ว่า เขาอาจจะกำลังโกง ขูดรีดประชาชนอยู่ พระเยซูทรงเรียกคนเก็บภาษีที่กำลังยุ่งอยู่กับงานของตนเอง สิ่งที่น่าแปลกที่การทรงเรียกของพระเยซูสามารถทำให้คนเก็บภาษีลุกขึ้น คือการตอบสนองพระองค์ เขาทิ้งทุกอย่างและติดตามพระองค์ไป เป็นความรู้สึกในฝ่ายวิญญาณของการติดตามเพื่อเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์เจ้า  คำว่าสละสิ่งสารพัดทิ้ง หมายถึง การทิ้งเพื่อนร่วมอาชีพ  ทิ้งธุรกิจ ทิ้งทุกสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ รวมทั้งพฤติกรรมโกงๆทั้งหลายด้วย ภายหลังคนเก็บภาษีนี้เป็นที่รู้จักว่าคือหนึ่งในสาวกสิบสองคนที่ชื่อมัทธิว และเป็นผู้เขียนหนังสือพระกิตติคุณมัทธิว ที่มีการอ้างอิงคำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์มากที่สุด ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราอาจมองเห็นถึงการหันหลังให้กับงานเก็บภาษีและติดตามเป็นสาวกของพระเยซูทันที  งานเก็บภาษีที่มีการโกง เอาเปรียบ ขูดรีด ซึ่งคนทั่วไปไม่ทำ ยากที่จะสัตย์ซื่อ เพราะใครๆก็ทำแบบนี้กัน งานเก็บภาษีเพื่อส่งให้กับรัฐบาลโรมที่กดขี่ข่มเหงคนยิว คนยิวจึงเกลียดชังคนเก็บภาษี และมองว่าคนเก็บภาษีเป็นคนบาป คนเก็บภาษีเองก็คงจะมีข้อแก้ตัวว่า เขาต้องทำอย่างนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเขาและคนในครอบครัว พระคัมภีร์ลูกามีลักษณะการบันทึกที่พิเศษกว่าพระกิตติคุณเล่มอื่น คือการเรียงลำดับเวลา ตอนนี้ เราจะเห็นว่า ลำดับเวลาของการทรงเรียก และการติดตามพระเยซูคริสต์และการจัดงานเลี้ยงใหญ่ต่อเนื่องกันในวันเดียวกัน ซึ่งสำหรับพื้นที่ที่พระเยซูทรงเรียกเลวีคือ คารเปอนาอูม เปรียบเทียบก็เหมือนกับบ้านนอก การจัดงานเลี้ยงใหญ่แบบกระทันหัน อย่างนี้ แสดงให้เห็นว่า เลวีคนนี้ต้องเป็นเศรษฐีแน่ๆ ดังนั้น งานเก็บภาษีไม่ใช่แค่เพียงอยู่รอด แต่ทำให้เป็นเศรษฐีได้ เป็นงานที่ใครก็อยากจะเข้าไปทำ และการได้เข้าไปทำก็ไม่ง่าย เพราะนี่คือโอกาสร่ำรวย อย่างศักเคียสคนเก็บภาษีตัวเตี้ยที่แอบดูพระเยซูบนต้นไม้ เมื่อพระเยซูเรียกเขาลงมาและจะไปบ้านของเขา ศักเคียสตอบสนองด้วยการหันกลับจากงานที่ตนเองทำ และคืนเงินให้กับคนที่เขาโกงมา ลูกา 19:8  8 ฝ่าย​ศักเคียส​ยืน​ทูล​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ว่า “ดู​เถิด ​พระ​เจ้า​ข้า ทรัพย์​สิ่งของ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​ยอม​ให้​คน​อนาถา​กึ่ง​หนึ่ง และ​ถ้า​ข้า​พระ​องค์​ได้​ฉ้อโกง​ของ​ของ​ผู้ใด ข้า​พระ​องค์​ยอม​คืน​ให้​เขา​สี่​เท่า” คนเก็บภาษีตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเยซูด้วยการเลิกโกง เลิกเอาเปรียบคน  วันนี้ เราตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเยซูคริสต์ด้วยการเป็นคริสเตียน (เปลี่ยนศาสนาเท่านั้นหรือ) หรือเราตอบสนองด้วยการเลิกทำบาป……เลิกดำเนินชีวิตที่ขัดต่อน้ำพระทัยพระเจ้า บางคนอาจตอบว่า เขาไม่รู้ว่า น้ำพระทัยพระเจ้าคืออะไร ไม่รู้ก็ถือว่าไม่ผิดอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่เลย โรม12:2 2 อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้ แต่​จง​รับ​การ​เปลี่ยนแปลง​จิตใจ แล้ว​อุปนิสัย​ของ​ท่าน​จึง​จะ​เปลี่ยน​ใหม่ เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ทราบ​น้ำ​พระ​ทัย​ของพระ​เจ้า จะ​ได้​รู้​ว่า​อะไร​ดี อะไร​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​และ​อะไร​ดี​ยอด​เยี่ยม พระคัมภีร์ตอนนี้บอกเราว่า เราจะไม่สามารถรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้าได้ตราบใดที่เรายังไม่ยอมหยุด หันกลับจากการประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ เหมือนกับการเดินทางผิด เราจะเดินทางถูกก็ต้องหยุดเดินทางผิด และหันกลับมาในทางที่ถูก เช่นเดียวกัน เราไม่มีวันที่จะรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า เราจะไม่มีวันรู้ว่า อะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม หากเรายังไม่ยอมเปลี่ยนอุปนิสัยของเรา มีคริสเตียนไม่น้อยที่รอคอยน้ำพระทัยพระเจ้า ในวิถีการดำเนินชีวิตแบบเก่า เดินผิดทาง หลงทาง มีคำหนึ่งกล่าวว่า แกะหลงให้เราไปตามหา แต่บุตรน้อยหลงหายไม่ต้องตาม ต้องปล่อยให้กลับมาเอง เพราะเรื่องบุตรน้อยหลงหายเป็นเรื่องของคริสเตียนที่หลงผิด เข้าใจผิด คิดว่าการทำตามใจตนเอง เอาแต่ใจนั้นดีแล้ว เราทุกคนในที่นี้ไม่ใช่แกะหลง เราเป็นบุตรของพระเจ้า แต่อย่าเป็นบุตรน้อยหลงหาย ที่ขอแบ่งส่วนมรดกจากพ่อและเอาไปผลาญจนหมดตัว กลับมาที่คนเก็บภาษี เมื่อเขาได้รับการเปลี่ยนสภาพใหม่ คนเก็บภาษีคนนี้ทำอะไรต่อ  เขาได้เรียกเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันและเพื่อนรอบข้างที่คบหากันมาที่งานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย เพื่อให้พระเยซูคริสต์นำคนเหล่านี้ให้ได้รับความรอดเหมือนกับที่ตัวเขาได้รับเช่นกัน  การทิ้งสารพัดสิ่งของเลวี ไม่ได้หมายถึงการทิ้งความใส่ใจความรอดของคนอื่น แต่การทิ้งสารพัดสิ่ง คือการไม่กลับไปใช้ชีวิตเหมือนกับเพื่อนร่วมอาชีพของเขา และเขายังแนะนำให้เพื่อนของเขาได้รู้จักกับพระเยซู เขายอมจ่ายเงินจัดงานเลี้ยงใหญ่อย่างเร่งด่วน คิดว่าราคาแพงขนาดไหน เป้าหมายก็เพื่อความรอดของคนบาปจำนวนมาก มากขนาดที่คนสังเกตุได้  30 ฝ่าย​พวก​ฟาริสี​และ​พวก​ธรรมาจารย์​ของ​เขา​กระซิบ​บ่น​ติ​พวก​ศิษย์​ของ​พระ​องค์​ว่า “เหตุ​ไฉน​พวก​ท่าน​มา​กิน​และ​ดื่ม​ด้วย​กัน​กับ​พวก​เ​ก็​บ​ภาษี​และ​พวก​คน​บาป” เป็นการให้เกียรติพระเยซูอย่างโจ่งแจ้ง จนคนรอบข้างสังเกตุได้ และก็มีพวกที่มองดูคนบาปกลับใจ เลิกทำบาป ด้วยสายตาดูหมิ่นและถ้อยคำตำหนิ การตำหนินี้มาจากข้อมูลที่ไม่ได้อัพเดต เป็นข้อมูลที่อยู่ในอดีต และตีตราบาปให้กับคนบาปชั่วนิรันดร์ แต่พระเยซูอัพเดตสถานะของคนเก็บภาษีคนนี้แล้ว พระองค์จึงไปร่วมกินและดื่มกับพวกเขา เพราะคนเก็บภาษีหยุดโกง หยุดขูดรีด แล้วยังแจกจ่าย  ยากอบ 5:19-20 19 พี่​น้อง​ของ​ข้าพเจ้า ถ้า​คน​ใด​ใน​พวก​ท่าน​หลง​ผิด​ไป​จาก​ความ​จริง และ​ผู้ใด​ชัก​จูง​เขา​ให้​เขา​กลับ​ใจ​เสีย​ใหม่​20 จง​ให้​ผู้​นั้น​รู้​เถิด​ว่า ผู้​ที่​ช่วย​คน​บาป​คน​หนึ่ง​ให้​พ้น​จาก​ทาง​ผิด​ของ​เขา​นั้น ​ก็​ได้​ช่วย​จิต​วิญญาณ​ของ​เขา​ให้​รอด​พ้น​จาก​ความ​ตาย และ​ได้​กำจัด​บาป​เสีย​มาก​มาย การทำให้คนหลงผิดกลับใจเสียใหม่ คืองานที่พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ามาในโลกนี้ และคนที่พระองค์ทรงเรียกให้ติดตามพระองค์ก็จะทำงานนี้โดยอัตโนมัติอย่างคนที่ชื่อเลวี (มัทธิว) เขาคิดถึงเพื่อนร่วมอาชีพ เขารู้จักคนเหล่านั้นดี เพราะเขาเคยเป็น แต่เขาเปลี่ยนไปเพราะเขาตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเยซูคริสต์ วันนี้ เราเปลี่ยนไป เราตอบสนองต่อการทรงเรียกแล้ว แล้วเราคิดถึงเพื่อนร่วมอาชีพของเราคนไหนอยู่ เพื่อนร่วมโลกคนไหน อย่าให้เราเป็นเหมือนพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ที่ปิดประตูต่อการทรงเรียก เพราะเขาคิดว่า เขาเดินถูกทางแล้ว พระเยซูคริสต์เรียกคนพวกนี้ว่า คนที่เห็นว่าตนเองชอบธรรม ​32 เรา​มิได้​มา​เพื่อ​จะ​เรียก​คน​ที่​เห็น​ว่า​ตัว​ชอบธรรม แต่​มา​เรียก​คน​ที่​พวก​ท่าน​ว่า​นอก​รีต​ให้​กลับ​ใจ​เสีย​ใหม่”  คำว่า “นอกรีต” นี้เรียกอีกอย่างว่าคนบาป มาจากรากศัพท์คำว่า บาป ที่แปลว่า พลาดไปจากเป้า  หมายถึงการพลาดไปจากน้ำพระทัยพระเจ้า ความหมายคำว่า “บาป” ของคริสเตียนแตกต่างจากบาปของศาสนาอื่นๆ ซึ่งกำหนดว่าทำสิ่งนั้นทำสิ่งนี้บาป อันเนื่องมาจากความรู้สึกผิด และสอนกันเป็นวัฒนธรรมประเพณีให้รู้สึกผิด เราจะเห็นว่า บางประเทศทำสิ่งนี้ไม่ได้ ใครทำก็จะรู้สึกผิด แต่บางประเทศทำได้อย่างไม่รู้สึกผิด เพราะการสอนให้รู้สึกผิดที่แตกต่างกัน มีอะไรอีกมากมายที่คนไทยเราพยายามจะทำให้คนรู้สึกผิด เพราะตนเองรู้สึกผิดกับสิ่งนั้น ทั้งๆที่ความจริงมันอาจจะไม่ใช่ความบาปในนิยามของพระคัมภีร์ ความบาปที่พระคัมภีร์กล่าวถึงคือการพลาดไปจากเป้าหมาย น้ำพระทัยพระเจ้า  ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ก็คือ การไม่รู้จักเป้าหมายของพระเจ้า (น้ำพระทัยของพระเจ้า) ทำให้เราดำเนินชีวิตตามใจตัวเราเอง หรือตามใจคนรอบข้าง หรือตามมาตรฐานที่มนุษย์คิดเอง เออเอง และใช้ในการตัดสินคนด้วยกันว่า คนอย่างนี้สังคมรังเกียจ คนอย่างนี้ผ่าน คนนี้ไม่ผ่าน แต่มาตรฐานของพระเจ้าคือ ไม่มีใครสักคนผ่านมาตรฐานของพระเจ้า โรม3:10-11,20 10 ตาม​ที่​พระ​คัมภีร์​มี​เขียน​ไว้​ว่า ไม่​มี​ผู้ใด​เป็น​คน​ชอบธรรม​สัก​คน​เดียว ไม่​มี​เลย 11 ไม่​มี​คน​ที่​เข้าใจ ไม่​มี​คน​ที่​แสวงหา​พระ​เจ้า…. 20 เพราะ​ว่า​ใน​สาย​พระ​เนตร​ของ​พระ​เจ้า​ไม่​มี​ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​เป็น​คน​ชอบธรรมโดย​การ​ประพฤติ​ตาม​ธรรม​บัญญัติ​ได้ เพราะ​ว่าธรรม​บัญญัติ​นั้น​ทำ​ให้​เรา​รู้จัก​บาป​ได้​  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือลูกาตอนนี้ ก็เช่นเดียวกัน คนเก็บภาษีและคนบาปอื่นๆต้องตกอยู่ในมาตรฐานของคนในสังคมเวลานั้น ทำให้คนกลุ่มนี้ถูกปฏิเสธ กลายเป็นที่ซุบซิบของคนที่คิดว่าตนเองดี ​30 ฝ่าย​พวก​ฟาริสี​และ​พวก​ธรรมาจารย์​ของ​เขา​กระซิบ​บ่น​ติ​พวก​ศิษย์​ของ​พระ​องค์​ว่า “เหตุ​ไฉน​พวก​ท่าน​มา​กิน​และ​ดื่ม​ด้วย​กัน​กับ​พวก​เ​ก็​บ​ภาษี​และ​พวก​คน​บาป ความจริงพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ต้องการต่อว่าพระเยซูคริสต์ โดยการตีวัวกระทบคราด ว่าศิษย์ก็กระทบถึงอาจารย์ แค่กระซิบ แต่พระเยซูคริสต์ก็ได้ยิน 31 ​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “คน​เจ็บ​ต้อง​การ​หมอ แต่​คน​สบาย​ไม่​ต้อง​การ พระเยซูกำลังบอกว่า คนที่ถูกปฏิเสธ ถูกทำให้คุณค่าความเป็นคนของเขาด้อยลงไปนั้น เป็นคนป่วยที่ต้องการการเยียวยา และเขารู้ว่าตัวเขาเองป่วย เขาต้องการความช่วยเหลือ และพระเยซูคริสต์เจ้าเสด็จมาในโลกนี้เพื่อช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือ นี่คือสำนวน  31…. “คน​เจ็บ​ต้อง​การ​หมอ แต่​คน​สบาย​ไม่​ต้อง​การ คนที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์คือคนที่รู้ตัวเสมอว่า เราต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า เราต้องการการเยียวยาจากพระองค์ เราต้องพึ่งพาพระองค์ในชีวิตของเรา เรารู้ว่าเราอ่อนแอ เราช่วยตัวเราเองไม่ได้ และพระองค์ได้มาในขณะที่เรากำลังต้องการความช่วยเหลือ โรม 5:6 6 ขณะ​เมื่อ​เรา​ยัง​ขาด​กำลัง ​พระ​คริสต์​ก็​ได้​ทรง​สิ้น​พระ​ชนม์​เพื่อ​ช่วย​คน​บาป​ใน​เวลา​ที่​เหมาะสม​ การกลับใจใหม่ คือวุฒิภาวะของความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์  คำถามก็คือว่า เราได้ใช้วุฒิภาวะการเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ด้วยการกลับใจใหม่ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า เราต้องกลับใจใหม่บ่อยแค่ไหน คำตอบคือ ประจำ ทำไมเราต้องกลับใหม่ประจำ เพราะเรามักจะเผลอ พูดผิด คิดผิด ทำผิด ยากอบ 3:2 2 เพราะ​เรา​ทุก​คน​ทำ​ผิดพลาด​ไป​หลายๆ อย่าง ถ้า​ผู้ใด​มิได้​ทำ​ผิด​ทาง​วาจา ผู้​นั้น​ก็​เป็น​คน​ดี​รอบคอบ​แล้ว และ​สามารถ​บังคับ​ทั้งตัว​ไว้​ได้​ด้วย​ ทีนี้ เราคิดว่า เราควรจะกลับใจใหม่บ่อยแค่ไหน การกลับใจใหม่หมายถึงการหันกลับไปในทิศตรงกันข้าม คืออย่าได้กลับไปทำอีก แต่เราก็มักได้ยินสำนวนคำว่า  เหยียบขี้หมากองเดิม คือทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่น เพราะเราไม่จริงจังกับความหมายของการกลับใจใหม่อย่างแท้จริง เรื่องราวในหนังสือลูกาตอนนี้ มีคำสอนของพระเยซูคริสต์เจ้าแก่พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์  เมื่อคนเหล่านี้พยายามดันทุรังที่จะเดินผิดทิศผิดทางซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อไป ซ้ำยังโจมตีและแก้ตัวกับพระเยซูคริสต์ ” 33 เขา​ทั้ง​หลาย​ทูล​พระ​องค์​ว่า “พวก​ศิษย์​ของ​ยอห์น​ถือ​อด​อาหาร​เนืองๆ และ​อธิษฐาน​ถือ​เป็น​กิจวัตร และ​ศิษย์​ของ​พวก​ฟาริสี​ก็​ถือ​เหมือน​กัน แต่​ศิษย์​ของ​ท่าน​กิน​และ​ดื่ม และตอนนี้คือการโจมตีซึ่งๆหน้า โดยการเปรียบเทียบกับศิษย์ของยอห์น ผู้ให้บัพติศมาในน้ำ ศิษย์ยอห์นทั้งอดอาหารและอธิษฐาน ศิษย์ของพวกฟาริสีถือเหมือนกัน แต่ศิษย์ของพระเยซูกินและดื่ม นี่คือการโจมตีประเด็นเรื่องควรจะเอาเวลาไปสร้างสัมพันธ์กับพระเจ้า แต่กลับไปใช้เวลาสัมพันธ์กับคนบาป โดยไม่รู้ว่า มนุษย์ไม่สามารถเป็นผู้ริเริ่มการสัมพันธ์กับพระเจ้าจนกว่าพระเจ้าจะลงมาสัมพันธ์กับมนุษย์เอง และเมื่อพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าทรงเสด็จลงมาสร้างสัมพันธ์กับมนุษย์ จึงเป็นเรื่องน่ายินดี มิใช่ทุกข์โศก  มัทธิว 9:15 15 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​จะ​ให้​สหาย​ของ​เจ้าบ่าว​เป็น​ทุกข์​โศก​เศร้า เมื่อ​เจ้าบ่าว​ยัง​อยู่​กับ​เขา​กระนั้น​หรือ แต่​วัน​หนึ่ง​เจ้าบ่าว​จะต้อง​จาก​เขา​ไป เมื่อ​นั้น​จะ​เป็น​เวลา​ที่​เขา​จะ​ถือ​อด​อาหาร​ และโดยไม่มีการนัดหมายกัน ยอห์นผู้ให้บัพติศมาในน้ำ ก็ได้ตอบสาวกของตนเองเรื่องเดียวกันนี้ เกี่ยวกับศิษย์ของพระเยซูคริสต์ว่า ยอห์น 3:28-30 28 ท่าน​ทั้ง​หลาย​เอง​ก็​ได้​เป็น​พยาน​ของ​ข้าพเจ้า​ว่า ข้าพเจ้า​ได้​พูด​ว่า ข้าพเจ้า​มิใช่​พระ​คริสต์​ แต่​ข้าพเจ้า​ได้รับ​พระ​บัญชา​ให้​นำ​เสด็จ​พระ​องค์​29 ท่าน​ที่​มี​เจ้าสาว​นั่น​แหละ​คือ​เจ้าบ่าว สหาย​ของ​เจ้าบ่าว​ที่​ยืน​ฟัง​เจ้าบ่าว​ก็​ชื่น​ชม​ยินดี​อย่าง​ยิ่ง เมื่อ​ได้​ยิน​เสียง​ของ​เจ้าบ่าว ฉะนั้น​ความ​ปีติ​ยินดี​ของ​ข้าพเจ้า​จึง​เต็ม​เปี่ยม​แล้ว​30 ​พระ​องค์​ต้อง​ทรง​ยิ่งใหญ่​ขึ้น แต่​ข้าพเจ้า​ต้อง​ด้อย​ลง” พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์อ้างศิษย์ยอห์น โดยไม่รู้เลยว่า พระเยซูทรงรู้ว่ายอห์นและศิษย์ของเขามองดูพระองค์เป็นใคร และมองดูศิษย์ของพระเยซูเป็นใคร ดังนั้น พระเยซูคริสต์ทรงตอบตามเนื้อเรื่องเดียวกัน ในขณะที่พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ยกประเด็นศิษย์ยอห์นขึ้นมาโจมตีพระเยซูคริสต์คนละเรื่องเดียวกัน คนที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…ไปไม่ถึงการกลับใจใหม่ ยังคงหลงทิศหลงทาง พูดจาคนละเรื่องกับพระเยซูคริสต์ เพราะเขาไม่ได้ยินการทรงเรียกของพระเยซูคริสต์  พระเยซูจึงยกคำเปรียบเทียบของสองสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้  ภาพแรกเรื่องเสื้อใหม่กับเสื้อเก่า ภาพที่สองเรื่องน้ำองุ่นใหม่กับถุงหนังเก่า

 

1.ถ้าไม่กลับใจใหม่ ชีวิตใหม่ก็จะเสียไป

36 ​พระ​องค์​ยัง​ตรัส​คำ​เปรียบ​ข้อ​หนึ่ง​แก่​เขา​ด้วย​ว่า “ไม่​มี​ผู้ใด​ฉีก​ท่อน​ผ้า​จาก​เสื้อ​ใหม่​มา​ปะ​เสื้อ​เก่า ถ้า​ทำ​อย่าง​นั้น​เสื้อ​ใหม่​นั้น​จะ​ขาด​เสีย​ไป ทั้ง​ท่อน​ผ้า​ที่​เอา​มา​จาก​เสื้อ​ใหม่​นั้น​ก็​จะ​ไม่​สม​กับ​เสื้อ​เก่า​ด้วย​ การไม่กลับใจใหม่ ทำลายชีวิตใหม่ให้เสียไป ชีวิตการเป็นคริสเตียนเริ่มต้นด้วยการหันหลังให้กับความบาป บางอาจพูดว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำอะไรบาป แต่ดำเนินชีวิตตามที่ตนเองปรารถนาโดยละเลยน้ำพระทัยพระเจ้า ความปรารถนาของมนุษย์จะเป็นตัวที่ทำให้เกิดโอกาสผิดพลาด ยากอบ 3:2 2 เพราะ​เรา​ทุก​คน​ทำ​ผิดพลาด​ไป​หลายๆ อย่าง ถ้า​ผู้ใด​มิได้​ทำ​ผิด​ทาง​วาจา ผู้​นั้น​ก็​เป็น​คน​ดี​รอบคอบ​แล้ว และ​สามารถ​บังคับ​ทั้งตัว​ไว้​ได้​ด้วย​ นั่นหมายความว่า เรามีโอกาสที่เราจะหันหลังกลับไปสู่ชีวิตเก่า และหันหลังให้กับเป้าหมายการติดตามพระเยซูคริสต์  ลูกา 9:62  62 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ผู้ใด​เอา​มือ​จับ​คัน​ไถ​แล้ว หัน​หน้า​กลับ​เสีย ผู้​นั้น​ก็​ไม่​สมควร​กับ​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า”  ชีวิตเก่าที่เราเคยสละทิ้ง แต่ไม่ใช่สารพัดสิ่ง ยังมีบางอย่างเก่าๆที่ติดมาด้วย  ฮีบรู 12:1 1 เหตุ​ฉะนั้น​เมื่อ​เรา​มี​พยาน​พรั่ง​พร้อม​อยู่​รอบ​ข้าง​เช่นนี้​แล้ว ​ก็​ขอ​ให้​เรา​ละ​ทิ้ง​ทุก​อย่าง​ที่​ถ่วง​อยู่ และ​บาป​ที่​เกาะ​แน่น นี่คือความจริงว่าชีวิตคริสเตียนยังมีบางอย่างที่ถ่วงและบาปที่เกาะแน่นในชีวิตของเรา ในขณะที่เรารับชีวิตใหม่จากพระเยซูคริสต์ เราก็ยังต้องสำรวจชีวิตตลอดเวลาเพื่อที่เราจะต้องกลับใจใหม่ในหลายๆเรื่องของชีวิตเก่าเพื่อปรับชีวิตให้ตรงทิศกับพระเยซู    การขับเครื่องบินมีการตั้งทิศด้วยเข็มทิศที่ต้องมีความแม่นยำ หากผิดทิศนิดเดียว ก็จะไปไกลจากเป้าหมายที่ต้องการคนละเรื่องกันเลย เช่นเดียวกันกับชีวิตคริสเตียนก็จะต้องมีความแม่นยำ หากผิดจากน้ำพระทัยของพระเจ้าเพียงนิดเดียว เราก็จะไปคนละทาง เหมือนกับเสื้อใหม่ที่ถูกฉีกไปปะเสื้อเก่า ถ้า​ทำ​อย่าง​นั้น​เสื้อ​ใหม่​นั้น​จะ​ขาด​เสีย​ไป ทั้ง​ท่อน​ผ้า​ที่​เอา​มา​จาก​เสื้อ​ใหม่​นั้น​ก็​จะ​ไม่​สม​กับ​เสื้อ​เก่า​ด้วย​  คำว่า ไม่สม คือไปด้วยกันไม่ได้ ไปคนละทิศคนละทาง หมายถึงผิดทิศทางอย่างสิ้นเชิง เอเฟซัส 5:3-12  3 แต่​การ​เอ่ย​ถึง​การ​ล่วง​ประเวณี การ​ลามก​ต่างๆ และ​การ​ละโมบ อย่า​ให้​มี​ขึ้น​ใน​พวก​ท่าน​เลย จะ​ได้​สม​กับ​ที่​ท่าน​เป็น​ธรรมิก​ชน​4 ทั้ง​อย่า​พูด​หยาบ​คาย พูด​เล่น​ไม่​เป็น​เรื่อง และ​พูด​ตลก​หยาบ​โลน​เกเร ซึ่ง​เป็น​การ​ไม่​สมควร แต่​ให้​ขอบ​พระ​คุณ​ดีกว่า​5 ท่าน​จง​รู้​แน่​ว่า คน​ล่วง​ประเวณี คน​ลามก คน​ละโมบ (​ที่​เป็น​เหมือน​คน​ที่​นับ​ถือ​รูป​เคารพ​) จะ​มี​ส่วน​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​คริสต์​และ​พระ​เจ้า​เป็น​มรดก​ก็​หา​มิได้​6 อย่า​ให้​ผู้ใด​ล่อลวง​ท่าน​ด้วย​คำพูด​ที่​เหลวไหล เพราะ​การ​กระทำ​เหล่า​นั้นเอง ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​ลง​พระ​อาชญา​แก่​ผู้​ที่​ไม่​เชื่อ​ฟัง​7 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​อย่า​คบ​หา​สมาคม​กับ​คน​เหล่า​นั้น​เลย​8 เพราะ​ว่า​เมื่อก่อน​ท่าน​เป็น​ความ​มืด แต่​บัดนี้​ท่าน​เป็น​ความ​สว่าง​แล้ว​ใน​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า จง​ดำเนิน​ชีวิต​อย่าง​ลูก​ของ​ความ​สว่าง​9 (​ด้วย​ว่า​ผล​ของ​ความ​สว่าง​นั้น คือ​ความ​ดี​ทุก​อย่าง​และ​ความ​ชอบธรรม​ทั้ง​มวล​และ​ความ​จริง​ทั้งสิ้น​)​10 ท่าน​จง​พิสูจน์​ดู​ว่า ทำ​ประการ​ใด​จึง​จะ​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​11 และ​อย่า​เข้า​ส่วน​กับ​กิจการ​ของ​ความ​มืด​อัน​ไร้​ผล แต่​จง​เผย​กิจการ​นั้น​ให้​ปรากฏ​ดีกว่า​12 เพราะ​ว่า​แม้แต่​จะ​พูด​ถึง​การ​เหล่า​นั้น ซึ่ง​พวก​เขา​กระทำ​ใน​ที่​ลับ​ก็​ยัง​เป็น​ที่​น่า​ละอาย​ คำว่า สมกับ ก็คือ สอดคล้อง ชีวิตใหม่ต้องการการกลับใจใหม่ทันที การกลับใจใหม่ที่สดใหม่ หากเราดำเนินชีวิตที่ขัดแย้งกับชีวิตใหม่ ความขัดแย้งนี้จะทำให้ชีวิตใหม่เสียไปจนยากที่จะแก้ไข ฮีบรู12:16-17 16 อย่า​ให้​ใคร​เป็น​คน​ลามก หรือ​เป็น​คน​ผิด​ธัมมะ​เหมือน​อย่าง​เอซาว ผู้​ได้​เอา​สิทธิ​ของ​บุตร​หัวปี​นั้น​ขาย​เสีย เพราะ​เห็น​แก่​อาหาร​เพียง​มื้อ​เดียว17 เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​รู้อยู่​แล้ว​ว่า ต่อมา​ภายหลัง​เมื่อ​เอซาว​อยาก​ได้รับ​พร​นั้น​เป็น​มรดก เขา​ก็​ได้​รับ​คำ​ปฏิเสธ เพราะ​เขา​ไม่​มี​หนทาง​แก้ไข​เลย ถึงแม้ว่า​ได้​กลับ​ใจ​แสวงหา​จน​น้ำตา​ไหล

 

2.ยิ่งกลับใจใหม่ยิ่งทำให้ชีวิตใหม่เด่นชัดยิ่งขึ้น

37 ไม่​มี​ผู้ใด​เอา​น้ำ​องุ่น​หมัก​ใหม่​มา​ใส่​ไว้​ใน​ถุง​หนัง​เก่า ถ้า​ทำ​อย่าง​นั้น​น้ำ​องุ่น​หมัก​จะ​ทำ​ให้​ถุง​หนัง​เก่า​ขาด​ไป และ​น้ำ​องุ่น​จะ​รั่ว ถุง​หนัง​ก็​จะ​เสีย​ไป​ด้วย​38 แต่​น้ำ​องุ่น​หมัก​ใหม่​ต้อง​ใส่​ใน​ถุง​หนัง​ใหม่​39 ไม่​มี​ผู้ใด​เมื่อ​กิน​เหล้า​องุ่น​เก่า​แล้ว จะ​อยาก​ได้​น้ำ​องุ่น​หมัก​ใหม่​เพราะ​เขา​ย่อม​ว่า ‘ของ​เก่า​นั้น​ดี​แล้ว​’ ”  พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเรื่องของพระวิญญาณบริสุทธิ์กับในชีวิตคริสเตียน เพราะการกลับใจใหม่คือหนทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถทำกิจของพระองค์ได้อย่างเต็มที่ในชีวิตใหม่ของคริสเตียน และยิ่งกว่านั้น การกลับใจใหม่ยิ่งทำให้ชีวิตใหม่เด่นชัดยิ่งขึ้น เหมือนกับเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ได้กลับใจใหม่มาเป็นคริสเตียน เลิกทำบาป เลิกนิสัยเก่าๆ พฤติกรรมที่แย่ๆ ใช่ไม๊ ตอนเราเป็นคริสเตียนใหม่ๆ คนรอบข้างประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดในชีวิตของเรา แล้ววันนี้เป็นอย่างไร   บางคนอาจคิดในใจว่า นั่นมันครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชีวิตใหม่ ที่น่าตื่นเต้นหายไปไหน ลักษณะชีวิตคริสเตียน Christian Characters หายไปไหน ยิ่งนานวัน ลักษณะชีวิตใหม่ยิ่งเลือนลาง ชีวิตเก่าค่อยๆกลับมาอีก 37 ไม่​มี​ผู้ใด​เอา​น้ำ​องุ่น​หมัก​ใหม่​มา​ใส่​ไว้​ใน​ถุง​หนัง​เก่า ถ้า​ทำ​อย่าง​นั้น​น้ำ​องุ่น​หมัก​จะ​ทำ​ให้​ถุง​หนัง​เก่า​ขาด​ไป และ​น้ำ​องุ่น​จะ​รั่ว ถุง​หนัง​ก็​จะ​เสีย​ไป​ด้วย พระเยซูคริสต์ทรงชี้ให้เราได้เห็นสภาพชีวิตใหม่ที่เสียหายจนไม่เหลือความมีชีวิตใหม่เหมือนกับถุงหนังเก่าที่ทำให้น้ำองุ่นใหม่รั่วหายไปจากถุงหนัง ๆก็เสียหาย น้ำองุ่นใหม่ก็ไม่เหลือ ชีวิตคริสเตียนของเราได้กลายเป็นถุงหนังเก่าที่รั่ว ตกในสภาพที่แย่กว่าครั้งแรกที่เราได้รับการบรรจุชีวิตใหม่  ไม่น่าแปลกใจที่มีคริสเตียนไม่น้อยที่ตกอยู่ในสภาพที่สภาพชีวิตใหม่เหมือนกับน้ำองุ่นใหมค้างอยู่ในถุงหนังเก่าเท่านั้น กว่าจะหารสชาดหรือกลิ่นความใหม่ ต้องใช้เวลานาน  มีเกมส์ที่เรามักเอามาเล่น โดยให้คนในวงหันไปหาคนข้างๆแล้วพูดคำดีๆให้แก่กันและกัน ปรากฏว่า ต้องใช้เวลาคิดนาน พอสรุปท้ายเกม เรามักจะพูดว่า ให้พูดดีๆต่อกันนั้นใช้เวลาคิดนาน แต่ถ้าให้ด่า ไม่ต้องใช้เวลานาน มันออกมาเป็นอัตโนมัติ  น้ำองุ่นใหม่รั่วหายไปเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว  ทุกวันนี้ ชีวิตใหม่ในตัวเราไม่เด่นชัดเพราะการกลับใจใหม่ในชีวิตของเรามันฝืด ไม่ลื่นไหล   กว่าจะกลับใจใหม่ต้องลุ้นและใช้เวลารอคอยนาน  เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตการเป็นคริสเตียนของเรา เราอยากให้คนไทยมาเป็นคริสเตียน แต่เขาอยากจะเป็นหรือ ถ้าชีวิตคริสเตียนของเรานั้นไม่น่าดู ไม่มีเสน่ห์ดึงดูด ไม่ประทับใจ ไม่อยากอยู่ใกล้ ใช้ยาสีฟันยี่ห้อไกลห่าง ขออยู่ห่างๆดีกว่า พระคัมภีร์ได้กล่าวว่าชีวิตคริสเตียนเป็นกลิ่นหอมที่ใครก็อยากอยู่ใกล้ ไม่ใช่วิ่งหนี 2โครินธ์ 2:14-16  14 แต่​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​นำ​เรา​เสมอ​มา​โดย​พระ​คริสต์​ด้วย​ความ​มี​ชัย และ​ทรง​โปรด​ประทาน​กลิ่น​หอม​แห่ง​ความ​รู้​ของ​พระ​องค์ ให้​ปรากฏ​ด้วย​ตัว​เรา​ทุก​แห่ง​15 เพราะ​ว่า​เรา​เป็น​กลิ่น​อัน​หอม​หวาน ที่​พระ​คริสต์​ถวาย​พระ​เจ้า​ใน​หมู่​คน​ที่​กำลัง​จะ​รอด และ​คน​ที่​กำลัง​ประสบ​ความ​พินาศ​16 ฝ่าย​หนึ่ง​เป็น​กลิ่น​แห่ง​ความ​ตาย​ซึ่ง​นำไปสู่​ความ​ตาย และ​อีก​ฝ่าย​หนึ่ง​เป็น​กลิ่น​หอม​แห่ง​ชีวิต​ซึ่ง​นำไปสู่​ชีวิต ใคร​เล่า​จะ​มี​ความ​สามารถ​เหมาะสม​กับ​พันธ​กิจ​เหล่า​นี้ การกลับใจใหม่ทำให้ชีวิตของเราเป็นกลิ่นหอม การกลับใจใหม่ทำให้เราสามารถสมกับพันธกิจการนำชีวิตไปสู่คนมากมาย และสวรรค์กำลังเชียร์ให้เรากลับใจใหม่ทุกวัน ลูกา 15:7  7 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เช่นนั้น​แหละ จะ​มี​ความ​ปรีดี​ใน​สวรรค์ เพราะ​คน​บาป​คน​เดียว​ที่​กลับ​ใจ​ใหม่ มากกว่า​เพราะ​คน​ชอบธรรม​เก้า​สิบ​เก้า​คน​ที่​ไม่​ต้อง​การ​กลับ​ใจ​ใหม่​  วันนี้ มีเรื่องอะไรที่เราต้องกลับใจรอคอยเราอยู่ ขอให้ทุกคนจงทำได้สำเร็จ ให้เราหันไปหาคนข้างๆ และพูดว่า ขออธิษฐานเผื่อข้าพเจ้าให้กลับใจใหม่ได้ทุกวัน ทุกเวลา เราจะไม่ยอมให้ชีวิตของเราเป็นถุงหนังเก่าที่มีรูรั่ว เมื่อเรารับชีวิตใหม่เข้ามา ชีวิตใหม่ของเราจะไม่เสียไป และจะยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกๆวัน วันนี้ของเราดีกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้ก็จะดีกว่าวันนี้ นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยที่ดีขึ้นเรื่อยๆในชีวิตของเรา อาเมน

 

 อาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…รักษาเรี่ยวแรงและกำลังให้คงไว้”

ภาษาอังกฤษมีคำว่า Exercise แปลว่า ออกกำลังกาย หรือการใช้ Operation  การออกกำลัง หรือใช้กำลังอยู่บ่อยๆก็จะทำให้รักษากำลังวังชาเอาไว้ ถ้าหยุดนิ่ง กำลังวังชาก็จะถดถอย คุณพ่อของข้าพเจ้าเป็นคนขยันทำงานจน เมื่อถึงวัยเกษียร ไม่ทำงาน ก็ยังต้องไปสวนลุม ข้าพเจ้าจำได้ว่า คุณพ่อพูดคำว่า อยู่เฉยๆเดี๋ยวเป็นง่อย มีบทความในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเกษียร ได้กล่าวว่า อย่าเกษียรตัวเองเด็ดขาด แม้จะถึงวัยเกษียรก็ตาม เพราะนั่นคือสัญญาณของการถดถอย แต่จงรักษาเรี่ยวแรงและกำลังให้คงไว้ รักษาสุขภาพเอาไว้ให้ดี ถ้าป่วยก็จงมุ่งเป้าที่จะหายป่วย ถ้าแข็งแรงอยู่แล้ว ก็ต้องตั้งใจไว้ว่าจะไม่ป่วย แล้ว ยังต้องรักษาเรี่ยวแรงและกำลังวังชาให้คงไว้ ด้วยการหางานอดิเรกทำ เพื่อผ่อนคลายจากความเครียดต่างๆ ระวังอย่าให้เรี่ยวแรงและกำลังถดถอยหรือเป็นง่อยไป คำกรีกคำว่า ง่อย แปลว่า ไม่มีเรี่ยวแรง อ่อนกำลัง ในสภาพฝ่ายวิญญาณจิตของเรา มีโอกาสที่เราจะอ่อนกำลังและไร้เรี่ยวแรง และสำหรับคริสเตียน เราสามารถฟื้นกำลังและเรี่ยวแรงกลับคืนมาอีกครั้ง และรักษาให้คงไว้ได้  บทเรียนจากหนังสือลูกา 5:17-26 17 คราว​นั้น​วัน​หนึ่ง​เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​สั่ง​สอน​อยู่ มี​พวก​ฟาริสี​และ​พวก​บาเรียน​นั่ง​อยู่​ด้วย เป็น​ผู้​มา​จาก​ทุก​หมู่​บ้าน​ใน​แคว้น​กาลิลี แคว้น​ยูเดีย​และ​จาก​กรุง​เยรูซาเล็ม ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​เป็นเจ้า​ก็​อยู่​ใน​พระ​องค์ เพื่อ​จะ​รักษา​เขา​ให้​หาย​โรค​18 และ​ดู​เถิด มี​ผู้​หาม​คน​ง่อย​คน​หนึ่ง​นอน​บน​ที่​นอน และ​เขา​หา​ช่อง​ที่​จะ​หาม​คน​ง่อย​นั้น​เข้า​มา​วาง​ลง​ตรง​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​19 เมื่อ​หา​ช่อง​เอา​เข้า​มา​ไม่ได้​เพราะ​คน​มาก เขา​จึง​ขึ้น​ไป​บน​ดาดฟ้า​หลังคา​ตึก หย่อน​คน​ง่อย​ลง​มา​ทั้ง​ที่​นอน ตาม​ช่อง​กระเบื้อง​ตรง​กลาง​หมู่​คน ต่อ​พระ​พักตร์​พระ​เยซู​20 เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​เห็น​ความ​เชื่อ​ของ​เขา​ทั้ง​หลาย ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​คน​ง่อย​ว่า “บุรุษ​เอ๋ย บาป​ของ​เจ้า​ได้รับ​อภัย​แล้ว”21 ฝ่าย​พวก​ธรรมาจารย์​และ​พวก​ฟาริสี​คิด​ใน​ใจ​ว่า “คน​นี้​ที่​พูด​หมิ่น​ประมาท​พระ​เจ้า​เป็น​ผู้ใด​เล่า ใคร​จะ​ยก​ความ​ผิด​บาป​ได้​เว้น​แต่​พระ​เจ้า​เท่านั้น”22 แต่​เมื่อ​พระ​เยซู​ทรง​ทราบ​ความ​คิด​ของ​เขา ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ไฉน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จึง​คิด​ใน​ใจ​อย่าง​นี้​23 ที่​จะ​ว่า ‘บาป​ทั้ง​ปวง​ของ​เจ้า​ได้รับ​อภัย​แล้ว​’ และ​จะ​ว่า ‘จง​ลุก​ขึ้น​เดิน​ไป​เถิด’ นั้น ข้าง​ไหน​จะ​ง่าย​กว่า​กัน​24 แต่​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​รู้​ว่า บุตร​มนุษย์​มี​สิทธิอำนาจ​ใน​โลก​ที่​จะ​โปรด​ยก​ความ​ผิด​บาป​ได้” (​พระ​องค์​จึง​ตรัส​สั่ง​คน​ง่อย​ว่า​) “เรา​สั่ง​เจ้า​ว่า จง​ลุก​ขึ้น​ยก​ที่​นอน​ไป​บ้าน​ของ​เจ้า​เถิด”25 ​ใน​ทันใด​นั้น​เขา​จึง​ลุก​ขึ้น​ต่อ​หน้า​คน​ทั้ง​ปวง ยก​ที่​นอน​ซึ่ง​เขา​ได้​นอน​นั้น​กลับไป​บ้าน​ของ​ตน พลาง​ร้อง​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​26 คน​ทั้ง​ปวง​ก็​อัศจรรย์​ใจ​มาก​ยิ่ง​นัก และ​ได้​สรรเสริญ​พระ​เจ้า ต่าง​เต็ม​ไป​ด้วย​ความ​กลัว และ​พูด​ว่า “วันนี้​เรา​ได้​เห็น​สิ่ง​แปลก​ประหลาด”  คนง่อย หรือเป็นอัมพาต แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง  จุดเริ่มต้นของความเชื่อ เกิดจากความต้องการอยากจะกลับมามีเรี่ยวแรงและกำลังวังชาได้อีกครั้ง  คำศัพท์ทางการแพทย์ที่หมอลูกาได้ใช้สำหรับคนง่อยคนนี้  แสดงว่า เป็นอาการป่วย  ไม่ใช่พิการ คนง่อยคนนี้ตกอยู่ในสภาพอัมพาตทั้งตัว ไม่มีเรี่ยวแรง เดินไม่ได้ ขยับไม่ได้ 18 และ​ดู​เถิด มี​ผู้​หาม​คน​ง่อย​คน​หนึ่ง​นอน​บน​ที่​นอน คนง่อยคนนี้ถูกหามมาในสภาพนอน  นั่งไม่ได้ ความพยายามระดับแรกหาช่องที่จะเอาคนง่อยมาวางลงตรงหน้าพระเยซู  แต่ก็ต้องพบกับอุปสรรค คือผู้คนจำนวนมากที่ขวางทางที่จะเข้าไปหาพระเยซู  และนี่คือความยากที่จะกลับมามีเรี่ยวแรงขั้นต้น   บางทีก็คล้ายกับชีวิตคริสเตียนที่ต้องการจะพบพระเยซูคริสต์ แต่เจออุปสรรคขั้นต้นก็ถอยแล้ว มาโบสถ์คนเยอะ คนแน่น  หาที่จอดรถยาก ไปช้อปปิ้งดีกว่า หรืออยากจะอ่านพระคัมภีร์ มีมารผจญ อ่านไม่ได้สักที  ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณก็เป็นง่อย ไม่มีเรี่ยวแรง อ่อนกำลัง เพราะไม่ได้ชาร์ทแบตฯ เติมพลัง มีข้ออ้างต่างๆนาๆ คนนั้นคนนี้เป็นต้นเหตุทำให้เราไม่ได้รับกำลัง เรามาดูว่า คนที่พาคนง่อยมาหาพระเยซูคริสต์ คนเหล่านั้น ไม่ย่อท้อกับอุปสรรคในขั้นต้น เขาพยายามหาช่อง และก็พบช่องที่อยู่สูงเสียด้วย ต้องออกแรงหามคนง่อยขึ้นหลังคา 19 เมื่อ​หา​ช่อง​เอา​เข้า​มา​ไม่ได้​เพราะ​คน​มาก เขา​จึง​ขึ้น​ไป​บน​ดาดฟ้า​หลังคา​ตึก หย่อน​คน​ง่อย​ลง​มา​ทั้ง​ที่​นอน ตาม​ช่อง​กระเบื้อง​ ถึงขั้นรื้อกระเบื้อง บ้านใครก็ไม่รู้ เจ้าของจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต  ในนี้ไม่ได้บอก บอกแต่ว่า จะรื้อ แม้จะโดนด่าก็ยอม นอกจากจะต้องรื้อกระเบื้องแล้ว ยังต้องเล็งว่าตรงไหนที่จะพบกับพระเยซูหน้าต่อหน้า  ตรง​กลาง​หมู่​คน ต่อ​พระ​พักตร์​พระ​เยซู​  เราลองจินตนาการดูว่า คนมากมายกำลังฟังพระเยซูเทศนา อยู่ดีๆ ก็มีอะไรลอยลงมาจากเพดาน เอ้า เฮ้ย นั่นอะไร พวกนักวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายในท่ามกลางหมู่คนจำนวนมากได้ช่องที่จะบ่นและตำหนิคนที่ทำอย่างนั้น  คนที่ลงมากับแคร่ก็โดนด้วย บางทีคนที่อยู่ข้างล่างก็เสียวหัวไปด้วย  คนง่อยที่ถูกหย่อนลงมาอาจจะโวยวายไม่ได้ เพราะเป็นอัมพาต ถามว่า เขาจะรู้สึกกลัวหรือไม่ เป็นไปได้ที่จะกลัว โดยเฉพาะความกลัวถูกทำหล่นจากที่สูง จากง่อยอาจกลายเป็นหงิก ระหว่างที่นอนคนเดียวบนแคร่ที่ผูกเชือกห้อยลงมาเหมือนเล่นกายกรรม คนง่อยไม่สามารถช่วยตัวเองได้  คนหามที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นคนหย่อน น้ำหนักที่เคยใช้เมื่อหาม ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นรั้งซึ่งใช้แรงมากขึ้น การประคองมากขึ้น อันตรายมากขึ้น เสี่ยง ความเชื่อคือความเสี่ยง พระคัมภีร์บันทึกว่า 20 เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​เห็น​ความ​เชื่อ​ของ​เขา​ทั้ง​หลาย  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มาจากความเชื่อของคนที่พาคนง่อยมาหาพระเยซูด้วยวิธีพิศดารกว่าชาวบ้าน ไม่ง่าย ยากที่คนจะทำ แต่คนเหล่านี้เลือกที่จะทำ เพราะนี่คือช่องทางที่จะทำให้คนง่อยได้พบกับพระเยซูคริสต์ และกลับมีเรี่ยวแรงและกำลังมาอีกครั้งหนึ่ง  คำถามก็คือว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกทำสิ่งที่ยากที่ไม่มีใครจะทำ เพื่อจะได้เรี่ยวแรงและกำลังกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เอาไม๊ น่าเสียดายที่หลายคนไม่เลือกที่จะทำ และปล่อยให้ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของตนเองไร้เรี่ยวแรงและกำลัง บางคนดำเนินชีวิตเหมือนกับแบตเตอรี่เหลือเม็ดสุดท้าย และตกอยู่ในสภาพอย่างคนง่อยคนนี้ที่อยู่กับ แคร่ (ความหมายภาษากรีก แปลว่า ที่ที่ใช้สำหรับนอน กิน และถ่าย) หมายถึง วิถีการใช้ชีวิตที่ไร้เรี่ยวแรงและกำลัง เป็นอัมพาตฝ่ายวิญญาณ เราเคยเห็นคนเป็นอัมพาต ที่ถูกเรียกว่า ผัก จะคาดหวังอะไรจากคนที่เป็นเหมือนผักได้หรือไม่ ไม่ได้ มีคริสเตียนที่เป็นผักฝ่ายวิญญาณ  คริสเตียนแบบนี้ ผีไม่กลัว เพราะตลอดชีวิต  ดำเนินชีวิตไร้สิทธิอำนาจ เพราะไม่ได้ใช้สิทธิอำนาจ ไม่ได้ exercise สิทธิอำนาจ หนังสือยูดา เรียกคนแบบนี้ว่า ยูดา 1:12-13 … เป็น​เมฆ​ที่​ไม่​มี​น้ำ​ที่​ถูก​พัด​ลอย​ไป​ตาม​ลม เป็น​ต้นไม้​ที่​ไร้​ผล​ใน​ฤดู​ที่​ออก​ผล และ​ตาย​มา​สอง​หน​แล้ว​เพราะ​ถูก​ถอน​ออก​ทั้ง​ราก​13 เป็น​คลื่น​อัน​ร้ายแรง​ใน​มหาสมุทร​ที่​ซัด​ฟอง​ของ​ความ​บัดสี​ของ​ตนเอง​ขึ้น​มา เขา​เป็น​ดาว​ที่​พลัด​ออกไป​นอก​วง​โคจร เป็น​ผู้​ที่​ตก​อยู่​ใน​ความ​มืด​ทึบ​ตลอด​กาล แต่เมื่อคนง่อยคนนี้บากบั่นจนได้พบกับพระเยซูคริสต์  พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​คน​ง่อย​ว่า “บุรุษ​เอ๋ย บาป​ของ​เจ้า​ได้รับ​อภัย​แล้ว” เพราะพระเยซูคริสต์ทรงรู้สาเหตุและสภาพที่แท้จริงของคนง่อยที่ไร้เรี่ยวแรงกับกำลังนั้นคืออะไร และนี่คือ Dunamis ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​เป็นเจ้า​ก็​อยู่​ใน​พระ​องค์ เรี่ยวแรงกำลัง ความสามารถ การอัศจรรย์  ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์เจ้าได้ทำให้คนง่อยที่ไร้เรี่ยวแรงและอ่อนกำลังกลับคืนมาอีกครั้ง ทำไมคริสเตียนต้องรักษาเรี่ยวแรงและกำลังให้คงไว้ เพราะชีวิตของเราเปรียบเหมือนกับคนซ่อมกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม เนหะมีย์ 4:7-12 7 แต่​เมื่อ​สัน​บาลลัท​และ​โท​บี​อาห์​กับ​ชาว​อาหรับ​และ​คน​อัม​โมน​และ​ชาวอัศ​โดด ได้​ยิน​ว่า​การ​ซ่อมแซม​กำแพง​เยรูซาเล็ม​นั้น​กำลัง​คืบหน้า​ต่อไป และ​กำลัง​ปิด​ช่อง​โหว่​ต่างๆ เขา​ทั้ง​หลาย​ก็​โกรธ​มาก​8 และ​เขา​ก็​ปอง​ร้าย​กัน​จะ​มา​สู้​รบ​กับ​เยรูซาเล็ม และ​ก่อ​การ​โกลาหล​ขึ้น​ใน​นั้น​9 แต่​เรา​ทั้ง​หลาย​ได้​อ้อน​วอน​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​เรา และ​วาง​ยาม​ป้องกัน​เขา​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​กลางวัน​และ​กลางคืน 10 แต่​ยูดาห์​กล่าว​ว่า “เรี่ยว​แรง​ของ​คน​ที่​ขน​ของ​ก็​กำลัง​ทรุด​ลง และ​มี​สิ่ง​ปรักหักพัง​มาก เรา​ไม่​สามารถ​ซ่อม​กำแพง​ได้”11 และ​ศัตรู​ของ​เรา​กล่าว​ว่า “เขา​จะ​ไม่​รู้​ไม่​เห็น​จนกว่า​เรา​จะ​เข้า​มา​ท่ามกลาง​เขา และ​ฆ่า​เขา​กับ​ยับยั้ง​งาน​ของ​เขา”12 เมื่อ​พวก​ยิว​ที่​อยู่​ใกล้​เขา​ทั้ง​หลาย​มา​ก็​ได้​บอก​เรา​ตั้ง​สิบ​ครั้ง​ว่า “เขา​จะ​ลุก​ขึ้น​มา​ต่อสู้​เรา​จาก​ที่​อยู่​ของ​เขา​ทุก​แห่ง” เยรูซาเล็มในยุคของเนหะมีย์เมื่อสองพันกว่าปีนั้น ได้ถูกทำลาย และพระเจ้าได้นำเนหะมีย์ให้พาอิสราเอลกลับมาซ่อมกำแพงเมืองอีกครั้ง เมืองที่ไม่มีกำแพงก็ไม่มีความเป็นเมือง สุภาษิต 25:28 28 คน​ที่​ปราศจาก​การ​ปกครอง​ตนเอง ​ก็​เหมือน​เมือง​ที่​ปรักหักพัง​และ​ไม่​มี​กำแพง และมารซาตานก็ไม่ต้องการที่จะให้คนมีกำแพงเมือง มารซาตานจะคอยทำลายและคอยยุยงให้เกิดความโกลาหลในชีวิตของผู้คน เหมือนคนงานที่ทำไปก็ถูกรบกวนไป เรี่ยวแรงและกำลังก็จะทรุดไป  ชีวิตคริสเตียนทุกคนกำลังอยู่ในกระบวนการซ่อมกำแพงเมือง เราจะไม่ยอมให้ตัวเรากลายเป็นคนที่ควบคุมตนเองไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน เรายิ่งควบคุมตนเองได้มากขึ้นและมากขึ้น เพราะนี่คือหนึ่งในผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ 9 อย่าง กาลาเทีย 5:22-23 22 ฝ่าย​ผล​ของ​พระ​วิญญาณ​นั้น คือ​ความ​รัก ความ​ปลาบ​ปลื้ม​ใจ สันติ​สุข ความ​อด​กลั้น​ใจ ความ​ปรานี ความ​ดี ความ​สัตย์​ซื่อ​23 ความ​สุภาพ​อ่อน​น้อม การ​รู้จัก​บังคับ​ตน เรื่อง​อย่าง​นี้​ไม่​มีธรรม​บัญญัติ​ห้าม​ไว้​เลย​ พระเยซูคริสต์ได้เตือนสาวกของพระองค์ในช่วงเวลาที่กำลังจะเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของพระองค์และสาวก  มาระโก 14:38 38 ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​เฝ้า​ระวัง​และ​อธิษฐาน เพื่อ​ท่าน​จะ​ไม่​ต้อง​ถูก​การ​ทดลอง   จิต​วิญญาณ​พร้อม​แล้ว​ก็​จริง แต่​กาย​ยัง​อ่อน​กำลัง” อย่าหยุดอธิษฐาน และต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะการเฝ้าระวังความคิดที่บั่นทอนเรี่ยวแรงและกำลัง………

 

1. ระวังคำว่า “ยาก”ที่บั่นทอนเรี่ยวแรงและกำลัง

21 ฝ่าย​พวก​ธรรมาจารย์​และ​พวก​ฟาริสี​คิด​ใน​ใจ​ว่า “คน​นี้​ที่​พูด​หมิ่น​ประมาท​พระ​เจ้า​เป็น​ผู้ใด​เล่า ใคร​จะ​ยก​ความ​ผิด​บาป​ได้​เว้น​แต่​พระ​เจ้า​เท่านั้น”22 แต่​เมื่อ​พระ​เยซู​ทรง​ทราบ​ความ​คิด​ของ​เขา ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ไฉน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จึง​คิด​ใน​ใจ​อย่าง​นี้​23 ที่​จะ​ว่า ‘บาป​ทั้ง​ปวง​ของ​เจ้า​ได้รับ​อภัย​แล้ว​’ และ​จะ​ว่า ‘จง​ลุก​ขึ้น​เดิน​ไป​เถิด’ นั้น ข้าง​ไหน​จะ​ง่าย​กว่า​กัน​ พวกธรรมจารย์และพวกฟาริสีต่างคิดในใจว่า ยาก เป็นไปไม่ได้ที่พระเยซูจะสามารถยกความผิดบาปของมนุษย์ได้  ความผิดบาปของมนุษย์หมายถึง สิ่งที่ธรรมบัญญัติห้ามไว้และมนุษย์ล่วงละเมิด ขนาดฟาริสีและธรรมาจารย์ก็ยังรู้สึกว่าการดำเนินชีวิตให้พ้นจากความผิดบาปนั้นยาก ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด ซึ่งพระเยซูคริสต์ก็ทรงสอนสาวกถึงการดำเนินชีวิตของพวกฟาริสีว่า มัทธิว 5:20  20 เพราะ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ถ้า​ความ​ชอบธรรม​ของ​ท่าน ไม่​ยิ่ง​กว่า​ความ​ชอบธรรม​ของ​พวก​ธรรมาจารย์ และ​พวก​ฟาริสี ท่าน​จะ​ไม่​มี​วัน​ได้​เข้า​สู่​แผ่นดิน​สวรรค์​ (more quality, numbers, major portion) ด้านคุณภาพ จำนวนความประพฤติ ที่ต้องทำมากๆ  พระเยซูกำลังบอกสาวกของพระองค์ว่ายากที่จะเข้าแผ่นดินสวรรค์ด้วยการประพฤติ เพราะขนาดพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสียังสอบไม่ผ่านด้านการประพฤติเลย และนี่คือสิ่งที่พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีพยายามแล้วพยายามอีกเพื่อให้ความผิดของตนเองนั้นถูกยกออกไปด้วยการกระทำของตนเอง แต่เมื่อพระเยซูได้กล่าวถึงการยกความผิดที่ไม่ได้มาจากความพยายามพึ่งตนเองของมนุษย์  เป็นการทำให้พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีต้องเสียหน้า  21 ฝ่าย​พวก​ธรรมาจารย์​และ​พวก​ฟาริสี​คิด​ใน​ใจ​ว่า “คน​นี้​ที่​พูด​หมิ่น​ประมาท​พระ​เจ้า​เป็น​ผู้ใด​เล่า เป็นการให้หาเหตุผลอย่างคนที่คิดว่าตนเองรู้จักพระเจ้าดี แต่แท้ที่จริงไม่รู้จักพระองค์เลย และยังกล่าวโทษพระเยซูว่าเป็นผู้หมิ่นประมาทพระเจ้า 22 แต่​เมื่อ​พระ​เยซู​ทรง​ทราบ​ความ​คิด​ของ​เขา ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ไฉน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จึง​คิด​ใน​ใจ​อย่าง​นี้​  พระเยซูกำลังตำหนิการใช้เหตุผลเพื่อไม่ยอมรับฤทธิ์เดชของพระเจ้าด้วยการอ้างพระนามของพระเจ้า และนี่คือเหตุผลที่พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีประยุกต์ใช้พระคัมภีร์ในอพยพ 20:7  7 “อย่า​ออก​พระ​นาม​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า​อย่าง​ไม่​สมควร เพราะ​ผู้​ที่​ออก​พระ​นาม​พระ​องค์​อย่าง​ไม่​สมควร​นั้น ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​ถือ​ว่า​ไม่​มี​โทษ​ก็​หา​มิได้ คนเหล่านี้จึงใช้วิธีคิดในใจ “ไฉน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จึง​คิด​ใน​ใจ​อย่าง​นี้​   นี่คือความซิกแซกของพวกที่รู้กฏธรรมบัญญัติ และนำมาใช้เพื่อไม่ยอมรับฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่อยู่กับพระเยซูคริสต์ ในขณะที่ประชาชนมากมาย (ที่ไม่รู้วิธีใช้กฏธรรมบัญญัติอย่างเชี่ยวชาญอย่างพวกธรรมมาจารย์และพวกฟาริสี) ประชาชนมากมายเหล่านี้ยอมรับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์เจ้า  การปฏิเสธของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีทำให้การให้เหตุผลได้ผิดไปจากความจริงที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา  ความคิดของคนเหล่านี้กลายเป็นอัมพาตไป คิดต่อไม่ได้ กับคำถามของพระเยซูคริสต์ 23 ที่​จะ​ว่า ‘บาป​ทั้ง​ปวง​ของ​เจ้า​ได้รับ​อภัย​แล้ว​’ และ​จะ​ว่า ‘จง​ลุก​ขึ้น​เดิน​ไป​เถิด’ นั้น ข้าง​ไหน​จะ​ง่าย​กว่า​กัน​  ความคิดของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคือทำให้สิ่งที่ง่ายกลายเป็นเรื่องยาก ทำสิ่งที่เป็นไปได้ให้เป็นไปไม่ได้  พระเยซูคริสต์จึงตรัสถึงด้วยประโยคว่า ข้าง​ไหน​จะ​ง่าย​กว่า​กัน ระหว่างบาปได้รับการให้อภัยกับคนง่อยอัมพาตลุกขึ้นเดิน เป็นการบอกว่า  สำหรับมนุษย์เป็นเรื่องยากทั้งคู่  นั่นคือการหาเหตุผลอย่างมนุษย์  อ.เปาโลซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพวกฟาริสีได้เปรียบเทียบว่า 1โครินธ์ 13:11 11 เมื่อ​ข้าพเจ้า​ยัง​เป็น​เด็ก ข้าพเจ้า​พูด​อย่าง​เด็ก คิด​อย่าง​เด็ก ใคร่​ครวญหา​เหตุผล​อย่าง​เด็ก แต่​เมื่อ​ข้าพเจ้า​เป็น​ผู้ใหญ่ ข้าพเจ้า​ก็​เลิก​อาการ​เด็ก​เสีย​   มีคริสเตียนคนหนึ่ง ทำผิดและสารภาพบาป กับพระเจ้าให้ยกโทษให้อภัยตัวเขา เป็นบาปครั้งที่เท่าไหร่ จำไม่ได้ เพราะถี่มาก ผิดแล้วก็ผิดอีก จนเขารู้สึกเบื่อตัวเอง วันหนึ่งเขาก็สารภาพเหมือนเดิม และก็คิดว่า ไม่มีทางที่พระเจ้าจะให้อภัยตัวเขา เพราะขนาดตัวเขายังรู้สึกว่าไม่อยากให้อภัยตัวเอง มีคริสเตียนไม่น้อยที่คิดอย่างนี้กับตัวเอง และยังเอาวิธีคิดอย่างนี้ไปใช้กับคนอื่นด้วย   ผิดอย่างนี้  ไม่สมควรให้อภัย คุณคิดว่า พระเจ้าให้อภัยไม๊ เรารู้หรือไม่ว่า เวลาเราอธิษฐานสารภาพบาป เราจบด้วย ในพระนามของพระเยซูคริสต์ อาเมน แต่มีคริสเตียนไม่น้อย ไม่อาเมนจริง เพราะความคิดอย่างคนที่ไร้เรี่ยวแรงและกำลังยังคงอยู่  เพราะเรายังคิดในใจให้เหตุผลอย่างพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี จนคำถามที่พระเยซูถามคนเหล่านี้กำลังเป็นคำถามที่อยู่ตรงหน้าเราว่า   23 ที่​จะ​ว่า ‘บาป​ทั้ง​ปวง​ของ​เจ้า​ได้รับ​อภัย​แล้ว​’ และ​จะ​ว่า ‘จง​ลุก​ขึ้น​เดิน​ไป​เถิด’ นั้น ข้าง​ไหน​จะ​ง่าย​กว่า​กัน​  เราตอบได้หรือไม่ ถ้าเราตอบไม่ได้อย่างพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี  ก็เพราะเราพยายามให้เหตุผลจากตัวเรา และนี่คือกับดักคำว่า “ยาก” มีคำหนึ่งของคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน “ความรักไม่มีเหตุผล อย่าถามว่าทำไมถึงรัก แต่เมื่อไรที่พยายามจะหาเหตุผลที่จะรัก นั่นหมายความว่า หมดรักไปแล้ว” ถ้านำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องนี้ ถ้าเราพยายามให้เหตุผลว่าพระเยซูทำได้จริงหรือ นั่นคือเรากำลังสงสัย เราไม่มีความเชื่อเลย และเราได้ปฏิเสธสิทธิอำนาจของพระองค์ไปแล้ว เรากำลังเป็นอัมพาตในความเชื่อ และติดกับ  คำว่า “ยาก” และความยากนี้แหล่ะที่ทำให้เราไม่กล้าขยับเขยื้อนลุกออกจากที่นอนของคนป่วย เวลานี้ เรากำลังใช้คำว่า “ยาก” กับสถานการณ์ของชีวิตเราเรื่องอะไรอยู่ เรากำลังให้เหตุผลแบบไหนที่ทำให้เราหยุด จำนนต่ออุปสรรคและปัญหา บางคำพูดที่เป็นลบ บั่นทอนความเชื่อ บั่นทอนกำลังใจ มาจากคำว่า “ยาก” และนี่คือสิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถรักษาเรี่ยวแรงและกำลังให้คงไว้ได้ เพราะตัวเราเองกำลังบั่นทอนกำลังและเรี่ยวแรงของตัวเอง หมดแรง จึงเป็นคำที่ติดปากเวลาเผชิญกับสถานการณ์ที่ยาก  บางคนในที่นี้อาจจะกำลังแย่ ใกล้หมดเรี่ยวแรง เพราะคิดแต่คำว่า “ยาก” ๆๆๆๆๆๆๆๆ  ขอให้เราหันไปบอกกับคนข้างๆว่า ไม่มีอะไรที่ยากสำหรับพระเยซูคริสต์เจ้า

 

2. พระเยซูคริสต์ประทานเรี่ยวแรงและกำลัง

24 แต่​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​รู้​ว่า บุตร​มนุษย์​มี​สิทธิอำนาจ​ใน​โลก​ที่​จะ​โปรด​ยก​ความ​ผิด​บาป​ได้” (​พระ​องค์​จึง​ตรัส​สั่ง​คน​ง่อย​ว่า​) “เรา​สั่ง​เจ้า​ว่า จง​ลุก​ขึ้น​ยก​ที่​นอน​ไป​บ้าน​ของ​เจ้า​เถิด”25 ​ใน​ทันใด​นั้น​เขา​จึง​ลุก​ขึ้น​ต่อ​หน้า​คน​ทั้ง​ปวง ยก​ที่​นอน​ซึ่ง​เขา​ได้​นอน​นั้น​กลับไป​บ้าน​ของ​ตน พลาง​ร้อง​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​26 คน​ทั้ง​ปวง​ก็​อัศจรรย์​ใจ​มาก​ยิ่ง​นัก และ​ได้​สรรเสริญ​พระ​เจ้า ต่าง​เต็ม​ไป​ด้วย​ความ​กลัว และ​พูด​ว่า “วันนี้​เรา​ได้​เห็น​สิ่ง​แปลก​ประหลาด” เมื่อพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคิดไม่ได้กับคำถามว่า อันไหนง่ายกว่ากัน ระหว่าการยกบาปและการทำให้คนง่อยกลับมามีเรี่ยวแรงกำลังอีก พระเยซูทรงสำแดงด้วยการทำให้ง่ายทั้งสองอย่าง 24 แต่​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​รู้​ว่า บุตร​มนุษย์​มี​สิทธิอำนาจ​ใน​โลก​ที่​จะ​โปรด​ยก​ความ​ผิด​บาป​ได้” (​พระ​องค์​จึง​ตรัส​สั่ง​คน​ง่อย​ว่า​) “เรา​สั่ง​เจ้า​ว่า จง​ลุก​ขึ้น​ยก​ที่​นอน​ไป​บ้าน​ของ​เจ้า​เถิด” คำตรัสของพระเยซูคริสต์ตอนนี้คือการยืนยันว่า คนง่อยคนนี้ได้รับการให้ยกความผิดบาปแล้วและคนง่อยก็ได้รับการรักษาด้วย แต่คนง่อยยังคิดว่าตนเองยังเป็นคนง่อย ยังไม่ยอมลุกจากที่นอน จนเมื่อพระเยซูสั่งให้ลุกขึ้นและยกที่นอนกลับบ้านตัวเอง คนง่อยหายง่อย สามารถตอบสนองอย่างที่พระเยซูสั่ง เพราะคนง่อยกำลังฟังคำพูดของพระเยซู แม้พระเยซูกำลังพูดกับพวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสี แต่เป็นเรื่องของคนง่อย คนง่อยคิดตาม เชื่อตามและทำตาม   พี่น้อง เรารู้หรือไม่ว่า บ่อยครั้งที่เราใช้การฟังของเราอย่างคนที่ไม่ได้ฟังเสียงของพระเยซู เราฟังแต่เสียงที่มีความคิดหาเหตุผลอย่างพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์  ถ้าคนง่อยฟังแต่ความคิดของพวกธรรมาจารย์ คนง่อยก็เป็นคนง่อยต่อไป  พี่สาวข้าพเจ้าที่ป่วยเป็นโรคจิตเภท บ่อยครั้งเขานั่งได้เป็นนานๆ  อย่างเงียบๆ จนคนรอบข้างคิดว่า เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่ได้ฟัง แต่พอเราบอกเขาว่าไปกัน เขาจะพูดคำว่า ลุกก็ลุกว่ะ และก็ลุกไปกับเรา นำความประหลาดใจให้กับคนรอบข้าง  แต่มีคริสเตียนไม่น้อยที่ดำเนินชีวิตอย่างคนไร้เรี่ยวแรงและกำลัง จะลุกก็ลุกไม่ไหว จะทำดีก็ทำดีไม่ขึ้น จะอธิษฐานก็อธิษฐานไม่ได้  เวลาอ่านพระคัมภีร์ก็ไม่เข้าใจ มีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ความอยากของตนเอง ชีวิตจึงแต่คำว่า “ยาก” มีคำหนึ่งกล่าวว่า บางทีเรา เคลื่อนไหวก็จริง แต่เราไม่เคลื่อนที่ ชีวิตของเราไม่สามารถร้องสรรเสริญพระเจ้าได้ และคนรอบข้างก็สรรเสริญพระเจ้าไม่ได้ เมื่อเขามองชีวิตของเรายังเป็นอัมพาต มีแต่คำว่า “ยาก” มีแต่การถอนหายใจ ไร้เรี่ยวแรง มีคำพูดที่กล่าวว่า ถอนหายใจหนึ่งครั้ง อายุสั้นไปหนึ่งปี  และบางทีสภาพฝ่ายจิตวิญญาณของคริสเตียนบางคนกำลังลงไปนอนในหลุมที่เตรียมเอาดินกลบหน้า  เอเสเคียล 37:3-5,11-14 3 และ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​ข้าพเจ้า​ว่า “บุตร​แห่ง​มนุษย์​เอ๋ย กระดูก​เหล่า​นี้​จะ​มี​ชีวิต​ได้​ไหม” และ​ข้าพเจ้า​ทูล​ตอบ​ว่า “​พระ​เจ้า​เจ้า​ข้า​พระ​องค์​ก็​ทรง​ทราบ​อยู่​แล้ว”4 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​ข้าพเจ้า​อีก​ว่า ‘จง​เผย​พระ​วจนะ​ต่อ​กระดูก​เหล่า​นี้ และ​กล่าว​แก่​มัน​ว่า กระดูก​แห้ง​เอ๋ย จง​ฟัง​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​5 ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แก่​กระดูก​เหล่า​นี้​ว่า ดู​เถิด เรา​จะ​กระทำ​ให้​ลม​หายใจ​เข้า​ไป​ใน​เจ้า และ​เจ้า​จะ​มี​ชีวิต….. 11 แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​ข้าพเจ้า​ว่า “บุตร​แห่ง​มนุษย์​เอ๋ย กระดูก​เหล่า​นี้​คือ​พงศ์​พันธุ์​อิสราเอล​ทั้งสิ้น ดู​เถิด เขา​ทั้ง​หลาย​กล่าว​ว่า ‘กระดูก​ของ​เรา​แห้ง และ​ความ​หวัง​ของ​เรา​ก็​สิ้น​ไป เรา​ถูก​ทำลาย​เสีย​หมด​จด​ทีเดียว’12 เพราะ​ฉะนั้น จง​เผย​พระ​วจนะ​และ​กล่าว​แก่​เขา​ว่า ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​ว่า “ดู​เถิด โอ ประชากร​ของ​เรา​เอ๋ย เรา​จะ​เปิด​หลุม​ฝัง​ศพ​ของ​เจ้า และ​ยก​เจ้า​ออกมา​จาก​หลุม​ฝัง​ศพ​ของ​เจ้า และ​จะ​นำ​เจ้า​กลับมา​ยัง​แผ่นดิน​อิสราเอล​13 โอ ประชากร​ของ​เรา​เอ๋ย เจ้า​จะ​ทราบ​ว่า เรา​คือ​พระ​เจ้า ใน​เมื่อ​เรา​เปิด​หลุม​ศพ​ของ​เจ้า และ​ยก​เจ้า​ออกมา​จาก​หลุม​ศพ​ของ​เจ้า​14 และ​เรา​จะ​บรรจุ​วิญญาณ​ของ​เรา​ไว้​ใน​เจ้า และ​เจ้า​จะ​มี​ชีวิต และ​เรา​จะ​วาง​เจ้า​ไว้​ใน​แผ่นดิน​ของ​เจ้า แล้ว​เจ้า​จะ​ทราบ​ว่า​เรา​คือ​พระ​เจ้า​ได้​ลั่น​วาจา​แล้ว และ​เรา​ได้​กระทำ ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แหละ” น่าแปลกที่พระเจ้าเรียกเอเสเคียลด้วยสำนวนเดียวกันกับที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกพระองค์เองว่า 24 แต่​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​รู้​ว่า บุตร​มนุษย์​มี​สิทธิอำนาจ​ใน​โลก​ที่​จะ​โปรด​ยก​ความ​ผิด​บาป​ได้” (​พระ​องค์​จึง​ตรัส​สั่ง​คน​ง่อย​ว่า​) “เรา​สั่ง​เจ้า​ว่า จง​ลุก​ขึ้น​ยก​ที่​นอน​ไป​บ้าน​ของ​เจ้า​เถิด” นิมิตที่พระเจ้าสำแดงแก่เอเสเคียล ได้เป็นจริงในพระเยซูคริสต์เจ้าและมาถึงเราในวันนี้ 13 โอ ประชากร​ของ​เรา​เอ๋ย เจ้า​จะ​ทราบ​ว่า เรา​คือ​พระ​เจ้า ใน​เมื่อ​เรา​เปิด​หลุม​ศพ​ของ​เจ้า และ​ยก​เจ้า​ออกมา​จาก​หลุม​ศพ​ของ​เจ้า​14 และ​เรา​จะ​บรรจุ​วิญญาณ​ของ​เรา​ไว้​ใน​เจ้า และ​เจ้า​จะ​มี​ชีวิต คนง่อยที่มีสภาพไม่ต่างจากผัก ที่นอนของคนง่อยไม่ต่างจากหลุมศพ  และพระเยซูคริสต์ทรงเปิดหลุมศพของคนง่อยให้เขากลับมาลุกเดินได้  เช่นเดียวกัน คริสเตียนอย่างเรามากมาย พระองค์เอาเราออกมาจากหลุมศพ และบรรจุวิญญาณของพระองค์ไว้ในเรา และเราก็มีชีวิต เรามีเรี่ยวแรง มีกำลังกลับคืนมาอีกครั้ง  วันนี้ ขณะนี้ ใครที่ต้องการเรี่ยวแรงกำลังกลับคืนมา ให้เรายืนขึ้นตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้า บางคนเป็นกระดูกแห้งมานาน ขอให้ชีวิตกลับคืนมา เรี่ยวแรงกำลัง กลับคืนมา เราจะไม่เป็นง่อยอีกต่อไป เราจะลุกขึ้น แบกแคร่ ด้วยกำลังใหม่ เพราะพระองค์ทรงยกเอาความผิดบาปของเราไปแล้ว และทรงประทานเรี่ยวแรงและกำลังให้กับเรา

