หมวดหมู่

User Online

1 User Browsing This Page.
Users: 1 Guest

Stat Press

Visits today: 5
Total Visitors: 7580
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

นิมิต/ประวัติ/THEME2014

ปีแห่งการเกิดผล 2014

ประวัติคริสตจักร

คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11เกิดขึ้นจากนิมิตเพื่อคนในพื้นที่ธนบุรี ที่พระเจ้าประทานให้กับอาจารย์สิริกานต์ มาศตะยาสิริ หลังจากท่านได้เรียนจบปริญญาโททางด้านศาสนศาสตร์ (M.Div) จากประเทศเกาหลีใต้ และเข้ารับใช้พระเจ้าร่วมกับคริสตจักรใจสมาน พระเจ้าได้เร้าใจให้ท่านมีความรู้สึกอยากช่วย อยากดูแลผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ธนบุรีอย่างเฉพาะเจาะจง จึงทำให้ท่านอาสารับที่จะเป็นศิษยาภิบาลของสมาชิกที่อาศัยในพื้นที่ธนบุรีเมื่อปี 1997 ในเวลานั้น ท่านเป็นเพียงผู้ช่วยศิษยาภิบาลดูแลส่วนตะวันตกของกรุงเทพของคริสตจักรใจสมาน ซึ่งมีการแบ่งการอภิบาลสมาชิกออกเป็นห้าส่วนตามทิศของกรุงเทพ ได้แก่ เหนือ กลาง ตะวันออก ตะวันตก และใต้ ส่วนตะวันตกเป็นส่วนที่ใหญ่แต่คนมาโบสถ์น้อย และมีกำลังน้อยดูด้อยกว่าส่วนอื่นๆ

การเดินทางไปนมัสการวันอาทิตย์หรืออธิษฐานที่สุขุมวิทซอย 6 (ที่ตั้งของคริสตจักรแม่) ก็ยังเป็นระยะทางที่ไม่ใกล้ที่อยู่อาศัยนัก จากจุดเริ่มต้นของความรักความห่วงใย และการเปิดเผยจากพระเจ้าผ่านผู้รับใช้จากต่างประเทศไม่ต่ำกว่าสี่คนที่เดินทางมาเพื่อภาระกิจอื่น แต่ต่างก็ได้มีโอกาสมาพบอาจารย์สิริกานต์เพื่อตอกย้ำและเผยพระวจนะแก่อาจารย์สิริกานต์ให้ก่อตั้งคริสตจักรตามที่พระเจ้าทรงนำ

ดังนั้น คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 จึงเริ่มต้นก่อตัวขึ้นโดยการเปิดสถานที่อธิษฐานและนมัสการอย่างเป็นทางการในพื้นที่ธนบุรี ที่สี่แยกท่าพระในเดือนเมษายนปี 2004 และต่อมาพระเจ้าได้ยืนยันกับอาจารย์สิริกานต์ว่า ถึงเวลาแล้วที่คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 ต้องรับผิดชอบตัวเอง เลี้ยงตัวเอง โดยไม่ขึ้นกับคริสตจักรแม่อีกต่อไป คณะผู้ปกครองและศิษยาภิบาลคริสตจักรใจสมานจึงได้อนุมัติให้คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 แยกตัวออกเป็นคริสตจักรอิสระที่ขึ้นกับคณะพระกิตติคุณสัมพันธ์ในประเทศไทยตั้งแต่มกราคมปี 2007 เป็นต้นไป

จากการศึกษาพื้นที่และประวัติของพื้นที่ธนบุรี พระเจ้าได้เปิดเผยให้อาจารย์สิริกานต์เห็นว่า พื้นที่ธนบุรีเป็นจุดยุทธศาสตร์ฝ่ายวิญญาณที่สำคัญ เป็นพื้นที่ต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณที่เข้มข้นมีอำนาจมืดในโลกฝ่ายวิญญาณที่กำลังฉุดรั้ง ดึงให้ด้อยและอ่อนแอในคนที่อาศัยในธนบุรี คริสตจักรจะต้องเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำการปลดปล่อยมาสู่คนในพื้นที่ธนบุรีและนำคนเหล่านั้นเติบโตเข้มแข็งเป็นแสงสว่างแก่คนอื่นๆ ต่อไป

สาส์นศิษยาภิบาล

 

 

      

 หัวข้อประจำปี 2014  เกิดผลในพระคริสต์ โรม 8:28

ศาสนาจารย์สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

อาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2014

“….ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า”

มัทธิว 16:24 24 ขณะนั้น​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​ตาม​เรา​มา​ให้​ผู้​นั้น​เอา ชนะ​ตัวเอง และ​รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา เอาชนะตัวเอง…ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังกำลังบอกกับสาวกของพระองค์ว่า เส้นทางที่พระองค์เดินนั้นไม่ง่าย มีคนมากมายที่ล้มเลิก ล้มกระ ดาน ล้มความตั้งใจกับคำว่า ไม่ง่ายเลย แปลว่า ยากส์  เมื่อต้องเจอกับเรื่องยากๆๆๆๆๆๆมากมาก ความรู้สึกหลายอย่างประดังเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความท้อใจ อ่อนล้า เหน็ดเหนื่อย และความกลัว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะผ่านมันไปได้ พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังชวนให้สาวกทำในสิ่งที่น้อยคนนักจะทำได้หรือ? ใช่เลย พระเยซูคริสต์กำลังหมายความอย่างนั้น มัทธิว 7:13-14 13 “จง​เข้า​ไป​ทาง​ประตู​แคบ เพราะ​ว่า​ประตู​ใหญ่ และ​ทาง​กว้าง​ซึ่ง​นำไป​ถึง​ความ​พินาศ และ​คน​ที่​เข้า​ไป​ทาง​นั้น​มี​มาก14 เพราะ​ว่า​ประตู​ซึ่ง​นำไป​ถึง​ชีวิต​นั้น​ก็​คับ​และ​ทาง​ก็​แคบ ผู้​ที่​หา​พบ​ก็​มี​น้อย​ ​นี่คือเส้นทางที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า ทางเลือกระหว่างพินาศ (แปลว่าตาย) กับชีวิตที่ไม่ตาย (ครั้งที่สอง) แน่นอน คนเราทุกคนหนีไม่พ้นความตายครั้งแรก และความตายครั้งแรกก็ไม่ใช่ความตายครั้งสุดท้าย ยังมีความตายครั้งที่สอง (แน่นอน)ไม่มีครั้งที่สาม เพราะคำว่า พินาศ ที่พระเยซูหมายถึงทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ (นิรันดร์กาล) ไม่มีเกิดใหม่อีก แต่….มีฟื้น (หากเราเลือกเดินทางแคบ คือเส้นทางเดียวกันกับพระเยซู (ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย) นี่คือคำตอบว่า ทำไมเรา ผู้เชื่อในพระเยซูคริส์จึงต้องต่อสู้กับความปรารถนาของเนื้อหนัง อย่างที่เปาโลได้กล่าวว่า 1โครินธ์ 9:27 27 แต่​ข้าพเจ้า​ก็​ทุบ​ตี​ร่างกาย​ให้​มัน​แข็ง​จน​อยู่​มือ….เพราะเปาโลรู้ว่า ผลตอบแทนคุ้มค่า และรู้อีกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คำที่เปาโลใช้ขยายตามรากศัพท์ภาษากรีก คือการทำให้ร่างกายอยู่ในสายตาของตนเองและทำให้ความต้องการของเนื้อหนังยอมศิโรราบยอมเป็นทาสรับใช้ เรารู้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้ ผู้คนมากมาย (รวมทั้งตัวเราเอง) ดำเนินชีวิตเป็ทาสความต้องการเนื้อหนังของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดอย่างที่พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ 1ยอห์น 2:16-17 16 เพราะ​ว่า​สารพัด​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​โลก คือ​ตัณหา​ของ​เนื้อ​หนัง​และ​ตัณ หา​ของ​ตา และ​ความ​ทะนง​ใน​ลาภ​ยศ​ไม่ได้​เกิด​มา​จาก​พระ​บิดา แต่​เกิด​มา​จาก​โลก​ 17 และ​โลก​กับ​สิ่ง​ที่​ยั่ว ยวน​ของ​โลก​กำลัง​ล่วง​ไป แต่​ผู้​ที่​ประพฤติ​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​จะ​ดำรง​อยู่​เป็น​นิตย์​ นี่คือเหตุผลที่พระเยซูคริสต์เจ้าจึงชวนเราทั้งหลายให้เดินตามทางของพระองค์ (ทางแคบ,ประตูคับ) ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า ยั่งยืน ข้าพเจ้าจึงขอเชิญชวนพวกเราให้ตอบสนองต่อคำเชิญชวนของพระเยซูคริสต์เจ้า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คือสิ่งที่เราควรตระหนัก รับรู้ไว้ เหมือนกับเปาโลรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เปาโลจึงใส่ใจ ความปรารถนาของตนเองทั้งหมดและควบคุมความปรารถนาของตนเองให้ได้ เพราะผลตอบแทนคุ้มค่ารอคอยพวกเราอยู่ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อดทนไว้รับรางวัล งดเว้นสิ่งที่โลกกำลังยั่วยวน อดทนไว้พี่น้อง

อาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2014

“พลังทำให้เกิดผล”

ยากอบ 5:16 16 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สารภาพ​บาป​ต่อ​กัน​และ​กัน และ​จง​อธิษฐาน​เพื่อ​กัน​และ​กัน เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​พ้น​โรคภัย คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้​ชอบธรรม​นั้น​มี​พลัง​ทำ​ให้​เกิดผล​ พระคัมภีร์ตอนนี้ใช้ภาษากรีกคำว่า energeo แปลว่า Active ซึ่งตรงกันข้ามคือคำว่า เกียจคร้าน แปลความได้ว่า คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมที่มีพลังทำให้เกิดผลได้ เป็นคำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมที่ขยันกระตือรือร้น คำอธิษฐานในพระคัมภีร์สองคำตอนนี้ คำหนึ่งใช้เพื่ออธิษฐานเพื่อกันและกันแปลว่า ปรารถนา ส่วนอีกคำใช้เพื่อให้มีพลังทำให้เกิดผลแปลว่า อ้อนวอน  คำอธิษฐานอ้อนวอนนี้เชื่อมโยงกับคำอธิษฐานแสดงความปรารถนาเพื่อกันและกัน เราจะเห็นการลำดับความเป็นไปได้ของพฤติกรรมของมนุษย์ที่เห็นแก่มนุษย์ด้วยกันเอง การที่จะอ้อนวอนแทนกัน ยากที่จะเกิด หากไม่เข้านั่งในความรู้สึกถึงความปรารถนาของกันและกัน ดังนั้น พระคัมภีร์ตอนนี้จึงได้เกริ่นนำเรื่องการสารภาพบาปต่อกันและกัน คือการทำลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างกันและกัน ทำลายความรู้สึกคาใจ ความรู้สึกแตกแยก ความรู้สึกขมขื่นใจ สิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคต่อการเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้​ชอบธรรม​นั้น​มี​พลัง​ทำ​ให้​เกิดผล​ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นใจล้านเปอร์เซ็นว่า พระคำตอนนี้เป็นจริงในคริสเตียนทุกคน หากคริสเตียนคนนั้นเข้าตามตรอก ออกตามประตูอย่างที่ยากอบได้ชี้ช่องทางไว้ให้แล้วในข้างต้น คำว่า พ้น​โรคภัย คือกุญแจสำคัญ ให้ผู้ที่ป่วยหายโรคโดยคำอธิษฐานวิงวอนที่มาจากการสารภาพบาปต่อกันและกัน และอธิษฐานโดยการเข้าไปนั่งในความรู้สึกของกันและกัน มีคริสเตียนบางกลุ่มตีความเรื่องการพ้นโรคภัย (หายจากโรคร้ายต่างๆ) ด้วยการร่วมพิธีมหาสนิท ที่มีการสารภาพบาปต่อกันและกันจากหนังสือ 1โครินธ์11:27-29 27 เหตุ​ฉะนั้น​ถ้า​ผู้ใด​กิน​ขนม​ปัง หรือ​ดื่ม​จาก​ถ้วย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​อย่าง​ไม่​สมควร ผู้​นั้น​ก็​ทำ​ผิด​ต่อ​พระ​กาย​และ​พระ​โลหิต​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​28 ขอ​ให้​ทุก​คน​พิจารณา​ตนเอง แล้ว​จึง​กิน​ขนม​ปัง​และ​ดื่ม​จาก​ถ้วย​นี้​29 เพราะ​ว่า​คน​ที่​กิน​และ​ดื่ม​โดย​มิได้​เล็งเห็น​พระ​กาย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ​ก็​กิน​และ​ดื่ม​เป็น​เหตุ​ให้​ตนเอง​ถูก​พิพากษา​โทษ​30 ด้วย​เหตุ​นี้​พวก​ท่าน​หลาย​คน​จึง​อ่อน​กำลัง​และ​ป่วย​ไข้ และ​บ้าง​ก็​ล่วง​หลับ​ไป​ มีความหมายว่า การที่คำอธิษฐานของคริสเตียนจะมีพลังทำให้เกิดผลได้ ชีวิตของคริสเตียนต้องเคลีย์เรื่องการดำรงชีวิตของตนเองในความสัมพันธ์สามด้าน 1. กับพระเจ้า (สารภาพบาป) 2. กับผู้อื่น (สารภาพกันและกัน) 3. กับตนเอง (เลิกทำบาป) พลังทำให้เกิดผลมีอยู่แล้ว เหมือนกับโปรแกรมสำเร็จรูปที่ได้บรรจุอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มันจะไม่ทำงานจนกว่า ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะเข้าไปทำการปลดล็อค หรือตามภาษาคอมฯก็คือแอคติเวต เปลี่ยนคำสั่งเป็นใช้งานได้ ทำนองเดียวกัน พลังทำให้เกิดผลจะต้องถูกปลดล็อคจากสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์สามด้านในชีวิตคริสเตียน บาปที่ยังไม่จัดการ….ความรู้สึกที่ยังไม่เคลียร์กัน???

อาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2014

“ท่านเลือกอยู่โดยพระเจ้าใช่ไม๊”

มัทธิว 6:27,31-33 27 มี​ใคร​ใน​พวก​ท่าน​โดย​ความ​กระวน​กระวาย อาจ​ต่อ​ชีวิต​ให้​ยาว​ออกไป​อีก​สัก​ศอก​หนึ่ง​ได้​หรือ….​31 เหตุ​ฉะนั้น​อย่า​กระวน​กระวาย​ว่า จะ​เอา​อะไร​กิน หรือ​จะ​เอา​อะไร​ดื่ม หรือ​จะ​เอา​อะไร​นุ่ง​ห่ม​32 เพราะ​ว่า​พวก​ต่างชาติ​แสวงหา​สิ่งของ​ทั้ง​ปวง​นี้ แต่​ว่า​พระ​บิดา​ของ​ท่าน​ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​ทราบ​แล้ว​ว่า ท่าน​ต้อง​การ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​เหล่า​นี้​33 แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​แสวงหา​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า และ​ความ​ชอบธรรม​ของ​พระ​องค์​ก่อน แล้ว​พระ​องค์​จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​เหล่า​นี้​ให้ เราอยู่ในยุคสมัยที่ความต้องการมีมากกว่าปัจจัยสี่ (อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค) มีปัจจัยห้า หก เจ็ดตามมาเป็นกระพวน เพราะวิถีชีวิตของคนยุคก่อนต่างจากเราในยุคนี้ การดำรงชีวิตของคนส่วนใหญ่อยู่กับภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตร อาหารก็ต้องซื้อ ที่อยู่อาศัยก็ต้องใช้ไฟฟ้า (ถ้าเช่าก็ต้องจ่ายค่าเช่า) เครื่องนุ่งห่มก็ต้องซื้อ (นานๆซื้อก็ได้) ยารักษาโรคก็ต้องซื้อ (ถ้าป่วย แม้จะเป็นโครงการสามสิบบาท ก็ต้องจ่าย) ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับการต้องใช้เงิน นี่คือปัจจัยสี่ของคนในยุคเรา ดังนั้นเงินจึงเป็นปัจจัยห้าที่สำคัญที่คนต้องแสวงหามาตอบโจทย์การดำรงชีวิตด้วยปัจจัยสี่ พระเยซูคริสต์กำลังสอนให้เราดำเนินชีวิตที่ไม่ต้องใช้ปัจจัยสี่อย่างนั้นหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ ตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์มีชีวิต เรายังต้องการปัจจัยสี่ ถ้าอย่างนั้น เงินคือปัจจัยห้าก็จำเป็น คำตอบคือใช่เลย แต่….พระเยซูคริสต์ได้สอนอีกเรื่องก่อนมาถึงเรื่องความกระวนกระวาย (ในปัจจัยสี่) ในบทเดียวกันนี้ในข้อที่ 24  24 “ไม่​มี​ผู้ใด​เป็น​ข้า​สอง​เจ้าบ่าว​สอง​นาย​ได้ เพราะ​ว่า​จะ​ชัง​นาย​ข้าง​หนึ่ง และ​จะ​รัก​นาย​อีก​ข้าง​หนึ่ง หรือ​จะ​นับ​ถือ​นาย​ฝ่าย​หนึ่ง และ​จะ​ดู​หมิ่น​นาย​อีก​ฝ่าย​หนึ่ง ท่าน​จะ​ปฏิบัติ​พระ​เจ้า​และ​จะ​ปฏิบัติ​เงิน​ทอง​พร้อม​กัน​ไม่ได้​ พระเยซูคริสต์ได้ชี้ประเด็นสำคัญที่นี่คือ การตัดสินใจเลือกที่จะอยู่โดยเงินทอง หรือจะอยู่โดยพระเจ้า เพราะเราจะปรนนิบัติทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือก ให้เราพิจารณาเงินทอง (ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่มีเมตตา ไม่มีความรัก ไม่เข้าใครออกใคร และที่สำคัญ เงินทองซื้อชีวิตไม่ได้) แต่พระเจ้าทรงรักเรา มีเมตตา มีความรัก และพระองค์ทรงสามารถซื้อชีวิตได้ ด้วยชีวิตของพระองค์ หากเราเลือกที่จะอยู่โดยพระเจ้า เราจะได้รับชีวิตที่ครบบริบูรณ์ พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า เรามาเพื่อให้ท่านทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้ชีวิตอย่างครบบริบูรณ์ (ยอห์น 10:10) แต่หากเราเลือกเงินทอง เราจะอยู่ในสภาวะที่แสวงหาชีวิตที่ครบบริบูรณ์ตลอดเวลา (เท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ) ข้าพเจ้าอยากหนุนใจพี่น้องที่กำลังอยู่ในความต้องการปัจจัยต่างๆมากมาย บางคนก็ถึงกับเป็นหนี้เป็นสิน ดูเหมือนสถานการณ์บีบคั้นให้ไม่มีทางเลือก มืดแปดด้าน ความกระวนกระวายกำลังปะทุ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี  ลองอ่านพระธรรมข้างต้นหลายๆเที่ยว ด้วยใจอธิษฐาน ไว้วางใจในพระเจ้า นิ่งสงบและคอยท่าพระองค์ ขอสติปัญญาลำดับความสำคัญชีวิตใหม่อีกครั้ง ถามตัวเองว่าท่านเลือกอยู่โดยพระเจ้าใช่ไม๊?

อาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2014

“โฟกัส….คนรุ่นใหม่เมื่อยุคสองพันปี”

ยอห์น 17:15-17,20-21 15 ข้า​พระ​องค์​ไม่ได้​ขอ​ให้​พระ​องค์​เอา​เขา​ออกไป​จาก​โลก แต่​ขอ​ปกป้อง​เขา​ไว้​ให้​พ้น​จาก​มาร​ร้าย​16 เขา​ไม่ใช่​ของ​โลก เหมือน​ดังที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่ใช่​ของ​โลก​17 ขอ​ทรง​โปรด​ชำระ​เขา​ให้​บริสุทธิ์​ด้วย​ความ​จริง ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​ความ​จริง​…. 20 “ข้า​พระ​องค์​มิได้​อธิษฐาน​เพื่อ​คน​เหล่า​นี้​พวก​เดียว แต่​เพื่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​วางใจ​ใน​ข้า​พระ​องค์​เพราะ​ถ้อยคำ​ของ​เขา​21 เพื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน ดังที่​พระ​องค์ คือ​พระ​บิดา​ทรง​สถิต​ใน​ข้า​พระ​องค์ และ​ข้า​พระ​องค์​ใน​พระ​องค์ เพื่อให้​เขา​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน​กับ​พระ​องค์ และ​กับ​ข้า​พระ​องค์​ด้วย เพื่อ​โลก​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​ใช้​ข้า​พระ​องค์​มา​ คำอธิษฐานของพระเยซูได้บอกเป็นนัยแก่เราว่า การจะพ้นจากมารร้ายได้ด้วยกำลังของตัวเราเองเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 1ยอห์น 5:19 …​ชาวโลก​ทั้งสิ้น​อยู่​ใต้​อานุภาพ​ของ​มาร​ร้าย ยกเว้นคนที่ได้รับการปกป้องจากพระเจ้า พระเยซูทรงสร้างจุดโฟกัสที่นี่ 20 “ข้า​พระ​องค์​มิได้​อธิษฐาน​เพื่อ​คน​เหล่า​นี้​พวก​เดียว แต่​เพื่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​วางใจ​ใน​ข้า​พระ​องค์​เพราะ​ถ้อยคำ​ของ​เขา​ คนที่อยู่ในโฟกัสคือคนที่ฟังถ้อยคำของเหล่าสาวกที่ใช้เวลากับพระเยซู และรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  กิจการ2:42 42 เขา​ทั้ง​หลาย​ได้​ขะมักเขม้น​ฟัง​คำ​สอน​ของ​จำพวก​อัครทูต​และ​ร่วม​สามัคคี​ธรรม ทั้ง​ขะมักเขม้น​ใน​การ​หัก​ขนม​ปัง​และ​การ​อธิษฐาน​ ในทศวรรษต่อๆมาได้เกิดการข่มเหงและให้ร้ายคริสเตียน จนถึงจุดสูงสุดในยุคนั้นโดยจักรพรรดิ์ นีโร (ผู้บ้าคลั่ง) ผู้มีฉายาว่ามารร้าย ได้ทำการเผากรุงโรมและป้ายสีว่าเป็นฝืมือของคริสเตียน คริสเตียนที่หิวกระหายในการฟังคำสอนสามารถยืนหยัดต่อการข่มเหง แม้กระทั่งต่อหน้าสิงห์โตที่หิวโหย แทนที่จะร้องโวยวาย กลับร้องเพลงนมัสการพระเจ้าได้  เสียงเพลงนมัสการจากชีวิตที่รับการเติมเต็มด้วยคำสอนฝ่ายวิญญาณ ทำให้กรุงโรมต้องล่มสลาย จักรพรรดิ์นีโรถูกโค่น นี่คือประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่โดยคนรุ่นใหม่ในยุคสองพันปีที่แล้วที่เผชิญกับมารร้ายอย่างจักรพรรดิ์นีโรด้วยไลฟ์สไตล์ใหม่  โฟกัสของพระเยซูยังคงค้นหาคนรุ่นใหม่แบบนี้ผ่านทุกยุคทุกสมัย เพราะคนรุ่นใหม่เหล่านี้คือผู้ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในยุคของพวกเขา  จนมาถึงยุคของเราในวันนี้ มารร้ายได้เปลี่ยนวิธีการของมัน แต่เป้าหมายก็ยังเหมือนเดิม คือการข่มเหงคนรุ่นใหม่ที่หิวกระหายที่จะฟังคำสอนฝ่ายวิญญาณ คำถามคือว่า เราคือคนรุ่นใหม่ในโฟกัสของพระเยซู หรือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใหม่จริงที่ยังดำเนินชีวิตในความคิดติดอยู่กับวังวนของเนื้อหนังและกิเลศตัณหาเดิมๆ จงระวังโฟกัสของโลกนี้จนทำให้เราหลุดโฟกัสของพระเยซู ปัญญาจารย์ 1:8-10 8 สารพัด​เหนื่อย​กัน​หมด คน​ใดๆ ​ก็​พูด​ไม่​ออก นัยน์ตา​ก็​ดู​ไม่​อิ่ม หรือ​หู​ก็​ฟัง​ไม่​เต็ม 9 สิ่ง​ที่​เป็น​ขึ้น​แล้ว คือ​สิ่ง​ที่​จะ​เป็น​ขึ้น​อีก สิ่ง​ที่​ทำ​กัน​แล้ว คือ​สิ่ง​ที่​จะ ต้อง​ทำ​กัน​อีก และ​ไม่​มี​สิ่ง​ใด​ใหม่​ภายใต้​ดวง​อาทิตย์ 10 มี​สัก​สิ่ง​หนึ่ง​หรือ​ที่​เขา​จะ​พูด​ได้​ว่า “ดู​ซี สิ่ง​นี้​ใหม่” สิ่ง​นั้น​มี​อยู่​แล้ว​ ​ใน​สมัยก่อน​เรา​ทั้ง​หลาย

อาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2014

“งานของแกะที่มีผู้เลี้ยง”

สดุดี 23:1-6 1 ​พระ​เจ้า​ทรง​เลี้ยง​ดู​ข้าพเจ้า​ดุจ​เลี้ยง​แกะ ข้าพเจ้า​จะ​ไม่​ขัด​สน 2 พระ​องค์​ทรง​กระทำ​ให้​ข้าพเจ้า​นอน​ลง​ที่​ทุ่ง​หญ้า​เขียว​สด ​พระ​องค์​ทรง​นำ​ข้าพเจ้า​ไป​ริมน้ำ​แดน​สงบ 3​​ทรง​ฟื้น​จิต​วิญญาณ​ของ​ข้าพเจ้า ​พระ​องค์​ทรง​นำ​ข้าพเจ้า​ไป​ใน​ทาง​ชอบธรรม เพราะ​เห็น​แก่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ 4 แม้​ข้า​พระ​องค์​จะ​เดิน​ไป​ตาม​หุบ​เขา​เงา​มัจจุราช ข้า​พระ​องค์​ไม่​กลัว​อันตราย​ใดๆ เพราะ​พระ​องค์​ทรง​สถิต​กับ​ข้า​พระ​องค์ คทา​และ​ธาร​พระ​กร​ของ​พระ​องค์​เล้าโลม​ข้า​พระ​องค์ 5 ​พระ​องค์​ทรง​เตรียม​สำรับ​ให้​ข้า​พระ​องค์ ต่อ​หน้า​ต่อ​ตา​ศัตรู​ของ​ข้า​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ทรง​เจิม​ศีรษะ​ข้า​พระ​องค์​ด้วย​น้ำ​มัน ขัน​น้ำ​ของ​ข้า​พระ​องค์​ก็​ล้น​อยู่ 6 แน่​ทีเดียว​ที่​ความ​ดี​และ​ความ​รัก​มั่นคง​จะ​ติดตาม​ข้าพเจ้า​ไป ตลอด​วัน​คืน​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า และ​ข้าพเจ้า​จะ​อยู่​ใน​พระ​นิ เวศ​ของ​พระ​เจ้า​สืบไป​เป็น​นิตย์​  ข้าพเจ้าจินตนาการว่า ผู้เขียนสดุดีกำลังคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนแกะน้อย เมื่อมันเดินตามผู้เลี้ยงอย่างว่าง่าย มันจะพบว่า ผู้เลี้ยงพามันไปที่ใด ที่นั้นจะมีอาหารเสมอ มีที่ให้นอนสบาย มีน้ำให้ดื่ม เวลาแกะน้อยรู้สึกแย่ๆ ซึมๆ ผู้เลี้ยงก็จะกระตุ้นให้มันร่าเริงด้วยการเล่นกับมัน ทำให้มันกลับมาร่าเริงอีกครั้ง เวลาแกะน้อยรู้สึกว่าหนทางที่ต้องเดินตามผู้เลี้ยงเต็มไปด้วยความน่ากลัว มันก็ไม่กลัวเพราะแกะน้อยได้ยินเสียงของผู้เลี้ยงที่คอยเรียกชื่อของมัน และเมื่อศัตรูของแกะคือสัตว์ใหญ่ที่จะเข้ามาใกล้เพื่อจะกินแกะ แกะน้อยรู้สึกว่า มันไม่ถูกกินแล้วมันยังท้องอิ่มด้วยอาหารจากแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เพราะเป็นแหล่งที่สัตว์เล็กอื่นที่ไม่มีใครต่อสู้เพื่อปกป้องมันจะไม่กล้าเข้ามา ดังนั้นแกะน้อยจึงเอนจอยกับอาหารที่ผู้เลี้ยงพามันไป ผู้เขียนสดุดีเคยเป็นผู้เลี้ยงแกะ จึงมองเห็นภาพของตัวเองเหมือนกับแกะน้อยในความสัมพันธ์กับพระเจ้าซึ่งเป็นผู้เลี้ยง 6 แน่​ทีเดียว​ที่​ความ​ดี​และ​ความ​รัก​มั่นคง​จะ​ติดตาม​ข้าพ เจ้า​ไป ตลอด​วัน​คืน​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า และ​ข้าพเจ้า​จะ​อยู่​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​เจ้า​สืบไป​เป็น​นิตย์ จึงทำให้เกิดความมั่นใจในความรักและความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อผู้เขียนสดุดี จนเกิดเป็นบทเพลงอันไพเราะมาถึงยุคของเราในวันนี้  ในยุคของพระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์ก็ทรงมองเห็นแกะมากมายตกอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง มัทธิว 9:36-38 36 และ​เมื่อ​พระ​องค์​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​ประชาชน​ก็​ทรง​สงสาร​เขา ด้วย​เขา​ถูก​รัง​ควาน​และ​ไร้​ที่​พึ่ง​ดุจ​ฝูง​แกะ​ไม่​มี​ผู้​เลี้ยง37 แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​พวก​สาวก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ข้าว​ที่​ต้อง​เกี่ยว​นั้น​มี​มาก​นักหนา แต่​คนงาน​ยัง​น้อย​อยู่​ 38 เหตุ​นั้น​พวก​ท่าน​จง​อ้อน​วอน​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เป็น​เจ้า​ของ​นา ให้​ส่ง​คนงาน​มา​เ​ก็​บ​เกี่ยว​พืชผล​ของ​พระ​องค์” พระเยซูกำลังบอกเราทั้งหลายที่กำลังมีความสุขกับผู้เลี้ยงของเราในทุ่งหญ้าอันเขียวสด แต่ข้างนอกยังมีแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยงอีกมากมายที่น่าสงสาร เพราะแกะจำนวนมากเหล่านั้นกำลังเผชิญกับสัตว์ใหญ่ที่หมายจะกินแกะ ที่ๆแกะควรได้รับอาหารที่ดี แกะก็ไปถึงไม่ได้เพราะด่านอันตราย เราจะช่วยญาติพี่น้องเพื่อนบ้านของเราอย่างไร อธิษฐาน…อธิษฐาน….อธิษฐาน……

อาทิตย์ที่ 2  มีนาคม 2014

“คริสตจักรเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่”

สวัสดีพี่น้องที่รักในพระคริสต์ วันนี้เป็นวันสำคัญของคริสตจักรอีกวันหนึ่งที่จะมีการรายงานการดำเนิน งานของคริสตจักรเมื่อปีที่แล้ว และแจ้งถึงแผนงานคริสตจักรในปีนี้ หลังจากรายการนมัสการและเทศนาจบ ก็จะต่อด้วยการประชุมสมัชชาของคริสตจักร ซึ่งโดยปกติก็จะต้องการจำนวนสมาชิกสมบูรณ์อยู่ร่วมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด ขณะนี้ คริสตจักรเรามีสมาชิกสมบูรณ์อยู่ที่ประมาณ 150 คน ไม่รวมเด็ก และผู้มาเยี่ยมเป็นประจำ แต่สมาชิกก็มาหมุนเวียนกันประชุมในวันอาทิตย์ประมาณร้อยต้นๆ ซึ่งเมื่อเราตรวจนับสมาชิกสมบูรณ์ที่มานมัสการสลับผลัดเปลี่ยนกันมาก็จะอยู่ที่ประมาณ 70-80 คนนอกนั้นคือผู้ที่มาประจำและยังไม่สมัครเป็นสมาชิกของเราสักที หรือเพิ่งจะรับใบสมัครกลับไป เราจึงคาดการณ์ว่า วันนี้ น่าจะมีสมาชิกสมบูรณ์ที่จะเข้าฟังสมัชชาร่วมกันอยู่ประมาณกึ่งหนึ่งของสมาชิกสมบูรณ์ที่เรามีอยู่ในทะเบียนคริสตจักร บางคนอาจมีคำถามว่า เป็นสมาชิกสมบูรณ์แล้วแตกต่างจากผู้มานมัสการคนอื่นๆอย่างไร ประการแรก  ผู้ที่ตั้งใจเป็นสมาชิกสมบูรณ์กับทางคริสตจักรจะไม่ย้ายไปย้ายมา หรือทัวร์ไปทัวร์มาคริสตจักรอื่นๆ อาจเรียกตามภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่ทำตัวเป็นเจ้าไม่มีศาล ความเป็นสมาชิกสมบูรณ์ทำให้สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เรามีศิษยาภิบาลคอยพิทักษ์ฝ่ายจิตวิญญาณให้เรา และ ศิษยาภิบาลของเราหรือผู้เลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณ ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณมีสิทธิอำนาจที่จะตักเตือนเราได้ ประการที่สอง สมาชิกสมบูรณ์คือผู้ที่สัตย์ซื่อในการถวายสิบลด ถวายพิเศษต่างๆเมื่อคริสตจักรระดมกำลังถวาย ประการที่สาม สมาชิกสมบูรณ์คือผู้ผูกพันกับคริสตจักรและคริสตจักรผูกพันด้วย เป็นพระกายที่สนับ สนุนกัน ไม่ทอด ทิ้งกัน ทุกข์สุขร่วมกัน ขอความช่วยเหลือจากกันและกันได้ ประการที่สี่ สมาชิกสมบูรณ์คือผู้ที่ห่วงใยคริสจักรในภาพรวม มีความรู้สึกว่านี่คือบ้านของเรา ครอบครัวของเรา ประการที่ห้า สมาชิกสม บูรณ์จะรู้สึกว่า เขาอยากทำอะไรให้กับคริสตจักร อย่างน้อยการมานมัสการทุกวันอาทิตย์ก็คือการทำอะไรให้กับคริสต จักรด้วยการทำให้คนข้างๆรู้สึกว่า ดีใจจังที่ได้เห็นคุณวันนี้ ประการที่หก สมาชิกสมบูรณ์คือผู้ที่คริสตจักรจะดูแลท่านไปจนแก่เฒ่า ไม่มีข้าวกินก็ต้องช่วยให้มีข้าวกิน ไม่มีที่นอนก็ต้องช่วยให้มีที่นอน ดูแลรักษากันในยามเจ็บไข้ได้ป่วย เดินต่อไปไม่ไหวก็จะช่วยพยุงกันให้เดินต่อไปได้ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า คริสตจักรไม่ใช่แค่เคลื่อนไหวแต่ไม่เคลื่อนที่  สมาชิกสมบูรณ์นี่แหล่ะคือคนที่ทำให้คริสตจักรทั้งเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ หากพี่น้องไม่แน่ใจว่าท่านคือสมาชิกสมบูรณ์ ติดต่อเจ้าหน้าที่คริสตจักรด่วน!! 1โครินธ์ 12:25-27 ​25 เพื่อ​ไม่ให้​มี​การ​แก่งแย่ง​กัน​ใน​ร่างกาย แต่​ให้​อวัยวะ​ทุก​ส่วน​พะวง​ซึ่ง​กัน​และ​กัน26 ถ้า​อวัยวะ​อัน​หนึ่ง​เจ็บ อวัยวะ​ทั้งหมด​ก็​พลอย​เจ็บ​ด้วย ถ้า​อวัยวะ​อัน​หนึ่ง​ได้รับ​เกียรติ​อวัยวะ​ทั้งหมด​ก็​พลอย​ชื่น​ชม​ยินดี​ด้วย 27 ฝ่าย​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​กาย​ของ​พระ​คริสต์​ และ​ต่าง​ก็​เป็น​อวัยวะ​ของ​พระ​กาย​นั้น​

าทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2014

“วาเลนไทน์….กับ….ความรักที่ยิ่งใหญ่”

(1โครินธ์ 13:1-3,13) 1 แม้​ข้าพเจ้า​พูด​ภาษา​แปลกๆ ได้ เป็น​ภาษา​มนุษย์​ก็​ดี เป็น​ภาษา​ทูตสวรรค์​ก็​ดี แต่​ไม่​มี​ความ​รัก ข้าพเจ้า​เป็น​เหมือน​ฆ้อง​หรือ​ฉาบ​ที่​กำลัง​ส่ง​เสียง​2 แม้​ข้าพเจ้า​จะ​เผย​พระ​วจนะ​ได้ และ​เข้าใจ​ใน​ความ​ล้ำ​ลึก​ทั้ง​ปวง​และ​มี​ความ​รู้​ทั้งสิ้น และ​มี​ความ​เชื่อ​มาก​ยิ่ง​ที่สุด​พอจะ​ยก​ภูเขา​ไป​ได้ แต่​ไม่​มี​ความ​รัก ข้าพเจ้า​ก็​ไม่​มี​ค่า​อะไร​เลย​3แม้​ข้าพเจ้า​จะ​สละ​ของ​สารพัด​หรือ​ยอม​ให้​เอา​ตัว​ข้าพเจ้า​ไป​เผา​ไฟ​เสีย แต่​ไม่​มี​ความ​รัก จะ​หา​เป็น​ประโยชน์​แก่​ข้าพเจ้า​ไม่….. 13 ดังนั้น​ยัง​ตั้งอยู่​สาม​สิ่ง คือ​ความ​เชื่อ ความ​หวัง​ใจ และ​ความ​รัก แต่​ความ​รัก​ใหญ่​ที่สุด​ วันวาเลนไทน์เป็นวันที่แทบทั้งทั่วโลกให้เป็นวันแห่งความรักสากล เนื่องจากปฏิทินสากลได้ระบุเอาไว้ แต่ดูเหมือนจะเป็นวันที่โดนใจของคนที่กำลังมีความรัก ก็เลยยิ่งสำคัญเข้าไปอีก เพราะความรักเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ได้ให้ความสนใจ โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาว ตามโรงเรียนก็จะมีสติ๊กเกอร์หัวใจแจกกัน ทั้งดอกไม้ สารพัดของขวัญรูปหัวใจ เพื่อสื่อว่า นี่คือเครื่องหมายของความรัก แสดงว่า ฉันรักเธอ เธอรักฉัน ฉันกำลังมีความรักฯลฯ พระคัมภีร์ก็ได้ใช้คำว่า “ยิ่งใหญ่” เพื่อแสดงความหมายว่า  ความรักสำคัญที่สุด ความหมายคำว่า “ยิ่งใหญ่” ที่พระคัมภีร์ใช้ในตอนนี้ ภาษากรีกหมาย ถึง การอยู่นานกว่า ขนาดใหญ่กว่า และปริมาณมากกว่า….มากกว่าความเชื่อและความหวังใจที่มนุษย์ทั้งโลกมี เมื่อพระคัมภีร์เปรียบเทียบสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีและขาดไม่ได้ ยังไงก็ต้องมี สำหรับการดำรงความเป็นคน 13 ดังนั้น​ยัง​ตั้งอยู่​สาม​สิ่ง คือ​ความ​เชื่อ ความ​หวัง​ใจ และ​ความ​รัก แต่​ความ​รัก​ใหญ่​ที่สุด​ มุมมองของพระคัมภีร์ก็ยังย้ำถึงความรักสำคัญที่สุด ภาษากรีกสำหรับคำว่า “รัก” (อากาเป้) ของพระคัมภีร์ตอนนี้ แปลว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นี่คือความหมายที่แท้จริงของ “ความรักที่ยิ่งใหญ่” วันวาเลนไทน์ก็เกิดขึ้นจากความรักที่ยิ่งใหญ่นี้ โดยเซนต์วาเลนตินัส ผู้เสียสละชีวิตเพื่อคนอื่น โดยไม่ได้มีเรื่องเชิงชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรักเลย แต่หญิงชายในยุคสมัยต่างๆกลับนำเอาความรู้สึกอารมณ์เชิงชู้สาวมาเกี่ยวพันกับวันวาเลนไทน์ ทำให้สาระที่แท้จริงถูกบิดเบือนไปจนสิ้น วันวาเลนไทน์จึงเป็นวันที่ใช้คำว่า “แฟน” มากอีกวันหนึ่ง ซึ่งนิยามคำว่า “แฟน”ในพจนานุกรมเล็กซิทรอนให้ความหมายในภาษาอังกฤษว่า Boy friend, Girl friend, Sweet heart มีความหมายเดียวกันคือ หญิงชายคบหากันในเชิงชู้สาว(เรื่องเพศ)ในฐานะที่คริสตจักรถูกเรียกโดยพระเยซูคริสต์เจ้าว่า เป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก เกลือนี้จะทำหน้าที่อย่างไรกับค่านิมแบบผิดๆในการใช้ คำว่า “แฟน” กับคู่หนุ่มสาวที่กำลังคบหากันอย่างบริสุทธิ์ใจ (ไม่มีเรื่องเพศ)  1โครินธ์ 7:1ข,9 “การ​ที่​ผู้​ชาย​ไม่​แตะ​ต้อง​ผู้​หญิง​เลย​ก็​ดี​แล้ว… 9 แต่​ถ้า​ควบ​คุม​ตัว​ไม่​อยู่ ก็​จง​แต่ง​งาน​เสีย​เถิด เพราะว่า​แต่ง​งาน​เสีย​ก็​ดี​กว่า​มี​ใจ​เร่า​ร้อน​ด้วย​กาม​ราคะ เกลือแห่งแผ่นดินโลกที่แท้จริงจะไม่ยอมให้สิ่งที่อยู่ใกล้เน่าเฟะ ฉันใด ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง จะทำให้เกิดบรรยากาศอุทิศตัวโดยไม่มีเรื่องเพศเป็นวาระซ่อนเร้น ฉันนั้น

อาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2014

“อีหยิบอยู่แค่เอื้อม”

อพยพ 14:9-15 9 ชาว​อียิปต์​ไล่​ตาม​ไป​มี​ทั้ง​ม้า​และ​รถ​รบ​ของ​ฟาโรห์​และ​ทหาร​ม้า กองทัพ​ของ​ท่าน​มา​ทัน​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ที่ตั้ง​ค่าย​อยู่​ริม​ทะเล ใกล้​ตำบล​ปี​หะหิ​โรท หน้า​ตำบล​บาอัล​เซโฟน 10 เมื่อ​ฟาโรห์​เข้า​มา​ใกล้ ชน​ชาติ​อิสราเอล​ก็​เงย​หน้า​ขึ้น​ดู เมื่อ​เห็น​ชาว​อียิปต์​ยก​ติดตาม​มา ​ก็​มี​ความ​กลัว​ยิ่ง​นัก คน​อิสราเอล​จึง​ร้อง​ทูล​พระ​เจ้า​11 เขา​บอก​โมเสส​ว่า “หลุม​ฝัง​ศพ​ใน​อียิปต์​ไม่​มี​หรือ ท่าน​จึง​พา​เรา​ออกมา​ให้​ตาย​ใน​ถิ่น​ทุร กันดาร ทำไม​หนอ​ท่าน​จึง​พา​เรา​ออกมา​จาก​อียิปต์​12 พวก​เรา​บอก​ท่าน​ใน​อียิปต์​แล้ว​มิใช่​หรือ​ว่า ปล่อย​พวก​เรา​แต่​ลำพัง ให้​พวก​เรา​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​เถิด เพราะ​การ​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​นั้น ​ก็​ยัง​ดีกว่า​ที่​จะ​มา​ตาย​ใน​ถิ่น​ทุร กันดาร” 13 โมเสส​จึง​เตือน​ประชากร​ว่า “อย่า​กลัว​เลย มั่น​คงไว้ คอย​ดู​ความ​รอด​ที่​จะ​มา​จาก​พระ​เจ้า ซึ่ง​พระ​องค์​จะ​ประทาน​ให้แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ใน​วันนี้​ด้วย​คน​อียิปต์ ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เห็น​ใน​วันนี้ แต่​นี้​ไป​จะ​ไม่ได้​เห็น​อีก​เลย​14 ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​รบ​แทน​ท่าน​ทั้ง​หลาย ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สงบ​อยู่​เถิด” 15 ​พระ​เจ้า​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “เหตุ​ไฉน​เจ้า​จึง​มา​ร้อง​ทุกข์​ต่อ​เรา จง​สั่ง​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ให้​เดิน​ต่อไปข้างหน้า​เถิด​ เรื่องราวในพระคัมภีร์ตอนนี้คือการนำคนอิสราเอลออกจากความเป็นทาสในอียิปต์โดยโมเสส เมื่อโมเสสนำคนอิสราเอลออกมาไม่นาน ฟาโรห์เปลี่ยนใจ เสียดายแรงงานทาส ฟาโรห์จึงนำกองทัพติดตามมาเพื่อเอาคนอิสราเอลกลับไปเป็นทาสอีก เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับจำนวนประชากรอิสราเอลหลายล้านคน กองทัพฟาโรห์ก็จะต้องมีเป็นล้านและดูน่าเกรงขามยิ่ง แต่พระเจ้ากลับตั้งใจให้โมเสสนำอิสราเอลเดินย้อนกลับไปปักหลักตั้งค่ายติดทะเล แบบหลังชนฝา ข้างหน้าทะเล ข้างหลังกองทัพฟาโรห์ที่กำลังประชิดเข้ามา น่ากลัวจนคนอิสราเอลบ่นกับโมเสสว่า  12 ..ปล่อย​พวก​เรา​แต่​ลำพัง ให้​พวก​เรา​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​เถิด เพราะ​การ​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​นั้น ​ก็​ยัง​ดีกว่า​ที่​จะ​มา​ตาย​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร” เวลาเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่คับขัน เราจะโทษใคร? รู้ยังงี้ไม่มาด้วยก็จะดี รู้ยังงี้ไม่ทำตามก็จะดี รู้ยังงี้ รู้ยังงั้น คืออาการบอกว่า ความผิดเป็นของผู้นำ เป็นอาการของคนที่เอาตัวรอด ไม่ยอมรับผิด จะเอาแต่สิ่งที่ชอบ วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางคริสตจักรจัดสำหรับเด็กอนุชนหนุ่มสาว ซึ่งถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ เกิดมาไม่นาน อยู่มาไม่นาน แต่ต้องอยู่ไปอีกนาน ส่วนพวกผู้ใหญ่ทั้งหลายก็จะค่อยๆร่วงโรยไป คริสตจักร หรือโบสถ์ที่เราเรียกกันติดปากจะไปต่อข้างหน้าหรือจะจอด ก็ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่เหล่านี้นี่แหล่ะ ว่าเขาจะเป็นอย่างอิสราเอลที่ออกจากอียิปต์ แล้วออกอาการเดียวกันหรือไม่ ลำบากอย่างนี้ไม่เอาดีกว่า จะเอาแต่สบายๆ ชิวๆ แบบคนสมัยนี้ รู้งี้ไม่เข้าโบสถ์ดีกว่า กองทัพอี….หยิบ…ทั้งหลายกำลังตามมาติดๆเพื่อจะมาหยิบวัยรุ่นในคริสตจักรกลับไปใช้ชีวิตเป็นทาสของค่านิยมของโลกนี้ (แค่เอื้อม)เพราะ​การ​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​นั้น ​ก็​ยัง​ดีกว่า​ที่​จะ​มา​ตาย​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร”  นี่คืออาการของคนรุ่นใหม่ในโลกข้างนอกที่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีอีหยิบ (ค่านิยมอย่างโลก)  15 ​พระ​เจ้า​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “เหตุ​ไฉน​เจ้า​จึง​มา​ร้อง​ทุกข์​ต่อ​เรา จง​สั่ง​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ให้​เดิน​ต่อไปข้างหน้า​เถิด คนรุ่นใหม่ในยุคนี้กำลังทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราเป็นทุกข์ คำที่พระเจ้าตรัสกับโมเสส เป็นถ้อยคำที่มาถึงเราทั้งหลายในวันนี้ เดิน​ต่อไปข้างหน้า​เถิด แล้วเราจะพาวัยรุ่นในคริสตจักรของเราหนีอีหยิบที่อยู่แค่เอื้อม คน​อียิปต์ ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เห็น​ใน​วันนี้ แต่​นี้​ไป​จะ​ไม่ได้​เห็น​อีก​เลย อาเมน

อาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2014

“สองธรรมชาติกับหนึ่งชีวิตคริสเตียน”

นานมาแล้ว มีรายการทีวีที่ได้รับความนิยมอยู่ยุคหนึ่งชื่อว่า เพชรฌฆาตความเครียด ฟังชื่อดูก็ถูกใจคนมากมายแล้ว ถ้าในชีวิตจริงของเราสามารถจัดการกับความเครียดของตัวเราเองได้อย่างเพชรฌฆาตคือทำให้ความเครียดนั้นล้มหายตายไปจากชีวิตของเราได้ก็จะดี เคยมีคำถามไม๊ว่า ทำไมมนุษย์เราจึงมีความเครียด เรื่องบางเรื่องไม่น่าจะเครียดก็เครียด เรื่องไม่เครียดของบางคนอาจเป็นเรื่องเครียดของบางคน นี่คือสัญญาณบอกเหตุว่า มนุษย์ทุกคนต้องมีเรื่องเครียด ตราบใดที่มนุษย์ทุกคนยังเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีกิเลศตัณหา และความอยาก พระคัมภีร์เรียกสภาพเช่นนี้ว่ามนุษย์เก่าและพฤติกรรมของมนุษย์ แต่พระคัมภีร์ได้พูดถึงธรรมชาติใหม่ในชีวิตคริสเตียนที่เรียกว่า วิสัยใหม่ โคโลสี 3:9ข-10  ….เพราะ​ว่า​ท่าน​ได้​ปลด​วิสัย​มนุษย์​เก่ากับ​พฤติ​กรรม​ของ​มนุษย์​นั้น​แล้ว10 และ​สวม​วิสัย​มนุษย์​ใหม่ ที่​กำ​ลัง​ได้​รับ​การ​สร้าง​ขึ้น​ใหม่ตาม​พระ​ฉายา​ของ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​สร้าง เพื่อ​ให้​รู้​จัก​พระ​เจ้า คำถามก็คือว่า แล้วถ้าคริสเตียนไม่ปลดวิสัยเก่าและพฤติกรรมเก่า จะเกิดอะไรขึ้น คริสเตียนก็จะเป็นมนุษย์ที่ประหลาดกว่าชาวโลกทั้งหลายที่มีเพียงธรรม ชาติมนุษย์เก่าธรรมชาติเดียว แต่ความประหลาดของคริสเตียนอยู่ที่การมีทั้งธรรมชาติเก่าและธรรมชาติใหม่ในตัวคนเดียว หนังสือกาลาเทียเรียกสองธรรมชาติในคริสเตียนว่า เนื้อหนังกับพระวิญญาณ การงานของเนื้อหนังล้วนส่งผลให้เกิดความเครียด อย่างที่โคโลสีเรียกว่า โลกียวิสัย (ต้องประหาร) แต่ผลของพระวิญญาณคือวิถีชีวิตที่ไม่เครียด นี่คือเคล็ดลับแห่งสุขภาพที่แข็งแรงสำหรับคริสเตียนที่รับมือกับสถาน การณ์แรงกดดันต่างๆของชีวิตด้วยธรรมชาติใหม่ (พระวิญญาณ) คริสเตียนน่าจะไม่เครียด? กาลาเทีย5:22-23 22 ฝ่าย​ผล​ของ​พระ​วิญญาณ​นั้น คือ​ความ​รัก ความ​ปลาบ​ปลื้ม​ใจ สันติ​สุข ความ​อด​กลั้น​ใจ ความ​ปรานี ความ​ดี ความ​สัตย์​ซื่อ​23 ความ​สุภาพ​อ่อน​น้อม การ​รู้จัก​บังคับ​ตน เรื่อง​อย่าง​นี้​ไม่​มีธรรม​บัญญัติ​ห้าม​ไว้​เลย​  คริสเตียนคือผู้ที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้สถิตอยู่กับตัวเพื่อเกิดผล และคำว่า ผลของพระวิญญาณแสดงเป็นเอกพจน์ คือผลเดียว แต่มีเก้าคุณลักษณะ หากมีความรักก็ต้องมีการรู้จักบังคับตน หากมีการรู้จักบังคับตนก็ต้องมีความรัก หากมีความอดกลั้นใจ (ความอดทน) ก็ต้องมีความปลาบปลื้มใจ หากมีความปลาบปลื้มใจก็ต้องมีความอดทน ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์แต่ละอย่างมีอิทธิพลต่อกันและกัน  คุณ ลักษณะที่เด่นออกมาจะมีคุณลักษณะที่เหลือเป็นแบ็กอัพให้แก่กันและกันเสมอ สังเกตุได้ว่าทุกคุณลักษ ณะของผลพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่มีเค้าของความเครียดเลย แต่จุดที่น่าสนใจกับสองธรรมชาติในหนึ่งชีวิตคริสเตียนก็คือ การใช้ธรรมชาติเก่ารับมือกับปัญหาที่ก่อให้เกิดความเครียด นี่คือคำตอบว่า ทำไมเราเป็นคริสเตียนแล้ว ยังเครียดไม่จบสักที หากเราหักมุมกลับมาที่การรับมือด้วยผลพระวิญญาณ ข้าพเจ้าคิดว่า ไม่มีช่องทางที่ความเครียดจะปรากฏได้เลย มีคริสเตียนไม่น้อยที่ไม่รู้สึกเครียดเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่คนทั่วไปต้องใช้ความอดทนไปพร้อมกับความเครียดที่ซ่อนอยู่ หรือต้องบังคับตนเองในขณะที่ความเครียดถูกกลบเกลื่อนอยู่ แต่คริสเตียนที่รับมือด้วยผลพระวิญญาณกลับรู้สีกสบายๆชิวๆ นี่หรือไม่ที่พระคัมภีร์หนุนใจให้คริสเตียนสองธรรมชาติต่อสู้กับเนื้อหนังและอยู่โดยพระวิญญาณ…

อาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2014

“เกิดผล…คือคำตอบสุดท้าย”

ลูกา 13:6-9 6 ​พระ​องค์​ตรัส​คำ​อุปมา​ต่อไปนี้​ว่า “คน​หนึ่ง​มี​ต้น​มะเดื่อ​ต้น​หนึ่ง​ปลูก​ไว้​ใน​สวน​องุ่น​ของ​ตน และ​เขา​มา​หา​ผล​ที่​ต้น​นั้น​ก็​ไม่​พบ​7 เขา​จึง​ว่า​แก่​คน​ที่​รักษา​เถา​องุ่น​ว่า ‘นี่​แน่ะ เรา​มา​หา​ผล​ที่​ต้น​มะเดื่อ​นี้​ได้​สาม​ปี​แล้ว แต่​ไม่​พบ จง​โค่น​มัน​เสีย จะ​ให้​ดิน​จืด​ไป​เปล่าๆ ทำไม’8 แต่​ผู้รักษา​เถา​องุ่น​ตอบ​เขา​ว่า ‘นาย​เจ้า​ข้า ขอ​เอาไว้​ปี​นี้​อีก ให้​ข้าพเจ้า​พรวน​ดิน​เอา​ปุ๋ย​ใส่​9 แล้ว​ถ้า​ปี​หน้า​มัน​เกิดผล​ก็​ดี​อยู่ ถ้า​ไม่​เกิดผล ภายหลัง​ท่าน​จง​โค่น​มัน​เสีย’ ” ตรุษจีนมาอีกแล้ววันปีใหม่  เรามักจะทบทวนปีที่ผ่านมา แล้วเราก็ขอบคุณพระเจ้าว่า เราผ่านมาได้อีกปีแล้วสินะ แล้วก็เป็นที่หนุนใจว่า ปีนี้เราก็จะผ่านไปได้เหมือนปีที่ผ่านมา แต่เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านพระคัมภีร์ตอนข้างต้น ทำให้มองเห็นการต่อรองของผู้รักษาเถาองุ่นที่ไม่ยอมหมดหวังกับต้นมะเดื่อที่ไม่ยอมออกผลที่ไม่มีผลให้เก็บเกี่ยวในเวลาอันควร (สามปี) ผู้ที่คาดหวังผลจึงตั้งใจที่จะโค่นมันเสีย เพราะหากทิ้งไว้ก็ทำให้ดินจืด (เกิดความสิ้นเปลืองกับที่ลงทุนไป) มาถึงตรงนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามองย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมาด้วยมุมมองที่แตกต่างจากเดิม สิ่งดีๆมากมายที่ชีวิตเราดูดซับในปีที่ผ่านมาล้วนเพื่อให้ชีวิตของเราออกผลในปีนี้นั่นเอง  8 แต่​ผู้รักษา​เถา​องุ่น​ตอบ​เขา​ว่า ‘นาย​เจ้า​ข้า ขอ​เอาไว้​ปี​นี้​อีก ให้​ข้าพเจ้า​พรวน​ดิน​เอา​ปุ๋ย​ใส่​9 แล้ว​ถ้า​ปี​หน้า​มัน​เกิดผล​ก็​ดี​อยู่…. ” และถ้าปีนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังนิ่งๆ เฉยๆ เป็นคริสเตียนเฉย ไม่ชัตดาวน์ตัวเองและรีสตาร์ทใหม่ เราคงหนีไม่พ้นเงื่อนไขสุดท้าย….ถ้า​ไม่​เกิดผล ภายหลัง​ท่าน​จง​โค่น​มัน​เสีย’ ฟังดูโหดจัง แต่ความจริง พระเจ้ากำลังต้องการให้คริสเตียนใช้ชีวิตอย่างเกิดผล คือคำตอบสุดท้าย หลายคนกลัวการไม่เกิดผล เพราะรู้สึกว่าการเกิดผลมันยาก และที่เป็นอยู่ก็คือชีวิตที่ไม่เกิดผล แล้วจะเกิดผลได้อย่างไร โอะ…โอ พี่น้อง อย่าเพิ่งตื่นกลัวจนเกินไป เรายังจำกันได้ไม๊ถึงพระธรรมตอนหนึ่งที่กล่าวว่า 20 ไม้อ้อ​ช้ำ​แล้ว​ท่าน​จะ​ไม่​หัก ไส้​ตะเกียง​เป็น​ควัน​จวน​ดับ​แล้ว​ท่าน​จะ​ไม่​ดับ จน​กว่า​ท่าน​จะ​นำ​ความ​ยุติ​ธรรม​สู่​ชัย​ชนะ 21 ​​และ​บรร​ดา​ประ​ชา​ชาติ​จะ​ฝาก​ความ​หวัง​ไว้​กับ​ท่าน” (มัทธิว 12:20-21) เรามักสรุปชีวิตของเราที่ล้มเหลวเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง จนลืมไปว่า พระคัมภีร์ตอนนี้ได้กล่าวถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์เจ้าสำหรับเราทั้งหลายว่า พระเยซูทรงเป็นความหวังของประชาชาติที่จะกลับมามีชีวิตที่เกิดผลได้อีก แม้ชาติหนึ่งชาติใด บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะตกอยู่ในสภาพที่จวนสิ้นชาติหรือสิ้นซากไปแล้ว (อย่างอิสราเอลที่สิ้นชาติครั้งแล้วครั้งเล่า) ก็ยังกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ เอเสเคียล37:4-6 4 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​ข้าพเจ้า​อีก​ว่า ‘จง​เผย​พระ​วจนะ​ต่อ​กระดูก​เหล่า​นี้ และ​กล่าว​แก่​มัน​ว่า กระดูก​แห้ง​เอ๋ย จง​ฟัง​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​5 ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แก่​กระดูก​เหล่า​นี้​ว่า ดู​เถิด เรา​จะ​กระทำ​ให้​ลม​หายใจ​เข้า​ไป​ใน​เจ้า และ​เจ้า​จะ​มี​ชีวิต​6 เรา​จะ​วาง​เส้น​เอ็น​ไว้​บน​เจ้า​และ​จะ​กระทำ​ให้​เนื้อ​มี​มา​บน​เจ้า และ​เอา​หนัง​คลุม​เจ้า และ​บรรจุ​ลม​หายใจ​ใน​เจ้า​และ​เจ้า​จะ​มี​ชีวิต และ​เจ้า​จะ​ทราบ​ว่า เรา​คือ​พระ​เจ้า” เอเมน

อาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2014

“เกิดผล…ซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์”

โคโลสี 1:9-11 9 เพราะ​เหตุ​นี้​นับตั้งแต่​วันที่​เรา​ได้​ยิน เรา​ก็​ไม่ได้​หยุด​ใน​การ​ที่​จะ​อธิษฐาน​ขอ​เพื่อ​ท่าน ให้​ท่าน​เพียบพร้อม​ด้วย​ความ​รู้​ถึง​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ ใน​สรรพ​ปัญญา​และ​ใน​ความ​เข้าใจ​ฝ่าย​วิญญาณ​10 เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ประพฤติ​อย่าง​ที่​สมควร​ต่อ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​ทำ​ตน​ให้​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​พระ​องค์ ให้​เกิดผล​ใน​การ​ดี​ทุก​อย่าง และ​จำเริญ​ขึ้น​ใน​ความ​รู้​ถึง​พระ​เจ้า​11 ขอ​ให้​ท่าน​มี​กำลัง​มาก​ขึ้น​ทุก​อย่าง​โดย​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์ ขอ​ให้​ท่าน​มี​ความ​ทรหด​ที่สุด และ​ความ​อดทน​ไว้​นาน​ด้วย​ความ​ยินดี​ ถ้ามีคนตั้งคำถามกับเราว่า คำว่า คริสเตียนมีความหมายอย่างไรกับคุณ เราจะตอบอย่างไร บางคนอาจตอบว่า คือการไปโบสถ์วันอาทิตย์  บางคนอาจตอบว่า คือการถวายสิบลด บางคนอาจตอบว่า คือการรับใช้พี่น้อง ทำงานเกี่ยวกับสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อน…โน่นนี่นั่น…. เราคิดว่า คำตอบไหนถูกต้องที่สุด…. หากเราพิจารณาข้อพระคัมภีร์ข้างต้น องค์ประกอบของการดำรงชีวิตคริสเตียนอย่างน่าภาคภูมิใจนั้นถูกพบในคำอธิษฐานของอาจารย์เปาโลเพื่อคริสเตียนที่เมืองโคโลสี และคำอธิษฐานนี้ได้ถูกถ่ายทอดให้ผู้ถูกอธิษฐานเผื่อได้รับรู้ว่า การดำรงชีวิตคริสเตียนอย่างมีความหมายนั้น คือการไปให้ถึงสุดทางของการรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ มีความประพฤติที่สมควรต่อพระเจ้า เป็นที่ชอบพระทัย เกิด ผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า มีกำลังมากขึ้นทุกอย่าง โดยการพึ่งพากำลังจากพระเจ้า มีความทรหดที่สุดและอดทนไว้นาน….ภาษาอังกฤษจะมีคำหนึ่งที่ใช้สำหรับเป้าหมายอันสูงสุดใช้คำว่า Ideal แปลว่า อุดมคติ หรือความสมบูรณ์แบบ อาจารย์เปาโลไม่ได้กำลังวาดภาพในอุดมคติให้กับคริสเตียนคาดหวังที่จะเป็นในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่อาจาย์เปาโลกำลังบอกว่า นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้าที่ทรงตั้งไว้สำหรับคริสเตียนซึ่งเป็นลูกของพระองค์ พ่อหลายคนอาจตั้งความหวังกับลูกไว้สูงเกินกว่าที่ลูกของตนจะเป็น และพ่อก็จำกัดที่จะพาลูกไปถึงจุดนั้น แต่พระเจ้าไม่จำกัด พระองค์ทรงสามารถทำให้ลูกของพระองค์ไปถึงที่ควรเป็นได้ตามคำอธิษฐานของอาจารย์เปาโล(ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าเป็นคำอธิษฐานโดยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนถ้อยคำอธิษฐานนี้ผ่านยุคสมัยต่างๆ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการต่อต้านมานานนับพันปีจนมาถึงพวกเราในวันนี้) ดังนั้น นี่คือความเป็นไปได้ของความเป็นไปได้ทั้งปวงที่คริสเตียนจะมีองค์ประกอบแห่งความสมบูรณ์แบบนี้ในชีวิตแต่ละคน  ค่านิยมของโลกกำลังพาคนไปในอีกทิศทางหนึ่งของชีวิตที่สมบูรณ์แบบด้วยองค์ประกอบโน่นนี่นั่น แต่พระคัมภีร์ได้กำหนดชีวิตที่สมบูรณ์แบบไว้แล้วอย่างชัดเจน ชีวิตที่เกิดผลในการดีทุกอย่าง ภาษาอัง กฤษคำว่าเกิดผลนี้ใช้คำว่า Be fruitful มาจากภาษากรีกแปลว่า ซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์ แปลว่าเราทั้งหลายเป็นดินดีที่เมล็ดที่ดีมาตกก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง สิบเท่าบ้าง ขอให้เราทั้งหลายทุกคนเป็นไปตามคำอธิษฐานของอาจารย์เปาโล อาเมน

อาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2014

“มีกำลังมากจะรักษาผลที่เกิดได้มาก”

กันดารวิถี 13:23-28 23 เขา​ทั้ง​หลาย​มาถึง​ห้วย​เอช​โคล์ ที่​นั่น​เขา​ตัด​องุ่น​กิ่ง​หนึ่ง​มี​องุ่น​พวง​หนึ่ง สอง​คน​ใช้​ไม้​คาน​หาม​มา​เขา​เ​ก็​บ​ผล​ทับทิม​และ​มะเดื่อ​มา​บ้าง​24 เขา​เรียก​ที่​นั่น​ว่า​ห้วย​เอช​โคล์​ เพราะ​พวง​ผล​องุ่น​ซึ่ง​คน​อิสราเอล​ได้​ตัด​มา​จาก​ที่​นั่น 25 ล่วง​มา​สี่​สิบ​วัน​เขา​ทั้ง​หลาย​ก็​กลับมา​จาก​การ​ไป​สอด​แนม​ที่​แผ่นดิน​นั้น​26 เขา​ทั้ง​หลาย​กลับ​มาถึง​โมเสส​และ​อา​โรน และ​มาถึง​ชุมนุม​ชน​อิสราเอล ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร​ปา​ราน​ที่​คาเดช เขา​เล่า​เรื่อง​ให้​ท่าน​ทั้ง​สอง และ​บรรดา​คน​อิสราเอล​ฟัง และ​ให้​ดู​ผลไม้​แห่ง​แผ่นดิน​นั้น​27 เขา​ทั้ง​หลาย​เล่า​ให้​โมเสส​ฟัง​ว่า “ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​ได้​ไป​ถึง​แผ่นดิน ซึ่ง​ท่าน​ใช้​ไป มี​น้ำนม​และ​น้ำผึ้ง​ไหล​บริบูรณ์​ที่​นั่น​จริง และ​นี่​เป็น​ผลไม้​ของ​เมือง​นั้น​28 แต่​คน​ที่​อยู่​ใน​เมือง​นั้น​มี​กำลัง​มาก และ​เมือง​ของ​เขา​ก็​ใหญ่โต​มี​กำแพง​ล้อม​รอบ นอก​จาก​นั้น​ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​ยัง​เห็น​คน​อา​นาค​ที่​นั่น​ด้วย​ บ่อยครั้งที่เราอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ แล้วเราไปสนใจที่พวงองุ่นที่ใหญ่คู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน และมองคนที่อาศัยในแผ่นดินคานาอันที่มีกำลังมากเป็นแค่อุปสรรคในการยึดครองแผ่นดิน ข้าพเจ้าอยากนำเราทั้งหลายมองอีกมุมของการมีกำลังมากของคนในแผ่นดินคานาอันนั้นคู่กับผลที่ใหญ่โตคู่กัน หากเราสำรวจองค์ประกอบของแผ่นดินคานาอันที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการปลูกพืชชั้นยอด เป็นที่อาศัยของสัตว์ชั้นเยี่ยมแล้ว คนที่จะสามารถดูแลผลิตผลชั้นยอดเยี่ยมเหล่านี้ควรจะมีลักษณะเช่นไร ข้าพเจ้าจินตนาการว่า ถ้าเป็นคนที่มีกำลังน้อย ก็คงจะไม่สามารถดูแลได้ เพราะคนมีกำลังน้อยไม่สามารถแบกรับผลผลิตที่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นภาระ ผลที่เกิดจากแผ่นดินนี้ก็จะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้มีกำลังน้อย หากเราพิจารณาในยุคผู้วินิจฉัย เราจะพบว่าแผ่นดินคานาอันที่อยู่ในมือของคนอิสราเอลหลังจากยึดได้โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า แผ่นดินคานาอันหยุดการให้พืชผลและกลายเป็นแผ่นดินที่กันดารอาหาร (ก่อนสมัยของนางรูธ) เราอาจคิดว่า เป็นเพราะพระเจ้าไม่อวยพรแผ่นดิน ความกันดารนั้นมาจากพระเจ้า แต่….สาเหตุที่แท้จริง เกิดจากคนอิสราเอลไม่ได้ให้พระเจ้าเป็นผู้นำของพวกเขา แต่เขากลับทำอะไรตามใจตนเอง นั่นคือ ไม่ได้ขอให้พระเจ้าเข้ามามีส่วนในการดูแลแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เกินกำลังของคนอิสราเอล นี่เป็นภาพที่สะท้อนให้เราได้มองเห็นคนในยุคอนาคตต่อมาอย่างเช่นยุคนี้ ที่ผู้คนปรารถนาอยากครอบครองชีวิตที่เกิดผลมาก โดยเฉพาะการเกิดผลมาก มากจนมีคนไม่น้อยไม่สามารถที่จะรับมือกับความสำเร็จเหล่านั้นได้ พระพรจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นเหตุของการทำลายชีวิตของตนเองในเวลาต่อมา มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า วินัยสร้างความมั่งคั่ง และความมั่งคั่งทำลายวินัย ในการสัมนาเกี่ยวกับไมโครไฟแนนซ์ วิทยากรท่านหนึ่งได้กล่าวว่า คนจนมีความสามารถในการบริหารเงินจำนวนน้อยที่มีเพื่อเลี้ยงครอบครัวของตนเองมากกว่าเศรษฐี  บทเรียนของชนชาติอิสราเอลในสมัยผู้วินิจฉัยบอกเราว่า จงทำตนให้แข็งแรงพอที่จะดูแลผลที่เกิดขึ้นตามพระสัญญาของพระเจ้า มิฉะนั้น เมื่อการเกิดผลเกิดขึ้น ความมีกำลังน้อยของท่านหรือการไม่พึ่งพากำลังที่มาจากพระเจ้าจะทำลายผลที่ดีได้ ขอพระเจ้าอวยพระพรให้พี่น้องทุกท่านมีชีวิตที่เกิดผลในพระคริสต์ อาเมน

อาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2014

“เกิดผล=หลักชัย”

ข้าพเจ้าไม่ใช่ชาวสวน ไม่เคยมีประสบการณ์การเพาะปลูกต้นไม้ใบหญ้า โดยเฉพาะต้นที่ให้ผลดก ผลดี มีประสบการณ์น้อยมาก เคยเปลูกถั่วฝักยาวให้ผลดกและผลดี แต่ไม่มาตรฐาน ไม่สม่ำเสมอ ปลูกอีกทีไม่ขึ้นเลย แสดงว่า คราวที่แล้วที่ปลูกคือความฟลุ๊ก ในจังหวะของฤดูกาลที่ไม่ได้มีความรู้อะไรเลย ต้องศึกษาใหม่ และรอฤดูที่ควรหว่านเมล็ดพันธุ์ (ตามตำราที่แนะนำ) เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตการเป็นคริสเตียนของตัวเราเอง ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงประโยคที่นักเทศน์ นักเขียนคริสเตียนกล่าวถึงบ่อยๆคือคำว่า หว่านในฤดูที่ควรจะเกี่ยว เกี่ยวในฤดูที่ควรจะหว่าน คือความหมายของการดำเนินชีวิตไม่ตรงกับกาลเวลา เวลาที่ไม่ควรใช้ความเชื่อ กลับพยายามใช้ความเชื่อ แต่เวลาที่ต้องใช้ความเชื่อ กลับไม่มีความเชื่อเลย แล้วเมื่อไหร่จะถึงเวลาเกิดผลดีสักที….  หัวข้อประจำปีของคริสตจักรปีนี้ คือ เกิดผลในพระคริสต์ ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า หัวข้อของคริสตจักรที่ได้มานี้ไม่ใช่บังเอิญ แต่ละปี เราได้เห็นการทรงนำของพระเจ้าอย่างต่อเนื่องกับคริสตจักร ทั้งเหตุการณ์ความเป็นไปและกลายเป็นประวัติศาสตร์ของคริสตจักรและสมาชิกในแต่ละย่างก้าวทุกครั้ง ปีนี้ก็เช่นกัน เกิดผลในพระคริสต์ กำลังท้าทายพวกเราทุกคนให้เฝ้าสังเกตุชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมในคริสตจักร ที่จะต้องมุ่งเพื่อให้เกิดผลดี กลับมาสู่เรื่องของการเพาะปลูกพืชเพื่อให้เกิดผลดี ผลดก จำเป็นต้องตรวจสอบคุณภาพชีวิต ความแข็งแรง การเติบโตแบบรอด ไม่ใช่ตายในที่สุด ขณะนี้ที่บ้านข้าพเจ้ากำลังปลูกบวบซึ่งออกลูกเล็ก ตอนออกใหม่ เราดีใจ เราชื่นชม แต่พอไปสักระยะ ผลเล็กนั้นเริ่มเปลี่ยนจากเขียวเป็นน้ำตาล เรารู้ว่า ผลนี้ไม่โตต่อไปแล้ว มีแต่จะเหี่ยวแห้งและหลุดไป ในเถาเครือเดียวกัน ยังมีอีกหลายลูกที่ติด เราก็หวังลูกต่อไป ด้วยความอดทน เฝ้ารดน้ำ ดูแล ดูทุกวัน และรอผลที่จะเด็ดกินได้ข้าพเจ้าลงทุนทำค้างให้บวบเลื้อยและเกาะและรอที่จะช่วยให้มันมีที่จะห้อยลูกลงมา ภาพการเพาะปลูกนี้ได้ให้ภาพชีวิตของคริสเตียนที่จะเกิดผลในพระคริสต์ ยิ่งต้องมีการใส่ใจ และเรียนรู้ธรรมชาติการเกิดผลดีของชีวิต จะปล่อยมั่วๆ ซั่วๆแบบตามมีตามเกิดไม่ได้ ขนาดพืชที่เราปลูกไว้เพื่อรับประทานยังต้องมีการดูแลบำรุงรักษารดน้ำ ภาพการเกิดผลในพระคริสต์จึงถูกบรรยายไว้ในยอห์น 15:1-2 1 “เรา​เป็น​เถา​องุ่น​แท้ และ​พระ​บิดา​ของ​เรา​ทรง​เป็น​ผู้​ดู​แล​รักษา​2 แขนง​ทุก​แขนง​ใน​เรา​ที่​ไม่​ออก​ผล ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ตัดทิ้ง​เสีย และ​แขนง​ทุก​แขนง​ที่​ออก​ผล ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ลิด​เพื่อให้​ออก​ผล​มาก​ขึ้น​ ภาพนี้ทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นผู้ตัดสินผลที่เกิดคือพระเจ้า จะตัดแขนงหรือจะลิดกิ่ง หน้าที่ของเถาคือการหล่อเลี้ยงให้แขนงได้รับอาหารและเจริญงอกงามออกผล แขนงมีหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในเถาองุ่นและขยายตัวเกาะค้างออกไปให้ไกลที่สุด มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ไม่ใช่ว่าเราไปได้เร็วขนาดไหน แต่เรามาได้ไกลแค่ไหนต่างหาก สำนวนที่อ.เปาโลกล่าวว่าไม่ใช่สำเร็จแล้ว..แต่โน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า…บากบั่นสู่หลักชัย=เกิดผลในพระคริสต์  เอเมน

าทิตย์ที่ 5 มกราคม 2014

“เกิดผลดี….เกิดผลดก”