 

อาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…ใส่ใจความสะอาดของจิตใจและจิตวิญญาณ”

ช่วงนี้ อากาศร้อน ทำให้เราอาบน้ำวันละไม่ต่ำกว่าสองครั้ง เพราะเหงื่อ เราออกง่าย อาบน้ำเสร็จก็เหงื่อออกแล้ว สโลแกนหน้าร้อนก็คือ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ หากเราไม่ระวังเรื่องนี้ เราก็จะต้องพบกับการท้องเสียเนื่องจากอาหาร เวลาข้าพเจ้าเห็นเด็กเอามือหยิบขนมเข้าปาก ก็จะถามเสมอว่า ล้างมือหรือยัง ที่ถามก็เพราะไม่อยากให้ต้องมีเชื้อโรค ความสกปรกเข้าสู่ร่างกาย เด็กบางคนก็ไม่ได้ล้าง แต่เด็กบางคนก็ล้าง เพราะถูกฝึกมาจนเป็นนิสัย  เราได้รับความรู้มากขึ้น จากโรงเรียน โรงพยาบาล ซึ่งเดี๋ยวนี้จะมีโปสเตอร์รณรงค์การใส่ใจความสะอาด แต่ในชนบท บางทีก็ไม่ใส่ใจ ครั้งหนึ่งเราได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านทางฝั่งพม่าริมแม่น้ำสาละวิน  เราได้รับรายงานว่า มีคนท้องเสียบ่อย ปรากฏว่า เมื่อเราเดินไปตามลำน้ำที่เป็นธารน้ำไหลผ่าน พวกชาวบ้านต่างสร้างบ้านตลอดทางธารน้ำไหล และน้ำดื่มของพวกเขาก็มาจากธารน้ำไหล น้ำไหลผ่านใครก็เอาน้ำตอนนั้นมาใช้กินใช้ดื่ม อาบน้ำ ชะล้างทุกอย่าง ใครยิ่งอยู่ปลายน้ำ ก็รับสิ่งที่มาจากต้นน้ำ พวกเราได้รับเชิญไปทานอาหารในบ้านหลังหนึ่ง น่าจะเป็นผู้นำหมู่บ้าน ทุกอย่างที่เขาเอามาเสริฟเรา ร้อนทั้งนั้น น้ำดื่มก็ต้มร้อน อาหารก็ทำร้อน แต่ไม่มีช้อนกลาง เราเรียกหาช้อนกลาง เพราะเราเป็นคนเมือง ที่ได้รับความรู้เรื่องนี้  เรากลัวป่วย ใช่ไม๊ ถ้าเรากินสิ่งที่ไม่สะอาด เราจะป่วย เช่นเดียวกัน จิตใจและจิตวิญญาณของเราป่วยได้ ถ้าเราไม่ใส่ใจความสะอาดของสิ่งที่เรารับเข้าสู่จิตใจ และจิตวิญญาณ  มีคำพูดหนึ่งกล่าว่า ถ้าพระคัมภีร์ใครยิ่งสกปรก ขีดเขียนหยิบจับบ่อยๆ จิตใจและจิตวิญญาณของคนนั้นยิ่งสะอาด   พระวจนะของพระเจ้ามีคุณสมบัติในการทำให้คนอ่านมีจิตใจและจิตใจวิญญาณสะอาด สะอาดในที่นี้หมายถึงปราศจากการปนเปื้อนของความคิดอย่างมนุษย์ หรือมาจากมารซาตาน โดยเฉพาะการโกหกหลอกลวง ยอห์น 17:17 17 ขอ​ทรง​โปรด​ชำระ​เขา​ให้​บริสุทธิ์​ด้วย​ความ​จริง ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​ความ​จริง​ คำว่าชำระที่พระเยซูใช้ที่นี่ ภาษากรีกใช้คำว่า ฮากิเอโซ่ แปลว่า ทำให้บริสุทธิ์ ชำระให้สะอาด ความหมายหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องการชำระให้สะอาด คือ ยอมรับผิดและแก้ไขความผิด 2ทิโมธี 3:16-17 16 ​พระ​คัมภีร์ ทุก​ตอน​ได้รับ​การ​ดล​ใจ​จาก​พระ​เจ้า และ​เป็น​ประโยชน์​ใน​การ​สอน การ​ตักเตือน​ว่า​กล่าว การ​ปรับปรุง​แก้ไข​คน​ให้​ดี และ​การ​อบรม​ใน​ทาง​ธรรม​17 เพื่อ​คน​ของ​พระ​เจ้า​จะ​พรักพร้อม​ที่​จะ​กระทำ​การ​ดี​ทุก​อย่าง เราทั้งหลายเป็นคนของพระเจ้า แต่ความจริงอันหนึ่งคือเรายังอยู่ในกระบวนการถูกสร้าง ไม่ใช่เราเป็นคริสเตียนแล้ว เราจะสมบูรณ์ไม่ต้องแก้ไขปรับปรุงเลย เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราได้รับการไถ่บาปบนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์เจ้าสำเร็จ แล้ว พระองค์ทำครั้งเดียว แต่กระบวนการชำระให้สะอาดทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณของเรายังคงดำเนินไปขณะเราใช้ชีวิตความเป็นคริสเตียนบนโลกนี้ เพื่อเราจะไม่อยู่อย่างคริสเตียนป่วยๆ อาการป่วยฝ่ายจิตใจและวิญญาณเป็นอย่างไร ก็เหมือนกับชาวโลกที่ไม่มีพระเจ้า ดำเนินชีวิตตามความต้องการของเนื้อหนัง  กาลาเทีย 5:19-21 19 การ​งาน​ของ​เนื้อ​หนัง​นั้น​เห็น​ได้​ชัด คือ​การ​ล่วง​ประเวณี การ​โสโครก การ​ลามก​20 การ​นับ​ถือ​รูป​เคารพ การ​ถือ​วิทยาคม การ​เป็น​ศัตรู​กัน การ​วิวาท​กัน การ​ริษยา​กัน การ​โกรธ​กัน การ​ใฝ่​สูง การ​ทุ่ม​เถียง​กัน การ​แตก​ก๊ก​กัน​21 การ​อิจฉา​กัน การ​เมา​เหล้า การ​เล่น​เป็น​พาล​เกเร และ​การ​อื่นๆ ใน​ทำนอง​นี้​อีก​เหมือน​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​เตือน​ท่าน​มา​ก่อน บัดนี้​ข้าพเจ้า​ขอ​เตือน​ท่าน​เหมือนกับ​ที่​เคย​เตือน​มา​แล้ว​ว่า คน​ที่​ประพฤติ​เช่นนั้น​จะ​ไม่​มี​ส่วน​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​ ไม่ใช่ว่าเราเป็นคริสเตียนแล้วเราจะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าเราใส่ใจ เราจะแก้ไขปรับปรุงตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนการงานของเนื้อหนังนี้น้อยลงจนหายไปจากชีวิตของเรา  ยากอบ 1:23-24 23 เพราะ​ว่า​ถ้า​ผู้ใด​ฟัง​พระ​วจนะ และ​ไม่ได้​ประพฤติ​ตาม ผู้​นั้น​ก็​เป็น​เหมือน​คน​ที่​ดู​หน้า​ของ​ตัว​ใน​กระจก​เงา​24 เพราะ​ว่า​เมื่อ​ดู​ตัวเอง​แล้ว​ก็​ไป และ​ก็​ลืม​ใน​ทันที​นั้น​ว่า​ตัวเอง​เป็น​อย่างไร​ พระคัมภีร์ตอนนี้บอกเราถึงการไม่ใส่ใจความสะอาดของจิตใจและจิตวิญญาณ เหมือนคนที่ดูหน้าของตัวเองในกระจกเงา  เห็นว่าตนเองสกปรกอย่างไร แต่ไม่ตอบสนองด้วยการแก้ไขความผิด การแก้ไขความผิดคือกระบวนการให้พระวจนะชำระเรา สำนวนไทยมีคำว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ถ้าเราทำตัวเป็นไม้แก่ดัดยาก ก็คือการไม่ยอมให้พระวจนะชำระเรา พระคัมภีร์กล่าวว่าจะมีวาระที่ต้องถูกชำระด้วยไฟ  มัทธิว 3:8-10 8 เหตุ​ฉะนั้น​จง​พิสูจน์​การ​กลับ​ใจ​ของ​เจ้า​ด้วย​ผล​ที่​เกิดขึ้น​9 อย่า​นึก​เหมา​เอา​ใน​ใจ​ว่า​ตัว​มี​อับราฮัม​เป็น​บิดา เพราะ​เรา​บอก​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​ฤทธิ์​อาจจะ​ให้​บุตร​เกิดขึ้น​แก่​อับราฮัม​จาก​ก้อน​หิน​เหล่า​นี้​ได้​10 บัดนี้​ขวาน​วาง​ไว้​ที่​โคน​ต้นไม้​แล้ว และ​ทุก​ต้น​ที่​ไม่​เกิด​ผลดี​จะต้อง​ตัด​แล้ว​โยน​ทิ้ง​ใน​กอง​ไฟ มาระโก 9:49 49 ด้วย​ว่า​คน​ทั้ง​ปวง​จะต้อง​ถูก​เคล้า​เกลือ​แล้ว​ชำระ​ด้วย​ไฟ​ ขออย่าให้เราต้องเป็นอย่างนั้นเลย  เพราะชีวิตของเราต้องเคลื่อนไปข้างหน้า สิ่งที่ช่วยการขับเคลื่อนของเรามาจากภายในและการประพฤติของเราที่ต้องสอดคล้องกัน  หากข้างในของเราไม่สะอาด ภายนอกของเราจะสะอาดได้อย่างไร ทิตัส 1:15-16 15 สำหรับ​คน​บริสุทธิ์​นั้น​ทุก​สิ่ง​ก็​บริสุทธิ์ แต่​สำหรับ​คน​ชั่ว​ช้า และ​คน​ที่​ไร้​ความ​เชื่อ​นั้น​ก็​ไม่​มี​สิ่ง​ใด​บริสุทธิ์​เลย แต่​จิตใจ​และ​จิตสำนึก​ผิด​ชอบ​ของ​เขา​ก็​เสื่อม​ทราม​ไป​16 เขา​แสดง​ตัว​ว่า​รู้จัก​พระ​เจ้า แต่​ว่า​ใน​การ​กระทำ​ของ​เขา เขา​ก็​ปฏิเสธ​พระ​องค์ เขา​เป็น​คน​น่า​ชัง ไม่​เชื่อ​ฟัง​ใคร และ​ไม่​เหมาะ​ที่​จะ​กระทำ​กรรม​ดี​ใดๆ เลย​ นี่คือเหตุผลใหญ่ของการใส่ใจความสะอาดต่อจิตวิญญาณและบทเรียนที่เราจะศึกษาด้วยกันในวันนี้ จากหนังสือ ลูกา 5:12-14 12 เมื่อ​พระ​เยซู ทรง​อยู่​ใน​เมือง​หนึ่ง นี่​แน่ะ​มี​คน​เป็น​โรค​เรื้อน​เต็ม​ทั้งตัว เมื่อ​เขา​เห็น​พระ​เยซู​ก็​ซบ​หน้า​ลง​ถึง​ดิน​อ้อน​วอน​ทูล​พระ​องค์​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า เพียงแต่​พระ​องค์​จะ​โปรด​ก็​จะ​ทรง​บันดาล​ให้​ข้า​พระ​องค์​หาย​โรค​ได้”13 ​พระ​องค์​ทรง​ยื่น​พระ​หัตถ์​ถูกต้อง​เขา​แล้ว​ตรัส​ว่า “เรา​พอใจ​แล้ว จง​หาย​เถิด” ใน​ทันใด​นั้น​โรค​เรื้อน​ของ​เขา​ก็​หาย​14 ​พระ​องค์​จึง​กำชับ​เขา​ไม่ให้​บอก​ผู้ใด และ​ตรัส​ว่า “แต่​จง​ไป​สำแดง​ตัว​แก่​ปุโรหิต และ​ถวาย​เครื่องบูชา​สำหรับ​คน​ที่​หาย​โรค​เรื้อน​แล้ว ตาม​ซึ่ง​โมเสส​ได้​สั่ง​ไว้ เพื่อ​เป็น​หลักฐาน​ต่อ​คน​ทั้ง​หลาย​ว่า​เจ้า​หาย​โรค​แล้ว”​ อาการของโรคเรื้อนที่พระคัมภีร์กล่าวถึงนี้ คือ อาการหนัก  อาการก็จะปรากฏที่ผิวหนัง เนื้อจะเปื่อยและเน่า จมูกจะยุบ เสียงจะแหบ ผิวจะขรุขระ เป็นโรคที่รักษาไม่หายด้วยยา จึงไม่มีการส่งคนเป็นโรคเรื้อนไปหาหมอ แต่จะส่งไปหาปุโรหิตเพื่อทำการตรวจสอบว่า เป็นโรคนี้จริงหรือไม่ ถ้ายังไม่แน่ใจ ก็จะถูกกักบริเวณไว้เจ็ดวัน แล้วก็จะมาตรวจสอบกันอีกที ถ้าอาการของโรคแพร่กระจายในร่างกายมากขึ้น  ก็จะต้องแยกออกจากสังคม   เพราะโรคเรื้อนจะไม่หยุดที่จะแพร่กระจาย  เหมือนกับความบาปที่ไม่มีการหยุดแพร่กระจาย   ยากอบ 5:19-20 19 พี่​น้อง​ของ​ข้าพเจ้า ถ้า​คน​ใด​ใน​พวก​ท่าน​หลง​ผิด​ไป​จาก​ความ​จริง และ​ผู้ใด​ชัก​จูง​เขา​ให้​เขา​กลับ​ใจ​เสีย​ใหม่​20 จง​ให้​ผู้​นั้น​รู้​เถิด​ว่า ผู้​ที่​ช่วย​คน​บาป​คน​หนึ่ง​ให้​พ้น​จาก​ทาง​ผิด​ของ​เขา​นั้น ​ก็​ได้​ช่วย​จิต​วิญญาณ​ของ​เขา​ให้​รอด​พ้น​จาก​ความ​ตาย และ​ได้​กำจัด​บาป​เสีย​มาก​มาย  การกลับใจใหม่ Repent แปลว่า หันหลังให้กับบาป 180 องศา และหันหน้ากลับมาสู่ความจริงของพระเจ้า ความจริงของพระเจ้าจะหยุดคนที่หลงผิด และกำจัดบาปเสียมากมาย ความบาปกับโรคเรื้อนมีสภาพที่เหมือนกัน  ภาพของคนโรคเรื้อนเต็มตัว เป็นภาพของความสิ้นหวัง หมดหนทางแก้ไข เป็นความจำกัดของมนุษย์ คนที่เป็นโรคเรื้อนจะต้องแยกตัวเองออกจากสังคม และเมื่อใครเผลอเฉียดมาใกล้ คนโรคเรื้อนจะต้องเป็นฝ่ายส่งสัญญาณว่า มลทิน มลทิน แปลว่า สกปรก สกปรก เพื่อบอกคนอื่นๆว่า อย่าเข้ามาใกล้ อันตรายๆ นี่เป็นธรรมบัญญัติของโมเสสที่กำหนดไว้สำหรับสังคมในเวลานั้น แม้จะไม่เต็มใจ แต่ก็ต้องทำตามธรรมบัญญัติของโมเสสในยุคสองพันปีที่แล้ว  สังคมของเราในยุคนี้ เรารู้โดยอัตโนมัติว่า ใครคือคนที่เราไม่ควรเข้าใกล้ สังคมของเราเป็นสังคมตัวใครตัวมัน บางคนก็เหมือนถูกกักบริเวณ บ้างก็ตัดการสื่อสาร เพราะไม่อยากอยู่ใกล้ มีการแสดงความเฉยเมยจนถึงขั้นรังเกียจเหมือนกับการแสดงออกของคนในยุคของคนโรคเรื้อนอาการที่ไม่มีวันหาย เหมือนกับวิธีปฏิบัติกับคนในยุคของเราที่มีนิสัยบางอย่างที่แก้ไม่หาย นานไป คนก็จะทนเราไม่ไหว แล้วก็จะหายไปจากชีวิตของเราเอง วิธีที่คริสเตียนเราชอบทำก็คือ ค่อยๆหายไปจากโบสถ์ เพราะทนต่อนิสัยไม่ดีของคนบางคนไม่ไหว เราไม่ยอมแก้ไข แต่มักใช้เหตุผลแก้ตัว และก็เป็นเหตุผลแก้ตัวที่ฟังขึ้นเสียด้วย  แต่ในวันนั้น พระเยซูคริสต์เจ้าไม่ได้ตอบสนองต่อคนโรคเรื้อนเต็มตัวเหมือนกับคนในสังคม พระองค์ทรงเสด็จไปใกล้ จนคนโรคเรื้อนสามารถที่จะรู้จักพระองค์จนสัมผัสได้ว่า  พระเยซูสะอาดกว่าเขาไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่พระองค์สะอาดทั้งจิตใจและจิตวิญญาณ คำที่คนโรคเรื้อนใช้กับพระเยซูคือคำเดียวกันกับที่เปโตรใช้คือคำว่า  Kurios  แปลว่า ผู้ควบคุม  ผู้มีอำนาจสูงสุด เป็นครั้งที่สองที่เราได้เห็นการใช้คำนี้ต่อพระเยซูในหนังสือลูกา  เปโตรได้ใช้คำนี้บนเรือหลังจากได้เห็นการอัศจรรย์เรื่องการจับปลา และที่นี่ คนโรคเรื้อนได้ใช้คำนี้ เพราะพระเยซูไม่เหมือนคนอื่น พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุม ผู้มีอำนาจสูงสุด โดยเฉพาะ  ความสะอาดของจิตใจและจิตวิญญาณของพระเยซูคริสต์  ทำให้คนโรคเรื้อนเต็มตัว  ได้รับอิทธิพล คือ อยากสะอาด ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่จิตใจและจิตวิญญาณด้วย  ความสะอาดของจิตวิญญาณ มีอิทธิพลต่อคนอื่น ทำให้คนรอบข้างอยากจะสะอาด โดยเฉพาะการใส่ใจความสะอาดที่เกินกว่าที่เขาจะสามารถ เราจึงเห็นคนบาป คนนิสัยแย่ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมและนิสัยอย่างสิ้นเชิง และเป็นท่าทีเดียวกันกับคนโรคเรื้อนที่อยากจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งกลายเป็นคำขอที่โดนใจพระเยซูคริสต์เต็มๆ 13 ​พระ​องค์​ทรง​ยื่น​พระ​หัตถ์​ถูกต้อง​เขา​แล้ว​ตรัส​ว่า “เรา​พอใจ​แล้ว จง​หาย​เถิด” ใน​ทันใด​นั้น​โรค​เรื้อน​ของ​เขา​ก็​หาย  พระเยซูไม่ได้รังเกียจความสกปรกของคนโรคเรื้อน พระองค์เอามือถูกต้องคนโรคเรื้อน  คนโรคเรื้อนสื่อสารอะไรที่ตรงกับใจของพระเยซูคริสต์  “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า เพียงแต่​พระ​องค์​จะ​โปรด​  เป็นคำที่คนโรคเรื้อนใช้กับพระเยซูในภาษากรีก  เทโล  แปลว่า ตัดสินใจ เช่น เลือก หรือชื่นชอบ และพระเยซูก็ใช้คำเดียวกันนี้ตอบคำถาม  เราพอใจแล้ว หรือ เราตัดสินเลือกแล้ว เราตัดสินใจชื่นชอบแล้ว บ่อยครั้งที่มีคนมากมายมาตั้งคำถามกับพระเยซูแล้วมักจะได้รับคำถามจากพระเยซูกลับไป แต่คำถามของคนโรคเรื้อนคนนี้ได้รับคำตอบทันที  เราควรจะเรียนรู้วิธีการตั้งคำถามของคนโรคเรื้อนที่ได้รับคำตอบจากพระเยซูคริสต์ หากเราวินิจฉัยคำถามนี้ เราจะพบว่า มีการแสดงความเป็นองค์อธิปไตยของพระเยซูคริสต์ พร้อมกับการแสดงตัวตนจริงๆของตัวเองว่าต้องการรับการชำระให้สะอาด พระเยซูคริสต์จึงตอบตรงประเด็นของคำถามด้วยคำว่า  จงหายเถิด คำว่า หาย  นี้พระองค์ใช้ภาษากรีกคำเดียวกันกับคนโรคเรื้อนคือคำว่า  ชำระให้สะอาด clean, purge,  purify  (ล้างมลทินแล้ว ทำให้ปราศจากตำหนิแล้ว ทำให้สะอาดแล้ว) คำถามของคนโรคเรื้อนตรงกับสิ่งที่พระเยซูได้ตัดสินที่จะเลือกและชื่นชอบ  นั่นคือ  ท่าทีของคนสกปรกที่ต้องการที่จะสะอาด   ในทางตรงกันข้าม   พระเยซูก็ไม่ชื่นชอบท่าทีของคนที่ทำตัวสะอาด แต่ข้างในสกปรก มัทธิว 23:26-27 โอ พวก​ฟาริสี​ตา​บอด จง​ชำระ​ถ้วย​ชาม​ภาย​ใน​เสียก่อน เพื่อ​ข้าง​นอก​จะ​ได้​สะอาด​ด้วย27 “วิบัติ​แก่​เจ้า พวก​ธรรมาจารย์​และ​พวก​ฟาริสี คน​หน้า​ซื่อ​ใจ​คด เพราะ​ว่า​เจ้า​เป็น​เหมือน​อุโมงค์​ฝัง​ศพ​ซึ่ง​ฉาบ​ด้วย​ปูน​ขาว ข้าง​นอก​ดู​งดงาม แต่​ข้าง​ใน​เต็ม​ไป​ด้วย​กระดูก​คน​ตาย และ​สารพัด​โสโครก​  เราจะเห็นว่าพวกฟาริสีถูกตำหนิมากเรื่องความสะอาดของภายในจิตใจและจิตวิญญาณ พระเยซูคริสต์ทรงเตือนสาวกของพระองค์ว่า ระวังเชื้อของพวกฟาริสี เชื้ออะไร เชื้อที่ทำให้ชีวิตเป็นมลทินภายใน…..เพื่อจะบอกกับสาวกของพระองค์ไม่เพียงในยุคสองพันปีที่แล้ว ในยุคของเราเวลานี้ด้วย เราพบกับสิ่งยั่วยวน และยั่วยุที่จะทำให้ชีวิตของเราเป็นมลทินได้ตลอดเวลา

 1.รับการชำระให้สะอาด

12 เมื่อ​พระ​เยซู ทรง​อยู่​ใน​เมือง​หนึ่ง นี่​แน่ะ​มี​คน​เป็น​โรค​เรื้อน​เต็ม​ทั้งตัว เมื่อ​เขา​เห็น​พระ​เยซู​ก็​ซบ​หน้า​ลง​ถึง​ดิน​อ้อน​วอน​ทูล​พระ​องค์​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า เพียงแต่​พระ​องค์​จะ​โปรด​ก็​จะ​ทรง​บันดาล​ให้​ข้า​พระ​องค์​หาย​โรค​ได้” 13 ​พระ​องค์​ทรง​ยื่น​พระ​หัตถ์​ถูกต้อง​เขา​แล้ว​ตรัส​ว่า “เรา​พอใจ​แล้ว จง​หาย​เถิด” ใน​ทันใด​นั้น​โรค​เรื้อน​ของ​เขา​ก็​หาย  ขณะกำลังเตรียมบทเทศนาตอนนี้ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องราวพระเยซูคริสต์ทรงล้างเท้าสาวก แล้วมีบทสนทนาหนึ่งที่น่าสนใจในเวลานั้น ยอห์น 13:8-10 8 ​เปโตร​ทูล​พระ​องค์​ว่า “​พระ​องค์​จะ​ทรง​ล้าง​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ไม่ได้” ​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “ถ้า​เรา​ไม่​ล้าง​ท่าน​แล้ว ท่าน​จะ​มี​ส่วน​ใน​เรา​ไม่ได้”9 ซีโมน​เปโตร​ทูล​พระ​องค์​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า​มิใช่​แต่​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​เท่านั้น แต่​ขอ​ทรง​โปรด​ล้าง​ทั้ง​มือ​และ​ศีรษะ​ด้วย”10 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ผู้​ที่​อาบน้ำ​แล้ว​ไม่​จำเป็นต้อง​ชำระ​กาย​อีก ล้าง​แต่​เท้า​เท่านั้น เพราะ​สะอาด​หมด​ทั้งตัว​แล้ว พวก​ท่าน​ก็​สะอาด​แล้ว​แต่​ไม่ใช่​ทุก​คน”  การล้างเท้าของพระเยซูคริสต์เวลานั้น คือการสอนให้สาวกปรนนิบัติกันและกัน  พระเยซูทรงทำเป็นแบบอย่างเรื่องการอยู่ร่วมกัน  แต่เรื่องของความสะอาดของจิตใจและจิตวิญญาณ  เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของแต่ละคน ที่นี่ เราจะเห็นพระเยซูคริสต์ตรัสถึงยูดาส อิสการิโอท หนึ่งในสาวกสิบสองคนที่ยังไม่สะอาด ทั้งๆที่ยูดาสก็ใช้เวลากับพระเยซูคริสต์เหมือนกับสาวกคนอื่นๆ อะไรทำให้ยูดาสไม่สะอาด  ยอห์น 12:4-6 4 แต่​สาวก​คน​หนึ่ง​ของ​พระ​องค์ ชื่อ​ยูดาส​อิส​คาริโอท (​คือ​คน​ที่​จะ​อายัด​พระ​องค์​ไว้​) พูด​ว่า​5 “เหตุ​ไฉน​จึง​ไม่​ขาย​น้ำ​มัน​นั้น​เป็น​เงิน​สัก​สาม​ร้อย​เดนาริอัน​ แล้ว​แจก​ให้แก่​คน​จน”6 เขา​พูด​อย่าง​นั้น​มิใช่​เพราะ​เขา​เอา​ใจ​ใส่​คน​จน แต่​เพราะ​เขา​เป็น​คน​หัวขโมย คือ​เขา​ได้​ถือ​กล่อง​เ​ก็​บ​เงิน​และ​ได้​ยักยอก​เงิน​ที่​ใส่​ไว้​ใน​นั้น​ไป​ ลูกา 22:48 48 แต่​พระ​เยซู​ตรัส​ถาม​เขา​ว่า “ยูดาส ท่าน​จะ​มอบ​บุตร​มนุษย์​ด้วย​การ​จุบ​หรือ” พระคัมภีร์สองตอนที่กล่าวถึงลักษณะชีวิตของยูดาสเกี่ยวกับคำพูด และการกระทำที่ที่แสดงออก ไม่ตรงกับความเป็นจริงของจิตใจและจิตวิญญาณ แม้ยูดาสจะอยู่กับพระเยซูคริสต์ ฟังคำสอน เห็นการอัศจรรย์ แต่จิตใจและจิตวิญญาณของยูดาสไม่ยอมรับการชำระ จิตใจของยูดาสยังสกปรก ด้วยการกระทำที่ขัดแย้งกับชีวิตภายใน เป็นท่าทีที่พระเยซูไม่ชื่นชอบ  หากเปรียบเทียบกับคนโรคเรื้อน ที่ยอมรับว่าตนเองต้องการรับการชำระให้สะอาด คนโรคเรื้อนไม่ได้ต้องการหายโรคที่ตนเองเป็นอย่างเดียว แต่ต้องการรับการชำระให้สะอาด นั่นหมายถึงความบาปที่เป็นเหตุให้เขาต้องเป็นโรคเรื้อน หนังสือยากอบกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดความป่วยมาจากความบาป ยากอบ5:16  16 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สารภาพ​บาป​ต่อ​กัน​และ​กัน และ​จง​อธิษฐาน​เพื่อ​กัน​และ​กัน เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​พ้น​โรคภัย คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้​ชอบธรรม​นั้น​มี​พลัง​ทำ​ให้​เกิดผล​ ความบาปทำให้เราไม่สะอาด1ยอห์น 1:9  9 ถ้า​เรา​สารภาพ​บาป​ของ​เรา ​พระ​องค์​ทรง​สัตย์​ซื่อ​และ​เที่ยง​ธรรม ​ก็​จะ​ทรง​โปรด​ยก​บาป​ของ​เรา และ​จะ​ทรง​ชำระ​เรา​ให้​พ้น​จาก​การ​อธรรม​ทั้งสิ้น​ คำว่าชำระที่ยอห์น กล่าวตรงนี้ใช้คำที่เกี่ยวกับการชำระให้สะอาด ชีวิตของคนที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….ใส่ใจเรื่องความสะอาดของจิตใจและจิตวิญญาณ ไม่ใช่เราจะไม่เคยพลาด แต่การใส่ใจคือการตรวจสอบและจัดการ ถ้าวันนี้ ความคิดของเรายังไม่สะอาด จงรับการชำระให้สะอาด ความคิดที่ไม่สะอาด ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ เรื่องลามกอย่างเดียว เอเฟซัส 4:31 31 จง​ให้​ใจ​ขม​ขื่น และ​ใจ​ขัด​เคือง และ​ใจ​โกรธ และ​การ​ทะเลาะ​เถียง​กัน และ​การ​พูด​ให้​ร้าย กับ​การ​คิด​ปอง​ร้าย​ทุก​อย่าง​อยู่​ห่างไกล​จาก​ท่าน​เถิด​ กฏของคนโรคเรื้อนจะต้องรักษาไว้ก็คือ การส่งสัญญาณให้คนอื่นต้องอยู่ห่างไกลจากพวกเขา  คนที่มีท่าทีรับการชำระให้สะอาดจะต้องอยู่ห่างไกลจากพฤติกรรมที่ทำให้ตัวเองต้องเป็นมลทิน และเมื่อพลาด ก็ต้องสารภาพบาป และกลับใจใหม่ อยู่ในกระบวนรับการชำระให้สะอาด

2. มีชีวิตที่พิสูจน์ว่าสะอาดแล้ว

14 ​พระ​องค์​จึง​กำชับ​เขา​ไม่ให้​บอก​ผู้ใด และ​ตรัส​ว่า “แต่​จง​ไป​สำแดง​ตัว​แก่​ปุโรหิต และ​ถวาย​เครื่องบูชา​สำหรับ​คน​ที่​หาย​โรค​เรื้อน​แล้ว ตาม​ซึ่ง​โมเสส​ได้​สั่ง​ไว้ เพื่อ​เป็น​หลักฐาน​ต่อ​คน​ทั้ง​หลาย​ว่า​เจ้า​หาย​โรค​แล้ว” ทำไมต้องมีหลักฐานต่อคนทั้งหลายว่าหายโรคแล้ว จุดอ่อนของคนเราคือ คนมักจะจดจำอดีตได้ดีกว่าปัจจุบัน และแม้ว่า คนโรคเรื้อนจะหายดี แต่คนโรคเรื้อนอาจถูกตีตราบาปไปแล้วว่า เคยเป็นโรคเรื้อน ใครจะกล้านั่งร่วมโต๊ะ ใครจะกล้าอยู่ใกล้ แม้เขาจะหายดี แต่เขาอาจจะกลับเข้าสู่สังคมอีกไม่ได้ พระเยซูคริสต์ทรงรักษาคนโรคเรื้อนคนนี้เพื่อให้เขากลับสู่สังคม ใช้ชีวิตตามปกติได้ คนที่ทำหน้าที่ปุโรหิต มีหน้าที่ที่จะต้องนำเครื่องบูชาของคนเป็นโรคเรื้อนถวายแด่พระเจ้า เป็นตัวแทนของคนโรคเรื้อนหายดี เพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้า  และยังเป็นผู้ยืนยันกับคนทั้งหลายว่าคนโรคเรื้อนคนนี้หายดีแล้ว ปุโรหิตต้องเป็นคนแรกที่ได้ใกล้ชิดกับคนโรคเรื้อน ปุโรหิตต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ มิใช่จับผิด หรือกีดกัน อคติ แต่ต้องว่าตามเนื้อผ้า 1เปโตร 2:9 9 แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ชาติ​ที่​พระ​องค์​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว เป็น​พวก​ปุโรหิต​หลวง เป็น​ประชาชาติ​บริสุทธิ์ เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​โดยเฉพาะ เพื่อให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประกาศ​พระ​บารมี​ของ​พระ​องค์ ผู้​ได้​ทรง​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ให้​ออกมา​จาก​ความ​มืด เข้า​ไปสู่​ความ​สว่าง​อัน​มหัศจรรย์​ของ​พระ​องค์ พระคัมภีร์ตอนนี้บอกเราว่า คริสเตียนคือปุโรหิตหลวง มีหน้าที่ต่อคนบาปที่จะช่วยให้คนบาปกลับสู่สังคมของพระเจ้าได้อีกครั้ง ให้เขาเป็นส่วนหนึ่ง มิใช่เป็นส่วนเกิน อะไรคือหลักฐาน นอกจากเนื้อตัวที่สะอาด จิตใจ จิตวิญญาณก็สะอาดด้วย  โคโลสี 3:8-10 8 แต่​บัดนี้ สารพัด​สิ่ง​เหล่า​นี้​ท่าน​จง​เปลื้อง​ทิ้ง​เสีย คือ​ความ​โกรธ ความ​ขัด​เคือง การ​คิด​ปอง​ร้าย การ​พูด​ให้​ร้าย คำพูด​หยาบ​โลน​9 อย่า​พูด​มุสา​ต่อ​กัน เพราะ​ว่า​ท่าน​ได้​ปลด​วิสัย​มนุษย์​เก่า กับ​การ​ปฏิบัติ​ของ​มนุษย์​นั้น​เสีย​แล้ว​10 และ​ได้​สวม​วิสัย​มนุษย์​ใหม่ ที่​กำลัง​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ใหม่​ตาม​พระ​ฉาย​ของ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​สร้าง ให้​รู้จัก​พระ​เจ้า​ หน้าที่ของคริสเตียนในฐานะปุโรหิต นอกจากเป็นผู้มีสิทธิอำนาจแล้ว ยังมีความชัดเจน มองออกว่า แบบไหนคือหายดี หรือยังป่วย เหมือนกับปุโรหิตในยุคโบราณก็คือ การกักบริเวณรอดูอาการ ว่าโรคเรื้อนใช่หรือไม่ เพราะว่าโรคเรื้อนจะมีอาการเพิ่มขึ้น วิสัยมนุษย์เก่าก็เช่นกัน จะมีอาการเพิ่มขึ้น เมื่อพบว่าป่วย ต้องแก้ไข รับการชำระ เมื่อรับการชำระสะอาดแล้ว ต้องพิสูจน์ หลักฐานยืนยัน เพื่อให้ชีวิตที่กลับสู่สภาวะปกติ คือชีวิตที่สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ แต่วิสัยเก่าเป็นชีวิตที่ผิดปกติ เราอยู่ในสังคมที่ทำให้สิ่งผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ มัทธิว 15:18-20 18 แต่​สิ่ง​ที่​ออก​จาก​ปาก​ก็​ออกมา​จาก​ใจ สิ่ง​นั้น​แหละ​ทำ​ให้​มนุษย์​เป็น​มลทิน​19 ความ​คิด​ชั่ว​ร้าย การ​ฆ่า​คน การ​ผิด​ผัว​ผิด​เมีย การ​ล่วง​ประเวณี การ​ลัก​ขโมย การ​เป็น​พยาน​เท็จ การ​ใส่​ร้าย ​ก็​ออกมา​จาก​ใจ​20 สิ่ง​เหล่า​นี้​แหละ​ที่​ทำ​ให้​มนุษย์​เป็น​มลทิน…. ภาพเหล่านี้ในสังคมของเราถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ  คริสเตียนต้องพิสูจน์ว่าเราสะอาดแล้ว ชีวิตของเราต้องสวนกระแสสังคมที่ผิดปกติ  และนำคนอื่นให้เข้าสู่การพิสูจน์ว่าสะอาดแล้ว ชีวิตของคนมากมายกำลังเป็นโรคเรื้อนที่รักษาไม่หาย เชื้อความบาปแพร่ไปเต็มตัว  อาการหนึ่งของคนเป็นโรคเรื้อนคือมีอุณหภูมิของร่างกายสูง ขนาดถือผลแอปเปิ้ลไว้หนึ่งชั่วโมง  ผลแอปเปิ้ลจะมีสภาพเหมือนตากแดดไว้หนึ่งวัน หากเปรียบเทียบกับชีวิตคนบาปที่ไปไม่ถึงการชำระให้สะอาดแล้ว  ชีวิตของคนบาปคนหนึ่งที่เอาผลชีวิตที่ดูสดใสไว้ในกำมือสักหนึ่งชั่วโมง ผลชีวิตนั้นก็จะแห้งเหี่ยว ขาดน้ำเหมือนอยู่ท่ามกลางความร้อนหนึ่งวัน  ไม่น่าประหลาดใจที่คนบางคนไม่สามารถรักษาผลของชีวิตที่สดใสในมือไว้ได้นาน มันก็แห้งเหี่ยวไป เพราะชีวิตยังไม่ยอมรับการชำระให้สะอาด และไม่ได้เข้าสู่การพิสูจน์ว่าสะอาดแล้วอย่างมั่นคงถาวร

อาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2013 (Rev. Guan Cheng)

Passion
ความปรารถนาอันแรงกล้า คือ อารมณ์หรือความรู้สึกที่มีพลัง หรือแรงกระตุ้น  ความรู้สึกแรงกล้า เข้มข้นและมีแรงกระตุ้น  ทนทุกข์หรืออดทนได้ ความปรารถนาอันแรงกล้าเกี่ยวพันกับการเอาจริงเอาจัง และมีความต้องการเพื่อ/เกี่ยวกับบางสิ่ง ความปรารถนาอันแรงกล้าสร้างพลังงานอันยิ่งใหญ่ให้เกิดการจูงใจ ช่วยให้เราอดทนต่อความเจ็บปวดและความยากลำบาก ความปรารถนาอันแรงกล้าเพื่อพระคริสต์ ฮีบรู 12:2 หมาย​เอา​พระ​เยซู​เป็น​ผู้​บุกเบิก​ความ​เชื่อ และ​ผู้​ทรง​ทำ​ให้​ความ​เชื่อ​ของ​เรา​สมบูรณ์ ​พระ​องค์​ได้​ทรง​อดทน​ต่อ​กางเขน เพื่อ​ความ​รื่น​เริง​ยินดี​ที่​ได้​เตรียม​ไว้​สำหรับ​พระ​องค์ ทรง​ถือ​ว่า​ความ​ละอาย​นั้น​ไม่​เป็น​สิ่ง​สำคัญ​และ​พระ​องค์​ได้​ประทับ ณ เบื้อง​ขวา​พระ​ที่​นั่ง​ของ​พระ​เจ้า

ความปรารถนาอันแรงกล้าของอ.เปาโล

เพื่อการประกาศพระกิตติคุณ

ฟิลิปปี 1:15-18 15 ความ​จริง​มี​บาง​คน​ประกาศ​พระ​คริสต์​ด้วย​จิตใจ​ริษยา​และ​ทุ่ม​เถียง​กัน แต่​ก็​มี​คน​อื่น​ที่​ประกาศ​ด้วย​ใจ​หวัง​ดี​16 ฝ่าย​หนึ่ง​ประกาศ​พระ​คริสต์​ด้วย​ใจ​รัก โดย​รู้​แล้ว​ว่า​ทรง​ตั้ง​ข้าพเจ้า​ไว้​ให้​กล่าว​แก้​เพื่อ​ข่าว​ประเสริฐ​นั้น​17 แต่​ฝ่าย​หนึ่ง​ประกาศ​ด้วย​การ​แข่ง​ดี​กัน ไม่ใช่​ด้วย​ใจ​สุจริต จง​ใจ​จะ​เพิ่ม​ความ​ทุกข์​ลำบาก​แก่​ข้าพเจ้า​ใน​การ​ถูก​จำ​จอง18 ถ้า​เช่นนั้น​จะ​แปลก​อะไร แม้​เขา​จะ​ประกาศ​พระ​คริสต์​ด้วย​ประการ​ใด​ก็​ตาม จะ​เป็น​ด้วย​การ​แกล้ง​ทำ​ก็​ดี​หรือ​ด้วย​ใจ​จริง​ก็​ดี แต่​เขา​ก็​ได้​ประกาศ​พระ​คริสต์​ ใน​การ​นี้​ทำ​ให้​ข้าพเจ้า​มี​ความ​ยินดี

ฟิลิปปี 1:21-23  21 เพราะ​ว่า​สำหรับ​ข้าพเจ้า​นั้น การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ​คริสต์​ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำไร​ 22 ถ้า​ข้าพเจ้า​ยัง​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​ใน​ร่างกาย ข้าพเจ้า​ก็​จะ​ทำงาน​ให้​เกิดผล แต่​ข้าพเจ้า​บอก​ไม่ได้​ว่า​จะ​เลือก​ฝ่าย​ไหน​ดี​ 23 ข้าพเจ้า​ลังเล​ใจ​อยู่​ใน​ระหว่าง​สอง​ฝ่าย​นี้ คือ​ว่า ข้าพเจ้า​มี​ความ​ปรารถนา​ที่​จะ​จาก​ไป​เพื่อ​อยู่​กับ​พระ​คริสต์​ ซึ่ง​ประเสริฐ​กว่า​มาก​นัก

เพื่อความเป็นผู้ใหญ่ของผู้เชื่อทุกคน

โคโลสี  1:28-29 28 ​พระ​องค์​นั้น​แหละ​เรา​ประกาศ​อยู่ โดย​เตือนสติ​ทุก​คน​และ​สั่ง​สอน​ทุก​คน​ให้​มี​สติปัญญา​ทุก​อย่าง เพื่อ​จะ​ได้​ถวาย​ทุก​คน​ให้​เป็น​ผู้ใหญ่​แล้ว​ใน​พระ​คริสต์​ 29 เพื่อ​เหตุ​นี้​เอง​ข้าพเจ้า​จึง​ตรากตรำ​ทำงาน​ด้วย​ความ​อุตสาหะ เข้มแข็ง​ด้วย​พลัง​ที่​พระ​องค์​ทรง​ดล​ใจ​ข้าพเจ้า​อยู่

เพื่อความเป็นผู้ใหญ่ของผู้เชื่อทุกคน

กาลาเทีย  4:19 19 ลูก​น้อย​ของ​ข้าพเจ้า​เอ๋ย ข้าพเจ้า​ต้อง​เจ็บปวด​เพราะ​ท่าน​อีก จนกว่า​พระ​คริสต์​จะ​ได้​ทรง​ก่อ​ร่าง​ขึ้น​ใน​ตัว​ท่าน​

เพื่อความรอดของชนชาติของตนเอง

โรม  9:1-3 1 ข้าพเจ้า​พูด​ความ​จริง​ใน​พระ​คริสต์​ ข้าพเจ้า​ไม่ได้​มุสา ใจ​สำนึก​ผิด​ชอบ​ของ​ข้าพเจ้า​เป็น​พยาน​ฝ่าย​ข้าพเจ้า โดย​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​ว่า​ 2 ข้าพเจ้า​มี​ความ​ทุกข์​หนัก​และ​ความ​เจ็บ​ร้อน​ใน​ใจ​เสมอ​มิได้​ขาด​ 3 เพราะ​ถ้า​เป็น​ประโยชน์​ข้าพเจ้า​ปรารถนา​จะ​ให้​ข้าพเจ้า​เอง​ถูก​สาป และ​ถูก​ตัด​ขาด​จาก​พระ​คริสต์​เพราะ​เห็น​แก่​พี่​น้อง​ของ​ข้าพเจ้า คือ​ญาติ​ของ​ข้าพเจ้า​ตาม​เชื้อ​ชาติ​

เพื่อทำให้งานที่พระเยซูมอบหมายสำเร็จ

กิจการ 20:22-24 22 นี่​แน่ะ บัดนี้​พระ​วิญญาณ​พัน​ผูก​ข้าพเจ้า จึง​จำเป็น​จะต้อง​ไป​ยัง​กรุง​เยรูซาเล็ม ไม่​ทราบ​ว่า​จะ​มี​อะไร​เกิด​ขึ้นกับ​ข้าพเจ้า​ที่​นั่น​บ้าง 23 เว้น​ไว้​แต่​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ ทรง​เป็น​พยาน​แก่​ข้าพเจ้า​ใน​ทุก​บ้าน​ทุก​เมือง​ว่า เครื่อง​จำ​จอง​และ​ความ​ยาก​ลำบาก​คอย​ท่า​ข้าพเจ้า​อยู่​ 24 แต่​ข้าพเจ้า​มิได้​ถือ​ว่า ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​เป็น​สิ่ง​มี​ค่า​และ​ประเสริฐ​สำหรับ​ตัว​ข้าพเจ้า แต่​ใน​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​ขอ​ทำ​หน้าที่​ให้​สำเร็จ​ก็​แล้ว​กัน และ​ทำ​การ​ปรนนิบัติ​ที่​ได้รับ​มอบหมาย​จาก​พระ​เยซู​เจ้า คือ​ที่​จะ​เป็น​พยาน​ถึง​ข่าว​ประเสริฐ ซึ่ง​สำแดง​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า​นั้น​

เพื่อติดตามพระเยซูไปทุกทาง

กิจการ 21:10-14 10 ครั้น​เรา​อยู่​ที่​นั่น​หลาย​วัน​แล้ว มี​ชาย​ผู้ทำ​นาย​คน​หนึ่ง​ลง​มา​จาก​แคว้น​ยูเดีย​ชื่อ​อา​กา​บัส11 ครั้น​มาถึง​เรา เขา​ก็​เอา​เครื่อง​คาด​เอว​ของ​เปาโล​ ผูก​มือ​และ​เท้า​ของ​ตน​กล่าว​ว่า “​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘พวก​ยิว​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม จะ​ผูกมัด​คน​ที่​เป็น​เจ้า​ของ​เครื่อง​คาด​เอว​นี้ อย่าง​นี้​มอบ​ไว้​ใน​มือ​ของ​คน​ต่างชาติ’ ”12 ครั้น​เรา​ได้​ยิน​ดังนั้น เรา​กับ​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​อยู่​ที่​นั่น จึง​อ้อน​วอน​เปาโล​มิ​ให้​ขึ้น​ไป​ยัง​กรุง​เยรูซาเล็ม​13 ฝ่าย​เปาโล​ตอบ​ว่า “เหตุ​ไฉน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จึง​ร้องไห้​และ​ทำ​ให้​ข้าพเจ้า​ช้ำ​ใจ ด้วย​ข้าพเจ้า​เต็ม​ใจ​พร้อม​ที่​จะ​ไป​ให้​เขา​ผูกมัด​ไว้​อย่าง​เดียว​ก็​หา​มิได้ แต่​เต็ม​ใจ​พร้อม​ที่​จะ​ตาย​ที่​กรุง​เยรูซาเล็ม​ด้วย เพราะ​เห็น​แก่​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า”14 เมื่อ​ท่าน​ไม่​ยอม​ฟัง​ตาม​คำ​ชักชวน เรา​ก็​หยุด​พูด​และ​กล่าว​ว่า “ขอ​ให้​เป็นไป​ตาม​พระ​ทัย​พระ​เจ้า​เถิด”

ความปรารถนาอันแรงกล้าของตัวข้าพเจ้าเอง

บิลลี่ เกรแฮม , 1965

มีคริสเตียนมากมายในคริสตจักรที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่จุดที่พวกเขาปฏิเสธสถาบันที่เราเรียกว่า คริสตจักร พวกเขากำลังเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนรูปแบบการนมัสการให้ง่ายขึ้น พวกเขาหิวกระหายประสบการณ์ส่วนตัวและให้ความสำคัญกับพระเยซูคริสต์ พวกเขาต้องการหัวใจที่อบอุ่นกับความเชื่อส่วนตัว นอกจากคริสตจักรจะรื้อฟื้นคำเทศนาตามหลักพระคัมภีร์อันทรงสิทธิอำนาจอย่างรวดเร็วแล้ว เรายังได้เห็นภาพที่น่าตื่นเต้นของคริสเตียนนับล้านที่ออกจากคริสตจักรไปค้นหาอาหารฝ่ายวิญญาณ

ริค จอยเนอร์ , 2000

การปฏิวัติกำลังเกิดขึ้นในศาสนาคริสต์  และจะลดความสำคัญของการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่…ในคริสตจักร (ในสังคม)….โครงสร้างปัจจุบันและองค์กรคริสตจักรจะหายไป และวิถีที่โลกนี้นิยามศาสนาคริสต์จะถูกเปลี่ยนไปครั้งใหญ่…ผู้นำในอนาคต..ในขณะนี้ได้รับนิมิตของการฟื้นฟูศาสนาคริสต์ตามพระคัมภีร์ใหม่อย่างมากมาย….พระเจ้าจะนำประชากรของพระองค์ไปสู่ถุงหนังใหม่…ที่สามารถรองรับสิ่งที่จะทำให้แตกหักบนโลกนี้ได้…เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ (สิ่งที่รองรับการแตกหัก)…เต็มใจที่จะสละความมั่นคงของสิ่งที่รู้จัก…เต็มใจที่จะเสี่ยงกับทุกสิ่งที่กำลังแสวงหา….

แก่นของความปรารถนาอันแรงกล้าของอ.เปาโล คือ พระคริสต์

อาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….กับชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม”

เซ็ง เป็นคำที่ถูกบัญญัติศัพท์ในพจนานุกรมไทยแปลว่า เบื่อ ระอา เหนื่อยหน่าย (หมดความพอใจกับชีวิต)  วันๆพบกับความซ้ำซากของชีวิต คุณเคยรู้สึกหรือไม่ ข้าพเจ้าเคยรู้สึก โดยเฉพาะเวลารู้สึกว่า ไม่สามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนเองได้ เหมือนต้องยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ เซ็ง และเหนื่อยหน่าย เวลาที่ผ่านไปเป็นความทุกข์มากกว่าความสุข สิ่งที่ต้องการคือ ไม่อยากเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป อะไรที่เราไม่อยากให้เป็นเหมือนเดิม คนอื่นหรือตัวเรา เรามักอยากให้คนอื่นเปลี่ยน แต่เราไม่ยอมเปลี่ยน โรม12:2 2 อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้ แต่​จง​รับ​การ​เปลี่ยนแปลง​จิตใจ แล้ว​อุปนิสัย​ของ​ท่าน​จึง​จะ​เปลี่ยน​ใหม่ เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ทราบ​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า จะ​ได้​รู้​ว่า​อะไร​ดี อะไร​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​และ​อะไร​ดี​ยอด​เยี่ยม ชีวิตต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายที่ดีที่สุดคือเป้าหมายที่มาจากสติปัญญา ปัญหาของมนุษย์ก็คือ มนุษย์ไม่รู้ว่า อะไรคือปัญญาที่แท้จริง1โครินธ์ 1:25 25 เพราะ​ความ​เขลา​ของ​พระ​เจ้า​ยัง​มี​ปัญญา​ยิ่ง​กว่า​ปัญญา​ของ​มนุษย์ และ​ความ​อ่อนแอ​ของ​พระ​เจ้า​ก็​ยัง​เข้มแข็ง​ยิ่ง​กว่า​กำลัง​ของ​มนุษย์ พระคัมภีร์บอกเราว่า มนุษย์ต้องพึ่งพระปัญญาที่มาจากพระเจ้า โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และพระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสด็จเข้ามาในโลกนี้ นอกจากจะตายไถ่บาปเราแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นอยู่เพื่อให้เราได้พบกับพระปัญญาของพระองค์ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมในพระเยซูคริสต์ได้เปลี่ยนผู้คนมากมายมานับสองพันปี นี่เป็นงานของพระเยซูคริสต์เจ้าที่ทรงอยู่ด้วยกับผู้เชื่อตลอดเวลา  ชีวิตที่พบพระเยซูคริสต์เจ้าแล้วไม่เหมือนเดิมอีกต่ไปเริ่มต้นในพระคัมภีร์ลูกา 5:1-11 1 ครั้ง​เมื่อ​ประชาชน​กำลัง​เบียดเสียด​พระ​องค์​เพื่อ​ฟัง​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า ​พระ​องค์​ทรง​ยืน​อยู่​ที่​ฝั่ง​ทะเลสาบ​เยนเน​ซาเรท​2 และ​พระ​องค์​ทรง​เห็น​เรือ​สอง​ลำ​จอด​อยู่​ริม​ฝั่ง​ทะเลสาบ​นั้น แต่​ชาวประมง​ขึ้น​จาก​เรือ​แล้ว​กำลัง​ซัก​อวน​อยู่​3 ​พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ลง​เรือ​ลำ​หนึ่ง เป็น​เรือ​ของ​ซีโมน ทรง​ขอ​ให้​เขา​ถอย​ไป​จาก​ฝั่ง​หน่อย​หนึ่ง แล้ว​พระ​องค์​ทรง​นั่ง​ลง​สอน​ประชาชน​จาก​เรือ​นั้น4 เมื่อ​พระ​องค์​ตรัส​สอน​เสร็จ​แล้ว จึง​ตรัส​แก่​ซีโมน​ว่า “จง​ถอย​ออกไป​ที่​น้ำ​ลึก หย่อน​อวน​ลง​จับ​ปลา”5 ซีโมน​ทูล​ตอบ​ว่า “​พระ​อาจารย์​เจ้า​ข้า ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย​ทอด​อวน​คืน​ยัง​รุ่ง​ไม่ได้​อะไร​เลย แต่​ข้า​พระ​องค์​จะ​หย่อน​อวน​ลง​ตาม​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์”6 เมื่อ​เขา​หย่อน​ลง​แล้ว​ก็​ล้อม​ปลา​ไว้​เป็น​อัน​มาก จน​อวน​ของ​เขา​กำลัง​ปริ​7 เขา​จึง​ทำ​สำคัญ​แก่​เพื่อน​ที่​อยู่​ใน​เรือ​อีก​ลำ​หนึ่ง​ให้​มา​ช่วย เขา​ก็​มา​ช่วย แล้ว​ได้​ปลา​เต็ม​เรือ​ทั้ง​สอง​ลำ จน​เรือ​เพียบ​8 ฝ่าย​ซีโมน​เปโตร​เมื่อ​เห็น​ดังนั้น ​ก็​กราบ​ลง​ที่​พระ​ชานุ​ของ​พระ​เยซู​ทูล​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ขอ​เสด็จ​ไป​ให้​ห่าง​จาก​ข้า​พระ​องค์​เถิด เพราะ​ว่า​ข้า​พระ​องค์​เป็น​คน​บาป”9 เพราะ​ว่า​เขา​กับ​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​อยู่​ด้วย​กัน​ประหลาด​ใจ​ด้วย​ปลา​เป็น​อัน​มาก​ที่​เขา​จับ​ได้​นั้น​10 ​ยากอบ​และ​ยอห์น​บุตร​ของ​เศเบ​ดี​ผู้ร่วมงาน​กับ​ซีโมน ​ก็​ประหลาด​ใจ​เหมือน​กัน ​พระ​เยซู​ตรัส​แก่​ซีโมน​ว่า “อย่า​กลัว​เลย ตั้งแต่​นี้​ไป​ท่าน​จะ​เป็น​ผู้​จับ​คน”11 เมื่อ​เขา​นำ​เรือ​มาถึง​ฝั่ง​แล้ว เขา​ก็​สละ​สิ่ง​สารพัด​ทิ้ง ตาม​พระ​องค์​ไป​  บรรยากาศการเบียดเสียดของประชาชน ทำให้บางคนได้ใกล้ชิดพระเยซูเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถมองเห็นพระเยซูได้ และอาจทำให้สั่งสอนไม่สามารถกระทำได้ ตามธรรมเนียมการเรียนธรรมบัญญัติของคนยิวตั้งแต่สมัยของโมเสสจนถึงกามาลิเอล (อาจารย์ของอาจารย์เปาโล)  คนที่จะสอนจะอยู่ในท่าของการนั่ง และจะนั่งในที่ที่เด่นที่สุด ในฐานะเจ้านายหรือครูของสถานที่นั้น เพื่อทุกคนจะมองเห็นคนสอน และคนฟังหรือศิษย์จะอยู่ในท่ายืน ซึ่งต่างจากที่นี่ คนฟังนั่ง คนสอนยืน บรรยากาศ ​เมื่อ​ประชาชน​กำลัง​เบียดเสียด​พระ​องค์​เพื่อ​ฟัง​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า ​พระ​องค์​ทรง​ยืน​อยู่​ที่​ฝั่ง​ทะเลสาบ​เยนเน​ซาเรท พระเยซูยังเริ่มสอนไม่ได้  หากเรามองชีวิตของคริสเตียนในยุคของเรา อาจเกิดบรรยากาศเหมือนกับประชาชนที่กำลังเบียดเสียดเพื่อต้องการฟังพระวจนะของพระเจ้า แต่ไม่ได้ยิน เพราะพระเยซูสอนไม่ได้ การเบียดเสียดก็เป็นเหมือนกับการไม่ยอมให้พระเยซูอยู่ในที่ที่จะสอนได้  มีคริสเตียนไม่น้อยที่แสดงความอยากได้ยินพระเจ้าตรัส  อยากรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ไม่ยอมให้พระเยซูอยู่ในฐานะความเป็นเจ้านายหรือครู (Master or Teacher) และไม่ยอมให้โอกาสพระเยซูสอนสักที  เหมือนกับ เวลาคริสเตียนอธิษฐาน ก็คือการสนทนากับพระเจ้า แต่เรามักจะอธิษฐานแบบขอ แล้วก็ขอ ขอจนหมดเรื่องจะขอ เราก็ไป พอพระเจ้าจะตรัส  เราก็ไม่เคยเปิดโอกาสที่ฟังพระเจ้าพูด  ยากอบ1:19 19 ดูก่อน​พี่​น้อง​ที่​รัก​ของ​ข้าพเจ้า จง​ทราบ​ข้อ​นี้ จง​ให้​ทุก​คน​ไว​ใน​การ​ฟัง ช้า​ใน​การ​พูด ช้า​ใน​การ​โกรธ พระคัมภีร์ตอนนี้ไม่เพียงนำมาใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ แต่สำหรับชีวิตของเรากับพระเจ้าด้วย เราจะรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า และรู้ว่าอะไรดี อะไรดียอดเยี่ยมได้ก็ต่อเมื่อเราฟังพระเจ้าตรัส แต่มีคริสเตียนน้อยคนนักที่จะฟังพระเจ้าตรัส ส่วนใหญ่เรามักจะให้พระเจ้าฟังเราพูด สิ่งที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งก็คือ หนังสือยากอบได้เอาเรื่องการพูดกับการโกรธมาอยู่ด้วยกัน และกำชับว่า ให้ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ เพราะเมื่อคนโกรธจะไม่ช้าในการพูด แต่จะโพล่งออกมา ความโกรธก็เช่นกัน  เมื่อโกรธก็มีแต่จะพลุ่งพล่าน  สุภาษิต 14:29 29 บุคคล​ที่​โกรธ​ช้า​ก็​มี​ความ​เข้าใจ​มาก แต่​บุคคล​ที่​โมโห​เร็ว​ก็​ยก​ย่อง​ความ​โง่ ลักษณะอารมณ์อย่างนี้ ย่อมไม่มีกะใจที่อยากจะรับฟังพระวจนะของพระเจ้า หรือไม่มีที่ว่างที่พระเยซูจะเป็นเจ้านายหรือครูที่จะสอนได้ เราจะเห็นพระเยซูพยายามมองหาช่องทางที่จะสอน ในขณะที่พระองค์ถูกประชาชนเบียดจนจนติดทะเล จนพระองค์ต้องมองหาช่องทางด้วยพระองค์เอง  ​2 และ​พระ​องค์​ทรง​เห็น​เรือ​สอง​ลำ​จอด​อยู่​ริม​ฝั่ง​ทะเลสาบ​นั้น แต่​ชาวประมง​ขึ้น​จาก​เรือ​แล้ว​กำลัง​ซัก​อวน​อยู่​3 ​พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ลง​เรือ​ลำ​หนึ่ง เป็น​เรือ​ของ​ซีโมน ทรง​ขอ​ให้​เขา​ถอย​ไป​จาก​ฝั่ง​หน่อย​หนึ่ง แล้ว​พระ​องค์​ทรง​นั่ง​ลง​สอน​ประชาชน​จาก​เรือ​นั้น คำว่าแต่ชาวประมงขึ้นจากเรือแล้ว กำลังซักอวนอยู่ คือสิ่งที่บอกให้รู้ว่า ชาวประมงเหล่านี้กำลังมีภารกิจของตนเอง และก็เหนื่อยมาทั้งคืน แทบไม่อยากจะรับภารกิจของใคร พวกเราเพิ่งกลับจากคริสตจักรทัศนาจร เราได้ไปตกปลาหมึกกับเรือเจ็ดลำ แต่เบื้องหลังการติดต่อเรือเพื่อนำเราออกทะเลนั้นไม่ง่าย ข้าพเจ้าเป็นคนไปติดต่อกับชาวประมงชุดแรก ได้รับคำปฏิเสธว่า ไม่มีใครเขาอยากรับนักท่องเที่ยวในเวลานี้เพราะว่า นี่คือหน้าปลาหมึกมารวมตัวกันเป็นฝูง ชาวประมงจะมีรายได้งามตอนนี้ กะแค่ค่าเรือพานักท่องเที่ยวออกไปลำละ 1500 กับรายได้นับหมื่น เขาปฏิเสธเรา แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ไม่อยากให้พี่น้องเสียความตั้งใจ  ระหว่างที่ขับรถกลับมาที่รีสอร์ท ข้าพเจ้าตั้งใจจะไปที่บ้านพักชาวประมงคนอื่น เผื่อจะหาชาวประมงคนใหม่เพื่อขอให้เขาออกเรือให้เราให้ได้ พอดีสายตาเหลือบไปมองเห็นชาวประมงคนหนึ่งกำลังตากปลา ข้าพเจ้ารีบไปเขาทันที และก็ขอบคุณพระเจ้าที่เขาตอบรับแล้วยังเป็นคนที่มีอิทธิพลกับเรือลำอื่นๆ เราจึงได้เรือมาเจ็ดลำ ในคืนนั้น แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้ก็คือ ระหว่างที่ชาวประมงนอนพักตอนกลางวัน โทรศัพท์เท่าไร ก็ไม่รับสาย เพราะเขาใช้เวลาทั้งคืนในทะเล พอขึ้นฝั่งก็จะพักเอาแรง เพื่อคืนต่อไป นี่เป็นภาพที่เราสามารถมองย้อนยุคกลับไปในอดีตสมัยพระเยซูคริสต์เจ้า กับบรรยายของพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า แต่​ชาวประมง​ขึ้น​จาก​เรือ​แล้ว​กำลัง​ซัก​อวน​อยู่​ 3 ​พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ลง​เรือ​ลำ​หนึ่ง เป็น​เรือ​ของ​ซีโมน ทรง​ขอ​ให้​เขา​ถอย​ไป​จาก​ฝั่ง​หน่อย​หนึ่ง…  พระเยซูทรงแสดงความต้องการที่จะใช้เรือให้ได้  โดยการขอให้ชาวประมงถอยเรือที่จอดทอดสมอเรียบร้อยแล้ว แน่นอน ต้องทิ้งงานที่กำลังทำ  ต้องชักสมอขึ้นและทิ้งสมอใหม่เพื่อให้เรืออยู่นิ่ง ขณะที่คลื่นก็จะทำให้เรือขยับ พระเยซูจะต้องขยับตามหรือชาวประมงเจ้าของเรือต้องประคองเรือไปด้วย นี่เป็นงานใหม่ที่รู้สึกว่าต้องทำให้ฟรีๆ  เราคิดว่าถ้าเราเป็นชาวประมงที่ถูกพระเยซูขอ ในขณะที่เราเหนื่อย เราอ่อนล้า เราอยากจะพัก เราจะรู้สึกอย่างไร บางคนอาจนึกในใจว่า ให้ได้แต่พระเยซู แต่คนอื่นไม่มีทาง ซึ่งเรามักจะเห็นอากัปกิริยาของคนไม่น้อยที่มักจะตอบสนองการขอให้กับคนที่ตนเองคุ้นเคย รู้จัก คนกันเอง แต่คนแปลกหน้าไม่ใช่  ฮีบรู 13:2 2 อย่า​ละเลย​ที่​จะ​ต้อนรับ​แขก​แปลก​หน้า เพราะ​ว่า​โดย​การ​กระทำ​เช่นนั้น บาง​คน​ก็​ได้​ต้อนรับ​ทูตสวรรค์​โดย​ไม่​รู้ตัว ข้าพเจ้าเดาว่า ความรู้สึกของเจ้าของเรือครั้งแรก อาจอิดออด แต่พระเยซูก็ไม่ลดละ พระองค์ขอด้วยแสดงความปรารถนา ในฉบับคิงส์เจมใช้คำว่า Pray อธิษฐานขอกับเจ้าของเรือ เหมือนพูดกับพระเจ้า ขอให้เขาถอยเรือออกจากฝั่งหน่อยหนึ่ง….แล้ว​พระ​องค์​ทรง​นั่ง​ลง​สอน​ประชาชน​จาก​เรือ​นั้น พระเยซูอาจกำลังขอให้เราบางคนที่นี่ ช่วยถอยออกอีกหน่อยหนึ่ง เหมือนกับเวลาเราขับรถมาประจัญหน้ากันในซอยเล็ก ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย ทำให้ชาวบ้านรถติดกัน  ข้าพเจ้าได้ดูรายการนาทีฉุกเฉิน มีผู้ชายคนหนึ่งขับรถมาเจอรถติด เพราะข้างหน้ามีวัยรุ่นตีกัน ไม่ยอมเลิก ผู้ชายคนนี้ลงจากรถพร้อมกับปืน เดินไปยิงไปในกลุ่มวัยรุ่นแตกกระเจิง รถที่จอดติดอยู่จะถอยก็ไม่ได้ เพราะรถของผู้ชายคนที่ถือปืนขวางอยู่ นอกจากยิงเข้าไปในกลุ่มวัยรุ่นแล้ว ยังยิงมั่วไปหมด จนคนบนรถบรรทุกที่เป็นพวกจัดโต๊ะจีนตายหนึ่งคน ภาพนี้ชัดเจนในเรื่องของการไม่ยอมถอยออกอีกหน่อยหนึ่งในชีวิตของเรา พระเยซูคริสต์ก็จะมีที่นั่งลงและเตือนสติของพวกเราได้ อย่าให้ชีวิตเราเป็นคนที่ถอยไม่ได้ ภาษาอังกฤษมีคำที่ใช้ในสนามรบ คือคำว่า retreat แปลว่า ถอยเพื่อพักรบ ทหารจะหยุดรบ เพื่อพัก และคำนี้ได้ถูกนำมาใช้กับการจัดแคมป์รีทรีต การพักผ่อน เหมือนกับคริสตจักรทัศนาจรที่เราไปเพื่อรีทรีต เป็นยังไงพี่น้อง พักรบแล้ว รู้สึกดีขึ้นใช่ไม๊ รีทรีตทำให้เราได้เฝ้าเดี่ยว ฟังพระเจ้า ฟังธรรมชาติ ฟังคนอื่นๆรอบข้าง หรืออย่างคนยิวคืออยู่ในท่ายืนเพื่อรับคำสั่ง บางคนว่า ท่านั่งคือท่าพักผ่อน  แต่มีรายงานวิจัยเกี่ยวกับสรีระของร่างกายมนุษย์อันหนึ่งที่น่าสนใจ นักวิชาการบอกเราว่าดูเหมือนสรีระร่างกายของมนุษย์ ถูกออกแบบมาให้ท่ายืนเป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพ ถ้าจะเปรียบเทียบสัดส่วนของเวลาของการอยู่ในท่าต่างๆของร่างกาย นอนมากก็ไม่ดี นั่งมากก็ไม่ดี ยืนมากก็ไม่ดี แต่ท่ายืนดูจะสามารถทำได้มากกว่าท่าใดๆและให้สุขภาพที่ดีที่สุดต่อร่างกาย ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับผลการวิจัยนี้ และกับยืนฟังคำสอนก็เป็นสิ่งที่ดีในยุคนั้น แต่ข้าพเจ้าไม่ได้บอกให้พี่น้องยืนฟังเทศน์ในวันนี้ เพราะเรายืนนมัสการพระเจ้าไปแล้วเกือบชั่วโมง  แต่ข้าพเจ้ากำลังให้พี่น้องได้เห็นท่าทีของคนยิวในยุคพระเยซูคริสต์ที่ทุกคนกำลังยืนฟังเพื่อฟังพระวนจะของพระเจ้าจากพระเยซูคริสต์ และ ซีโมนกับแอนดรูว์ก็ต้องยืนบนเรือเพื่อฟังการสั่งสอนของพระเยซู เขาต้องหยุดภารกิจของตนเองเพื่อปรนนิบัติประชาชนร่วมกับพระเยซู เป็นท่าทีที่แสดงเจตนาความต้องการที่จะฟังคำสอนจากพระเยซู ในฐานะที่พระองค์เป็นครูและเป็นเจ้านาย จงนิ่งและ ไวในการฟัง  การฝึกที่จะรอรับคำสอนเป็นวิถีของคนฉลาด สุภาษิต18:15 15 ใจ​ที่​มี​ความ​คิด​ย่อม​หา​ความ​รู้ และ​หู​ของ​ปราชญ์​แสวง​ความ​รู้  และนี่คือผลของการอยู่ในท่าทีของการยอมรับคำสอน นำมาซึ่งการเชื่อฟังและพระพรแห่งการเชื่อฟังที่ตามมา  4 เมื่อ​พระ​องค์​ตรัส​สอน​เสร็จ​แล้ว จึง​ตรัส​แก่​ซีโมน​ว่า “จง​ถอย​ออกไป​ที่​น้ำ​ลึก หย่อน​อวน​ลง​จับ​ปลา” เรารู้ว่า บทสนทนาเริ่มต้นที่ตรงนี้ ซีโมนและน้องชายจับปลามาทั้งคืนไม่ได้ สักกะตัว นี่คือประสบการณ์ที่ล้มเหลวของชาวประมงที่คิดว่าตนเองรู้ดีกว่าพระเยซู แต่เขาหารู้เจตนาของพระเยซูไม่ ว่าพระองค์ต้องการจ่ายค่าจ้างการให้พระองค์ยืมใช้เรือ พระเยซูไม่เคยใช้ใครฟรีๆ แม้ผู้ฟังอย่างซีโมนจะมีเหตุผลของตัวเขาที่เชื่อถือได้จากประสบการณ์สดๆร้อนๆ แต่ท่าทีแห่งการรับคำสอนนำมาซึ่งการเชื่อฟังและทำตาม  5 ซีโมน​ทูล​ตอบ​ว่า “​พระ​อาจารย์​เจ้า​ข้า ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย​ทอด​อวน​คืน​ยัง​รุ่ง​ไม่ได้​อะไร​เลย แต่​ข้า​พระ​องค์​จะ​หย่อน​อวน​ลง​ตาม​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์”6 เมื่อ​เขา​หย่อน​ลง​แล้ว​ก็​ล้อม​ปลา​ไว้​เป็น​อัน​มาก จน​อวน​ของ​เขา​กำลัง​ปริ​7 เขา​จึง​ทำ​สำคัญ​แก่​เพื่อน​ที่​อยู่​ใน​เรือ​อีก​ลำ​หนึ่ง​ให้​มา​ช่วย เขา​ก็​มา​ช่วย แล้ว​ได้​ปลา​เต็ม​เรือ​ทั้ง​สอง​ลำ จน​เรือ​เพียบ ปลาที่เต็มเรือ ในยุคของเรา มูลค่าน่าจะเป็นแสน ซีโมนและน้องชาย และเรืออีกลำที่มาช่วย น่าจะรวยแน่คราวนี้  ขนาดปลาหมึกที่ชาวประมงชุดแรกที่ปฏิเสธข้าพเจ้าที่ปราณบุรี เขาบอกว่าเขาได้ร้อยกกว่ากิโล ยังไม่เต็มลำเรือ ก็ประมาณหมื่นกว่าบาท แล้วปลาที่พระเยซูให้ซีโมนและพรรคพวกจับได้จะขนาดไหน ​ได้​ปลา​เต็ม​เรือ​ทั้ง​สอง​ลำ จน​เรือ​เพียบ ภาษาที่ใช้ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า เรือเกือบจะจม หรือปริ่มน้ำ นี่คือค่าจ้างของการให้พระเยซูใช้เรือและเชื่อฟังและทำตาม ร่วมรับใช้กับพระองค์  ท่าทีอีกอย่างที่คนยิวก็ไม่ต่างจากคนไทยคือกลัวการเข้าใกล้พระเจ้า 8 ฝ่าย​ซีโมน​เปโตร​เมื่อ​เห็น​ดังนั้น ​ก็​กราบ​ลง​ที่​พระ​ชานุ​ของ​พระ​เยซู​ทูล​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ขอ​เสด็จ​ไป​ให้​ห่าง​จาก​ข้า​พระ​องค์​เถิด เพราะ​ว่า​ข้า​พระ​องค์​เป็น​คน​บาป ในขณะที่พระเยซูคริสต์เข้าใกล้ซีโมนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และนี่เป็นบทเรียนสำหรับเราทั้งหลายในวันนี้ดังนี้

1.ยิ่งใกล้พระเยซู ยิ่งเปลี่ยนชะตาชีวิต ลูกา 5:8,10

8 ฝ่าย​ซีโมน​เปโตร​เมื่อ​เห็น​ดังนั้น ​ก็​กราบ​ลง​ที่​พระ​ชานุ​ของ​พระ​เยซู​ทูล​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ขอ​เสด็จ​ไป​ให้​ห่าง​จาก​ข้า​พระ​องค์​เถิด เพราะ​ว่า​ข้า​พระ​องค์​เป็น​คน​บาป……พระเยซูตรัสแก่ซีโมนว่า “อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน” แท้จริง ซีโมนก็คือเปโตร ซึ่งต่อมาก็คือหนึ่งในอัครสาวกของพระเยซู หากเราย้อนกลับไปเมื่อขณะพระเยซูคริสต์กำลังสั่งสอนประชาชนและซีโมนเปโตรก็ได้ยินคำสั่งสอนเหมือนกับประชาชนคนอื่นๆ เปโตรไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็นคนบาป จนเมื่อเปโตรได้ใกล้ชิดพระเยซูในเรือของตนเอง หรือเรียกอีกแบบก็คือ พระเยซูอยู่ในเรือของเปโตร ในอาชีพของเปโตร สิ่งที่เปโตรถนัด แต่เปโตรได้ทำตามสิ่งที่พระเยซูบอก และเมื่อเกิดผลเกินจากความเป็นชาวประมงอย่างเปโตรตลอดชีวิตการเป็นชาวประมงที่ไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน เปโตรตระหนักเลยว่า เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่เกินมนุษย์ทำ เปโตรตระหนักว่าตนเองเป็นคนบาป ท่าทีที่เปโตรแสดงต่อพระเยซู คือท่าทีที่แสดงต่อพระเจ้า การคุกเข่าลงกราบที่ตักของพระเยซู คิดว่า พระเยซูกำลังนั่งอยู่ในท่าของเจ้านายหรือครูในขณะออกคำสั่งให้จับปลา ก่อนหน้านี้เปโตรเชื่อฟังและทำตามในฐานะที่พระเยซูเป็นรับบี อาจารย์ เพราะตอนที่เปโตรทักท้วงเรื่องการออกเรือจับปลา เปโตรเรียกพระเยซูว่าพระอาจารย์ แต่ตอนนี้เปโตรเรียกพระเยซูว่า kurios แปลว่า ผู้มีอำนาจสูงสุด ผู้ควบคุมสรรพสิ่ง เจ้านาย เปโตรยอมรับว่าตนเองนั้นเป็นคนบาป ยอมรับพระเยซูเป็นเจ้านาย แต่เปโตรกลับไม่อยากให้พระเยซูอยู่ใกล้ เปโตรขอให้พระเยซูถอยห่างออกไปจากชีวิตของเขา คาดเดาว่า ความรู้สึกของเปโตร เขาไม่คาดคิดว่า ตนเองจะสามารถได้ใกล้ชิดกับพระเยซูขนาดนี้ และไม่คาคคิดว่า ชีวิตคนบาปอย่างเขาจะมีอะไรที่ดีกว่าที่เป็นอยู่  บางทีคนเราก็คิดกับตนเองเท่าที่ตนเองเป็นอยู่ ไม่กล้าคิดมากไปกว่านั้น เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตของตนเองเป็นอย่างไร บางคนคิดมากก็จินตนาการอนาคตตนเองแย่กว่าที่เป็นอยู่ บางคนก็คิดว่าตนเองจะอยู่ในสภาพอย่างปัจจุบันตลอดไป น้อยคนนักที่คิดว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ แต่ข้าพเจ้าอยากถามพวกเราว่า วันนี้ของเราดีกว่าเมื่อวานหรือไม่ …..มีใครแย่กว่าอดีต ถ้ามี ต้องมาเจอกันหลังไมค์ แสดงว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติในชีวิตการเป็นคริสเตียน  คนเรามักคิดว่า ดีขึ้นหมายถึงร่ำรวยขึ้น แต่ความหมายคำว่า ดีขึ้น หมายถึงความเชื่อของเราดีขึ้น จิตใจความคิดและอารมณ์ของเราดีขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่งเป็นผลพลอยได้ ที่พระเจ้าอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เกิดขึ้นกับเรา ในเวลาอันเหมาะสม ตามความคิดอันรอบคอบของพระองค์ที่เห็นว่าดีสำหรับเราแต่ละคน ยิ่งเรารู้จักพระเยซู….ยิ่งรู้จักชะตาชีวิตของเรา ทำให้เรามองเห็นพระคุณของพระเจ้าในชีวิตของเราซึ่งไม่ได้มาจากความสามารถของตัวเราเองอีกต่อไป แต่พระเยซูคริสต์เจ้าจะทำให้เราเป็นอย่างที่เหมาะสมกับเราที่สุด เหมือนกับเปโตรที่โดยการจับปลาเต็มลำเรือจากการได้ใกล้ชิดพระเยซู ไม่ใช่ความสามารถอย่างชาวประมงเลย แค่ เริ่มต้นของความได้ใกล้ชิดเพียงเวลาหนึ่ง เปโตรสำนึกว่าอาชีพประมงของเขาตลอดทั้งชีวิตเทียบไม่เท่ากับการได้ใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ที่พบกับแว๊บเดียว และเป็นจุดเริ่มต้นของการได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง  ความถ่อมใจเกิดขึ้น และอะไรต่อ….พระเยซูได้สานต่อความรู้สึกตระหนักคิดของเปโตรมิให้สูญเปล่า นั่นคือ  พระเยซูตรัสแก่ซีโมนว่า “อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน” นี่คือการเรียกให้เปโตรติดตามพระองค์ ใกล้ชิดพระองค์มากยิ่งขึ้น พระเยซูทรงปลอบใจและให้กำลังใจแก่เปโตรว่า อย่ากลัวเลย เพราะเปโตรตระหนักคิดว่าตนเองต้องเจอการตัดสิน หรือการเปิดเผยบาปในชีวิตของเขาแน่นอน  ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ไปร่วมงานฟื้นฟูหนึ่ง มีนักเทศน์ที่มีของประทานในการเผยพระวจนะ คือ เขาสามารถพูดสิ่งที่คนในที่ประชุมไปทำอะไรมาได้อย่างแม่นยำ และนักเทศน์คนนี้ก็เล่าอดีตของเขาก่อนที่จะมาเป็นนักเทศน์ว่า เขาเคยไปงานฟื้นฟูของผู้รับใช้ที่มีของประทานการเผยพระวจนะ เขาเลือกที่จะนั่งท้ายสุดของห้องเพื่อนักเทศน์จะมองไม่เห็นเขา แต่นักเทศน์กลับเรียกเขาจากมุมที่เขาหลบอยู่ให้ออกมาหน้าเวที เขากลัวและรู้ว่านี่มาจากพระเจ้าแน่ๆ เพราะนักเทศน์ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ทำไมจึงรู้ว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้น นี่คือความรู้สึกของความกลัวที่ตระหนักรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่มาจากมนุษย์ แต่มาจากพระเจ้า เช่นเดียวกัน เปโตรก็กำลังมีความรู้สึกอย่างเดียวกัน พระเยซูตรัสแก่ซีโมนว่า “อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน” เป็นทั้งประโยคของการปลอบใจแล้ว ยังบอกถึงอนาคตของเปโตรว่า เขาจะไม่เป็นชาวประมงอยู่อย่างนี้ตลอดไป  มีใครในที่ประชุมที่ไม่อยากจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป เราอยากให้พระเยซูเปลี่ยนชะตาชีวิตของเราหรือไม่ จงติดตามพระเยซูอย่างใกล้ชิด  ยิ่งใกล้พระองค์ … ชีวิตยิ่งเปลี่ยนแปลง  เราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และอย่าปล่อยให้ชีวิตเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปด้วย แต่จงให้สิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นทุกๆวันในชีวิตของเรา อย่างอ.เปาโลได้กล่าวไว้ว่า  ฟิลิปปี3:12-15 12 มิใช่​ว่า​ข้าพเจ้า​ได้​แล้ว หรือ​สำเร็จ​แล้ว แต่​ข้าพเจ้า​กำลัง​บาก​บั่น​มุ่ง​ไป เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​ฉวย​เอาไว้​เป็น​ของ​ตน อย่าง​ที่​พระ​เยซู​คริสต์​ได้​ทรง​ฉวย​ข้าพเจ้า​ไว้​เป็น​ของ​พระ​องค์​แล้ว​ 13 ดูก่อน​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ข้าพเจ้า​ไม่​ถือ​ว่า​ข้าพเจ้า​ได้​ฉวย​ไว้​ได้​แล้ว แต่​ข้าพเจ้า​ทำ​อย่าง​หนึ่ง คือ​ลืม​สิ่ง​ที่​ผ่าน​พ้น​มา​แล้ว​เสีย และ​โน้ม​ตัว​ออกไป​หา​สิ่ง​ที่​อยู่​ข้างหน้า​14 ข้าพเจ้า​กำลัง​บาก​บั่น​มุ่ง​ไปสู่​หลัก​ชัย เพื่อ​จะ​ได้รับ​รางวัล ซึ่ง​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​เรียก​จาก​เบื้อง​บน ให้​เรา​ไป​รับ​15 เรา​ซึ่ง​เป็น​ผู้ใหญ่​แล้ว​จึง​คิด​อย่าง​นั้น และ​ถ้า​ท่าน​คิด​อย่าง​อื่น ​พระ​เจ้า​ก็​จะ​ทรง​โปรด​ให้​เรื่อง​นั้น​ประจักษ์​แก่​ท่าน​ด้วย​  พระเยซูอยู่ในเรือกับเราแล้ว การอัศจรรย์ของพระองค์อยู่กับเราตลอดเวลา มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า แค่วันหนึ่งๆเราตื่นมาแล้วยังมีลมหายอยู่ก็ถือว่าอัศจรรย์แล้ว เราลองมองไปรอบข้างสิ อันตราย เชื้อโรค และอะไรอีกมากมายที่อาจเกิดขึ้นกับเรา แค่เรายังมีชีวิตอยู่ มีอาหาร มีที่อยู่อาศัย ก็ถือว่าอัศจรรย์แล้ว

2. ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอยู่ที่การตัดสินใจที่สำคัญ ลูกา 5:9,10,11

9 เพราะ​ว่า​เขา​กับ​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​อยู่​ด้วย​กัน​ประหลาด​ใจ​ด้วย​ปลา​เป็น​อัน​มาก​ที่​เขา​จับ​ได้​นั้น​10 ​ยากอบ​และ​ยอห์น​บุตร​ของ​เศเบ​ดี​ผู้ร่วมงาน​กับ​ซีโมน ​ก็​ประหลาด​ใจ​เหมือน​กัน…..11 เมื่อ​เขา​นำ​เรือ​มาถึง​ฝั่ง​แล้ว เขา​ก็​สละ​สิ่ง​สารพัด​ทิ้ง ตาม​พระ​องค์​ไป  ความประหลาดใจ มีสองแบบในการบันทึกของหนังสือลูกา คือประหลาดเพราะเห็นสิ่งที่พระเยซูทำเข้าท่า แต่ไม่เปิดใจรับ อีกความประหลาดใจเพราะเห็นสิทธิอำนาจของพระเยซูและยอมทำตามสิทธิอำนาจนั้น  (เท้าความจากความประหลาดใจของชาวเมืองนาซาเร็ธ และชาวเมืองคาเปอรนาอุม) แม้ในบันทึกตอนนี้จะไม่ได้บอกว่าเปโตรและชาวประมงคนอื่นๆกำลังประหลาดใจกับปลาเป็นอันมากที่เขาจับได้ว่า เป็นความประหลาดใจแบบไหน แต่เราได้เห็นการตอบสนองของเปโตรและชาวประมงอีกสามคน คือ แอนดูร์ ยากอบและยอห์น ด้วยการสละสิ่งสารพัดทิ้ง ตามพระเยซูไป สรุปได้ที่ตรงนี้ว่า เป็นความประหลาดใจกับสิทธิอำนาจและยอมทำตามสิทธิอำนาจนั้น และพวกเขาได้ตัดสินใจที่สำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งการได้ใกล้ชิดกับพระเยซู การสละสิ่งสารพัดทิ้ง ได้แก่อะไรบ้างสำหรับชาวประมงทั้งสี่ ปลาเต็มลำเรือ อาชีพ ภารกิจส่วนตัว ครอบครัว บางคนที่นี่อาจคิดในใจ จะบ้าแล้ว ในยุคนี้ไม่มีใครเป็นอย่างนี้ได้  ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างคนๆหนึ่ง สมัยเขาเป็นนักเรียน เป็นเด็กเรียนเก่งมาก สามารถสอบติดแพทย์ได้สบายๆ แต่เขาคิดได้เมื่อขณะยังไม่สอบแพทย์ ขณะกำลังเลือกว่าจะสอบอะไรดี องค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินของเขาคือ สิ่งที่เขาจะเลือกต่อไปนี้จะอยู่กับชีวิตของเขาตลอดไป เขาได้เบนเข็มไปเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และต่อมาเราได้รู้จักเขาในนามของคนที่ชื่อเต๋อ ซึ่งประสบความสำเร็จในสาขาวิชาที่เขาเรียนมาอย่างมาก และมีความสุขที่ได้อยู่กับสิ่งที่ตนเองรัก ทำสิ่งที่ตนเองรักได้อย่างดี ข้าพเจ้าฟังเรื่องนี้แล้วคิดว่า ถ้าเขาเลือกผิด สอบติดหมอ อะไรจะเกิดขึ้น เขาคงมีความทุกข์ในวันนี้แน่ๆ และที่แน่ๆ เราคงไม่ได้เห็นไอเดียดีๆ ที่สร้างความสุข สนุกให้กับคนไทยในเวลานี้ ถ้าเปโตรและชาวประมงตัดสินใจอีกแบบ เปโตร แอนดูร์ ยากอบ และยอห์น ก็จะกลายเป็นใครบางคนที่ไม่มีใครรู้จักและกล่าวถึงในยุคต่อๆมา ทางเลือกในการตัดสินใจที่สำคัญของคนทั้งสี่ในเวลานั้นคือ รวยแล้วเรา ไปหาความสุขแบบชาวประมงดีกว่า หรือว่าจะติดตามพระเยซูคริสต์แบบไม่รวย  ขอบคุณพระเจ้าที่เปโตร แอนดรูว์ ยากอบ และยอห์น ประหลาดใจและเปิดใจ เขาจึงเลือกตัดสินใจติดตามพระเยซูไปอย่างใกล้ชิด ทิ้งสารพัดที่ครั้งหนึ่งเคยสำคัญ และแสวงหามาตลอดชีวิต เมื่อเขาชั่งน้ำหนักแล้ว เขารู้ว่า เขาเลือกที่จะใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ดีกว่า ชีวิตที่ดีกว่าไม่ได้อยู่ที่ความร่ำรวย แต่อยู่ที่เขาได้สัมผัสสิทธิอำนาจของพระเจ้าเต็มๆ และค้นพบตนเอง รู้จักตนเองชัดเจนมากขึ้น พระคัมภีร์ได้บันทึกความรู้สึกในการตัดสินของเปโตรว่า เขาเคยคิดว่า เขาตัดสินใจผิด และเขาหันกลับไปทางเดิม แต่พระเยซูได้ฉวยเขาไว้แล้ว พระองค์ไม่ปล่อยให้เขากลับไปทางเดิม เราได้พบเรื่องราวนี้ในหนังสือยอห์นบทสุดท้าย และเราได้พบความสำเร็จของเปโตรในกิจการบทต้นๆ เป็นไปได้ที่สถานการณ์บางอย่างอาจทำให้เราคิดว่า เราตัดสินใจผิดหรือไม่ที่เลือกใกล้ชิดกับพระเยซู วันนี้ พระองค์กำลังมาหาเราเหมือนกับเปโตรเพื่อทบทวนการตัดสินใจของเราทุกคนว่า เราได้ตัดสินได้ดีที่สุดแล้ว และชีวิตของเราไม่เคยเหมือนเดิมอีกและอีกขึ้นเรื่อยๆ เรารู้จักตัวตนของเรามากขึ้น  ยิ่งเราได้ใกล้ชิดพระเยซูคริสต์เจ้า อิสยาห์ 43:19 19 ดู​เถิด เรา​กำลัง​กระทำ​สิ่ง​ใหม่ งอก​ขึ้น​มา​แล้ว เจ้า​ไม่​เห็น​หรือ ในทางกลับกัน หากเราสังเกตุวิถีชีวิตของคนในโลกนี้ เราจะพบว่า สิ่งต่างๆรอบตัวเรา ดูเหมือนพยายามทำให้เราลืมตัวตนที่แท้จริงของเรา และถอยห่างออกจากทางของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ชีวิตยิ่งแย่ลง เสื่อมถอยลงคลอง นี่คือชีวิตที่ช่างไม่รู้ชะตากรรมของตนเองว่า จะต้องพบกับอะไรที่น่ากลัวในอนาคต ขอให้เราเปิดตาใจตัวเราเพื่อเราจะมองเห็นการตัดสินใจที่สำคัญเพื่อจะได้ใกล้ชิดพระเยซู แล้วเราจะรู้จักชะตาชีวิตของเราที่แท้จริง

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2013 (อศจ.วรรณพร พวงมาลัย)

ดัชนีชี้วัดความสุข

ขอบคุณพระเจ้า วันนี้เป็นวันดีที่พระเจ้าจัดไว้ และทุกวันก็เป็นวันดี เป็นทุกวันที่พระเจ้าต้องการให้เรามีความสุข   หัวข้อเทศนาในเช้าวันนี้คือ ดัชนีชี้วัดความสุข เราได้ยินประโยคนี้ตอนที่มีการเฉลิมฉลองการครองราชย์ในหลวงของเรา ตอนนั้นมีกษัตริย์จากประเทศต่าง ๆ มาร่วมงาน ผู้นำจากประเทศต่างๆ และหนึ่งในประเทศนั้นมีประเทศภูฎาน เป็นประเทศที่กษัตริย์ให้ความสำคัญกับความสุขมวลรวมของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ได้มุ่งเน้นที่การพัฒนาทางวัตถุ ตัวเงิน ความมั่งคั่ง และผลจากการสำรวจประเทศทั้งหมดในโลกนี้ 193 ประเทศ ประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลกคือประเทศนอร์เวย์ ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 52 ของโลก ก็ไม่เลวร้ายนัก และในประเทศไทยเรามี 77 จังหวัด  พี่น้องคิดว่าจังหวัดไหนเป็น จังหวัดที่มีความสุขมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย…… จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ส่วนจังหวัดที่มีความสุขน้อยที่สุดในประเทศไทยพี่น้องคิดว่าเป็นจังหวัดอะไร ……ขอแสดงความยินดีกับชาวกรุงเทพมหานครด้วยค่ะ ท่านเป็นคนที่มีความสุขน้อยที่สุดในประเทศไทย  พี่น้องคะ พี่น้องจะมาจากไหนไม่ทราบอุบล อุดร ขอนแก่น มหาสารคาม ยโส แต่ตอนนี้เราเป็นคนที่อยู่ในกรุงเทพค่ะใช้ชี่วิตอยู่ในกรุงเทพ  พี่น้องก็ได้ชื่อว่ามีความสุขน้อยที่สุดในประเทศไทยไปแล้ว ไม่ได้การแล้ว เราต้องเรียกความสุขของเรากลับคืนมา วันนี้เราจะไปคริสตจักรทัศนาจรกันเชื่อว่าหลายคนจะมีความสุข บางคนสุขตั้งแต่ยังไม่ไป ตื่นเต้นเตรียมนู่น เตรียมนี่ อาทิตย์ที่แล้วมีเด็กบางคนชวนคุณแม่ไปซื้อครีมกันแดด เด็กผู้ชายด้วยนะ  เด็ก ๆ ก็มีความสุขที่จะได้ไปเที่ยว ฝ่ายรายการเตรียมอุปกรณ์ เตรียมเกมส์ ก็มีความสุข สมัยเด็ก ๆ บ้านข้าพเจ้ามีธรรมเนียมที่จะต้องไปเที่ยว ในวันหยุดเราก็จะได้ไปสวนสัตว์ เขาดินประจำ ไปแดนเนรมิต ไปเที่ยวงานภูเขาทองงานกาชาด ไปกินไอติมที่ศาลาโฟโมสต์ ส่วนช่วงวันปิดเทอมก็จะไปต่างจังหวัดที่ ๆ ไปบ่อยสุดคือเชียงใหม่ เมื่อรู้ว่าจะได้ไปเที่ยวรู้สึกมีความสุขมาก  มีอยู่วันนึงไม่ใช่วันหยุด ไม่ใช่วันปิดเทอม ข้าพเจ้ากำลังเรียนหนังสืออยู่ก็มีเสียงประกาศว่าเด็กหญิงวรรณพร เด็กชายอนุสรณ์คุณพ่อมารับ แต่ตอนนั้นยังไม่เลิกเรียนเลย คุณครูประจำชั้นก็ปล่อยให้เรากลับ เดินออกมาจากห้องเจอน้องชาย มองหน้ากัน เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องที่บ้านรึเปล่า พอเจอหน้าพ่อ  พ่อก็ทำหน้าเครียดอีก แล้วก็จูงมือลูก 2 คนออกจากโรงเรียนไม่พูดอะไร ปกติเวลาออกจากโรงเรียนกลับบ้านเราต้องเลี้ยวซ้าย แต่วันนั้นพ่อพาเลี้ยวขวา ข้าพเจ้าก็ยิ่งคิดยิ่งสงสัย ยิ่งเครียด แล้วก็ถามพ่อว่าจะไปไหนเหรอ พ่อก็พูดเบา ๆ กลัวใครได้ยิน “ไปโรงหนังราชวัตร วันนี้เรื่องไอ้มดแดงมันฉายวันสุดท้ายแล้ว”  เท่านั้นแหละความสงสัย ความเครียดหายไป ความสุขเต็มล้นเลย ข้าพเจ้ากับน้องชายกระโดดดีใจ พ่อบอกอย่าเพิ่งกระโดดเดี๋ยวครูเห็น เป็นเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าและน้องชายประทับใจพ่อมากไม่เคยลืมเลยเพราะปกติพ่อเป็นคนดุมีวินัยมาก  ถ้าคุณพ่อคนไหนอยากสร้างความสุข ความประทับใจให้ลูกก็ยืมมุขนี้ไปใช้ได้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ คิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็มีความสุขทุกครั้ง ทุกคนชอบความสุข เรามีเรื่องราวของความสุขที่ผ่านมา แล้วเราก็อยากจะมีความสุขต่อไปทั้งในวันนี้และอนาคต เราอยากมีความสุขทุกวันในชีวิตเรา และขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้าของเราก็ปรารถนาให้เราเป็นผู้ที่มีความสุข ถ้าถามว่าพระคัมภีร์ตอนไหนที่พูดถึงเรื่องผู้เป็นสุข หลายคนบอกได้ว่า คำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูในพระธรรมมัทธิว บทที่ 5 :3-11  3 “บุคคลผู้ใด   รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา 4“บุคคลผู้ใดโศกเศร้า   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม  5“บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก 6“บุคคลผู้ใดหิวกระหาย   ความชอบธรรม   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์ 7“บุคคลผู้ใดมีใจกรุณา   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ 8“บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า  9“บุคคลผู้ใดสร้างสันติ   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร 10“บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา 11“เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง   และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา   ท่านก็เป็นสุข ที่อ่านมาทั้งหมดนี้ สรุปง่าย ๆ ว่าถ้าต้องการเป็นผู้มีความสุข ก็ต้องทำตามที่พระเจ้าบอก ยอห์น 13;17  เมื่อท่านรู้ดังนี้แล้ว และท่านประพฤติตาม ท่านก็เป็นสุข เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ เรารู้ว่าพระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร เมื่อเราฟังคำเทศนา คำแบ่งปันในกลุ่มเซลล์ เมื่อเราฟังคำสอนจากพี่เลี้ยงหัวหน้าเซลล์ เราก็รู้ผ่านสิ่งเหล่านั้นว่าพระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร เมื่อเรารู้แล้วเราประพฤติปฎิบัติตาม  เราก็จะพบความสุขในชีวิต ความสุข สัมพันธ์กับสิ่งที่เรากระทำ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราปฎิบัติ และถ้าสิ่งที่เราทำ ปฎิบัติเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าสิ่งนั้นก็จะนำความสุขมาให้ เราสามารถตรวจเช็คดัชนีความสุขในตัวเราได้ถ้าเราเชื่อฟังพระเจ้าและทำตาม เราจะมีความรู้สึกภายในที่เป็นสุข สงบ  แต่ถ้าเราดื้อ ไม่ฟัง ไม่เชื่อ ไปทำสิ่งที่ตรงข้ามกับพระเจ้า ดัชนีความสุขของเราจะตกวูบหายไปทันที เช่น  พระเจ้าบอกให้เราสร้างสันดิ แต่เรารู้สึกว่าไม่ได้ คนแบบนี้ขอจัดการหน่อย ขอซักคำเถอะ ขอสักประโยคเถอะ ทำไปแล้วมันก็สะใจดี แต่สิ่งที่ตามมาคือความไม่สบายใจ ความขุ่นเคืองใจที่เพิ่มมากขึ้น เวลาที่พระเจ้าบอกให้เราทำอะไรก็ตามก็เพื่อที่เราจะมีความสุข เพื่อเราจะได้รับพระพร  สิ่งที่พระเจ้าบอกให้เราทำไม่เคยทำร้ายเรา  (พระเจ้าบอกให้เราไปทางนี้ทำแบบนี้ แต่เราต้องการไปอีกทางทำอีกแบบ คนที่เจ็บตัวคือเรา) เมื่อเรามองชีวิตพระเยซู เราสรุปชีวิตของพระเยซูเป็นประโยคสั้น ๆ ขณะที่พระองค์อยู่ในโลกนี้ ได้ว่า “ทำตามพระบิดา”  ไม่ว่าพระบิดาต้องการให้พระองค์ทำสิ่งใด พระเยซูกระทำตามจนถึงที่สุด จนถึงที่กางเขน และในขณะที่เราอยู่ในโลกนี้เราก็ต้องใส่ใจกับการทำตามพระทัยพระเจ้า พระเยซูไม่เคยลืมเราก็จะไม่ลืมสิ่งนี้ด้วยเช่นกันที่จะทำให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จ และเมื่อนั้นความสุขจะเกิดขึ้น แต่บ่อยครั้งที่ความต้องการของเราสวนทางกับน้ำพระทัย อย่าให้ความกังวลของโลกนี้ดึงเราออกไปจากหนทางของการทำตามน้ำพระทัย อย่าให้ความอยากได้ใคร่มีผูกมัดชีวิตของรา  ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรามีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรามีทรัพย์สินเงินทองมากมาย  ในปัญญาจารย์ 2:1-11 1ข้าพเจ้ารำพึงว่า   “มาเถอะ   มาลองสนุกสนานกันดู   เอ้า   จงสนุกสบายใจไป”   แต่ดูเถิด  เรื่องนี้ก็อนิจจังเช่นกัน 2ข้าพเจ้าพูดเกี่ยวกับการหัวเราะว่า   “บ้าๆบอๆ”   และกล่าวถึงความสนุกสนานว่า  “มีประโยชน์อะไร” 3ข้าพเจ้าคิดดูว่าจะทำอย่างไร   กายจึงจะคึกคักด้วยเหล้าองุ่น   และใจยังคงแนะนำข้าพเจ้า ด้วยสติปัญญาและจะยึดความเขลาไว้อย่างไร   จนข้าพเจ้าจะเห็นได้ว่า   อะไรจะดีสำหรับให้บรรดาบุตรของมนุษย์ กระทำภายใต้ท้องฟ้าตลอดชีวิตของเขา 4ข้าพเจ้ากระทำการใหญ่โต   ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนหลายหลัง   และทำสวนองุ่นหลายแปลง 5ข้าพเจ้าทำสวนผลไม้และสวนหย่อนใจหลายแห่ง   ปลูกต้นไม้มีผลหลายอย่างไว้ในสวนเหล่านั้น 6ข้าพเจ้าสร้างสระน้ำหลายสระสำหรับตัวเอง   เพื่อจะใช้น้ำในสระนั้นรดหมู่ไม้ที่กำลังงอกงาม 7ข้าพเจ้าซื้อทาสชายหญิงไว้มีทาสเกิดขึ้นในบ้าน   ข้าพเจ้ามีฝูงโคฝูงแพะแกะเป็น สมบัติมากกว่าของบรรดาคนที่อยู่ใน กรุงเยรูซาเล็มก่อนข้าพเจ้า 8ข้าพเจ้าสะสมเงินทองไว้ด้วย   และส่ำสมทรัพย์สมบัติอันควรคู่กับกษัตริย์และควร คู่กับเมืองทั้งหลาย   ข้าพเจ้ามีนักร้องชายหญิงสำหรับตัวและเมียน้อย   ซึ่งเป็นสิ่งชอบใจผู้ชาย    9ข้าพเจ้าจึงเป็นใหญ่เป็นโตกว่า บรรดาคนที่เคยอยู่มาก่อนข้าพเจ้าในเยรูซาเล็ม   และสติปัญญาของข้าพเจ้ายังคงอยู่กับข้าพเจ้าด้วย 10สิ่งใดๆที่นัยน์ตาของข้าพเจ้าอยากเห็น   ข้าพเจ้าก็ไม่ปิดบัง   ข้าพเจ้ามิได้ห้ามใจจากความสนุกสนานใดๆ   เพราะใจข้าพเจ้าพบความเพลิดเพลินในบรรดางานของข้าพเจ้า   และนี่เป็นรางวัลจากงานของข้าพเจ้า 11แล้วข้าพเจ้าหันมาดูบรรดาสิ่งที่มือข้าพเจ้ากระทำ   และความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพเจ้าทุ่มเทลงไปและ   ดูเถิด   ทุกอย่างก็อนิจจัง  คือกินลมกินแล้ง   และไม่มีประโยชน์อะไรภายใต้ดวงอาทิตย์   นี่คือคำพูดของกษัตริย์ซาโลมอนที่ล้ำเลิศในสติปัญญา ที่มีความมั่งคั่งร่ำรวยที่สุด แต่สุดท้ายกษัตริย์ซาโลมอนก็ตระหนักว่าทุกสิ่งล้วนอนิจจัง ไม่มีความหมายอะไร  ไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริง เขามีทุกสิ่งแต่กลับรู้สึกว่างเปล่า  ทุกสิ่งที่เคยคิดว่ามีคุณค่ากลับสูญเปล่า และท้ายที่สุดทุกสิ่งที่มีนั้น  ได้ทำให้กษัตริย์ซาโลมอนต้องออกห่างจากพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความสุขที่แท้จริง มนุษย์เราอาจแสวงหาความสุขให้ตัวเองด้วยการสร้างโน่น สร้างนั่น สร้างนี่ ระวังสร้างมากไปจะกลายเป็นการสร้างหนี้ หนี้สิน เราต้องตรวจเช็คว่าสิ่งที่เราจดจ่ออยู่กำลังทำให้มีความสุขหรือความทุกข์ กำลังทำให้เราเข้าใกล้พระเจ้า หรือไกลห่างพระองค์   ถ้าเราต้องการให้ดัชนีชี้วัดความสุขของเรามีค่าสูงขึ้น เราก็ต้องให้ชีวิตของเราอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องด้วยการให้คุณค่าในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วเราต้องให้คุณค่ากับอะไร

 

ประการที่ 1 เราต้องให้คุณค่าต่อพระคริสต์ การให้คุณค่าต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั้นเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตของเราเป็นอย่างไร ในพระธรรมยอห์น 12:1-8 ก่อนปัสกาหกวัน   พระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานี   ซึ่งเป็นที่อยู่ของลาซารัสผู้ซึ่งพระองค์ทรงให้ฟื้นขึ้นจากตาย 2ที่นั่นเขาจัดงานเลี้ยงพระองค์   มารธาก็ปรนนิบัติอยู่   และลาซารัสก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 3มารีย์เอาน้ำมันหอมนารดาบริสุทธิ์หนักประมาณครึ่งกิโลกรัม   ซึ่งมีราคาแพงมากมาชโลมพระบาทพระเยซู   และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์   เรือนก็หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันนั้น 4แต่สาวกคนหนึ่งของพระองค์   ชื่อยูดาสอิสคาริโอท  (คือคนที่จะอายัดพระองค์ไว้)   พูดว่า 5“เหตุไฉนจึงไม่ขายน้ำมันนั้นเป็นเงินสักสามร้อยเดนาริอัน   แล้วแจกให้แก่คนจน” 6เขาพูดอย่างนั้นมิใช่เพราะเขาเอาใจใส่คนจน   แต่เพราะเขาเป็นคนหัวขโมย   คือเขาได้ถือกล่องเก็บเงินและได้ยักยอกเงินที่ใส่ไว้ในนั้นไป 7พระเยซูตรัสว่า   “ช่างเขาเถิดให้เขาเก็บน้ำมันนี้ไว้จนถึงวันฝังศพของเรา 8เพราะว่ามีคนจนอยู่กับท่านเสมอ   แต่เราจะไม่อยู่กับท่านเสมอ”ในพระธรรมตอนนี้เราได้เห็นคนที่ให้คุณค่า 2 แบบ คนหนึ่งคือมารีย์ที่ให้คุณค่าต่อพระเยซูคริสต์มากกว่าสิ่งใด ๆ  ส่วนอีกคนคือยูดาส อิสคาริโอทผู้ซึ่งทรยศต่อพระเยซู ที่ให้คุณค่าต่อวัตถุสิ่งของเงินทองมากกว่าพระเยซู สิ่งที่มารีย์กระทำนั้นบ่งบอกว่านางรัก เทิดทูน เต็มใจมอบถวายสิ่งที่ดีที่สุด ไม่คิดเสียดายหรือคำนึงถึงราคาค่างวดของวัตถุ ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของตัวเอง เป็นการกระทำด้วยความยินดีโดยไม่มีผู้ใดบังคับ นั่นเพราะการเห็นคุณค่าของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์มีคุณค่ายิ่งเหนือสิ่งใด ๆ   ในขณะที่ยูดาส กลับคิดในทางตรงข้ามที่เห็นว่าการกระทำของมารีย์นั้นไร้ประโยชน์ ฟุ่มเฟือย ทำอะไรคิดไม่รอบคอบ คำพูดของยูดาสนั้นฟังแล้วเหมือนดูมีความชอบธรรม แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ เขามีความคิดชั่วร้ายแอบแฝงภายใต้คำพูดของเขา เขาเสียดายตัวเงิน เมื่อเห็นสิ่งของราคาแพงลิบลิ่วถูกเททิ้งเสีย ในหัวของเขาคิดคำนวณ ใคร่ครวญแต่เรื่องเงินทอง คิดด้วยท่าทีที่โลภโมโทสันว่าเขากำลังสูญเสียเม็ดเงินจำนวนมาก นั่นเพราะเขาไม่ได้ให้คุณค่าอยู่ที่พระเยซูคริสต์ แต่อยู่ที่เงินในกระเป๋าของเขาที่อยากจะมีมากขึ้น ๆ เมื่อคุณค่าเป็นตัวกำหนดชีวิต นางมารีย์จึงได้รับผลที่ดีที่พระคริสต์ทรงปกป้องเธอจากคำพูดของยูดาส ในพระธรรมยอห์นตอนนี้ไม่ได้ระบุคำพูดของพระเยซู แต่ในมัทธิว และมาระโกบอกเอาไว้  มาระโก 14:6  6ฝ่ายพระเยซูตรัสแก่คนเหล่านั้นว่า   “อย่าว่าเขาเลย   กวนใจเขาทำไม   เขาได้กระทำการดีแก่เรา เมื่อเราให้คุณค่าต่อพระเยซูคริสต์ เราไม่ต้องกลัวว่าใครจะต่อต้านเรา เราไม่ต้องกลัวว่าใครจะโจมตีเรา เราไม่ต้องกลัวว่าใครจะไม่รักเรา เพราะพระเยซูจะทรงปกป้องเรา แล้วสิ่งที่ยูดาสให้คุณค่าล่ะ ส่งผลต่อชีวิตยูดาสอย่างไร ยูดาสให้คุณค่ากับวัตถุสิ่งของเงินทอง และสุดท้ายต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถเพราะเงินทองนั้น มัทธิว 27:3-5  3เมื่อยูดาสผู้อายัดพระองค์   เห็นว่าพระองค์ต้องปรับโทษก็กลับใจ   นำเงินสามสิบเหรียญนั้นมาคืนให้แก่พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ 4กล่าวว่า   “ข้าพเจ้าได้ทำบาป   ที่ได้อายัดคนบริสุทธิ์มาให้ถึงความตาย”   คนเหล่านั้นจึงว่า   “การนั้นไม่ใช่ธุระอะไรของเรา   เจ้าต้องรับธุระเอาเอง” 5ยูดาสจึงทิ้งเงินนั้นไว้ในพระวิหารและจากไป   แล้วเขาก็ออกไปผูกคอตาย เราให้คุณค่าต่อสิ่งใดสิ่งนั้นจะเป็นตัวกำหนดชีวิตเรา ถ้าเราอยากให้ชีวิตพบความสุขเราต้องให้คุณค่ากับพระคริสต์เหมือนหญิงที่เทน้ำมันหอม  ให้คุณค่าด้วยการให้พระองค์เป็นพระเจ้า สดุดี 144:15  15ชนชาติผู้มีพระพรอย่างนี้หลั่งลงมาถึง   ก็เป็นสุข    ชนชาติซึ่งพระเจ้าของเขาคือ   พระเยโฮวาห์  ก็เป็นสุข พระเจ้าเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวอยู่แล้ว  แต่การดำเนินชีวิตที่มีพระเจ้าเป็นพระเจ้าของเราต้องเป็นของแท้ ของจริงด้วย ไม่ใช่มีพระเจ้าและมีพระอื่น ๆ ไม่ใช่มีพระเจ้าและมีรูปเคารพอื่น ๆ ไม่ใช่มีพระเจ้าและมีเงินทอง  การมีพระเจ้าในชีวิตของเราต้องชัดเจนขึ้น เติบโตขึ้น เป็นคริสเตียนที่ดีขึ้น น่ารักขึ้น ใครก็ตามที่มองเห็นชีวิตคริสเตียนของเรา เห็นแล้วจะต้องอดพูดไม่ได้ว่า “น่ารักอ่ะ”เราให้คุณค่าพระเจ้าด้วยการไม่เห็นพระองค์เป็นอุปสรรค มัทธิว 11:6   6บุคคลผู้ใดไม่เห็นว่าเราเป็นอุปสรรค   ผู้นั้นเป็นสุข”  เราให้คุณค่าด้วยการที่เรารู้จักพระเยซูคริสต์ มัทธิว 16:15-19 15พระองค์ตรัสถามเขาว่า   “แล้วพวกท่านเล่า   ว่าเราเป็นใคร” 16ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า   “พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่17พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย   ท่านก็เป็นสุขเพราะว่ามนุษย์มิได้แจ้งความนี้แก่ท่าน   แต่พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้ทราบ 18ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร   และบนศิลานี้   เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้   และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้ 19เราจะมอบลูกกุญแจแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน   ท่านจะกล่าวห้ามสิ่งใดในโลก   สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์   เมื่อท่านจะกล่าวอนุญาตสิ่งใดในโลก   สิ่งนั้นจะกล่าวอนุญาตในสวรรค์ด้วย” สิ่งที่พระเยซูสนทนากับเปโตรตอนนี้มีความหมายมากสำหรับเปโตร แล้วก็มีความหมายมากสำหรับเรา ในเวลานั้นพระเยซูทำการอัศจรรย์หลายอย่างพระองค์สำแดงความเป็นพระเจ้าผู้คนมากมายพากันพูดคุยว่าพระองค์เป็นใคร แน่นอนรวมทั้งสาวกที่ติดตาม และเมื่อพระเยซูถามสาวกว่าพระองค์เป็นใครเพื่อจะดูว่าสาวกคิดอย่างไร เปโตรก็ตอบว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์การตอบว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์มีความหมาย คนอิสราเอลรุ่นรุ่นเล่าฟังคำเผยพระวจนะ คำพยากรณ์ว่าจะมีพระคริสต์เสด็จมาเพื่อช่วยกู้ เพื่อช่วยปลดปล่อย เพื่อช่วยให้รอด ชาวยิวนั้นรอคอยพระคริสต์รอคอยพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมาตามพระสัญญา   และการที่เปโตรตอบเช่นนี้ได้เพราะเปโตรรู้จักพระคริสต์ เขาอยู่กับพระองค์  เขาเห็น เขาสัมผัส และมีประสบการณ์ทั้งการเดินบนน้ำ การรักษาโรค การขับผี การเลี้ยงอาหารคน 5,000 คน 4,000 คนด้วยการอัศจรรย์  ที่สำคัญเมื่อเปโตรสำแดงถึงการรู้จักพระคริสต์ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ เปโตรได้รู้จักตัวเอง รู้จักตัวตนว่าเขาเป็นใคร โดยการเปิดเผยสำแดงของพระเยซู ว่าเขาคือ ศิลา เขาจะเป็นผู้ที่สร้างผู้เชื่อสร้างคริสตจักรของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังมอบสิทธิอำนาจให้แก่เปโตรที่จะผูกมัดสิ่งใดในโลกนี้ก็ได้ ปลดปล่อยสิ่งใดในโลกนี้ก็ได้ แม้วันนี้เราไม่ได้อยู่กับพระคริสต์เหมือนที่เปโตรอยู่ แต่เราไม่เคยขาดจากพระเจ้าเลย พระองค์อยู่กับเราเสมอ ก่อนพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์พระองค์สัญญาว่าพระองค์จะอยู่กับเราเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค  และนับตั้งแต่วันที่เราเชื่อจนถึงวันนี้พระองค์ยังคงทำการอัศจรรย์เสมอในชีวิตเรา เรามีพระพรมากมาย เราได้รับพระคุณทั้งที่ไม่สมควรได้รับ เรารู้ เราเห็น เราสัมผัส เรามีประสบการณ์ในความยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดถ้าพระเยซูตรัสถามเราอย่างเดียวกับที่ถามเปโตร ถ้าพระองค์ถามเราว่า “พระองค์เป็นใครสำหรับเรา”  เราจะตอบพระองค์อย่างไร   เราจะตอบว่า พระองค์เป็นพระเจ้าของเรา เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระเมสสิยาห์ของเราหรือไม่ ถ้าเราตอบเหมือนเปโตร เราคือคนที่รู้จักพระเยซูคริสต์ และเมื่อเรารู้จักพระคริสต์ รู้ว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์ทำอะไร พระองค์ยิ่งใหญ่แค่ไหน เราก็จะได้รู้จักตัวตนของเราว่าเราเป็นใครในพระคริสต์  พระเจ้าจะเปิดเผยจะสำแดงสิ่งยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่นั้นให้เราได้รู้ เราไม่ใช่ไอ้กระจอก ไม่ใช่ไอ้เปี๊ยก ไอ้จ๊อกกร๋อย ไม่ใช่นกกระจอก แต่เราเป็นนกอินทรีย์ พระเจ้าจะมอบสิทธิอำนาจมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้กับเรา เราเป็นศิลา เราเป็นคนที่ล้มยักษ์ เราเป็นคนที่จะสร้างคริสตจักรของพระเจ้า ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าชีวิตไม่มีคุณค่า เกิดมาทำไม ไม่มีใครต้องการ อยู่ไปวัน ๆ นั่นไม่ใช่เสียงของพระเจ้า ถ้าคุณอยากรู้จักตัวตนที่แท้จริงเข้ามาหาพระเจ้า เรียนรู้จักพระองค์ แล้วคุณจะว่าชีวิตมีความหมายและคุณค่าเพียงใด แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขที่ไขว่คว้าหามานานอยู่ที่การได้รู้จักพระคริสต์  และเรายังให้คุณค่าพระคริสต์ด้วยการที่เรา รัก และเชื่อฟังพระองค์  ลูกา 1:45 45สตรีที่ได้เชื่อก็เป็นสุข   เพราะว่าจะสำเร็จตามพระดำรัสจากพระเป็นเจ้าที่มาถึงเขา”  นี่คือคำพูดของนางเอลีซาเบธแม่ของยอห์บัพติสมา ที่พูดถึงนางมารีย์หญิงพรหมจรรย์ ที่ได้เชื่อฟังต่อน้ำพระทัยพระเจ้า ที่จะให้พระเยซูมาบังเกิดในท้องของนาง  มารีย์ไม่ได้หลีกหนีหลีกเลี่ยงต่อสิ่งที่พระเจ้าบอก แต่กระทำตามด้วยใจเชื่อฟังไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม  อย่าพยายามหลีหนีจากการทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า  น้ำพระทัยพระเจ้าเป็นเสมือนบัญญัติ เป็นกฎเกณฑ์ที่เราควรต้องเชื่อฟัง  ในเวลาที่เราหลีกหนีหลีกเลี่ยงจากน้ำพระทัย จากกฎจากข้อบังคับของชีวิตที่พระเจ้ากำหนดไว้ เราจะไม่มีวันพบความสุข ดัชนีความสุขจะหายไปทันที เปรียบเหมือนถ้าเราทำผิดกฎจราจรเรามีความสุขได้มั้ย เราฝ่าไฟแดง เราแซงทางโค้ง เราเบียดเราแทรกเราไม่ยอมเข้าคิว เราไม่เจอความสุข และราจะเจอใบสั่ง แต่คนที่มีความสุขเวลาเราทำผิดกฎจราจรคือตำรวจเพราะเขาจะได้ค่าปรับจากเรา มีใครโดนปรับแล้วมีความสุขบ้าง ในกฎพระเจ้า ถ้าเราดำเนินชีวิตออกไปนอกกฎนอกน้ำพระทัย เราก็กำลังวิ่งเข้าสู่ปัญหา  เมื่ออาดัมกับเอวาไม่เชื่อฟังกฎเกณฑ์ ออกไปจากน้ำพระทัย พวกเขาต้องเผชิญกับคำสาปแช่ง ความยากลำบาก ปัญหามากมายที่ตามมา พระเจ้าสร้างทุกอย่างให้อาดัมเอวาหมดแล้วขออย่างเดียวอย่าไปกินผลไม้ต้องห้ามที่อยู่กลางสวนนั้น แต่เพราะความไม่เชื่อทุกอย่างก็จบ  พระเจ้าให้กฎเกณฑ์ ให้แนวทางกับอาดัมเอวาเพื่อให้พวกเขามีความสุขแต่เขาเลือกทำสิ่งตรงข้าม  และพระเจ้าให้กฎเกณฑ์ แก่เราเพื่อให้ดัชนีความสุขในชีวิตเราเพิ่มขึ้นเช่นกัน เราต้องเชื่อฟัง  มีอะไรที่เป็นสิ่งต้องห้ามในชีวิตที่พระเจ้าบอกว่าอย่า  จงเชื่อฟัง และเราจะได้ชื่อว่า สตรีที่ได้เชื่อก็เป็นสุข เป็นบุรุษที่ได้เชื่อก็เป็นสุข เมื่อเราให้คุณค่าต่อพระคริสต์ ให้พระองค์เป็นพระเจ้า ไม่เห็นพระเจ้าเป็นอุปสรรค รู้จัก รัก และเชื่อฟัง ดัชนีความสุขในชีวิตเราก็กำลังเติบโตขึ้น และอีกประการที่จะเป็นตัวชี้วัดความสุข คือ

 

ประการที่ 2 เราต้องให้คุณค่าต่อผู้อื่น เมื่อเราให้คุณค่าต่อพระคริสต์ เราจะให้คุณค่าต่อสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ด้วย ยอห์น 13:34 34เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย   คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน   เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร   เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น  พระองค์ทรงเป็นแบบให้แก่เราที่จะรักเราและให้เราส่งต่อความรักนั้นไปให้ผู้อื่น เราไม่สามารถที่จะเติบโตขึ้นได้ถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งที่พระเจ้าบอกที่เราจะรักคนอื่น เห็นคุณค่าของคนอื่น พระเจ้ารักเราไม่ใช่เพื่อให้ความรักนั้นหยุดลงที่เรา จบลงที่เราเท่านั้น  เราต้องไม่เห็นแก่ตัวเอง พระเยซูไม่เคยเห็นแก่ตัวเองหรือทำอะไรเพื่อตัวเอง ชีวิตของพระองค์เพื่อผู้อื่นก่อนเสมอ เพื่อเรา  และเราต้องคิดถึงผู้อื่นก่อนเสมอด้วย แต่มนุษย์เราทุกคนมีแนวโน้มมีธรรมชาติเนื้อหนังที่จะคิดถึงตัวเองก่อนผู้อื่น มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง เพิ่งแต่งงาน มีช่วงเวลาที่เงินไม่พอใช้ ทั้ง2 ก็ตกลงกันว่าจะช่วยกันประหยัดจะไม่ซื้ออะไรที่ไม่จำเป็น แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาก็กลับมาบ้านพร้อมกับซื้อชุดใหม่ สามีเห็นก็หงุดหงิด ต่อว่าภรรยา “ไหนสัญญากันแล้วไงว่าจะไม่ซื้ออะไร ซื้อชุดใหม่มาทำไม เสื้อผ้าเธอก็มีเยอะแยะ”  ภรรยาตอบจ๋อยๆ “ฉันรู้ แต่มันไม่ใช่ความผิดของชั้นนะ ก็มารซาตานมันมาทดลองมันมายั่วยุให้ชั้นอยากได้”  สามีก็บอกว่า “แล้วทำไมไม่บอกมา อ้ายซาตานจงไปให้พ้นหน้า”  ภรรยาก็บอกว่า “ก็ทำแล้ว ก็บอกมันแล้วไปให้พ้นหน้าเดี๋ยวนี้ มันก็เลยไปอยู่ข้างหลัง แล้วมันก็บอกว่า มองจากมุมนี้ชุดนี้ยิ่งสวยใหญ่เลย ชั้นก็เลยซื้อมา”  โดยธรรมชาติเนื้อหนังเราก็จะคิดถึงตัวเองก่อนใคร  พระเยซูให้เคล็ดลับที่เราจะคิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง มาระโก 8:34    “ถ้าผู้ใดจะใคร่ตามเรามา   ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง   และรับกางเขนของตนแบก   และตามเรามา การเอาชนะตัวเองคือการปฎิเสธความต้องการของตัวเอง และเมื่อนั้นเราจะสามารถคิดถึงคนอื่น ให้คุณค่ากับคนอื่นก่อน  เราต้องยอมรับคนอื่นเหมือนที่พระคริสต์ทรงยอมรับเรา   หากไม่มีใครคิดถึงเรา ไม่มีใครแคร์เรา ไม่มีใครสนใจเรา เราจะรู้สึกอย่างไร มันเจ็บปวด และถ้าเราทำเช่นนี้กับคนอื่นเขาก็เจ็บปวด บาดแผลที่เจ็บปวดที่สุดอันหนึ่งในชีวิตของมนุษย์คือการถูกปฎิเสธ  การถูกละเลย ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่เห็นความสำคัญ ไม่สนใจในความคิดเห็น และกลุ่มที่ถูกกระทำเช่นนี้มากที่สุดคือเด็ก เพราะเราคิดว่าเขาเป็นเด็กเราจะทำอย่างไรพูดอย่างไรก็ได้ไม่ต้องไปคิดถึงความรู้สึกเขามากนัก  หรือจะเป็นคนอื่น ๆ สามีของเรา ภรรยาของเรา คนในครอบครัวเรา คนในคริสตจักรของเรา เพื่อนร่วมงานของเรา เราละเลยการให้คุณค่าต่อคนเหล่านี้มั้ย หลายครั้งไม่เพียงแต่เราละเลย แต่เราทำลายคุณค่าของคนรอบข้างด้วย เราทำลายคุณค่าเขาด้วยคำพูดที่เจ็บปวด ด้วย การะกระทำอยู่บ่อยครั้ง  แล้วคนที่เราไม่รู้จักล่ะ ยาม คนกวาดถนน เด็กเสริฟ  พนักงานห้าง มันง่ายมากถ้าเราคิดว่าเขาด้อยกว่าเราและเราก็จะไม่เห็นคุณค่าของเขา มันง่ายมากที่เราจะพูดกับเขาไม่ดี ปฎิบัติกับเขาไม่ดี มองด้วยสายตาที่ไม่ดี เราต้องไม่สร้างบาดแผลความเจ็บปวดให้ใคร เราต้องเห็นคุณค่าของคนทุกคน เราต้องไม่ปฎิบัติกับใครอย่างไร้คุณธรรมเพราะพระเจ้าไม่ได้สร้างให้เราเป็นแบบนั้น สุภาษิต 14:21 21บุคคลที่ดูหมิ่นเพื่อนบ้านของตนก็เป็นคนบาป     แต่บุคคลที่เอ็นดูคนยากจนก็อยู่เป็นสุข  สดุดี 41:1-2 ผู้ใดเอาใจใส่คนจน  ก็เป็นสุข   พระเจ้าทรงช่วยกู้เขาในวันยากลำบาก    2พระเจ้าทรงป้องกันเขาและรักษาเขาให้มีชีวิต ในแผ่นดินคนเรียกเขาว่า  ผู้ที่ได้รับพระพร   โรม 15:7  7เหตุฉะนั้นจงต้อนรับกันและกัน   เช่นเดียวกับที่พระคริสต์ได้ทรงต้อนรับท่าน   เพื่อพระเกียรติของพระเจ้า คำว่าต้อนรับในที่นี้ยังหมายถึงการยอมรับ การรับฟัง ถ้าในวันนี้เรารู้สึกว่ามีใครบางคนในชีวิตที่เรารู้สึกว่าเรายอมรับเขาไม่ได้ รับฟังไม่ได้ ให้เราเปลี่ยนทัศนคติและท่าทีที่เราจะเห็นคุณค่าในชีวิตของเขา คิดถึงตัวเราที่พระเจ้าเองยังยอมรับเรา ต้อนรับเรา และเราจะทำเช่นนั้นกับคนทุกคนด้วย ในขณะเดียวกันเมื่อมีใครมาปฎิบัติดีกับเรา เราก็ต้องขอบคุณที่เขาเห็นคุณค่าของเรา  ขอบคุณด้วยคำขอบคุณ ขอบคุณด้วยการเห็นคุณค่าตอบแทนกลับไป เมื่อบรรยากาศชีวิตเราเป็นอย่างนี้ ครอบครัวก็จะแข็งแรง คริสตจักรก็แข็งแรง และถ้าเราทำแบบนี้กับคนยังไม่รู้จักพระเจ้า เราอาจกำลังเยียวยารักษาคนนั้นที่มีบาดแผลของการไม่เป็นที่ยอมรับ เยียวยาเขาด้วยการที่เราเห็นคุณค่าของคน ๆ นั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เขาอาจไม่สำคัญสำหรับคนอื่น แต่เพราะเขาสำคัญสำหรับพระเจ้า เราจะเห็นคุณค่า  1 เปโตร 2:17  17จงให้เกียรติแก่ทุกคน   จงรักบรรดาพี่น้อง   จงยำเกรงพระเจ้า โรม 12:10 10จงรักกันฉันพี่น้อง   ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น   จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว  วันหนึ่งขณะที่พระเยซูกำลังสั่งสอน มีชายคนหนึ่งถามพระองค์ว่าในธรรมบัญญัติทั้งหมดนั้นข้อใดสำคัญที่สุด และพระเยซูก็ตอบเขา ซึ่งเป็นคำตอบที่เป็นบทสรุปคำเทศนาในเช้าวันนี้ได้ในพระธรรมมัทธิว 22:37-40 (อ่านด้วยกัน) 37พระเยซูทรงตอบเขาว่า   “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า   และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า 38นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่   และข้อต้น 39ข้อที่สองก็เหมือนกัน   คือ   จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง 40ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น   ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้”  การรักพระเจ้าให้คุณค่ากับพระเจ้า การรักผู้อื่นให้คุณค่ากับผู้อื่นต้องไปควบคู่กันเสมอ สอดคล้องกันเสมอ ไม่สามารถทำแค่ข้อหนึ่งข้อใด ถ้าเราดำเนินชีวิตโฮลี่รักพระเจ้าเหลือเกิน นมัสการสุดใจ อ่านพระคัมภีร์ทะลุปรุโปร่ง แต่เราไม่สนใจใยดีคนอื่น ไม่แคร์ใคร ไม่เอาใคร มันขัดแย้ง หรือเราสนใจใส่ใจคนมาก เป็นนางงามรักเด็ก รักทุกคน แต่ชีวิตกับพระเจ้าไม่สนใจก็เป็นไปไม่ได้  ถ้าเราเลือกเพียงแค่ 1 อย่างก็เหมือนการยืนกระต่ายขาเดียว พี่น้องลองยืนขึ้น และลองยืนขาเดียว – ถ้าเรารักพระเจ้าแต่ไม่รักคนอื่นก็เหมือนเราพยายามฟันฝ่าชีวิตไปให้ได้โดยการยืนกระต่ายขาเดียว เราจะรักษาการทรงตัวได้นานแค่ไหน ทำไม่ได้ใช่มั้ยคะที่จะยืนขาเดียวเพราะมันไม่สมดุล แต่การยืนด้วยขา 2 ข้างจะทำให้สมดุลกลับคืนมา และช่วยให้เรายืนอย่างมั่นคงด้วย เหมือนกับการที่เราต้องรักพระเจ้าให้คุณค่ากับพระเจ้า และเราต้องรักคนอื่นให้คุณค่ากับคนอื่น เมื่อเราทำเช่นนี้ดัชนีชี้วัดความสุขของเราจะเติบโตขึ้น

 

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

 “พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีก….”

วันนี้เป็นวันอีสเตอร์ของปีคศ. 2013 ในวีกิพีเดีย ได้ให้คำอธิบายปีคศ. ไว้ดังนี้ คริสต์ศักราช (อังกฤษ: Anno Domini ย่อมาจากภาษาละติน Anno Domini Nostri Iesu Christi ซึ่งแปลคำต่อคำได้ว่า ปีของพระผู้เป็นเจ้าเยซู คริสต์) หรือ ค.ศ. (อังกฤษ: AD หรือ A.D.) คือปีที่ใช้อ้างอิง โดยเริ่มนับจากปีที่เชื่อกันว่า พระเยซู เกิด และมีอายุครบหนึ่งปี เป็น ค.ศ. 1 นอกจากนี้ยังมีคำว่า คริสตกาล ใช้กล่าวถึงช่วงเวลาที่พระเยซูยังมีพระชนม์อยู่ ข้าพเจ้าอยากจะต่อท้ายที่นี่ว่า คริสตกาลคือเวลาก่อนที่พระเยซูคริสต์เจ้าถูกตรึงที่กางเขน ก่อนพระเยซูถูกฝังในอุโมงค์ และก่อนที่พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ หลังจากพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ และหลังจากนั้นจนถึงวันนี้ ไม่ปรากฏว่ามีอัฐิของพระเยซู ณ ที่ใด เพราะพระเยซูคริสต์เจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เราน่าจะเรียกวันนี้ว่าคริสตกาลด้วยเช่นกัน การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระองค์ ในขณะที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่ พระเยซูคริสต์ ไม่ได้ไปเกิดใหม่ พระเยซูคริสต์ทรงเกิดมาครั้งเดียว ตายครั้งเดียว และฟื้นขึ้นมาจากความตาย และดำรงความมีชีวิตนิรันดร์ ฮีบรู 13:8 8 ​พระ​เยซู​คริสต์​ยัง​ทรง​เหมือนเดิม​ใน​เวลา​วาน​นี้ และ​เวลา​วันนี้ และ​ต่อๆ ไป​เป็น​นิจ​กาล​ คำว่า เหมือนเดิม ภาษากรีกใช้คำว่า เป็นพระองค์เอง พระเยซูคริสต์ไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นใครอีกคนในยุคไหนก็ตาม ตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งต่อไปเป็นนิจกาล  พระเยซูคริสต์ทรงสภาพอย่างไหน พระองค์ก็ยังทรงสภาพอย่างนั้น ฟิลิปปี2:5-11… พระ​เยซู​คริสต์​ 6 ผู้​ทรง​สภาพ​ของ​พระ​เจ้า แต่​มิได้​ทรง​ถือ​ว่า​การ​เท่า​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​นั้น​เป็น​สิ่ง​ที่​จะต้อง​ยึดถือ​7 แต่​ได้​กลับ​ทรง​สละ และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส ทรง​ถือ​กำเนิด​เป็น​มนุษย์​8 และ​เมื่อ​ทรง​ปรากฏ​พระ​องค์​ใน​สภาพ​มนุษย์​แล้ว ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ถ่อม​พระ​องค์​ลง​ยอม​เชื่อ​ฟัง​จนถึง​ความ​มรณา กระทั่ง​ความ​มรณา​ที่​กางเขน​9 เหตุ​ฉะนั้น​พระ​เจ้า​จึง​ได้​ทรง​ยก​พระ​องค์​ขึ้น​อย่าง​สูง และ​ได้​ประทาน​พระ​นาม​เหนือ​นาม​ทั้ง​ปวง​ให้แก่​พระ​องค์​10 เพื่อ​เพราะ​พระ​นาม​นั้นทุก​เข่า  ใน​สวรรค์ ที่​แผ่นดิน​โลก ใต้​พื้น​แผ่นดิน​โลก จะ​คุก​ลง​กราบ  ​พระ​เยซู​11 และ​เพื่อทุก​ลิ้น​จะ​ยอมรับ  ว่า​พระ​เยซู​คริสต์​ทรง​เป็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า อัน​เป็น​การ​ถวาย​พระ​เกียรติ​แด่​พระ​บิดา​เจ้า​ ดังนั้น ภาพของพระเยซูคริสต์เจ้าสำหรับคริสเตียน คือ พระบุตรของพระเจ้าที่เสด็จมาในสภาพมนุษย์  เพื่อตายไถ่บาปมนุษย์ และฟื้นคืนพระชนม์ หลังจากเสร็จภารกิจแผนการแห่งความรอดแก่มนุษย์  พระองค์ยังคงเป็นพระเยซูคริสต์เจ้า ผู้อยู่ท่ามกลางผู้เชื่อเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค มัทธิว 28:20 …นี่​แหละ​เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค” คำว่า “สิ้นยุค” ภาษาอังกฤษในพระคัมภีร์ใช้คำว่า  the end  of the world หมายถึง จนกว่าโลกนี้ถึงเวลาที่จะต้องจบลง คำสัญญาที่จะอยู่ด้วยกับสาวกคู่กับอายุของโลก เมื่อโลกหมดเวลาของโลก สาวกก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำบทบาทสั่งสอนโลกนี้ให้ถือสิ่งสารพัดที่พระเยซูสอน และไม่จำเป็นต้องให้บัพติศมาในน้ำเพื่อแสดงการกลับใจใหม่ เพราะหมดเวลา หรือหมดโอกาสแล้ว  แต่วันนี้ วินาทีนี้ ยังมีโอกาสที่โลกจะกลับใจ พระเยซูคริสต์ก็จะอยู่กับสาวก พรเยซูคริสต์อยู่กับสาวกได้อย่างไร นี่คือจุดที่น่าสนใจ  หลังจากพระเยซูคริสต์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย พระองค์สามารถอยู่ได้ทุกที่ ทุกเวลา ในเวลาเดียวกัน ทุกยุค ทุกสมัย บันทึกในพระคัมภีร์และประวัติศาสตร์นับตั้งแต่คริสตกาลจนถึงวันนี้  ได้กล่าวถึงการปรากฏตัวของพระเยซูหลังจากเป็นขึ้นมาจากความตาย กาลเวลาไม่ใช่อุปสรรค ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค  พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และปรากฏท่ามกลางประจักษ์พยาน ยอห์น 20:26-28 26 ครั้น​ล่วง​ไป​แปด​วัน​แล้ว เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​อยู่​ด้วย​กัน​ใน​บ้าน​นั้น​อีก และโธมัส​ก็​อยู่​กับ​พวก​เขา​ด้วย ประตู​ปิด​แล้ว แต่​พระ​เยซู​เสด็จ​เข้า​มา​ประทับ​ยืน​อยู่​ท่ามกลาง​เขา และ​ตรัส​ว่า “สันติ​สุข​จง​ดำรง​อยู่​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เถิด”27 แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับโธ​มัส​ว่า “จง​ยื่น​นิ้ว​มา​ที่นี่​และ​ดู​มือ​ของ​เรา จง​ยื่น​มือ​ออก​คลำ​ที่​สีข้าง​ของ​เรา อย่า​ขาด​ความ​เชื่อ​เลย จง​เชื่อ​เถิด”28 โธมัส​ทูล​พระ​องค์​ว่า “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ และ​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์”  ลูกา24:36-43 36 เมื่อ​เขา​ทั้ง​สอง​กำลัง​เล่า​เหตุการณ์​เหล่า​นั้น ​พระ​องค์​เอง​ทรง​ยืน​อยู่​ที่​ท่ามกลาง​และ​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​เป็น​สุข​เถิด”37 ฝ่าย​เขา​ทั้ง​หลาย​สะดุ้ง​ตกใจ​กลัว​คิด​ว่า​เห็น​ผี​38 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​วุ่นวาย​ใจ​ทำไม เหตุ​ไฉน​ความ​คิด​สนเท่ห์​จึง​บังเกิด​ขึ้น​ใน​ใจ​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เล่า​39 จง​ดู​มือ​ของ​เรา​และ​เท้า​ของ​เรา​ว่า​เป็น​เรา​เอง จง​คลำ​ตัว​เรา​ดู เพราะ​ว่า​ผี​ไม่​มี​เนื้อ​และ​กระดูก​เหมือน​ท่าน​เห็น​เรา​มี​อยู่​นั้น”40 ​เมื่อ​ตรัส​อย่าง​นั้น​แล้ว ​พระ​องค์​ทรง​สำแดง​พระ​หัตถ์​และ​พระ​บาท​ให้​เขา​เห็น41 เมื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​ยัง​ไม่​ปลง​ใจ​เชื่อ เพราะ​เป็น​เรื่อง​น่ายินดี​อย่าง​เหลือเชื่อ และ​กำลัง​ประหลาด​ใจ​อยู่ ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​ถาม​เขา​ว่า “พวก​ท่าน​มี​อาหาร​กิน​ที่นี่​บ้าง​หรือ”42 เขา​ก็​เอา​ปลา​ย่าง​ชิ้น​หนึ่ง​มา​ถวาย​พระ​องค์​43 ​พระ​องค์​ทรง​รับมา​เสวย​ต่อ​หน้า​เขา​ทั้ง​หลาย กิจการ1:3 3 เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​ทน​ทุกข์​ทร​มาน​แล้ว พระ​องค์​ทรง​สำแดง​พระ​องค์​กับ​พวก​เขา​ด้วย​หลัก​ฐาน​หลาย​อย่าง พิสูจน์​ว่า​พระ​องค์​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่ ทรง​ปรากฏ​แก่​เขา​ทั้ง​หลาย​ระหว่าง​สี่​สิบ​วัน และ​ได้​ทรง​กล่าว​ถึง​เรื่อง​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า  นี่ เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานพิสูจน์ว่า พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตายและไม่ใช่ผี   มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า คนเราจะไม่ยอมตายเพื่อเรื่องโกหก ประวัติศาสตร์ต่อมาได้บันทึกว่า สาวกของพระเยซูคริสต์มากมายได้ถูกฆ่าตายเพราะไม่ยอมปฏิเสธว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย และอยู่ท่ามกลางพวกเขา พระเยซูทรงอยู่ด้วยกับสาวกตลอดเวลา แม้ในเวลาที่เผชิญหน้ากับความตาย ความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว เพราะสาวกได้รู้ว่า พระเยซูคริสต์ก็ได้ผ่านเข้าไปสู่ประสบการณ์ความตายมาแล้ว และพระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย  พระองค์ก็จะให้สาวกได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย บางคนอาจถามว่า ไม่เห็นมีสาวกคนไหน เป็นขึ้นมาจากความตาย คำถามก็คือว่า เป็นขึ้นมาเพื่ออะไร อ.เปาโลยังกล่าวว่า การตายก็คือกำไร อยู่ก็เพื่อรับใช้พระเจ้า เปาโลตาย ก็เพราะได้เสร็จบทบาทหน้าที่ในการรับใช้พระเจ้าของตัวเปาโลแล้ว แล้วจะเป็นขึ้นมาทำไม ในเมื่อพระเจ้าได้กำหนดเวลาที่จะเป็นขึ้นมาพร้อมๆกันของธรรมิกชนทุกคน เมื่อพระเยซูคริสต์เจ้าเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้แหล่ะ ผู้เชื่อทุกคนก็จะเป็นขึ้นมาจากความตายอย่างมีวัตถุประสงค์ในแผนการของพระเจ้าอีกอันหนึ่ง  การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ เป็นแผนการของพระเจ้า เพื่อพระองค์จะอยู่กับคริสตจักรทุกยุคทุกสมัย เอเฟซัส1:22-23 …..คริสตจักร23 ซึ่ง​เป็น​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์ คือ​ซึ่ง​เต็ม​บริบูรณ์​ด้วย​พระ​องค์ ผู้​ทรง​อยู่​เต็ม​ทุก​อย่าง​ทุก​แห่ง​หน​ สาวกหรือคริสตจักรมีประสบการณ์ถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเยซูคริสต์เจ้าได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ในที่ลึก ที่ไกล ที่กันดาร ที่กบดาน ที่ที่ต้อนรับหรือที่ที่ไม่ต้อนรับ พระเยซูทรงอยู่กับสาวกของพระองค์ตลอดเวลา นี่คือความหมายของคำว่า เราจะอยู่กับเจ้าเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค อีกคำที่จะเกิดขึ้นเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาอีก ยอห์น 14:1-3 1 “อย่า​ให้​ใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​วิตก​เลย ท่าน​วางใจ​ใน​พระ​เจ้า​ จง​วางใจ​ใน​เรา​ด้วย​2 ​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​บิดา​เรา​มี​ที่​อยู่​เป็น​อัน​มาก ถ้า​ไม่​มี​เรา​คง​ได้​บอก​ท่าน​แล้ว เพราะ​เรา​ไป​จัดเตรียม​ที่​ไว้​สำหรับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​3 เมื่อ​เรา​ไป​จัดเตรียม​ที่​ไว้​สำหรับ​ท่าน​แล้ว เรา​จะ​กลับมา​อีก​รับ​ท่าน​ไป​อยู่​กับ​เรา เพื่อ​ว่า​เรา​อยู่​ที่​ไหน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​อยู่​ที่​นั่น​ด้วย นี่คือความแตกต่างกับคำสัญญาในมัทธิว 28:20 สาวกอยู่ที่ไหน พระเยซูจะอยู่ที่นั่น แต่คำสัญญาเรื่องการเสด็จมาครั้งที่สอง พระเยซูอยู่ที่ไหน สาวกก็จะอยู่ที่นั่น สภาพของผู้เชื่อจะเปลี่ยนไป คริสเตียนที่ตายไปก็จะเป็นขึ้นมาจากความตาย คริสเตียนที่ยังไม่ตายก็ไม่ต้องพบกับความตายเลย ยอห์น 21:22 22 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ถ้า​เรา​อยากจะ​ให้​เขา​อยู่​จน​เรา​มา​นั้น จะ​เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า เจ้า​จง​ตาม​เรา​มา​เถิด”  คำพูดของพระเยซูคริสต์ตรงนี้มีนัยยะสำคัญเรื่องการเสด็จมาอีกครั้งของพระองค์ และเปาโลก็เข้าใจเรื่องนี้ จึงกล่าวไว้ใน 1เธสะโลนิกา 4:13-16 13 ดูก่อน​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย เรา​ไม่​อยาก​ให้​ท่าน​ไม่​ทราบ​ความ​จริง​เรื่อง​คน​ที่​ล่วง​หลับ​ไป​แล้ว เพื่อ​ท่าน​จะ​ไม่​เป็น​ทุกข์​โศก​เศร้า อย่าง​คน​อื่นๆ ที่​ไม่​มี​ความ​หวัง​14 เพราะ​ใน​เมื่อ​เรา​เชื่อ​ว่า​พระ​เยซู​ทรง​สิ้น​พระ​ชนม์ และ​ทรง​คืน​พระ​ชนม์​แล้ว โดย​พระ​เยซู​นั้น ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​นำ​บรรดา​คน​ที่​ล่วง​หลับ​ไป​แล้ว​นั้น มา​กับ​พระ​องค์​15 ​ใน​ข้อ​นี้​เรา​ขอ​บอก​ให้​ท่าน​ทราบ ตาม​พระ​วจนะ​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ว่า เรา​ผู้​ยัง​เป็นอยู่​และ​คอย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​เสด็จ​มา จะ​ล่วงหน้า​ไป​ก่อน​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ล่วง​หลับ​ไป​แล้ว​ก็​หา​ไม่​16 ด้วย​ว่า​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​จะ​เสด็จ​มา​จาก​สวรรค์​ด้วย​พระ​ดำรัส​สั่ง ด้วย​สำเนียง​เรียก​ของ​เทพบดี​และ​ด้วย​เสียง​แตร​ของ​พระ​เจ้า และ​คน​ทั้ง​ปวง​ใน​พระ​คริสต์​ที่​ตาย​แล้ว​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​ก่อน​ นั่นหมายถึงจะมีคริสเตียนที่ยังไม่ตายได้พบกับการเสด็จมาของพระเยซู หลังจากคริสเตียนที่ตายไปแล้วจะกี่ปีกี่ร้อยกี่พันปีจะเป็นขึ้นมาจากความตาย  ช่วงนี้เป็นเวลาของคนจีนที่จะไปเชงเม็ง คือการไปไหว้บรรพบุรุษ ความเชื่อของคนอื่นก็คือคนตายก็คือคนตาย แต่สำหรับคริสเตียน คนตายคือคนที่หลับ แล้วเขาจะตื่นขึ้นมา เหมือนเดิมแต่ในสภาพกายใหม่ที่เรายังจำได้ ดังนั้น ช่วงศุกร์ประเสริฐอีสเตอร์ของคริสเตียน พี่น้องที่มีญาติที่ล่วงลับ ก็จะไปเยี่ยมหลุมศพในเวลานี้ด้วย พรุ่งนี้ข้าพเจ้ากับครอบครัวก็จะไปเยี่ยมหลุมพ่อแม่พี่ๆที่ฝังอยู่ที่นครปฐมด้วยเช่นกัน ทุกครั้งเราก็จะไปทำความสะอาด วางดอกไม้ และอธิษฐานด้วยกัน ตั้งแต่พี่สาวสองคนยังมีชีวิตอยู่ เวลานี้เขาก็ไปนอนในหลุมใกล้ๆกับหลุมพ่อแม่  ความหวังของเราคือ เราจะได้พบกันอีก เมื่อพระเยซูเสด็จมา ตามคำสัญญาของพระองค์ พระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อให้กับเรา พระองค์ทำสำเร็จแล้ว และเราก็จะพบกับความสำเร็จเดียวกัน เราถือว่า  คนที่ตายก่อนก็กำไร (หากเขาตายไปโดยยังมีความเชื่อเดียวกัน) ส่วนเราทั้งหลาย เราก็อยู่เพื่อรับใช้พระเจ้าอย่างที่อ.เปาโลได้พูดเอาไว้ ฟิลิปปี 1:21 21 เพราะ​ว่า​สำหรับ​ข้าพเจ้า​นั้น การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ​คริสต์​ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำไร  การอยู่เพื่อพระคริสต์ ทำให้เราสนใจทุกสิ่งที่มุ่งเป้าหมายไปที่พระเยซูคริสต์ เช่น การใช้ชีวิตของพระเยซูคริสต์  คำสอนของพระเยซูคริสต์  คนที่พระเยซูคริสต์ทรงสนใจ และการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระเยซูคริสต์  ปัจจุบัน กิจกรรมของโลกนี้ได้สร้างเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่อย่างหลากหลาย และมีคนไม่น้อยได้สูญเสียเป้าหมายที่สำคัญไป และวิ่งไล่จับสิ่งต่างๆโดยไม่รู้ว่าโลกนี้เราอยูไม่นาน เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในยุคของเราเป็นตัวชี้บอกถึงสิ่งที่ พระเยซูได้กล่าวคำเตือนสาวกของพระองค์ไว้แล้วว่าโลกนี้ใกล้จะจบลง พระองค์ได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น และพระองค์ได้แนะนำวิธีที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างผู้ที่สามารถรับมือได้กับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นบนโลกนี้  มัทธิว 24:3-14 3 ระหว่าง​ที่​พระ​เยซู​ประ​ทับ​บน​ภูเขา​มะกอก​เทศ สา​วก​ทั้ง​หลาย​มา​เฝ้า​เป็น​ส่วน​ตัว​กราบ​ทูล​ว่า “ขอ​โปรด​ให้​พวก​ข้า​พระ​องค์​ทราบ​ว่า​เหตุ​การณ์​เหล่า​นี้​เกิด​ขึ้น​เมื่อ​ไหร่? และ​อะไร​เป็น​หมาย​สำ​คัญ​ว่า​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​มา​และ​ยุค​เก่า​จะ​สิ้น​สุด​ลง?”4 พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ใคร​ล่อ​ลวง​พวก​ท่าน5 เพราะ​ว่า​จะ​มี​หลาย​คน​มา​โดย​อ้าง​นาม​ของ​เรา​และ​กล่าว​ว่า ‘เรา​เป็น​พระ​คริสต์’ และ​พวก​เขา​จะ​ล่อ​ลวง​คน​เป็น​จำ​นวน​มาก6 ท่าน​จะ​ได้​ยิน​เสียง​สง​คราม​และ​ข่าว​ลือ​เรื่อง​สง​คราม คอย​ระวัง​อย่า​ตื่น​ตระหนก​เลย เพราะ​ว่า​ทุก​สิ่ง​จะ​ต้อง​เกิด​ขึ้น แต่​ที่​สุด​ปลาย​ยุค​ยัง​มา​ไม่​ถึง7 เพราะ​ว่า ประ​ชา​ชาติ​กับ​ประชา​ชาติ และ​อา​ณา​จักร​กับ​อา​ณา​จักร​จะ​ต่อ​สู้​กัน ทั้ง​จะ​เกิด​กัน​ดาร​อาหาร​และ​แผ่น​ดิน​ไหว​ใน​ที่​ต่างๆ8 แต่​สิ่ง​ทั้ง​หมด​นี้​เป็น​การ​เริ่ม​ต้น​ของ​ความ​ทุกข์​เหมือน​เมื่อ​เริ่ม​คลอด​ลูก 9 “เวลา​นั้น​พวก​เขา​จะ​มอบ​ตัว​ท่าน​ให้​ทน​ทุกข์​ลำ​บาก​และ​จะ​ฆ่า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เสีย และ​ประ​ชา​ชาติ​ทั้ง​หมด​จะ​เกลียด​ชัง​ท่าน​เพราะ​นาม​ของ​เรา10 ใน​เวลา​นั้น​คน​จำ​นวน​มาก​จะ​ถด​ถอย​ไป​และ​จะ​ทรยศ​กัน​และ​กัน ทั้ง​จะ​เกลียด​ชัง​กัน​และ​กัน​ด้วย11 ผู้​เผย​พระ​วจนะ​เทียม​เท็จ​หลาย​คน​จะ​เกิด​ขึ้น และ​ล่อ​ลวง​คน​จำนวน​มาก12 ความ​รัก​ของ​คน​จำ​นวน​มาก​จะ​เยือก​เย็น​ลง​เพราะ​ความ​อธรรม​แผ่​กว้าง​ออก​ไป13 แต่​ใคร​สู้ทน​ถึง​ที่​สุด​ก็​จะ​ได้​รับ​การ​ช่วย​ให้​รอด14 ข่าว​ประ​เสริฐ​เรื่อง​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​นี้​จะ​ถูก​ประ​กาศ​ไป​ทั่ว​โลก ให้​เป็น​คำ​พยาน​แก่​บรร​ดา​ประ​ชา​ชาติ แล้ว​ที่​สุด​ปลาย​จะ​มา​ถึง วันอีสเตอร์ปีนี้ของเราทั้งหลาย คืออีกวันที่บอกเวลากับเราว่า พระเยซูกำลังจะเสด็จกลับมา เราพร้อมแล้วหรือยังที่จะเผชิญกับเวลานั้น ข้าพเจ้าจึงอยากให้เราได้ทบทวนชีวิตของเราอีกครั้งกับการ…..