สวัสดีปีใหม่พี่น้องที่รักในพระคริสต์ หวังใจว่าการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวนานเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา พี่น้องจะได้รับกำลังสดชื่น สดใส หัวใจเบิกบาน รับการชาร์ทแบตเติมพลังสำหรับวันใหม่ ปีใหม่ ภารกิจใหม่ พร้อมกับเป้าหมายที่จะส่งผลดีแก่ชีวิตในวันข้างหน้าในปี 2014 นี้ ข้าพเจ้าอยากเชิญชวนพวกเรามามองอนาคตอย่างมีความหวังที่สดใสด สิ่งดีๆมากมายกำลังรอคอยให้เราได้ค้นพบ ตะลันต์ ของประทาน และเวลาของพระเจ้า (ไครอส) ที่กำลังจะมาถึง มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า จงมุ่งหน้าไปให้ถึงดวงจันทร์ หากไปไม่ถึง อย่างน้อยก็ยังอยู่ในหมู่ดวงดาว การเริ่มต้น ปี 2014 ด้วยมุมมองที่ยาวไกลออกไปด้วยความไว้วางใจในพระเจ้า ในพระสัญญาของพระองค์ โรม 8:28 28 เรา​รู้​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​ช่วย​คน​ที่​รัก​พระ​องค์​ให้​เกิดผล​อัน​ดี​ใน​ทุก​สิ่ง คือ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​องค์ คือการเล็งการเกิดผลในทุกสิ่ง มิใช่แค่บางสิ่ง จึงเป็นที่มาของหัวข้อประจำปีนี้ของพวกเรา “เกิดผลในพระคริสต์” พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสถึงชีวิตผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระองค์จะมีชีวิตที่เกิดผลดีและผลดก ยอห์น15:5-9 5 เรา​เป็น​เถา​องุ่น ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​แขนง ผู้​ที่​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา​และ​เรา​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เขา ผู้​นั้น​ก็​จะ​เกิดผล​มาก เพราะ​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่ได้​เลย​6 ถ้า​ผู้ใด​มิได้​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา ผู้​นั้น​ก็​ต้อง​ถูก​ตัดทิ้ง​เสีย​เหมือน​แขนง แล้ว​ก็​เหี่ยว​แห้ง​ไป และ​ถูก​เ​ก็​บ​เอา​ไป​เผา​ไฟ​7 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา และ​ถ้อยคำ​ของ​เรา​ฝัง​อยู่​ใน​ท่าน​แล้ว ท่าน​จะ​ขอ​สิ่ง​ใด ซึ่ง​ท่าน​ปรารถนา​ก็​จะ​ได้​สิ่ง​นั้น​8 ​พระ​บิดา​ของ​เรา​ทรง​ได้รับ​เกียรติ​เพราะ​เหตุ​นี้​คือ​เมื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เกิดผล​มาก ท่าน​ก็​เป็น​สาวก​ของ​เรา​9 ​พระ​บิดา​ทรง​รัก​เรา​ฉัน​ใด เรา​ก็​รัก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ฉัน​นั้น จง​ยึด​มั่น​อยู่​ใน​ความ​รัก​ของ​เรา​ ภาพเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของสาวกกับพระเยซูคริสต์เป็นอย่างแขนงที่ติดกับเถาองุ่น โดยลักษณะธรรมชาติขององุ่นเป็นเพืชเกิดผลดก ไม่มีองุ่นใดที่จะเกิดผลแค่เพียงหนึ่งลูก แต่จะเกิดผลเป็นพวงมีลูกดก ประโยคที่พระเยซูตรัสว่า เมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก ท่านเป็นสาวกของเรา คือการย้ำว่า การเป็นสาวกของพระเยซูคือ ผู้ที่มีชีวิตที่เกิดผลมาก ในข้อ  1  พระเยซูได้ตรัสเริ่มต้นในบทนี้ว่า เราคือเถาองุ่นแท้ เป็นนัยยะว่า พระองค์เป็นต้นพันธุ์ที่ให้ทั้ผลดีและผลดก ว้าว….เพียงแค่คิดก็น่าตื่นเต้นไปกับเส้นทางชีวิตคริสเตียน สาวกของพระเยซูคริสต์เจ้าแล้ว ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่พี่น้องจะมีประสบการณ์กับชีวิตที่ “เกิดผลในพระคริสต์” ….เกิดผลดี…เกิดผลดก….ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า พระเจ้าทรงมีแผนการอันดีกับพวกเราทุกคน โรม 8:28 28 เรา​รู้​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​ช่วย​คน​ที่​รัก​พระ​องค์​ให้​เกิดผล​อัน​ดี​ใน​ทุก​สิ่ง คือ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​องค์ ขอให้พี่น้องทุกท่านจงพบกับความสำเร็จในการค้นพบการทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อที่เราทุกคนจะมีชีวิตที่เกิดผลดีและดกในทุกสิ่ง (โดยการทรงช่วยของพระเจ้า) อาเมน สวัสดีปีใหม่อีกครั้ง

าทิตย์ที่ 29 ธันวาคม 2013

“นับถอยหลัง…ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2014”

อีกไม่กี่วันก็จะจบปี 2013 แล้ว และเริ่มต้นปี 2014 เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ สิ่งเก่าๆก็ผ่านไป สิ่งใหม่ก็เข้ามา  บ้างก็ได้เสื้อตัวใหม่ บ้างก็ได้รถยนต์คันใหม่ เครื่องใช้ใหม่ มือถือใหม่ และอะไรๆใหม่ๆอีกมากมายที่ถูกนำเสนอขายให้เป็นของขวัญกันเยอะแยะ  แทบจะทุกคนชอบของขวัญใหม่ๆ จะมีแต่คนที่ค้าของเก่าเท่านั้นที่ไม่ต้องการ เพราะถ้าเป็นของเก่าลายครามยิ่งสะสมยิ่งมีราคา แต่ของใหม่ที่ซื้อหาในช่วงเทศกาล พอจ่ายเงินปั๊บ ราคาตกลงปุ๊บ เช่นรถยนต์ป้ายแดงทั้งหลาย วันนี้ ข้าพเจ้าอยากนำพี่น้องให้มาสำรวจชีวิตของตัวเราเองก่อนที่จะสิ้นปี 2013 ว่ามีอะไรที่เก่าๆ และมีอะไรที่ใหม่ๆเกิดขึ้นในชีวิตตลอดทั้งปี 2013 ที่ผ่านมา หากสิ่งเก่าๆยังอยู่ เช่นนิสัยเสียๆ ปากเสีย พฤติกรรมเสียๆ ก็จงให้คะแนนตัวเองติดลบ หากสิ่งเก่าๆหายไปก็จงให้คะแนนตัวเองติดบวก และยิ่งมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นด้วย เช่นนิสัยที่ดี มีวินัย พูดจารู้เรื่อง ให้ความใส่ใจคนอื่นมากขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้น เป็นต้น ก็จงให้คะแนนสองเท่าของติดบวก เพราะชีวิตของท่านกำลังเป็นไปตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ 2 โครินธ์ 5:17 เหตุ​ฉะนั้น​ถ้า​ผู้ใด​อยู่​ใน​พระ​คริสต์​ ผู้​นั้น​ก็​เป็น​คน​ที่​ถูก​สร้าง​ใหม่​แล้ว สิ่ง​สารพัด​ที่​เก่าๆ ​ก็​ล่วง​ไป นี่​แน่ะ​กลาย​เป็น​สิ่ง​ใหม่​ทั้งนั้น​ สิ่งที่น่าสนใจในความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้ อยู่ที่เงื่อนของเวลา ถ้าเก่าไม่ไป ใหม่ก็ไม่มา จะมีทั้งเก่าและใหม่พร้อมกันไม่ได้ เหมือนกับปีเก่าปี 2013 ปีเก่ากำลังจะผ่านไป และปี 2014 กำลังจะเข้ามา เรากำลังอำลาปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ เช่นเดียวกัน ปีแห่งความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์แล้วกำลังจะจบลง เราคงไม่มาพูดถึงกันว่า เมื่อไหร่จะเป็นผู้ใหญ่สักที แต่เราได้ผ่านช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์ และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ปีแห่งการเกิดผลในพระคริสต์ อย่าให้เราเป็นเพียงผู้ที่ฟังท่านั้น แต่ขอให้เราเป็นผู้ที่กระทำตามด้วย พระเยซูคริสต์เจ้าได้ตรัสสอนเรื่องนี้ว่า มัทธิว 6:24-27 “เหตุ​ฉะนั้น​ผู้ใด​ที่​ได้​ยิน​คำ​เหล่า​นี้​ของ​เรา และ​ประพฤติ​ตาม เขา​ก็​เปรียบ​เสมือน​ผู้​ที่​มี​สติปัญญา​สร้าง​เรือน​ของ​ตน​ไว้​บน​ศิลา​ ฝน​ก็​ตก​และ​น้ำ​ก็​ไหล​เชี่ยว ลม​ก็​พัด​ปะทะ​เรือน​นั้น แต่​เรือน​มิได้​พัง​ลง เพราะ​ว่า​ราก​ตั้งอยู่​บน​ศิลา​ แต่​ผู้​ที่​ได้​ยิน​คำ​เหล่า​นี้​ของ​เรา​และ​ไม่​ประพฤติ​ตาม​เล่า เขา​ก็​เปรียบ​เสมือน​ผู้​ที่​โง่​เขลา สร้าง​เรือน​ของ​ตน​ไว้​บน​ทราย​ ฝน​ก็​ตก​และ​น้ำ​ก็​ไหล​เชี่ยว ลม​ก็​พัด​ปะทะ​เรือน​นั้น เรือน​นั้น​ก็​พังทลาย​ลง และ​การ​ซึ่ง​พังทลาย​นั้น​ก็​ใหญ่​ยิ่ง” นอกจากการก้าวย่างสู่ปีใหม่นี้จะนำเราไปสู่สิ่งใหม่แล้ว ยังเป็นการนำเราไปสู่การมีอายุมากขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น เรียกว่า ยิ่งแก่วัย ยิ่งต้องมีสติปัญญายิ่งขึ้น  การนับถอยหลังไม่ใช่การถดถอย ดังที่อ.เปาโลได้กล่าวถึงการมีชีวิตการเป็นคริสเตียนของท่านในหนังสือ 2โครินธ์ 4:16  …ถึงแม้ว่า​กาย​ภายนอก​ของ​เรา​กำลัง​ทรุด​โทรม​ไป แต่​จิตใจ​ภาย​ใน​นั้น​ก็​ยัง​คง​จำเริญ​ขึ้น​ใหม่​ทุก​วัน สังขารแม้จะร่วงโรยไปทุกปี แต่จิตใจของพวกเราทุกคนจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

อาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2013

“ขอให้มีความสุขในวันคริสตมาส” We wish you a merry Christmas

We wish you a Merry Christmas เป็นเพลงที่ร้องได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เมื่อเสียงเพลงนี้ดังขึ้นทุกปี ทุกคนจะรู้สึกว่า ถึงเวลาแห่งความสุขแล้ว เป็นเพลงอวยพรกันและกันในวันคริสตมาส ผู้ร้องต้องการส่งความปรารถนาดีที่จะให้ผู้ฟังมีความสุขโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งวันคริสตมาส นี่เป็นการส่งคำอวยพรที่แชร์สุข ปันรักแก่คนทุกคน มีประโยคภาษาอังกฤษอันหนึ่งกล่าวว่า Faith makes all things possible, Hope makes all things work, Love makes all things beautiful แปลว่า ความเชื่อทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ ความหวังทำให้ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ผล ความรักทำให้ทุกสิ่งสวยงาม คำกล่าวนี้มาจากพระคัมภีร์ 1 โครินธ์ 13:13 ดังนั้น​ยัง​ตั้งอยู่​สาม​สิ่ง คือ​ความ​เชื่อ ความ​หวัง​ใจ และ​ความ​รัก แต่​ความ​รัก​ใหญ่​ที่สุด​ พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกว่า ชีวิตของมนุษย์ทุกคนดำรงอยู่ได้ด้วยสามสิ่งนี้ ความเชื่อ ความหวัง และความรัก และผู้ที่เอาพระคัมภีร์ตอนนี้มากล่าวเป็นภาษาอังกฤษก็กำลังบอกต่ออีกว่า เขาค้นพบแล้วว่า การจะดำรงอยู่อย่างคนที่มีความเชื่อที่เป็นไปได้ทุกสิ่งคือการเชื่อในพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของวลีในพระคัมภีร์ จะหวังให้สัมฤทธิ์ผล ก็ต้องหวังในพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของวลี และจะให้ความรักทำให้ทุกสิ่งสวยงาม ก็ต้องรักอย่างพระเจ้าผู้ประทานความรักที่แบ่งปันได้ให้กับมนุษย์ทุกคน ลูกา 1:37 เพราะ​ว่า​ไม่​มี​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ไม่ได้” นี่เป็นที่มาของการจัดงานคริสตมาสในปีนี้ที่ชื่อว่า “แชร์สุข ปันรัก ส่งคำอวยพร” เรามีความปรารถนาที่จะให้คนมากมายได้มีความสุข สัมผัสความรักและรับคำอวยพรจากเรา เพราะเรามีความเชื่อ ความหวังและความรักที่มาจากพระเจ้าผู้ทรงทำให้เกิดวันคริสตมาสเพื่อความสุขจะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ทั้งปวง  ลูกา 2:8-14 8 ​ใน​แถบ​นั้น​มี​คน​เลี้ยง​แกะ​อยู่​ใน​ทุ่ง​นา เฝ้า​ฝูง​แกะ​ของ​เขา​ใน​เวลา​กลางคืน​9 มี​ทูต​องค์​หนึ่ง​ของ​พระ​เป็นเจ้า​มา​ปรากฏ​แก่​เขา และ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เป็นเจ้า​ส่อง​ล้อม​รอบ​เขา และ​เขา​กลัว​นัก​10 ฝ่าย​ทูต​องค์​นั้น​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ความ​ปรีดี​ยิ่ง​ซึ่ง​จะ​มาถึง​คน​ทั้ง​ปวง​11 เพราะ​ว่า​ใน​วันนี้​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​พระ​คริสต​เจ้า มา​บังเกิด​ที่​เมือง​ดาวิด​12 นี่​จะ​เป็น​หมาย​สำคัญ​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ท่าน​จะ​ได้​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​พัน​ผ้าอ้อม​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า”13 ​ใน​ทันใด​นั้น มี​ชาว​สวรรค์​หมู่​หนึ่ง​มา​อยู่​กับ​ทูต​องค์​นั้น​ร่วม​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​ว่า 14 “​พระ​สิริ​จง​มี​แด่​พระ​เจ้า​ใน​ที่​สูงสุด ส่วนบน​แผ่นดิน​โลก สันติ​สุข​จง​มี​ท่ามกลาง​มนุษย์​ทั้ง​ปวง ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​โปรด​ปราน​นั้น” สำนวนการบันทึกประวัติศาสตร์ตอนนี้ คือการบอกกล่าวว่า ขอให้มนุษย์ทุกคนมีความสุขในวันคริสตมาส ผู้ใดยังมีความกลัวอะไรบางอยู่ ขอให้พระคัมภีร์ตอนนี้พูดกับท่านว่า อย่ากลัวเลย เพราะวันนี้ พระผู้ช่วยให้รอดของท่านคือพระคริสต์เจ้ามาบังเกิดแล้ว ขอให้มีความสุขในวันคริสตมาสค่ะ

อาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2013

“คริสตมาสในชีวิตที่น่ายินดี…หรือน่าเบื่อ….”

เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็ก พอใกล้ถึงวันคริสตมาสเข้ามาทุกที (เคาน์ดาวน์) ข้าพเจ้าจะรู้สึกตื่นเต้น เพราะว่า จะได้ของขวัญจากผู้คน ได้ฉลองกินอาหาร (มากเป็นพิเศษ) สนุกกับรายการคริสตมาสที่คริสตจักร ทุกๆปีของข้าพเจ้าที่มีประสบการณ์กับวันคริสตมาส ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง โดยเฉพาะคืนที่เราไปร้องเพลงตามบ้าน แต่ละบ้านก็จะมีอาหารที่ทำให้เราเซอร์ไพร้ส เจ้าของบ้านจะเตรียมอาหารอย่างดีไว้ต้อนรับ เหล่านักร้อง (ทูตสรรค์) ก็จะเตรียมกระเพาะเอาไว้บรรจุอาหารจากทุกบ้านที่เราไปร้องเพลง (เยี่ยมเยียน) มีอยู่ปี ข้าพเจ้าเล่นกีต้าร์จนนิ้วเจ็บไปหมด จนต้องขอยืมมือเพื่อนมาจับคอร์ท แล้วข้าพเจ้าก็ดีดสายกีต้าร์อย่างเดียว เรารู้สึกเราสวมใส่วิญญาณในการออกไปร้องเพลง มันไม่ใช่สิ่งที่น่าเบื่อที่ต้องทำในแต่ละปี เวลาผ่านไปสิบปีก็แล้ว ยี่สิบปีก็แล้ว สามสิบปีก็แล้ว สี่สิบปีก็แล้ว ปีนี้ขึ้นต้นปีที่ห้าสิบของข้าพเจ้าในการไปร้องเพลงตามบ้าน ข้าพเจ้าถามตัวเองว่า ไม่เบื่อบ้างหรือไง คำตอบคือ ไม่เบื่อ ทำไมไม่เบื่อ ข้าพเจ้าจัดอยู่ในจำพวกคนที่น่าเบื่ออยู่หรือเปล่า อะไรทำให้ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเบื่อ ไม่รู้สึกว่ามันคือหน้าที่ แสดงว่า คริสตมาสในชีวิตของข้าพเจ้าต้องถูกหล่อเลี้ยงด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้ความรู้สึกต่อคริสตมาส ยังมีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นไม่ซ้ำซาก ไม่ใช่เป็นเพียงแค่งานเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับพระเยซูคริสต์เจ้าที่นานวันก็จะกลายเป็นความน่าเบื่อกับรายการโปรแกรมเหมือนเดิม ข้าพเจ้านึกถึงพระธธรมยอห์น4:14 14 แต่​ผู้​ที่​ดื่ม​น้ำ​ซึ่ง​เรา​จะ​ให้แก่​เขา​นั้น จะ​ไม่​กระหาย​อีก​เลย น้ำ​ซึ่ง​เรา​จะ​ให้​เขา​นั้น จะ​บังเกิด​เป็น​บ่อ​น้ำพุ​ใน​ตัว​เขา​พลุ่ง​ขึ้น​ถึง​ชีวิต​นิรันดร์” เป็นคำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่ทรงตรัสกับหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ หญิงสะมาเรียคนนี้มีผัวมาแล้วห้าผัว และคนที่นางอยู่ด้วยก็ไม่ใช่ผัว แสดงว่า ชีวิตของหญิงสะมาเรียคนนี้เป็นคนใช้ผัวเปลืองหรือเบื่อผัวได้ง่าย ผัวแล้วผัวเล่าผ่านเข้ามาในชีวิตของนางทำให้ตื่นเต้นในตอนต้นและสุดท้ายก็น่าเบื่อ และนางก็ไปแสวงหาคนที่น่าตื่นเต้นคนอื่น พระเยซูตรัสกับหญิงสะมาเรียเรื่องน้ำพุในตัวคนที่รับน้ำดับกระหายจากพระองค์ไม่มีวันเหือดแห้ง จะ​บังเกิด​เป็น​บ่อ​น้ำพุ​ใน​ตัว​เขา​พลุ่ง​ขึ้น​ถึง​ชีวิต​นิรันดร์” คือสิ่งที่บอกว่า แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความน่าเบื่อก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีประสบการณ์กับคริสตมาสที่แท้จริง (ไม่ใช่แค่คริสตมาสเทศกาล) ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงเพลงคริสเตียนเพลงหนึ่งมีเนื้อหาว่า ขอพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวในใจฉัน ขอพระเจ้าอยู่กับฉันไปนานเท่านาน หากพรุ่งนี้ไม่มีพระองค์ ในชีวิตจะเป็นอย่างไร เพราะพระเจ้าเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ เพราะพระเจ้าเป็นความหวังในหัวใจ ในวันนี้ ฉันมีพระองค์ ไม่กังวลอะไรอีกแล้ว ทั้งวิญญาณที่มี ฉันขอมอบถวาย ให้พระองค์เป็นเจ้าของหัวใจ ทุกวันคืนที่ผ่าน จะนานแค่ไหน ให้ฉันมีพระองค์อยู่อย่างนี้ ตลอดไป นิจนิรันดร์ ขอมีพระองค์….ให้ฉันอยู่ในอ้อมแขนพระองค์ จากนี้จนชั่วนิจนิรันดร์…ให้ฉันได้อยู่ในพระเจ้า…นี่คือที่มาของคริสตมาสที่น่ายินดี…

อาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2013

“คริสตมาสนี้…แชร์สุข ปันรัก ส่งคำอวยพร…”