 

1.รู้จักการเสด็จกลับมาของพระคริสต์

 

3 ระหว่าง​ที่​พระ​เยซู​ประ​ทับ​บน​ภูเขา​มะกอก​เทศ สา​วก​ทั้ง​หลาย​มา​เฝ้า​เป็น​ส่วน​ตัว​กราบ​ทูล​ว่า “ขอ​โปรด​ให้​พวก​ข้า​พระ​องค์​ทราบ​ว่า​เหตุ​การณ์​เหล่า​นี้​เกิด​ขึ้น​เมื่อ​ไหร่? และ​อะไร​เป็น​หมาย​สำ​คัญ​ว่า​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​มา​และ​ยุค​เก่า​จะ​สิ้น​สุด​ลง?”4 พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ใคร​ล่อ​ลวง​พวก​ท่าน5 เพราะ​ว่า​จะ​มี​หลาย​คน​มา​โดย​อ้าง​นาม​ของ​เรา​และ​กล่าว​ว่า ‘เรา​เป็น​พระ​คริสต์’ และ​พวก​เขา​จะ​ล่อ​ลวง​คนเป็นจำนวนมาก  พระเยซูคริสต์ได้ตรัสด้วยพระองค์เองว่า จะมีคนมาอ้างนามของพระองค์เพื่อล่อลวงคริสเตียน(คนที่ไม่ใช่คริสเตียนก็ถูกล่อลวงอยู่แล้ว)  และจะมีคริสเตียนจำนวนมากที่ถูกล่อลวง คำว่า ล่อลวง  มาจากรากศัพท์ภาษากรีกซึ่งถูกใช้เพื่อแสดงการถูกล่อลวงออกมาใน  3 ลักษณะ 1. การพลัดหลงออกจากทางที่สัตย์ซื่อ 2. หลงผิดไปจากความจริง ความปลอดภัย หรือพฤติกรรมทางศีลธรรม 3. การโกหก หรือชักนำไปในทางที่ผิด ซึ่งในวิถีชีวิตของคริสเตียนนั้นตรงกันข้ามกับการถูกล่อลวง คือ คริสเตียนจะดำเนินชีวิตในทางของความสัตย์ซื่อ  ในความจริง ในความปลอดภัย มีพฤติกรรมทางศีลธรรม และไม่โกหก ไม่ถูกชักนำไปในทางที่ผิด แต่พระเยซูได้เตือนว่า ในเวลาที่ใกล้ที่พระองค์จะเสด็จมา คริสเตียนจำนวนมากจะเปลี่ยนไป  เราเปลี่ยนไปหรือไม่  แต่เราก็ได้เห็นคริสเตียนที่มีชีวิตที่ไม่สัตย์ซื่อ ไม่อยู่ในความจริง และกำลังอยู่ในทางที่ล่อแหลมอันตราย ความประพฤติก็ห่างไกลจากศีลธรรม โกหก และถูกชักนำไปในทางที่ผิด ใช่ไม๊  เราจะทำอย่างไร เตือนเขา  หรือเป็นแบบอย่างหรือทำตามเขา เรามักได้ยินคำว่า คนส่วนใหญ่ทำ ไม่เห็นจะเสียหายอะไร หากเราคิดเพียงเท่านี้ เรากำลังหมดสภาพของความเป็นเกลือที่รักษาความเค็ม พระเยซูตรัสว่า มัทธิว 5:13 13 “ท่าน​ทั้ง​หลายเป็น​เกลือ​แห่ง​โลก ถ้า​เกลือ​นั้น​หมด​รส​เค็ม​ไป​แล้ว จะ​ทำ​ให้​กลับ​เค็ม​อีก​ได้​อย่าง​ไร ตั้ง​แต่​นั้น​ไป​ก็​ไม่​เป็น​ประ​โยชน์​อะไร มี​แต่​จะ​ถูก​ทิ้ง​เสีย​ให้​คน​เหยียบ​ย่ำ คริสเตียนที่ดำเนินชีวิตตกอยู่ภายใต้การล่อลวง ก็คือการดำเนินชีวิตอย่างไร้คุณค่าของความเป็นเกลือ (ชีวิตที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมและต่อตัวเอง) จุดที่น่าสนใจอีกก็คือ พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังเตือนสาวกของพระองค์ว่าจะมีคนอ้างนามของพระเยซูคริสต์เพื่อให้สาวกเข้าใจผิดว่าพระเยซูคริสต์อยู่กับคนๆนั้น โดยที่พระองค์ไม่ได้อยู่  ขอทบทวนความจำของพวกเราอีกครั้งว่า คำสัญญาที่พระเยซูตรัสว่า เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายจนกว่าจะสิ้นยุค หมายถึง สาวกอยู่ที่ไหน พระเยซูอยู่ที่นั่น ถ้าเราเป็นสาวกของพระเยซู  พระเยซูก็จะอยู่กับกับเรา เราจะรู้ว่า คนที่อ้างว่าพระเยซูนั้น ของจริงหรือของปลอม   พนักงานธนาคารนับแบงค์จริงทุกวัน เมื่อมีแบงค์ปลอมแทรกเข้ามา พนักงานแบงค์จะรู้ทันทีจากการสัมผัส เพราะมีความแตกต่าง จากการอยู่กับของจริงตลอดเวลา นี่อาจเป็นเหตุผลที่พระเยซูตรัสว่า เราจะอยู่กับท่านเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค หมายถึงการที่คริสเตียนได้อยู่กับพระเยซูตัวจริงตลอดเวลา เมื่อพระคริสต์ปลอมมา คริสเตียนจะรู้ พระเยซูคริสต์ยังบอกเราอีกว่า จะมีคริสเตียนจำนวนมากที่ถูกล่อลวง ในมุมกลับ กำลังหมายความว่า จะเหลือคริสเตียนจำนวนน้อยที่ไม่ถูกล่อลวง คำถามที่เราต้องถามตัวเราเองว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ในกลุ่มน้อยหรือมาก เรากำลังมีชีวิตอยู่กับใคร….เราสัมพันธ์กับใคร….เรารู้จัก…รู้จริงเรื่องอะไร  กลับมาวิเคราะห์คำถามของสาวกที่ถามพระเยซู 3 ระหว่าง​ที่​พระ​เยซู​ประ​ทับ​บน​ภูเขา​มะกอก​เทศ สา​วก​ทั้ง​หลาย​มา​เฝ้า​เป็น​ส่วน​ตัว​กราบ​ทูล​ว่า “ขอ​โปรด​ให้​พวก​ข้า​พระ​องค์​ทราบ​ว่า​เหตุ​การณ์​เหล่า​นี้​เกิด​ขึ้น​เมื่อ​ไหร่? และ​อะไร​เป็น​หมาย​สำ​คัญ​ว่า​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​มา​และ​ยุค​เก่า​จะ​สิ้น​สุด​ลง?” เหล่าสาวกใช้ความเป็นส่วนตัวกับพระเยซูตั้งคำถาม สามคำถามที่เกี่ยวข้องกับ อนาคตของโลก อนาคตของสาวก อนาคตของการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์  อย่าลืมว่า เวลาที่สาวกถาม พระเยซูยังไม่ได้ถูกตรึง ยังไม่ตาย และ ยังไม่เป็นขึ้นจากความตาย  คำตอบของพระเยซู คือการบอกกับสาวกว่า พระองค์คือพระคริสต์ ซึ่งสำหรับคนยิว หมายถึงพระมาซีฮา ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้สำหรับช่วยกู้คนยิว แต่พระเยซูคริสต์ตอบในสโคปของพระคริสต์ ไม่ใช่สำหรับสาวกที่เป็นคนยิว แต่สาวกที่เป็นชนชาติต่างๆในยุคต่อๆมาด้วย การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์เกี่ยวพันกับชนชาติอื่นๆทั่วโลกด้วย 14 ข่าว​ประ​เสริฐ​เรื่อง​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​นี้​จะ​ถูก​ประ​กาศ​ไป​ทั่ว​โลก ให้​เป็น​คำ​พยาน​แก่​บรร​ดา​ประ​ชา​ชาติ แล้ว​ที่​สุด​ปลาย​จะ​มา​ถึง เวลาของยุคเมื่อสองพันปี ยังไม่มีเทคโนโลยี ยังไม่มีคำว่า โลกาภิวัฒน์  Globalization โลกเล็กลง การสื่อสารไปได้ทุกที่ อยู่ที่ไหนก็เคาะกูเกิลได้ วันนี้คำพยานของพระเยซูคริสต์แทบจะครอบคลุมไปทุกที่ ไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อของพระเยซู เพียงแต่การได้ยินนั้น ทำให้เกิดความเชื่อหรือการต่อต้าน แต่ไม่ว่าจะเกิดปฏิกิริยาอย่างไร จะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ พระเยซูก็ยังคงจะเสด็จกลับมาอีกครั้งแน่นอน และการเสด็จกลับมาครั้งนี้ ไม่มาอย่างเงียบๆเหมือนคืนวันคริสตมาส   กิจการ 1:11 11 สอง​คน​นั้น​กล่าว​ว่า “ชาว​กา​ลิลี​เอ๋ย ทำไม​พวก​ท่าน​ถึง​ยืน​จ้อง​มอง​ฟ้า​สวรรค์? พระ​เยซู​องค์​นี้​ที่​ทรง​รับ​ไป​จาก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ขึ้น​ไป​ยัง​สวรรค์​นั้น จะ​เสด็จ​มา​อีก​ใน​ลักษณะ​เดียว​กับ​ที่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​เห็น​พระ​องค์​เสด็จ​ไป​ยัง​สวรรค์​นั้น” พระองค์จะเสด็จไปอย่างไร พระองค์จะเสด็จมาอย่างนั้น แต่คนทั่วโลกจะรับรู้การเสด็จมาของพระองค์ ไม่ใช่แค่คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเท่านั้น ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่า จะเสด็จมาด้วยเสียงแตร เสียงทูตสวรรค์ 1เธสะโลนิกา 4:16 16 ด้วย​ว่า​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​จะ​เสด็จ​มา​จาก​สวรรค์​ด้วย​พระ​ดำรัส​สั่ง ด้วย​สำเนียง​เรียก​ของ​เทพบดี​และ​ด้วย​เสียง​แตร​ของ​พระ​เจ้า ทุกสายตาจะมองเห็น และจะมีหมายสำคัญเกี่ยวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ มัทธิว 24:29-31 29 “แต่​พอ​ความ​ทุกข์​ลำ​บาก​ใน​วัน​เหล่า​นั้น​หมด​แล้ว ดวง​อาทิตย์​จะ​มืด​ไป และ​ดวง​จันทร์​จะ​ไม่​ส่อง​แสง ดวง​ดาว​ทั้ง​หลาย​จะ​ตก​จาก​ฟ้า​สวรรค์ และ​บรร​ดา​สิ่ง​ที่​มี​อำ​นาจ​ใน​ฟ้า​สวรรค์​จะ​ถูก​ทำ​ให้​หวั่น​ไหว 30 เมื่อ​นั้น​หมาย​สำ​คัญ​แห่ง​บุตร​มนุษย์​จะ​ปรา​กฏ​ขึ้น​ใน​ท้อง​ฟ้า มนุษย์​ทุก​ชาติ​ทั่ว​โลก​จะ​ทุกข์โศก แล้ว​จะ​เห็น บุตร​มนุษย์​เสด็จ​มา​บน​เมฆ​ใน​ท้องฟ้า ทรง​ฤทธา​นุภาพ​และ​ทรง​พระ​รัศมี​อย่าง​ยิ่ง 31 แล้ว​พระ​องค์​จะ​ทรง​ส่ง​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หลาย​ของ​พระ​องค์​มา​ด้วย​เสียง​แตร​ที่​ดัง​มาก และ​ให้​รวบ​รวม​คน​ทั้ง​หมด​ที่​พระ​องค์​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว จาก​ทั้ง​สี่​ทิศ ตั้ง​แต่​ที่​สุด​ฟ้า​ข้าง​นี้​จน​ถึง​ที่​สุด​ฟ้า​ข้าง​โน้น คนบางคนจะถูกรับไป คนบางคนจะถูกทิ้งไว้ ลูกา 17:34-36 34 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ใน​คืน​วัน​นั้น​จะ​มี​ชาย​สอง​คน นอน​ใน​ที่​นอน​อัน​เดียว​กัน จะ​ทรง​รับ​คน​หนึ่ง จะ​ทรง​ละ​คน​หนึ่ง​35 ผู้หญิง​สอง​คน​จะ​โม่​แป้ง​ด้วย​กัน จะ​ทรง​รับ​คน​หนึ่ง จะ​ทรง​ละ​คน​หนึ่ง”36 ​สอง​คน​จะ​อยู่​ใน​ทุ่ง​นา จะ​ทรง​เอา​ไป​คน​หนึ่ง ทรง​ละ​ไว้​คน​หนึ่ง  สังคมของมนุษย์โลกเวลานี้ มีความรู้ให้เราค้นคว้ามาก แต่ได้กลายเป็นดาบสองคม ยิ่งรู้มากยิ่งขลาดกลัว บางคนจึงพยายามหลีกเลี่ยงด้วยการไม่รับรู้ แต่ก็มีบางสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ เพื่อเราจะรับมือ มิใช่เพื่อกลัว นี่คือเหตุผลที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้ตรัสพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าสำหรับสาวกของพระองค์ คริสเตียนทุกคนจำเป็นต้องรู้เรื่องการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์อีกครั้ง การรู้จักการเสด็จมา….จะทำให้เรามีสติสัมปชัญญะ  และฉวยโอกาสที่จะตอบสนองได้อย่างถูกต้อง เอเฟซัส 5:15 15 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​จง​ระมัดระวัง​ใน​การ​ดำเนิน​ชีวิต​ให้​ดี อย่า​ให้​เหมือน​คน​ไร้​ปัญญา แต่​ให้​เหมือน​คน​มี​ปัญญา​16 จง​ฉวย​โอกาส เพราะ​ว่า​ทุก​วันนี้​เป็น​กาล​ที่​ชั่ว​….ถ้าเราไม่รู้จักการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ เราจะฉวยโอกาสแบบผิดๆ ไม่ใช่โอกาสที่จะตอบสนองการเสด็จมา แต่เป็นการฉวยโอกาสเพื่อที่จะอยู่กับโลกนี้อย่างยั่งยืน ทั้งๆที่โลกนี้มีเวลาที่ต้องจบลง (พินาศ) การฉวยโอกาสอย่างนี้จะพาเราพินาศไปกับโลกนี้ด้วย จงรู้จักการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์

 

2.อย่าตื่นตระหนก…..จงเตรียมจิตใจที่จะเผชิญ

 

6 ท่าน​จะ​ได้​ยิน​เสียง​สง​คราม​และ​ข่าว​ลือ​เรื่อง​สง​คราม คอย​ระวัง​อย่า​ตื่น​ตระหนก​เลย เพราะ​ว่า​ทุก​สิ่ง​จะ​ต้อง​เกิด​ขึ้น แต่​ที่​สุด​ปลาย​ยุค​ยัง​มา​ไม่​ถึง7 เพราะ​ว่า ประ​ชา​ชาติ​กับ​ประชา​ชาติ และ​อา​ณา​จักร​กับ​อา​ณา​จักร​จะ​ต่อ​สู้​กัน ทั้ง​จะ​เกิด​กัน​ดาร​อาหาร​และ​แผ่น​ดิน​ไหว​ใน​ที่​ต่างๆ8 แต่​สิ่ง​ทั้ง​หมด​นี้​เป็น​การ​เริ่ม​ต้น​ของ​ความ​ทุกข์​เหมือน​เมื่อ​เริ่ม​คลอด​ลูก คำเตือนของพระเยซูคริสต์มิให้สาวกตื่นตระหนก ด้วยการยอมรับความจริง ว่า อะไรมันจะต้องเกิดก็จะต้องเกิด แต่โลกยังไม่ถึงจุดจบทันที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะดำเนินชีวิตแบบคนไม่รู้ด้วยการตื่นตระหนก กับเรื่องสงคราม และข่าวลือเรื่องสงคราม ตอนนี้เกาหลีเหนือประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับเกาหลีใต้และสหรัฐ เพราะการถูกสหประชาชาติคว่ำบาตรเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ เกาหลีเหนือยกเลิกสัญญาหยุดยิงที่ทำกับเกาหลีใต้เมื่อ 60 ปีที่แล้ว อย่าตื่นตระหนก ยังไม่ใช่เวลานี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นแค่เรื่องข่าวลือ แต่จะมีการต่อสู้กันจริงระดับประชาชาติ ระดับอาณาจักร  และจะเกิดการกันดารอาหาร และภัยพิบัติแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ คำอธิบายของพระเยซูคริสต์ตอนนี้ เพื่อให้รู้ว่า เราจะต้องเผชิญกับความทุกข์เหมือนเริ่มคลอดลูก  ผู้หญิงที่คลอดลูกจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ็บที่สุดในชีวิต นี่คือการบอกว่า  ผู้หญิงที่กำลังตั้งท้องจงรู้เถิดว่า คุณหนีความเจ็บปวดนี้ไม่พ้น  และแม่ที่กำลังจะคลอดลูก ก็ได้เตรียมจิตใจเพื่อเผชิญกับเวลานั้น เช่นเดียวกัน สาวกของพระเยซูคริสต์จะต้องเตรียมจิตใจของตนเองเพื่อเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆของโลกนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้น  อย่าเป็นอย่างบางคนที่อ่อนแอ รับไม่ได้ และตายไปเสียก่อน การรอคอยการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระเยซูคริสต์ทำให้เราสังเกตุทุกอย่างรอบตัว และไม่ปล่อยตัวไปตามกระแสของโลก เมื่อเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นตามคำทำนายของพระคัมภีร์ เรารู้ว่า เราจะต้องวางตัว วางอารมณ์ของเราได้อย่างไร ที่จะไม่วิตกจริต กังวลและขลาดกลัว 2 ทิโมธี 1:7 7 เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​มิได้​ทรง​ประทาน​จิต​ที่​ขลาด​กลัว​ให้​เรา แต่​ได้​ทรง​ประทาน​จิต​ที่​กอปร​ด้วย​ฤทธิ์ ความ​รัก และ​การ​บังคับ​ตนเอง​ให้แก่​เรา จงระลึกถึงพระคัมภีร์ตอนนี้เสมอ ฝึกที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน การได้รับความรู้ที่เป็นความจริง ความหวังของพระเจ้า จะทำให้เราไม่กลัว 1 โครินธ์ 13:13 ดังนั้น จึงตั้งอยู่สามสิ่ง ความเชื่อ ความหวัง และความรัก แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด นี่คือกุญแจสำคัญที่เราจะรักษาตัวเราให้รอดปลอดภัยจากการล่อลวงต่างๆที่จะเข้ามาในยามที่โลกนี้ถูกเขย่าให้กลัว  เราต้องไม่ลืมบทบาทสำคัญของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงสัญญาประทานให้กับเรา คำว่า พระเจ้ามิได้ประทานจิตที่ขลาดกลัวให้กับเรา เราคิดว่า จิตนี้คือใคร คำว่า จิต  ที่ใช้ที่นี้ คือคำว่า วิญญาณ ถ้าหมายถึงวิญญาณที่มาจากพระเจ้า ก็หมายถึง พระวิญญาณบริสุทธิ์ แน่นอน เพราะคำว่าจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ฤทธิ์ คำนี้ ใช้คำว่า Power  ฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยเราในการต่อสู้กับความกลัวอย่างมนุษย์ พระเยซูคริสต์จึงตรัสในกิจการ 1:8  8 แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม ทั่ว​แคว้น​ยูเดีย แคว้น​สะมาเรีย และ​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก”  ฤทธิ์อำนาจเดียวกันนี้ที่พระเยซูทรงเรียกให้สาวกของพระองค์รอรับพระราชทาน เป็นฤทธิ์อำนาจเดียวกันกับที่ 2 ทิโมธี 1:7 กล่าวถึง เราจะชนะความกลัวที่จะเป็นพยานถึงการเป็นขึ้นมาจากตายของพระเยซูคริสต์เจ้า ในที่ที่ยาก เยรูซาเล็ม (ในเวลานั้นมีการต่อต้าน และเป็นที่ที่ประหารพระเยซู) ไปทั่วแคว้นของอิสราเอล และถึงสุดปลายแผ่นดินโลก นี่คือชัยชนะเหนือความกลัวของสาวก พระเยซูได้เตรียมจิตใจของสาวกไว้แล้ว และได้ให้เครื่องมืออันทรงอานุภาพ คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่าปฏิเสธบทบาทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเรา  ถ้าเราฝึกที่จะเชื่อฟังพระวิญญาณที่เตือนเราเวลาเราอยากทำบาป เรากำลังอนุญาตให้ฤทธิ์เดชของพระวิญญาณสะสมในชีวิตของเรา การเชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการฝึกจิตที่ประกอบด้วยฤทธิ์ ความรัก และการรู้จักบังคับตนที่แท้จริง และก็จะทำให้มโนธรรมของเรานั้นไต่ระดับขึ้นสูงกว่าคนทั่วไป  สุดท้ายก่อนที่การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์จะมาถึง

 

3. อยู่อย่างอุตสาหะอดทน…สัตย์ซื่อ

 

9 “เวลา​นั้น​พวก​เขา​จะ​มอบ​ตัว​ท่าน​ให้​ทน​ทุกข์​ลำ​บาก​และ​จะ​ฆ่า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เสีย และ​ประ​ชา​ชาติ​ทั้ง​หมด​จะ​เกลียด​ชัง​ท่าน​เพราะ​นาม​ของ​เรา10 ใน​เวลา​นั้น​คน​จำ​นวน​มาก​จะ​ถด​ถอย​ไป​และ​จะ​ทรยศ​กัน​และ​กัน ทั้ง​จะ​เกลียด​ชัง​กัน​และ​กัน​ด้วย11 ผู้​เผย​พระ​วจนะ​เทียม​เท็จ​หลาย​คน​จะ​เกิด​ขึ้น และ​ล่อ​ลวง​คน​จำนวน​มาก12 ความ​รัก​ของ​คน​จำ​นวน​มาก​จะ​เยือก​เย็น​ลง​เพราะ​ความ​อธรรม​แผ่​กว้าง​ออก​ไป13 แต่​ใคร​สู้ทน​ถึง​ที่​สุด​ก็​จะ​ได้​รับ​การ​ช่วย​ให้​รอด14 ข่าว​ประ​เสริฐ​เรื่อง​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​นี้​จะ​ถูก​ประ​กาศ​ไป​ทั่ว​โลก ให้​เป็น​คำ​พยาน​แก่​บรร​ดา​ประ​ชา​ชาติ แล้ว​ที่​สุด​ปลาย​จะ​มา​ถึง หากเราอ่านพระธรรมอิสยาห์ 43:1-2 1 บัดนี้ ​พระ​เจ้า​ผู้​ได้​สร้าง​ท่าน​ยาโคบ ​พระ​องค์​ผู้​ได้​ทรง​ปั้น​ท่าน อิสราเอล​ตรัส​ดังนี้​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​ได้​ไถ่​เจ้า​แล้ว​ เรา​ได้​เรียก​เจ้า​ตาม​ชื่อ เจ้า​เป็น​ของ​เรา 2 เมื่อ​เจ้า​ลุย​ข้าม​น้ำ เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า เมื่อ​ข้าม​แม่น้ำ น้ำ​จะ​ไม่​ท่วม​เจ้า เมื่อ​เจ้า​ลุย​ไฟ เจ้า​จะ​ไม่​ไหม้ และ​เปลว​เพลิง​จะ​ไม่​เผา​ผลาญ​เจ้า เรามักตีความว่า พระเจ้าช่วยกู้เราแล้ว ปัญหาและความยากลำบากเป็นเหมือนน้ำและไฟที่จะไม่ท่วมและไม่เผาผลาญเรา แต่เรามักจะลืมไปว่า น้ำที่เราต้องลุย ทำให้เราเปียก และเกือบจะท่วมถึงคอ แต่ก็ยังไปต่อได้ ใครเคยลุยน้ำระดับคอบ้าง อึดอัด และน่าหวาดเสียว น้ำที่พระคัมภีร์ตอนนี้ระดับแม่น้ำ แน่นอน แต่เราจะลุยไปได้ ไม่จม  บางทีเหมือนต้องลุยไฟ คือรู้สึกถึงความร้อน แต่เปลวเพลิงจะไม่เผาผลาญจนถึงพินาศ บรรยากาศแบบนี้คือสภาพแวดล้อมที่พระเยซูบอกกับสาวกว่า ในเวลาใกล้สิ้นยุค บรรยากาศความเกลียดชัง การทรยศ ความรักที่เยือกเย็นลง คนโหดร้าย  การล่อลวง พระเทียมเท็จมากมาย จะเป็นเหมือนน้ำท่วม และเหมือนอยู่ในกองเพลิง สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นที่ชอบใจของคริสเตียนแน่นอน สุภาษิต 29:27 27 คน​อธรรม​เป็น​ที่​สะอิดสะเอียน​แก่​คน​ชอบธรรม แต่​คน​ตรง​กลับ​เป็น​ที่​น่า​เกลียด​น่า​ชัง​แก่​คน​ชั่ว​ร้าย​ และเมื่อคริสเตียนพยายามยืนหยัดในทางของพระเยซูคริสต์ สิ่งที่ได้รับการตอบสนองก็คือ  9 “เวลา​นั้น​พวก​เขา​จะ​มอบ​ตัว​ท่าน​ให้​ทน​ทุกข์​ลำ​บาก​และ​จะ​ฆ่า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เสีย และ​ประ​ชา​ชาติ​ทั้ง​หมด​จะ​เกลียด​ชัง​ท่าน​เพราะ​นาม​ของ​เรา เพราะสาวกของพระเยซูคริสต์ที่รอคอยการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์จะดำเนินชีวิตตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของคนในยุคสุดท้าย  คนรอบข้างจะไม่ชอบ หาว่าเราทำตัวแตกต่าง หรือขัดขวางต่อต้านเขา พระเยซูคริสต์ได้กล่าวถึงการต่อสู้นี้ว่า 13 แต่​ใคร​สู้ทน​ถึง​ที่​สุด​ก็​จะ​ได้​รับ​การ​ช่วย​ให้​รอด  คำว่า สู้ทน ก็คือ ความอุตสาหะที่จะไม่ล้มกระดาน ถอดใจเสียก่อน เหมือนอย่างการเอาตัวรอดของคนทั่วไป แต่คริสเตียนจะรอคอยการช่วยให้รอดจากพระเจ้า ความหมายของคำว่า รอด ในที่นี้ แปลว่า ได้รับการปกป้อง การปลดปล่อย ได้รับการเยียวยารักษา และได้รับสุขภาพที่ดี ความอุตสาหะอดทน จะต้องควบคู่ไปกับความสัตย์ซื่อ faithfulness แต่ข้าพเจ้าอยากใช้คำว่า  Integrity ซึ่งประเทศชาติของเรากำลังขาดแคลนคนที่สัตย์ซื่อกับความถูกต้อง และเป็นเชื้อที่ลามมาถึงคริสเตียนไม่น้อย เพราะความจริงที่ยิ่งใหญ่เหนืออื่นใดก็คือ  เราจะไม่ยอมดำเนินชีวิตที่ขัดแย้งกับความจริงที่เรารับรู้ เรื่องการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์เจ้า และการเป็นคนของพระเจ้าที่ถูกเลือก แยกตัวไว้สำหรับแผนการแห่งความรอด  จงสู้ทนถึงที่สุด ด้วยความอุตสาหะอดทนและสัตย์ซื่อ เราจะได้รับการช่วยให้รอดแน่นอน เพราะพระเยซูคริสต์ทรงสัญญาไว้กับเราว่า  เราอยู่ที่ไหน พระองค์อยู่ที่นั่นกับเรา  พระองค์อยู่ที่ไหน เราอยู่ที่นั่นกับพระองค์ เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวต่อสู้คนเดียว จำไว้ว่า อย่าล้มกระดาน สู้ต่อไป

 

“พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีก….”

 

1.รู้จักการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระคริสต์

 

2.อย่าตื่นตระหนก…..จงเตรียมจิตใจที่จะเผชิญ

 

3.จงอุตสาหะอดทน….สัตย์ซื่อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

 

“เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์….ไม่เป็นเหยื่อของการหลอกลวง”

 

Intro: คำว่า ผีหลอกที่คนไทยกลัว มักจินตนาการตามหนังภาพยนต์เรื่องผีๆที่ผีหลอกคือการทำให้สยอง ทำให้กลัว ขนลุกขนพอง แต่ความจริง ผีหลอกคน ก็คือ การครอบงำ การเบี่ยงเบนให้คนออกจากความจริงทั้งมวล โดยเฉพาะจากความจริงของพระเจ้า – โรเบิร์ต เอช. ชูลเลอร์ – ได้กล่าวคำไว้ว่า คนโง่ที่ไหนก็สามารถนับเมล็ดในลูกแอ๊ปเปิลได้ แต่พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถนับแอ๊ปเปิลในเมล็ดได้” นี่เป็นคำกล่าวเกี่ยวกับความจริงของมนุษย์ (Fact)และความจริงของพระเจ้า (Truth) การหลอกลวงของผีพยายามปิดบังตาใจของคนให้มองเห็นแค่ความจริงที่มนุษย์สามารถค้นพบได้ด้วยความจำกัดของมนุษย์เอง (Fact) ตัวอย่างเช่น  ความจริงที่พระเจ้าเป็นความดี แต่การหลอกลวงคือให้คนบูชาความดีคือพระเจ้า ความจริงที่พระเจ้าเป็นความสว่าง แต่การหลอกลวงคือให้คนพยายามนิยามความสว่างด้วยสติปัญญาของตนเอง ความจริงที่ความรักของพระเจ้าทำให้คนตาสว่าง แต่การหลอกลวงทำให้คนตาบอดเพราะความรัก  และความจริงที่ความรอดของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่การหลอกลวงทำให้คนเห็นความรอดเป็นเรื่องของคนบางคนที่พึ่งพาตนเองได้เท่านั้น และความจริงที่ความหวังในพระเยซูคริสต์เจ้าไม่เคยทำให้สิ้นหวัง แต่ การหลอกลวงทำให้มนุษย์ถูกความสิ้นหวังทำร้ายอย่างสาหัส การไม่รู้ความจริง หรือการไม่ยอมรับความจริงของพระเจ้า ก็เปิดโอกาสให้มนุษย์ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงได้  Ex. มีคำกล่าวว่า คนไม่รู้ย่อมเป็นเหยื่อของคนที่รู้ หรือภาษาชาวบ้านใช้สำนวนว่า คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด และผีมันก็จะหลอกคนด้วยวิธีนี้ ผีมันรู้ความจริง และบิดเบือนความจริงเพื่อจะควบคุมคนด้วยการหลอกลวง  ลูกา 4:41 41 ผี​ก็​ออกมา​จาก​คน​หลาย​คน​ด้วย ร้อง​ว่า “ท่าน​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า” ฝ่าย​พระ​องค์​ก็​ทรง​ขนาบ​มัน และ​ไม่ให้​มัน​พูด เพราะ​ว่า​มัน​รู้​แล้ว​ว่า​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​ ​เราจะเห็นพระคัมภีร์หลายตอนที่พระเยซูไม่ต้องการให้ผีเปิดเผยว่าพระเยซูเป็นใคร เพราะผีเป็นสมุนของมารซึ่งเป็นพ่อแห่งการโกหก คำพูดจากผู้ที่โกหก แม้เป็นความจริง พระเยซูก็ไม่ต้องการจะได้ยินคำสารภาพที่มาจากนิสัยแห่งการโกหก เพราะเป็นคำพูดที่ไม่ยอมรับความจริง (Truth) ของพระเจ้า แต่เป็นการยอมรับความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ (Fact) เหมือนกับที่ยากอบได้กล่าวว่า ยากอบ 2:19-20 19 ท่าน​เชื่อ​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​หนึ่ง นั่น​ก็​ดี​อยู่​แล้ว แม้​พวก​ปีศาจ​ก็​เชื่อ และ​กลัว​จน​ตัว​สั่น​20 แน่ะ​คน​โฉด​เขลา ท่าน​ต้อง​การ​ให้​พิสูจน์​หรือ​ว่า ความ​เชื่อ​ที่​ไม่​ประพฤติ​ตามนั้น​ไร้​ผล​ ยากอบกำลังพูดถึงคนที่มีความเชื่อแต่ไม่มีการประพฤติก็เหมือนกับผีที่มันก็เชื่อว่าพระเจ้าเป็นความจริง และก็เป็นความเชื่อแบบความกลัว 1ยอห์น 4:18 18 ​ใน​ความ​รัก​นั้น​ไม่​มี​ความ​กลัว แต่​ความ​รัก​ที่​สมบูรณ์​นั้น​ก็​ได้​ขจัด​ความ​กลัว​เสีย เพราะ​ความ​กลัว​เข้า​กับ​การ​ลงโทษ​และ​ผู้​ที่​มี​ความ​กลัว​ก็​ยัง​ไม่​มี​ความ​รัก​ที่​สมบูรณ์​ ปีศาจไม่มีความรัก ไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้า ไม่มีสื่อที่มาจากพระเจ้า แต่มาจากความกลัวอย่างปีศาจ การพูดควาามจรด้วยความกลัว ไม่ได้มาจากใจจริง ไม่เหมือนกับเปโตร มัทธิว 16:15-17 15 ​พระ​องค์​ตรัส​ถาม​เขา​ว่า “แล้ว​พวก​ท่าน​เล่า ว่า​เรา​เป็น​ใคร”16 ซีโมน​เปโตร​ทูล​ตอบ​ว่า “​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่”17 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ซีโมน​บุตร​โย​นาห์​เอ๋ย ท่าน​ก็​เป็น​สุข​เพราะ​ว่า​มนุษย์​มิได้​แจ้ง​ความ​นี้​แก่​ท่าน แต่​พระ​บิดา​ของ​เรา​ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​แจ้ง​ให้​ทราบ​ ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจสำหรับการศึกษาพระธรรมต่อไปนี้เพื่อเราทั้งหลายจะเป็นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….ที่ไม่เป็นเหยื่อของการหลอกลวง ลูกา 4:38-44 38 ฝ่าย​พระ​องค์​ทรง​ลุก​ขึ้น​ออก​จาก​ธรรม​ศาลา เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​เรือน​ของ​ซีโมน แม่​ยาย​ซีโมน​ป่วย​เป็น​ไข้​หนัก เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​อ้อน​วอน​พระ​องค์​ให้​ช่วย​หญิง​นั้น​39 ​พระ​องค์​ทรง​ยืน​อยู่​ข้าง​คน​เจ็บ ทรง​ขนาบ​ไข้ ไข้​ก็​หาย และ​ใน​ทันใด​นั้น​แม่​ยาย​ของ​ซีโมน​ก็​ลุก​ขึ้น​ปรนนิบัติ​พระ​องค์​กับ​พวก​ของ​พระ​องค์ 40 ครั้น​เวลา​ตะวัน​ยอ​แสง ใคร​มี​คน​เจ็บ​เป็น​โรค​ต่างๆ ​ก็​พา​มา​หา​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​วาง​พระ​หัตถ์​ถูกต้อง​เขา​ทุก​คน ให้​เขา​หาย​โรค​41 ผี​ก็​ออกมา​จาก​คน​หลาย​คน​ด้วย ร้อง​ว่า “ท่าน​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า” ฝ่าย​พระ​องค์​ก็​ทรง​ขนาบ​มัน และ​ไม่ให้​มัน​พูด เพราะ​ว่า​มัน​รู้​แล้ว​ว่า​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​ ​ 42 ครั้น​รุ่ง​เช้า ​พระ​องค์​เสด็จ​ออกไป​ยัง​ที่​เปลี่ยว ประชาชน​เที่ยว​เสาะหา​พระ​องค์ ครั้น​พบ​แล้ว​ก็​หน่วง​เหนี่ยว​พระ​องค์​ไว้ ไม่ให้​ไป​จาก​เขา​43 แต่​พระ​องค์​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “เรา​ต้อง​ไป​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​แห่ง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​แก่​เมือง​อื่น​ด้วย เพราะ​ว่า​ที่​เรา​ได้รับ​ใช้​มา ​ก็​เพราะ​เหตุ​นี้​เอง”44 ​พระ​องค์​ทรง​ประกาศ​ใน​ธรรม​ศาลา​ทั่ว​ยูเดีย   หลังจากพระเยซูคริสต์ทรงสั่งสอนและขับผีออกจากคนในธรรมศาลา พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้าไปในเรือนของซีโมน (เปโตร) คาดว่าน่าจะเป็นบ้านในแคว้นคาเปอรนาอุมที่พระเยซูมักจะเสด็จไปพักเสมอ  และหน้าที่ในการต้อนรับและปรนนิบัติแขกที่เข้ามาในบ้านหลังนี้  ก็คือผู้หญิงในบ้านนั้นซึ่ง น่าจะมีทั้งภรรยาของเปโตรและแม่ยาย แต่ปรากฏว่า แม่ยายของเปโตรกำลังป่วยหนัก มีไข้สูงมาก ไม่สามารถปรนนิบัติพระเยซูและสาวกได้ การใช้คำว่า ไข้หนัก เป็นภาษาของแพทย์  ขอให้เราคิดถึงผู้บันทึกหนังสือลูกานี้โดยท่านลูกาซึ่งเป็นแพทย์ ดังนั้น คำที่ท่านใช้มาจากความรู้ทางการแพทย์ อาการไข้สูงมากเช่นนี้ไม่ใช่ไข้ปกติโดยทั่วไป น่าจะเกินความสามารถของคนในยุคนั้นที่จะรักษา จึงมีการขอร้องให้พระเยซูช่วย ด้วยความหวังหลังจากที่ได้เห็นพระเยซูมีอำนาจในการสั่งให้ผีออกจากคน พระเยซูก็น่าจะมีอำนาจในการรักษาโรคที่เหนือความสามารถของคนด้วย ความมุ่งหวังของคนที่ขอออกมาในแนวนี้ เราจึงเห็นการบันทึกเรื่องราวตอนนี้ที่แปลกออกไป ก็คือ 39 ​พระ​องค์​ทรง​ยืน​อยู่​ข้าง​คน​เจ็บ ทรง​ขนาบ​ไข้ ไข้​ก็​หาย สิ่งที่แปลกก็คือ พระเยซูทรงสั่งไข้ให้ออกไปจากแม่ยายเปโตร เป็นคำเดียวกันกับที่พระเยซูใช้ขนาบผี และควบคุมไม่ให้ผีพูด และที่น่าสังเกตุที่นี่ก็คือ คนเจ็บป่วยที่พระเยซูคริสต์ทรงสัมผัสวางมือ ต่างก็หายโรค และยังมีเหตุการณ์อื่นตามมาก็คือ  มีผีออกมาจากคนเจ็บป่วยที่หายโรคหลายคน 40 ครั้น​เวลา​ตะวัน​ยอ​แสง ใคร​มี​คน​เจ็บ​เป็น​โรค​ต่างๆ ​ก็​พา​มา​หา​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​วาง​พระ​หัตถ์​ถูกต้อง​เขา​ทุก​คน ให้​เขา​หาย​โรค​41 ผี​ก็​ออกมา​จาก​คน​หลาย​คน​ด้วย แน่นอนว่า ข่าวการหายโรคฉับพลันของแม่ยายเปโตรน่าจะสะพัดออกไป จนใครมีคนเจ็บเป็นโรคต่างๆก็พามาหาพระองค์ และแน่นอนน่าจะเป็นโรคที่หายยาก รักษาไม่หาย เรื้อรัง ไม่รู้สาเหตุ สิ้นหวัง หมดหนทาง เราอยู่ในยุคปัจจุบันที่ค้นพบสาเหตุของโรคหลายชนิด และก็ยังมีโรคอีกหลายชนิดที่เราไม่รู้สาเหตุ  เหมือนกับในยุคของพระเยซูคริสต์ที่มีหมอที่สามารถรักษาโรคบางชนิดได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษาโรคอีกหลายชนิด พระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่า โรคไหนต้องขนาบ โรคไหนต้องวางมือ และมีหลายโรคที่หลังจากวางมือให้หายโรค ผีก็อยู่ไม่ได้อีกต่อไป ทำให้เราเห็นความจริงอันหนึ่งตรงนี้ว่า มีโรคที่มาจากผี และมีผีที่มาตามโรค เพราะฉะนั้น  อย่าปล่อยให้ตนเองป่วยจนผีมีสิทธิ์ที่จะมารบกวนชีวิตได้ โดยเฉพาะการป่วยฝ่ายวิญญาณ จงใส่ใจชีวิตอย่างครบองค์รวม อย่าสนใจแค่บางมุมจนตกขอบและละเลยมุมอื่นของชีวิตที่จำเป็นต้องใส่ใจ สุภาษิต 4:23 23 จง​รักษา​ใจ​ของ​เจ้า​ด้วย​ความ​ระวัง​ระไว​รอบ​ด้าน เพราะ​ชีวิต​เริ่มต้น​ออกมา​จาก​ใจ สุภาษิต 17:22 22 ใจ​ร่า​เริง​เป็น​ยา​อย่าง​ดี แต่​จิตใจ​ที่​หมด​มานะ​ทำ​ให้​กระดูก​แห้ง ความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้หมายถึง คนเราจะหายป่วยหรือตายก็อยู่ที่จิตใจ  จิตใจเป็นได้ทั้งยาดีหรือเป็นยาพิษ เป็นใจร่าเริงหรือใจที่หมดมานะ เป็นใจที่มีความหวังหรือใจที่สิ้นหวัง ทั้งชีวิตของเราจะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่การรักษาใจไว้ให้ดี การระวังระไวจิตใจให้ดีก็คือ อย่าให้ผีมาครอบงำ คนไทยมีคำเปรียบเทียบคนที่กระทำชั่วร้ายด้วยคำว่า ผีห่าซาตานสิงใจ  นั่นคือจิตใจคนๆนั้นไม่ปกติ ไม่แข็งแรง ตกเป็นทาสการครอบงำของผีห่าซาตาน มารซาตานมีชื่อเรียกว่า ผู้ล่อลวง วิวรณ์ 12:9 9 พญานาค​ใหญ่​ซึ่ง​เป็น​งู​ดึก​ดำ​บรรพ์ ที่​เขา​เรียก​กัน​ว่า​มาร​และ​ซาตาน ผู้​ล่อลวง​มนุษย์​ทั้ง​โลก…. คำว่า ล่อลวง ใช้คำว่า โกหกหลอกลวง มารหลอกคน โดยเฉพาะหลอกให้คนสิ้นหวัง คนสิ้นหวังหายป่วยยาก และที่ไม่ป่วยก็จะป่วย พระเยซูคริสต์ทรงรักษาโรคให้กับคนป่วย ทำให้ความหวังกลับมา ผีก็อยู่ในคนต่อไปไม่ได้ ผีหลอกคนให้สิ้นหวังต่อไปไม่ได้ ผีก็ออกมาจากหลายคน  บทเรียนสำหรับเราในวันนี้ได้แก่

 

1…..พระเยซูทำให้เราหายดีแล้ว…อย่าดำเนินชีวิตอย่างคนป่วย ลูกา 4:38-39

 

38 ฝ่าย​พระ​องค์​ทรง​ลุก​ขึ้น​ออก​จาก​ธรรม​ศาลา เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​เรือน​ของ​ซีโมน แม่​ยาย​ซีโมน​ป่วย​เป็น​ไข้​หนัก เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​อ้อน​วอน​พระ​องค์​ให้​ช่วย​หญิง​นั้น​39 ​พระ​องค์​ทรง​ยืน​อยู่​ข้าง​คน​เจ็บ ทรง​ขนาบ​ไข้ ไข้​ก็​หาย และ​ใน​ทันใด​นั้น​แม่​ยาย​ของ​ซีโมน​ก็​ลุก​ขึ้น​ปรนนิบัติ​พระ​องค์​กับ​พวก​ของ​พระ​องค์  ถ้าเรามองดูแม่ยายของเปโตรที่พอหายป่วยปุ๊บ ก็ลุกขึ้นปรนนิบัติปั๊บ แสดงให้เห็นว่า แม่ยายเปโตรรู้หน้าที่ของตัวเองว่า ตนเองจะต้องปรนนิบัติรับแขกที่มาเยือนที่บ้าน โดยเฉพาะพระเยซูและคนที่มากับพระองค์ในเวลานั้น อาจจะเป็นแขกประจำของบ้านนี้ และอาจเป็นที่รู้กันว่า เวลานี้ พระเยซูจะเสด็จมา และแม่ยายเปโตรก็น่าจะเป็นคนที่ปรนนิบัติประจำจนเป็นอัตโนมัติ การป่วยของแม่ยายเปโตรไม่น่าจะเป็นอาการป่วยการเมือง เหมือนกับที่ เราอาจเคยได้ยินคำว่า ป่วยการเมือง ก็คือ เวลาปกติไม่ป่วย แต่พอจะต้องทำงาน ก็ป่วย มีคำที่เจ้านายพูดกับลูกน้องว่า แหม เวลากินเหมือนชกมวย เวลาทำงานเหมือนคนป่วย หรือเวลาไปเที่ยวละก้อไม่ต้องเรียก  แต่เวลาไปโบสถ์ ไม่สบายอยู่เรื่อย…..   มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า คนเราพอโกหกบ่อยๆเข้า นานๆไปก็คิดว่า เป็นเรื่องจริง นี่ก็อาจเป็นการบิดเบือนTruth และจนสร้างและจินตานาการเป็นFactให้เกิดจริงๆเสียเลย คือจากป่วยการเมืองกลายเป็นป่วยจริง การป่วยของแม่ยายเปโตรเป็น ความจริงที่เรียกว่า (Fact)ที่ไม่ได้สร้างจากจินตนาการ แม่ยายของเปโตรเป็นไข้หนักจริง แต่เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงรักษาให้หายทันทีทันใด ความจริง (Truth) ของพระเยซูคือพระองค์มีอำนาจเหนืออาการของร่างกายและเหนือความคิดด้วย  แม่ยายเปโตรไม่ได้คิดว่าตนเองป่วยอีกต่อไป เมื่อไข้หาย ก็ลุกขึ้นปรนนิบัติทันที Ex. แต่ความคิดของคริสเตียนบางคนกลับคิดเหมือนกับช้างที่ถูกล่ามด้วยโซ่เส้นเล็กๆ ตัวเองไม่มีแรงที่จะกระชากโซ่เล็กๆนั้นขาดได้  คนไทยฝึกช้างเก่ง และใช้วิธีนี้เมื่อช้างยังเด็ก มันเคยลองดึงโซ่เส้นเล็กนี้แล้วไม่สำเร็จ พอมันโตขึ้น ช้างตัวใหญ่เลิกความพยายามที่จะดึงโซ่เส้นเล็ก  มันก็ยังถูกล่ามด้วยโซ่เส้นเล็กเส้นเดิม มันจำได้ว่ามันไม่เคยทำลายโซ่เส้นเล็กนี้ได้เลย มันก็เลยถูกล่ามด้วยโซ่เส้นเล็กนี้ตลอดเวลา เช่นเดียวกัน มารก็หลอกคนให้ติดอยู่กับอดีตที่พ่ายแพ้ อ่อนแอ ชีวิตที่ยังไม่เป็นคริสเตียนที่ถูกล่ามด้วยพันธนาการบางอย่าง เมื่อมาเป็นคริสเตียนแล้ว ก็ยังไม่ลุกขึ้นมาปรนนิบัติพระเยซู เพราะยังคิดว่าตนเองอ่อนแอ ป่วย และป่วยตลอดเวลา เพราะเรามองแต่ความจริงที่เรียกว่า (Fact)  ลูกา 8:50 50 ฝ่าย​พระ​เยซู​เมื่อ​ได้​ยิน​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “อย่า​กลัว​เลย จง​เชื่อ​เท่านั้น และ​ลูก​จะ​หาย​ดี” พระเยซูคริสต์พูดประโยคนี้กับคนที่มาจากบ้านนายธรรมศาลาที่ลูกสาวตายไปแล้ว คนๆนั้นพูดว่าอย่ารบกวนพระเยซูเลย เพราะความป่วยได้ทำให้คนตายไปแล้ว แต่พระเยซูไม่ยอมให้คนถูกหลอกด้วยความเชื่อที่สิ้นหวัง พระเยซูยังใช้คำว่า หายดีกับคนตาย แล้วกับเราทั้งหลายที่นี่ เรายังไม่ตาย คำว่า หายดี  ก็ยิ่งต้องเป็นของเราทุกคน  ขอให้เราสำรวจชีวิตของเราว่า พฤติกรรมแบบไหนของเราที่ยังเหมือนคนป่วยอยู่  เอเฟซัส 5:14-18 14 เหตุ​ฉะนั้น​จึง​มี​คำ​กล่าว​ว่า นี่​แน่ะ​คน​ที่​หลับ​อยู่ จง​ตื่น​ขึ้น และ​จง​ฟื้น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย และ​พระ​คริสต์​จะ​ทรง​ส่อง​สว่าง​แก่​ท่าน 15 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​จง​ระมัดระวัง​ใน​การ​ดำเนิน​ชีวิต​ให้​ดี อย่า​ให้​เหมือน​คน​ไร้​ปัญญา แต่​ให้​เหมือน​คน​มี​ปัญญา​16 จง​ฉวย​โอกาส เพราะ​ว่า​ทุก​วันนี้​เป็น​กาล​ที่​ชั่ว​17 เหตุ​ฉะนั้น​อย่า​เป็น​คน​โง่​เขลา แต่​จง​เข้าใจ​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ว่า​เป็น​อย่างไร​18 และ​อย่า​เมา​เหล้า​องุ่น​ซึ่ง​จะ​ทำ​ให้​เสีย​คน แต่​จง​ประกอบด้วย​พระ​วิญญาณ​ พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงคนหลับให้ตื่น คนตายให้ฟื้น เป็นคำเตือนมาถึงคริสเตียนทุกคนในเมืองเอเฟซัส คือความหมายเปรียบเทียบว่า มีคริสเตียนที่ยังดำเนินชีวิตอย่างคนที่หลับ อย่างคนที่ตาย คือคริสเตียนที่ไม่ระมัดระวังในการดำเนินชีวิต คือคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตอย่างคนไร้ปัญญา คือคริสเตียนที่ไม่ฉวยโอกาสในการทำดี คือคริสเตียนที่โง่เขลา และคือคริสเตียนที่ไม่เข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้าว่าเป็นอย่างไร ที่ที่ร้ายกว่านั้นคือคริสเตียนที่ไร้สติเหมือนคนเมาเหล้าองุ่น และคือคริสเตียนที่เสียคน ชีวิตเต็มไปด้วยความต้องการของเนื้อหนัง ทุกอย่างนี้ตรงกันข้ามกับคนที่ตื่น คนที่ฟื้น คนที่มีปัญญาคนที่ฉวยโอกาสในการทำดี คนฉลาดในสายพระเนตรของพระเจ้า  และประกอบไปด้วยพระวิญญาณ ขอพระเจ้าช่วยเราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียนในยุคนี้ อยู่ในเมืองกรุงเทพ ซึ่งมีสภาพก็เหมือนกับเอเฟซัส ที่เต็มไปด้วยรูปเคารพ และความบาปมากมาย พระเยซูทำให้เราหายดีแล้ว….อย่าดำเนินชีวิตอย่างคนป่วย  อย่าเป็นเหยื่อให้มารหลอกเราว่าเรายังป่วย  เราแย่   จงลุกขึ้นปรนนิบัติพระเยซูเหมือนกับแม่ยายเปโตรที่หายดีแล้ว…ลุกขึ้นปั๊บ

 

2….จงเป็นผู้ร่วมงานกับพระเยซู…อย่าเป็นแค่ผู้รับบริการ ลูกา 4:40-44

 

40 ครั้น​เวลา​ตะวัน​ยอ​แสง ใคร​มี​คน​เจ็บ​เป็น​โรค​ต่างๆ ​ก็​พา​มา​หา​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​วาง​พระ​หัตถ์​ถูกต้อง​เขา​ทุก​คน ให้​เขา​หาย​โรค​41 ผี​ก็​ออกมา​จาก​คน​หลาย​คน​ด้วย ร้อง​ว่า “ท่าน​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า” ฝ่าย​พระ​องค์​ก็​ทรง​ขนาบ​มัน และ​ไม่ให้​มัน​พูด เพราะ​ว่า​มัน​รู้​แล้ว​ว่า​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์ ​ 42 ครั้น​รุ่ง​เช้า ​พระ​องค์​เสด็จ​ออกไป​ยัง​ที่​เปลี่ยว ประชาชน​เที่ยว​เสาะหา​พระ​องค์ ครั้น​พบ​แล้ว​ก็​หน่วง​เหนี่ยว​พระ​องค์​ไว้ ไม่ให้​ไป​จาก​เขา​43 แต่​พระ​องค์​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “เรา​ต้อง​ไป​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​แห่ง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​แก่​เมือง​อื่น​ด้วย เพราะ​ว่า​ที่​เรา​ได้รับ​ใช้​มา ​ก็​เพราะ​เหตุ​นี้​เอง”44 ​พระ​องค์​ทรง​ประกาศ​ใน​ธรรม​ศาลา​ทั่ว​ยูเดีย​  คาดเดาว่า เวลาที่ตะวันใกล้จะตกดินนี้ พระเยซูคริสต์น่าจะยังอยู่ในบ้านของเปโตร และแม่ยายเปโตรยังคงปรนนิบัติทั้งพระเยซูกับพวกของพระองค์ และบางทีอาจจะต้องปรนนิบัติคนที่เจ็บเป็นโรคต่างๆที่พากันมาหาพระเยซู   บ้านของเปโตรกลายเป็นที่ต้อนรับคนเจ็บมากมาย แถมมีผีออกมาจากหลายคน ส่งเสียงร้องจนพระเยซูต้องขนาบให้ผีเงียบ  ถ้าเป็นพวกเราบางคนอาจจะเชิญพระเยซูไปที่อื่น เพราะเราอยากจะพัก ยิ่งเพิ่งหายดี ไม่พร้อมที่จะทำงานร่วมกับพระองค์ คนที่ป่วยมักคิดว่าตนเองไม่พร้อมที่จะทำอะไร มีสมาชิกของคริสตจักรเกาหลีแห่งหนึ่ง ป่วยหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ ต้องนอนโรงพยาบาลนานนับเดือน แต่ทุกวัน สมาชิกคริสตจักรคนนี้ ได้เป็นพยานพูดเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์กับหมอ พยาบาล คนป่วยในโรงพยาบาล จนมีหมอ พยาบาล และคนป่วยกลับใจมาเป็นคริสเตียน จนครบเดือน สมาชิกคนนี้ก็หายป่วย โดยไม่รู้สาเหตุด้วยเช่นกัน ดูเหมือนการป่วยหนักของสมาชิกคนนี้ทำให้เขามีเหตุผลที่เขาไม่พร้อมจะเป็นพยานกับใคร แต่ความจริงไม่ใช่ เขาพร้อมที่จะเป็นพยานในสภาพที่เขาป่วยหนัก เพราะพระเยซูได้ทำให้เขาหายดีแล้วในฝ่ายจิตวิญญาณ ความจริงของพระเจ้ามีชัยชนะเหนือความจริงของตัวเขาเอง การป่วยฝ่ายร่างกายไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณของเขาป่วยไปด้วย  บางทียิ่งเขาเป็นพยาน จิตใจยิ่งมีความเชื่อ มีกำลัง  มีสันติสุข เป็นสาเหตุที่นำให้เขากลับมาหายดีทางร่างกายก็ได้ สุภาษิต 17:22 22 ใจ​ร่า​เริง​เป็น​ยา​อย่าง​ดี แต่​จิตใจ​ที่​หมด​มานะ​ทำ​ให้​กระดูก​แห้ง การเป็นพยานคือการประกาศความหวังใจในข่าวประเสริฐ ยิ่งพูดถึงความหวังมากๆ ความจริงเรื่องความหวังของพระเจ้า (Truth)ยิ่งชัดเจนและมีชัยชนะเหนือความจำกัดของมนุษย์ (Fact) ความจริงที่ไม่พร้อมกลายเป็นความพร้อมในความจริงของพระเจ้า และนี่คือความหมายของพระธรรม เอเฟซัส 6:15 15 และ​เอา​ข่าว​ประเสริฐ​แห่ง​สันติ​สุข ซึ่ง​เป็น​เหตุ​ให้​เกิด​ความ​พรั่ง​พร้อม​มา​สวม​เป็น​รองเท้า ขอให้เราทั้งหลายตระหนักเสมอว่า ข่าวประเสริฐแห่งสันติสุขคือสิ่งที่ทำให้เราพร้อมในฝ่ายวิญญาณ มิใช่ ความพร้อมทางด้านสรีระร่างกาย ด้านฐานะ การศึกษา ขอให้เราจงมองในมุมกลับ แล้วเราจะเห็นว่า ความจริง เราทุกคนพร้อมแล้ว เพราะพระเยซูทำให้เราหายดีเพื่อร่วมงานกับพระองค์ อย่าเป็นเหยื่อการหลอกลวงของมารว่า เรายังไม่พร้อมที่จะประกาศข่าวประเสริฐ ยังไม่พร้อมร่วมงานกับพระเยซูคริสต์ บางคนใช้คำว่า ยังไม่ดีพอ จิตวิญญาณยังไม่สูงพอ มีคำคมภาษาอังกฤษ กล่าวว่า If you look at what you do not have in life,  you don’t have anything, If you look at what you have in life, you have  everything. แปลว่า “ถ้าคุณมองแต่ว่าคุณไม่มีอะไรในชีวิต คุณก็จะไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าคุณมองเห็นว่าคุณมีอะไรในชีวิต คุณจะมีทุกสิ่ง” อย่าเป็นเหมือนกับประชาชนกลุ่มหนึ่งที่แสวงหาพระเยซูคริสต์เพื่อจะหน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้กับตัวเอง เพราะเขาคิดว่าตัวเองเป็นผู้รับบริการจากพระเยซู  42 ครั้น​รุ่ง​เช้า ​พระ​องค์​เสด็จ​ออกไป​ยัง​ที่​เปลี่ยว ประชาชน​เที่ยว​เสาะหา​พระ​องค์ ครั้น​พบ​แล้ว​ก็​หน่วง​เหนี่ยว​พระ​องค์​ไว้ ไม่ให้​ไป​จาก​เขา ประชาชนกลุ่มนี้ต้องการจะเก็บพระเยซูไว้กับตัวเขาผู้เดียว แม้แต่เวลาที่พระเยซูจะเข้าเฝ้าพระบิดา เรารู้ว่าพระเยซูมักใช้เวลานการอธิษฐานในที่เปลี่ยว แต่ประชาชนก็เสาะหาพระองค์จนเจอ และการเจอนั้นไม่ใช่การใช้เวลาอย่างสาวก แต่เป็นการใช้พระเยซูเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง 43 แต่​พระ​องค์​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “เรา​ต้อง​ไป​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​แห่ง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​แก่​เมือง​อื่น​ด้วย เพราะ​ว่า​ที่​เรา​ได้รับ​ใช้​มา ​ก็​เพราะ​เหตุ​นี้​เอง” พระเยซูจึงตรัสกับประชาชนกลุ่มนั้นอย่างผู้รับบริการ มิใช่ผู้ร่วมรับใช้  ผู้รับบริการจะไม่ได้เคียงบ่าเคียงไหล่ใกล้ชิดกับพระเยซูเหมือนกับผู้ร่วมรับใช้ และพระเยซูก็จะไม่อยู่กับผู้รับบริการนาน ถ้าเรามาดูที่พระสัญญาของพระเยซูในพระมหาบัญชา พระองค์ตรัสว่า เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค พระองค์กำลังตรัสกับคนที่ร่วมทำงานกับพระองค์ มัทธิว 28:19-20 19 เหตุ​ฉะนั้น​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​ออกไป​สั่ง​สอน​ชน​ทุก​ชาติ ให้​เป็น​สาวก​ของ​เรา ให้​รับ​บัพติศมา​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​บิดา ​พระ​บุตร​และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​20 สอน​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​เรา​ได้​สั่ง​พวก​เจ้า​ไว้ นี่​แหละ​เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค” ผู้ร่วมงานของพระเยซูคริสต์คือคนที่ออกไปสั่งสอนให้คนเป็นสาวกของพระเยซู  วันนี้ พี่น้องอยากเป็นผู้รับบริการ หรือเป็นผู้ร่วมงานกับพระเยซู เราอยากได้ใกล้ชิดพระองค์ และพระองค์ใกล้ชิดเรา หรือเราจะอยู่ในที่ที่รับบริการที่พระเยซูทรงเสร็จภารกิจแล้วต้องไปที่อื่นต่อ  ผู้รับบริการ รับบริการแล้วก็รอรับบริการครั้งต่อไป เหมือนเวลาเราไปหาหมอ แล้วยังไม่หายดี ต้องรอพบหมอครั้งต่อไป  ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า เราทุกคนอยากหายดี และไม่อยากป่วยเรื้อรัง ถ้าเราอยากหายดี จงเป็นผู้ร่วมงานอย่าเป็นเพียงแค่ผู้รับบริการ  เราจะเห็นว่า พระเยซูทรงมองถึงเมืองอื่นด้วย หมายถึงคนอื่น 44 ​พระ​องค์​ทรง​ประกาศ​ใน​ธรรม​ศาลา​ทั่ว​ยูเดีย​  พระเยซูทรงไปประกาศทั่วยูเดีย คือพระองค์ออกจากแคว้นคาเปอรนาอุม ที่มีคนยอมรับพระองค์ พระเยซูไม่ได้ติดอยู่กับการยอมรับของคน หรือเพลินอยู่กับการยกย่องเยินยอ หรือชื่นชมอยู่กับผลสำเร็จกับคนในแคว้นคาเปอรนาอุม แต่พระองค์ทำภารกิจต่อไปอย่างมีจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน เพราะ​ว่า​ที่​เรา​ได้รับ​ใช้​มา ​ก็​เพราะ​เหตุ​นี้​เอง”  ยังมีคนป่วยอีกมากที่รอคอยการรับใช้ของพระเยซูคริสต์เจ้า  เช่นเดียวกัน ยังมีคนป่วยอีกมากข้างนอกที่รอคอยคนหายดีอย่างเราทั้งหลาย ที่จะออกไป เอาแผ่นดินของพระเจ้าไปให้ถึงพวกเขา  เราทุกคนเป็นผู้ร่วมทำงานกับพระเยซูคริสต์เจ้า คริสตจักรเตรียมแผนงาน การอบรม การเสริมสร้าง และพันธกิจ เพื่อเราทุกคนจะเป็นผู้ร่วมทำงานกับพระเยซูคริสต์เจ้า  เหมือนกับที่พระเจ้าทรงเตรียมแผนงานของพระองค์ให้กับชนชาติอิสราเอล เพื่อที่จะเป็นผู้ร่วมงานกับพระองค์ ครั้งหนึ่ง โยชูวา  ผู้นำที่พระเจ้าทรงตั้งให้ทำบทบาทนำชนชาติอิสราเอลต่อจากโมเสส เมื่อเขาพาชนชาตินี้มาถึงแผ่นดินแห่งพันธสัญญาแล้ว โยชูวาได้ถามชนชาติอิสราเอลให้ตัดสินใจเลือกว่าพวกเขาจะเลือกปรนนิบัติหรือทำงานร่วมกับใคร โยชูวา 24:15-16,19-21,22-24 15 และ​ถ้า​ท่าน​ไม่​เต็ม​ใจ​ที่​จะ​ปรนนิบัติ​พระ​เจ้า ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​เลือก​เสีย​ใน​วันนี้​ว่า​ท่าน​จะ​ปรนนิบัติ​ผู้ใด จะ​ปรนนิบัติ​พระ​ซึ่ง​บรรพ​บุรุษ​ของ​ท่าน​ปรนนิบัติ​อยู่​ใน​ท้องถิ่น​ฟาก​ตะวันออก​ของ​แม่น้ำ​ยู​เฟร​ติส หรือ​ของ​คน​อาโมไรต์​ใน​แผ่นดิน​ซึ่ง​ท่าน​อาศัย​อยู่ แต่​ส่วน​ข้าพเจ้า​และ​ครอบครัว​ของ​ข้าพเจ้า เรา​จะ​ปรนนิบัติ​พระ​เจ้า” 16 ฝ่าย​ประชาชน​ทั้ง​หลาย​จึง​ตอบ​ว่า “ซึ่ง​ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​จะ​ละ​ทิ้ง​พระ​เจ้า​ไป​ปรนนิบัติ​พระ​อื่น​นั้น ขอ​ให้​ห่างไกล​จาก​ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​เถิด​ และประชาชนอิสราเอลต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าจะปรนนิบัติพระเจ้า แม้โยชูวาจะขู่ว่าประชาชนจะปรนนิบัติพระเจ้าไม่ได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ผู้หวงแหน ผู้ไม่ชอบความบาปและการทรยศ แต่ประชาชนอิสราเอลก็ยังยืนยันว่า เขาจะปรนนิบติพระเจ้า 19 แต่​โยชูวา​กล่าว​แก่​ประชาชน​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ปรนนิบัติ​พระ​เจ้า​ไม่ได้ ด้วย​ว่า​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า​บริสุทธิ์ ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า​หวง​แหน ​พระ​องค์​จะ​ไม่​ทรง​อภัย​ความ​ทรยศ​หรือ​บาป​ของ​ท่าน 20 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ละ​ทิ้ง​พระ​เจ้า​ไป​ปรนนิบัติ​พระ​อื่น แล้ว​พระ​องค์​จะ​ทรง​หัน​กลับ​และ​กระทำ​อันตราย​แก่​ท่าน และ​ผลาญ​ท่าน​เสีย หลังจาก​ที่​พระ​องค์​ทรง​กระทำ​ดี​ต่อ​ท่าน​แล้ว”21 และ​ประชาชน​กล่าว​แก่​โยชูวา​ว่า “หา​มิได้ แต่​ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​จะ​ปรนนิบัติ​พระ​เจ้า”​ ชนชาติอิสราเอลยังคงตอบว่าจะปรนนิบัติพระเจ้า โยชูวาก็ยังกล่าวต่อไปอีกในเรื่องการปรนนิบัติพระเจ้า 22 แล้ว​โยชูวา​กล่าว​แก่​ประชาชน​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​พยาน​ปรักปรำ​ตนเอง​ว่า ท่าน​ได้​เลือก​พระ​เจ้า เพื่อ​ปรนนิบัติ​พระ​องค์​นะ” และ​เขา​กล่าว​ว่า “ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​เป็น​พยาน”23 ท่าน​จึง​กล่าว​ว่า “เพราะ​ฉะนั้น​จง​ทิ้ง​พระ​อื่น​ซึ่ง​อยู่​ใน​หมู่​พวก​ท่าน​นั้น​เสีย และ​โน้ม​จิตใจ​ของ​ท่าน​เข้า​หา​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​อิสราเอล”24 และ​ประชาชน​กล่าว​แก่​โยชูวา​ว่า “ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​จะ​ปรนนิบัติ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า และ​เชื่อ​ฟัง​พระ​สุรเสียง​ของ​พระ​องค์” ขอบคุณพระเจ้าที่ชนชาติอิสราเอลยังคงตอบรับคำเชิญชวนของพระเจ้าให้ปรนนิบัติพระองค์ และนี่คือความแน่วแน่ของชนชาติอิสราเอลที่ไม่ยอมที่จะเป็นผู้รับบริการฝ่ายเดียว ทำให้พวกเขาได้รับแผ่นดินคานาอัน แผ่นดินที่อุดมด้วยน้ำผึ้งและน้ำนมเป็นมรดก สืบต่อพระสัญญาของพระเจ้าถึงลูกหลานจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่า  ชนชาติอิสราเอลจึงได้รับโอกาสอยู่เสมอ ขอให้พี่น้องทุกคนจงเป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์…ไม่เป็นเหยื่อของการหลอกลวงใดใด

 

1…..พระเยซูทำให้เราหายดีแล้ว…อย่าดำเนินชีวิตอย่างคนป่วย

 

2….จงเป็นผู้ร่วมงานกับพระเยซู…อย่าเป็นแค่ผู้รับบริการ

 

กท. 5:13 ดูก่อน​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ที่​ทรง​เรียก​ท่าน​ก็​เพื่อให้​มี​เสรีภาพ อย่า​เอา​เสรีภาพ​ของ​ท่าน​เป็น​ช่องทาง​ที่​จะ​ปล่อย​ตัว​ไป​ตาม​เนื้อ​หนัง แต่​จง​รับ​ใช้​กัน​และ​กัน​ด้วย​ความ​รัก​เถิด​ TBS1971

 

 

 

วันที่ 17 มีนาคม 2013 (อศจ.วรรณพร พวงมาลัย)

 

พระพรแห่งการรอคอย

ถ้าให้เราลองคิดถึงบรรยากาศของการรอคอยบางสิ่งบางอย่าง feeling ความรู้สึกของการรอคอยนั้นเป็นอย่างไร – อึดอัด ไม่สบายเนื้อสบายตัว ไม่สบายใจ กระวนกระวาย กระสับกระส่าย ครุ่นคิดกินไม่ได้นอนไม่หลับ หงุดหงิด เฝ้าแต่ถาม “เมื่อไหร่นะ เมื่อไหร่จะซักที”ดูแล้วการรอคอยไม่ค่อยน่ารื่นรมย์เลย  ในเวลาที่เราต้องรออะไร เราอยากให้ไปถึงตอนจบเร็ว ๆ ในสถานการณ์นั้น ๆ การรอคอยนั้นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เรามักต้องการให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วทันใจ เป็นไปดังใจเรา  อยากให้มันเกิดขึ้นเลย อยากให้สำเร็จแล้ว อยากให้เป็นไปอย่างที่คิด  แต่เราก็รู้ว่ามันไม่ค่อยจะเป็นไปแบบนั้นซักเท่าไหร่  และแม้ว่าเราไม่ค่อยชอบการรอคอย แต่เราทุกคนต้องเจอกับการรอคอยเสมอ ไม่ว่าเราจะเป็นใครจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส  เราคิดว่าคนวัยไหนรอคอยไม่ค่อยเป็น รอไม่ได้ ………….เด็ก เป็นยังไง  จะเอาอะไรก็จะเอาให้ได้อย่างใจ ถ้าไม่ได้ก็ชักดิ้นชักงอ หน้าบูดหน้าบึ้ง กรี๊ดวี๊ดอยู่อย่างนั้น  นั่นคือเด็ก เป็นเด็กก็แสดงอาการอย่างเด็ก  แล้ววัยรุ่นล่ะรอคอยเป็นมั้ย  ลูกวัยรุ่นบอกแม่จะเอามือถือรุ่นนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ณ บัด Now  พ่อแม่ก็ ณ บัด Now เหมือนกันซื้อให้เลย ช้าเดี๋ยวโดนโวย  แล้วถ้าไม่ได้อย่างใจอาการเด็กก็จะออก ผู้ใหญ่ล่ะคะ รอคอยได้ดีกว่ามั้ย เรามีอาการเด็กหรือเปล่าในเวลาที่เรารอคอย  เมื่อเรามีเป้าหมายว่าเราจะก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์  เราจะต้องเรียนรู้จักชีวิตแห่งการรอคอย ไม่เพียงแต่รอคอยให้ได้ แต่ต้องรอคอยให้เป็นด้วย รอได้ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่เราต้องก้าวไปมากกว่านั้นที่จะรอเป็น รออย่างคนของพระเจ้า  พระเจ้ากำลังฝึกฝน และพัฒนาให้เราเป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้นผ่านบทเรียนแห่งการรอคอย  พระคำของพระเจ้ายืนยันกับเราในเรื่องของการรอคอย และคนของพระเจ้าในพระคัมภีร์ก็ถูกสอนให้เรียนรู้เรื่องนี้ไม่เว้นตัวเราด้วย เยเรมีย์ 14:22  22ในบรรดาพระเทียมเท็จแห่งประชาชาติทั้งหลายมีพระ องค์ใดเล่าที่ทำให้เกิดฝนได้ หรือท้องฟ้าประทานห่าฝนได้หรือ พระองค์มิใช่พระเจ้าองค์นั้นดอกหรือ เพราะพระองค์ทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น กษัตริย์ดาวิดเองก็ตระหนักดีในเรื่องการรอคอย  สดุดี 25:5 5ขอทรงนำข้าพระองค์ไปในความจริงของพระองค์   และขอทรงสอนข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์ ข้าพระองค์  รอคอยพระองค์อยู่วันยังค่ำ คนของพระเจ้าเหล่านี้เป็นผู้เผยพระวจนะ เป็นกษัตริย์ เป็นนักรบเก่งกล้า แต่พวกเขาต่างมีท่าทีของการรอคอยพระเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น พวกเขาคอยคำตอบจากพระเจ้าเมื่อได้อธิษฐาน ร้องทูลวิงวอนกับพระองค์ไป  พวกเขาต่างรู้ว่าการรอคอยเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นพระพร และทำให้เขาได้รับคำตอบที่ดีที่สุด และยังมีชีวิตของคนอื่น ๆ อีกไม่ว่าจะเป็นยาโคบ ฮันนาห์ อิสยาห์ มีคาห์ โยเซฟ ที่ต่างก็รอคอยพระเจ้า   คนของพระเจ้าเหล่านี้การันตี รับประกันให้เราได้ว่าเมื่อพวกเขารอคอยพระเจ้า พวกเขาได้รับพระพร อิสยาห์ 30:18  18เพราะฉะนั้น  พระเจ้าทรงคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น  พระองค์จึงทรงลุกขึ้นเพื่อเมตตาเจ้า  เพราะพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความยุติธรรม ผู้ที่คอยท่าพระองค์จะได้รับพระพร  วันนี้เราทุกคนก็ต้องการพระพร ต้องการคำตอบที่ดีที่สุดจากพระเจ้าในชีวิตของเราเช่นกัน  เรามีเรื่องที่เราได้อธิษฐาน ร้องทูล วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าไป มีหลายเรื่องที่ยังไม่ได้รับคำตอบ มีหลายเรื่องที่เรากำลังรอคอยอยู่ มีหลายเรื่องที่เราเฝ้าถามว่า เมื่อไหร่นะ เมื่อไหร่  ถ้าเราอยากได้รับคำตอบ รับพระพร  เราต้องรอคอยให้เป็น  ในการรอให้เป็นต้องทำอย่างไร ก็ต้องมี 3 ใจ

 

 1.รอคอยด้วยใจที่คาดหวัง ถ้าจะถามว่าเราต้องทำอะไรในขณะที่เรารอคอยพระเจ้า คำตอบคือ มีความคาดหวัง มีความหวัง เพราะความหวัง คือสิ่งที่รักษาชีวิตของเราให้สามารถยืนได้อย่างมั่นคง  และหลายครั้งในขณะที่เรารอคอยเราต้องเจอะเจอกับสถานการณ์ต่าง ๆ   และเราจะสามารถเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ต่อสู้กับปัญหาความยากลำบากได้ก็โดยการที่เรามีความหวัง เราเป็นคริสเตียนที่มีความหวังรึเปล่า ? ถ้าไม่มี จงเริ่มต้นหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่มาจากพระเจ้าในหัวใจของคุณตั้งแต่ตอนนี้เลย  อย่ารอไปเนิ่นนาน หรือบางคนมีต้นแห่งความหวังนี้แล้ว เคยปลูก เคยงอกงามแต่ตอนนี้มันเหี่ยวแห้งเฉาไป รดน้ำพรวนดินความหวังขึ้นมาใหม่ ให้ความหวังในพระเจ้าของเราสดชื่น เติบโตต่อไป หรือบางคนมีความหวังเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ดีมาก ในพระธรรม 1 โครินธ์ 13:13 บอกว่าเราต้องมี 3 สิ่งในชีวิตคริสเตียน   13ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง   คือความเชื่อ   ความหวังใจ   และความรัก   แต่ความรักใหญ่ที่สุด  ความหวังเป็นคุณลักษณะพิเศษของคริสเตียน เป็นความหวังที่เรามีในพระเจ้า คนที่ไม่เป็นคริสเตียนไม่สามารถมีความหวังใจเหมือนอย่างที่คริสเตียนมีเพราะเขาไม่มีพระเจ้า เอเฟซัส 2:12 12จงระลึกว่า   ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์   ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล   และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น   ไม่มีที่หวัง   และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า คริสเตียนเป็นผู้ที่สามารถมองโลกในแง่ดีได้ สามารถมีความหวังที่จะเผชิญชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ และคริสเตียนเท่านั้นที่สามารถเผชิญกับปัญหา ทุกข์หรือแม้แต่ความตายด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขและสงบได้เพราะเรามีความหวัง คริสเตียนมีความหวังในการฟื้นจากความตาย ในขณะที่เราดำเนินชีวิต เราต้องรู้ว่าเรากำลังเดินทางไปสู่ชีวิต  ไม่ใช่ความตาย ความตายเป็นประตูสวรรค์สำหรับเรา  เรามีความหวังในความรอด ทั้งในขณะที่เราอยู่ในโลกนี้ที่จะสามารถมีชัยชนะเหนือปัญหา  2 โครินธ์ 1:9-10 ได้ 9ที่จริงเราคาดว่าเราถึงที่ตายแล้ว   แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อมิให้เราไว้ใจในตนเอง   แต่ให้ไว้ใจในพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้คนทั้งปวงฟื้นจากความตาย 10พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย   และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก   เราไว้ใจพระองค์ว่า   พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก พระเจ้าเคยช่วยเรามั้ย เคย พระเจ้าเคยตอบคำอธิษฐานเรามั้ย เคย และพระองค์ก็จะช่วยเราต่อไป ตอบคำอธิษฐานของเราต่อไปอีก    ที่สำคัญเราก็ยังมีความหวังมากไปกว่านั้นอีกว่าเราจะปลอดภัยและพ้นการพิพากษาของพระเจ้า คริสเตียนเป็นผู้ที่มีความหวังในเรื่องการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระคริสต์ ความหวังของผู้ที่มีพระเจ้า ไม่ใช่ความหวังแบบลม ๆ แล้ง ๆ หลอกลวงตัวเอง มนุษย์ไม่สามารถจะสร้างความหวังขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่ความหวังของเรามาจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นแหล่งเป็นต้นกำเนิดของความหวัง ความหวังของเราเป็น ความหวังที่อยู่ในพระคริสต์  1 เธสะโลนิกา 1:3  3ต่อพระพักตร์พระบิดาเจ้าของเรา   เรารำลึกถึงความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ   และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก   และความพากเพียรซึ่งเกิดจากความหวังในพระเยซูคริสตเจ้าของเรา เราหวังไม่ใช่เพราะกำลังหรือความเข้มแข็งอย่างหนึ่งอย่างใดของเราเอง แต่เพราะเราแน่ใจในความช่วยเหลือซึ่งพระคริสต์ประทานให้  นอกจากนี้ ความหวังของเรายังตั้งอยู่ในพระเจ้า โรม 15:13 13ขอพระเจ้าแห่งความหวังทรงโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี   และสันติสุขในความเชื่อ   เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  และความหวังของคริสเตียนยังขึ้นอยู่กับพระเจ้า คริสเตียนเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความหวังเพราะสายตาของเราจะจับอยู่ที่พระเจ้า  ถ้าเรามองที่ตัวเรา ผู้คน สถานการณ์สิ่งรอบข้าง หลายครั้งจะทำให้เราหมดหวัง   แต่การมองไปยังพระเจ้าเป็นเคล็ดลับที่จะสร้างความหวังของคริสเตียน ความหวังของคริสเตียนไม่ใช่ความหวังที่รวนเร หวั่นไหวว่าบางทีคำสัญญาของพระเจ้าอาจจะเป็นจริง  แต่เป็นความหวังที่มั่นคง  และแน่ใจว่าจะเป็นความจริงอย่างแน่นอน เราต้องมีความชื่นชมยินดีในความหวังนี้ โรม 12:12 12จงชื่นชมยินดีในความหวัง   จงอดทนต่อความยากลำบาก   จงขะมักเขม้นอธิษฐาน ถ้าเราเป็นคริสเตียนที่เศร้าหมอง ไม่ชื่นชมยินดีในความหวังเราก็กำลังหลงทิศ  ผู้ที่รู้จักฤทธานุภาพของพระคริสต์จะไม่ท้อแท้สิ้นหวังเกี่ยวกับตนเองหรือเกี่ยวกับโลกอีก เพราะทุกสิ่งจะเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า เราต้องบ่มเพาะ เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังให้เติบโตมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เราต้องบอกกับตัวเองเหมือนที่กษัตริย์ดาวิดบอกกับตัวเองใน สดุดี 43:5 5จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย   ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า  เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดี แด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์  และพระเจ้าของข้าพเจ้า อย่าทำให้สถานการณ์หรือคน หรืออะไรก็ตามมาบั่นทอนความหวังของเรา ในขณะที่เราอธิษฐาน ในขณะที่เรารอคอยคำตอบ อย่าให้ความสงสัยงอกขึ้นมาในชีวิตเรา เราต้องหยุดคำถามที่เรามักถามตัวเองว่า ทำไมคำตอบยังไม่มาซักที พระเจ้าผ่านเลยเราไปแล้วรึเปล่า หรือพระเจ้าไม่รักไม่สนใจเรา  พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานอย่างแน่นอน และพระองค์ก็ทำงานของพระองค์ในสิ่งที่เราอธิษฐานนั้น  ซึ่งเรามองไม่เห็นการทำงานของพระเจ้าที่จะตอบคำอธิษฐานของเรา เราไม่รู้ในรายละเอียด กระบวนการ ขั้นตอน และแล้วเมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าจะตอบ พระเจ้าจะทำให้สถานการณ์ในชีวิตเราเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่พระเจ้าจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนั้น เราต้อง “รอคอย” นี่เป็นความจริงของชีวิตไม่มีใครที่จะไม่เจอสิ่งนี้ ทุกคนต้องเจอกับการรอคอย ฉนั้นเมื่อเราจะต้องเจอต้องพบต้องเผชิญกับการรอคอย เราก็จะต้องรู้ว่า “เราจะรอคอยอย่างไร”  “รอคอยด้วยท่าทีแบบไหน” ในการรอคอย จะมีคน2 ประเภท ประเภทแรก รอคอยแบบอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร ไม่ต่อสู้ ไม่แสดงกิริยาอะไร ไม่ดิ้นรน ไม่อะไรทั้งสิ้นทั้งปวง คนที่คอยแบบอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร คนประเภทนี้ก็มีความหวัง แต่เป็นความหวังว่าจะมีบางสิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้น ฉะนั้นก็จะแสดงออกด้วยการนั่งรอที่จะเห็นสิ่งนั้น และเมื่อเวลาผ่านไปซักพักแล้วยังไม่เกิดอะไรขึ้น คนประเภทนี้ก็จะยอมแพ้ เลิก พอ จบ แล้วก็จะพูดว่า “นั่นไง คอยแล้วคอยเล่าแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  อีกประเภทคือ   คนที่คอยอย่างมีความคาดหวัง เป็นความคาดหวังเหมือนกับกำลังจะได้รับมรดก คอยอย่างใจจดใจจ่อ  เต็มไปด้วยความหวัง เชื่อในคำตอบ เชื่อว่ามีคำตอบ เชื่อว่าคำตอบจะมาถึงในนาทีไหนก็ได้ของชีวิต มีความคาดหวังว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข เราจะเลือกเป็นคนที่รอคอยพระเจ้าแบบไหนประเภทไหน เราต้องรอคอยอย่างมีความคาดหวัง มีความหวัง แม้ว่าเรายังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม แต่ขอให้เชื่อเถอะว่ามีแสงสว่างที่ปลายทางอุโมงค์เสมอ 1โครินธ์ 2:9  9ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า   สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน    และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง    คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์   เราต้องมีความคาดหวังที่เปรียบเหมือนกับผู้หญิงที่กำลังจะได้เป็นแม่ เมื่อผู้หญิงที่ตั้งท้อง ผู้หญิงคนนั้นคาดหวังอะไร ก็คาดหวังว่าจะมีลูกที่จะเกิดมา ระหว่างที่ตั้งท้องอุ้มท้องอยู่เธอรู้ว่าลูกกำลังจะเกิดมาแม้ว่ามองไม่เห็นลูกที่อยู่ในท้องนั่นก็ตามแต่เธอก็รู้ว่ามีลูกอยู่ในท้อง  ช่วงเวลาที่ผู้หญิงรู้ว่าตัวเองท้องตั้งครรภ์ เธอก็เริ่มต้นวางแผนสำหรับลูกที่จะเกิดมา เริ่มต้นที่จะซื้อนู่นซื้อนี่ หาสิ่งของเครื่องใช้สำหรับลูกเตรียมไว้ ขวดนม เสื้อผ้า ผ้าอ้อม ถุงเท้า ถุงมือ เครื่องนอน มุ้ง เปล ทุกสิ่งอย่างที่จะเตรียมไว้ให้พร้อมสำหรับลูกที่จะเกิดมา เพราะรู้ว่าลูกจะเกิดมาจริง ๆ เธอรอคอยอย่างคาดหวัง แม้ว่าจะต้องรอนานถึง 9 เดือน ไม่มีช่วงเวลาไหนที่ผู้หญิงที่ตั้งท้องจะรู้สึกไม่เอาแล้ว พอ เลิก ยอมแพ้ ล้มกระดานดีกว่า ไม่มี  เราต้องมีความรู้สึกแบบนี้ มีความหวังเหมือนผู้หญิงที่ตั้งท้อง ว่าจะมีบางสิ่งเกิดขึ้นแน่นอน ในการรอคอยของเราไม่ว่าจะเป็นเวลาเท่าไหร่จะไม่มีการสูญเปล่า เราต้องคาดหวัง ตั้งตารอ คำว่ารอคอย  ยังหมายถึง การรับใช้ การทำงาน การใช้การได้ การทำประโยชน์ เปรียบเหมือนกับพนักงานบริกรที่ยืนรอ ยืนคอยที่จะบริการที่โต๊ะในร้านอาหารภัตตาคาร จดจ่อว่าลูกค้าต้องการอะไรและพร้อมที่จะตอบสนอง   เพราะฉะนั้นในขณะที่เรารอคอย เราจะไม่นั่งรอเฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร ไม่ทำการงาน ไม่ร้บใช้ หรือทำตัวไม่มีประโยชน์ใช้การไม่ได้ แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวก็คงมีบางสิ่งกิดขึ้น แล้วพอไม่เกิดก็ จบ ท่าที ในการรอคอยเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  เมื่อเราได้ร้องขอคำตอบจากพระเจ้า อธิษฐานขอการแก้ไขปัญหา เราต้องกระตือรือร้น ร้อนรน จดจ่อและมีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะรอคอยคำตอบของพระเจ้าด้วย และเราจำเป็นต้องรับใช้อย่างกระตือรือร้น อย่างมุ่งมั่นพร้อมที่จะตอบสนองน้ำพระทัย  เมื่อพระเจ้าเห็นว่าหัวใจของเราปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้ยินคำตอบจากพระเจ้า เห็นการดำเนินชีวิตที่สัตย์ซื่อในการรับใช้  พระองค์ก็จะนำทางออก นำคำตอบมาให้เรา เมื่อเรารอคอยด้วยท่าทีของการรับใช้ การเป็นคนที่ใช้การได้ นั่นคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คำตอบจากพระเจ้ามาถึงเรา   พระเจ้าไม่อาจจะตอบเราทันทีที่เราอธิษฐานเพราะเราอาจหงายหลังผึ่ง และไม่สามารถจะรับมือได้กับคำตอบหรือพระพรที่มาถึง เพราะ เรายังไม่พร้อมที่จะรับ แต่ในขณะที่เรารอคอยด้วยท่าทีของการรับใช้ การเป็นที่ใช้การได้ นั้นคือการที่ชีวิตของเรากำลังหล่อหลอมสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เติบโต แข็งแรง พร้อมรับกับคำตอบที่จะมาถึง  บ่อยครั้งที่เรารออะไรไม่ได้ รอไม่เป็น มันยากมากที่จะต้องรออะไรแม้แต่นาทีนึง ข้าพเจ้าเคยนำเกมส์นึง ชื่อเกมส์ “1 นาทีของคุณ”  ก็จะให้ทุกคนก้มหัวลงหลับตา เมื่อข้าพเจ้าให้สัญญาณแต่ละคนจับเวลาให้ตัวเอง 1 นาทีโดยไม่ดูนาฬิกานะ ถ้าคนไหนคิดว่าถึง 1 นาทีแล้วก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วข้าพเจ้าจะเป็นคนดูนาฬิกาเพื่อดูว่าใครที่เงยหน้าขึ้นมาใกล้เคียงหรือตรงกับ 1 นาทีจริง ๆ   รู้มั้ยคะ 1 นาทีของแต่ละคนไม่เท่ากันเลย บางคนเงยหน้าขึ้นมาเร็วมาก แป๊ปเดียวขึ้นมาแล้ว นั่นเพราะเค้ารออะไรไม่เป็น  แต่เราจำเป็นต้องรอคอยพระเจ้าและไว้วางใจในพระองค์ใช้เวลาในการรอคอยอย่างมีคุณภาพ ใช้เวลาให้เป็น ทำในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยในขณะที่รอคอย  แล้วพระเจ้าจะเคลื่อนมาหาเราอย่างรวดเร็ว  เมื่อเรามีความคาดหวังในการรอคอยพระเจ้าท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย มีท่าทีที่ถูกต้องในการปรนนิบัติพระเจ้า  พระองค์ก็จะนำการทะลุทะลวงมาถึง อย่ายอมแพ้ อย่าหยุดที่จะเชื่อ จงมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวัง การคาดหวัง ฤทธิ์อำนาจพระเจ้ามีไม่จำกัด และพระองค์จะทะลุทะลวงให้กับเราทุกคน สดุดี 62:5-7 5จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่าพระเจ้าแต่องค์เดียว เพราะความหวังของข้าพเจ้ามาจากพระองค์  6พระองค์เท่านั้นทรงเป็นศิลาและเป็นความรอดของข้าพเจ้า เป็นป้อมปราการของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหว 7ความช่วยกู้และเกียรติของข้าพเจ้าอยู่ที่พระเจ้า ศิลาอันทรงมหิทธิฤทธิ์และที่ลี้ภัยของข้าพเจ้าคือพระเจ้า เรารอคอยด้วยใจคาดหวังไปแล้ว ประการที่ 2 เราต้อง

 

2. รอคอยด้วยใจอดทน

 

เราต้องฝึกฝนความอดทนเมื่อพระเจ้าให้เราคอย กาลาเทีย 5 ได้พูดถึงเรื่องผลของพระวิญญาณ 9 อย่าง  และ 1 ในผลพระวิญญาณก็คือความอดกลั้นใจซึ่งก็คือความอดทนนั่นเอง และยังเป็นความอดทนแบบเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่เราต้องมีในขณะที่เรารอคอยพระเจ้า   แต่ในขณะที่เราอดทนรอคอยอะไรอยู่นั้นขอให้เรารู้ว่าเราไม่ใช่คนเดียวในโลกที่ต้องรอคอยที่ต้องอดทน  โรม 8:22-25  22เรารู้อยู่ว่าบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นกำลังคร่ำครวญ   และผจญความทุกข์ยากด้วยกันมาจนทุกวันนี้ 23และไม่ใช่เท่านั้น   แต่เราทั้งหลายเองด้วย   ผู้ได้รับพระวิญญาณเป็นผลแรก   ตัวเราเองก็ยังคร่ำครวญคอยการที่พระเจ้าทรงให้เป็นบุตร   คือที่จะทรงให้กายของเราทั้งหลายรอดตาย 24เหตุว่าเราทั้งหลายรอดแม้เป็นเพียงความหวังใจ   แต่ความหวังใจในสิ่งที่เราเห็นได้   หาเป็นความหวังใจไม่   ด้วยว่าใครเล่าจะยังหวังในสิ่งที่เขาเห็น 25แต่ถ้าเราทั้งหลายคอยหวังใจในสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็น   เราจึงมีความเพียรคอยสิ่งนั้น  ประโยคที่บอกว่า เราจึงมีความเพียรคอยสิ่งนั้น มีความหมายเท่ากับ คอยสิ่งนั้นด้วยความอดทน การรอคอยเป็นประสบการณ์ที่เราต้องเจอแม้แต่สิ่งทรงสร้างก็ยังรู้ว่ามีการรอคอย เราลองพิจารณาคนที่อดทนรอคอยมาก่อนหน้าเรา อับราฮามต้องอดทนแค่ไหนกว่าจะมีลูก โยเซฟต้องอดทนแค่ไหนกว่าชีวิตจะได้รับความยุติธรรม  โยบต้องอดทนผ่านทุกข์เข็ญขนาดไหนกว่าชีวิตมีสุข ผู้เผยพระวจนะทั้งหลายก็เช่นกัน  พวกเขาต่างรอคอยพระเจ้าด้วยความอดทน อดกลั้นใจ และสุดท้ายเรื่องราวชีวิตของพวกเขาก็จบลงด้วยดี  เรื่องราวชีวิตของเราก็จะจบลงด้วยดีหากเรารอคอยด้วยความอดทน อดกลั้นใจ ยากอบ 5:7 -117เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย   จงอดทนจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา   จงดูชาวนารอคอยผลอันล้ำค่าที่จะได้จากแผ่นดิน   เพียรคอยจนกระทั่งมีฝนต้นฤดูและฝนชุกปลายฤดู  8ท่านทั้งหลายก็จงอดทนเช่นนั้นเหมือนกัน   จงตั้งอกตั้งใจให้ดี   เพราะใกล้จะถึงเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาแล้ว 9พี่น้องทั้งหลาย   จงอย่าบ่นว่ากันและกัน   เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทรงพิพากษา   จงดูองค์พระผู้พิพากษาทรงประทับยืนอยู่ที่ประตูแล้ว 10พี่น้องทั้งหลาย   จงเอาแบบอย่างในการทนทุกข์และการอดทนของผู้เผยพระวจนะ   ผู้ได้กล่าวความในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า 11จงดู   เราถือว่าผู้ที่อดทนก็เป็นสุข   ท่านได้รู้เรื่องความอดทนของโยบ   และได้เห็นแล้วว่าในที่สุดปลายนั้น   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาสักเท่าใด  โคโลสี 1:10-12 10เพื่อท่านจะได้ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า   และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์   ให้เกิดผลในการดีทุกอย่าง   และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า 11ขอให้ท่านมีกำลังมากขึ้นทุกอย่างโดยฤทธิ์เดชแห่งพระสิริของพระองค์   ขอให้ท่านมีความทรหดที่สุด   และความอดทนไว้นานด้วยความยินดี 12ให้ขอบพระคุณพระบิดา   ผู้ทรงทำให้เราทั้งหลายสมกับที่จะเข้าส่วนได้รับมรดกด้วยกันกับธรรมิกชนในความสว่าง แม้กษัตริย์ดาวิดก็ยังไม่พ้นที่จะต้องอดทนรอคอยพระเจ้า สดุดี 40:1 ข้าพเจ้าได้อดทนรอคอยพระเจ้า    พระองค์ทรงเอนพระองค์ลง   ฟังคำร้องทูลของข้าพเจ้า  การอดทนเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อเรากำลังมีเหตุผลที่จะไม่รอคอย หรือหาเหตุผลร้อยแปดที่จะไม่รอไม่คอยพระเจ้าแล้ว   การอดทนจึงเป็นเสมือนเครื่องมือของพระเจ้า ม้าเวลาที่มันจะพยศมันไม่อดทนที่จะวิ่งต่อไปในเส้นทางต้องการทำตามใจของมัน คนขี่จะต้องดึงบังเหียน บังเหียนเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยหยุดยั้ง ยับยั้ง  และถ้าเรากำลังจะไม่รอ ไม่อดทน กำลังพยศ  พระเจ้าก็เป็นผู้ดึงบังเหียนในชีวิตเรา ม้ามันไม่สามารถดึงบังเหียนให้ตัวเองคนที่ขี่ต้องเป็นคนดึง เราก็ไม่สามารถที่จะดึงบังเหียนด้วยกำลังด้วยตัวของเราเอง  และพระเจ้าต้องเป็นผู้ดึงบังเหียนชีวิตของเราในเวลาที่เราไม่อดทน ไม่อดกลั้น  เวลาดึงบังเหียนม้ามันคงเจ็บ และถ้าเราไม่รอคอยด้วยใจอดทนก็จะเกิดเรื่องเจ็บปวดในชีวิตเราด้วย  เราต้องขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเรา ขอกำลังจากพระองค์ ขอการเจิมจากพระวิญญาณ พระองค์เป็นพระเจ้าที่ไม่มีขีดจำกัดที่อยู่ในเรา ขอกำลังเพื่อเราจะรอคอยด้วยใจอดทนอดกลั้นได้ในทุกสถานการณ์ของชีวิต พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งนี้ให้เราแล้วที่เราร้องขอจากพระเจ้าได้ โรม 5:1-5 1เหตุฉะนั้น   เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว   เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า   ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา 2โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่และเราชื่นชมยินดีในความไว้วางใจ   ว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า 3ยิ่งกว่านั้น   เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย   เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น   ทำให้เกิดความอดทน 4และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้   และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ 5และความหวังใจมิได้ทำให้เกิดความเสียใจเพราะผิดหวัง   เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา   โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์   ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว  คำว่า อดทนหรืออดกลั้นใจที่เป็นผลพระวิญญาณในกาลาเทียบทที่ 5  ภาษากรีกของคำนี้คือ มาโครทูมิโอ makrothumio มีความหมายว่า ทำให้สงบ ทำให้เบาบาง ทำให้อ่อนนุ่ม  ไว้นาน ๆ ทั้งต่อพระเจ้า ต่อผู้อื่น และต่อตัวเอง เมื่อเราได้รับพระคุณจากพระเจ้าเราต้องขยายพระคุณของพระเจ้าไปถึงผู้อื่นด้วยหากเขาทำให้เราเจ็บ  และเรายังต้องให้พระคุณแห่งการอภัยกับตัวเองหากเราผิดพลาดล้มลง  ความอดทนคือการที่เรากำลังทำให้เกิดความสงบ ตรงข้ามถ้าไม่อดทนอดกลั้นก็มีแต่จะพัง ทำลายความสุขทั้งของตัวเอง คนอื่น ที่สำคัญเรากำลังทำให้พระเจ้าไม่สบายใจ  พระเจ้าทรงมีเหตุผลที่เราจะต้องอดทนอดกลั้น นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้แล้ว เราไม่มีสิทธิที่จะฝืน และไม่ใช่ตัวเลือกว่าเราไม่ต้องทำสิ่งนี้ก็ได้ และพระเจ้าก็ไม่ได้ให้ใครมีอภิสิทธิ์ที่จะไม่ต้องอดทน ทุกคนต้องอดทนอดกลั้น ไม่ใช่ระยะเวลาสั้น ๆ ด้วย เป็นเวลายาวนาน  ในขณะที่พระเจ้าไม่จำกัด แต่เราจำกัดเหลือเกิน เราไม่อาจรู้และเข้าใจทุกสิ่งได้เหมือนพระองค์ สิ่งเดียวที่เราต้องทำคือยอมรับในอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า และอดทนต่อไปด้วยความชื่นชมยินดี ปัญญาจารย์ 3:11 11พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน   พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์   แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า   พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย  อิสยาห์ 55:8-9 8เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา” พระเจ้าตรัสดังนี้  9“เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด  วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า    และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”  สิ่งที่เราต้องทำในการอดทนก็คือการวางใจในพระสัญญาของพระเจ้าและรอคอยความหวังที่พระเจ้าจะกระทำให้สมบูรณ์ในชีวิตของเราแต่ละคน  ฟิลิปปี 1:6 ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว   จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์ ความอดทนเป็นเครื่องมือของพระเจ้าที่ช่วยยับยั้งหยุดยั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่เราจะเลือกจะยอมรับ จะกระทำตาม จะเชื่อฟังหรือไม่  พระเจ้าให้เสรีภาพกับอาดัมและเอวา ในสวนเอเดนพระเจ้าจัดเตรียมทุกสิ่งอย่างที่จำเป็นแล้วสำหรับเขา และพวกเขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกินผลไม้ที่ต้องห้าม  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับอาดัมเอวาคือพวกเขาไม่ได้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่าความอดทนอดกลั้น การยับยั้ง พวกเขาเลือกไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า ไม่รอคอยน้ำพระทัยและเวลาของพระองค์จึงทำให้พวกเขาไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของพระเจ้า (ความอดทนไม่มีทางลัด ถ้าเราไม่ทำตามกระบวนการมันก็ไม่สมบูรณ์) ในกระบวนการของการรอคอยด้วยใจอดทนมีวัตถุประสงค์ที่พระเจ้ากำหนดไว้  ฮีบรู 12:2 2หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ   และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์   พระองค์ได้ทรงอดทนต่อกางเขน   เพื่อความรื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์   ทรงถือว่าความละอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญและพระองค์ได้ประทับ  ณ  เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า  การรอคอยพระเจ้าจะทำให้เรามองไปที่พระเจ้า จดจ่อที่พระคริสต์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความเชื่อของเรา และเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนใจเราว่าพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและฟื้นจากความตายโดยฤทธิ์เดชพระวิญญาณบริสุทธ์ และโดยพระวิญญาณเดียวกันนี้พระองค์ก็กำลังทำงานในชีวิตเราอยู่ ยากอบ 1:2-4 นั้น 2ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า   เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ   ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี 3เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า   การทดลองความเชื่อของท่านนั้น   ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 4และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม   มีคุณสมบัติครบถ้วน   ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย   2My brothers, count it all joy when you fall into different kinds of temptations, 3knowing that the trying of your faith works patience. 4But let patience have its perfect work, so that you may be perfect and entire, lacking nothing คำว่า บรรลุผลอันสมบูรณ์ และ คนที่ดีพร้อม ภาษาอังกฤษใช้คำว่า perfect  ที่ไม่ได้หมายถึงความสมบูรณ์อย่างเดียว แต่หมายถึงการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ก้าวสู่การเติบโตมากขึ้น เราต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงอดทนในการรอคอยพระเจ้า  และเราต้องสำแดงความอดทนเป็นการกระทำ หากเรารู้สึกกำลังขาดความอดทนที่จะรอคอยพระเจ้า ขาดความอดทนที่จะรักคนที่ยากที่จะรักได้ ก็ขอให้เราไว้วางใจพระเจ้าว่าพระองค์จะเสริมกำลังใหม่ให้กับเรา ใช้เวลากับพระองค์ สนิทสัมพันธ์กับพระเจ้าให้มากขึ้นแล้วเราจะทำได้  พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบของความพากเพียรอดทน เราก็ต้องมีความพากเพียรเช่นเดียวกัน เราต้องอดทนโดยไม่มีจบสิ้น เราต้องเรียนรู้จักการรอคอย ทนรับทุกสิ่งให้ได้แล้วในที่สุดเราก็จะได้รับตามพระสัญญา ฮีบรู 6:12 12เราไม่อยากให้ท่านเป็นคนเฉื่อยช้า   แต่ให้ตามเยี่ยงอย่างแห่งคนเหล่านั้นที่อาศัยความเชื่อและความเพียร   จึงได้รับตามพระสัญญาเป็นมรดก  เรารอคอยด้วยใจคาดหวัง เรารอคอยด้วยใจอดทน และสุดท้ายเรารอคอยด้วยใจบริสุทธิ์

 

3.รอคอยด้วยใจบริสุทธิ์ มนุษย์เราทุกคนมีความปรารถนา มีความต้องการ แม้กระทั่งคริสเตียน และเมื่อความต้องการความปรารถนาเกิดขึ้น เราก็จะอธิษฐานกับพระเจ้า ขอพระเจ้าทรงจัดเตรียม และรอคอยคำตอบนั่นเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ในขณะที่เรารอคอยพระเจ้า ถ้าเราไม่คาดหวัง ไม่อดทน ก็จะนำเราไปสู่การกระทำบางสิ่งบางอย่างที่จะได้สิ่งที่เราปรารถนาสิ่งที่ต้องการด้วยกำลัง ด้วยความคิด ด้วยสติปัญญาของเราเอง และเมื่อนั้นเราอาจกำลังก้าวพลาดไปสู่ความบาป บ่อยครั้งที่แรงจูงใจของเราไม่บริสุทธิ์ ไม่ถูกต้อง เป็นแรงจูงใจที่จะเราเลือกเราทำเพื่อเติมเต็มความต้องการของตัวเองเท่านั้น  และส่งผลให้เกิดการออกห่างจากพระเจ้า  ฉะนั้นในขณะที่รอคอยอย่าทำบาป เราต้องให้ช่วงเวลาแห่งการรอคอยเป็นช่วงเวลาของพระคุณ ช่วงเวลาที่เราจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้น ไว้วางใจพระองค์มากขึ้น เติบโตมากขึ้น แล้วเมื่อนั้นพระพรจะตามมา อย่าทำให้ช่วงเวลาแห่งการรอคอยนั้นเป็นเวลาของการทดลองการทำบาป   เราต้องรอด้วยใจบริสุทธิ์  พระเจ้าทรงเน้นย้ำกับเรามากมายเรื่องความบริสุทธิ์ ฟิลิปปี 1: 9-11 9และข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ความรักของท่านจำเริญยิ่งๆขึ้น   พร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกอย่าง 10เพื่อท่านทั้งหลายจะสังเกตได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่สุด   และเพื่อท่านจะได้เป็นคนบริสุทธิ์   และไม่เป็นที่ติได้ในวันแห่งพระคริสต์ 11จะได้เป็นผู้ที่บริบูรณ์ด้วยผลของความชอบธรรม   ซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์   เพื่อถวายพระเกียรติและความสรรเสริญแด่พระเจ้า1 เปโตร 1:14-16  14โดยที่ท่านเป็นบุตรที่เชื่อฟัง   ขออย่าได้ประพฤติตามกิเลสตัณหา   อย่างที่เกิดจากความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน 15แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์   ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ16ดังที่มีพระวจนะเขียนไว้แล้วว่า   ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์  เพราะเราบริสุทธิ์  คำว่าบริสุทธิ์ในความหมายภาษากรีก แปลว่าที่เขย่า  หรือที่ร่อนแป้งหรือทราย เรารู้จักที่ร่อนแป้ง ร่อนทรายใช่มั้ย ที่ร่อนนี้จะเขย่าหรือร่อนจนกว่าสิ่งที่ปะปนอยู่ชิ้นสุดท้ายจะถูกคัดแยกออกไป และส่วนที่เหลืออยู่นั้นจะเป็นส่วนที่บริสุทธิ์ที่แท้จริง  ความบริสุทธิ์ของเราจะต้องถูกฝัด ถูกร่อน ถูกกรองอยู่เสมอ เราต้องหมั่นตรวจสอบแรงจูงใจของเรา ทัศนคติ ท่าที ความคิดเพื่อขจัดบาป ขจัดสิ่งที่ไม่ใช่ สิ่งที่ปะปนให้หมดไป ความบริสุทธิ์เป็นความโปร่งใส กล้าเปิดเผยในความสว่าง  ร้านขายเครื่องแก้ว เครื่องปั้นดินเผาทางซีกโลกตะวันออกมักจะเป็นร้านที่มืดมีเงาทึบ ถ้าเราเข้าไปซื้อของแล้วดูสินค้าในแสงสลัวเราก็อาจไม่รู้ว่าจริง ๆ สินค้านั้นคุณภาพดีหรือไม่ แต่คนซื้อที่ฉลาดจะเอาสินค้าออกมาดูนอกร้าน ยกขึ้นให้สูง พลิกดูสินค้าในแสงแดด และหลายครั้งที่แสงจ้าของดวงอาทิตย์จะทำให้เห็นข้อบกพร่อง ที่เราอาจมองไม่เห็นถ้าอยู่ในเงามืดของร้าน  การมีชีวิตที่บริสุทธิ์ รอคอยพระเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์ จะต้องไม่อยู่ในความมืด ไม่มีการกระทำของความมืด ไม่เข้าส่วนกับความมืดความบาป  ความคิดแรงจูงใจและทั้งหมดในชีวิตเราต้องไม่เคลือบแฝงด้วยเล่ห์กลมารยา หรือมีแผนร้ายพ่ายรักซ่อนอยู่  (ตัวอย่างละครเวทีเรื่องหนึ่งสมัยที่เรียนที่ธรรมศาสตร์ ข้าพเจ้าเรียนเอกการละคร เราก็ต้องทำละครเล่นละครกันบ่อย ๆ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ตีแผ่ความเป็นมนุษย์มาก  เรื่อง FACE ตัวละครในเรื่องจะมี 2 หน้า 2 ตัวอยู่ในคนเดียวกัน ตัวหนึ่งจะเป็นตัวข้างนอกที่ดูเหมือนเป็นคนดี และอีกตัวเป็นตัวข้างในที่เป็นตัวจริง เช่นตัวข้างนอกจะพูดว่า “สวัสดีค่ะคุณพี่ แหมวันนี้คุณพี่ใส่ชุดสวยจังเลยค่ะ”  แต่ในใจจะพูดว่า “ต๊าย ใส่ชุดอะไรมายะหล่อน เดินไปแถวบ้านชั้นระวังเค้าจะเรียกป้าให้นะยะ ชีวิตคริสเตียน ชีวิตที่บริสุทธิ์ต้องไม่เป็นอย่างนี้ ชีวิตข้างนอกข้างในเราต้องเหมือนกัน จริงใจ สัตย์ซื่อ ตรงไปตรงมา ไม่คดโกงบิดเบี้ยว ไม่จ้องคอยเอาผลประโยชน์ เราสามารถเอาความคิดภายในของเรามาตั้งอยู่ในแสงจ้าของกลางวันมั้ย เราสามารถเอาเจตนามาตั้งอยู่ในแสงสว่างที่จะสำแดงทุกอย่างให้ปรากฏได้มั้ย ความคิดภายในจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ สามารถยืนหยัดต่อความสว่างของสายพระเนตรพระเจ้าที่มองสำรวจตรวจตรามาที่เราได้มั้ย เมื่อเราตรวจสอบตัวเอง สำรวจแรงจูงใจด้วยความสัตย์ซื่อ และตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ รอคอยพระเจ้าด้วยหัวใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นก็จะพบพระพรของพระเจ้า 1 เธสะโลนิกา 5:23 23ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด   และทรงรักษาทั้งวิญญาณ   จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน   จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา ไม่ว่าเราอธิษฐานสิ่งใดกับพระเจ้า ไม่ว่าเราปรารถนาต้องการสิ่งใด ขอให้เราใช้เวลาในการรอคอยอย่างมีคุณภาพ และมั่นใจได้ว่าพระเจ้าจะประทานสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา เมื่อเรารอคอยพระเจ้าด้วยใจคาดหวัง รอคอยด้วยใจอดทน รอคอยด้วยใจบริสุทธิ์ แล้วเราจะได้พบกับพระเจ้า รับพระพรจากพระองค์

 

อาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์…..มีสิทธิอำนาจ”

คำไทยคำหนี่ง เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด ทำไม เพราะหมาไม่ชอบเด็ก เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะมันรู้ว่า เด็กอ่อนแอกว่ามัน เด็กตัวเล็ก และไม่รู้วิธีสู้ และเล่นกับมันในระดับที่เท่ากัน และมันรู้ว่า ใครเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน  ครอบครัวข้าพเจ้าเคยเลี้ยงสุนัขพันธ์ขนยาว จะมีเวลาที่เราจะตัดขนสุนัข เวลาข้าพเจ้าตัด มันจะไม่ยอม และบางทีเผลองับมือเรา แต่ถ้าพ่อเป็นคนตัด มันจะนิ่งยอมให้ตัดแต่โดยดี เพราะมันรู้ว่า ใครใหญ่ที่สุดในบ้าน เป็นความฉลาดของสุนัข มันเรียนรู้ว่า ใครใหญ่ ใครมีอำนาจให้มันอยู่หรือไป

คำว่าอำนาจถูกนำมาใช้ทั้งทางดีและไม่ดี ในทางที่ไม่ดี เรามักจะได้ยินคำว่า บ้าอำนาจ (ถืออำนาจ, เมายศ, เมาอำนาจ, หลงอำนาจ) ลุแก่อำนาจ (ล่วงอำนาจ, ตกอยู่ในอำนาจ) ละเมิดอำนาจ หรือถูกอำนาจควบคุม สุภาษิต 30:21,23 21 แผ่นดิน​โลก​สั่นสะเทือน​อยู่​ใต้​สาม​สิ่ง เออ มัน​ทาน​อยู่​ใต้​สี่​สิ่ง​ไม่ได้ 22 คือ ทาส​เมื่อ​ได้​เป็น​พระ​ราชาคน​โง่​เมื่อ​กิน​อิ่ม23 หญิง​ที่​ไม่​มี​ใคร​รัก​ได้​สามี และ​สาว​ใช้​ที่​ได้​เป็น​นาย​แทน​นาย​หญิง​ของ​ตน ในสี่สิ่งที่ทำให้แผ่นโลกสั่นสะเทือน หมายถึงทำให้คนอยู่อย่างไม่สงบและทนไม่ไหว (disquieted and cannot bear) มีสองในสี่สิ่งที่ให้ความหมายถึงอำนาจที่ตกอยู่ในมือของคนที่ไม่สมควรได้รับ ทาสกับสาวใช้ มาแทนที่พระราชาและเจ้านาย สุภาษิต 29:2 2 เมื่อ​คน​ชอบธรรม​ทวี​อำนาจ ประชาชน​ก็​เปรม​ปรีดิ์ แต่​เมื่อ​คน​ชั่ว​ร้าย​ครอบ​ครอง​ประชาชน​ก็​คร่ำ​ครวญ  พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงคนชอบธรรมคู่ควรกับการมีอำนาจมากขึ้น แต่คนชั่วร้ายไม่คู่ควร แม้คนชั่วร้ายได้ขึ้นมาปกครองก็ทำให้ประชาชนอยู่ไม่เป็นสุข คำว่า อำนาจ  Power   Def. อิทธิพลที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องยอมทำตาม ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจหรือไม่      Def. ความสามารถหรือสิ่งที่สามารถทำหรือบันดาลให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้  จากพระคัมภีร์และนิยามคำว่า อำนาจ ทำให้เราเข้าใจว่า  อำนาจไม่คู่ควรและไม่ได้เป็นของคนชั่วร้าย  และเมื่อไหร่ที่อำนาจอยู่ในมือของคนที่ไม่คู่ควร ก็ทำให้ประชาชนคร่ำครวญ  อำนาจ  ควรจะถูกใช้โดยคนที่คู่ควร ก็จะทำให้ประชาชนเปรมปรีดิ์ มีความสุข  ในพระคัมภีร์ได้บันทึกงานที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้มอบให้สาวกเจ็ดสิบคนออกไปทำพร้อมกับอำนาจที่ทรงมอบไว้ เป็นอำนาจที่ทำให้ประชาชนมีความสุข ลูกา 10:17-19 17 ฝ่าย​สาวก​เจ็ด​สิบ​คน​นั้น​กลับมา​ด้วย​ความ​ปรีดี​ทูล​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ถึง​ผี​ทั้ง​หลาย​ก็​ได้​อยู่​ใต้​บังคับ​ของ​พวก​ข้า​พระ​องค์​โดย​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์”18 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง​หลาย​ว่า “เรา​ได้​เห็น​ซาตาน​ ตก​จาก​ฟ้า​เหมือน​ฟ้า​แลบ​19 ดู​เถิด เรา​ได้​ให้​พวก​ท่าน​มี​อำนาจ​เหยียบ​งู​ร้าย​และ​แมง​ป่อง และ​มี​อำนาจ​ใหญ่​ยิ่ง​กว่า​กำลัง​ศัตรู ไม่​มี​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​จะ​ทำ​อันตราย​แก่​ท่าน​ได้​เลย​ สาวกได้รับสิทธิอำนาจจากพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์ทรงมีสิทธิอำนาจ และพระองค์มีสิทธิ์ที่จะมอบอำนาจของพระองค์ให้  ลูกา 4:31-37 31 ​พระ​องค์​เสด็จ​ลง​ไป​ถึง​เมือง​คาเปอร​นาอุม​แคว้น​กาลิลี และ​ได้​ทรง​สั่ง​สอน​เขา​ทั้ง​หลาย​ใน​วันสะบาโต​32 คน​ทั้ง​ปวง​ก็​อัศจรรย์​ใจ​ด้วย​การ​สอน​ของ​พระ​องค์ เพราะ​คำ​ของ​พระ​องค์​ประกอบด้วย​สิทธิอำนาจ 33 มี​คน​หนึ่ง​ใน​ธรรม​ศาลา​ที่​มี​ผี​โสโครก​เข้า​สิง เขา​ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า​34 “ไฮ้ ​พระ​เยซู​ชาว​นาซาเร็ธ ท่าน​มา​ยุ่ง​กับ​เรา​ทำไม ท่าน​มา​ทำลาย​พวก​เรา​หรือ เรา​รู้​ว่า​ท่าน​เป็น​ผู้ใด ท่าน​คือ​องค์​บริสุทธิ์​ของ​พระ​เจ้า”35 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​ห้าม​มัน​ว่า “จง​นิ่ง​เสีย ออกมา​จาก​เขา​ซี” เมื่อ​ผี​นั้น​ได้​ทำ​ให้​เขา​ล้ม​ลง​ท่ามกลาง​ประชุม​ชน แล้ว​ก็​ออกมา​จาก​เขา​แต่​มิได้​ทำ​อันตราย​เขา​เลย​36 คน​ทั้ง​ปวง​ก็​ประหลาด​ใจ​นัก พูด​กัน​ว่า “คน​นี้​เป็น​อย่างไร​หนอ เพราะ​ว่า​ท่าน​ได้​สั่ง​ผี​ โสโครก​ด้วย​สิทธิอำนาจ​และ​ด้วย​ฤทธิ์​เดช พวก​มัน​ก็​ออกมา”37 กิตติศัพท์​ของ​พระ​องค์​จึง​ได้​เลื่อง​ลือ​ไป​ทุก​ตำบล​ที่​อยู่​รอบ​นั้น  หลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงกลับไปนาซาเร็ธ และประชาชนในเมืองของพระองค์ไม่ต้อนรับพระองค์ และผลักดันให้พระเยซูคริสต์ออกไปจากเมืองของพวกเขา  พระเยซูคริสต์ได้เสด็จไปเมืองคาเปอรนาอุมและเข้าไปสั่งสอนในธรรมศาลา เพราะว่า คนยิวไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อถึงวันสะบาโต ก็จะเข้าไปฟังการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและฟังคำสั่งสอนในธรรมศาลา  พระเยซูคริสต์ไปที่ไหนก็ตาม เมื่อถึงวันสะบาโต พระองค์ก็จะเข้าไปในธรรมศาลา ทำหน้าที่อ่านและสั่งสอน เหมือนกับที่นาซาเร็ธ ผู้คนที่ฟังก็จะทึ่งในคำสอนของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เป็นคนยิวธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีหน้าที่ในธรรมศาลา ไม่ได้มีตำแหน่งทางศาสนา โดยธรรมเนียมปฏิบัติของคนยิวในธรรมศาลาที่จะมีคนอ่านพระวจนะ 7 คน คนแรกคือ หัวหน้าธรรมศาลา คนที่สองคือ เจ้าหน้าที่ที่รับใช้ในธรรมศาลา อีกห้าคนคือคนยิวธรรมดาที่ไม่มีตำแหน่งรับผิดชอบในธรรมศาลา และพระเยซูคริสต์ก็เข้าไปในธรรมศาลาเหมือนกับคนยิวทั่วไปในวันสะบาโต และในบทบาทของคนยิวธรรมดาคนหนึ่ง  พระองค์อ่านพระวจนะ และเมื่อพระองค์แบ่งปันความเข้าใจในพระวจนะที่พระองค์อ่าน คน​ทั้ง​ปวง​ก็​อัศจรรย์​ใจ​ด้วย​การ​สอน​ของ​พระ​องค์ เพราะ​คำ​ของ​พระ​องค์​ประกอบด้วย​สิทธิอำนาจ  พระเยซูคริสต์ไม่เพียงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น พระองค์ยังทำให้คนรอบข้างทึ่งในความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า  เวลานั้น พระองค์อายุเพียงสามสิบต้นๆ นับว่าเป็นคนหนุ่มในท่ามกลางคนสูงอายุอีกจำนวนมากในธรรมศาลาที่ไม่ได้มีแค่คนคนธรรมดา แต่มีคนที่มีความรู้และความเข้าใจพระคัมภีร์ด้วย การเป็นผู้ใหญ่ของพระเยซูคริสต์แตกต่างจากการเป็นผู้ใหญ่ในคนอื่นๆ  ถ้อยคำของพระองค์เป็นคำสอนและมีสิทธิอำนาจ   และข้าพเจ้าเชื่อว่า บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่อให้เราทั้งหลายได้เห็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่เป็นผู้ใหญ่….ที่มีสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์

1.ใช้ถ้อยคำที่สัมผัสจิตใจภายในคน (ทำให้คนมีสติ) ลูกา 4:31-32

31 ​พระ​องค์​เสด็จ​ลง​ไป​ถึง​เมือง​คาเปอร​นาอุม​แคว้น​กาลิลี และ​ได้​ทรง​สั่ง​สอน​เขา​ทั้ง​หลาย​ใน​วันสะบาโต​32 คน​ทั้ง​ปวง​ก็​อัศจรรย์​ใจ​ด้วย​การ​สอน​ของ​พระ​องค์ เพราะ​คำ​ของ​พระ​องค์​ประกอบด้วย​สิทธิอำนาจ  คำสอนของพระเยซูคริสต์ที่นี่สัมผัสจิตใจภายในของคน  ดูเหมือนจะคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมศาลาที่เมืองนาซาเร็ธ 22 คน​ทั้ง​ปวง​ก็​กล่าว​ชมเชย​พระ​องค์ และ​ประหลาด​ใจ​ด้วย​ถ้อยคำ​อัน​ประกอบด้วย​คุณ ซึ่ง​ออกมา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​องค์ และ​ว่า “คน​นี้​เป็น​บุตร​ของ​โยเซฟ​มิใช่​หรือ” มีความแตกต่างของการบันทึกพระธรรมตอนนี้ตรงที่ความประหลาดใจของคนสองกลุ่ม ระหว่างชาวเมืองคาเปอรนาอุมกับชาวเมืองนาซาเร็ธ ชาวเมืองนาซาเร็ธอัศจรรย์ใจกับคำสอนอันประกอบด้วยคุณ gracious งดงามมีมารยาท (พูดแบบภาษาชาวบ้าน คือ  ฟังดูเข้าท่า แต่ไม่ยอมให้สัมผัสที่จิตใจ) ซึ่งเรารู้ว่าสุดท้ายไม่มีการอัศจรรย์ใดๆเกิดขึ้นในเมืองนาซาเร็ธ  แต่ชาวเมืองคาเปอรนาอุมอัศจรรย์ใจ (ประหลาดใจ)กับคำสอนที่ประกอบด้วยสิทธิอำนาจ  power มีอิทธิพล (พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ โดน  เป็นการยอมให้ถ้อยคำของพระเยซูคริสต์เจ้าสัมผัสที่จิตใจ) ปราศจาก เงื่อนไขและข้อแก้ตัว  จิตใจที่ยอมรับสิทธิอำนาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เช่นเรื่องราวที่เกิดกับสาวกของพระเยซูกิจการ 2:37-38,41 37 เมื่อ​คน​ทั้ง​หลาย​ได้​ยิน​แล้ว​ก็​รู้สึก​แปลบ​ปลาบ​ใจ จึง​กล่าว​แก่​เปโตร​และ​อัครทูต​อื่นๆ ว่า “พี่​น้อง​เอ๋ย เรา​จะ​ทำ​อย่างไร​ดี” นี่เป็นการตอบสนองหลังจากเปโตรได้กล่าวคำพยานเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ถ้อยคำของเปโตรมีสิทธิอำนาจแทงเข้าไปถึงจิตใจของคนฟัง 38 ฝ่าย​เปโตร​จึง​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “จง​กลับ​ใจ​ใหม่​และ​รับ​บัพติศมา​​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​เยซู​คริสต์​สิ้น​ทุก​คน เพื่อ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​ยก​ความ​ผิด​บาป​ของ​ท่าน​เสีย แล้ว​ท่าน​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์….​ 41 คน​ทั้ง​หลาย​ที่​รับ​คำ​ของ​เปโตร​ก็​รับ​บัพติศมา ใน​วัน​นั้น​มี​คน​เข้า​เป็น​สาวก​ประมาณ​สาม​พัน​คน​ ถ้อยคำที่สัมผัสจิตใจภายในคน มีอิทธิพลให้คนกลับใจ  พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นผู้มอบสิทธิอำนาจนี้ให้กับสาวกของพระองค์ และเราได้เห็นเปโตรใช้สิทธิอำนาจนี้  และมีคริสเตียนในรุ่นต่อๆมาก็ใช้สิทธิอำนาจนี้มาทุกยุคทุกสมัย จนถึงทุกวันนี้ ยังมีคริสเตียนที่ใช้สิทธิอำนาจนี้   ที่มาของสิทธิอำนาจนี้เริ่มต้นจาก  มัทธิว 16:16-19 16 ซีโมน​เปโตร​ทูล​ตอบ​ว่า “​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่”17 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ซีโมน​บุตร​โย​นาห์​เอ๋ย ท่าน​ก็​เป็น​สุข​เพราะ​ว่า​มนุษย์​มิได้​แจ้ง​ความ​นี้​แก่​ท่าน แต่​พระ​บิดา​ของ​เรา​ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​แจ้ง​ให้​ทราบ​ 18 ฝ่าย​เรา​บอก​ท่าน​ว่า​ท่าน​คือ​เปโตร​​ และ​บน​ศิลา​นี้ เรา​จะ​สร้าง​คริสตจักร​ของ​เรา​ไว้ และ​พลัง​แห่ง​ความ​ตาย​จะ​มี​ชัย​ต่อ​คริสตจักร​นั้น​หา​มิได้19 เรา​จะ​มอบ​ลูก​กุญแจ​แผ่นดิน​สวรรค์​ให้​ไว้​แก่​ท่าน ท่าน​จะ​กล่าว​ห้าม​สิ่ง​ใด​ใน​โลก สิ่ง​นั้น​ก็​จะ​ถูก​กล่าว​ห้าม​ใน​สวรรค์ เมื่อ​ท่าน​จะ​กล่าว​อนุญาต​สิ่ง​ใด​ใน​โลก สิ่ง​นั้น​จะ​กล่าว​อนุญาต​ใน​สวรรค์​ด้วย” คำว่า ศิลา  ที่พระเยซูใช้กับเปโตร เพตรา  A piece of  rock พระเยซูตรัสกับเปโตรว่าเขาคือศิลาก้อนหนึ่ง และพระเยซูก็เป็นศิลา  เพตรา A mass of rock  พระเยซูเป็นศิลาที่ใหญ่มาก และหินแต่ละก้อนคือคริสตจักรก็จะตั้งอยู่บนพระองค์ การเป็นศิลาของเปโตร เกิดขึ้นจาก ถ้อยคำสารภาพที่เปโตรพูดและยอมรับสิทธิอำนาจในการเป็นบุตรของพระเจ้า สิ่งที่เปโตรพูดในวันที่รับพระวิญญาณบริสุทธ์คือการย้ำการยอมรับพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า คือความรู้สึกเดิมที่เคยรู้สึก และก็ยังรู้สึกเสมอเมื่อพูดเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ออกมาจากใจ  คำพูดของเปโตรจึงโดน (แทงใจคนฟังในเวลานั้น) พระเยซูคริสต์ทรงบุกเบิกการก่อตั้งคริสตจักรของพระองค์ไว้แล้ว อิฐก้อนแรกได้ถูกวางแล้ว และเราทั้งหลายคืออิฐก้อนต่อไปที่จะวางต่อ อย่างที่เปโตรได้กล่าวไว้ใน  1เปโตร 2:5 5 และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​เสมือน​ศิลา​ที่​มี​ชีวิต ที่​กำลัง​ก่อ​ขึ้น​เป็น​พระ​นิเวศ​ฝ่าย​พระ​วิญญาณ เป็น​ปุโรหิต​บริสุทธิ์ เพื่อ​ถวาย​สักการบูชา​ฝ่าย​วิญญาณ ที่​ชอบ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​โดย​ทาง​พระ​เยซู​คริสต์​ เปโตรมีความเข้าใจเรื่องนี้ชัดเจนว่า ตัวเปโตรเองเป็นศิลา และสาวกรุ่นต่อๆไปก็คือศิลาที่กำลังก่อกันขึ้นเป็นคริตจักรของพระเยซูคริสต์เจ้า พระเยซูคริสต์เจ้ายังกล่าวกับเปโตรถึงสิทธิอำนาจของคริสตจักร 19 เรา​จะ​มอบ​ลูก​กุญแจ​แผ่นดิน​สวรรค์​ให้​ไว้​แก่​ท่าน ท่าน​จะ​กล่าว​ห้าม​สิ่ง​ใด​ใน​โลก สิ่ง​นั้น​ก็​จะ​ถูก​กล่าว​ห้าม​ใน​สวรรค์ เมื่อ​ท่าน​จะ​กล่าว​อนุญาต​สิ่ง​ใด​ใน​โลก สิ่ง​นั้น​จะ​กล่าว​อนุญาต​ใน​สวรรค์​ด้วย” นั่นหมายถึงสาวกคนอื่นๆด้วย ไม่ใช่เปโตรคนเดียว  เป็นความตั้งใจที่พระเยซูคริสต์เจ้าต้องการให้ผู้เชื่อทุกคนใช้สิทธิอำนาจนี้  เป็นสิทธิอำนาจเดียวกันกับที่พระองค์ได้ใช้ในธรรมศาลาอย่างคนธรรมดา มิใช่คนที่มีบทบาทหน้าที่ตำแหน่งในการรับใช้ มัทธิว 28:18-2018 ​พระ​เยซู​จึง​เสด็จ​เข้า​มา​ใกล้​แล้ว​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ฤทธานุภาพ​ทั้งสิ้น​ใน​สวรรค์​ก็​ดี ใน​แผ่นดิน​โลก​ก็​ดี​ทรง​มอบ​ไว้​แก่​เรา​แล้ว​19 เหตุ​ฉะนั้น​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​ออกไป​สั่ง​สอน​ชน​ทุก​ชาติ ให้​เป็น​สาวก​ของ​เรา ให้​รับ​บัพติศมา​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​บิดา ​พระ​บุตร​และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​20 สอน​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​เรา​ได้​สั่ง​พวก​เจ้า​ไว้ นี่​แหละ​เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค”  พระเยซูคริสต์ทรงหมายถึงเราทุกคน จะต้องใช้สิทธิอำนาจในการสอนคนอื่น โดยมีพระองค์อยู่ด้วยกับเราตลอดเวลา ปัญหาของเราคือ เราไม่กล้าสอน ไม่กล้าใช้สิทธิอำนาจในการสอน แต่หากเราสังเกตชีวิตประจำวันของเรา เราจะพบว่า  เราอยากจะสอน เราชอบสอน ซึ่งเป็นการสอนทั้งทางตรงและทางอ้อม บางคน สอนจนคนฟังคิดว่ากำลังถูกด่า ก็เลยไม่อยากฟัง พูดจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในคนฟัง เพราะการสอนของเราไม่ได้ไปแตะที่จิตใจ แต่ไปเตะที่สร้างความเสียหายมากกว่าสร้างสรรค์   เราคงต้องกลับมาทบทวนการสอนของเราทั้งทางตรงและทางอ้อมว่า เราได้ใช้สิทธิอำนาจที่พระเยซูมอบไว้ให้กับเราหรือไม่  ยอห์น 15:5 5 เรา​เป็น​เถา​องุ่น ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​แขนง ผู้​ที่​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา​และ​เรา​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เขา ผู้​นั้น​ก็​จะ​เกิดผล​มาก เพราะ​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่ได้​เลย​ พระเยซูคริสต์กำลังหมายถึงสิทธิอำนาจที่มาจากการเข้าสนิทในพระองค์พระองค์เข้าสนิทในคนนั้น เป็นภาพของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสาวกกับพระอาจารย์  มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ถ้าเราจะพูดกับใครบางคน จงคิดก่อนว่า ถ้าเป็นพระเยซูคริสต์ พระองค์จะพูดอย่างไร พระองค์จะตอบสนองอย่างไร พระองค์จะคิดอย่างไร  อย่าเอาตัวเราเองเป็นมาตรฐานตัดสิน แต่จงให้พระเยซูคริสต์เป็นมาตรฐาน  แล้วทุกถ้อยคำของเราจะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ที่มีอิทธิสัมผัสจิตใจภายในของคน  และนำไปสู่ความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลง นำคนสู่เสรีภาพ 2โครินธ์ 3:17…..และ​พระ​วิญญาณ​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทรง​อยู่​ที่​ไหน เสรีภาพ​ก็​มี​อยู่​ที่​นั่น​ และนี่คือความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….มีสิทธิอำนาจ…สัมผัสจิตใจคน

2. ควบคุมผี…อย่าควบคุมคน ลูกา 4:33-35

33 มี​คน​หนึ่ง​ใน​ธรรม​ศาลา​ที่​มี​ผี​โสโครก​เข้า​สิง เขา​ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า​34 “ไฮ้ ​พระ​เยซู​ชาว​นาซาเร็ธ ท่าน​มา​ยุ่ง​กับ​เรา​ทำไม ท่าน​มา​ทำลาย​พวก​เรา​หรือ เรา​รู้​ว่า​ท่าน​เป็น​ผู้ใด ท่าน​คือ​องค์​บริสุทธิ์​ของ​พระ​เจ้า”35 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​ห้าม​มัน​ว่า “จง​นิ่ง​เสีย ออกมา​จาก​เขา​ซี” เมื่อ​ผี​นั้น​ได้​ทำ​ให้​เขา​ล้ม​ลง​ท่ามกลาง​ประชุม​ชน แล้ว​ก็​ออกมา​จาก​เขา​แต่​มิได้​ทำ​อันตราย​เขา​เลย​

มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า  คนบางคนชอบที่จะเป็นคุมเกม ผีที่อยู่ในคนที่อยู่ในธรรมศาลาก็คงจะชอบแบบที่บางคนชอบก็คือการควบคุมคนที่มันเข้าสิง แต่เมื่อคนที่อยู่ในธรรมศาลาได้ยินคำสอนที่ประกอบไปด้วยสิทธิอำนาจ และยอมรับสิทธิอำนาจนั้น มีบางสิ่งเกิดขึ้นในคนบางคน ผีมันรู้ว่ามันกำลังจะคุมเกมไม่อยู่แล้ว  33 มี​คน​หนึ่ง​ใน​ธรรม​ศาลา​ที่​มี​ผี​โสโครก​เข้า​สิง เขา​ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า​34 “ไฮ้ ​พระ​เยซู​ชาว​นาซาเร็ธ ท่าน​มา​ยุ่ง​กับ​เรา​ทำไม ท่าน​มา​ทำลาย​พวก​เรา​หรือ เรา​รู้​ว่า​ท่าน​เป็น​ผู้ใด ท่าน​คือ​องค์​บริสุทธิ์​ของ​พระ​เจ้า”  การที่ผีเรียกพระเยซูชาวนาซาเร็ธ บอกถึงการรู้จักพื้นเพของพระเยซูอย่างดี และมันยังรู้อีกว่า พระเยซูองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า หมายถึง ผู้ที่อุทิศตัวให้กับพระเจ้า  ผีมันไม่อยากให้พระเยซูมายุ่งกับมัน  เหมือนคริสเตียนบางคนที่ไม่อยากให้พระเยซูมายุ่งกับตัวเอง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า let us alone แปลว่า ปล่อยให้เราอยู่ของเราอย่างนี้เถิด เรายังไม่อยากหยุดควบคุมชีวิตของผู้ชายคนนี้  ภาษากรีกเรียกผีกลุ่มนี้ว่า ผีโสโครก unclean spirit (devil) หมายถึงวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราคะตัณหา ผู้ชายที่ถูกผีสิงคนนี้ อาจกำลังเปิดใจต่อสิทธิอำนาจในการสอนของพระเยซู และต้องการที่จะหลุดจากอิทธิพล (อำนาจ) ของราคะตัณหา ซึ่งผีโสโครกได้ใช้จุดอ่อนของผู้ชายคนนี้เข้ามาควบคุมให้เขาเลิกไม่ได้ซะที คนยิวมีหน้าที่ต้องไปธรรมศาลาในวันสะบาโตเหมือนกับคริสเตียนที่ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ฟังการอ่านพระคำพระเจ้าบ่อยๆ ฟังคำเทศน์บ่อยๆ คำสอนเตือน แต่กลับบ้านทีไร ขาดสติทุกที และนี่คือเหตุผลสำคัญที่พระเยซูทรงเสด็จเข้าไปในธรรมศาลาเพื่อให้คนของพระเจ้าได้รับการสัมผัสจิตใจภายในเพื่อตอบสนองต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ที่มีกำลังมากกว่าอำนาจของผีที่ควบคุมคน พระเยซูคริสต์เจ้าตรัสถึงเรื่องนี้ใน ลูกา 11:20-22  20 แต่​ถ้า​เรา​ขับ​ผี​ออก​ด้วย​นิ้ว​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​ก็​มาถึง​ท่าน​แล้ว​21 เมื่อ​คน​มี​เรี่ยว​แรง​ถือ​อาวุธ​เฝ้า​ตึก​ของ​ตน​อยู่ สิ่งของ​ของ​เขา​ก็​ไม่​เป็น​อันตราย​22 แต่​เมื่อ​คน​มี​กำลัง​มากกว่า​เขา​มา​ต่อสู้​ชนะ​เขา คน​นั้น​ก็​ชิง​เอา​เครื่อง​อาวุธ​ที่​เขา​ได้​วางใจ​นั้น​ไป​เสีย แล้ว​แบ่งปัน​ของ​ที่​เขา​ได้​ริบ​เอา​ไป​นั้น​  ในหนังสือมาระโก 3:27  27 ไม่​มี​ผู้ใด​อาจ​เข้า​ไป​ใน​เรือน​ของ​คน​ที่​มี​กำลัง​มาก​และ​ปล้น​ทรัพย์​ได้ เว้น​แต่​จะ​จับ​คน​ที่​มี​กำลัง​มาก​นั้น​มัด​ไว้​เสียก่อน แล้ว​จึง​จะ​ปล้น​ทรัพย์​ใน​เรือน​นั้น​ได้ มาระโกใช้คำว่า binding the strong man คนที่จะคุมเกมต้องมีกำลังมากกว่า  เพราะว่า คนที่คุมเกมเดิมมีกำลังมากกว่าคนที่ถูกควบคุม นี่คือเหตุผลว่า คนจึงพ่ายแพ้ต่อผี   ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ติดการพนันเพราะไปตามสามีในบ่อน จนสามีรำคาญเลยสอนให้เล่นการพนัน สุดท้ายตัวเองติด และก็พาลูกๆติดการพนันกันไปหมด พี่น้องของเราได้พบกับผู้หญิงคนนี้บนเครื่องบิน สิ่งที่น่าตกใจกับคำบอกเล่าก็คือ ผู้หญิงคนนี้แนะนำพี่น้องเราว่า ถ้าคุณเกลียดใคร จงพาเขาเข้าไปในบ่อนและสอนเขาให้เล่นการพนัน  เพราะความหายนะจะมาถึงคนนั้นยิ่งกว่า ความหายนะใด คำที่กล่าวว่า ไฟไหม้บ้านยังเหลือซาก แต่เสียพนันไม่เหลืออะไรเลย  คนไทยเรียกคนที่ติดพนันว่าผีพนันเข้าสิง ผีพนันไล่ยากพอๆกับผีโสโครก แต่พระคัมภีร์ตอนนี้ได้ให้เราได้เห็นถึงอำนาจที่มีกำลังมากกว่าของพระเยซูคริสต์  ที่จะควบคุมผีมิใช่ถูกผีควบคุม App. หากพี่น้องคนใดมีปัญหากับการถูกควบคุม และพยายามต่อสู้ด้วยกำลังของตนเอง คุณไม่มีวันชนะ  นอกจากจะให้พระเยซูคริสต์เจ้าเข้าสนิทในเรา และเราเข้าสนิทในพระองค์ ความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์เติบโตขึ้นในชีวิตของเรา….นั่นแหล่ะคือกำลังที่เรามีมากกว่าผู้กำลัง สิ่งที่น่าสังเกตที่พระเยซูทรงใช้ในการควบคุมผีในข้อ  35 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​ห้าม​มัน​ว่า “จง​นิ่ง​เสีย ออกมา​จาก​เขา​ซี” เมื่อ​ผี​นั้น​ได้​ทำ​ให้​เขา​ล้ม​ลง​ท่ามกลาง​ประชุม​ชน แล้ว​ก็​ออกมา​จาก​เขา​แต่​มิได้​ทำ​อันตราย​เขา​เลย​  คำว่า จงนิ่งเสีย Muzzle เป็นคำศัพท์ที่ไม่ได้ใช้สำหรับคน แต่ใช้สำหรับสุนัขหรือม้า แปลว่า เอาตระกร้าครอบปากไว้ซะ แสดงถึงสถานะของพระเยซูคริสต์เจ้าที่มีสิทธิอำนาจเหนือกว่า มีกำลังเหนือกว่า และผียอมรับรู้และต้องทำตามคำสั่งแต่โดยดี  ข้าพเจ้าเคยเห็นสุนัขที่แสดงอาการรับคำสั่งจากผู้ที่มันยอมสิโรราบ ด้วยการคลานด้วยข้อศอก สี่ขา แสดงอาการกลัวตัวสั่น ทั้งที่นายของมันไม่เคยตีมัน แต่มันรู้ว่า คือคนที่มีอำนาจมากที่สุดในบ้าน ผีที่กำลังควบคุมชายที่อยู่ในธรรมศาลาไม่อยากออกแต่ต้องออกจากชายคนนั้น เมื่อผีออก เมื่อ​ผี​นั้น​ได้​ทำ​ให้​เขา​ล้ม​ลง​ท่ามกลาง​ประชุม​ชน แล้ว​ก็​ออกมา​จาก​เขา​แต่​มิได้​ทำ​อันตราย​เขา​เลย​  สิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ควบคุมผีมิให้ทำร้ายคนที่มันควบคุมและยังให้มันออกจากคน  ทำให้คนไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมอีกต่อไปได้ ลูกา 10:17-19 17 ฝ่าย​สาวก​เจ็ด​สิบ​คน​นั้น​กลับมา​ด้วย​ความ​ปรีดี​ทูล​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ถึง​ผี​ทั้ง​หลาย​ก็​ได้​อยู่​ใต้​บังคับ​ของ​พวก​ข้า​พระ​องค์​โดย​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์”18 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง​หลาย​ว่า “เรา​ได้​เห็น​ซาตาน​ ตก​จาก​ฟ้า​เหมือน​ฟ้า​แลบ​19 ดู​เถิด เรา​ได้​ให้​พวก​ท่าน​มี​อำนาจ​เหยียบ​งู​ร้าย​และ​แมง​ป่อง และ​มี​อำนาจ​ใหญ่​ยิ่ง​กว่า​กำลัง​ศัตรู ไม่​มี​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​จะ​ทำ​อันตราย​แก่​ท่าน​ได้​เลย เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…มีสิทธิอำนาจ…ควบคุมผี มิใช่ควบคุมคน แต่ทำให้คนหลุดจากการถูกควบคุมของผีด้วย  สิ่งที่น่าสังเกตอีกอันหนึ่งก็คือ ผีชอบควบคุม ถ้าคนชอบควบคุมคน คนๆนั้นอาจกำลังทำตัวเหมือนผี อำนาจที่ใช้ในการควบคุมมาจากผี บางทีคนๆนั้นอาจจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของผี ผีไม่มอบอำนาจให้ใคร  แต่มันจะใช้คนให้ควบคุมคนให้อยู่ใต้อำนาจของมัน  อำนาจที่ผีใช้กับคน จะทำให้คนไม่มีเสรีภาพ และป่วย แต่สิทธิอำนาจที่เรารับจากพระเยซู เรามีเสรีภาพที่จะใช้หรือไม่ใช้ นี่คือการเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…มีสิทธิอำนาจเพื่อควบคุมผีมิใช่ควบคุมคน เพื่อเราทั้งหลายจะทำบทบาทอีกอันหนึ่งก็คือ

3. เป็นเครื่องมือของพระเจ้า ลูกา  4:36-37

36 คน​ทั้ง​ปวง​ก็​ประหลาด​ใจ​นัก พูด​กัน​ว่า “คน​นี้​เป็น​อย่างไร​หนอ เพราะ​ว่า​ท่าน​ได้​สั่ง​ผี​ โสโครก​ด้วย​สิทธิอำนาจ​และ​ด้วย​ฤทธิ์​เดช พวก​มัน​ก็​ออกมา”37 กิตติศัพท์​ของ​พระ​องค์​จึง​ได้​เลื่อง​ลือ​ไป​ทุก​ตำบล​ที่​อยู่​รอบ​นั้น​

ผีโสโครกในยุคสมัยของพระคัมภีร์ยังทำงานในยุคของเรา โดยเฉพาะในประเทศไทย มีผีโสโครกให้คนทำบาปทำผิดเรื่องเพศมากมาย  ข่าวคราวเกี่ยวกับเด็กอายุ 11 ปีเป็นกลุ่มทำผิดเรื่องนี้ ทำให้เป็นที่น่าสลดใจ วิญญาณโสโครกกำลังครอบงำสังคม ประเทศของเรา สิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์เจ้ามีอิทธิพลเหนือผีโสโครก  และมีไว้เพื่อให้สาวกของพระองค์ไปช่วยเหลือคนให้หลุดพ้น ผีโสโครก มันอยู่ทุกที่ ทั้งในธรรมศาลา พระกิตติคุณที่บันทึกเกี่ยวกับคนที่ถูกผีสิง ส่วนใหญ่เป็น ผีโสโครก มาระโก 3:11 11 และ​ผี​โสโครก​ที่​เข้า​สิง​อยู่​ใน​คน​หลาย​คน เมื่อ​ได้​เห็น​พระ​องค์​ก็​ได้​หมอบ​ลง​กราบ​พระ​องค์​แล้ว​ร้อง​อึง​ว่า “​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า” แสดงว่า คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นก็มีจุดอ่อนเรื่องเพศเช่นกัน คริสเตียนในปัจจุบันคือคำตอบของสังคมไทย แต่เราจะเริ่มต้นอย่างไร ขอให้เริ่มต้นที่ตัวเรา ใช้สิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระองค์ ที่อยู่ในตัวเรากับตัวเราก่อน อย่าให้ผีโสโครกใช้เรา แต่ให้เราเป็นภาชนะรับการชำระโดยพระเยซูคริสต์เจ้า  เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า 2ทิโมธี 2:21-22  21 ถ้า​ผู้ใด​ชำระ​ตัว​ให้​พ้น​จาก​สิ่ง​ที่​ไม่​มี​ค่า เขา​ก็​จะ​เป็น​ภาชนะ​ที่​มี​ค่า ซึ่ง​ชำระ​ให้​บริสุทธิ์​แล้ว เหมาะ​ที่​เจ้า​ของ​เรือน​จะ​ใช้​ให้​เป็น​ประโยชน์ พร้อม​กับ​การ​ดี​ทุก​อย่าง​22 ดังนั้น​ท่าน​จง​หลีก​หนี​เสีย​จาก​ราคะ​ตัณหา​ของ​คน​หนุ่ม และ​จง​ใฝ่​ใน​ทาง​ธรรม ใน​ความ​เชื่อ ความ​รัก และ​สันติ​สุข​ร่วมกับ​ผู้​ที่​ออก​พระ​นาม​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ด้วย​ใจ​บริสุทธิ์​ การชำระให้บริสุทธิ์เพื่อเจ้าของเรือนจะใช้ คำว่า ชำระ sanctify เป็นคำเดียวกันกับที่ผีที่สิงเรียกพระเยซูคริสต์ว่าองค์บริสุทธิ์ แปลว่า อุทิศตัวให้กับพระเจ้า เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าจะเทสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระองค์ผ่านชีวิตของเรา  คือความหมายของคำว่า  เหมาะ​ที่​เจ้า​ของ​เรือน​จะ​ใช้​ให้​เป็น​ประโยชน์ พร้อม​กับ​การ​ดี​ทุก​อย่าง เหมาะที่จะใช้ ภาชนะจะเกิดคุณค่าเมื่อถูกใช้อย่างเหมาะสม  มีนักสีไวโอลินระดับโลกคนหนึ่ง เดินออกมาที่เวทีพร้อมกับไวโอลินราคาแพงอย่างดี เขาบอกกับผู้ชมว่า ไวโอลินอันนี้ราคาแพงแค่ไหน แล้วเขาก็เริ่มบรรเลงเพลงออกมาได้อย่างไพเราะ เมื่อจบการบรรเลงเพลง ผู้ชมในโรงละคร ก็ตบมือให้กับเขาอย่างสนั่นหวั่นไหวไปทั้งฮอลล์ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น นักสีไวโอลินคนนี้ได้หักไวโอลินราคาแพงอย่างดีด้วยหัวเข่าของเขา และพูดกับผู้ชมว่า ความจริง ไวโอลินอันนี้ ราคาเพียงไม่กี่บาท แล้วเขาก็เอาไวโอลินอีกอันมาบรรเลงเพลงเหมือนเดิม ความไพเราะยังเหมือนเดิม ยังสร้างความประทับให้กับผู้ฟัง เพราะคนที่เล่นไวโอลินยังเป็นคนเดิม แม้จะเปลี่ยนไวโอลินเป็นอีกอันก็ตาม สิทธิอำนาจที่พระเยซูมอบให้กับเรานั้น เพื่อให้เราเป็นเครื่องมือของพระเจ้า เหมือนกับที่พระเจ้าทรงใช้อ.เปาโล  กิจการ 19:11-16 11 ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​อิทธิฤทธิ์​อัน​พิสดาร​ด้วย​มือ​ของ​เปาโล​12 จน​เขา​นำเอา​ผ้าเช็ดหน้า​กับ​ผ้า​กัน​เปื้อน​จาก​ตัว​เปาโล​ไป​วาง​ที่​ตัว​คน​ป่วย​ไข้ โรค​นั้น​ก็​หาย​และ​ผี​ร้าย​ก็​ออก​จาก​คน​13 แต่​พวก​ยิว​บาง​คน ที่​เที่ยว​ไป​เป็น​หมอ​ผี​พยายาม​ใช้​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู​เจ้า ขับ​ผี​ร้าย​ว่า “เรา​สั่ง​เจ้า​โดย​พระ​เยซู​ซึ่ง​เปาโล​ได้​ประกาศ​นั้น”14 พวก​ยิว​คน​หนึ่ง​ชื่อ​เส​วา​เป็น​ปุโรหิต​ใหญ่ มี​บุตร​ชาย​เจ็ด​คน​ซึ่ง​ทำ​อย่าง​นั้น​15 ฝ่าย​ผี​ร้าย​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า “​พระ​เยซู ข้า​ก็​คุ้นเคย และ​เปาโล​ ข้า​ก็​รู้จัก แต่​พวก​เจ้า​เป็น​ผู้ใด​เล่า”16 คน​ที่​มี​ผี​สิง​นั้น จึง​กระโดด​ใส่​คน​เหล่า​นั้น​และ​ต่อสู้​จน​ชนะ​เขา​ได้ เขา​ต้อง​หนี​ออกไป​จาก​เรือน​ตัว​เปล่า​และ​มี​บาดเจ็บ​ ผีมันรู้ว่า ใครคือคนเป็นเครื่องมือของพระเจ้า ใครไม่ใช่ เครื่องมือของพระเจ้ามีสิทธิอำนาจที่มาจากพระเจ้า 11 ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​อิทธิฤทธิ์​อัน​พิสดาร​ด้วย​มือ​ของ​เปาโล​12 จน​เขา​นำเอา​ผ้าเช็ดหน้า​กับ​ผ้า​กัน​เปื้อน​จาก​ตัว​เปาโล​ไป​วาง​ที่​ตัว​คน​ป่วย​ไข้ โรค​นั้น​ก็​หาย​และ​ผี​ร้าย​ก็​ออก​จาก​คน พระเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่ทรงใช้มือของเปาโล   เราได้เห็นผีไม่ยอมรับคนที่ใช้พระเจ้าเป็นเครื่องมือ   มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า มีคนไม่น้อยที่เข้ามาเป็นคริสเตียนเพื่อจะใช้พระเจ้าเป็นเครื่องมือตอบสนองความต้องการของตนเอง แทนที่พระเจ้าจะสั่งเรา เราสั่งพระเจ้า ให้ทำโน่นนี่เพื่อเรา  หากเรามองดู พระเยซูคริสต์เป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ เราจะพบว่า พระองค์ทรงยอมเป็นภาชนะให้พระบิดาใช้ พระเยซูคริสต์จึงได้รับสิทธิอำนาจอย่างเต็มขนาด  มัทธิว 28:18-20 18 ​พระ​เยซู​จึง​เสด็จ​เข้า​มา​ใกล้​แล้ว​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ฤทธานุภาพ​ทั้งสิ้น​ใน​สวรรค์​ก็​ดี ใน​แผ่นดิน​โลก​ก็​ดี​ทรง​มอบ​ไว้​แก่​เรา​แล้ว​19 เหตุ​ฉะนั้น​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​ออกไป​สั่ง​สอน​ชน​ทุก​ชาติ ให้​เป็น​สาวก​ของ​เรา ให้​รับ​บัพติศมา​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​บิดา ​พระ​บุตร​และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​20 สอน​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​เรา​ได้​สั่ง​พวก​เจ้า​ไว้ นี่​แหละ​เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค” พระเจ้าจะไม่ยอมให้เราเป็นเครื่องมือของพระองค์ที่ไร้อำนาจ  พระเจ้าจะไม่ให้เราเข้าสู่สงครามโดยไม่มีอาวุธติดมือ และพระเจ้าจะไม่ให้เราไปโดยไม่มีแม่ทัพนำหน้าเรา คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ดังนั้น การเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….เรามีสิทธิอำนาจ  แต่จงรู้ว่าสิทธิอำนาจมีไว้เพื่อทำอะไร

1.ใช้ถ้อยคำสัมผัสจิตใจภายในคน

2.ควบคุมผีมิใช่ถูกผีควบคุม

3.เพื่อเป็นเครื่องมือของพระเจ้า

 

อาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2013 (ศาสนาจารย์สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์.....เพื่อรับใช้”

การเป็นคนใช้ ไม่ค่อยมีใครอยากเป็น  เราอยากจะใช้คนมากกว่า สำนวนคำว่า ชี้นิ้ว เป็นสัญญลักษณ์ของการ เป็นเจ้านาย  เป็นผู้ปกครอง วันนี้ เป็นวันเลือกตั้ง เราได้เห็นการหาเสียงที่ผู้สมัครยกมือไหว้ประชาชน มีคำพูดว่า ตอนหาเสียงเขายกมือไหว้เรา แต่ได้รับเลือกเมื่อไหร่ เราต้องยกมือไหว้เขาแทน ตอนไหว้เรา เขาอาสาเป็นผู้รับใช้เราทั้งนั้น หลังจากจบการเลือกตั้ง ใครจะได้เป็นไม่รู้ แต่หมดวาระการอาสาเป็นผู้รับใช้ กลับไปใช้ชีวิตตามเดิม ไม่มีการไหว้ ไม่มีการอาสาทำโน่นนี่ โดยเฉพาะพวกที่ไม่ได้รับเลือก พวกสส. สอบตกทั้งหลาย เราได้เห็นความไม่จริง ในการเป็นอุทิศตนเพื่อรับใช้ ในแวดวงขององค์กรต่างๆก็มีไม่น้อย เมื่อไหร่ที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง บทบาทหน้าที่ ก็ไม่จำเป็นต้องอุทิศตัวเพื่อรับใช้ ไม่ได้รับเงินเดือน ก็ไม่ช่วย บางคนก็ตัดบัวไม่เหลือเยื่อใยก็มี เหมือนเด็กเล่นขายของ เอ้าสมมติเป็นโน่น เป็นนี่ หลังจากเลิกเล่น ก็ไม่ทำบทบาทนั้นๆ แต่การเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ในวันนี้สำหรับเรา คือบทเรียนเรื่องการเป็นผู้ใหญ่….เพื่อรับใช้  ยิ่งเราเติบโตขึ้นในพระคริสต์  เรายิ่งรู้จักและเข้าใจบทบาทของเรามากยิ่งขึ้น เรารับใช้ เราทำดี ไม่ใช่เพื่อเงิน หรือเพื่อเกียติยศชื่อเสียง หรือผลตอบแทน เพราะหากหมดสิ่งเหล่านั้นไป ก็ไม่มีการรับใช้ เราไม่ใช่คนใช้ และไม่ใช่ใช้คน เราจะเรียนรู้จากพระเยซูคริสต์เจ้าผู้ทรงเป็นแบบแก่เรา และส่งต่อเรื่องการรับใช้แก่เราดังปรากฏในหนังสือ ลูกา 4:14-30  14 ​พระ​เยซู​ได้​เสด็จ​กลับไป​ด้วย​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​วิญญาณ​ยัง​แคว้น​กาลิลี และ​กิตติศัพท์​ของ​พระ​องค์​เลื่อง​ลือ​ไป​ตาม​ถิ่น​โดยรอบ​15 ​พระ​องค์​ทรง​สั่ง​สอน​ใน​ธรรม​ศาลา​ของ​เขา และ​ได้รับ​ความ​สรรเสริญ​จาก​คน​ทั้ง​ปวง 16 แล้ว​พระ​องค์​เสด็จ​มาถึง​เมือง​นาซาเร็ธ เป็น​ที่​ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​เจริญ​วัย​ขึ้น ​พระ​องค์​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​ธรรม​ศาลา​ใน​วันสะบาโต​ตาม​เคย และ​ทรง​ยืน​ขึ้น​เพื่อ​จะ​อ่าน​พระ​ธรรม​17 เขา​จึง​ส่ง​พระ​คัมภีร์​อิสยาห์​ผู้เผย​พระ​วจนะ​ให้แก่​พระ​องค์ เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​คลี่​หนังสือ​นั้น​ออก ​ก็​ค้นพบ​ข้อ​ที่​เขียน​ไว้​ว่า 18 ​พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​เป็นเจ้า​ทรง​อยู่​เหนือ​ข้าพเจ้า เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ได้​ทรง​เจิม​ตั้ง​ข้าพเจ้า​ไว้ เพื่อ​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​คน​ยากจน ​พระ​องค์​ได้​ทรง​ใช้​ข้าพเจ้า​ให้​ร้อง​ประกาศ​อิสรภาพ​แก่​บรรดา​เชลย ให้​ประกาศ​แก่​คน​ตา​บอด​ว่า​จะ​ได้​เห็น​อีก ให้​ปล่อย​ผู้​ถูก​บีบ​บังคับ​เป็น​อิสระ 19 และ​ให้​ประกาศ​ปี​แห่ง​ความ​โปรด​ปราน​ของ​พระ​เป็นเจ้า 20 แล้ว​พระ​องค์​ทรง​ม้วน​หนังสือ​ส่งคืน​ให้แก่​เจ้าหน้าที่ แล้ว​ทรง​นั่ง​ลง และ​ตา​ของ​คน​ทั้ง​ปวง​ใน​ธรรม​ศาลา​ก็​เพ่ง​ดู​พระ​องค์​21 ​พระ​องค์​จึง​เริ่ม​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “คัมภีร์​ตอนนี้​ที่​ท่าน​ได้​ยิน​กับ​หู​ของ​ท่าน​ก็​สำเร็จ​ใน​วันนี้​แล้ว”22 คน​ทั้ง​ปวง​ก็​กล่าว​ชมเชย​พระ​องค์ และ​ประหลาด​ใจ​ด้วย​ถ้อยคำ​อัน​ประกอบด้วย​คุณ ซึ่ง​ออกมา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​องค์ และ​ว่า “คน​นี้​เป็น​บุตร​ของ​โยเซฟ​มิใช่​หรือ”23 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​คง​จะ​กล่าว​คำ​สุภาษิต​ข้อ​นี้​แก่​เรา​เป็น​แน่ คือ​ว่า ‘หมอ​จง​รักษา​ตัวเอง​เถิด คือ​บรรดา​การ​ซึ่ง​เรา​ได้​ยิน​ว่า ท่าน​ได้​กระทำ​ใน​เมือง​คาเปอร​นาอุม​จง​กระทำ​ใน​เมือง​ของ​ตน​ที่นี่​ด้วย’ ”24 ​พระ​องค์​ตรัส​อีก​ว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ไม่​มี​ผู้เผย​พระ​วจนะ​คน​ใด​ได้รับ​การ​ต้อนรับ​ใน​เมือง​ของ​ตน25 แต่​เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า มี​หญิง​ม่าย​หลาย​คน​ใน​พวก​อิสราเอล ใน​คราว​เอลียาห์​เมื่อ​ท้องฟ้า​ปิด​เสีย​ถึง​สาม​ปี​กับ​หก​เดือน จึง​เกิด​กันดาร​อาหาร​มาก​ทั่ว​แผ่นดิน26 และ​เอลียาห์​มิได้​รับ​ใช้​ให้​ไป​หา​หญิง​ม่าย​คน​ใด เว้น​แต่​หญิง​ม่าย​คน​หนึ่ง​ใน​บ้าน​ศา​เร​ฟัท​แขวง​เมือง​ไซ​ดอน27 และ​มี​คน​โรค​เรื้อน​หลาย​คน​ใน​พวก​อิสราเอล​ใน​คราว​เอลีชา​ผู้เผย​พระ​วจนะ แต่​ไม่​มี​ผู้ใด​ได้รับ​การ​รักษา​ให้​หาย​โรค​นั้น​เลย เว้น​แต่​นา​อา​มาน​ชาว​ซีเรีย”28 เมื่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ใน​ธรรม​ศาลา​ได้​ยิน​ดังนั้น​ก็​โกรธ​ยิ่ง​นัก​29 จึง​ลุก​ขึ้น​ผลัก​พระ​องค์​ออก​จาก​เมือง​ พา​ไป​ยัง​แง่​ของ​เงื้อม​เขา​ที่​เมือง​ของ​เขา​ซึ่ง​ตั้งอยู่​บน​เนิน​นั้น หมาย​จะ​ผลัก​พระ​องค์​ลง​ไป​30 แต่​พระ​องค์​ทรง​ดำเนิน​ผ่าน​ท่ามกลาง​เขา​พ้น​ไป​ Background: เมื่อพระเยซูออกมาจากถิ่นทุรกันดาร หลังจากมีชัยชนะเหนือการทดลองของมารซาตาน พระเยซูทรงเสด็จไปไกลออกไป ไปทั่วแคว้นกาลิลี ที่ที่เหมือนกับบ้านนอก เป็นที่ที่พระเยซูทรงเรียกสาวกสิบสองคนที่นั่น อิสยาห์ 9:1 1 ​เมือง​นั้น​ซึ่ง​อยู่​ใน​ความ​แสน​ระทม​จะ​ไม่​กลัด​กลุ้ม   ใน​กาล​ก่อน ​พระ​องค์​ทรง​นำ​แคว้น​เศบู​ลุน​และ​แคว้น​นัฟ​ทา​ลี​มา​สู่​ความ​ดู​หมิ่น แต่​ใน​กาล​ภายหลัง​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​หนทาง​ข้าง​ทะเล แคว้น​ฟาก​ตะวันตก​ของ​แม่น้ำ​จอร์แดน คือ กาลิลี​แห่ง​บรรดา​ประชาชาติให้​รุ่งโรจน์ คำทำนายเกี่ยวกับเมืองในแคว้นกาลิลีที่เป็นความหวังของประชาชาติ  เป็นจริงในยุคของพระเยซู   พระเยซูคริสต์ทรงเริ่มต้นกระทำการอัศจรรย์และสั่งสอนในแคว้นกาลิลี จนพระองค์เป็นที่เลื่องลือ  และเมื่อพระองค์กลับมาที่นาซาเร็ธ ที่ที่พระองค์เสด็จมาปฏิสนธิในครรภ์ของนางสาวมารีย์ แม้จะไม่ได้กำเนิดที่นาซาเร็ธ แต่ก็เป็นที่ที่พระองค์เติบโตรับการศึกษา เป็นที่ที่ก่อสร้างการค้า และเป็นที่รู้จักของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ เป็นที่ที่พระเยซูคริสต์น่าจะทำพันธกิจอันดับแรกเพื่อสร้างเครดิตการยอมรับในตัวของพระองค์ เพื่อคนในบ้านเมืองของพระองค์จะได้ไม่ปฏิเสธพระองค์ แต่…. 14 ​พระ​เยซู​ได้​เสด็จ​กลับไป​ด้วย​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​วิญญาณ​ยัง​แคว้น​กาลิลี การรับใช้ของพระเยซูคริสต์ได้เริ่มจากการเชื่อฟังและเชื่อฟังร้อยเปอร์เซ็นเต็ม พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้นำพระเยซูไปตรงกันข้ามกับที่น่าจะไปอย่างนาซาเร็ธ ไปไกล ไปพบกับคนที่ไม่รู้จัก คนแปลกหน้า คนที่ต้องการความช่วยเหลือ ทำให้คำทำนายเกี่ยวกับกาลิลีเป็นจริง อิสยาห์ 9:1 1 ​เมือง​นั้น​ซึ่ง​อยู่​ใน​ความ​แสน​ระทม​จะ​ไม่​กลัด​กลุ้ม….แต่​ใน​กาล​ภายหลัง​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​หนทาง​ข้าง​ทะเล แคว้น​ฟาก​ตะวันตก​ของ​แม่น้ำ​จอร์แดน คือ กาลิลี​แห่ง​บรรดา​ประชาชาติให้​รุ่งโรจน์  การรับใช้ของพระเยซูคริสต์เจ้าภายใต้ฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้คนยินดีและสรรเสริญ …..และ​กิตติศัพท์​ของ​พระ​องค์​เลื่อง​ลือ​ไป​ตาม​ถิ่น​โดยรอบ 15 ​พระ​องค์​ทรง​สั่ง​สอน​ใน​ธรรม​ศาลา​ของ​เขา และ​ได้รับ​ความ​สรรเสริญ​จาก​คน​ทั้ง​ปวง คนกลัดกลุ้มและแสนระทมจะไม่สามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ แสดงว่า พระเยซูคริสต์ทรงทำให้คนในแคว้นกาลิลีหลุดพ้นจากความกลัดกลุ้มและแสนระทม กลายเป็นมีความหวัง พระเยซูคริสต์เป็นที่กล่าวขาน ทอคล์ออฟเดอะทาวน์  (เรื่องพูดติดปาก)ของผู้คน  คนในแคว้นกาลิลีไม่เพียงพูดถึงพระเยซู แต่ยังสรรเสริญพระองค์และสรรเสริญพระเจ้าด้วย มัทธิว 5:16 16 ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​เหมือนกับ​ตะเกียง จง​ส่อง​สว่าง​แก่​คน​ทั้ง​ปวง เพื่อ​ว่า​เมื่อ​เขา​ได้​เห็น​ความ​ดี​ที่​ท่าน​ทำ เขา​จะ​ได้​สรรเสริญ​พระ​บิดา​ของ​ท่าน ผู้​ทรง​อยู่​ใน​สวรรค์ เหตุที่ทำให้คนสรรเสริญพระเจ้าเกิดจากการทำดีของพระเยซู การทำดีของพระเยซูตอบโจทย์ชีวิต หรือที่เรียกว่า แตะชีวิต สัมผัสใจ  คำว่า “สรรเสริญ” ที่ใช้บันทึกในลูกาและมัทธิวตอนนี้ใช้ภาษากรีกคำเดียวกัน  แปลว่าถวายเกียรติ ยกย่องเป็นคำสรรเสริญพระเจ้า พระเยซูได้รับการยกย่องสรรเสริญ  และพระเจ้าได้รับการยกย่องสรรเสริญ  คนในแคว้นกาลิลีเห็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ กระทำเป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้า  เขาจึงสรรเสริญพระเจ้า เขาได้เห็นความเป็นผู้ใหญ่ของพระเยซูคริสต์สำแดงออกมาตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขาได้ App. คริสเตียนก็เช่นเดียวกัน ชีวิตของเราควรเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตให้กับคนรอบข้างได้ มิใช่ทำให้คนรอบข้างมีแต่คำถามว่า ทำไมเราถึงแสดงอาการอย่างนี้ ทำไมเราพูดอย่างนี้ ทำไมเราคิดอย่างนี้ 1โครินธ์ 13:11-12  11 เมื่อ​ข้าพเจ้า​ยัง​เป็น​เด็ก ข้าพเจ้า​พูด​อย่าง​เด็ก คิด​อย่าง​เด็ก ใคร่​ครวญหา​เหตุผล​อย่าง​เด็ก แต่​เมื่อ​ข้าพเจ้า​เป็น​ผู้ใหญ่ ข้าพเจ้า​ก็​เลิก​อาการ​เด็ก​เสีย​12 เพราะ​ว่า​บัดนี้​เรา​เห็น​สลัวๆ เหมือน​ดู​ใน​กระจก แต่​เวลา​นั้น​จะ​ได้​เห็น​พระ​พักตร์​ชัดเจน เดี๋ยวนี้​ความ​รู้​ของ​ข้าพเจ้า​ไม่​สมบูรณ์ เวลา​นั้น​ข้าพเจ้า​จะ​รู้​แจ้ง​เหมือน​พระ​องค์​ทรง​รู้จัก​ข้าพเจ้า​ อ.เปาโลผู้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เขียนพระคัมภีร์ตอนนี้ ได้บอกกับเราว่า อ.เปาโลเลิกที่จะให้คนรอบข้างตั้งคำถามเกี่ยวกับอ.เปาโลที่มีบุคคลิกและอายุขัดแย้งกัน ดูตัวโตแต่ทำตัวเหมือนเด็ก และอ.เปาโลก็เข้าใจคนรอบข้างแล้วว่า ทำไมเขาจึงไม่ยอมเลิกอาการเด็ก แม้อ.เปาโลเข้าใจแบบสลัวๆ แต่วันหนึ่งอ.เปาโลก็จะรู้แจ้งเหมือนที่พระเจ้าทรงรู้แจ้งเกี่ยวกับตัวเราทุกคน  นี่คือชีวิตของเปาโลที่เดินอยู่ในทางเดียวกันกับพระเยซูคริสต์และรู้ว่า การเป็นผู้ใหญ่อย่างพระเยซูคริสต์ ต้องสำแดงชีวิตที่หาคำตอบชีวิตของตัวเองได้ จึงจะตอบโจทย์ชีวิตของคนอื่นได้ด้วย Ex. เราคงเคยได้ยินเด็กที่มีแต่คำถาม นี่อะไ ร นั่นอะไร ทำไม แล้วทำไม มีเรื่องหนี่งที่ชื่อว่า อย่าโต้แย้งกับเด็ก ครูในชั้นเรียนอนุบาลกำลังพยายามอธิบายเรื่องการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย  ว่าเวลาเราตีลังกาแล้วหน้าเราเปลี่ยนเป็นสีแดง ครูก็พยายามอธิบายให้ชัดเจนแก่เด็ก ให้เหตุผล เป็นเพราะเลือดในตัวเราได้ไหลลงไปที่หน้าเรา เด็กทั้งชั้นก็ตอบว่า ใช่ ครูก็สอนต่อว่า แล้วเวลาเรายืนในท่าปกติ เลือดจะไม่ไหลไปรวมกันที่เท้า ก็มีเสียงเด็กตะโกนมาบอกว่า เพราะว่าเท้าของเราไม่ว่างเปล่าเหมือนสมอง วิธีคิดอย่างเด็กมักจะให้เหตุผลที่พลาดไปจากความเป็นจริง  เหมือนกับชาวเมืองนาซาเร็ธที่วิธีคิดของพวกเขาทำให้เขาพลาดไปจากความจริงของพระเจ้า เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเปิดเผยการเติบโตของพระองค์ เป็นผู้ใหญ่เพื่อการรับใช้ดังนี้…………

 

1. รับใช้ในงานที่พระเจ้าให้ทำ ลูกา 4:16-21

 

16 แล้ว​พระ​องค์​เสด็จ​มาถึง​เมือง​นาซาเร็ธ เป็น​ที่​ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​เจริญ​วัย​ขึ้น ​พระ​องค์​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​ธรรม​ศาลา​ใน​วันสะบาโต​ตาม​เคย และ​ทรง​ยืน​ขึ้น​เพื่อ​จะ​อ่าน​พระ​ธรรม​17 เขา​จึง​ส่ง​พระ​คัมภีร์​อิสยาห์​ผู้เผย​พระ​วจนะ​ให้แก่​พระ​องค์ เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​คลี่​หนังสือ​นั้น​ออก ​ก็​ค้นพบ​ข้อ​ที่​เขียน​ไว้​ว่า 18 ​พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​เป็นเจ้า​ทรง​อยู่​เหนือ​ข้าพเจ้า เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ได้​ทรง​เจิม​ตั้ง​ข้าพเจ้า​ไว้ เพื่อ​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​คน​ยากจน ​พระ​องค์​ได้​ทรง​ใช้​ข้าพเจ้า​ให้​ร้อง​ประกาศ​อิสรภาพ​แก่​บรรดา​เชลย ให้​ประกาศ​แก่​คน​ตา​บอด​ว่า​จะ​ได้​เห็น​อีก ให้​ปล่อย​ผู้​ถูก​บีบ​บังคับ​เป็น​อิสระ 19 และ​ให้​ประกาศ​ปี​แห่ง​ความ​โปรด​ปราน​ของ​พระ​เป็นเจ้า 20 แล้ว​พระ​องค์​ทรง​ม้วน​หนังสือ​ส่งคืน​ให้แก่​เจ้าหน้าที่ แล้ว​ทรง​นั่ง​ลง และ​ตา​ของ​คน​ทั้ง​ปวง​ใน​ธรรม​ศาลา​ก็​เพ่ง​ดู​พระ​องค์​21 ​พระ​องค์​จึง​เริ่ม​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “คัมภีร์​ตอนนี้​ที่​ท่าน​ได้​ยิน​กับ​หู​ของ​ท่าน​ก็​สำเร็จ​ใน​วันนี้​แล้ว” หลังจากพระเยซูคริสต์ทรงไปทั่วแคว้นกาลิลี น่าจะนานพอสมควร เมื่อพระองค์กลับมายังเมืองนาซาเร็ธ ที่ที่พระองค์เจริญวัย มีคนรู้จักพระองค์ พระเยซูหายไปนาน พอกลับมา พระองค์มาพร้อมกับความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….เพื่อรับใช้  พระองค์เข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโต   และตามธรรมเนียมของการอ่านพระคัมภีร์ในธรรมศาลา คนที่เป็นมหาปุโรหิต หรือหัวหน้าของสถานที่จะเป็นคนแรกที่อ่าน ถัดไปก็จะเป็นคนที่มีหน้าที่ในธรรมศาลา และจึงจะเป็นคนยิวธรรมดาอีกห้าคน สิ่งที่คนเหล่านี้จะอ่านไม่ใช่ธรรมบัญญัติ ของโมเสส เพราะมีธรรมเนียมการห้ามอ่านในที่สาธารณะ ดังนั้น เขาจะเลือกอ่านแต่หนังสือของผู้เผยพระวจนะ  ตามลำดับความสำคัญของบุคคลในสังคมเวลานั้น เมื่อคิวธรรมดาสำหรับคนธรรมดามาถึงพระเยซูคริสต์ พระองค์เปิดถึงอิสยาห์ตอนนี้ 18 ​พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​เป็นเจ้า​ทรง​อยู่​เหนือ​ข้าพเจ้า เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ได้​ทรง​เจิม​ตั้ง​ข้าพเจ้า​ไว้ เพื่อ​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​คน​ยากจน ​พระ​องค์​ได้​ทรง​ใช้​ข้าพเจ้า​ให้​ร้อง​ประกาศ​อิสรภาพ​แก่​บรรดา​เชลย ให้​ประกาศ​แก่​คน​ตา​บอด​ว่า​จะ​ได้​เห็น​อีก ให้​ปล่อย​ผู้​ถูก​บีบ​บังคับ​เป็น​อิสระ 19 และ​ให้​ประกาศ​ปี​แห่ง​ความ​โปรด​ปราน​ของ​พระ​เป็นเจ้า ทั้งหมดนี้คืองานของพระเจ้าสำหรับพระเยซูคริสต์ พระองค์กำลังอ่านงานของพระเจ้าที่มอบหมายให้พระองค์ทำ 21 ​พระ​องค์​จึง​เริ่ม​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “คัมภีร์​ตอนนี้​ที่​ท่าน​ได้​ยิน​กับ​หู​ของ​ท่าน​ก็​สำเร็จ​ใน​วันนี้​แล้ว” พระเยซูคริสต์พูดถึงความจริงที่เกิดขึ้นแล้วกับพระองค์ พระองค์เติบโตเป็นผู้ใหญ่เพื่อรับใช้พระเจ้า ทำสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพระเจ้า คือการช่วยเหลือคน และทำให้คนเข้าใกล้พระเจ้า นี่เป็นงานของพระเจ้าที่มาจากพระเจ้า คำว่า เจิมตั้งด้วยน้ำมัน (ในบริบทนี้ พระวิญญาณถูกเปรียบเหมือนน้ำมัน) สำหรับคนยิวหมายถึงการทำบทบาทเป็นตัวแทนของพระเจ้า สดุดี 133:2  2 เหมือน​น้ำ​มัน​ประเสริฐ​อยู่​บน​ศีรษะ​ไหล​อาบ​ลง​มา​บน​หนวด​เครา บน​หนวด​เครา​ของ​อา​โรน ไหล​อาบ​ลง​มา​บน​คอ​เสื้อ​ของ​ท่าน อาโรพี่ชายของโมเสสได้รับการเจิมตั้งให้ทำหน้าปุโรหิต เป็นตัวแทนของพระเจ้าเข้าหาประชาชน และเป็นตัวแทนของประชาชนเข้าหาพระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้รับการเจิมตั้งเป็นตัวแทนของพระเจ้าเข้าหาประชาชน ลูกา 4:1 1 ​พระ​เยซู​ทรง​ประกอบด้วย​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ ได้​กลับไป​จาก​แม่น้ำ​จอร์แดน และ​พระ​วิญญาณ​ได้​ทรง​นำ​พระ​องค์​ไป​ ไปหาคนยากจน เป็นกลุ่มแรก ความหมายคำว่ายากจน คือการรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ   คือคนที่สำนึกว่าตนต้องการพระเจ้า พระเยซูใช้คำนี้ในคำเทศนาบนภูเขา มัทธิว5:3  3 “บุคคล​ผู้ใด รู้สึก​บกพร่อง​ฝ่าย​วิญญาณ ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​แผ่นดิน​สวรรค์​เป็น​ของ​เขา 3 Blessed are the poor in spirit: for theirs is the kingdom of heaven. และพระองค์ได้ตรัสถึงสาวกที่ติดตามพระองค์เช่นกัน ลูกา 6:20 20 ​พระ​องค์​ทอด​พระ​เนตร​แลดู​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​ที่​เป็น​คน​ยากจน​ก็​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​เป็น​ของ​ท่าน ดังนั้น คนที่ยากจนในสายพระเนตรของพระเยซูคริสต์ไม่ได้วัดกันที่การไม่มีเงินหรือไม่มีการศึกษาหรือชาติกำเนิด เช่นเดียวกัน และคนมั่งมีในสายพระเนตรของพระองค์ก็ไม่ได้วัดกันที่การมีเงิน การศึกษา หรือชาติกำเนิด  ยากอบ 2:5 5 พี่​น้อง​ที่​รัก​ของ​ข้าพเจ้า จง​ฟัง​เถิด ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​เลือก​คน​ยากจน​ใน​โลก​นี้​ให้​เป็น​คน​มั่ง​มี​ใน​ความ​เชื่อ…. นี่เป็นงานของพระเยซูคริสต์ที่รับการเจิมแต่งตั้งให้นำข่าวดีออกไปสู่คนเหล่านั้นที่กำลังรอคอยแผ่นดินของพระเจ้า เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงส่งสาวกของพระองค์ออกไป พระองค์ทรงกำชัดสาวกให้ไปตามเมืองต่างๆลูกา 10:1-2 1 ภายหลัง​เหตุการณ์​เหล่า​นั้น ​พระ​เยซู​ทรง​ตั้ง​สาวก​อื่น​อีก​เจ็ด​สิบ​คน​ไว้ และ​ใช้​เขา​ออกไป​ที​ละ​สอง​คนๆ ให้​ล่วงหน้า​พระ​องค์​ไป​ก่อน ให้​เข้า​ไป​ทุก​เมือง​และ​ทุก​ตำบล​ที่​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​ไป​นั้น​2 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ข้าว​ที่​ต้อง​เกี่ยว​นั้น​มี​มาก​แต่​คนงาน​ยัง​น้อย​อยู่ เหตุ​ฉะนั้น พวก​ท่าน​จง​อ้อน​วอน​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เป็น​เจ้า​ของ​นา ให้​ส่ง​คนงาน​มา​เ​ก็​บ​เกี่ยว​พืชผล​ของ​พระ​องค์ คำว่า ข้าวที่ต้องเกี่ยว นั่นหมายถึง การสุกงอมของคนที่พร้อมรับข่าวดีของพระเจ้า หมายถึงความต้องการพระเจ้า App. มีคนมากมายที่กำลังรอว่า เมื่อไรเขาจะได้รับข่าวดี มีครอบครัวหนึ่ง ถามว่า อาจารย์มาเยี่ยมเขาที่บ้านแล้วต้องเสียตังค์หรือเปล่า เขาเสียมามากแล้ว เขาขอความช่วยเหลือจากใครก็มีแต่คิดเงิน เขาไม่รู้หรอกว่า เขาต้องการพระเจ้า มีคนไม่น้อยที่พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยเขาได้ นี่แหล่ะคือคนที่ต้องการพระเจ้า งานของพระเจ้าที่มอบหมายให้พระเยซูคริสต์ทำ ยังมีอีก  ในภาษาไทยแปลสี่อย่าง แต่ในภาษาอังกฤษมีห้าอย่าง 18…..; he hath sent me to heal the brokenhearted, to preach deliverance to the captives, and recovering of sight to the blind, to set at liberty them that are bruised, 19 To preach the acceptable year of the Lord.  พระเยซูคริสต์มาเพื่อทำงานเยียวยาหัวใจที่แตกสลาย  หัวใจที่แตกสลายเกิดจากอะไร ถูกทำให้บาดเจ็บ ในอิสยาห์ใช้คำว่าชอกช้ำระกำใจ  อิสยาห61:1 1 ​พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​เจ้า​ทรง​อยู่​เหนือ​ข้าพเจ้า เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​เจิม​ข้าพเจ้า​ไว้ เพื่อ​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​ผู้​ที่​ทุกข์​ใจ ​พระ​องค์​ทรง​ใช้​ข้าพเจ้า​มา​ให้​เล้าโลม​คน​ที่​ชอก​ช้ำ​ระกำ​ใจ…  เวลาคนเราเจอปัญหาซัดหนักๆ มักจะมีอาการมืดแปดด้าน มองไม่เห็นทางออก นี่แหล่ะคือสิ่งที่พระเยซูตรัสถึงการทำให้คนตาบอดมองเห็นได้ ใจของคนเราที่มืดแปดด้านเพราะการได้สูญเสียโฟกัส เหมือนกับกล้องที่เลนส์มัว มองอะไรจะไม่ชัดแจ้ง งานของพระเจ้าคือการทำให้มองเห็นชัดแจ้ง พระเยซูคริสต์เจ้าทำงานของพระองค์อยู่ตลอดเวลา กับคนที่รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณเพื่อให้เราทั้งหลายได้รับการเยียวยา ได้มองเห็น มีเสรีภาพหลุดจากการเป็นเชลย และหลุดจากชีวิตที่ปฏิเสธ เพราะการถูกปฏิเสธ  คำว่า ปีแห่งความโปรดปราน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Acceptable year นั่นหมายถึงการนำคนให้มาถึงเวลาแห่งการยอมรับของพระเจ้าในชีวิตของคนเหล่านั้น  คนในสังคมของเราบาดเจ็บเพราะการถูกปฏิเสธทั้งนั้น การไม่ยอมรับจากครอบครัว การไม่ยอมรับจากเจ้านาย จากเพื่อ จากพ่อแม่ จากพี่น้อง จากผู้นำ การเป็นผู้ใหญ่อย่างพระคริสต์…เพื่อรับใช้  คือการทำงานที่พระเจ้าให้ทำ  จงวางงานที่พยายามทำให้พระเจ้า และกลับมาสำรวจชีวิตของเราที่รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ต้องการแผ่นดินของพระเจ้าให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราอย่างจริงจังหรือไม่ แล้วเราจะพบคำตอบของชีวิตเราที่เราจะสามารถตอบโจทย์ชีวิตของคนอื่นได้  มีคริสเตียนไม่น้อยที่พยายามตอบโจทย์ชีวิตให้กับคนอื่น แต่ตัวเองเอาตัวแทบไม่รอด ยังตีโจทย์ปัญหาของตัวเองไม่แตก ก็เลยตีคนอื่นแทน เหมือนกับชาวเมืองนาซาเร็ธที่ไม่รู้ว่างานที่พระเจ้าให้เขาทำคืออะไร  ชาวเมืองนาซาเร็ธจึงเพ่งมองดูพระเยซูอย่างคนจ้องจับผิดและปฏิเสธพระเยซู  หลังจากพระองค์ได้ประกาศว่า พระองค์คือคนที่ทำงานของพระเจ้า เหล่านี้ให้สำเร็จแล้ว การเป็นผู้ใหญ่อย่างพระเยซูคริสต์เพื่อรับใช้ จึงต้องมีประการที่สอง

 

2. ตีโจทย์ให้แตกและอย่าปฏิเสธตอบ ลูกา 4:22-27

 

22 คน​ทั้ง​ปวง​ก็​กล่าว​ชมเชย​พระ​องค์ และ​ประหลาด​ใจ​ด้วย​ถ้อยคำ​อัน​ประกอบด้วย​คุณ ซึ่ง​ออกมา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​องค์ และ​ว่า “คน​นี้​เป็น​บุตร​ของ​โยเซฟ​มิใช่​หรือ”23 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​คง​จะ​กล่าว​คำ​สุภาษิต​ข้อ​นี้​แก่​เรา​เป็น​แน่ คือ​ว่า ‘หมอ​จง​รักษา​ตัวเอง​เถิด คือ​บรรดา​การ​ซึ่ง​เรา​ได้​ยิน​ว่า ท่าน​ได้​กระทำ​ใน​เมือง​คาเปอร​นาอุม​จง​กระทำ​ใน​เมือง​ของ​ตน​ที่นี่​ด้วย’ ”24 ​พระ​องค์​ตรัส​อีก​ว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ไม่​มี​ผู้เผย​พระ​วจนะ​คน​ใด​ได้รับ​การ​ต้อนรับ​ใน​เมือง​ของ​ตน25 แต่​เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า มี​หญิง​ม่าย​หลาย​คน​ใน​พวก​อิสราเอล ใน​คราว​เอลียาห์​เมื่อ​ท้องฟ้า​ปิด​เสีย​ถึง​สาม​ปี​กับ​หก​เดือน จึง​เกิด​กันดาร​อาหาร​มาก​ทั่ว​แผ่นดิน26 และ​เอลียาห์​มิได้​รับ​ใช้​ให้​ไป​หา​หญิง​ม่าย​คน​ใด เว้น​แต่​หญิง​ม่าย​คน​หนึ่ง​ใน​บ้าน​ศา​เร​ฟัท​แขวง​เมือง​ไซ​ดอน27 และ​มี​คน​โรค​เรื้อน​หลาย​คน​ใน​พวก​อิสราเอล​ใน​คราว​เอลีชา​ผู้เผย​พระ​วจนะ แต่​ไม่​มี​ผู้ใด​ได้รับ​การ​รักษา​ให้​หาย​โรค​นั้น​เลย เว้น​แต่​นา​อา​มาน​ชาว​ซีเรีย”  ดูเหมือนชาวเมืองนาซาเร็ธจะชื่นชมพระเยซู แต่ก็แฝงด้วยการวิพากษ์วิจารณ์  นี่คือสไตล์ของผู้ชม  “คน​นี้​เป็น​บุตร​ของ​โยเซฟ​มิใช่​หรือ”  เป็นการบอกว่า เขารู้จักพื้นเพของพระเยซูคริสต์อย่างดี และเป็นการบอกว่า เขารู้ว่า พระเยซูมีการศึกษาแค่ไหน พ่อแม่ ชาติกำเนิดเป็นยังไง เป็นการบอกว่า เขายังใช้เรื่องฐานะ ความรู้ ชาติกำเนิดเป็นตัวกำหนดการยอมรับ และเป็นการบอกว่า เขายังไม่ยอมรับความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมอบหมายงานให้พระเยซูทำ  นิ่เป็นวิธีคิด วิธีตั้งโจทย์ของชาวเมืองนาซาเร็ธ 23 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​คง​จะ​กล่าว​คำ​สุภาษิต​ข้อ​นี้​แก่​เรา​เป็น​แน่ คือ​ว่า ‘หมอ​จง​รักษา​ตัวเอง​เถิด คือ​บรรดา​การ​ซึ่ง​เรา​ได้​ยิน​ว่า ท่าน​ได้​กระทำ​ใน​เมือง​คาเปอร​นาอุม​จง​กระทำ​ใน​เมือง​ของ​ตน​ที่นี่​ด้วย’ พระเยซูคริสต์ทรงอ่านออกถึงความคิดของชาวเมืองนาซาเร็ธว่าพวกเขามองพระองค์อย่างไร และคำพูดที่พูดถึงพระเยซูคริสต์คือการบอกว่า ที่คนอื่นยอมรับพระเยซู เพราะคนเหล่านั้นไม่รู้จักพื้นเพของพระองค์มาก่อน พระเยซูไปสร้างเครดิตกับคนที่ไม่รู้จักนะง่าย แต่ลองมาทำกับคนในเมืองของตัวเอง หรือกับคนที่รู้จักพระองค์ อย่างชาวเมืองนาซาเร็ธ แล้วจะรู้ว่า ยังไง พระเยซูก็ไม่ได้สามารถสร้างเครดิตกับพวกเขาได้ นี่คือการท่าทีของชาวเมืองนาซาเร็ธที่ตัดสินแต่ภายนอก แต่มิได้ยอมเปิดใจรับสิ่งที่เป็นมาจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงมองทะลุถึงพฤติกรรมคำพูดท่าทีของชาวเมืองนาซาเร็ธ จึงไม่มีการบันทึกถึงการทำการอัศจรรย์ในนาซาเร็ธเลย  พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวถึงการรับใช้ของผู้เผยพระวจนะในอดีตสองคน เอลียาห์กับเอลีชา ที่พระเจ้าให้คนต่างชาติรรับการปรนนิบัติจากผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองคน เป็นกำหนดการของพระเจ้า พระเจ้าทรงมองทะลุถึงท่าทีของอิสราเอลในเวลานั้น ที่เลือกอยู่ฝ่ายกษัตริย์อาหับและพระนางเยซเบลที่ฆ่าผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า และยังตามล่าเอลียาห์ การเปรียบเทียบท่าทีของคนอิสราเอลในยุคนั้นที่กำลังเดือดร้อน เพราะฝนไม่ตกสามปีครึ่ง คนอิสราเอลก็เดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือเหมือนกัน แต่เอลียาห์กลับถูกใช้ให้ไปปรนนิบัติหญิงม่ายชาวเศราฟัท  คนอิสราเอลก็มีคนป่วยโรคเรื้อนเหมือนกัน แต่เอลีชาถูกใช้ให้ช่วยนาอามานชาวซีเรีย ทั้งหมดนี้คือการเปิดโปงท่าทีของชาวเมืองนาซาเร็ธในวันนั้นเหมือนกับอิสราเอลในวันวาน ที่เลือกอยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า  และเพื่อตีโจทย์ชีวิตของชาวเมืองนาซาเร็ธว่า ปัญหาของชาวเมืองนาซาเร็ธคือการอยู่คนละฝ่ายกับพระเจ้า App. การตีโจย์เพื่อตอบโจทย์ แต่บ่อยครั้งที่เรามักไม่เข้าใจ และยอมรับความจริงเมื่อโจทย์ชีวิตถูกเปิดเผยว่า ตัวเราคือโจทย์ที่ต้องแก้ไข จึงจะตอบโจทย์ได้ เรามักจะมองไปที่คนอื่นเป็นปัญหา App. ขอให้เราเข้าใจน้ำพระทัยของพระเยซูคริสต์ที่นี่ ว่าคือโอกาส มิใช่การทำร้าย มีคริสเตียนไม่น้อย ที่ฟังเทศน์แล้วโดน  ความคิดบาปถูกเตือน การกระทำบาปที่ถูกห้าม โปรดเข้าใจเลยว่า นี่คือโอกาสพระเจ้าหยิบยื่นให้  2 ทิโมธี 3:16-17 16 ​พระ​คัมภีร์ ทุก​ตอน​ได้รับ​การ​ดล​ใจ​จาก​พระ​เจ้า และ​เป็น​ประโยชน์​ใน​การ​สอน การ​ตักเตือน​ว่า​กล่าว การ​ปรับปรุง​แก้ไข​คน​ให้​ดี และ​การ​อบรม​ใน​ทาง​ธรรม​17 เพื่อ​คน​ของ​พระ​เจ้า​จะ​พรักพร้อม​ที่​จะ​กระทำ​การ​ดี​ทุก​อย่าง  หลายคนไม่ยอมอ่านพระคัมภีร์ อ่านแล้วโดน  ไม่อยากมาฟังเทศนา ฟังแล้วโดน ไม่อยากใช้เวลากับพี่น้องคริสเตียน ใช้เวลาทีไร ก็รู้สึกแตกต่าง  หลายคนปฏิเสธก่อนเพราะกลัวการถูกปฏิเสธ คิดว่า คำเตือนจากพระเจ้าคือการปฏิเสธ แต่ความจริง พระเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มาเพื่อที่จะประกาศเวลาแห่งการยอมรับของพระเจ้าที่มีต่อเรา พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะยอมรับเรา แม้เราจะไม่เป็นที่ยอมรับ (คนบาป) นี่คือพระคุณ เราไม่สมควรได้รับการยอมรับจากพระเจ้า แต่พระองค์ก็ยังยอมรับเรา การยอมรับของพระเจ้าไม่ใช่การสนับสนุนให้เรายังอยู่ในบาปต่อไป แต่พระองค์ให้ประกาศเวลาแห่งการยอมรับของพระองค์เพื่อเราจะเข้ามาใกล้พระองค์ เพื่อเราจะเลิกชีวิตเก่า และดำเนินชีวิตใหม่  นี่คือเหตุผลที่พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาในขณะที่เราเป็นคนบาป โรม 5:8 8 แต่​พระ​เจ้า​ทรง​สำแดง​ความ​รัก​ของ​พระ​องค์​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย คือ​ขณะที่​เรา​ยัง​เป็น​คน​บาป​อยู่​นั้น ​พระ​คริสต์​ได้​ทรง​สิ้น​พระ​ชนม์​เพื่อ​เรา​ การเป็นผู้ใหญ่ของพระคริสต์…เพื่อรับใช้จริงๆ มิใช่เพื่อมาตำหนิ ติเตียน แต่ยังให้โอกาสกลับใจใหม่ ฟังดีๆ ให้โอกาสคนที่ปฏิเสธมิใช่การตามใจ พระเยซูไม่ตามใจชาวเมืองนาซาเร็ธ ดังนั้น พระองค์จึงไม่ทำการอัศจรรย์ใดๆในเมืองนี้เลย น่าเสียดายที่ชาวเมืองนาซาเร็ธตอบสนองโอกาสที่พระเยซูให้ด้วยการคิดร้าย ทำร้ายพระองค์ การเป็นผู้ใหญ่ของพระเยซูคริสต์….เพื่อการรับใช้ จึงต้องมีประการที่สาม…..

 

3. รับใช้จนถึงที่สุด (ให้โอกาสแล้วให้โอกาสอีกจนกว่าตัวคนๆนั้นจะปิดโอกาสเอง)  ลูกา 4:28-30

 

28 เมื่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ใน​ธรรม​ศาลา​ได้​ยิน​ดังนั้น​ก็​โกรธ​ยิ่ง​นัก​29 จึง​ลุก​ขึ้น​ผลัก​พระ​องค์​ออก​จาก​เมือง​ พา​ไป​ยัง​แง่​ของ​เงื้อม​เขา​ที่​เมือง​ของ​เขา​ซึ่ง​ตั้งอยู่​บน​เนิน​นั้น หมาย​จะ​ผลัก​พระ​องค์​ลง​ไป​30 แต่​พระ​องค์​ทรง​ดำเนิน​ผ่าน​ท่ามกลาง​เขา​พ้น​ไป ภาพที่พระคัมภีร์บรรยายตอนนี้ เกิดขึ้นในธรรมศาลา แล้วชอตต่อไปคือพระเยซูถูกผลักออกจากเมือง ไปยังแง่ของเงื้อมเขาเพื่อจะผลักพระองค์ลงไป นี่คือการแสดงความโกรธที่ไม่ต้อนรับและผลักไสพระเยซูให้ออกห่างจากชีวิตของเขายิ่งขึ้น (จากใจกลางเมืองจนถึงนอกเมือง) โดยปกติ การลงโทษคนของชาวยิวหลักๆจะใช้สี่วิธี หนึ่งเอาหินขว้าง สองคือบีบคอ สามคือเผา และสี่แทงด้วยดาบ แต่ครั้งนี้ ชาวเมืองนาซาเร็ธทำสิ่งที่ผิดวัฒนธรรมการลงโทษของคนยิว ความโกรธมากที่ถูกมองทะลุถึงความคิดที่ซ่อนอยู่ ทำให้ชาวเมืองนาซาเร็ธแสดงการปฏิเสธอย่างรุนแรง  ในทางจิตวิทยา การปฏิเสธของคนเราก็คือการปกป้องตัวเองอย่างหนึ่ง ความเร่งรีบที่จะผลักพระเยซูคริสต์ออกไปจากชีวิตของตนเอง ทำให้กระบวนการที่เคยทำปกติจึงกลายเป็นผิดปกติ ซึ่งตรงกันข้ามกับคนที่มีความกระตือรือร้นในพระเจ้า โดยเฉพาะในวันสะบาโต การจะลงโทษคนถึงตาย ยิ่งต้องระมัดระวัง แต่ครั้งนี้ ชาวเมืองนาซาเร็ธไม่ได้สนใจในหลักธรรมบัญญัติเลย สุภาษิต 19:2 2 คน​ที่​ไม่​มี​ความ​รู้​ก็​ไม่​ดี และ​บุคคล​ที่​เร่ง​เท้า​หนัก​ก็​มัก​พลาด​ผิด คำว่า ผิดพลาด มาจากรากศัพท์ฮีบรูคำว่า บาป แปลว่า พลาดไปจากเป้าหมาย เป้าหมายของพระเจ้าคือให้กลับใจ แต่ชาวเมืองนาซาเร็ธไม่กลับใจ พระเยซูให้โอกาส และให้โอกาส จากการผลักออกจากธรรมศาลา จากเมือง จากท้องถนน จนถึงหน้าผา เป้าหมายคือฆ่า การฆ่าคือการกำจัดพระเยซูออกไปจากชีวิต ชาวเมืองนาซาเร็ธได้รับโอกาสมากกว่าใคร พระเยซูทรงให้โอกาสชาวเมืองนี้ ตั้งแต่ในธรรมศาลา ในเมือง นอกเมือง จนถึงหน้าผา เขาได้เห็นพระเยซูตลอดเวลา พระองค์ไม่หนี เพราะพระองค์ให้โอกาส แต่ชาวเมืองนาซาเร็ธกลับตอบสนองการที่ยังได้เห็นพระเยซูด้วยการผลักพระองค์ให้ห่างออกไปจากชีวิตของเขา  ขอพระเจ้าทรงเปิดตาใจของเราให้เข้าใจบทเรียนอันนี้  อย่าให้การที่เราเป็นคริสเตียน ได้เห็นพระเยซูแบบชาวเมืองนาซาเร็ธที่ยิ่งได้เห็นยิ่งผลักพระองค์ออกห่างไกลยิ่งขึ้น จนเราไม่เห็นพระองค์อีกเลย มีคริสเตียนไม่น้อยยิ่งดำเนินชีวิตกับพระเยซู ยิ่งเห็นพระองค์เลือนลางจนมองไม่เห็นพระองค์อีกเลย 30 แต่พระองค์ทรงดำเนินผ่านท่ามกลางเขาพ้นไป นักวิชาการด้านพระคัมภีร์ตีความตอนนี้ว่า พระเยซูทรงดำเนินผ่านพวกชาวเมืองนาซาเร็ธไปได้อย่างไร บางคนก็อ้างจากเหตุการณ์ ในลูกา 24:15-16,30-31 15 และ​เมื่อ​เขา​กำลัง​พูด​สนทนา​กัน​อยู่ ​พระ​เยซู​ก็​เสด็จ​เข้า​มา​ใกล้​ดำเนิน​ไป​กับ​เขา​ 16 แต่​ตา​เขา​ฟาง​ไป​และ​จำ​พระ​องค์​ไม่ได้….​ 30 ต่อมา​เมื่อ​พระ​องค์​เสวย​พระ​กระยา​หาร​กับ​เขา ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ขนม​ปัง​โมทนา​พระ​คุณ แล้ว​หัก​ส่ง​ให้​เขา​31 ตา​ของ​เขา​ก็​หาย​ฟาง​และ​เขา​ก็​รู้จัก​พระ​องค์ แล้ว​พระ​องค์​ก็​อันตรธาน​ไป​จาก​เขา​ เป็นเหตุการณ์สาวกสองคนที่กำลังจะเดินทางไปเอมมาอูสหลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์  พระเยซูมาปรากฏกับเขา แต่เขาจำพระองค์ไม่ได้ และเมื่อสาวกสองคนได้ใช้เวลากับพระเยซู  ตาของพวกเขาก็หายฟางและรู้จักพระองค์ พระองค์ก็หายไปจากเขา นี่อาจเป็นฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์ ที่ทำให้พระองค์ดำเนินผ่านชาวเมืองนาซาเร็ธไปได้ แต่ที่น่าสังเกตุว่า ทำไมพระเยซูจึงยอมให้ถูกผลักไปจนถึงหน้าผา ทำไมพระองค์ไม่หายไปตั้งแต่ต้น แสดงว่า พระเยซูคริสต์ยังให้โอกาส และให้โอกาส แต่ชาวเมืองก็ยิ่งผลักพระองค์ออกห่างจากชีวิตของเขาทุกทีๆ จนสุดทางที่ผิดไปจากน้ำพระทัยของพระเจ้า เรื่องการตายของพระเยซูต้องที่กางเขนเท่านั้น ไม่ใช่ตกหน้าผาตาย พระองค์จึงต้องอันตรธานไปจากพวกเขา    จงดูพระเยซูเป็นแบบอย่าง การรับใช้ของพระเยซูคริสต์ต่อเนื่องไปถึงที่สุด พระองค์ยังให้โอกาส และให้โอกาสจนกว่าคนๆนั้นจะปิดโอกาสของตัวเอง

 

เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….เพื่อรับใช้

 

  1. รับใช้ในงานที่พระเจ้าให้ทำ
  2. ตีโจทย์ให้แตกและอย่าปฏิเสธตอบ
  3. รับใช้จนถึงที่สุด (ให้โอกาสแล้วให้โอกาสอีกจนกว่าคนๆนั้นจะปิดโอกาสของตนเอง)

 

 อาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2013 (ศาสนาจารย์ประยูร ลิมะหุตะเศรณี)

“การจัดการกับปากของเรา”

มัทธิว 12:33-37 33 “พึง​กล่าว​อย่าง​ใด​อย่าง​หนึ่ง​ว่า​ต้น​ดี​ผล​ก็​ดี หรือ​ต้น​เลว​ผล​ก็​เลว​ด้วย เรา​จะ​รู้จัก​ต้นไม้​ด้วย​ผล​ของ​มัน34 โอ ชาติ​งู​ร้าย เจ้า​เป็น​คน​ชั่ว แล้ว​จะ​พูด​ความ​ดี​ได้​อย่างไร ด้วย​ว่า​ปาก​นั้น พูด​จาก​สิ่ง​ที่มา​จาก​ใจ35 คน​ดี​ก็​เอา​ของ​ดี​มา​จาก​คลัง​แห่ง​ความ​ดี​ใน​ตัว​ของ​เขา คน​ชั่ว​ก็​เอา​ของ​ชั่ว​มา​จาก​คลัง​แห่ง​ความ​ชั่ว​ใน​ตัว​ของ​เขา​36 ฝ่าย​เรา​บอก​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ว่า คำ​ที่​ไม่​เป็น​สาระ​ทุก​คำ​ซึ่ง​มนุษย์​พูด​นั้น มนุษย์​จะต้อง​รับ​ผิด​ใน​ถ้อยคำ​เหล่า​นั้น ใน​วัน​พิพากษา​37 เหตุ​ว่า​ที่​เจ้า​จะ​พ้น​โทษ​ได้ หรือ​จะต้อง​ถูก​ปรับ​โทษ​นั้น ​ก็​เพราะ​วาจา​ของ​เจ้า” การจัดการกับปากของเรา ข้อที่ 37 37 เหตุ​ว่า​ที่​เจ้า​จะ​พ้น​โทษ​ได้ หรือ​จะต้อง​ถูก​ปรับ​โทษ​นั้น ​ก็​เพราะ​วาจา​ของ​เจ้า”ถ้าเราไม่จัดการกับปากของเรา  ถ้อยคำของเรามีสิทธิ์ที่จะพาเราไปสู่หายนะได้ พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดชั่ว ปากจะมีสีได้ ข้อที่ 35 “คนดีก็เอาของดีออกจากคลังแห่งความดีในตัวของเขา คนชั่วก็เอาของชั่วจากคลังแห่งความชั่วของตัวเขา” ตัวเรามีคลังที่สะสมของดีและของไม่ได้ ถ้าเราเป็นคนดี คลังของเราก็จะสะสมสิ่งที่ดี ถ้าเราเป็นคนชั่ว คลังก็จะสะสมสิ่งชั่ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนจะดีหรือชั่ว พระคัมภีร์บอกเราว่า คลังคือใจของเรา ข้อที่ 34 34 โอ ชาติ​งู​ร้าย เจ้า​เป็น​คน​ชั่ว แล้ว​จะ​พูด​ความ​ดี​ได้​อย่างไร ด้วย​ว่า​ปาก​นั้น พูด​จาก​สิ่ง​ที่มา​จาก​ใจ“ ถ้าเราพูดแต่สิ่งที่ไม่ดี ยืนยันได้ว่า จิตใจข้างในไม่ดี เราซ่อนอะไรได้ เขาจะเห็นจากสิ่งที่เราพูด เราจะต้องจัดการกับปากของเรา รากเหง้าที่ทำให้เราพูดไม่ดี อยู่ที่ใจ ขอให้เราได้รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ เราเปลี่ยนจิตใจของตัวเราเองไม่ได้ เราต้องรับการเปลี่ยนแปลง ปากมีไว้ทำสองอย่าง คือ กินกับพูด ถ้าเรากินสิ่งที่เป็นพิษ ก็จะสร้างปัญหา ถ้าเราพูดสิ่งที่เป็นพิษก็จะสร้างปัญหา ทั้งเข้าและออกจะต้องระวัง ถ้าเราพูดสิ่งที่เป็นพรออกมา ก่อให้เกิดปัญญา ก่อให้เกิดศักดิ์ศรีแก่ตัวเรา ถ้าเราพูดเป็นพรแก่คนอื่นๆ ก็จะได้รับศักดิ์ศรีและปัญญา ถ้าเราพูดดี ก็จะเป็นพร ไม่ใช่แค่ปัจจุบัน จนถึงอนาคต เราต้องรับผิดชอบปากของเรา เราใช้ปากของเราตั้งแต่เช้าวันนี้ อย่างน้อย วันนี้ เราใช้ปากในการสรรเสริญพระเจ้า มีใครรู้สึกผิดเมื่อด่าลูกของตัวเอง พ่อแม่บางคนคิดว่า ตัวเองไม่ผิดที่ด่าลูกตัวเอง ถ้าลูกทำตัวไม่ดี เราด่าลูก คำด่าก็จะฝังในตัวลูก ถ้าเราอยากให้ลูกได้รับสิ่งดีๆ เราต้องพูดคำดี ตัวอย่างลูกของผม ตอนเขาอยู่อนุบาลสอง เขาเอาผลการสอบมาให้ดู ผลการสอบไม่ดีเลย ผมและภรรยาพยายามให้กำลังใจลูกว่าจะให้ลูกรู้สึกดีอย่างไร เราดูคะแนน แต่ลูกสนใจลำดับที่ เป็นรองสุดท้าย ผมได้สติปัญญาจากพระเจ้าที่จะชมเชยลูกของผม ผมพูดกับลูกว่าลูกเก่งมากที่ได้รับผลรองสุดท้าย  ผมถามลูก ว่า ตอนลูกเคารพธงชาติ ลูกยืนอยู่ที่ไหน เขาบอกว่าเขาอยู่ท้ายแถวเพราะลูกตัวเล็กที่สุด ตอนลูกยืนเคารพธงชาติ ลูกอยู่คนสุดท้าย แต่ตอนสอบได้อยู่รองสุดท้าย สามารถแซงขึ้นมาได้ เขาหัวเราะ และในที่สุดเขาก็เรียนดีขึ้น ผมพยายามหาทางชมเขา ขอให้เราเรียนรู้ว่า ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน พระเจ้าให้พลังในการพูด พรุ่งนี้เรามาอธิษฐาน ให้เอาปากของเรามาด้วย เวลาเราอธิษฐานขับผี เราใช้คำพูด เป็นสิทธิอำนาจ สามีภรรยาสองคนเวลาร่วมใจกันอธิษฐาน พระคัมภีร์บอกว่า สองคนร่วมใจกันอธิษฐาน พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐาน แต่เป็นเรื่องแปลกที่สามีภรรยาร่วมใจกันอธิษฐานยาก ขอให้เราพูดในส่วนดีกับลูก พ่อแม่หลายคนเวลาลูกทำดีไม่พูด แต่เวลาทำผิดก็พูดเอาพูดเอา สามีภรรยา เวลาทำดี ไม่ค่อยชมกันเท่าไร ขอให้เราชมกันดีๆ เรามาดูว่า เราจะจัดการกับปากได้อย่างไร พระคัมภีร์พูดถึง ต้นไม้ดี ให้ผลดี ต้นไม้เลวให้ผลเลว ดูเหมือนเป็นการโยงไปถึงการพูด การเป็นต้นไม้ดี คือการกลับใจใหม่ เราดีได้ โดยพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น การพูดของเราควรจะมีสิ่งที่ดีออกมาด้วย เวลาเรานมัสการ ผู้นำนมัสการจะพูดสิ่งดีๆ อ.ไก่มักจะชวนเราพูดคำว่า ดีใจจังที่ได้เห็นคุณ คำว่า ดีใจคือการทำให้รู้สึกดี อย่าให้เราพูดแต่คำพูด แล้วในใจไม่อยากให้เขามา  เวลาเราพูดว่าเราดีใจที่เห็นเขา เป็นการบอกด้วยใจที่รู้สึกดี ขอให้เราพูดแต่สิ่งที่สร้างสรรค์ คำพูดของเราเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่า เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เหตุผลประการที่สอง ว่าเราต้องจัดการกับปากของเรา เพราะเราต้องรับผิดชอบสิ่งที่เราพูด ข้อที่ 36 36 ฝ่าย​เรา​บอก​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ว่า คำ​ที่​ไม่​เป็น​สาระ​ทุก​คำ​ซึ่ง​มนุษย์​พูด​นั้น มนุษย์​จะต้อง​รับ​ผิด​ใน​ถ้อยคำ​เหล่า​นั้น ใน​วัน​พิพากษา คำพูดที่ไม่เป็นสาระ เราต้องรับผิดชอบในวันพิพากษา ให้เราอ่านด้วยกันอีกครั้ง ฝ่ายเราบอกว่า คำพูดที่มนุษย์พูดไม่เป็นสาระ เราต้องรับผิดชอบทุกคำในวันพิพากษา คำว่า รับผิดชอบ เป็นคำที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี  คำพูดที่ไร้สาระ เราต้องรับผิดชอบ ส่วนคำพูดที่เป็นสาระเราไม่ต้องรับผิดชอบ แต่มีคนต้องรับผิดชอบไม๊ ต้อง พระเจ้าคือผู้รับผิดชอบ คนที่ขับรถ จะมีปัญหา เวลาติดไฟแดงตัวเลขขึ้น  296 นานเหลือเกิน แต่ไฟเขียวตัวเลขกลับขึ้นแค่  12 คนขับรถรู้สึกยังไง อารมณ์เสีย ใส่ใคร ใครก็ตามที่ตั้งตัวเลข หน้าตายังไม่เคยเห็น แต่ก็อารมณ์เสียใส่เขาแล้ว ต้นไม้ดี ก็เกิดผลดี ต่อให้ตัวเลขมากถึง 500 ก็ยังส่งผลที่ดี คนขับรถทั้งหลายช่วยกันอาเมน กลับใจใหม่ สิ่งที่ส่งผลออกมา คือตัวพิสูจน์ ต้นไม้ดี ออกเร็วผลก็ยังดี แต่ถ้าต้นไม้เลว ถึงออกช้า ผลก็ยังเลว จงยืนยันความเป็นคนดีในพระเยซูคริสต์ อาเมนนะ นี่จะเป็นตัวพลิกฟื้นครอบครัวและประเทศชาติของเรา อวยพรเถิดครับ ใช้ปากในทางที่ดี แล้วคุณจะตื่นเต้น ลูกผมตอนเด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เขาได้ยินพ่อแม่พูด สอนเขาเรื่องการให้เกียรติ เขาจะรู้ว่าการให้เกียรติจากพ่อแม่ให้เกียรติเขา 2 โครินธ์ 5:10 10 เพราะ​ว่า​จำเป็น​ที่​เรา​ทุก​คน​จะต้อง​ปรากฏ​ตัว​ที่​หน้า​บัลลังก์​ของ​พระ​คริสต์​ เพื่อ​ทุก​คน​จะ​ได้รับ​สม​กับ​การ​ที่​ได้​ประพฤติ​ใน​ร่างกาย​นี้ แล้ว​แต่​จะ​ดี​หรือ​ชั่ว​  แปลความว่า ถ้าเราพูดดี เราจะได้รับการตอบแทนดี  ถ้าเราไม่จัดการกับปากของเรา เราจะกลายเป็นผู้ทำลายแทนที่จะสร้างสรรค์ การทำลายล้างที่น่ากลัวที่สุดมาจากปาก สิ่งที่คุณพูดทำร้ายจิตใจ เป็นบาดแผลลึก และรักษายาก เพราะว่ารักษาด้วยยาไม่ได้ ขอพระเจ้าช่วยเรา ให้เราจัดการกับปาก เพื่อปากของเราจะเป็นปากที่สร้างสรรค์ ให้เราดูพระเจ้าเป็นแบบอย่าง ยอห์น 1:1-3  1 ​ใน​ปฐม​กาล​พระ​วาทะ​ดำรง​อยู่ และ​พระ​วาทะ​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​พระ​เจ้า และ​พระ​วาทะ​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า​2 ​ใน​ปฐม​กาล​พระ​องค์​ทรง​ดำรง​อยู่​กับ​พระ​เจ้า​3 ​พระ​เจ้า​ทรง​สร้าง​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​ขึ้น​มา​โดย​พระ​วาทะ ใน​บรรดา​สิ่ง​ที่​เป็นมา​นั้น ไม่​มี​สัก​สิ่ง​เดียว​ที่​ได้​เป็นมา​นอกเหนือ​พระ​วาทะ​ ถ้าเราดูปฐมกาล ทุกสิ่งที่พระเจ้าสร้างล้วนเป็นสิ่งที่ดี พระเยซูคือพระวาทะ เมื่อพระคริสต์เข้ามาในชีวิตของเรา แปลความว่า วาจาของเราจะต้องสร้างสรรค์ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ไม่ได้มาจากพระวาทะ ทุกสิ่งที่ถูกสร้างมาจากพระวาทะ เราจึงเป็นคนที่พูดสร้างสรรค์ แม้คนนั้นจะเป็นศัตรูของเรา คอยปัดแข้งปัดขา เราก็ยังพูดสร้างสรรค์ เพราะเรามาจากสายพันธ์ที่สร้างสรรค์ ที่ผ่านมา เราเสียของไปเยอะ เราสามารถใช้คำพูดของเราสร้างสรรค์ นอกจากไม่สร้างแล้ว เรายังทำลาย เวลาเราด่าคน มีใครขึ้นต้นด้วยคำว่า “ไอ้” ที่มีอารมณ์บวกไปด้วย แสดงว่า เราอยากให้เขาเป็น เช่น ไอ้โง่ คือการต้องการให้เขาเป็น พ่อแม่ ที่ด่าลูกไอ้โง่ แปลว่า คุณกำลังสรุปว่าลูกของคุณโง่ไปแล้ว ทำไมไปสรุปว่าลูกโง่ พ่อแม่ก็ฉลาด ดังนั้น อย่าไปด่าใคร เพราะเราเป็นเครื่องมือของการสร้างสรรค์ อวยพรเขา เวลาเราทักใครว่า ทำไมอ้วนนัก แปลว่า มากไปแล้ว ขอให้เราเปลี่ยนถ้อยคำแนวสร้างสรรค์ อย่าให้สมองของเรา ความคิดของเราไปในทางลบ แต่ให้ไปในทางสร้างสรรค์ ในการจัดการกับปาก สิ่งแรกที่ต้องทำ ต้องพูดด้วยความคิด พูดด้วยฉลาด สุภาษิต 12:18 18 มี​บาง​คน​ที่​คำพูด​พล่อยๆ ของ​เขา​เหมือน​ดาบ​แทง แต่​ลิ้น​ของ​ปราชญ์​นำ​การ​รักษา​มา​ให้ ทำไมต้องเป็นลิ้นของปราชญ์ เพราะว่าเป็นลิ้นที่กล่าวถ้อยคำที่ผ่านความคิดและสติปัญญา พระคัมภีร์สอนเราพูดด้วยสติปัญญา เป็นเวลาที่พูดด้วยอารมณ์ปกติ เวลาโกรธ สติปัญญาถูกบั่นทอนไปกว่า 50% เวลาโกรธ อย่าพูดอะไร เพราะสิ่งที่พูดไม่ได้เกิดจากการกลั่นกรองของสติปัญญา แต่เกิดจากการเกิดของอารมณ์ที่ต้องการให้สะใจ ถึงแม้สิ่งที่เราทำผิด คนอื่นด่าเรา เวลาได้ยิน เราก็โกรธ อย่าพูด เพราะเราจะตอบว่า ใช่ ไปรับทำไม ไม่ต้องพูด เวลานั้นสติปัญญาถูกทำลายไปแล้ว สุภาษิตบอกเราว่า ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้ คำพูดของคุณดีกว่า พาราเซทตามอล ไม่ทราบว่าคุณมีประสบการณ์ไม๊ เวลาคุณปวดหัว คำพูดของใครบางคนทำให้เราหายปวดหัว จริง มันเกิดขึ้นจริง ดีกว่า พาราเซทตามอล ผมจะจำคนนั้นไว้ ทำไม เราไม่อธิษฐานขอพระเจ้าให้เราเป็นคนนั้นที่ลิ้นของเราจะเป็นของปราชญ์ ถ้าคุณเจอคนโง่ ลิ้นของคุณจะรักษาให้เขาหายโง่  มีใครที่นั่งที่นี่ รู้สึกว่า ผัวของตัวเองโง่ จงใช้ปากของตัวเองรักษา ชมเขา และใช้ปากรักษาเขา ใครที่รู้สึกว่าสามีตัวเองโง่ เมียน่ารักยังไปมีกิ๊กอีก จงใช้ปากรักษาสามี ปัญญามาจากความยำเกรงพระเจ้า ความยำเกรงพระเจ้าเป็นที่มาของสติปัญญา เวลาเราจะพูดอะไร ให้เราพูดจากจิตใจที่ถูกสร้างใหม่จากพระเจ้า เวลาเราพูด เขาได้ยิน จะได้รับการรักษา การบำบัดภายในมาจากไหน มาจากถ้อยคำที่ผ่านปากที่ยำเกรงพระเจ้า เกลียด ชิงชัง ทำให้เราสูญเสียความยำเกรงพระเจ้า ลองคิดดูว่า เราอยากให้ใครตายหรือไม่ ผมเคยอยากให้ใครบางคนตาย  คือคนที่เคยเป็นโจทย์ในคดีที่ดินคริสตจักร มีคดี เราก็แพ้เพราะเราไปโกงเขา เราเอาเงินเขามาแล้ว ยังไม่ยอมไปไหน เราอยากให้คู่กรณีตายไป นี่คือประยูรคิดคนเดียว ผมสารภาพบาปตรงนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่เขายังไม่ตาย และเราก็แพ้คดีอยู่นั่น วันนี้ ผมกลับใจใหม่ ขอให้คำพูดของเรารักษา เวลาเราไปเยี่ยมใคร คนป่วย ให้วาจาของเราเป็นลิ้นของปราชญ์ เวลานี้คนถูกทำลายภายในเยอะมาก ซึมเศร้า ลองไปโรงพยาบาล คุณจะพบคนเกี่ยวข้องกับจิตทั้งหลาย ผมไปเยี่ยมสุภาพสตรี น่ารักมาก เป็นโรคซึมเศร้า คนสวยระวังนะ เพราะว่าคุณสวย คุณเป็นที่หมายปอง คนที่มาก็จะมาหลอกเรา คนไม่สวยไม่ต้องกลัวถูกหลอก คนที่หน้าตางามๆ บาดแผลในใจเยอะมาก ศิลปินทั้งหลาย บาดแผลเยอะแยะ อีกประการ สุดท้าย สุภาษิต 16:23 23 ใจ​ของ​ปราชญ์​กระทำ​ให้​วาจา​ของ​เขา​สุขุม และ​เพิ่ม​อำนาจ​ใน​การ​สั่ง​สอน​แก่​ริม​ฝีปาก​ของ​เขา แปลว่า พูดอย่างฉลาด คำพูดของคุณจะเพิ่มอำนาจในการสั่งสอน แปลความว่า คุณจะต้องใคร่ครวญ สุขุม ก่อนที่จะพูด กลับมาที่สุภาษิต 12:18 18 มีบางคนที่คำพูดพล่อยๆ ของเขาเหมือนดาบแทง  คือคำพูดที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดทางจิตใจ มีเพื่อนที่เป็นหมอจิตแพทย์ พูดกับผมว่า คนที่พูดให้คนบาดเจ็บทางจิตใจ เป็นเพราะคนนั้นมีบาดแผลที่ยังไม่หายในจิตใจ เครื่องมือที่จะปกป้องให้จิตใจไม่ถูกทำร้าย คือการให้อภัย เขาด่า เขาทำร้าย ยกโทษให้เขา ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ทำลายอนาคตที่สดใสของเรา ยกโทษให้เขา ไม่ว่าจะมาไม้ไหน ยกโทษให้เขา ถ้าเรายกโทษ สิ่งเหล่านี้จะไม่เข้ามาในจิตใจของเรา พระเยซูสอนเราเรื่องการยกโทษ ผมใช้แล้วเกิดผล คือยกโทษให้เขาก่อนที่เขาจะทำผิด การยกโทษนั้นกลายเป็นเกราะไม่ทำให้เกิดบาดแผล จงเลือกป้องกัน ถ้าคุณจะเผาบ้านผม ผมยกโทษให้ ผมพูดจริง เพราะคุณเผาบ้านผมเพื่อให้ผมโกรธ อย่าไปหาเหตุผลที่จะยกโทษ เพราะเรามักจะหาเหตุผลที่จะยกโทษไม่ได้ พระเยซูไม่ได้สอนเราให้หาเหตุผลที่จะยกโทษ เปโตรถามพระเยซูว่า กี่ครั้ง เจ็ดครั้ง แต่พระเยซูตอบว่า เจ็ดคูณเจ็ดสิบ ในวันเดียวกัน   จงให้วาจาเป็นพร ประเทศชาติ ชีวิต ครอบครัว สามี ภรรยา ลูกจะเปลี่ยน เพราะวาจะที่สร้างสรรค์

 อาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2013 (อาจารย์วรรณพร พวงมาลัย) วัน NGM

ส่งต่อความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่น

พระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่มก็เป็นเรื่องราวของชนรุ่นหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง  สดุดี 22:30  30จะมีพงศ์พันธุ์ๆหนึ่งปรนนิบัติพระองค์  มนุษย์จะบอกเล่าถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าให้แก่คนรุ่นหลังฟัง   สดุดี 145:4  4คนชั่วอายุหนึ่งจะสรรเสริญพระราชกิจของพระองค์  ให้คนอีกชั่วอายุหนึ่งฟัง  และประกาศกิจการอันทรงอานุภาพของพระองค์  เรารู้จักโมเสส เขาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าใช้ปลดปล่อยอิสราเอลเพื่อคนเหล่านี้จะดำรงความเชื่อในพระเจ้า และโมเสสเห็นความสำคัญที่จะต้องสร้างคนรุ่นต่อไปเพื่อมานำอิสราเอลต่อจากเขา โมเสสจึงส่งต่อไม้ผลัดของเขาให้โยชูวาคนรุ่นใหม่  และโยชูวาทำหน้าที่ได้อย่างดียอดเยี่ยม  แต่…หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น การส่งต่อไม้ผลัดหยุดชงัก ไม่มีคนรุ่นต่อไปรับไม้ผลัดนี้และอิสราเอลต้องทนทุกข์ในสมัยของผู้วินิจฉัย ทำไมหลังจากดาวิดจึงมีกบฏอับซาโลมที่มาโค่นบัลลังก์ดาวิด เพราะไม่มีการส่งต่อไม้ผลัด หลังกษัตรย์ซาโลมอน อาณาจักรต้องแตกสลาย เพราะขาดคนรุ่นต่อไปในการส่งต่อความเชื่อ การส่งต่อความเชื่อ จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งมีความสำคัญ ที่ไม่สามารถขาดช่วงขาดตอนได้ เพราะนั่นหมายถึงการเปิดช่องให้มารซาตานที่คอยจดจ้องทำลายนั้นได้โอกาสที่จะโจมตี  วันนี้ไม่ว่าเราจะเป็นคนรุ่นไหน อยู่ใน Generation ใด เราต้องเรียนรู้และเข้าใจเรื่องการส่งต่อความเชื่อ แม้เราเป็นเด็กที่เล็กที่สุด แต่วันหนึ่งเราต้องโตขึ้นที่จะส่งต่อความเชื่อให้คนรุ่นที่จะตามมา  คนแต่ละรุ่นต้องตระหนักในบทบาทของตัวเอง และมีความรับผิดชอบที่จะทำหน้าที่ในส่วนของตน เพื่อให้การส่งต่อความเชื่อจากชนรุ่นหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่งดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงที่สุดปลายในชีวิตของเรา  จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก  วันนี้มีคริสตจักรมากมายในยุโรป อังกฤษ ซึ่งมีตัวอาคารคริสตจักรที่สวยงาม แต่ไม่มีคริสเตียน และคริสตจักรถูกขายกลายเป็นโรงแรม ภัตตาคาร สุเหร่า เพราะคริสตจักรเหล่านั้นไม่ได้ส่งต่อความเชื่อ ไม่ได้สร้างสาวก ไม่ได้สร้างผู้นำ ไม่ได้ขยายแผ่นดินพระเจ้า  ถ้าสมมติ สมมตินะ  ไม่ใช่เรื่องจริง คริสตจักรเราไม่มีการส่งต่อความเชื่อ ไม่สร้างสาวก ไม่ประกาศ ไม่เป็นพยาน ไม่เผยแพร่ข่าวประเสริฐ ไม่ทำอะไรเลย ไม่มีนมัสการรอบ 2  รอบแรกก็ตัดเหลือครึ่งรอบพอ  อีกซักปี 2ปี  3ปี คริสตจักรจะเป็นอย่างไร  ไม่เพียงแค่ไม่มีคนใหม่นะ  คนเก่าก็จะไม่อยู่ คริสตจักรก็จะอยู่ในสภาพทรง ๆ ทรุด ๆ แล้วก็ตายไปในที่สุด  แต่มันเป็นเรื่องสมมติ ไม่ใช่เรื่องจริง คริสตจักรเราจะไม่เป็นเช่นนั้น เราเป็นคริสตจักรที่มีชีวิต และจะเป็นคริสตจักรที่มีการเติบโต การขยายออกไป  เราจะบุกเบิกคริสตจักร เราจะเป็นคริสตจักรที่ส่งออกมิชชันนารี สิ่งนี้จะเกิดขึ้นและเป็นจริง  น้ำที่มันขังอยู่ในที่ ๆ หนึ่ง ไม่มีการหมุนเวียน ไม่มีการเคลื่อนไหวมันจะเกิดอะไรขึ้นกับน้ำนั้น  ก็จะกลายเป็นน้ำเน่า น้ำเสีย  แต่เราเป็นน้ำดี เรามีน้ำแห่งชีวิตไหลออกไปจากชีวิตเราแตะต้องชุมชน สัมผัสผู้คน และน้ำแห่งชีวิตไหลไปที่ไหนที่นั่นได้รับชีวิตใหม่ในพระคริสต์ วันนี้ถ้าเราต้องการให้มีการส่งต่อความเชื่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่งได้มีสิ่งที่เราต้องทำด้วยกันคือ

 1.      ส่งต่อได้ต้อง สืบสานส่งเสริม  ประเพณีหรือวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในอดีต และยังคงมีอยู่ในปัจจุบันได้ก็เพราะมีการสืบสาน สืบต่อประเพณี วัฒนธรรมนั้น ๆ และการที่จะมีคนรุ่นต่อไปในอาณาจักรของพระเจ้าได้ก็เช่นกันต้องมีการสืบสาน สืบต่อความเชื่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เรื่องราวของซามูเอล และครอบครัวของเอลี เป็นบทเรียนที่ชัดเจนสำหรับเราในกรณีนี้ ในพระธรรม 1 : ซามูเอล บทที่ 1 เป็นเรื่องราวการกำเนิดของซามูเอล ซึ่งดำเนินเรื่องควบคู่มากับเรื่องราวของเอลีซึ่งมีตำแหน่งเป็นปุโรหิตของอิสราเอลในเวลานั้น  และลูกชาย 2 คนโฮฟนี และฟีเนหัส   1 ซามูเอล 1:1-11 1มีชายคนหนึ่งเป็นชาวรามาธาอิมโซฟิม   แห่งแดนเทือกเขาเอฟราอิมชื่อเอลคานาห์บุตรเยโรฮัม   ผู้เป็นบุตรเอลีฮู   ผู้เป็นบุตรโทหุ   ผู้เป็นบุตรศูฟ   คนเผ่าเอฟราอิม 2ท่านมีภรรยาสองคน   คนหนึ่งชื่อฮันนาห์   อีกคนหนึ่งชื่อเปนินนาห์   เปนินนาห์มีบุตรแต่ฮันนาห์ไม่มี  3ฝ่ายชายผู้นี้เคยขึ้นไปจากเมืองของตนทุกปี   ไปนมัสการและถวายสัตวบูชาแด่พระเจ้าจอมโยธาที่เมืองชิโลห์   ที่นั่นมีบุตรชายสองคนของเอลีชื่อโฮฟนีและฟีเนหัส   ผู้เป็นปุโรหิตแห่งพระเจ้า 4ในวันที่เอลคานาห์ถวายสัตวบูชา   ท่านก็ได้แบ่งส่วนให้แก่เปนินนาห์ภรรยาของท่าน   และแก่บุตรชายบุตรหญิงทุกคนของนาง 5ท่านแบ่งให้ฮันนาห์สองส่วน   เพราะท่านรักนางมาก   แต่พระเจ้าทรงปิดครรภ์ของนางเสีย 6เมียคู่กับนางก็ยั่วเย้านางอย่างรุนแรงเพื่อกระทำ ให้นางระคายเคือง   ที่พระเจ้าทรงปิดครรภ์ของนางเสีย 7เหตุการณ์ก็เป็นอยู่ดังนี้ปีแล้วปีเล่า   เมื่อนางขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเจ้าคราวใด   เมียคู่ของนางก็เคยยั่วเย้านาง   เพราะฉะนั้นนางฮันนาห์จึงร้องไห้ไม่รับประทานอาหาร 8และเอลคานาห์สามีของนางจึงถามนางว่า   “ฮันนาห์   เธอร้องไห้ทำไม   และเหตุใดเธอจึงไม่รับประทานอาหาร   และทำไมจิตใจของเธอจึงโศกเศร้า   สำหรับเธอฉันไม่ดีกว่าบุตรชายสิบคนหรือ”  9หลังจากที่ได้รับประทานอาหารและดื่มที่เมืองชิโลห์แล้ว   ฮันนาห์ก็ลุกขึ้น   ฝ่ายเอลีปุโรหิตนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างเสาประตูพระวิหาร ของพระเจ้า 10นางเป็นทุกข์ร้อนใจมากอธิษฐานต่อพระเจ้า และร้องไห้คร่ำครวญ 11นางก็บนไว้ว่า   “ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา   ถ้าพระองค์จะทอดพระเนตรความทุกข์ใจของผู้รับใช้ ของพระองค์จริงๆ   และยังระลึกถึงข้าพระองค์   และยังไม่ลืมผู้รับใช้ของพระองค์   แต่จะทรงประทานบุตรชายแก่ผู้รับใช้ของพระองค์สักคนหนึ่ง   แล้วข้าพระองค์จะถวายเขาไว้แด่พระเจ้าตลอดชีวิตของเขา   และมีดโกนจะไม่แตะต้องศีรษะของเขาเลย”  พระธรรม1 ซามูเอล กำลังฉายภาพให้เราเห็นภาพความแตกต่างระหว่าง 2 ครอบครัว ครอบครัวแรกครอบครัวของเอลคานาห์ กับภรรยานางฮันนาห์ที่ยังไม่มีลูก ซึ่งการไม่มีลูกในสมัยนั้นเป็นเรื่องเลวร้าย และน่าอดสูของผู้หญิง เรื่องราวก็ดำเนินไปอย่าง drama ช่อง 7 มาก ๆ เมียอีกคนกลับมีลูก นางฮันนาห์ก็ถูกดูหมิ่นดูแคลน ในเวลานั้นยังไม่มีตัวตนของซามูเอลเลย ยังไม่เกิดยังไม่มีวี่แววเลย  แต่อีกครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวของเอลี ผู้เป็นปุโรหิต ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมาก เป็นบุคคลสำคัญแห่งชาติเลยทีเดียว เอลีมีลูกแล้วเป็นชาย 2 คน โฮฟนีและฟีเนหัส และลูกของคนสำคัญแน่นอนก็ต้องสำคัญตามไปด้วยทั้ง 2 มีหน้าที่มีตำแหน่งในพระวิหารด้วย ดูเหมือนว่าลูกของเอลีน่าจะได้รับการสืบสานสืบต่อในการเป็นปุโรหิต ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่เรื่องนี้ยังมีตอนต่อไปนางฮันนาห์ก็พากเพียรเฝ้าอ้อนวอนอธิษฐานต่อพระเจ้าที่นางจะมีลูก ใน 1 ซามูเอล 1:12-20 12อยู่มาเมื่อนางยังอธิษฐานต่อพระเจ้าอยู่นั้น   เอลีก็สังเกตดูปากของนาง 13ฝ่ายฮันนาห์นั้นนางพูดแต่ในใจริมฝีปากของ นางมุบมิบเท่านั้น   ไม่ได้ยินเสียงของนาง   เพราะเหตุนี้เอลีจึงสำคัญว่านางมึนเมา 14เอลีจึงพูดกับนางว่า   “เธอจะเมาไปนานสักเท่าใด   ทิ้งเหล้าองุ่นเสียเถิด” 15แต่ฮันนาห์ตอบว่า   “มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ   ดิฉันเป็นหญิงที่มีทุกข์หนักดิฉันมิได้ดื่มเหล้าองุ่นหรือเมรัย   แต่ดิฉันระบายความในใจของดิฉันออกต่อพระเจ้า 16ขออย่าถือว่าหญิงผู้รับใช้ของท่านเป็นหญิงเลว   ที่ดิฉันพูดตลอดมานั้น   ก็พูดด้วยความกระวนกระวายและความทุรนทุรายมาก” 17แล้วเอลีก็ตอบว่า   “จงกลับไปเป็นสุขเถิด   ขอพระเจ้าแห่งอิสราเอลโปรดประทานตามที่เจ้า ได้อธิษฐานทูลขอต่อพระองค์นั้น” 18และนางก็ตอบว่า   “ขอหญิงผู้รับใช้ของท่านประสบความกรุณาปรานี ในสายตาของท่านเถิด”   แล้วหญิงนั้นก็ไปและรับประทานอาหาร   และใบหน้าของนางก็ไม่โศกเศร้าอีกต่อไป  19เขาทั้งหลายลุกขึ้นแต่เช้าตรู่นมัสการพระเจ้า   แล้วเขาทั้งหลายก็กลับไปบ้านที่รามาห์   และเอลคานาห์ก็สมสู่กับฮันนาห์ภรรยาของตน   และพระเจ้าทรงระลึกถึงนาง 20และอยู่มาเมื่อถึงกาลกำหนด   ฮันนาห์ก็ตั้งครรภ์คลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และนางเรียกชื่อเด็กนั้นว่าซามูเอล   เพราะนางกล่าวว่า   “ดิฉันทูลขอมาจากพระเจ้า”  ถ้าเป็นหนัง ฉากนี้นางฮันนาห์คงมีบทพูดว่า “สวรรค์มีตา ฟ้าได้ประทานลูกให้ข้าแล้ว”  เรื่องราวของนางฮันนาห์หญิงที่ดำเนินชีวิตต่อพระพักตร์พระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า รักพระเจ้าไม่ได้จบแค่นี้ แต่นางได้ทำสิ่งที่สำคัญมากนั่นคือการสืบสาน สืบต่อความเชื่อลงไปในชีวิตของซามูเอล ด้วยการถวายชีวิตของซามูเอลต่อพระเจ้าเป็นการส่งเสริมลูกของนางให้อยู่ในทางพระเจ้า  1 ซามูเอล 1:21-28  21ฝ่ายเอลคานาห์   และทุกคนในครอบครัวของท่านขึ้นไป ถวายสัตวบูชาประจำปีแด่พระเจ้า   และแก้บนของท่าน 22แต่ฮันนาห์มิได้ขึ้นไปด้วย   เพราะนางบอกสามีว่า   “ฉันจะไม่ไปจนกว่าเด็กคนนี้หย่านม   แล้วฉันจะพาเขาขึ้นไป   เพื่อเขาจะได้ปรากฏตัวต่อพระพักตร์พระเจ้า   และอยู่ที่นั่นตลอดไป” 23เอลคานาห์สามีบอกนางว่า   “จงทำตามที่เธอเห็นชอบเถิด   รออยู่จนให้เขาหย่านม   ขอเพียงให้พระดำรัสของพระเจ้าสำเร็จเถิด”   นางนั้นก็คอยอยู่และให้บุตรกินนมของตัว   จนนางให้เขาหย่านม 24และเมื่อนางให้เขาหย่านมแล้ว   นางก็พาเขาขึ้นไปพร้อมกับวัวผู้สามตัว   แป้งหนึ่งเอฟาห์และเหล้าองุ่นหนึ่งถุงหนัง   และนางก็นำเขามาที่พระนิเวศของพระเจ้าที่เมืองชิโลห์   และเด็กนั้นก็ยังเล็กอยู่ 25แล้วเขาทั้งหลายก็ฆ่าวัวผู้ตัวนั้นและนำเด็กมาหาเอลี 26นางก็กล่าวว่า   “ท่านเจ้าข้า  ท่านมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด   ท่านเจ้าข้า   ดิฉันเป็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ที่นี่ต่อหน้าท่าน   และอธิษฐานต่อพระเจ้า 27ดิฉันอธิษฐานขอเด็กคนนี้   และพระเจ้าประทานตามคำทูลขอของดิฉัน 28เพราะฉะนั้นดิฉันจึงให้ยืมเขาไว้แด่พระเจ้าตราบใด ที่เขามีชีวิตอยู่   ดิฉันจะให้ยืมเขาไว้แด่พระเจ้า”   และเขาก็นมัสการพระเจ้าที่นั่น นางฮันนาห์ได้ส่งต่อความเชื่อโดยการส่งเสริมลูกของนาง ถวายซามูเอลให้มีชีวิตกับพระเจ้า ดำเนินกับพระเจ้า

 2. ส่งต่อได้ เราต้องสั่งสอน ซามูเอลเกิดมาในช่วงเวลาที่บรรยากาศฝ่ายวิญญาณของอิสราเอลตกต่ำมาก จิตวิญญาณเหือดแห้ง มีการคอรัปชั่น แม้เอลีเป็นปุโรหิตสูงสุด แต่ก็สูญเสียการเชื่อมต่อกับพระเจ้า ลูกทั้ง 2 คอรัปชั่น นำอิสราเอลทำบาปในพระวิหารและที่แท่นบูชา เมื่อเราอ่านใน 1 ซามูเอล บทที่ 2 ตั้งแต่ข้อ 12 ไปจนถึงบทที่ 4 เราจะเห็นการเล่าเรื่องที่สลับฉากระหว่างเด็กน้อยซามูเอลที่ดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าที่มีพัฒนาการเติบโตฝ่ายวิญญาณมากขึ้นเรื่อย ๆ  1 ซามูเอล 2 :18 -19 18แต่ซามูเอลปรนนิบัติอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า   เป็นเด็กคนที่คาดเอวด้วยเอโฟดผ้าป่าน 19ฝ่ายมารดาเคยเย็บเสื้อเล็กๆนำมาให้เขาทุกปี   เมื่อนางขึ้นไปพร้อมกับสามีเพื่อถวายเครื่องบูชาประจำปีข้อที่ 26 26ฝ่ายกุมารซามูเอลก็เติบโตขึ้น   และเป็นที่ชอบมากขึ้น   เฉพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย  และจุดสำคัญของเรื่องก็มาถึง พระเจ้าทรงเรียกซามูเอล เข้ามาแทนที่ปุโรหิตที่ทำบาป 1 ซามูเอล 3 พระเจ้าทรงเรียกซามูเอล แต่ตอนแรกซามูเอลไม่รู้ เพราะยังไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้า และคิดว่าเอลีเรียกตนจึงไปปลุกถามเอลี ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 เอลีก็ยังไม่รู้ว่านั่นเป็นการสำแดงของพระเจ้าทั้ง ๆ ที่ตนเป็นปุโรหิตใหญ่ จนครั้งที่ 3 เอลีจึงได้สติบอกกับซามูเอลว่า นั่นเป็นเสียงพระเจ้าเรียก ให้ตอบสนองพระองค์  และในข้อที่ 10  10และพระเจ้าเสด็จมาประทับยืนอยู่   ทรงเรียกอย่างครั้งก่อนๆว่า   “ซามูเอล   ซามูเอลเอ๋ย”   และซามูเอลทูลตอบว่า   “ขอตรัสเถิด   เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่” ซึ่งเป็นชีวิตที่แตกต่างกับชีวิตของโฮฟนี และฟีเนหัสลูกของเอลีปุโรหิตที่มีชีวิตตกต่ำลงเรื่อย ๆ ในการทำบาป 1 ซามูเอล 2:12 12ฝ่ายบุตรทั้งสองของเอลีเป็นคนอันธพาล   เขามิได้นับถือพระเจ้า  พวกเขาฉ้อฉลคอรัปชั่นเครื่องสัตวบูชาที่ประชาชนนำมาถวาย  ข้อ 17 17ดังนี้แหละ   บาปของคนหนุ่มทั้งสองนั้นจึงใหญ่หลวงนักใน สายพระเนตรของพระเจ้า   เพราะว่าคนเหล่านั้นได้ดูหมิ่นของถวายแด่พระเจ้า  ข้อ 22  22ฝ่ายเอลีชรามากแล้ว   และท่านได้ยินถึงเรื่องราวทั้งสิ้น   ที่บุตรทั้งสองของท่านกระทำแก่คนอิสราเอล   เช่นว่าเขาเข้าหาหญิงที่ปรนนิบัติอยู่ที่ทางเข้าเต็นท์นัดพบด้วย  เอลีรู้ว่าลูกทำบาป แต่เขาละเลยที่จะสั่งสอนลูกของเขา ในที่สุดจุดจบหายนะก็มาถึงครอบครัวของเอลี ทั้งเอลี โฮฟนี ฟีเนหัสต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา พระเจ้าทรงทำลายพงศ์พันธ์ของเอลี และลูกชายของเขาที่ได้กระทำสิ่งที่เหยียดหยามต่อพระเจ้า และเพื่อเป็นการหยุดคนที่ทำให้อิสราเอลไม่เติบโตไม่ก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณ นี่คือผลของลูกที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน  1 ซามูเอล : 13-14 13ดังนั้นเราจึงบอกเขาว่า   เราจะลงโทษพงศ์พันธุ์ของเขาเป็นนิตย์   เพราะความบาปชั่วซึ่งเขารู้แล้ว   เพราะบุตรทั้งสองของเขาเหยียดหยามพระเจ้า   และเขาก็มิได้ห้ามปราม 14เพราะฉะนั้นเราจึงปฏิญาณต่อพงศ์พันธุ์ของเอลีว่า   ความบาปชั่วของพงศ์พันธุ์เอลีนั้นจะลบล้างเสียด้วย เครื่องสัตวบูชา   และของถวายไม่ได้เป็นนิตย์”  ส่วนซามูเอลเป็นอย่างไร 1 ซามูเอล 3:19-20 19และซามูเอลก็เติบโตขึ้น   และพระเจ้าทรงสถิตกับท่านมิให้วาจาของท่านตกไป เปล่าแต่สักคำเดียว 20และชนอิสราเอลทั้งปวง   ตั้งแต่ดานถึงเบเออร์เชบาก็ทราบว่า   ซามูเอลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า  และนี่ก็คือผลของชีวิตที่มีพ่อแม่สั่งสอน และบวกกับความร่วมมือของซามูเอลที่จะตอบสนองต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า   ในพระธรรมสดุดี 78:1-8 ประชากรของข้าพเจ้าเอ๋ย  จงเงี่ยหูฟังคำสอนของข้าพเจ้า  เอียงหูของท่านทั้งหลายฟังถ้อยคำจากปากข้าพเจ้า   2ข้าพเจ้าจะอ้าปากกล่าวคำอุปมา ข้าพเจ้าจะกล่าวคำลับลึกของโบราณกาล   3ถึงสิ่งที่เราทั้งหลายได้ยินได้ทราบ  ที่บรรพบุรุษของเราได้บอกเรา 4เราจะไม่ซ่อนไว้จากลูกหลานของเขา แต่จะบอกแก่ชาติพันธุ์ที่กำลังเกิดมา ถึงพระราชกิจอันควรสรรเสริญของพระเจ้า   และฤทธานุภาพของพระองค์  และการอัศจรรย์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ  5เพราะพระองค์ทรงสถาปนากฎเกณฑ์ไว้ในยาโคบ   และทรงแต่งตั้งกฎหมายไว้ในอิสราเอล  ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาแก่บรรพบุรุษของเรา  ว่าให้แจ้งเรื่องราวเหล่านั้นแก่ลูกหลานของเขา  6เพื่อชาติพันธุ์รุ่นต่อไปจะทราบเรื่อง  
 คือลูกหลานที่จะเกิดมา และที่จะลุกขึ้นบอกลูกหลานของเขา7เพื่อเขาจะตั้งความหวังของเขาไว้ในพระเจ้า และไม่ลืมพระราชกิจของพระเจ้า แต่รักษาพระบัญญัติของพระองค์ 8และเพื่อเขาจะมิได้เหมือนบรรพบุรุษของเขา คือชาติพันธุ์ที่ดื้อดึงและมักกบฏ ชาติพันธุ์ที่จิตใจไม่มั่นคง ผู้ซึ่งจิตวิญญาณของเขาไม่มั่นคงต่อพระเจ้า   เราจำเป็นต้องอุทิศตัวเราในการแบ่งปัน สอนความเชื่อให้กับคนรุ่นต่อไป ทำไม
- เพราะพระคำพระเจ้าบอกให้เราทำอย่างนี้

- และถ้าเราไม่ทำ เราจะสูญเสียคนรุ่นหนึ่งไปเขาจะกลายเป็นของมารซาตานไม่ใช่ของพระเจ้า

- ทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมที่เสื่อมทรามลงไปเรื่อย ๆ มีการทดลองมากมาย มีความบาปมากมายที่มายั่วยุเพื่อต้องการแย่งชิงดวงจิตวิญญาณโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เด็ก ยุวชน อนุชน (พวกคุณคือเป้าหมายที่มารซาตานจ้องทำลายคุณ แต่คุณสู้ได้มันอยู่ที่คุณเลือก คุณจะเลือกเป็นอะไร เป็นเหยื่อหรือผู้ชนะ) และถ้าเราช่วยคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ชนะ นั่นหมายถึงเรากำลังทำให้คริสตจักรมีอนาคต มีชัยชนะ

เป็นความรับผิดชอบที่เราจะต้องสอนต้องฝึกต้องสร้าง เรามีคนรุ่นใหม่หลายคนที่พ่อแม่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า ไม่รู้จักพระเจ้า และคริสตจักรต้องทำ เราต้องทำ ให้เป็นความสำคัญในลำดับแรก ๆ เพื่ออนาคตของคริสตจักร เป็นความรับผิดชอบของเราเพื่อที่คนรุ่นใหม่จะเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้า จะไม่ลืมพระราชกิจของพระเจ้า เพื่อจะรักษาพระบัญชา เพื่อที่จะไม่เป็นเหมือนบรรดาผู้ที่ดื้อและกบฏ เพื่อหัวใจของเขาจะจงรักภักดีต่อพระเจ้า เพื่อจะสัตย์ซื่อต่อพระองค์  แล้วเราจะสอนคนรุ่นใหม่อย่างไร ก็ด้วยการกระทำ  เพราะการกระทำดังกว่าคำพูดเสมอ คนรุ่นเก่าเองต้องมีชีวิตที่เชื่อฟัง โปร่งใส มีความรับผิดชอบที่จะดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องกับพระเจ้าเพื่อคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เราเป็นมันเป็นผลกระทบไปถึงกันและกัน  การไม่เชื่อฟังส่วนตัวส่งผลเสียต่อส่วนรวม โฮฟนีและฟีเนหัสเขาอาจคิดว่าความบาปที่เขาทำมันเป็นการไม่เชื่อฟังส่วนตัว เป็นเรื่องส่วนตัว แต่แท้จริงไม่ใช่  เราอย่าคิดว่าบาปที่เราทำเป็นการส่วนตัวจะไม่ส่งผลถึงคนอื่น ตรงข้ามมันมีผลกระทบต่อคนมากมาย การพ่ายแพ้ของอิสราเอลต่อศัตรูไม่ใช่เพราะหีบพันธสัญญาไม่อยู่กับพวกเขา แต่เป็นเพราะการไม่เชื่อฟังของคนไม่กี่คน และได้ส่งผลเสียกินวงกว้างถึงชนทั้งชาติ  เรามีรายการทีวีที่เป็นรายการแบบ REALITY  รายการจริง สดมากขึ้นในยุคนี้ คนรุ่นใหม่ชอบดูรายการแบบนี้ชอบดูของจริง คนเจเนเรชั่นนี้ เป็นคนรุ่น real TV และเราต้อง real ต้องจริง อย่าแค่พูดว่าเราแคร์เขา รักเขา แต่ต้องแสดงออกมาด้วยว่าเราแคร์ เรารัก เราสนใจพวกเขาด้วยการกระทำ ในสดุดี ตอนนี้บอกว่าเราต้องบอกถึงพระราชกิจ ฤทธานุภาพ การอัศจรรย์ สิ่งที่พระเจ้ากระทำในชีวิตของเราในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระเจ้ายังไม่เลิกทำการอัศจรรย์ ยังไม่เลิกทำพระราชกิจ ยังไม่เกษียณ พระเจ้ายังทรงพระชนม์ทั้งเมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้และตลอดไป  นี่คือการบอกว่าพระเจ้าเป็นจริงแค่ไหนในชีวิตของเรา  และสิ่งที่เราจะบอกจะสั่งสอนต่อคนรุ่นใหม่ มันก็จะเป็นสิ่งที่สดใหม่ และท้าทายและทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกตื่นเต้นในพระเจ้าเหมือนที่เราตื่นเต้น สดใหม่เหมือนที่เราสดใหม่ด้วย   หากเรามองไปในที่ประชุมของเราวันนี้ เราเป็นคริสตจักรที่มีความหลากหลายวัย มีคนวัยต่าง ๆ เจเนเรชั่นต่าง ๆ อยู่ร่วมกัน ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ไปจนถึงผู้สูงวัย แต่เรายังมีเปอร์เซ็นต์ของคนรุ่นใหม่ไม่มากนัก วันนี้พระคำพระเจ้าสอนเราว่าเราต้องอุทิศตนที่จะต้องนำคนรุ่นใหม่มากขึ้น  อยากจะบอกกับคนรุ่นใหม่ คนที่อายุ 30 ลงมา  พระเจ้ารักพวกคุณ รักจริง ๆ และเราก็รักคุณ แคร์คุณมาก มากจริง ๆ  เราต้องการให้คุณรู้จักพระเจ้า วางใจในพระเจ้า ติดตามพระองค์ และสัตย์ซื่อกับพระองค์ไปจนถึงที่สุดในชีวิตของคุณ  พระเจ้าต้องการใช้ชีวิตของคุณ โดยฤทธิ์เดชของพระองค์ พระเจ้าสามารถใช้คุณสำหรับจุดประสงค์ยิ่งใหญ่ และมีคุณค่านิรันดร์กาลได้  พระเยซูใช้มาระโกตอนที่เขาอายุ 16 ปี ตอนพระเจ้าใช้ดาวิดก็เป็นตอนที่เขาเป็นเด็กหนุ่ม ทิโมธีก็เช่นกันเมื่อพระเจ้าเรียกให้ทิโมธีเป็นศิษยาภิบาลในขณะที่เขาเป็นคนหนุ่ม  และพระเจ้าสามารถใช้คุณในวันนี้ได้ถ้าคุณแสวงหาและติดตามพระองค์   จงจำไว้ว่าสิ่งที่เราเลือก เราแสวงหาในวันนี้จะส่งผลไปถึงอนาคตวันข้างหน้า  วันนึงพวกคุณจะเติบโต มีครอบครัว มีลูก อย่าทำอะไรที่เสื่อมเสีย เสื่อมทรามจนกลายเป็นความอัปยศ เป็นบาดแผลในชีวิต แต่จงทำสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นน้ำพระทัย นับตั้งแต่วันนี้แล้วเก็บไว้เป็นความภาคภูมิใจที่คุณจะมีเรื่องราวดี ๆ เล่าให้ลูกหลานของคุนฟัง เล่าถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงทำงานผ่านชีวิตของคุณให้คนรุ่นต่อจากคุณ และทำให้คนรุ่นเก่าคนรุ่นพ่อแม่ของเราได้เห็นสิ่งดีงามในชีวิตของคุณ 1 ทิโมธี 4:12  …..
12อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่าน   แต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวง   ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ   ในความรัก   ในความเชื่อ   และในความบริสุทธิ์  โจนาธาน เอ็ดเวิร์ด และภรรยา เป็นผู้รับใช้…………..เป็นคนของพระเจ้า เป็นครอบครัวที่เชื่อพระเจ้าและสืบสานสั่งสอนลูกหลานของเขา ตระกูลของเขามีลูกหลานที่สืบสกุล 1394 คน และทุกวันนี้ยังมีตระกูลนี้ในอเมริกา ในจำนวนนี้มี 294 คนที่เรียนจบระดับมหาวิทยาลัย และหลายคนเป็นผู้รับใช้พระเจ้า เป็นศิษยาภิบาล เป็นมิชชันนารี  เป็นลุกหลานที่สานต่อเส้นทางของพระเจ้าจนถึงปัจจุบัน  ส่วนอีกครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวที่ไม่เชื่อพระเจ้าไม่ได้รับการสั่งสอนในทางของพระเจ้า  มีลูกหลานสืบสกุล567 คน ในจำนวนนี้ 310 ตายแบบคนไร้บ้าน 150 คนเป็นอาชญากร  100 คนติดเหล้า 7 คนฆ่าคนตาย  สรุปไม่มีดีเลย   นี่คือความแตกต่าง แล้วเราจะเป็นแบบไหน  (สรุป) วันนี้คริสตจักรของเราต้องการคนที่ต้องการจะสืบสานสืบต่อส่งต่อความเชื่อให้กับคนรุ่นต่อไป อย่างนางฮันนาห์  คริสตจักรต้องการคนอย่างนางฮันนาห์ ถ้าเรามีลูกหลาน มีคนที่เรามีสิทธิอำนาจเหนือเขาเราต้องทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ฝ่ายวิญญาณ ที่จะนำพวกเขาให้อยู่ในทางของพระเจ้า  ถ้าเราไม่ทำเราก็ไม่ต่างจากเอลี  และวันนี้คริสตจักรต้องการซามูเอล  ซามูเอลเป็นเครื่องมือในการยืนยันพันธสัญญาของพระเจ้าอีกครั้งหลังจากที่ทำลายผู้นำอย่างโฮฟนี้ และฟีเนหัสที่ดำเนินชีวิตอย่างดูหมิ่นต่อพระเจ้า ซามูเอลเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ปุโรหิตผู้ชอบธรรรม ผู้ไม่ประนีประนอมกับความบาป เป็นเสียงของพระเจ้าที่จะนำคนมากมายกลับมาหาพระองค์   ในประเทศชาติของเรา พระเจ้าก็ต้องการที่จะใช้คนรุ่นใหม่ คนที่จะพูดถ้อยคำของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ ที่จะเรียกจะนำคนในชาติของเรากลับมาหาพระเจ้า  จะมีคนที่มีวิญญาณอย่างซามูเอลที่จะจุดตะเกียงของพระเจ้าด้วยน้ำมันของพระวิญญาณบริสุทธิ์และฟื้นฟูความสว่างให้เกิดขึ้นในแผ่นดินของเรา   พระเจ้าต้องการที่จะให้ฤทธิ์เดชกับคนแต่ละรุ่นในแผ่นดินของเราเพื่อที่จะรับใช้ในวัตถุประสงค์เดียวกันนี้ ที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความบาป แต่มุ่งที่ความจริงของพระเจ้า กล้าหาญที่จะสำแดงตนว่าเป็นคนของพระเจ้า ไม่ละอายในข่าวประเสริฐ   คำถามก็คือว่า แล้วคนรุ่นใหม่จะยินดีเป็นซามูเอลหรือไม่ จะเป็นซามูเอลที่อุทิศชีวิตและยอมแยกตัวของเราออกมาจากบาป จากความสนุกของโลกเพื่อพระเจ้าหรือไม่ เราจะเป็นซามูเอลที่จะฟังเสียงพระเจ้าและตอบรับตอบสนองด้วยความเชื่อฟังหรือไม่ เราจะเป็นเสียงที่กล้าหาญในคนรุ่นของเราหรือไม่   และสำหรับผู้ที่เป็นคนรุ่นที่เดินมาก่อน เราจะตระหนักในบทบาทหน้าที่ และพร้อมเข้าประจำการที่จะร่วมกันสืบสาน ส่งเสริม และสั่งสอนพวกเขาหรือไม่

 อาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

 “เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์….ชนะการทดลองของมาร”

Intro: “การแยกตัวออก” ในพจนานุกรมอิเล็กทรอนิคได้ให้คำแปลหมายถึง ไม่รวมอยู่ในกลุ่มหรือส่วนรวม เดิมทีเคยอยู่ในกลุ่ม แต่ต่อมาแยกตัวออกจากกลุ่ม คำว่า แยกตัว ยังมีความหมายที่เหมือนกับคำว่า ซ่อนหรือปกปิด นอกจากการแยกตัวแล้ว ยังมีคำว่า สันโดษ ซึ่งมีความหมายสองอย่าง สันโดษ Def.1 เกี่ยวกับความยินดีหรือพอใจเท่าที่ตนมีหรือเป็นอยู่) Def. 2 อยู่ลำพังคนเดียวหรือห่างไกลจากชุมนุมชน แล้วก็ยังมีคำว่า โดดเดี่ยว (อยู่ตามลำพังไม่เกี่ยวข้องกับใคร เมื่อก่อนข้าพเจ้ามักใช้คำว่า ข้าพเจ้าไม่โดดเดี่ยว ข้าพเจ้าไม่แยกตัว แต่เป็นคนชอบสันโดษ ภาษา อังกฤษมีคำว่า Lonely, Isolate, Solitude ข้าพเจ้าเลือกใช้ Solitude เพื่อจะบอกว่า ข้าพเจ้าไม่มีปัญหากับคน แต่ไม่อยากยุ่งกับคน ความคิดที่ไม่อยากยุ่งกับคนก็คือการแยกตัวหรือโดดเดี่ยว สุภาษิต 16:7 7 เมื่อ​ทาง​ของ​มนุษย์​เป็น​ที่​โปรด​ปราน​แก่​พระ​เจ้า แม้​ศัตรู​ของ​เขา​นั้น​พระ​องค์​ก็​ทรง​กระทำ​ให้​คืน​ดี​กับ​เขา​ได้  พระคัมภีร์สุภาษิตตอนนี้กล่าวถึงน้ำพระทัยพระเจ้าที่ต้องการเปลี่ยนศัตรูของเราให้กลายเป็นมิตร (เป็นพวกเดียวกัน) หรืออาจตีความว่า ที่แยกตัวไปก็กลับเข้ามารวมตัวกัน เพราะคำว่า ศัตรู มีคำเหมือน (ข้าศึก,ศัตรู,ปรปักษ์,คู่ปรับ,คู่อริ,คู่แค้น,คู่อาฆาต,ฝ่ายตรงข้าม) ความหมายที่แท้จริงก็คือการเข้าพวกกันไม่ได้ ปัจจุบันเราหลีกเลี่ยงคำว่า ศัตรู เพราะดูก้าวร้าว และดูไม่ดี เราจึงใช้คำว่า เข้ากันไม่ได้ ไปด้วยกันไม่ได้ ต่างคนต่างอยู่  แยกทางกันเดิน แต่พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงทางของคน หมายถึงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคน เมื่อทางของคนๆนั้นเป็นที่โปรดปรานแก่พระเจ้า คำว่า โปรดปราน รากศัพท์คำนี้ ใช้คำฮีบรูแปลว่า ทำให้พอใจโดยเฉพาะด้วยการชดใช้หนี้ หรือไม่เป็นหนี้ พระเยซูคริสต์ทรงยกตัวอย่างเรื่องทาสที่ทำให้เจ้านายไม่พอใจเมื่อทาสนั้นได้รับการยกหนี้จำนวนมากจากนาย แต่ทาสนั้นกลับไปจับเพื่อนทาสด้วยกันมาจำจอง เพราะเพื่อนทาสเป็นหนี้เขานิดเดียว การจับเขาติดคุกก็คือการแยกตัวเขาออกจากเรา หรือแยกเราออกจากเขา เมื่อเจ้านายรู้เข้า ก็โกรธและเรียกการชดใช้หนี้คืน  ทาสที่ได้รับการยกหนี้มากมายจากเจ้านาย แต่กลับไม่ยกหนี้ให้กับเพื่อนทาสที่เป็นหนี้นิดเดียว ถูกใช้ในบริบทของการไม่ให้อภัย  และในบริบทการแยกตัวและโดดเดี่ยว และเป็นการเข้าสู่บริบทที่เราจะพ่ายแพ้ต่อการทดลองของมารซาตานได้  การเป็นผู้ใหญ่แล้วของพระเยซูคริสต์ได้จัดการกับเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือลูกา 4:1-13 1 ​พระ​เยซู​ทรง​ประกอบด้วย​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ ได้​กลับไป​จาก​แม่น้ำ​จอร์แดน และ​พระ​วิญญาณ​ได้​ทรง​นำ​พระ​องค์​ไป​2 ถึง​สี่​สิบ​วัน ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร ทรง​ถูก​มาร​ทดลอง ใน​วัน​เหล่า​นั้น​พระ​องค์​มิได้​เสวย​อะไร​เลย และ​เมื่อ​สิ้น​สี่​สิบ​วัน​แล้ว ​พระ​องค์​ทรง​อยาก​พระ​กระยา​หาร​3 มาร​จึง​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ท่าน​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า จง​สั่ง​ก้อน​หิน​นี้​ให้​กลาย​เป็น​พระ​กระยา​หาร”4 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​มาร​ว่า “มี​พระ​คัมภีร์​เขียน​ไว้​ว่า มนุษย์​จะ​บำรุง​ชีวิต​ด้วย​อาหาร​สิ่ง​เดียว​หา​มิได้”5 แล้ว​มาร​จึง​นำ​พระ​องค์​ขึ้น​ไป สำแดง​บรรดา​ราช​อาณาจักร​ทั่ว​พิภพ​ใน​ขณะ​เดียว​ให้​พระ​องค์​เห็น​6 แล้ว​มาร​ได้​ทูล​พระ​องค์​ว่า “อำนาจ​ทั้งสิ้น​นี้ และ​ศักดิ์ศรี​ของ​ราช​อาณาจักร​นั้น​เรา​จะ​ยก​ให้แก่​ท่าน เพราะ​ว่า​มอบ​เป็น​สิทธิ์​ไว้​แก่​เรา​แล้ว และ​เรา​ปรารถนา​จะ​ให้แก่​ผู้ใด​ก็​จะ​ให้แก่​ผู้​นั้น​7 เหตุ​ฉะนั้น​ถ้า​ท่าน​จะ​กราบ​นมัสการ​เรา สรรพ​สิ่ง​นั้น​จะ​เป็น​ของ​ท่าน​ทั้งหมด”8 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​มาร​ว่า “มี​พระ​คัมภีร์​เขียน​ไว้​ว่า จง​กราบ​นมัสการ​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน และ​ปรนนิบัติ​พระ​องค์​แต่​ผู้​เดียว” 9 แล้ว​มาร​จึง​นำ​พระ​องค์​ไป​ยัง​กรุง​เยรูซาเล็ม และ​ให้​พระ​องค์​ประทับ​อยู่​ที่​ยอด​หลังคา​พระ​วิหาร แล้ว​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ท่าน​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า จง​โจน​ลง​ไป​จาก​ที่นี่​เถิด​10 เพราะ​พระ​คัมภีร์​มี​เขียน​ไว้​ว่า ​พระ​เจ้า​จะ​รับสั่ง​ให้​เหล่า​ทูต​ของ​พระ​องค์​ใน​เรื่อง​ท่าน ให้​ป้องกัน​รักษา​ท่าน​ไว้ 11 และ เหล่า​ทูตสวรรค์ จะ​เอา​มือ​ประคอง​ชู​ท่าน​ไว้ มิ​ให้​เท้า​ของ​ท่าน​กระทบ​หิน” 12 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​ตอบ​มาร​ว่า “มี​คำ​กล่าว​ไว้​ว่า อย่า​ทดลอง​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน” 13 เมื่อ​มาร​ทำ​การ​ทดลอง​ทุก​อย่าง​สิ้น​แล้ว จึง​ละ​พระ​องค์​ไป​จนถึง​โอกาส​เหมาะ​ นี่เป็นเหตุการณ์หลังจากพระเยซูคริสต์ทรงรับบัพติศมาในน้ำที่แม่น้ำจอร์แดน พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงเต็มล้นไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเยซูคริสต์อยู่ภายใต้การนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ถึงสี่สิบวันในถิ่นทุรกันดาร ราวกับว่าพระเยซูได้แยกตัวออกจากฝูงชนไปอยู่ตามลำพัง ในที่ที่ไม่มีคน นั่นคือสถานที่ที่ไม่มีอาหาร ในหนังสือมาระโกได้กล่าวถึงบทบาทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีต่อพระเยซูในช่วงเวลาก่อนเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร มาระโก 1:12 12 ​ใน​ทันใด​นั้น ​พระ​วิญญาณ​จึง​เร่ง​เร้า​พระ​องค์​ให้​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร​ คำว่า เร่งเร้า ภาษากรีก แปลว่า ขับไล่ (ออกจากตำแหน่งหรือสถานที่ เวลาและเหตุผลที่ดี) ก่อนหน้านี้ 1.พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในตำแหน่งที่ดี เป็นผู้ได้รับบัพติศมา (จากยอห์น ผู้ให้บัพติศมา) 2.อยู่ในสถานที่ที่ดี (มีคนกลับใจมารับบัพติศมากับยอห์นมากมาย) 3. อยู่ในเวลาที่ดี (ได้รับคำชมจากฟ้าสวรรค์) 4.และมีเหตุผลที่ดี คือการประกาศว่าจะอุทิศตนเพื่อพระเจ้านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่แม่น้ำจอร์แดน  แต่คนทั่วไปมักจะทำตรงกันข้ามเพื่อที่จะแยกตัว สันโดษ โดดเดี่ยว เพื่อไปสู่เหตุผลที่ดี สถานที่ดี เวลาที่ดี ตำแหน่งที่ดีเพื่อออกไปจากอะไรๆที่แย่ๆ ที่ตนเองคิดว่าไม่ดี แต่พระเยซูคริสต์ไม่ใช่ 1 พระเยซูทรงประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้กลับไปจากแม่น้ำจอร์แดน และพระวิญญาณได้ทรงนำพระองค์ไป2 ถึง​สี่​สิบ​วัน ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร การทรงนำกับการเร่งเร้าของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ถูกใช้ในเวลาเดียวกัน ในภาษากรีกแปลว่า การขับไล่ให้แยกตัวออกจากตำแหน่ง สถานที่ เวลา และเหตุผลที่ดีเข้าไปในที่ที่แย่ๆเวลาแย่ๆเหตุผลแย่ๆตำแหน่งแย่ๆ  แม้สภาพแย่ๆเหล่านั้นจะแยกพระเยซูคริสต์ออกจากส่วนรวม แต่พระเยซูคริสต์ไม่ได้แยกออกจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ คำว่า เต็มล้น ในภาษากรีก แปลว่า เต็มอิ่ม ปกคลุมท่วมท้น สมบูรณ์ ไม่ขาดแคลนอะไรเลย การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้พระเยซูคริสต์ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในที่ที่โดดเดี่ยว ไม่ขาดแคลนอะไรเลยในที่ที่ไม่มีอะไรเลย และพระองค์ก็ไม่สันโดษในที่ที่สันโดษ พระเยซูยังสัมพันธ์กับพระเจ้าพระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์…..บทเรียนที่เราได้เรียนรู้จากพระเยซูคริสตเจ้าในวันนี้ ก็คือ

 1.เรื่องความหิวกับการเป็นบุตรของพระเจ้า ลูกา 4:1-4

1 ​พระ​เยซู​ทรง​ประกอบด้วย​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ ได้​กลับไป​จาก​แม่น้ำ​จอร์แดน และ​พระ​วิญญาณ​ได้​ทรง​นำ​พระ​องค์​ไป​2 ถึง​สี่​สิบ​วัน ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร ทรง​ถูก​มาร​ทดลอง ใน​วัน​เหล่า​นั้น​พระ​องค์​มิได้​เสวย​อะไร​เลย และ​เมื่อ​สิ้น​สี่​สิบ​วัน​แล้ว ​พระ​องค์​ทรง​อยาก​พระ​กระยา​หาร​3 มาร​จึง​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ท่าน​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า จง​สั่ง​ก้อน​หิน​นี้​ให้​กลาย​เป็น​พระ​กระยา​หาร”4 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​มาร​ว่า “มี​พระ​คัมภีร์​เขียน​ไว้​ว่า มนุษย์​จะ​บำรุง​ชีวิต​ด้วย​อาหาร​สิ่ง​เดียว​หา​มิได้” บ่อยครั้งที่เราจะสับสนและว้าวุ่นใจกับสถานการณ์รอบข้างจนทำให้เราสงสัยสถานะการเป็นบุตรของพระเจ้าในชีวิตของเรา สถาน การณ์ที่แย่ๆ เวลาที่แย่ๆ ตำแหน่งที่แย่ๆ และเหตุผลที่แย่ๆมักทำให้เราสับสนว่า พระเจ้ายังรักเราในฐานะของการเป็นบุตรของพระองค์หรือไม่ และมารมักจะเข้ามาในเวลานี้เพื่อทดลองความคิดของเรา เหมือนกับที่มารทำกับพระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทำอย่างเดียวกันกับเราเหมือนกับที่พระองค์ทรงทำกับพระเยซูคริสต์ด้วยเช่นกัน คือการนำให้พระเยซูคริสต์ไปในที่ที่จะยืนยันว่า ไม่ว่าพระองค์จะอยู่ในสถานะใด พระองค์ก็ยังเป็นบุตรของพระเจ้า และเราทั้งหลายก็เช่นกัน พระเจ้านำเราไปในที่ที่จะยืนยันว่าเราจะอยู่ในสถานะใด เราก็เป็นบุตรของพระเจ้า โรม 8:14-16 14 เพราะ​ว่า​พระ​วิญญาณ​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​นำ​ผู้ใด ผู้​นั้น​ก็​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​15 เหตุ​ว่า​ท่าน​ไม่ได้​รับ​น้ำใจ​ทาส​ซึ่ง​ทำ​ให้​ตก​ใน​ความ​กลัว​อีก แต่​ท่าน​ได้รับ​พระ​วิญญาณ​ผู้​ทรง​ให้​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า ให้​เรา​ทั้ง​หลาย​ร้อง​เรียก​พระ​เจ้า​ว่า “อับ​บา” คือ​พระ​บิดา16 ​พระ​วิญญาณ​นั้น​เป็น​พยาน​ร่วมกับ​วิญญาณ​จิต​ของ​เรา​ทั้ง​หลาย​ว่า เรา​ทั้ง​หลาย​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างคริสเตียนกับพระเจ้าพระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน มารมาทดลองพระเยซูคริสต์ในเวลาที่พระองค์หิวมากที่สุด ในวันที่สี่สิบ หิวมาก ต้องการมาก แต่พระเยซูรู้ว่า พระองค์เป็นบุตรของพระเจ้าโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ยืนยัน มิใช่โดยการนำเสนอที่มาจากมาร การนำเสนอจากมารไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันการเป็นบุตรของพระเจ้า มารนำเสนอเรื่องการใช้สิทธิอำนาจการเป็นบุตรของพระเจ้าพิสูจน์เรื่องอาหาร ในที่ที่ไม่มีอาหาร มีแต่ก้อนหิน 3 มาร​จึง​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ท่าน​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า จง​สั่ง​ก้อน​หิน​นี้​ให้​กลาย​เป็น​พระ​กระยา​หาร” 4 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​มาร​ว่า “มี​พระ​คัมภีร์​เขียน​ไว้​ว่า มนุษย์​จะ​บำรุง​ชีวิต​ด้วย​อาหาร​สิ่ง​เดียว​หา​มิได้” (ฉบับคิงส์เจมส์)มีต่อว่า but by every word of God. แต่โดยพระวจนะทุกคำที่มาจากพระเจ้า มัทธิว 4:4 …มนุษย์​จะ​บำรุง​ชีวิต​ด้วย​อาหาร​สิ่ง​เดียว​หา​มิได้ แต่​บำรุง​ด้วย​พระ​วจนะ​ทุก​คำ ซึ่ง​ออกมา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​เจ้า’ ” พระเยซูคริสต์ทรงอ้างพระวจนะตอนนี้จากพระคัมภีร์เฉลยธรรมบัญญัติ 8:2-4 2 ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ระลึก​ถึง​ทาง​ซึ่ง​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ทรง​นำ​ท่าน​อยู่​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร​ถึง​สี่​สิบ​ปี เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​ท่าน​ถ่อม​ใจ และ​ทดลอง​ให้​ทราบ​ว่า​จิตใจ​ของ​ท่าน​เป็น​อย่างไร ดู​ว่า​ท่าน​จะ​รักษา​พระ​บัญญัติ​ของ​พระ​องค์​หรือ​ไม่​3 ​พระ​องค์​ทรง​กระทำ​ให้​ท่าน​ถ่อม​ใจ และ​ปล่อย​ท่าน​ให้​หิว​และ​เลี้ยง​ท่าน​ด้วย​มา​นา​ ซึ่ง​ท่าน​เอง​หรือ​ปู่ย่า​ตา​ยาย​ของ​ท่าน​ก็​ไม่​ทราบ​ว่า​เป็น​อะไร เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​ท่าน​ตระหนัก​แก่​ใจ​ว่า มนุษย์​จะ​บำรุง​ชีวิต​ด้วย​อาหาร​สิ่ง​เดียว​ก็​หา​มิได้ แต่​มนุษย์​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​ได้ ด้วย​ทุก​สิ่ง​ที่​ออกมา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​เจ้า4 ​ใน​เวลา​สี่​สิบ​ปี​นั้น เสื้อผ้า​ของ​ท่าน​ก็​ไม่​ขาด​วิ่น และ​เท้า​ของ​ท่าน​ก็​ไม่​บวม​ เป็นเหตุการณ์การทรงนำและการเลี้ยงดูของพระเจ้าแก่ชนชาติอิสรเอลในถิ่นทุรกันดาร  มารไม่สามารถโต้แย้งพระธรรมตอนนี้ที่พระเยซูได้ยกขึ้นมาเพื่อปฏิเสธการนำเสนอของมาร เพราะนี่คือความจริงที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว พระเจ้าเลี้ยงดูคนของพระองค์ด้วยพระองค์เอง อย่าให้มารหลอกเรา จงมั่นใจในพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงรักเหมือนบิดารักลูก พระเยซูทรงสอนเรื่องพระบิดาทรงให้ของดีกับบุตรของพระองค์ มัทธิว7:9-11 9 ​ใน​พวก​ท่าน​มี​ใคร​บ้าง​ที่​จะ​เอา​ก้อน​หิน​ให้​บุตร เมื่อ​เขา​ขอ​ขนม​ปัง​10 หรือ​ให้​งู​เมื่อ​บุตร​ขอ​ปลา​11 เหตุ​ฉะนั้น ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เอง​ผู้​เป็น​คน​บาป ยัง​รู้จัก​ให้​ของ​ดี​แก่​บุตร​ของ​ตน ยิ่ง​กว่า​นั้น​สัก​เท่าใด ​พระ​บิดา​ของ​ท่าน​ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์ จะ​ประทาน​ของ​ดี​แก่​ผู้​ที่​ขอ​ต่อ​พระ​องค์​ น่าสังเกตุที่คำสอนของพระเยซูที่นี่ คือการกลับด้านระหว่างขนมปังกับก้อนหิน ก้อนหินกับขนมปัง ในลูกาบทที่ 4:3 พระเยซูได้นำประสบการณ์ที่พระองค์ถูกมารทดลองมาสอนในเวลาต่อมา ให้คนของพระเจ้ามั่นใจในฐานะการเป็นบุตรของพระเจ้าที่พระองค์จะดูแลเราเอง   บ่อยครั้งที่ความระแวงสงสัยของเรา มักทำให้เราเอาตัวเราเองเป็นมาตรฐานในการพิจารณา ความไม่มั่นใจทำให้เรามักจินตนาการในทางลบ เหมือนกับที่พระเยซูทรงยกตัวอย่างว่า ให้ก้อนหินแทนขนมปัง ให้งูแทนปลา ความคิดของคนเราคิดลบได้ถึงขนาดนี้ ขอขนมปังให้ก้อนหินแทน ขอปลาให้งูแทน สองสิ่งนี้ล้วนกินไม่ได้ อย่างสุดท้ายกลับเป็นอันตรายเสียอีกด้วย ในยุคของเรามีคนคิดลบอย่างนี้ไม่น้อย มีลูกที่ตัดพ้อพ่อแม่ว่าพ่อแม่ไม่รัก ขอแล้วไม่ได้ ก็คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก หรือพ่อแม่ให้สิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ ก็คิดว่าสิ่งที่พ่อแม่หยิบยื่นให้คือก้อนหินหรืองู  ลูกยังคิดลบกับพ่อแม่ขนาดนี้ สามีภรรยา คิดลบขนาดนี้ไม๊ เพื่อนคิดลบขนาดนี้ไม๊ เจ้านายลูกน้องคิดลบขนาดนี้ไม๊ ลูกเซลล์คิดกับหัวหน้าเซลล์ขนาดนี้ไม๊ แล้วเราคิดลบกับพระเจ้าขนาดนี้ไม๊ ความหิวของเราอาจถูกทดลองให้คิดลบกับฐานะการเป็นบุตรของพระเจ้า การนำเสนอของมารให้พระเยซูสั่งก้อนหินให้กลายเป็นขนมปัง ฟังแล้วเสียดสีประชดประชัน อาจเป็นการเสียดสีว่า พระเจ้าดูแลบุตรของพระองค์แบบนี้หรือ หรือนี่คือการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำให้ต้องสั่งก้อนหินให้กลายเป็นขนมปังเพราะว่าไม่มีอาหาร มีแต่ก้อนหิน มารกำลังใส่ความสงสัยในเรื่องการทรงนำของพระเจ้า พร้อมๆกับเขย่าสถานะการเป็นบุตรของพระเจ้าที่ทรงตรัสไว้ก่อนหน้านี้ว่า ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก แต่ทำไมพระเจ้าจึงทำกับบุตรของพระองค์ให้อยู่ในสภาพนี้ การนำเสนอของมารดูเหมือนหวังดี แต่นี่คือหลุมพราง แต่หากมองในทางกลับกัน ก็เป็นอุปกรณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ใช้เพื่อเตรียมพระเยซูสำหรับการต่อต้านการเป็นบุตรของพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์จะต้องเผชิญกับพวกยิวแสบๆทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พี่น้อง จงชนะการทดลองของมารในเรื่องของความหิว เราเป็นบุตรของพระเจ้า เราไม่ฟังคำแนะนำอย่างมาร ที่ให้สั่งก้อนหินให้กลายเป็นขนมปัง เราไม่ใช้คำพูดที่เสียดสี ประชดประชัน แดกดัน เพราะมันสะท้อนถึงการเป็นลูกไม่มีพ่อ แต่เราเป็นลูกพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยให้ก้อนหินเป็นขนมปัง แม้พระองค์จะทำได้ แต่พระองค์ไม่เคยทำ ดังนั้น คำแนะนำของมารไม่ใช่สติปัญญาอย่างพระเจ้า แต่เป็นกับดักหลุมพราง หรือการแสดงความโง่เขลาเพื่อให้เราโง่เขลาและห่างไกลจากความเป็นลูกของพระเจ้า การทดลองที่ล้มเหลวของมารครั้งที่หนี่ง มารจึงใช้การทดลองครั้งที่สอง

 2. เรื่องอำนาจ ศักดิ์ศรีกับการเป็นผู้ปรนนิบัติพระเจ้า ลูกา 4:5-8

5 แล้ว​มาร​จึง​นำ​พระ​องค์​ขึ้น​ไป สำแดง​บรรดา​ราช​อาณาจักร​ทั่ว​พิภพ​ใน​ขณะ​เดียว​ให้​พระ​องค์​เห็น​6 แล้ว​มาร​ได้​ทูล​พระ​องค์​ว่า “อำนาจ​ทั้งสิ้น​นี้ และ​ศักดิ์ศรี​ของ​ราช​อาณาจักร​นั้น​เรา​จะ​ยก​ให้แก่​ท่าน เพราะ​ว่า​มอบ​เป็น​สิทธิ์​ไว้​แก่​เรา​แล้ว และ​เรา​ปรารถนา​จะ​ให้แก่​ผู้ใด​ก็​จะ​ให้แก่​ผู้​นั้น​7 เหตุ​ฉะนั้น​ถ้า​ท่าน​จะ​กราบ​นมัสการ​เรา สรรพ​สิ่ง​นั้น​จะ​เป็น​ของ​ท่าน​ทั้งหมด”8 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​มาร​ว่า “มี​พระ​คัมภีร์​เขียน​ไว้​ว่า จง​กราบ​นมัสการ​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน และ​ปรนนิบัติ​พระ​องค์​แต่​ผู้​เดียว” คำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูคริสต์เรื่องมัทธิว 6:24 24 “ไม่​มี​ผู้ใด​เป็น​ข้า​สอง​เจ้าบ่าว​สอง​นาย​ได้ เพราะ​ว่า​จะ​ชัง​นาย​ข้าง​หนึ่ง และ​จะ​รัก​นาย​อีก​ข้าง​หนึ่ง หรือ​จะ​นับ​ถือ​นาย​ฝ่าย​หนึ่ง และ​จะ​ดู​หมิ่น​นาย​อีก​ฝ่าย​หนึ่ง ท่าน​จะ​ปฏิบัติ​พระ​เจ้า​และ​จะ​ปฏิบัติ​เงิน​ทอง​พร้อม​กัน​ไม่ได้​ คำสอนของพระเยซูคริสต์มาจากประสบการณ์ของพระองค์ในการชนะการทดลองของมารที่นำเสนออำนาจและศักดิ์ศรีของราชอาณาจักร แต่พระเยซูคริสต์ทรงปฏิเสธอำนาจและศักดิ์ศรีที่มารนำเสนอ เพราะพระองค์เป็นผู้มาเพื่อปรนนิบัติ มิใช่รับการปรนนิบัติ คนที่ต้องการอำนาจและศักดิ์ศรี ก็เพื่อให้คนอื่นปรนนิบัติตนเอง มัทธิว 20:25-28 25 ​พระ​เยซู​ทรง​เรียก​เขา​ทั้ง​หลาย​มา​ตรัส​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้อยู่​ว่า​ผู้​ครอง​ของ​คน​ต่างชาติ ย่อม​เป็น​เจ้า​เหนือ​เขา และ​ผู้ใหญ่​ทั้ง​หลาย​ก็​ใช้​อำนาจ​บังคับ​26 แต่​ใน​พวก​ท่าน​หา​เป็น​อย่าง​นั้น​ไม่ ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​ได้​เป็น​ใหญ่​ใน​พวก​ท่าน ผู้​นั้น​จะต้อง​เป็น​ผู้​ปรนนิบัติ​ท่าน​ทั้ง​หลาย27 ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​ได้​เป็น​เอก​เป็น​ต้น ผู้​นั้น​จะต้อง​เป็น​ทาส​สมัคร​ของ​พวก​ท่าน28 อย่าง​ที่​บุตร​มนุษย์​มิ​ได้มา​เพื่อ​รับ​การ​ปรนนิบัติ แต่​ท่าน​มา​เพื่อ​จะ​ปรนนิบัติ​เขา และ​ประทาน​ชีวิต​ของ​ท่าน​ให้​เป็น​ค่า​ไถ่​คน​เป็น​อัน​มาก” พระเยซูคริสต์ทรงรู้ฐานะของพระองค์ว่า พระองค์มาเพื่อปรนนิบัติ พระองค์จึงไม่ต้องการอำนาจและศักดิ์ศรี  เราได้เห็นคนที่ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี หรือรักศักดิ์ศรี ฆ่ากันตายไปก็มาก เพราะอยากแสดงอำนาจ ต่างฝ่ายต่างแสดงอำนาจจึงทำให้เกิดการต่อสู้กันเพื่อแสดงอำนาจ เพราะกลัวเสียศักดิ์ศรี ทั้งหมดนี้ล้วนต้องการให้คนอื่นมาปรนนิบัติตนเอง ความคิดที่ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีก็คือยังยึดติดอยู่กับศักดิ์ศรี ก็คือการไม่เป็นผู้ปรนนิบัติ ท่าทีอย่างนี้ยากที่จะชนะการทดลองของมารพระคัมภีร์ที่พระเยซูได้ยกขึ้นมาเพื่อปฏิเสธการนำเสนอของมารอยู่ในเฉลยธรรมบัญญัติ 6:10-15 10 “เมื่อ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​พวก​ท่าน​จะ​พา​ท่าน​มาถึง​แผ่นดิน​ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​ปฏิญาณ​ไว้​กับ​บรรพ​บุรุษ​ของ​ท่าน คือ​แก่​อับราฮัม อิสอัคและ​ยาโคบว่า​จะ​ให้แก่​ท่าน มี​หัว​เมือง​ใหญ่โต​และ​ดี​ซึ่ง​ท่าน​ไม่ได้​สร้าง​11 และ​เรือน​ที่​มี​ของ​ดี​เต็ม ซึ่ง​พวก​ท่าน​มิได้​สะสม​ไว้ และ​บ่อ​ขัง​น้ำ​ที่​ท่าน​มิได้​ขุด​และ​สวน​องุ่น​กับ​สวน​มะกอก​เทศ ซึ่ง​ท่าน​มิได้​ปลูก​ไว้​และ​เมื่อ​ท่าน​ได้​รับประทาน​ก็​อิ่ม​หนำ​12 แล้ว​จง​ระวัง​กลัว​ว่า​พวก​ท่าน​จะ​ลืม​พระ​เยโฮวาห์​ผู้​ทรง​พา​ท่าน​ออก​จาก​แผ่นดิน​อียิปต์​ออก​จาก​แดน​ทาส​นั้น​13 พวก​ท่าน​จง​ยำเกรง​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน ท่าน​จง​ปรนนิบัติ​พระ​องค์และ​สาบาน​โดย​ออก​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​14 ท่าน​ทั้ง​หลาย​อย่า​ติดตาม​พระ​อื่น ซึ่ง​เป็น​พระ​ของ​ชน​ชาติ​ทั้ง​หลาย​ที่​อยู่​ล้อม​รอบ​ท่าน​15 เพราะ​ว่า​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​พวก​ท่าน​ผู้​ทรง​สถิต​ท่ามกลาง​ท่าน เป็น​พระ​เจ้า​หวง​แหน กลัว​ว่า​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​พวก​ท่าน​จะ​ทรง​พิโรธ​ต่อ​ท่าน และ​ทำลาย​ท่าน​เสีย​จาก​พื้น​แผ่นดิน​โลก พระธรรมตอนนี้เป็นเรื่องราวของอิสราเอลในการดำรงอยู่ท่ามกลางชนชาติอื่นๆที่ล้อมรอบที่เต็มไปด้วยรูปเคารพ ชนต่างชาติเหล่านั้นเชื่อว่าความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินมาจากพระที่เขาบูชากราบไหว้ แต่พระธรรมตอนนี้กล่าวว่า พระเจ้าเป็นผู้ทำให้เมืองใหญ่โตและดี มีของดี มีบ่อน้ำ มีสวนองุ่นและมะกอกเทศ พระเจ้าทรงเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้อิสราเอลตามพระสัญญาของพระองค์ที่ให้ไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ แผ่นดินถูกเตรียมมานานแล้ว และพระเจ้าก็ใช้คนต่างชาติให้เป็นผู้เตรียมสำหรับอิสราเอลรุ่นที่จะเข้าคานาอัน เพราะอับราฮัม อิสอัค และยาโคบได้ส่งต่อความยำเกรงพระเจ้า การปรนนิบัติพระเจ้ามายังลูกหลาน เพียงแต่คนรุ่นต่อมาดำเนินต่ออย่างสัตย์ซื่อ ก็จะได้ครอบครองแผ่นดินโดยไม่ต้องไปกราบไหว้พระอื่นอย่างคนต่างชาติ นี่คือเบื้องหลังที่พระเยซูทรงยกพระธรรมตอนนี้เพื่อให้มารรู้ว่า พระเยซูรู้ว่า ผู้ที่ปรนนิบัติพระเจ้าจะได้อาณาจักรและศักดิ์ศรีที่พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ มีศักดิ์ศรีและอำนาจมากกว่าที่มารนำเสนอ อ.เปาโลได้กล่าวหนุนใจพี่น้องคริสเตียนที่เมืองเอเฟซัส  เอเฟซัส 1:17-19 17 ข้าพเจ้า​อธิษฐาน​ว่า ขอ​พระ​เจ้า​แห่ง​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า​ของ​เรา คือ​พระ​บิดา​ผู้​ทรง​พระ​สิริ​ทรง​โปรด​ประทาน​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย มี​จิตใจ​อัน​ประกอบด้วย​สติปัญญา และ​ความ​ประจักษ์​แจ้ง​ใน​เรื่อง​ความ​รู้​ถึง​พระ​องค์​18 และ​ขอ​ให้​ตา​ใจ​ของ​ท่าน​สว่าง​ขึ้น เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​รู้​ว่า ใน​การ​ที่​พระ​องค์​ทรง​เรียก​ท่าน​นั้น ​พระ​องค์​ได้​ประทาน​ความ​หวัง​อะไร​แก่​ท่าน และ​รู้​ว่า มรดก​ของ​พระ​องค์​สำหรับ​ธรรมิก​ชน​มี​สง่า​ราศี​อัน​อุดม​บริบูรณ์​เพียงไร​19 และ​รู้​ว่า ฤทธานุภาพ​อัน​ใหญ่​ของ​พระ​องค์​มี​มาก​ยิ่ง​เพียงไร สำหรับ​เรา​ทั้ง​หลาย​ที่​เชื่อ ตาม​อำนาจ​ของ​พระ​กำลัง และ​ฤทธานุภาพ​อัน​ใหญ่​ยิ่ง​ของ​พระ​องค์​ คริสเตียนที่เมืองเอเฟซัสอาจจะกำลังหวั่นไหวกับผู้คนที่กราบไหว้รูปเคารพและเจริญในการค้าขายของพวกเขา มีอำนาจและศักดิ์ศรี  อาจจะเหมือนกับเราที่มองดูคนรอบข้างเรา ยิ่งในช่วงตรุษจีน คนจีนกราบไหว้รูปเคารพมากมายเพื่อการค้าขายรุ่งเรือง ก้าวหน้า ถือโน่นนี่ เยอะแยะ อิทธิพลคนจีนอาจเขย่าคริสเตียนที่อ่อนแอบางคนให้หลงเคลิ้ม และเป็นช่องให้มารมาทดลองความเชื่อเรื่องการเป็นผู้ปรนนิบัติพระเจ้าของตนเองว่าจะไปรอดไม๊ ขอพี่น้องอย่าหวั่นไหวกับอำนาจของเงินทองและศักดิ์ศรีชั่วคราวเหล่านั้น วันหนึ่งเราจะได้อยู่ในที่ที่ที่มีศักดิ์ศรีและเกียรติดำรงอยู่นิรันดร์กาล วิวรณ์ 21:23-27 23 นคร​นั้น​ไม่​ต้อง​การ​แสง​ของ​ดวง​อาทิตย์​และ​ดวง​จันทร์ เพราะ​ว่า​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า​เป็น​แสง​สว่าง​ของ​นคร​นั้น และ​พระ​เมษโปดก​ทรง​เป็น​ดวง​ประทีป​ของ​นคร​นั้น​24 บรรดา​ประชาชาติ​จะ​เดิน​ไป​ใน​ท่ามกลาง​แสง​สว่าง​ของ​นคร​นั้น และ​บรรดา​กษัตริย์​ใน​แผ่นดิน​โลก​จะ​นำ​ศักดิ์ศรี​ของ​ตน​เข้า​มา​ใน​นคร​นั้น​25 ประตู​นคร​ทุก​ประตู​จะ​ไม่​ปิด​เลย​ใน​เวลา​กลางวัน และ​จะ​ไม่​มี​เวลา​กลางคืน​ใน​นคร​นั้น​เลย​26 และ​คน​ทั้ง​หลาย​จะ​นำ​ศักดิ์ศรี​และ​เกียรติ​ของ​บรรดา​ประชาชาติ​เข้า​มา​ใน​นคร​นั้น27 สิ่ง​ใด​ที่​เป็น​มลทิน หรือ​ผู้ใด​ที่​ประพฤติ​เป็น​ที่​น่า​สะอิดสะเอียน หรือ​พูด​มุสา​จะ​เข้า​ไป​ใน​นคร​ไม่ได้​เลย เฉพาะ​คน​ที่​มี​ชื่อ​จด​ไว้​ใน​หนังสือ​ชีวิต​ของ​พระ​เมษโปดก​เท่านั้น​จึง​จะ​เข้า​ไป​ได้ พระเยซูคริสต์ได้นำหน้าเราเข้าไปแล้ว และพระองค์จะกลับมารับเราไปอยู่กับพระองค์ ยอห์น14:1-3 1 “อย่า​ให้​ใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​วิตก​เลย ท่าน​วางใจ​ใน​พระ​เจ้า​ จง​วางใจ​ใน​เรา​ด้วย​2 ​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​บิดา​เรา​มี​ที่​อยู่​เป็น​อัน​มาก ถ้า​ไม่​มี​เรา​คง​ได้​บอก​ท่าน​แล้ว เพราะ​เรา​ไป​จัดเตรียม​ที่​ไว้​สำหรับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​3 เมื่อ​เรา​ไป​จัดเตรียม​ที่​ไว้​สำหรับ​ท่าน​แล้ว เรา​จะ​กลับมา​อีก​รับ​ท่าน​ไป​อยู่​กับ​เรา เพื่อ​ว่า​เรา​อยู่​ที่​ไหน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​อยู่​ที่​นั่น​ด้วย​ จงชนะการทดลองของมารเรื่องศักดิ์ศรี อำนาจกับการเป็นผู้ปรนนิบัติพระเจ้า

 3.  เรื่องความปลอดภัยกับการทรงสถิตของพระเจ้า ลูกา 4:9-13

9 แล้ว​มาร​จึง​นำ​พระ​องค์​ไป​ยัง​กรุง​เยรูซาเล็ม และ​ให้​พระ​องค์​ประทับ​อยู่​ที่​ยอด​หลังคา​พระ​วิหาร แล้ว​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ท่าน​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า จง​โจน​ลง​ไป​จาก​ที่นี่​เถิด​10 เพราะ​พระ​คัมภีร์​มี​เขียน​ไว้​ว่า ​พระ​เจ้า​จะ​รับสั่ง​ให้​เหล่า​ทูต​ของ​พระ​องค์​ใน​เรื่อง​ท่าน ให้​ป้องกัน​รักษา​ท่าน​ไว้ 11 และ เหล่า​ทูตสวรรค์ จะ​เอา​มือ​ประคอง​ชู​ท่าน​ไว้ มิ​ให้​เท้า​ของ​ท่าน​กระทบ​หิน” 12 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​ตอบ​มาร​ว่า “มี​คำ​กล่าว​ไว้​ว่า อย่า​ทดลอง​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน” 13 เมื่อ​มาร​ทำ​การ​ทดลอง​ทุก​อย่าง​สิ้น​แล้ว จึง​ละ​พระ​องค์​ไป​จนถึง​โอกาส​เหมาะ​ เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสามารถชนะการทดลองของมารถึงสองครั้งด้วยพระวจนะของพระเจ้า ครั้งนี้ มารเอาพระวจนะมาทดลองพระเยซู เรียกว่า ย้อนศร มารยังคงกลับมาเขย่าฐานะการเป็นบุตรของพระเจ้า พร้อมกับการใช้พระวจนะในการทดลอง เรื่องที่มารนำเสนอคือการทดลองพระเจ้า และพระเยซูได้ใช้พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 6:16 16 “อย่า​ทดลอง​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย ดังที่​ได้​ทดลอง​พระ​องค์​ที่มัส​สาห์ ซึ่งเบื้องหลังมาจากเรื่องราวของอิสราเอลขณะเดินอยู่ในถิ่นทุรกันดารและเผชิญกับภาวะขาดน้ำ อพยพ 17:1-7 1 ชุมนุม​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ทั้งหมด ยก​ออก​จาก​ถิ่น​ทุรกันดาร​สีน ไป​เป็น​ระยะๆ ตาม​พระ​บัญชา​ของ​พระ​เจ้า และ​มา​ตั้ง​ค่าย​ที่​เรฟีดิม ที่​นั่น​ไม่​มี​น้ำ​ให้​ประชาชน​ดื่ม​2 เหตุ​ฉะนั้น​ประชาชน​จึง​กล่าวหา​ว่า​เป็น​ความ​ผิด​ของ​โมเสส และ​กล่าว​กับ​โมเสส​ว่า “ให้​น้ำ​พวก​ข้า​ดื่ม​ซิ”โมเสส​จึง​บอก​เขา​ว่า “พวก​เจ้า​หา​เรื่อง​เรา​ทำไม เหตุ​ไฉน​พวก​เจ้า​จึง​บังอาจ​ลอง​ดี​กับ​พระ​เจ้า”3 ประชาชน​กระหาย​น้ำ​ที่​ตำบล​นั้น จึง​บ่น​ต่อ​โมเสส​ว่า “ทำไม​ท่าน​จึง​พา​พวก​ข้า​ทั้ง​บุตร​และ​ฝูง​สัตว์​ของ​ข้า​ออกมา​จาก​ประเทศ​อียิปต์​ให้​อด​น้ำ​ตาย”4 โมเสส​จึง​ร้อง​ทูล​พระ​เจ้า​ว่า “ข้า​พระ​องค์​จะ​ทำ​อย่างไร​กับ​ชน​ชาติ​นี้​ดี เขา​เกือบจะ​เอา​หิน​ขว้าง​ข้า​พระ​องค์​ให้​ตาย​อยู่​แล้ว” 5 ​พระ​เจ้า​จึง​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “จง​เดิน​ล่วงหน้า​ประชาชน​ไป และ​นำ​พวก​ผู้ใหญ่​บาง​คน​ของ​อิสราเอล​ไป​ด้วย ให้​ถือ​ไม้​เท้า​ที่​เจ้า​ใช้​ตี​แม่น้ำ​ไนล์​นั้น​ไป​ด้วย​6 เรา​จะ​ยืน​อยู่​ต่อ​หน้า​เจ้า​ที่​นั่น บน​ศิลา​ที่​ภูเขา​โฮเรบ จง​ตี​ศิลา​นั้น แล้ว​น้ำ​จะ​ไหล​ออกมา​ให้​ประชาชน​ดื่ม”โมเสส​ก็​ทำ​ดังนั้น​ต่อ​หน้า​พวก​ผู้ใหญ่​ของ​อิสราเอล​7 โมเสส​เรียกชื่อ​ตำบล​นั้น​ว่า มัส​สาห์​ และ​เม​รี​บาห์​ด้วย​เหตุ​ว่า คน​อิสราเอล​กล่าวหา​ตน ณ ที่​นั้น และ​ลอง​ดี​กับ​พระ​เจ้า​ว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​อยู่​ท่ามกลาง​พวก​ข้าพเจ้า​จริง​หรือ” พระเยซูอ่านการนำเสนอของมารออกอย่างทะลุปรุโปร่ง มารต้องการทดลองพระเยซูเรื่องความปลอดภัยกับการทรงสถิตของพระเจ้า มารนำพระเยซูไปยืนอยู่ที่สูง ที่เสี่ยง ที่อันตรายต่อการตกลงมา เพื่อจะให้พระเยซูแสดงความไว้วางใจพระเจ้าในวิธีที่มารนำเสนอ คือการใช้พระวจนะเพื่อทดลองพระเจ้า 9 แล้ว​มาร​จึง​นำ​พระ​องค์​ไป​ยัง​กรุง​เยรูซาเล็ม และ​ให้​พระ​องค์​ประทับ​อยู่​ที่​ยอด​หลังคา​พระ​วิหาร แล้ว​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ท่าน​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า จง​โจน​ลง​ไป​จาก​ที่นี่​เถิด​ ยอดหลังคาพระวิหารไม่ใช่ที่ที่สำหรับขึ้นไปยืน เพราะว่าสูงและอันตรายและไร้เหตุผลที่จะขึ้นไปอยู่ที่นั่น  คำไทยคำหนึ่งที่กำลังนิยม คือคำว่า อโคจร แปลว่า ที่ที่ไม่ควรไป (มีอันตราย มีความเสี่ยง) เราคงมีคำถามว่า พระเยซูไปยืนบนนั้นได้ยังไง พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูไปในถิ่นทุรกันดารโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำไป แต่เมื่อครบสี่สิบวัน มารมานำพระเยซูไปเยรูซาเล็ม ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่ควรไป แต่มารพาพระเยซูไปยืนในที่ไม่ควรยืน คือยอดหลังคาพระวิหาร พระเยซูยังอยู่ภายใต้การนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์แน่นอน คำกรีกคำว่า นำ ที่พระคัมภีร์บันทึกตอนนี้ คือ มารคือผู้ชี้ทิศทาง เป็นผู้กำกับการไปเยรูซาเล็มของพระเยซู จนถึงพระวิหารและให้ประทับบนยอดหลังคาพระวิหาร ดูเหมือนพระวิญญาณอนุญาตให้พระเยซูตกอยู่ในสถานะนั้น เพื่อการทดลองสุดท้าย 12 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​ตอบ​มาร​ว่า “มี​คำ​กล่าว​ไว้​ว่า อย่า​ทดลอง​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน” 13 เมื่อ​มาร​ทำ​การ​ทดลอง​ทุก​อย่าง​สิ้น​แล้ว จึง​ละ​พระ​องค์​ไป​จนถึง​โอกาส​เหมาะ คำว่า ไครอสถูกใช้ที่นี่ ไครอสแปลว่า โอกาสเหมาะ หรือฤดูกาลแห่งโอกาส ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับพระเยซูที่จะทรงเริ่มต้นทำราชกิจของพระองค์  บางครั้ง ในช่วงจังหวะของชีวิตที่เราต้องเผชิญกับสิ่งเลวร้าย คนเลวๆ คนชั่วๆ ก็เพื่อที่เราจะต้องผ่านการทดสอบเรื่องความไว้วางใจในการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตของเรา  ข้าพเจ้ายังจำเรื่องราวในหนังสือเรื่อง บุรุษแห่งสวรรค์ The heavenly man อาจารย์หยุนที่ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวของเขาเกือบตลอดทั้งเล่ม ข้าพเจ้าน้ำตาร่วง เล่าให้อาจารย์ท่านหนึ่งฟัง เขาก็อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่เขาตีความว่า อาจารย์หยุนน่าสงสาร เจอการข่มเหงจากตำรวจลับในจีนแผ่นดินใหญ่หนักๆมากมาย แต่ข้าพเจ้าบอกเขาว่า ข้าพเจ้าน้ำตาร่วงไม่ใช่เพราะอาจารย์หยุนน่าสงสาร แต่ข้าพเจ้าร้องไห้ เพราะข้าพเจ้าปลาบปลื้มในการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตของอาจารย์หยุน เขารอดอันตรายมาได้ทุกครั้งเพราะการทรงสถิตของพระเจ้า พระเจ้าสัตย์ซื่อ และไม่เคยทอดทิ้งคนของพระองค์  คำแนะนำของมารมักชี้ช่องให้คนฆ่าตัวตาย แต่พระวจนะของพระเจ้ามักรักษาชีวิตของคนเสมอ สุภาษิต 4:23 23 จง​รักษา​ใจ​ของ​เจ้า​ด้วย​ความ​ระวัง​ระไว​รอบ​ด้าน เพราะ​ชีวิต​เริ่มต้น​ออกมา​จาก​ใจ

 เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์….ชนะการทดลองของมาร

เรื่องความหิวกับการเป็นบุตรของพระเจ้า

เรื่องอำนาจ ศักดิ์ศรีกับการเป็นผู้ปรนนิบัติพระเจ้า

ความปลอดภัยกับการทรงสถิตของพระเจ้า

 คำเทศนาอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์….มุ่งสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”

Intro: การจ่าย หรือลงทุน คือราคาก่อนจะได้ประโยชน์ หรือกำไร ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ทุกอย่างต้องสร้างจากการลงทุนหรือการจ่ายราคา Ex. เป็นนักเรียนจะประสบความสำเร็จ สอบผ่าน สอบได้ ต้องขยันเรียน ขยันทำการบ้าน ขยันเรียนรู้ ไม่มีทางลัด ไม่มีการอัศจรรย์ มีบางคนที่ฟลุคเข้ามหาลัยดีๆได้แต่สุดท้ายเรียนไม่ไหวต้องออก ไม่ว่าจะอาชีพการงานอะไร ก็ต้องพัฒนาฝีมือความสามารถ จึงจะอยู่ในอาชีพและการงานนั้นอย่างรุ่งเรือง แม้กระทั่งการรับใช้ ก็ต้องศึกษาค้นคว้าเรียนรู้ตลอดเวลา จึงจะเติบโตในการรับใช้และไปได้ไกล ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใ ดก็ตาม ก็ต้องลงทุนจ่ายราคาพัฒนา เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ดีที่สุด นี่คือเส้นทางชีวิตของการเป็นคน สุภาษิต 30:1-3 1 ถ้อยคำ​ของ​อา​กูร์ บุตร​ชาย​ยาเคห์​แห่ง​เมือง​มัส​สา ชาย​คน​นั้น​พูด​กับอิธี​เอล กับอิธี​เอล​และ​อู​คาล​ว่า 2 แท้จริง​ข้า​ก็​​เขลา​เกิน​ที่​จะ​เป็น​คน ข้า​ไม่​มี​ความ​รอบ​รู้​อย่าง​มนุษย์ 3 ข้า​ไม่​เคย​เรียนรู้​ปัญญา ทั้ง​ไม่​มี​ความ​รู้​ของ​องค์​ผู้​บริสุทธิ์ อากูร์นักปราชญ์โบราณ เป็นอาจารย์ที่มีความรู้ หรือเห็นความรอบรู้มามากจนสังเกตได้ว่า การเป็นคนไม่ง่าย การเข้าใจอย่างคนก็ไม่ง่าย จนตัวเขาเองพูดกับนักเรียนของตนเองว่า ข้าโง่เกินกว่าจะเป็นคน ข้าไม่มีความรอบรู้อย่างมนุษย์ อาจารย์พูดกับลูกศิษย์ของตนเองเช่นนี้ แล้วไม่กลัวนักเรียนหมดความนับถือหรือ ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่อากูร์รู้และสอนคือวิชาอะไร คือประสบการณ์ของคนที่ลองผิดลองถูก อากูร์มาถึงการรับรู้ว่า ความรู้เกี่ยวกับคนจริงๆต้องมาจากพระผู้สร้าง คือพระเจ้า คนที่เกิดมาเป็นคนใช่ว่าจะรู้จักความเป็นคนของตนเองได้ดี สุภาษิต 20:5 5 ความ​ประสงค์​ใน​ใจ​ของ​คน​เหมือน​น้ำ​ลึก แต่​คน​ที่​มี​ความ​เข้าใจ​จะ​สามารถ​โพง​มัน​ออกมา​ได้ นี่คือการบอกว่า มีคนที่ดำเนินชีวิตโดยไม่เข้าใจความต้องการของตนเองจำนวนมาก น้อยคนนักที่จะสามารถเข้าใจตนเอง และนำความต้องการนั้นออกมาสื่อสารได้ ความเข้าใจคือปัญญา มุมหนึ่งของการได้ปัญญามาจากการเรียนรู้ ทั้งจากตนเองและจากคนอื่น อีกมุมหนึ่งก็คือมีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คือสภาวะของการจนปัญญา   ยากอบ 1:5 5 ถ้า​ผู้ใด​ใน​พวก​ท่าน​ขาด​สติปัญญา ​ก็​ให้​ผู้​นั้น​ทูล​ขอ​จาก​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​โปรด​ประทาน​ให้แก่​คน​ทั้ง​ปวง​ด้วย​พระ​กรุณา​และ​มิได้​ทรง​ตำหนิ แล้ว​ผู้​นั้น​ก็​จะ​ได้รับ​สิ่ง​ที่​ทูล​ขอ​ ทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้ากำลังจะบอกพี่น้องว่า ปัญหาใหญ่ของความสัมพันธ์ คือปัญหาเดียวกันกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ปัญหาของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันคือ ปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์  เมื่อมนุษย์ขาดปัญญาและขาดความเข้าใจความเป็นคนของตนเอง การสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจึงเป็นเรื่องยาก การใช้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็ยิ่งยาก  ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจึงมักจะถูกนำมาใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ และผิดกาลเวลา ปฐมกาล 11:1-9 1 คน​ทั้ง​หลาย​ทั่ว​โลก​พูด​ภาษา​เดียว​กัน และ​มี​ศัพท์​สำ เนียง​เดียว​กัน​2 เมื่อ​พา​กัน​อพยพ​ไป​ทิศ​ตะวันออก ​ก็​พบ​ทุ่ง​ราบ​ใน​แดน​เมือง​ชิ​นาร์ จึง​ตั้ง​หลัก​แหล่ง​อยู่​ที่​นั่น​3 แล้ว​ต่าง​คน​ต่าง​ก็​พูด​กัน​ว่า “มา​เถิด เรา​จง​ทำ​อิฐ เผา​ให้​สุก​แข็ง” เขา​จึง​มี​อิฐ​ใช้​ต่าง​หิน และ​มี​ยาง​มะ​ตอย​ใช้​ต่าง​ปูน​สอ​4 เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​ว่า “มา​เถิด เรา​จง​สร้าง​เมือง​ขึ้น​และ​ก่อ​หอ​ให้​ยอด​เทียม​ฟ้า ให้​เรา​ทำ​ชื่อเสียง​ไว้ มิฉะนั้น​เรา​จะต้อง​กระจัด​กระจาย​ไป​ทั่ว​พื้น​ผ่นดิน”5 ​พระ​เจ้า​เสด็จ​ลง​มา​ทอด​พระ​เนตร​เมือง​ และ​หอ​ที่​มนุษย์​ก่อสร้าง​ขึ้น​นั้น​6 แล้ว​พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “ดู​เถิด คน​เหล่า​นี้​เป็น​ชน​ชาติ​เดียว มี​ภาษา​เดียว นี่​เป็น​เพียง​เบื้องต้น​ของ​สิ่ง​ที่​เขา​จะ​ทำ และ​เขา​ตั้งใจ​จะ​ทำ​อะไร​ก็​ทำ​ได้​ทั้งนั้น​7 มา​เถิด​เรา​จง​ลง​ไป ทำ​ให้​ภาษา​ของ​เขา​วุ่นวาย​ต่างกัน​ไป อย่า​ให้​เขา​พูด​เข้าใจ​กัน​ได้”8 ​พระ​เจ้า​จึง​ทรง​ทำ​ให้​เขา​กระจัด​กระจาย​จาก​ที่​นั่น​ไป​ทั่ว​พื้น​แผ่นดิน คน​เหล่า​นั้น​ก็​เลิก​สร้าง​เมือง​นั้น​9 เหตุ​ฉะนี้​จึง​เรียก​เมือง​นั้น​ว่า​บา​เบล​ เพราะ​ว่า​ที่​นั่น​พระ​เจ้า​ทรง​ทำ​ให้​ภาษา​ของ​เขา​วุ่นวาย​ไป และ​พระ​เจ้า​ทรง​ทำ​ให้​พวก​เขา​กระจัด​กระจาย​ไป​ทั่ว​พื้น​แผ่นดิน​ การสร้างหอบาเบล เป็นตัวอย่างของการใช้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ผิดกาลเวลาและผิดวัตถุประสงค์ การรวมตัวกันทำให้เกิดปัญญา เกิดความพร้อม เกิดความสามารถ และเมื่อความพร้อม ความสามารถ และปัญญาอยู่ด้วยกัน ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเจ้าไม่เห็นด้วยกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแต่ยังขาดจิตใจและท่าทีที่ดี ปฐมกาล 8:21 21 ​พระ​เจ้า​ทรง​ได้​กลิ่น​ที่​พอ​พระ​ทัย​แล้ว ทรง​ดำริ​ใน​พระ​ทัย​ว่า “เรา​จะ​ไม่​สาป​แผ่นดิน​อีก​ต่อไป แม้ว่า​มนุษย์​ไม่​ดี ถึง​เค้า​ความ​คิด​ใน​ใจ​ของ​มนุษย์​ล้วน​แต่​ชั่ว​ตั้งแต่​เด็ก​มา เรา​จะ​ไม่​ประหาร​สิ่ง​ทั้ง​หลาย​ที่​มี​ชีวิต​เหมือน​อย่าง​ที่​เรา​ได้​กระทำ​แล้ว​นั้น​อีก​ นี่เป็นเหตุการณ์หลังจากพระเจ้าทรงทำลายมนุษย์ด้วยน้ำท่วมโลก และพระองค์ให้โอกาสมนุษย์ที่รอดจากน้ำท่วมอีกครั้งหนึ่ง แต่มนุษย์ก็ยังไม่ทิ้งเค้าความคิดที่ชั่วร้าย  ดังนั้นอำนาจของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกำลังจะถูกใช้จากเบื้องหลังความคิดที่ไม่ดี พระเจ้าจึงต้องขัดขวางก่อน จนกว่าสปิริตที่ดีจะกลับคืนมาอีกครั้ง (โดยทางพระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นผู้บุกเบิก) เราได้เห็นการพยายามที่จะสร้างความเป็นน้ำหนี่งใจเดียวกันมาตลอด เพราะมนุษย์ได้ค้นพบว่า พลังความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถรักษาพลังความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้ยาวนานได้ เพราะกิเลศตัณหาและความไม่เป็นผู้ใหญ่ ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งและการแตกแยกในที่สุด ยากอบ4:1-3 1 อะไร​เป็น​สาเหตุ​ของ​สงคราม และ​อะไร​เป็น​สาเหตุ​ของ​การ​ทะเลาะ​วิวาท​กัน​ใน​พวก​ท่าน มิใช่​กิเลส​ตัณหา​ของ​ท่าน​หรือ ที่​ทำ​ให้​ท่าน​ต่อสู้​กัน​2 ท่าน​ทั้ง​หลาย​อยาก​ได้ แต่​ไม่ได้ ท่าน​ก็​ฆ่า​กัน ท่าน​โลภ​แต่​ไม่ได้ ท่าน​ก็​ทะเลาะ​และ​ทำ​สงคราม​กัน ท่าน​ไม่​มี​เพราะ​ท่าน​ไม่ได้​ขอ​ 3 ท่าน​ขอ​และ​ไม่ได้​รับ เพราะ​ท่าน​ขอ​ผิด หวัง​ได้​ไป​เพื่อ​สนอง​กิเลส​ตัณหา​ของ​ท่าน  ตัวทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็คือกิเลศตัณหาของมนุษย์นั่นเอง มนุษย์มุ่งใช้แทนที่จะมุ่งสร้าง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มนุษย์ยังเหมือนเด็ก แม้ในร่างผู้ใหญ่ก็ยังแย่งชิง ทะเลาะกัน ดูหมิ่นกัน แตกแยกกัน วิธีที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คือการเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์    เราคงได้ยินคำว่า ทะเลาะกันเหมือนเด็ก การเป็นผู้ใหญ่ทำให้เราเลิกทะเลาะกัน…เพราะพระเยซูคริสต์เสด็จมายังโลกนี้เพื่อมุ่งสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า ยอห์น 13:35 35 ถ้า​เจ้า​ทั้ง​หลาย​รัก​กัน​และ​กัน ดังนี้​แหละ​คน​ทั้ง​ปวง​ก็​จะ​รู้​ได้​ว่า​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เป็น​สาวก​ของ​เรา”  การเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์คือ การเป็นสาวกของพระองค์ บทเรียนที่เราจะศึกษาเรื่องนี้จาก  มัทธิว 3:13-17 13 แล้ว​พระ​เยซู​เสด็จ​จาก​แคว้น​กาลิลี มา​หา​ยอห์น​ที่​แม่น้ำ​จอร์แดน​เพื่อ​จะ​รับ​บัพติศมา​จาก​ท่าน​14 แต่​ยอห์น​ทูล​ห้าม​พระ​องค์​ว่า “ข้า​พระ​องค์​ต้อง​การ​จะ​รับ​บัพติศมา​จาก​พระ​องค์ ควร​หรือ​ที่​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​มา​หา​ข้า​พระ​องค์”15 แต่​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ยอห์น​ว่า “บัดนี้​จง​ยอม​เถิด เพราะ​สมควร​ที่​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​กระทำ​ตาม​สิ่ง​ชอบธรรม​ทุก​ประการ” แล้ว​ยอห์น​ก็​ยอม​16 ครั้น​พระ​องค์​ทรง​รับ​บัพติศมา​แล้ว ใน​ทันใด​นั้น​ก็​เสด็จ​ขึ้น​จาก​น้ำ และ​ท้องฟ้า​ก็​แหวก​ออก และ​พระ​องค์​ได้​ทรง​เห็น​พระ​วิญญาณ​ของ​พระ​เจ้า​ดุจ​นกพิราบ ลง​มา​สถิต​อยู่​บน​พระ​องค์​17 และ​นี่​แน่ะ​มี​พระ​สุรเสียง​ตรัส​จาก​ฟ้า​สวรรค์​ว่า “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก” เมื่อพระเยซูทรงปรากฏตัวต่อยอห์น บัพติศโต ยอห์นลังเลใจที่จะประกอบพิธีบัพติศมาในน้ำให้กับพระเยซู เพราะพระองค์ทรงมีความเหนือกว่ายอห์นในด้านสถานะ บุคคลิกลักษณะ และสิทธิอำนาจ แต่พระเยซูคริสต์ทรงยืนยันที่จะให้ยอห์นประกอบพิธีบัพติศมาให้ พระองค์ต้องการเริ่มต้นพันธกิจการรับใช้ด้วยการประกาศต่อสาธารณชนถึงการอุทิศตัวของพระองค์ต่อพระเจ้า การรับบัพติศมาในน้ำคือท่าทีของการเชื่อฟังของคนที่ประกาศว่าเขาอยู่ฝ่ายเดียวกันกับพระเจ้าและฝ่ายความชอบธรรมของพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงรับบัพติศมาเพื่อสำแดงอย่างเดียวกัน เหมือนกับคนทั้งหลายที่สัตย์ซื่อ พระองค์ทรงยอมเชื่อฟังพระเจ้าและพระองค์ตั้งใจที่จะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า การรับบัพติศมาของพระเยซูได้แสดงถึงความเป็นพวกเดียวกันหรือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับคนทั้งหลายที่สัตย์ซื่อ (ทั้งคนอิสราเอลและชนชาติทั้งหลายด้วย)  นอกจากการบัพติศมาของพระเยซูจะมุ่งสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว  การรับบัพติศมาของพระองค์ยังให้ความหมายที่ใหญ่กว่าคนทั่วไป นั่นคือการแสดงถึงการที่พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของมนุษยชาติในการรับแบกบาปทั้งสิ้นบนไม้กางเขนที่โกละโกธา (มัทธิว 3:13-15) ท่าทีของพระเยซูคริสต์เจ้ามุ่งสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับคนชอบธรรมของพระเจ้า และด้วยท่าทีนี้  เราจึงได้เห็นกระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างสวยงาม จากการเป็นผู้ใหญ่อย่างพระคริสต์  และผู้ที่ยอมตามอย่างพระคริสต์อย่างยอห์น เป็นบทเรียนสำหรับเราทั้งหลายในวันนี้ดังนี้

  1. ทำลายความแตกต่าง สร้างความเท่าเทียมกัน  มัทธิว 3:13-15

13 แล้ว​พระ​เยซู​เสด็จ​จาก​แคว้น​กาลิลี มา​หา​ยอห์น​ที่​แม่น้ำ​จอร์แดน​เพื่อ​จะ​รับ​บัพติศมา​จาก​ท่าน​14 แต่​ยอห์น​ทูล​ห้าม​พระ​องค์​ว่า “ข้า​พระ​องค์​ต้อง​การ​จะ​รับ​บัพติศมา​จาก​พระ​องค์ ควร​หรือ​ที่​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​มา​หา​ข้า​พระ​องค์”15 แต่​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ยอห์น​ว่า “บัดนี้​จง​ยอม​เถิด เพราะ​สมควร​ที่​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​กระทำ​ตาม​สิ่ง​ชอบธรรม​ทุก​ประการ” แล้ว​ยอห์น​ก็​ยอม พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาหายอห์นเหมือนกับคนทั้งหลายที่มาจากทั่วสารทิศ มาหายอห์นเพื่อแสดงตนว่าอยู่ฝ่ายพระเจ้า อยู่ฝ่ายความชอบธรรมเดียวกันกับคนที่กลับใจใหม่ ความจริงพระเยซูคริสต์ทรงเป็นญาติกับยอห์น หากเราจำได้ ทูตสวรรค์ได้บอกนางมารีย์เรื่องการตั้งครรภ์ของนางเอลีซาเบธ ซึ่งเป็นญาติกับนาง นางเอลีซาเบธตั้งท้องยอห์นได้หกเดือน ในขณะที่นางมารีย์เพิ่งจะเริ่มตั้งครรภ์ ดังนั้น คาดว่ายอห์นน่าจะเป็นพี่และแก่กว่าพระเยซูหกเดือน  แต่บันทึกของพระคัมภีร์ไม่มีการอ้างสิทธิ์การเป็นญาติระหว่างยอห์นกับพระเยซู แต่ยอห์นปฏิบัติต่อพระเยซูอย่างตนด้อยกว่าพระเยซู แม้ว่ายอห์นจะทำบทบาทของตนเองอย่างเกิดผล มีคนเชื่อฟังและเป็นที่นับถือของคนมากมาย  ยอห์นทำบทบาทอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้หลับหูหลับตาให้บัพติศมาแก่ทุกคน มัทธิว 3:7-9 7 ครั้น​ยอห์น​เห็น​พวก​ฟาริสี และ​พวก​สะ​ดู​สี​พา​กัน​มา​เป็น​อัน​มาก เพื่อ​จะ​รับ​บัพติศมา ท่าน​จึง​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “เจ้า​ชาติ​งู​ร้าย ใคร​ได้​เตือน​เจ้า​ให้​หนี​จาก​พระ​อาชญา​ซึ่ง​จะ​มาถึง​นั้น​8 เหตุ​ฉะนั้น​จง​พิสูจน์​การ​กลับ​ใจ​ของ​เจ้า​ด้วย​ผล​ที่​เกิดขึ้น​9 อย่า​นึก​เหมา​เอา​ใน​ใจ​ว่า​ตัว​มี​อับราฮัม​เป็น​บิดา เพราะ​เรา​บอก​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​ฤทธิ์​อาจจะ​ให้​บุตร​เกิดขึ้น​แก่​อับราฮัม​จาก​ก้อน​หิน​เหล่า​นี้​ได้​ พวกฟาริสีและสะดูสีพยายามทำตัวเนียนๆเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประชาชนที่มารับบัพติศมากับยอห์น แต่ยอห์นก็สามารถแยกแยะออกว่าอะไรคือความจริงใจ อะไรคือการเสแสร้ง ยอห์นใช้สิทธิอำนาจอย่างเด็ดขาดในการทำภารกิจของพระเจ้า เพื่อรวบรวมคนให้มาอยู่ฝ่ายพระเจ้า และแยกแยะคนที่สปิริตไม่ดี อย่างพวกฟาริสีและพวกสะดูสี มัทธิว 12:30  30 ผู้ใด​ไม่​อยู่​ฝ่าย​เรา​ก็​เป็น​ปฏิปักษ์​ต่อ​เรา และ​ผู้ใด​ไม่​รวบรวม​ไว้​กับ​เรา ​ก็​เป็น​ผู้กระทำ​ให้​กระจัด​กระจาย​ไป​ สปิริตไม่ดีไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคนที่อยู่ฝ่ายพระเจ้าได้ พวกฟาริสีและสะดูสีใช้ศาสนามาบังหน้า แต่ยอห์นสามารถสัมผัสได้ถึงท่าทีที่แตกต่าง โดยเฉพาะเมื่อยอห์นได้พบกับพระเยซู  14 แต่​ยอห์น​ทูล​ห้าม​พระ​องค์​ว่า “ข้า​พระ​องค์​ต้อง​การ​จะ​รับ​บัพติศมา​จาก​พระ​องค์ ควร​หรือ​ที่​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​มา​หา​ข้า​พระ​องค์” ยอห์นกำลังบอกพระเยซูว่า พระเยซูเสด็จมาเพื่อรวบรวมคนให้อยู่ฝ่ายพระเจ้า และยอห์นก็เป็นคนหนึ่งที่ขอรวมเข้ากับพระเยซู ยอห์นสามารถสัมผัสสปิริตที่ดีของพระเยซูคริสต์โดยที่พระองค์ไม่ต้องสวมเสื้อผ้าแบบพวกฟาริสี สะดูสี ความเป็นญาติกัน ความอาวุโสกว่าก็ไม่ได้บดบังการมองเห็นสปิริตที่ดี ที่ถูกต้องของพระเยซู เมื่อยอห์นเห็นความเป็นผู้ใหญ่ของพระเยซูคริสต์ที่ยอมรับบัพติศมาจากยอห์น ยอห์นต้องยอมตามพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์ทำตามที่พระองค์ขอให้ทำ ยอห์นจึงมีประสบการณ์ที่พิเศษกว่าคนอื่น คือได้เห็นเหมือนกับที่พระเยซูได้เห็นยอห์น 1:32-34 32 และ​ยอห์น​กล่าว​เป็น​พยาน​ว่า “ข้าพเจ้า​เห็น​พระ​วิญญาณ​เหมือน​ดัง​นกพิราบ เสด็จ​ลง​มา​จาก​สวรรค์​และ​ทรง​สถิต​บน​พระ​องค์​33 ข้าพเจ้า​เอง​ไม่​รู้จัก​พระ​องค์ แต่​พระ​องค์​ทรง​ใช้​ให้​ข้าพเจ้า​ให้​บัพติศมา​ด้วย​น้ำ ได้​ตรัส​กับ​ข้าพเจ้า​ว่า ‘เมื่อ​เจ้า​เห็น​พระ​วิญญาณ​เสด็จ​ลง​มา​สถิต​อยู่​บน​ผู้ใด ผู้​นั้น​แหละ​เป็น​ผู้ให้​บัพติศมา​ด้วย​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์’34 และ​ข้าพเจ้า​ก็​ได้​เห็น​แล้ว​และ​ได้​เป็น​พยาน​ว่า ​พระ​องค์​นี้​แหละ​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า” บันทึกในมัทธิวบทที่ 3 ว่าพระเยซูทรงเห็นพระวิญญาณและได้ยินพระสุรเสียงแต่ผู้เดียว แต่ในหนังสือยอห์นบทที่ 3นี้ยอห์นได้เป็นพยานว่าเขาได้เห็นและได้ยินอย่างเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ได้ นี่คือความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ได้เกิดขึ้นกับยอห์นเมื่อเขายอมทำตามพระคริสต์ เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระคริสต์ App. คนส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบคำว่า “ยอม” ฟังดูเหมือนยอมแพ้  โดยเฉพาะการยอมทำตาม ดูเหมือนเกิดความแตกต่างระหว่างคนที่ยอม และคนที่ขอให้ยอม ดูเหมือนคนหนึ่งเหนือกว่าอีกคนหนึ่ง คนหนึ่งด้อยกว่าอีกคนหนึ่ง  เราจึงเห็นการไม่ยอมของคนแสดงออกมาอย่างที่พระคัมภีร์สุภาษิต 29:1 1 บุคคล​ที่​ถูก​ตักเตือน​บ่อยๆ แต่​ยัง​แข็ง​คอ ประเดี๋ยว​คอ​จะ​หัก รักษา​ไม่ได้  สุภาษิต 26:3 3 แส้ สำหรับ​ม้า บังเหียน​สำหรับ​ลา และ​ไม้​เรียว​สำหรับ​หลัง​คน​โง่สุภาษิต 22:15 15 ความ​โง่​มัก​อยู่​ใน​ใจ​ของ​เด็ก แต่​ไม้​เรียว​ที่​ตี​สอน​ก็​ขับ​มัน​ให้​ห่าง​ไป​จาก​เขา พระคัมภีร์สามตอนนี้กล่าวถึงลักษณะของคนที่ไม่ยอม มีอาการแข็งคอ เหมือนม้าและลาที่พยศ และเหมือนเด็ก คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์จะรู้จักคำว่า “ยอม” และจะใช้คำว่า “ยอม”ในชีวิตของตนเองบ่อยๆ เพราะผู้ใหญ่ในพระคริสต์ไม่อยากคอหักจนรักษาไม่ได้ ไม่อยากเป็นเหมือนม้าหรือล่อ และไม่อยากเป็นเหมือนเด็ก การ “ยอม” ทำลายความแตกต่าง และสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้น เหมือนกับยอห์นกับพระเยซูคริสต์สามารถเชื่อมต่อกันเป็นเรื่องเดียวกันได้ ทำบทบาทของตนเองได้อย่างถูกกาลเวลา กาลเทศะ และสายตาของยอห์นก็เปิดออก ยอห์นได้เห็นพระเยซูคริสต์ในอีกฐานะหนึ่ง ยอห์น 1:29-31 29 วันรุ่งขึ้น​ยอห์น​เห็น​พระ​เยซู​กำลัง​เสด็จ​มา​ทาง​ท่าน ท่าน​จึง​กล่าว​ว่า “จง​ดู​พระ​เมษโปดก​ของ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​รับ​ความ​ผิด​บาป​ของ​โลก​ไป​เสีย​30 ​พระ​องค์​นี้​แหละ​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​กล่าว​ว่า ‘ภายหลัง​ข้าพเจ้า จะ​มี​ผู้​หนึ่ง​เสด็จ​มา​เป็น​ใหญ่​กว่า​ข้าพเจ้า เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​ดำรง​อยู่​ก่อน​ข้าพเจ้า’31 ข้าพเจ้า​เอง​ก็​ไม่ได้​รู้จัก​พระ​องค์ แต่​เพื่อให้​พระ​องค์​ทรง​เป็น​ที่​ประจักษ์​แก่​พวก​อิสราเอล ข้าพเจ้า​จึง​ได้มา​ให้​บัพติศมา​ด้วย​น้ำ” ยอห์นเห็นความแตกต่างของตนเองกับพระเยซูคริสต์ต่างไปจากอดีต  ก่อนยอห์นพบพระเยซู ยอห์นบอกว่า เขาต่ำกว่าพระเยซู แม้แต่สายฉลองพระบาท (เชือกผูกรองเท้า ยอห์นยังไม่กล้าแตะ) แต่หลังจากยอห์นยอม ยอห์นได้เห็นตัวเองกลายเป็นผู้ร่วมงานกับพระเยซูคริสต์ ทำบทบาทประสานกันกับพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อรับความผิดบาปของมนุษย์ และยอห์นทำหน้าที่ทำให้พระเยซูคริสต์เป็นที่รู้จักแก่คนอิสราเอล ยอห์นรู้บทบาทของตนเองชัดเจนมากยิ่งขึ้น Ex. มีเลียงผาสองตัวเดินมาเจอกันบนหน้าผาที่แคบ ทำอย่างไรที่มันจะแก้ปัญหานี้ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ทั้งคู่ คำตอบคือ ตัวหนึ่งต้องย่อลง อีกตัวหนึ่งต้องข้ามอีกตัวหนึ่งไป นั่นคือต่างฝ่ายต่างรู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง และนี่คือภาพของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่แท้จริง  App. เลียงผาประจันหน้ากันมันรู้หน้าที่ของตัวเอง  แต่เวลาคนมาประจันหน้ากัน คนมักไม่รู้หน้าที่ของตนเอง เรามักไม่ยอมทำลายความแตกต่าง แต่ในทางตรงกันข้าม เรามักพยายามสร้างความแตกต่างให้มีมากขึ้น เช่น ฉันถูก เธอผิด ฉันฉลาด เธอโง่ ฉันต้องชนะ เธอต้องแพ้ ท่าทีเช่นนี้คือการทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความแตกแยกจะทำให้ครอบครัวเราพ่ายแพ้ ขออย่าให้เราติดบ่วงที่มารวางไว้ กาลาเทีย 2:24-26 24 ฝ่าย​ผู้รับ​ใช้​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ต้อง​ไม่​เป็น​คน​ที่​ชอบ​การ​ทะเลาะ​วิวาท แต่​ต้อง​มี​ใจ​เมตตา​ต่อ​ทุก​คน เป็น​ครู​ที่​เหมาะสม​และ​มี​ความ​อดทน​25 ชี้แจง​ให้​ฝ่าย​ตรงกัน​ข้าม​เข้าใจ​ด้วย​ความ​สุภาพ ว่า​พระ​เจ้า​อาจจะ​ทรง​โปรด​ให้​เขา​กลับ​ใจ และ​มาถึง​ซึ่ง​ความ​จริง​26 และ​หลุด​พ้น​บ่วง​ของ​มาร​ผู้​ซึ่ง​ดัก​จับ​เขา​ไว้​ให้​ทำ​ตาม​ความ​ประสงค์​ของ​มัน Ex. เวลาโกรธ เรามักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เราไม่สุภาพ ไม่ชี้แจง เราด่า เราตำหนิ เรากำลังติดกับบ่วงของมารที่ดักจับตัวเราและคนที่เราโกรธไปด้วย ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันถูกทำลายทันที เป้าหมายของมารซาตานคือสร้างความแตกแยก แต่เป้าหมายของพระเยซูคริสต์สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อไรก็ตามที่เรามีถ้อยคำ ความคิด การกระทำที่สร้างความแตกแยก แบ่งแยก อยู่กันคนละพวก เมื่อไรที่เราอยากเอาชนะอีกฝ่าย เราก็อยู่กันคนละพวก เมื่อนั้น เรากำลังทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จงมองดูท่าทีของพระเยซูคริสต์ในความเป็นผู้ใหญ่ของพระอค์  เราได้เห็นพระเยซูคริสต์ทรงยอม และยอห์นก็ยอม เป็นภาพของการมุ่งสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และพระเจ้าก็รับรองความงดงามของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้

2. คำชมมาจากพระเจ้า

16 ครั้น​พระ​องค์​ทรง​รับ​บัพติศมา​แล้ว ใน​ทันใด​นั้น​ก็​เสด็จ​ขึ้น​จาก​น้ำ และ​ท้องฟ้า​ก็​แหวก​ออก และ​พระ​องค์​ได้​ทรง​เห็น​พระ​วิญญาณ​ของ​พระ​เจ้า​ดุจ​นกพิราบ ลง​มา​สถิต​อยู่​บน​พระ​องค์​17 และ​นี่​แน่ะ​มี​พระ​สุรเสียง​ตรัส​จาก​ฟ้า​สวรรค์​ว่า “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก” ในกระบวนการรับบัพติศมาในน้ำ เริ่มต้นจากการถ่อมใจต่อผู้ประกอบพิธี ที่จะอธิษฐานเผื่อ กดหัวลงน้ำ และนำขึ้นจากน้ำ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงให้ยอห์นเป็นผู้ประกอบพิธี เป็นท่าทีที่พระเยซูทรงมิได้ถือสถานะที่สูงของพระองค์แต่อย่างใด  ฟิลิปปี 2:5-8  พระ​เยซู​คริสต์​6 ผู้​ทรง​สภาพ​ของ​พระ​เจ้า แต่​มิได้​ทรง​ถือ​ว่า​การ​เท่า​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​นั้น​เป็น​สิ่ง​ที่​จะต้อง​ยึดถือ​7 แต่​ได้​กลับ​ทรง​สละ และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส ทรง​ถือ​กำเนิด​เป็น​มนุษย์​8 และ​เมื่อ​ทรง​ปรากฏ​พระ​องค์​ใน​สภาพ​มนุษย์​แล้ว ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ถ่อม​พระ​องค์​ลง​ยอม​เชื่อ​ฟัง​จนถึง​ความ​มรณา กระทั่ง​ความ​มรณา​ที่​กางเขน​ พระคัมภีร์ฟิลิปปีบอกเราว่า พระเจ้ามาบังเกิดในสภาพมนุษย์ แล้ว ยังมีท่าทีที่ถ่อมใจด้วย  พระองค์มิได้มาเพื่อจะทำให้มนุษย์ต่ำกว่าพระองค์ แต่พระองค์มาเพื่อทำให้พระองค์เองเท่าเทียมกับมนุษย์ และให้มนุษย์เท่าเทียมกัน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากพระเยซูทำตัวสูงกว่ามนุษย์ พระเยซูทรงทำให้มนุษย์มองเห็นความเท่าเทียมกัน และคำๆนี้ถูกใช้เริ่มแรกก็จากพระคัมภีร์ ไม่มีคำสอนใดสอนให้มนุษย์เท่าเทียมกัน มีแต่สอนว่า โลกนี้ มีคนที่ฉลาดกว่า เก่งกว่า ดีกว่า เลิศกว่า มีบุญบารมีมากกว่า สูงฐานะกว่า ทั้งหมดของคำว่า ดีกว่า คือกำแพงและอุปสรรคของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และพระเจ้าก็ทรงตำหนิท่าทีความคิดอย่างนั้น ปฐมกาล 11:4,8  ​4 เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​ว่า “มา​เถิด เรา​จง​สร้าง​เมือง​ขึ้น​และ​ก่อ​หอ​ให้​ยอด​เทียม​ฟ้า ให้​เรา​ทำ​ชื่อเสียง​ไว้ มิฉะนั้น​เรา​จะต้อง​กระจัด​กระจาย​ไป​ทั่ว​พื้น​ผ่นดิน…..8 ​พระ​เจ้า​จึง​ทรง​ทำ​ให้​เขา​กระจัด​กระจาย​จาก​ที่​นั่น​ไป​ทั่ว​พื้น​แผ่นดิน คน​เหล่า​นั้น​ก็​เลิก​สร้าง​เมือง​นั้น​ การใช้ความเป็นน้ำหนี่งใจเดียวกันเพื่อสร้างชื่อเสียง คือการทำเพื่ออวด พระเจ้าไม่เห็นด้วยและพระองค์เป็นผู้ทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้นเอง การโอ้อวดเป็นท่าทีของความเย่อหยิ่ง และอยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้ายากอบ 4:6 ….​พระ​เจ้า​ทรง​ต่อสู้​ผู้​ที่​หยิ่ง​จองหอง แต่​ทรง​ประทาน​พระ​คุณ​แก่​คน​ที่​ใจ​ถ่อม ​นั่นหมายความว่า มนุษย์ที่โอ้อวดอยู่คนละฝ่ายกับพระเจ้า พระเจ้าไม่ต้องการให้มนุษย์อยู่คนละฝ่ายกับพระองค์ พระองค์ไม่ต้องการที่จะต่อสู้กับมนุษย์ พระองค์จึงทำลายการใช้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแบบผิดๆในสมัยหอบาเบล   ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกำลังรอคอยเพื่อจะถูกใช้อย่างถูกต้องโดยคนที่มีสปิริตที่ดี มิใช่คนที่เก่งหรือสามารถ  1โครินธ์ 1:27-29 27 แต่​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​เลือก​คน​ที่​โลก​ถือ​ว่า​โง่​เขลา เพื่อ​ทำ​ให้​คน​มี​ปัญญา​อับ​อาย และ​ได้​ทรง​เลือก​คน​ที่​โลก​ถือ​ว่า​อ่อนแอ เพื่อ​ทำ​ให้​คน​ที่​แข็งแรง​อับ​อาย​28 ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​เลือก​สิ่ง​ที่​โลก​ถือ​ว่า​ต่ำ​ต้อย​และ​ดู​หมิ่น และ​เห็น​ว่า​ไร้​สาระ เพื่อ​ทำลาย​สิ่ง​ซึ่ง​โลก​เห็น​ว่า​สำคัญ​29 เพื่อ​มิ​ให้​มนุษย์​สัก​คน​หนึ่ง​อวด​ต่อ​พระ​เจ้า​ได้​ พระคัมภีร์ตอนนี้บอกเราว่า คนที่โลกถือว่าโง่เขลา คือคนที่ไม่แสดงตนกับโลกว่าตนมีปัญญา คนที่โลกถือว่าอ่อนแอ คือคนที่ยอม และคนที่โลกถือว่าต่ำต้อยและถูกดูหมิ่นคือคนที่ไม่ยกตัวเองอยู่เหนือคนอื่น คนเหล่านี้แหล่ะที่พระเจ้าจะใช้การได้ เพราะคนเหล่านี้คือคนที่พึ่งพาพระเจ้า ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไม่แย่งชิงเกียรติยศที่เป็นของพระเจ้ามาเป็นของตนเอง เขาไม่ยึดติดกับคำชมของมนุษย์ และเมื่อคำชมของมนุษย์มาถึงเขา คนเหล่านี้สามารถรับมือกับคำชมเหล่านั้นได้ Ex. มีคนไม่น้อยที่รับมือกับคำชมของมนุษย์ไม่ได้ ผลก็คือหลงตัวเอง เหลิงอำนาจ ลืมตัว แต่คนที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ มุ่งสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะระวังตัว และรู้ตัวเสมอว่า พระเจ้าจะเป็นผู้ชมเอง 17 และ​นี่​แน่ะ​มี​พระ​สุรเสียง​ตรัส​จาก​ฟ้า​สวรรค์​ว่า “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก”  พระเจ้าทรงชมพระเยซูคริสต์ที่ทรงทำบทบาทหน้าที่สมกับการเป็นบุตรที่เสด็จมาเพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มัทธิว 5:9 9 “บุคคล​ผู้ใด​สร้าง​สันติ ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​เรียก​เขา​ว่า​เป็น​บุตร พระเยซูคริสต์ทรงสอนคนให้สร้างสันติ คือการสร้างบรรยากาศที่อยู่ด้วยกันได้ พระเจ้าทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร พระเจ้าจะชมคนที่สร้างสันติเหมือนพ่อที่ชมลูก เหมือนที่พระองค์ทรงชมพระเยซูที่ทำบทบาทเพื่อลดทำลายความแตกต่าง และสร้างความเท่าเทียมกัน คำชมนั้นมาจากพระเจ้า เป็นความสุขแท้ที่เกิดขึ้นมากกว่าการรับคำชมจากมนุษย์  ในหนังสือกิจการมีเหตุการณ์ที่อัครทูตเปโตรและยอห์นถูกห้ามไม่ให้พูดเรื่องพระเยซูคริสต์ กิจการ 4:18-19 18 เขา​จึง​เรียก​เปโตร​และ​ยอห์น​มา​แล้ว​ห้าม​ปราม​เด็ดขาด​ไม่ให้​พูด หรือ​สอน​ออก​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู​อีก​เลย​19 ฝ่าย​เปโตร​กับ​ยอห์น​ตอบ​เขา​ว่า “จำเพาะ​พระ​พักตร์​พระ​เจ้า​ข้าพเจ้า​ควร​จะ​เชื่อ​ฟัง​ท่าน หรือ​ควร​จะ​เชื่อ​ฟัง​พระ​เจ้า ขอ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​พิจารณา​ดู ถ้าอัครทูตทั้งสองทำตามคำห้ามปรามเด็ดขาดไม่ให้พูด เขาจะได้รับคำชมจากใคร จากผู้ที่ห้ามเขา แต่คนทั้งสองไม่ได้ต้องการคำชมจากมนุษย์ เขารู้ว่าจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า เขาอยากได้รับคำชมจากพระเจ้า คือการเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์ กิจการ 5:27-29 27 เมื่อ​เขา​ได้​พา​พวก​อัครทูต​มา​แล้ว​ก็​ให้​ยืน​หน้า​สภา มหา​ปุโรหิต​ประจำการ​จึง​ถาม​ว่า​28 “เรา​ได้​กำชับ​พวก​เจ้า​อย่าง​แข็งแรง​มิ​ให้​สอน​ออก​ชื่อ​นี้ ​ก็​นี่​แน่ะ เจ้า​ได้​ให้​คำ​สอน​ของ​เจ้า​แพร่​ไป​ทั่ว​กรุง​เยรูซาเล็ม และ​ปรารถนา​ให้​ความ​ผิด​เนื่อง​ด้วย​ความ​ตาย​ของ​ผู้​นั้น​ตก​อยู่​กับ​เรา”29 ฝ่าย​เปโตร​กับ​อัครทูต​อื่นๆ ตอบ​ว่า “ข้าพเจ้า​จำต้อง​เชื่อ​ฟัง​พระ​เจ้า​ยิ่ง​กว่า​เชื่อ​ฟัง​มนุษย์​ คำชมมาจากพระเจ้ามีค่ากว่าคำชมของมนุษย์ อัครทูตทั้งหลายได้เดินตามรอยพระบาทของพระเยซูคริสต์คือ การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความชอบธรรมของพระเจ้า และรักษาการอยู่ฝ่ายเดียวกันกับพระเจ้า

1.ทำลายความแตกต่าง สร้างความเท่าเทียมกัน

2.คำชมมาจากพระเจ้า

นี่แหล่ะคือความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…มุ่งสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

 

อาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2013 (อาจารย์วรรณพร พวงมาลัย)

“สร้างพระวิหารในชีวิต”  คำสุภาษิตที่บอกว่า “คบเด็กสร้างบ้าน”  ไม่ได้ตีความตามตัวอักษรว่าสร้างได้จริง แต่ออกมาในเชิงเสียดสี ประชดประชันว่าเป็นไปไม่ได้  จะทำการงานอะไรกับเด็กย่อมไม่เป็นผล เพราะเด็กยังเยาว์ทั้งอายุและความคิด เปรียบเหมือนทำงานใหญ่อย่างการสร้างบ้าน ถ้าให้เด็กช่วยทำ  แทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ทำก็จะยิ่งไม่สำเร็จ เด็กมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจต่ำ ความรับผิดชอบน้อย ฉะนั้นถ้าเด็กสร้างบ้านให้สำเร็จไม่ได้ คนที่สร้างได้ก็ต้องเป็นผู้ใหญ่  แต่ก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ทุกคนทำได้ เพราะถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีวินัย จับจด ผัดวันประกันพรุ่ง  ไม่แน่วแน่  ไม่จดจ่อ ก็ไม่มีวันสร้างบ้านหรือทำสิ่งใดได้ดีที่สุด แม้ว่าอาจทำได้ ได้ดี แต่ก็ยังไม่ดีที่สุด  เราจะเอาแค่ดีหรือในเมื่อพระเจ้ากำหนดให้เราดีที่สุด อย่าให้สิ่งที่เราทำและคิดว่าดีมาหลอกเราว่าดีแล้ว จนทำให้เราไม่ก้าวไปที่จะทำดีที่สุด หัวข้อของปีนี้ที่บอกว่า “เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์”  เป็นความท้าทายที่มีมาถึงเราทุกคนทุกวัย ทั้งหญิงและชายที่เราจะก้าวไปในการเติบโตมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ก้าวไปมากขึ้นในการรับใช้  ยังไม่มีใครที่เสร็จสิ้นกระบวนการของพระเจ้าที่จะทรงนำเราสู่ความไพบูลย์ และเราก็ไม่อาจคิดได้ว่าเราดีแล้ว เราโอเคแล้ว  เพราะใน 1 โครินธ์ 10:12 ก็บอกว่า 12เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว   ก็จงระวังให้ดี   กลัวว่าจะล้มลง  เราเพิ่งผ่านปีใหม่มาวันนี้วันที่  27  ให้เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตในปีนี้ต่อความท้าทายที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในการที่จะให้เราเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ และในความท้าทายนี้ไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ เมื่อพระเจ้าบอกเรา นั่นหมายถึงว่าเราทำได้ (บอกกับคนข้าง ๆ ว่า “เราทำได้ที่จะเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์)  เราต้องเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างบ้านให้สำเร็จ ทำการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้เสร็จเรียบร้อย เป็นผู้ใหญ่ที่มีระเบียบวินัย มีความอุตสาหะ พากเพียร  ในปัญญาจารย์9:10  10มือของเจ้าจับทำการงานอะไร   จงกระทำการนั้นด้วยเต็มกำลังของเจ้า   เพราะว่าในแดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้น ไม่มีการงานหรือแนวความคิด   หรือความรู้  หรือสติปัญญา  ทั้งในพระคัมภีร์เดิม และพระคัมภีร์ใหม่ พระเจ้ามีแนวความคิดที่จะให้คนของพระองค์สร้างพระวิหาร  ในพระคัมภีร์เดิมพระวิหารจะออกมาในรูปแบบของอาคารสถานที่ ที่ ๆ คนของพระเจ้าจะไปนมัสการพระองค์ ส่วนพระคัมภีร์ใหม่วิหารของพระเจ้าคือตัวเรา ชีวิตของเรา จิตวิญญาณของเรา ที่ ๆ จะเป็นที่ประทับ เป็นบ้าน  เป็นที่ ๆ พระเจ้าสถิตอยู่  พระเจ้าต้องการให้เราเป็นวิหารที่สวยงามของพระองค์ แต่หากว่าคนของพระเจ้าไม่มีระเบียบฝ่ายวิญญาณ ไม่จดจ่อ ไม่แน่วแน่ ไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ จะเกิดอะไรขึ้น  วันนี้พระธรรมฮักกัยจะให้บทเรียนกับเราในเรื่องนี้ ฮักกัย บทที่ 1 : 15 ณ วันที่หนึ่ง  เดือนที่หก  ปีที่สองแห่งรัชกาลพระราชาดาริอัส   พระวจนะของพระเจ้ามาโดยทางฮักกัย   ผู้เผยพระวจนะ   ถึงเศรุบบาเบลบุตรเชอัลทิเอล   ผู้ว่าราชการเมืองยูดาห์   และถึงโยชูวาบุตรเยโฮซาดักมหาปุโรหิตว่า 2“พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า   ประชาชนเหล่านี้กล่าวว่า   เวลาที่จะสร้างพระนิเวศของพระเจ้านั้นยังไม่มาถึง” 3แล้วพระวจนะของพระเจ้าจึงมาถึงโดยทาง ฮักกัยผู้เผยพระวจนะ   ว่า 4“ถึงเวลาแล้วหรือที่ตัวเจ้า เองอาศัยอยู่ในบ้านที่มีไม้บุ   แต่ส่วนพระนิเวศนี้ทิ้งให้พังทลาย 5เพราะฉะนั้นบัดนี้พระเจ้าจอมโยธาจึงตรัสว่า   จงพิจารณาดูว่าเจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร 6เจ้าหว่านมาก  แต่เกี่ยวน้อย  เจ้ารับประทาน   แต่ไม่เคยอิ่ม   เจ้าดื่ม  แต่ก็ไม่เคยหายอยาก  เจ้านุ่งห่ม   แต่ก็ไม่มีใครอุ่น   ผู้ที่ได้ค่าจ้าง   ก็ได้ค่าจ้างมาใส่ถุงที่มีรู  7“พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า   จงพิจารณาดูว่าเจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร 8พระเจ้าตรัสว่า   จงขึ้นไปที่เนินเขาและนำไม้มาสร้างพระนิเวศ   เราจะมีความพอใจในพระนิเวศนั้น  และเราจะได้รับเกียรติ 9เจ้าทั้งหลายหวังได้มาก  แต่นี่แน่ะก็ได้น้อย   และเมื่อเจ้านำผลมาบ้านของเจ้า   เราก็เป่ามันไปเสีย   พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า  ทำไมเป็นอย่างนั้นเล่า   ก็เพราะนิเวศของเราพังทลายอยู่   ฝ่ายเจ้าต่างก็สาละวนอยู่กับเรื่องบ้านของตน 10เพราะฉะนั้น  ท้องฟ้าที่อยู่เหนือเจ้าจึงยั้งน้ำค้างไว้เสีย   และโลกก็ยึดพืชผลของมันไว้เสีย 11และเราก็เรียกความแห้งแล้งมาสู่แผ่นดินและเนินเขา   มาสู่ข้าว  เหล้าองุ่น   และน้ำมันมาสู่สิ่งต่างๆ   ซึ่งดินอำนวยผล  สู่มนุษย์และสัตว์   และมาสู่ผลงานซึ่งมือกระทำไว้”   12แล้วเศรุบบาเบล   บุตรเชอัลทิเอลและโยชูวาบุตรเยโฮซาดักมหาปุโรหิต   พร้อมก