บางคนมองคนมีเงินมากกว่าตนเองว่าเขาน่าจะมีความสุขมากกว่า แต่ในขณะที่คนมีเงินมากกว่าอาจกำลังคิดว่า ทำน้อยๆ มีเวลาอยู่กับครอบครัวดีกว่ายุ่งเรื่องเงินๆทองๆแล้วไม่มีเวลาเลยแม้แต่จะพักผ่อน และอาจกำลังโหยหา…ความสุข…ความรัก…และพรที่แท้จริง บางคนอาจมองคนที่อยู่บ้านหลังใหญ่ว่ามีความสุขมากกว่าตนเอง ในขณะที่คนที่อยู่บ้านหลังใหญ่อาจกำลังอิจฉาคนที่อยู่บ้านหลังเล็กที่มีคนในครอบครัวอยู่รอบข้าง คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการมีอะไรๆตามค่านิยมของโลก เช่นมีเงิน อยู่บ้านหลังใหญ่ มีการศึกษาดี มีงานดีๆ มีเกียรติยศ ชื่อ เสียง หน้าตาดี รูปร่างดี แล้วจะมีความสุข มีความรัก และคือพรที่แท้จริง บางทีคนที่ถูกมองเหล่านั้นอาจกำลังคิดตรงกันข้ามและกำลังรู้สึกว่าชีวิตขอพวกเขาเหมือนถูกสาปก็เป็นได้ มีเรื่องราวเมื่อสองพันปีที่แล้วเกี่ยวกับคนที่ได้รับความสุข ความรักและพรที่แท้จริง ลูกา 2:8-15 8 ​ใน​แถบ​นั้น​มี​คน​เลี้ยง​แกะ​อยู่​ใน​ทุ่ง​นา เฝ้า​ฝูง​แกะ​ของ​เขา​ใน​เวลา​กลางคืน​9 มี​ทูต​องค์​หนึ่ง​ของ​พระ​เป็นเจ้า​มา​ปรากฏ​แก่​เขา และ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เป็นเจ้า​ส่อง​ล้อม​รอบ​เขา และ​เขา​กลัว​นัก​10 ฝ่าย​ทูต​องค์​นั้น​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ความ​ปรีดี​ยิ่ง​ซึ่ง​จะ​มาถึง​คน​ทั้ง​ปวง​11 เพราะ​ว่า​ใน​วันนี้​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​พระ​คริสต​เจ้า มา​บังเกิด​ที่​เมือง​ดาวิด​12 นี่​จะ​เป็น​หมาย​สำคัญ​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ท่าน​จะ​ได้​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​พัน​ผ้า อ้อม​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า”13 ​ใน​ทันใด​นั้น มี​ชาว​สวรรค์​หมู่​หนึ่ง​มา​อยู่​กับ​ทูต​องค์​นั้น​ร่วม​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​ว่า 14 “​พระ​สิริ​จง​มี​แด่​พระ​เจ้า​ใน​ที่​สูงสุด ส่วนบน​แผ่นดิน​โลก สันติ​สุข​จง​มี​ท่ามกลาง​มนุษย์​ทั้ง​ปวง ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​โปรด​ปราน​นั้น” 15 เมื่อ​ทูตสวรรค์​เหล่า​นั้น ไป​จาก​เขา​ขึ้น​สู่​สวรรค์​แล้ว พวก​เลี้ยง​แกะ​ได้​พูด​กัน​ว่า “ให้​เรา​ไป​ยัง​เมือง​เบธเลเฮม​ดู​เหตุการณ์​ที่​เกิดขึ้น​นั้น ซึ่ง​พระ​เป็นเจ้า​ได้​ทรง​แจ้ง​แก่​เรา”​ พวกคนเลี้ยงแกะในเวลากลางคืนขณะที่คนอื่นๆนอนหลับสบาย เขาน่าจะคิดว่า คนที่นอนหลับอยู่ในบ้านที่อบอุ่น อยู่กับครอบครัวน่าจะมีความสุข มีความรักและได้รับพรที่แท้จริงมากกว่าพวกเขาที่ต้องนอนตากน้ำค้าง แต่การมาบังเกิดของพระกุมารเยซู (คริสตมาส)ได้ทำให้คนเลี้ยงแกะเหล่านี้กลับมีความสุขมากกว่าคนอื่นๆ เพราะเขาได้มีประสบการณ์กับทูตสวรรค์ ได้รับข่าวดีก่อนคนอื่น ได้สัมผัสความรักของพระเจ้า และได้รับพรแห่งสันติสุขแท้ เรื่องราวในพระคัมภีร์ตอนนี้ได้ถูกกล่าวถึงตลอดสองพันปี ได้พิสูจน์ถึงความจริงที่ไม่มีวันเสื่อมสูญ และได้ถูกแชร์ออกไป ปันออกไปและส่งต่อออกไป ในเทศกาลที่คนทั่วโลกต่างให้ฉายานามว่า คริสตมาส เทศกาลแห่งความสุข พรที่แท้จริงไม่มีวันเสื่อมสูญ ดังนิยามความรัก (อากาเป้) ของพระเจ้าปรากฏใน 1โครินธ์ 13:7-8 7 ความ​รัก​ทน​ได้​ทุก​อย่าง เชื่อ​อยู่​เสมอ มี​ความ​หวัง​และ​ความ​ทร​หด​อด​ทน​อยู่​เสมอ 8 ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​เสื่อม​สูญ… แม้​วิชา​ความ​รู้​ก็​จะ​เสื่อม​สลาย​ไป คำถามคือว่า ความสุข ความรักที่เป็นพรที่แท้จริงดำรงอยู่ไม่เสื่อมสลายเพื่ออะไร คำตอบคือ  เพื่อให้เราแชร์สุข ปันรักและส่งคำอวยพรต่อไปให้กับคนอื่นไงล่ะ รู้แล้ว อย่านิ่งเฉย ไปชวนคนมาให้ได้รับความสุข  ความรักและพรที่แท้จริงจากพระเจ้าในคริสตมาสนี้ด้วยกัน อาเมน

อาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2013

“พ่อผู้อ่อนโยนกับพระเจ้า…พระบิดา”

เพลงคริสเตียนเพลงหนึ่งได้บรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้า..พระบิดา ดังนี้ เราคือองค์พระเจ้าพระบิดา เราเปี่ยมด้วยความรักและเมตตา  เจ้าจงเข้ามาหาเรา เรียกเราว่าพระบิดา มอบชีวิตเจ้าไว้กับเรา  เรานำการรักษาและฟื้นใจ  เราเป็นความหวังกำลังใจ  เจ้าจงวางชีวิตลง เราให้เจ้ามั่นคง  ให้จำเริญขึ้นในพระคุณ  เรารักเจ้า ลูกที่รักของเรา  จงวางใจในเราเสมอ  เรารักเจ้า ลูกที่รักของเรา จงอยู่ในอ้อมแขนของเรา จงอยู่ในพระทัยเรา จงอยู่ในรักของเราเสมอไป ภาพของพระเจ้า…พระบิดาในบทเพลงนี้ คือภาพของความเข้มแข็งของพระเจ้า…พระบิดา พระองค์เป็นป้อมปราการที่เข้มแข็ง และเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ลูกพระเจ้าทุกคน (คริสเตียน) จะสามารถเข้าหาได้ทุกเวลา ในยามที่ลูกต้องการกำลังใจ บาดเจ็บและต้องการการฟื้นใจ พระเจ้า..พระบิดาทรงรอคอยสำหรับลูกเสมอ และนี่คือต้นแบบสำหรับพ่อทุกคน ความอ่อนโยนของพ่อเป็นป้อมปราการที่เข้มแข็งให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว พ่อผู้อ่อนโยน เป็นที่ไว้วางใจได้เสมอ ลูกไม่ต้องคอยมองว่า วันนี้พ่อจะอารมณ์ดีหรือไม่ พ่อผู้อ่อน โยน พร้อมทุกเวลาสำหรับลูก พ่อผู้อ่อนโยนจะไม่โยนบทบาทอ่อนโยนให้กับแม่ ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องราวของคุณพ่อท่านหนึ่ง เมื่อยังหนุ่ม ท่านเป็นคนอารมณ์ร้อน ก้าวร้าว โมโหเร็ว เมื่ออายุมากขึ้น เข้าถึงสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น ได้ใกล้ชิดผู้มีธรรมะมากขึ้น ความอารมณ์ร้อนก็เย็นลง โกรธช้า และอ่อนโยน มีชีวิตที่สมถะ วัยที่ล่วงเลยทำให้หันกลับไปมองสิ่งที่ตนทำไว้ในวัยหนุ่ม มีผลกระทบต่อลูกทุกคนมากน้อยต่างกัน แล้วแต่ว่า ลูกแต่ละคนจะมีความแกร่งหรือเปราะบางขนาดไหน ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ พ่อคนหนึ่งสอนลูกว่า เมื่อลูกโกรธ ให้เอาตะปูตอกกำแพงหนึ่งตัว เมื่อหายโกรธก็ถอนตะปูออกหนึ่งตัว ลูกก็ทำตามที่พ่อสอน ทุกครั้งที่โกรธ ก็เอาตะปูตอกที่กำแพง และหายโกรธเมื่อไร ก็ถอนตะปูออก เมื่อเวลาผ่านไป แล้วพ่อก็ให้ลูกมองที่กำแพงว่า เกิดอะไรขึ้น แล้วลูกก็อุทานว่ ทำไมรอยตะปูมันเยอะจัง ผมโกรธเยอะขนาดนี้เชียวหรือ พ่อจึงสอนลูกว่า ความโกรธไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลย มันทิ้งรอยเอาไว้ แม้เราจะหายโกรธแล้วก็ตาม วันนี้ คุณพ่อที่อายุมากขึ้นท่านนั้นได้เข้าใจถึงสิ่งที่ตอนท่านยังหนุ่มอยู่ว่าได้ทิ้งรอยเอาไว้ในชีวิตของลูกมากเพียงไร ถ้าสามารถย้อนอดีตกลับไปแก้ไขได้ พ่อจะไม่โกรธลูกเลย พระคัมภีร์ได้สอนเรื่องความโกรธไว้อย่างนี้ 19 ดูก่อน​พี่​น้อง​ที่​รัก​ของ​ข้าพเจ้า จง​ทราบ​ข้อ​นี้ จง​ให้​ทุก​คน​ไว​ใน​การ​ฟัง ช้า​ใน​การ​พูด ช้า​ใน​การ​โกรธ​20 เพราะ​ว่า​ความ​โกรธ​ของ​มนุษย์​ไม่ได้​กระทำ​ให้​เกิด​ความ​ชอบธรรม​แห่ง​พระ​เจ้า​ (ยากอบ 1:19-20) ยังไม่สายเกินไปสำหรับพ่อทุกท่านที่มาในวันพ่อวันนี้ พระเจ้าทรงสามารถ ทรงสัพพัญญู ทรงเป็นพระเจ้า…พระบิดาที่รอคอยให้คุณพ่อทั้งหลายที่ได้รับมอบหมายบทบาทพ่อมารับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าให้คุณพ่อเป็น…คุณพ่อผู้อ่อนโยน อย่างที่พระเจ้าต้องการให้เป็น อาเมน

อาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2013

“พ่อ…ผู้อ่อนโยน”

มีคำพูดหนึ่งกล่าว “เข้มแข็งแต่ไม่ก้าวร้าว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ” ใช่เลย นี่คือประโยคที่ลูกๆคาดหวังและต้องการจากคุณพ่อทุกคน ลูกต้องการคุณพ่อที่เข้มแข็ง สามารถยืนหยัดในทุกสถานการณ์ได้ โดย เฉพาะในยามที่วิกฤติของครอบครัว แต่ในความเข้มแข็งนั้นไม่ใช่ความก้าวร้าว มีคนเข้าใจผิดคิดว่า ความก้าวร้าวคือความเข้มแข็ง ในทางตรงกันข้ามความก้าวร้าวคือความอ่อนแอของแทบทั้งหมดของชีวิต แต่ในความเป็นจริง ความอ่อนโยน คือความเข้มแข็งที่สุดทั้งหมดของชีวิต พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสว่า บรร ดา​ผู้​ทำงาน​เหน็ด​เหนื่อย​และ​แบก​ภาระ​หนัก จง​มา​หา​เรา และ​เรา​จะ​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย หาย​เหนื่อย​เป็น​สุข​ จง​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ​ว่า​เรา​สุภาพ​และ​ใจ​อ่อน​น้อม และ​จิตใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​พัก ด้วย​ว่า​แอก​ของ​เรา​ก็​พอเหมาะ และ​ภาระ​ของ​เรา​ก็​เบา” (มัทธิว 11:28-30) คำว่า สุภาพ แปลว่า อ่อนโยน ส่วนคำว่า ใจอ่อนน้อม แปลว่า ความถ่อมใจ พระเยซูเป็นผู้ชายยิวที่เป็นแบบอย่างเรื่องความอ่อนโยนและความถ่อมใจ และพระองค์ได้พิสูจน์ว่า ความอ่อนโยนและความถ่อมใจที่พระองค์เชิญชวนคนในยุคนั้น โดยเฉพาะผู้ชายยิวทั้งหลาย มาเรียนจากพระองค์ เพราะผู้ชายต้องแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อยกับการดูแลครัวเรือนของตนเอง และของวงศาคณาญาติอีก นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้าที่สำแดงผ่านพระบุตร (พระเยซูคริสต์เจ้า) เพื่อเห็นว่า พระบิดาในฟ้าสวรรค์ทรงปรารถนาให้ผู้เป็นพ่อทั้งหลายบนโลกนี้ได้เรียนจากพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์เจ้า พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ และนี่คือสิ่งที่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกันที่อ.เปาโลได้กล่าวไว้ในหนังสือเอเฟซัส 3:15 15 (​คำ​ว่า บิดา ของ​ทุก​ตระกูล ทุก​ชาติ ใน​สวรรค์​ก็​ดี ที่​แผ่นดิน​โลก​นี้​ก็​ดี​มา​จาก​คำ​ว่า ​พระ​บิดา​)​ เพื่อยืนยันว่า บิดาที่แผ่นดินโลกนี้ ไม่เพียงได้ชื่อมาจากพระบิดา แต่ควรเอาพระลักษณะของพระบิดามาด้วย นั่นคือสิ่งที่พระเยซูทรงตรัสว่า พระองค์จะเป็นผู้สอนคุณพ่อทั้งหลายด้วยพระองค์เอง แล้วเรื่องของลูกจะไม่กลายเป็นภาระหนักที่ทำให้คุณพ่อหลายคนในทุกวันนี้เหน็ดเหนื่อยอย่างไม่มีวันพัก พระเยซูตรัสว่า และ​จิตใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​พัก นั่นหมายความว่า นอกจากคุณพ่อจะสามารถทำบทบาทของความเป็นพ่อได้อย่างครบถ้วนแล้ว คุณพ่อจะรู้สึกสบายๆ ชิวๆ30 ด้วย​ว่า​แอก​ของ​เรา​ก็​พอเหมาะ และ​ภาระ​ของ​เรา​ก็​เบา” รู้อย่างนี้แล้ว คุณลูกๆและคุณแม่ด้วย อย่าพลาดที่จะพาคุณพ่อมาในวันพ่อที่คริสตจักรจะจัดขึ้นในช่วงนมัสการเช้าวันอาทิตย์ที่จะถึง ขอให้พวกเราทุกคนอย่าลืมเพื่อนบ้านของเราที่เป็นคุณพ่อด้วยเช่นกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของทั้งครอบครัว หากคนหนึ่งคนใดในครอบครัวเข้าใจเรื่องนี้ ก็ถือว่า มีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้อย่างมาก ลักษณะของคุณพ่อที่เรียนจากพระเยซู จะทำให้คนในครอบครัวเข้าใจคุณพ่อในมิติฝ่ายวิญญาณอีกระดับหนึ่ง ขอให้คุณพ่อทุกคนได้รับคำเชิญชวนนี้  ​29 จง​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ​ว่า​เรา​สุภาพ​และ​ใจ​อ่อน​น้อม

อาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2013

“ใครจะเฉลิมฉลองคริสตมาส….กับใครบ้าง”

คำว่า “เฉลิมฉลอง” ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า celebrate ในพจนานุกรม Lexitron มีคำที่มีความหมายเหมือนกันสองคำ คือคำว่า declare, proclaim แปลว่า ประกาศ กับคำว่า praise แปลว่า สรรเสริญ เมื่อนำมาใช้กับวันคริสตมาส อาจกล่าวได้ว่า การเฉลิมฉลองคริสตมาส คือการประกาศเรื่องราวของการมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์เจ้า หรือคือวันสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงประทานของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชาวโลก ตามที่บันทึกในหนังสือลูกา2:10-14 10 ฝ่าย​ทูต​องค์​นั้น​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ความ​ปรีดี​ยิ่ง​ซึ่ง​จะ​มาถึง​คน​ทั้ง​ปวง​11 เพราะ​ว่า​ใน​วันนี้​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​พระ​คริสต​เจ้า มา​บังเกิด​ที่​เมือง​ดาวิด​12 นี่​จะ​เป็น​หมาย​สำคัญ​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ท่าน​จะ​ได้​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​พัน​ผ้าอ้อม​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า”13 ​ใน​ทันใด​นั้น มี​ชาว​สวรรค์​หมู่​หนึ่ง​มา​อยู่​กับ​ทูต​องค์​นั้น​ร่วม​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​ว่า 14 “​พระ​สิริ​จง​มี​แด่​พระ​เจ้า​ใน​ที่​สูงสุด ส่วนบน​แผ่นดิน​โลก สันติ​สุข​จง​มี​ท่ามกลาง​มนุษย์​ทั้ง​ปวง ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​โปรด​ปราน​นั้น” ทูตสวรรค์ได้นำข่าวดีมาประกาศกับคนเลี้ยงแกะที่เฝ้าแกะในเวลากลางคืน ข่าวดีนั้นคือ 11 เพราะ​ว่า​ใน​วันนี้​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​พระ​คริสต​เจ้า มา​บังเกิด​ที่​เมือง​ดาวิด​ คำว่าพระผู้ช่วยให้รอด แปลว่า ผู้ปลดปล่อย สำหรับคนที่รู้สึกว่าถูกพันธ นาการ เป็นทาส เป็นเชลย ถูกผูกมัด หมดอิสรภาพ การมาของพระผู้ช่วย พระผู้ปลดปล่อยคือข่าวดีสำหรับคนเหล่านี้ วันที่พระเยซูคริสต์มายังโลกนี้จึงเป็นวันที่น่าเฉลิมฉลอง น่ายินดี ด้วยการสรรเสริญขอบพระ คุณพระเจ้า และควรที่จะบอกให้คนที่ยังไม่หลุดจากการปลดปล่อยได้รู้ว่า มีข่าวดี สิ่งที่น่าสังเกตุอันหนึ่งว่า จำนวนชาวสวรรค์มากันเป็นกองทัพ คำว่าหมู่หนึ่ง ภาษาพระคัมภีร์ใช้คำว่า multitude แปลว่า จำนวนมากมายของเหล่าทูตสวรรค์ร่วมแสดงความยินดีกับชาวโลกที่ได้รับข่าวดีนี้ แล้วทีนี้ ชาวโลกทั้งหลายจะรู้หรือไม่ว่า ใครจะเฉลิมฉลองคริสตมาส…กับใครบ้าง? แน่นอน คนที่รู้จักข่าวดีเรื่องการมาของพระเยซูคริสต์ คนที่มีประสบการณ์กับพระผู้ปลดปล่อย ผู้ได้รับการปลดปล่อย คนที่หวังในการปลด ปล่อยอีกมากมาย นั่นก็คือ คริสเตียนทั้งหลายที่จะเฉลิมฉลองวันคริสตมาส….กันเองหรือ? หรือกับใครบ้าง…ข้าพ เจ้าเชื่อแน่ว่า น้ำพระทัยพระเจ้าต้องการให้คริสเตียนเฉลิมฉลองคริสตมาสกับเพื่อนบ้านของตน กับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ศัตรู มีเรื่องเล่าว่า ในสนามรบแห่งหนึ่งมีการต่อสู้กันตลอดเวลาเพื่อรักษาพื้นที่ของตนเอง มีทั้งรุกและรับ แต่เมื่อมาถึงวันคริสตมาส ทหารทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า เราหยุดยิง หยุดต่อสู้ และมาร้องเพลงเฉลิมฉลองวันคริสตมาสกันดีกว่า การเฉลิมฉลองคริสตมาสทำให้สนามรบเปลี่ยนเป็นงานเลี้ยงรื่นเริงยินดีได้ ถึงเวลาแล้วที่คริสตมาสปีนี้ สนามรบในชีวิตของใครบางคนจะเป็นงานเลี้ยงรื่นเริงยินดีกับใครบางคนที่ใกล้ตัวได้แล้ว เสียงเพลง เชิญมารื่นเริงยินดี ฉลองพระเยซูด้วยความยินดี กำลังดังขึ้นแล้ว

อาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2013

“ความไม่รู้พระคัมภีร์…แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็หาคำตอบไม่เจอ”

หนึ่งในสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำแก่เรา ได้ถูกเปิดเผยแก่นักบินอวกาศ และนักวิทยาศาสตร์ทางอวกาศที่เมืองกรียแบล รัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา พวกเขาคำนวนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ต่างๆในอวกาศ โดยพวกเขาคำนวนว่า หากเวลาผ่านไป 100ปี และ 1000ปี จากปัจจุบัน ตำแหน่งของดาวต่างๆ จะเป็นอย่างไร พวกเขาต้องการรู้สิ่งเหล่านี้ เพื่อจะไม่ส่งดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศ ถ้าหากว่าตำแหน่งของดาวเทียมนั้นจะถูกชนโดยดาวบางดวงในอวกาศ พวกเขาต้องการที่จะวางแผนเส้นทางการโคจรของดาวเทียมตลอดอายุการใช้งานของมันและไม่ต้องการให้ดาวเคราะห์สักดวงมาชนมัน พวกเขาใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวนตำแหน่งของดาวต่างๆเป็นเวลาหลายร้อยปีกลับไป กลับมา ในอดีต และอนาคต และคอมพิวเตอร์ได้แฮงค์ คอมพิวเตอร์หยุดการทำงาน และไฟสีแดงติด ซึ่งหมายความว่า มีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดเกิดขึ้น อาจจะเป็นข้อมูลที่ป้อนเข้าไปผิดพลาด หรือไม่ก็ผลลัพท์ผิดพลาดเมื่อเทียบกับมาตรฐาน พวกเขาก็ได้เรียกฝ่ายบริการเพื่อจะซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ และได้ถามช่างว่า “อะไรที่มันเสีย?” แน่ทีเดียวพวกเขาพบว่า “มีหนึ่งวันในอวกาศที่หายไป (เพราะว่าตำแหน่งของดวงดาวไม่ตรง) ในที่สุดคริสเตียนคนหนึ่งที่อยู่ในทีมนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “คุณรู้ไหม ครั้งหนึ่ง ฉันเคยเรียนพระคัมภีร์ในวันอาทิตย์และที่นี่เขาพูดถึงว่า ดวงอาทิตย์ได้หยุดนิ่งอยู่” แม้ว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อชายคนนี้ แต่พวกเขาก็ไม่มีคำตอบใดๆดังนั้นพวกเขาจึงพูดว่า “แสดงให้เราดูหน่อย” ชายคนนั้นก็เลยเปิดพระคัมภีร์ในพระธรรมโยชูวาตอนที่ดวงอาทิตย์หยุด พวกเขาได้พบว่า “พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า ‘อย่ากลัวเขาเลย เพราะได้มอบเขาไว้ในมือเจ้าแล้วจะไม่มีผู้่ใดในพวกเขาสักคนเดียวที่จะยืนหยัดต่อสู้เจ้าได้’ “ โยชูวามีความกังวล เพราะเขาถูกศัตรูล้อมเอาไว้ และถ้ามืดลง พวกศัตรูก็อาจจะมีชัยชนะเหนือเขา ดังนั้นโยชูวาก็ทูลขอกับพระเจ้า ให้ดวงอาทิตย์หยุดนิ่งอยู่ และแน่นอน “ดวงอาทิตย์ก็หยุดนิ่ง และดวงจันทร์ก็ตั้งเฉยอยู่…หาได้รีบตกไปตามเวลาประมาณวันหนึ่งไม่” นักบินอวกาศ และนักวิทยาศาสตร์ ก็ได้พูดว่า “นี่แหละวันที่หายไป !” พวกเขาก็ได้กลับไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์อีกครั้งและเริ่มคำนวนเวลาย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เขียนไว้ในพระธรรมโยชูวา และพบว่ามันใกล้เคียงมาก แต่ก็ยังไม่ตรงสักทีเดียว เวลาที่หายไปในช่วงเวลาของโยชูวานั้น เท่ากับ 23 ชั่วโมง20นาทีซึ่งไม่ใช่ “ทั้งวัน” ที่หายไปในอวกาศ พวกเขาไม่สามารถอธิบายเวลาอีก 40 นาทีที่เหลืออยู่ได้ ขณะที่ทีมงานคริสเตียนคนเดิมเกิดความจำขึ้นมาได้เกี่ยวกับ “การที่ดวงอาทิตย์ได้ถอยหลังกลับ”ในพระธรรม 2พงศ์กษัตริย์ พระธรรมตอนนี้ได้กล่าวว่า  ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้มาเข้าเฝ้ากษัตริย์เฮเซคียาห์ ซึ่งกำลังประชวรใกล้จะสิ้นพระชนม์ และอิสยาห์ได้ทูลกษัตริย์เฮเซคียาห์ว่า พระองค์จะไม่ตาย กษัตริย์เฮเซคียาห์ก็ได้ขอหมายสำคัญเป็นการรับรอง  อิสยาห์ได้ทูลว่า “พระองค์ต้อง การให้เงาคืบหน้าไปสิบขั้น หรือย้อนกลับมาสิบขั้น?” กษัตริย์เฮเซคียาห์พูดว่า “เป็นการง่ายที่เงาจะยาวออกไปอีกสิบขั้น แต่ให้เงาย้อนกลับมาสิบขั้นต่างหาก”และอิสยาห์ก็ร้องทูลต่อพระเจ้า และพระองค์ทรงนำเงาย้อนกลับมาสิบขั้น (หรือ 10 องศา) เท่ากับ 40นาที พอดี! 23 ชั่วโมง 20 นาทีในพระธรรมโยชูวา บวกกับ 40 นาทีในพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ รวมกันเท่ากับ 1 วันที่หายไปในจักรวาลพอดิบพอดี !นี่เป็นการอัศจรรย์ ! พระเจ้าของเราได้ลูบจมูกคนเหล่านั้นด้วยความจริงของพระองค์ ! (โยชูวา.10:8, 12, 13 และ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:9-11) พี่น้องพร้อมสำหรับการเข้าสู่รายการไบเบิ้ลคอนเทสต์ของคริสตจักรแล้วหรือยัง?

อาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2013

“คำพยานที่ได้ผลที่สุด…คือชีวิตที่เปลี่ยนแปลง”

2 เปโตร2:19 ….เพราะ​ว่า​มนุษย์​พ่าย​แพ้​แก่​สิ่ง​ใด เขา​ก็​เป็น​ทาส​ของ​สิ่ง​นั้น​ หลังจากค่ายล้างพิษร่างกาย จิตใจและวิญญาณ ข้าพเจ้าได้ยินคำพยานจากพี่น้องหลายคน “เลิกแล้วค่ะ”  “เลิกแล้วครับ” เลิกอะไร เลิกดื่มน้ำอัดลม เลิกดื่มกาแฟและชา เลิกอาหารขยะ ฯลฯ นี่เป็นคำพยานที่ดีที่สุดและได้ผลที่สุด ข้าพเจ้าเคยพบกับคนๆหนึ่ง (ตอนนี้เขาเสียชีวิตไปแล้ว) เขาเป็นวิศวกรแนวหน้าของที่ทำงานแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงระดับ ประเทศ เป็นคนเก่ง  ฉลาด แต่ติดบุหรี่อย่างหนัก ไม่สามารถเลิกได้ สุดท้ายอายุสั้น ความเก่ง ความฉลาดในเรื่องงาน แต่ไม่ฉลาดในเรื่องการเอาชนะตนเองเรื่องบุหรี่ เป็นความเก่งและความฉลาดที่ถูกสังคมยกยอปอปั้นไม่ใช่ของจริง แต่ความฉลาดของจริง คือคำสอนของพระเยซูคริสต์เจ้าเรื่องการเอาชนะตนเอง จึงจะเดินในเส้นทางเดียวกันกับพระเยซูได้ มัทธิว 16:24 ขณะนั้น​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​ตาม​เรา​มา​ให้​ผู้​นั้น​เอาชนะ​ตัวเอง และ​รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังบอกกับสาวกของพระองค์ว่า คำพยานที่ได้ผลที่สุด..คือชีวิตที่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงที่เห็น ชัดที่สุดคือการเอาชนะตัวเอง ค่านิยมของโลกนี้กำลังสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์เสพและติด เบื้อง หลังคือธุรกิจค้ากำไร ไม่มีคุณธรรมความใส่ใจต่อผู้บริโภค ดังนั้น เราทั้งหลายในฐานะผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังด้วยตัวของเราเอง พยายามเรียนรู้ ค้นหาความจริง มีสติปัญญาในการบริโภคแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ อะไรที่เป็นโทษ เป็นพิษ ก็ต้องเลี่ยงหรือหยุดให้มากที่สุดที่จะมากได้ อย่าให้เราติดแต่ของอร่อยเหมือน กับเด็กที่ชอบขนม แต่ไม่ชอบทานอาหารมื้อหลัก ค่ายล้างพิษฯ เพิ่งจบไป ความร้อนรนและกระตือรืนร้นยังอยู่ แต่อย่าให้แผ่วหรือจางหายไปเหมือนกับเวลาเราไปค่ายฟื้นฟูอื่นๆ ขอให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่อง ไม่เพียงเรื่องอาหารการกินเท่านั้น แต่การอ่านและใช้พระวจนะของพระเจ้าในชีวิตของเราก็ต้องพัฒนาเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คืออาหารหลักของฝ่ายวิญญาณเช่นกัน ข้าพเจ้าอยากเห็นพวกเราชาวใจสมานเพชรเกษม11แข็งแรงทั้งร่างกาย จิตใจและวิญญาณ นั่นคือคำพยานชีวิตที่ได้ผลที่สุดที่เราจะสำแดงแก่ทุกคนที่พบเจอเรา ความแข็งแรงของร่างกายทำให้เราไม่ป่วยง่าย จิตใจแข็งแรงทำให้เรามั่นคงทางด้านอารมณ์ความคิด จิตวิญญาณแข็งแรงทำให้เรามองเห็นมิติฝ่ายวิญญาณชัดเจนและไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของเนื้อหนัง 10 เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ประพฤติ​อย่าง​ที่​สมควร​ต่อ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​ทำ​ตน​ให้​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​พระ​องค์ ให้​เกิดผล​ใน​การ​ดี​ทุก​อย่าง และ​จำเริญ​ขึ้น​ใน​ความ​รู้​ถึง​พระ​เจ้า​11 ขอ​ให้​ท่าน​มี​กำลัง​มาก​ขึ้น​ทุก​อย่าง​โดย​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์ ขอ​ให้​ท่าน​มี​ความ​ทรหด​ที่สุด และ​ความ​อดทน​ไว้​นาน​ด้วย​ความ​ยินดี​ (โคโลสี 1:10-11) ยินดีด้วยกับผู้ที่เลิกได้ ละได้ ขอให้พวกเราทุกคนทำได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายและยาวนาน และเลิก ละได้อีกหลายๆอย่าง ขอพระเจ้าเสริมกำลัง สู้ๆ อาเมน

อาทิตย์ 27 ตุลาคม 2013

“ควันหลงจากค่ายพัฒนาชีวิต”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริงๆ ที่หัวข้อคริสตจักรปีนี้ คือ เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์ และโดยการทรงนำของพระเจ้าทำให้เรามีวิทยากรที่ฮ้อตที่สุดเรื่องสุขภาพฝ่ายร่างกายในวงการคริสเตียนในเวลานี้ก็คือ ศจ.ดร.สุรเชษฐ์ อินสม จากเซเว่นเดย์แอ็ตเวนติสต์  และวิทยากรอีกท่านที่ทำให้ค่ายพัฒนาชีวิตปีนี้สมบูรณ์ครบถ้วน ก็คือ อาจารย์ประยูร ลิมะหุตะเศรณี ซึ่งได้แบ่งปันมิติฝ่ายวิญญาณ สุดยอด….ของสุดยอดมารวมกันที่นี่ ผู้ที่เข้าค่ายปีนี้จึงได้รับอย่างเต็มอิ่มคุ้มค่าของเวลา เรื่องค่าค่ายไม่ต้องพูดถึง เกินคุ้ม จนถึงวินาทีสุดท้ายของการจบค่าย คนส่วนใหญ่สุขภาพดีขึ้นกว่าเดิม หลายคนความดันลดลงจากเดิมความดันสูง หลายคนน้ำหนักลดลงจากเดิม มีความไวต่อสารอาหารที่ไม่ดี และไวต่อสารอาหารที่ดี บางคนรู้สึกตัวเบา ปรอดโปร่ง แต่บางคนก็ปวดหัวในช่วงต้น เพราะอดกาแฟ แต่ในวันท้ายๆก็ดีขึ้น หลายคนตั้งใจและพยายามลดอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่นน้ำอัดลม ของหวาน รู้จักแยกแยะว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นคุณ ข้อพระคัมภีร์ไฮไลท์ สุภาษิต 16:32 …​บุคคล​ผู้ปกครอง​จิตใจ​ของ​ตนเอง​ก็​ดีกว่า​ผู้​ที่​ตี​เมือง​ได้ ดร. สุรเชษฐ์ ได้ฉายภาพยนต์หลายเรื่องและข้อมูลต่างๆที่ทำให้เราได้พบความจริงของการหลอกลวงของวงการอุตสาหกรรมผลิตอาหารที่มุ่งค้ากำไรโดยไม่ได้สนใจต่อสุขภาพของผู้บริโภคเลย ทำให้ผู้เข้าค่ายตกตะลึงกับความจริงเหล่านั้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนมีพระคำของพระเจ้าที่เป็นความจริงมาอ้างอิง เพื่อบอกกับเราว่า พระเจ้าได้เตือนคนของพระองค์ให้ดูแลสุขภาพของตนเองไว้ล่วงหน้าแล้ว อพยพ 15:26 …แล้ว​โรค​ต่างๆ ซึ่ง​เรา​บันดาล​ให้​เกิด​แก่​ชาว​อียิปต์​นั้น เรา​จะ​ไม่ให้​บังเกิด​แก่​พวก​เจ้า​เลย เพราะ​เรา​คือ​พระ​เจ้า​แพทย์​ของ​เจ้า”  อีกไฮไลท์ คือการล้างพิษมือ พิษเท้า พิษใบหน้า นอกจากล้างพิษลำไส้ พิษไข้ พิษต่างๆ โอ้โห เราอยู่ในสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่มีแต่พิษทั้งนั้น ถึงว่า… เราจึงป่วยง่าย อารมณ์เสียง่าย อะไรๆอีกมากมายที่เป็นพิษที่ออกมาจากชีวิตของเรา มีข้อมูลวิจัยว่า สิ่งที่เรากิน สิ่งที่เราดื่มอาจทำลายสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม ความดีงาม อารมณ์ดีของคน ฯลฯ ทำให้คนก้าวร้าวและเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม นอกจากนี้ การเข้าค่ายครั้งนี้มีการตรวจสุขภาพจนทำให้บางคนเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองป่วยหนักมากและต้องเข้าถึงมือหมออย่างเร่งด่วนที่สุด บางคนเพิ่งรู้ว่าตนเองใกล้ป่วยต้องปรับพฤติกรรมการกิน การดื่มของตนเองทันที นี่คือความสำเร็จของค่ายพัฒนาชีวิตปีนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงพระเมตตาต่อพวกเราทุกคน พระเจ้าน่ารักต่อพวกเรา จึงได้ส่งดร.สุรเชษฐ์มาเป็นพระพร แถมท้ายด้วยอาจารย์ประยูร ที่ได้แบ่งปันการล้างพิษฝ่ายวิญญาณ หากพูดตามภาษาชาวบ้าน คือ ถึงกึ๋น เข้าไปถึงทรวงใน งานนี้มีเทป ใครที่พลาด ขอเชิญจับจองไปดูไปฟังกันได้ อาจารย์ประยูรได้ทิ้งท้ายไว้ว่า นี่คือค่ายที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้สำหรับคริสตจักรใจสมานเพชรเกษม11จริงๆ ฮาเลลูยา…

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2013

“ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว….อยู่ท่ามกลางเรา”

ขณะกำลังเขียนสาส์นศิษยาภิบาลนี้ (ในกรุงเทพ) ข้าพเจ้ากำลังอยู่ในการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กวัยตั้งแต่ 4-14 ปีทั่วโลก ทั้งด้านที่เลวร้ายและด้านที่ดีสุดๆ เมื่อเด็กในวัยนี้ได้รับความรักจากคนของพระเจ้า และเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง เกิดผล น่าอัศจรรย์อย่างไร ทำให้ข้าพเจ้าต้องกลับใจใหม่ในการมองเด็กๆในอีกมิติที่กว้างกว่าที่เป็นอยู่ ทำไมพระเจ้าจึงใช้เด็ก และทำไมสิ่งที่มาจากเด็กจึงเกิดผลมากมาย ยอห์น 6:9 “ที่นี่​มี​เด็ก​คน​หนึ่ง​มี​ขนม​บาร​ลี​ห้า​ก้อน​กับ​ปลา​สอง​ตัว แต่​เท่านั้น​จะ​พอ​อะไร​กับ​คน​มาก​อย่าง​นี้” ในสถานการณ์ที่หิวและขาดแคลน เด็กมีสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งปันที่ดี เพราะเด็กไม่หวง ไม่กังวล แต่ไว้วางใจ เด็กจึงเป็นภาพที่พระเยซูยกขึ้นมาเปรียบเทียบอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ มาระโก 10:15  เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​มิได้​รับ​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ผู้​นั้น​จะ​เข้า​ใน​แผ่นดิน​นั้น​ไม่ได้” เด็กมีสิ่งที่ดี บริสุทธิ์  เด็กเทศนาได้ นำนมัสการได้ เป็นพิธีกรได้ ทำอะไรที่ดีๆในคริสตจักรได้ และเป็นพระพรแก่ชุมชนที่เด็กๆอยู่ได้ ขอเพียงแต่เด็กเหล่านี้ได้รับการวางรากฐานที่ดี และได้รับการปลดปล่อยให้มีโอกาสที่จะแสดงออก สดุดี 8:2 โดย​ปาก​ของ​เด็ก​อ่อน​และ​ทารก ​พระ​องค์​ทรง​ตั้ง​ป้อม​ปราการ​เพราะ​คู่อริ​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​ระงับ​ยับยั้ง​ศัตรู​และ​ผู้กระทำ​การ​แก้​แค้น พระคัมภีร์ตอนนี้ได้กล่าวว่า พระเจ้าจะทำให้เสียงที่ออกมาจากปากของเด็กขับไล่ศัตรูทั้งหลายไป สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริงๆแล้วในหลายประเทศทั่วโลก และข้าพเจ้าหวังใจว่า ประเทศไทยของเรา สังคมที่ใกล้ตัวของเราจะมีเด็กเหล่านี้เกิดขึ้น เสียงของเด็กจะทำให้พระเจ้าทรงทำกิจของพระองค์ในประเทศไทยอย่างมากมาย แม้ว่าเขาจะเป็นเสียงเล็กๆ แต่มีความหมายอย่างล้นเหลือ ข้าพเจ้าแบ่งปันเรื่องนี้กับพี่น้องมาถึงตรงนี้ ด้วยความรู้สึกที่กลับใจใหม่ในการมองเด็กๆอย่างพระเจ้ามอง มิใช่อย่างคนไทยมอง เพราะคนไทยเรามักมองเด็กเป็นเด็กที่อ่อนอาวุโสและดูเหมือนจะทำอะไรไม่ได้มากเท่าผู้ใหญ่ แต่ความจริงอันหนึ่งที่สังคมไทยกำลังตกอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงนั่นคือ เด็กในสังคมของเราสามารถทำอันตรายได้เท่าผู้ใหญ่และเกินจากที่เราจะคิดแบบโบราณแล้ว เด็กทำอะไรที่รุนแรง ร้ายแรงได้อย่างเหลือเชื่อ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ความรุนแรงทำให้เด็กกลายเป็นตัวอันตราย ทุกวันนี้ เด็กไทยกำลังเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศของความรุนแรง ทั้งในครอบครัวตัวเอง เพื่อนๆรอบข้าง สื่อทีวี เกมส์การต่อสู้ต่างๆตามร้านตู้เกมส์ ร้านอินเตอร์เน็ต มองไปไม่เห็นที่ใดที่จะนำเด็กด้วยความรัก นอกจากคริสตจักร ข้าพเจ้าจึงอยากเชิญชวนพวกเราให้เริ่มใส่ใจเด็ก ให้ความสำคัญและฟังเด็กพูด อย่าใช้เขาเป็นเครื่องมือที่เราจะใส่ความคิดของเราชักใยเด็กให้ทำอย่างที่เราอยากจะทำ แต่ไม่มีโอกาสจะทำ เมื่อเราอยู่ในวัยเด็ก ข้าพเจ้ามีความใฝ่ฝันอยากจะให้คริสตจักรมีพื้นที่ที่เราจะจัดไว้ให้กับเด็กเยาวชนวัยรุ่นมาแบ่งปันขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวที่เขามีแก่ผู้ใหญ่ที่หิว อาเมน

อาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2013

“การดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร” NEWSTART

คำแนะนำที่เอเลน จี. ไวท์ บันทึกไว้เมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้ว มีคำแนะนำหลายประการอันเป็นคำแนะนำที่ล้ำสมัยในสมัยของท่าน ซึ่งคนในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจ ตราบจนกระทั่งมาถึงยุควิทยาศาสตร์การแพทย์ในสมัยของเราจึงได้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่ท่านได้ให้คำแนะนำมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีเรื่องท้าทายอีกหลายประเด็นที่อาจต้องรอให้คนในสมัยปัจจุบันทำการศึกษาค้นคว้า งานวิจัยหลายชิ้นที่ทำให้ศตวรรษนี้เป็นเพียงบทพิสูจน์ความจริงบางประการที่อยู่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ทั่วโลกยังค้นหาเหตุและผลเพื่อยืนยันว่า อาหารการกินในแบบธรรมชติ แท้จริงแล้ว กลับกลายเป็นอาหารดีที่สุดสำหรับร่างกายของเราและส่งผลต่อการมีอายุยืนนาน มีคำแนะนำด้านสุขภาพอยู่เรื่องหนึ่งที่เอเลน จี. ไวท์ได้เน้นย้ำ นั่นคือ เรื่องการรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยไว้ว่า การบำบัดด้วยวิถีทางอย่างธรรมชาติ ในหนังสือ มินิสทรีออฟฮีลลิ่ง (Ministry of Healing) ในหน้า 127 มีตอนหนึ่งที่ท่านได้บันทึกในเรื่องนี้ไว้ว่า “อากาศบริสุทธิ์ แสงแดด การรู้จักประมาณตน การพักผ่อน การออกกำลังกาย อาหารถูกหลักอนามัย การใช้น้ำ การวางใจในอำนาจของพระเจ้า ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการบำบัดอย่างแท้จริง ทุกคนจะต้องมีความรู้เรื่องวิธีการบำบัดทางธรรมชาติและการนำมาประยุกต์ใช้” การจะมีความรู้ความเข้าใจหลักการที่นำมาใช้รักษาผู้ป่วยและรับการอบรมในทางปฏิบัติเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อจะทำให้สามารถนำความรู้มาใช้ได้อย่างถูกต้อง วิทยาลัยวีม่าในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันในระดับอุดมศึกษาแห่งหนึ่งที่ได้ให้การศึกษาและฝีกอบรมตามแนวทางการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด ได้นำคำแนะนำเบื้องต้นนี้มาเรียบเรียงเป็นตัวอักษรย่อเพื่อง่ายต่อการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร เป็นตัวอักษรย่อภาษา อังกฤษว่า ‘NEWSTART’ หรือนิวสตาร์ท นั่นคือ “การเริ่มต้นใหม่” เพื่อสร้างวิถีแห่งการมีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง..ตามอย่างชาวบลูโซนโลมาลินดา คำๆนี้มีความหมายถึง การเริ่มต้นชีวิตใหม่ การที่จะมีสุขภาพที่ดีในทุกด้านได้นั้น เราอาจจะต้องมีการเริ่มต้นใหม่ในหลายๆมิติ เพราะการปฏิบัติตัวของคนเรานั้น มีหลายเรื่องที่เราอาจจะเคยชิน ทำกันมาตลอดชีวิต ซึ่งก็อจไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเอื้อให้เรามีสุขภาพที่ดีเท่าไรนัก แม้จะมีคำพูดว่า ใครๆก็ทำแบบนี้กัน..คำว่า นิวสตาร์ทเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันที่จะต้องปฏิบัติเพื่อทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเลิศที่สุดและส่งผลทำให้ชีวิตมีความสุข อักษรตัวแรกของกิจกรรมทั้งแปดประการนี้มีความหมายดังนี้ N=Nutrition โภชนาการอาหาร E=Exercise การออกกำลังกาย W=Water น้ำ S=Sunlight น้ำ T=Temperance การประมาณตน A=Air อาการบริสุทธิ์ R=Rest การพักผ่อน T=Trust การวางใจในพระเจ้า (จากหนังสืออยู่ดีมีสุข โดยรศ.ภญ.สุนทรี ตันตระรุ่งโรจน์) คำพยานสั้นๆด้วยตัวของข้าพเจ้าเอง หลังเข้าอบรม ปฏิบัติตามเพียงหนึ่งอย่าง อาการเจ็บข้อศอกที่ทรมานมานับปีหายดี

อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2013

“สุขภาพดี…สู่บลูโซน” (Blue Zone)

“บลูโซน” เป็นคำที่ใช้เรียกสถานที่แห่งหนึ่งแห่งใดก็ตามในโลก ที่มีสัดส่วนของประชากรที่มีคนที่มีอายุยืนนานอย่างมีนัยสำคัญ คนกลุ่มนี้ยังคงเป็นคนชราที่มีสุขภาพที่ดี มีกำลังที่แข็งแรง และมีชีวิตชีวาในช่วงอายุ 80 ปีขึ้นไป จนสามารถฉลองอายุครบรอบหนึ่งศตวรรษหรือ 100 ปีได้ รายงานว่าในโลกนี้ได้ค้นพบบลูโซนอยู่ทั้งสิ้น 4 แห่ง บลูโซนเหล่านี้ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นบลูโซนตัวจริงขนานแท้ ที่มีคนชราที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปจริงๆ บลูโซนทั้งสี่ซ่อนตัวเองในโลก ตามสถานที่ที่แตกต่างกันคนละทวีป บลูโซนแห่งแรกอยู่ในทวีปยุโรป ในเมืองแถบภูเขาซาดีเนีย ในประเทศอิตาลี บลูโซนแห่งที่สองตั้งอยู่ในประเทศแถบเอเซีย ในเมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น และบลูโซนแห่งที่สามตั้งอยู่ที่บริเวณแหลมนิโคยา ประเทศ คอสตาริกา และบลูโซนสุดท้ายอยู่ในทวีอเมริกา ในเมืองโลมาลินดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เคล็ดลับอายุยืนของผู้ชราเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาค้นพบยาอายุวัฒนะใดๆ ไม่ได้กินยาหรือการรักษาทางการแพทย์อันล้ำสมัย พวกเขาไม่ใคร่จะเจ็บป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บใดๆ พวกเขามีชีวิตที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีสังคมที่อบอุ่น มีเพื่อนใกล้ชิดสนิทสนม และหากจะถามพวกเขาว่า แล้วพวกเขาทำอะไรกันบ้างในชีวิต จึงสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแสนนานเช่นนี้ หลายคนคงจะตอบไม่ได้เหมือนกัน…แต่จากการศึกษาสภาพแวดล้อม อุปนิสัยของผู้คน และวิถีในการดำเนินชีวิตของพวกเขาแล้ว เราก็จะได้พบแนวคิดที่ท่านสามารถนำมาเป็นบทเรียนเสริมและเป็นยาอายุวัฒนะที่ชาวโลกพร่ำเพียรแสวงหากันมานานนับพันๆปี เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดี และมีชีวิตที่ยืนนานได้เช่นกัน (บางส่วนจากหนังสืออยู่ดีมีสุข Life style to better health โดย รศ.ภญ. สุนทรี ตันตระรุ่งโรจน์) มาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าฉันนะหรือจะอยู่บลูโซนกะเขาได้ แต่เรารู้หรือไม่ว่า พระคัมภีร์กล่าวถึงบลูโซนในประชากรของพระเจ้า  เฉลยธรรมบัญญัติ 4:40 40 เพราะ​ฉะนั้น​พวก​ท่าน​จง​รักษา​กฎเกณฑ์​และ​พระ​ราชบัญญัติ​ของ​พระ​องค์ ซึ่ง​ข้าพเจ้า​ได้​บัญชา​แก่​ท่าน​ใน​วันนี้ เพื่อ​ท่าน​และ​ลูกหลาน​ที่​เกิด​มา​ภายหลัง​ท่าน​จะ​ไป​ดี​มา​ดี และ​วัน​คืน​ของ​ท่าน​จะ​ยืน​นาน​อยู่​ใน​แผ่นดิน ซึ่ง​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​พวก​ท่าน​ประทาน​แก่​ท่าน​เป็น​นิตย์​นั้น” หากเราศึกษาธรรมบัญญัติของโมเสส เราจะพบเรื่องสุขอนามัยรวมอยู่ด้วยหมายถึงอาหาร การรักษาความสะอาด และอื่นๆอีกมากมาย ข้าพเจ้าในฐานะศิษยาภิบาล มีหน้าที่สั่งสอนให้สมาชิกทุกคนรู้จักดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นวิหารของพระเจ้า ซึ่งคริสเตียนส่วนใหญ่ก็มักจะมุ่งสนใจแบบตกขอบ คือไม่สมดุล ความจริง สุขภาพดี ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรคหรือไม่เจ็บป่วยอย่างเดียว แต่หมายถึงสภาพร่างกายดี จิตใจดี และสังคมดีด้วย ข้าพเจ้าจึงอยากเชิญชวนพี่น้องสมาชิกทุกท่านเข้าค่ายพัฒนาชีวิตในปีนี้ วันที่ 21-23 ตุลาคมนี้ เพื่อเรียนรู้จักดูแลชีวิตตัวเราเองอย่างสมดุล ขอร้องเถอะ…ข้าพเจ้าอยากเห็นพวกท่านอยู่บลูโซนกันมากๆจริงๆ….

อาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2013

“คริสเตียนต้องวิ่ง….ไปกับพันธกิจ”

1โครินธ์ 9:23-24 23 ข้าพเจ้า​ทำ​อย่าง​นี้ เพราะ​เห็น​แก่​ข่าว​ประเสริฐ​เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​มี​ส่วน​ใน​ข่าว​ประเสริฐ​นั้น 24 ท่าน​ไม่​รู้​หรือ​ว่า​คน​เหล่า​นั้น​ที่​วิ่ง​แข่ง​กัน​ก็​วิ่ง​ด้วย​กัน​ทุก​คน แต่​คน​ที่​ได้รับ​รางวัล​มี​คน​เดียว เหตุ​ฉะนั้นจง​วิ่ง​เพื่อ​ชิง​รางวัล​ให้​ได้กาลาเทีย2:1-2 1 สิบ​สี่​ปี​ต่อมา ข้าพเจ้า​กับ​บารนาบัส​ได้​ขึ้น​ไป​ยัง​กรุง​เยรูซาเล็ม​อีก และ​พาทิตัส​ไป​ด้วย​2 ข้าพเจ้า​ขึ้น​ไป​ตาม​ที่​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​สำแดง​แก่​ข้าพเจ้า และ​ข้าพเจ้า​ได้​เล่า​ข่าว​ประเสริฐ​ที่​ข้าพเจ้า​ประกาศ​แก่​ชน​ต่างชาติ​ให้​เขา​ฟัง (​แต่​ได้​เล่า​ให้​คน​สำคัญ​ฟัง​เป็น​ส่วนตัว​) เกรง​ว่า​ข้าพเจ้า​อาจจะ​วิ่ง​แข่ง​กัน​หรือ​วิ่ง​แล้ว​โดย​ไร้​ประโยชน์ ฮีบรู12:1 1 เหตุ​ฉะนั้น​เมื่อ​เรา​มี​พยาน​พรั่ง​พร้อม​อยู่​รอบ​ข้าง​เช่นนี้​แล้ว ​ก็​ขอ​ให้​เรา​ละ​ทิ้ง​ทุก​อย่าง​ที่​ถ่วง​อยู่ และ​บาป​ที่​เกาะ​แน่น ขอ​ให้​เรา​วิ่ง​แข่ง​ด้วย​ความ​เพียร​พยายาม ตาม​ที่​ได้​กำหนด​ไว้​สำหรับ​เรา​ อ.เปาโลใช้คำว่าวิ่งแข่งในพระคัมภีร์สามตอนนี้กับเรื่องชีวิตการเป็นคริสเตียนของท่าน และข้าพเจ้าเชื่อว่า เกี่ยวข้องกับชีวิตการเป็นคริสเตียนของเราทุกคนด้วยเช่นกัน ยิ่งอ.เปาโลเป็นคริสเตียนนานเท่าใด (สิบสี่ปีต่อมา) อ.เปาโลยิ่งรู้ว่าชีวิตคริสเตียนต้องวิ่งอย่างไม่หยุด และต้องวิ่งเพื่อชัยชนะ(วิ่งแข่ง) ต้องวิ่งแล้วได้ (ได้ประโยชน์)  ไม่ใช่เดิน ซึ่งคริสเตียนบางคนอาจไม่วิ่ง ไม่เดิน แต่หยุดนิ่ง คริสเตียนที่หยุดนิ่งจึงมักรู้สึกว่าชีวิตของตนเองกลายเป็นความสูญเสียมากกว่าได้ เมื่อได้ยินนักเทศน์เรียกให้ถวายตัว ถวายความสามารถ ถวายเงิน ถวายเวลาเพื่องานพันธกิจ หนังสือฮีบรูได้กล่าวว่าวิถีชีวิตคริสเตียน…ต้อง… วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา ประโยคนี้ฟังดูเหมือนการเป็นคริสเตียนที่ต้องวิ่งแข่งจะเป็นภาระหรือ? และอ.เปาโลก็ได้ตอบโจทย์นี้ในหนังสือฟิลิปปี 4:15-19 15 และ​พวก​ท่าน​ชาว​ฟีลิป​ปี​ก็​ทราบ​อยู่​แล้ว​ว่า การ​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​ใน​เวลา​เริ่มแรก​นั้น มา​ตอน​เมื่อ​ข้าพเจ้า​ออกไป​จาก​แคว้น​มาซิโดเนีย ไม่​มี​คริสตจักร​ใด​มี​ส่วน​ร่วมกับ​ข้าพเจ้า​ใน​รายรับ​รายจ่าย​เลย นอก​จาก​พวก​ท่าน​พวก​เดียว​เท่านั้น​16 ถึงแม้​เมื่อ​ข้าพเจ้า​อยู่​ที่​เมือง​เธ​สะโล​นิ​กา พวก​ท่าน​ก็​ได้​ฝาก​ของ​มา​ช่วย​หลาย​ครั้ง​หลาย​หน17 มิใช่​ว่า​ข้าพเจ้า​ปรารถนา​จะ​ได้รับ​ของ​ให้ แต่​ว่า​ข้าพเจ้า​อยาก​ให้​ท่าน​ได้ผล​กำไร​ใน​บัญชี​ของ​ท่าน​มาก​ขึ้น​18…. ซึ่ง​พวก​ท่าน​ส่งไป​ให้ เป็น​กลิ่น​หอม เป็น​เครื่องบูชาที่​ทรง​โปรด​และ​พอ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​19 และ​พระ​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า​จะ​ประทาน​สิ่ง​สารพัด​ที่​พวก​ท่าน​ขาด​อยู่​นั้น จาก​ทรัพย์​อัน​รุ่งเรือง​ของ​พระ​องค์​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ อ.เปาโลได้เขียนจดหมายถึงพี่น้องคริสเตียนที่เมืองฟิลิปปีที่ได้มีส่วนในงานพันธกิจของท่าน และได้ชี้ให้คริสเตียนเมืองฟิลิปปีได้รู้ว่า การมีส่วนในพันธกิจนั้นนำพระพรมายังพวกเขาเหล่านั้น และคือช่องทางแห่งการรับสิ่ง​สารพัด​ที่​พวก​ท่าน​ขาด​อยู่​นั้น…ดูเหมือนพระคัมภีร์ตอนนี้จะบอกเราว่า คริสเตียนที่วิ่งไปกับพันธกิจจะได้รับการสนับสนุนจากทรัพย์​อัน​รุ่งเรือง​ของพระเจ้า หรือกล่าวอีกสำนวนก็คือว่า คริสเตียนที่ไม่หยุดนิ่งกับพันธกิจจะพบกับความอุดมสมบูรณ์ อาเมน

 

อาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2013

“ข้าขอมอบถวาย” (I surrender all)

มีเพลง Hym เพลงคริสเตียนเก่าเพลงหนึ่งที่เคยฮิต นิยมร้องมากในคริสตจักรเมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นเด็ก นั่นคือ เพลง ข้าขอมอบถวาย (I surrender all) ภาษาอังกฤษอาจแปลว่า ข้ายอมจำนนทั้งหมด ข้าขอมอบถวาย มอบถวายหมดแด่พระเยซู พระผู้ช่วยประเสริฐ เนื้อเพลงนี้ชี้ชัดถึงความรู้สึก ความศรัทธา ความรัก ความปรารถนาของคริสเตียนที่มีต่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ทำไมคริสเตียนจึงยอมจำนนต่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้า นั่นคือประสบการณ์ความจริงที่คริสเตียนมีกับพระเยซูคริสต์เจ้า จนทำให้เรารักพระองค์ เพราะพระองค์รักเราก่อน จนเรายอมมอบทุกสิ่งต่อพระองค์ เพราะพระองค์มอบทุกสิ่งให้กับเราก่อน อ.เปาโลได้กล่าวถึงการมอบทุกสิ่งของพระเยซูให้กับเราไว้ในพระธรรมฟิลิปปี 2:5-8 ​5 ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​6 ผู้​ทรง​สภาพ​ของ​พระ​เจ้า แต่​มิได้​ทรง​ถือ​ว่า​การ​เท่า​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​นั้น​เป็น​สิ่ง​ที่​จะต้อง​ยึดถือ​7 แต่​ได้​กลับ​ทรง​สละ และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส ทรง​ถือ​กำเนิด​เป็น​มนุษย์​8 และ​เมื่อ​ทรง​ปรากฏ​พระ​องค์​ใน​สภาพ​มนุษย์​แล้ว ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ถ่อม​พระ​องค์​ลง​ยอม​เชื่อ​ฟัง​จนถึง​ความ​มรณา กระทั่ง​ความ​มรณา​ที่​กางเขน​ มุมมองของความศรัทธาของคนในโลกมักจะอยู่ในภาพของความพยายามของมนุษย์ที่จะไปให้ถึงระดับของพระ หรือพระมาโปรดมนุษย์ แต่ไม่มีมุมไหนของความศรัทธาที่พระจะเสียสละสถานะของพระลงมาเพื่ออยู่ในสภาพทาส (ในยุคที่อิสราเอลเป็นทาสของอาณาจักรโรมัน) และตายบนไม้กางเขนที่เป็นอุปกรณ์ประหารชีวิตของอาณาจักรโรมันในเวลานั้น เป้าหมายเพื่อการไถ่บาป เพื่อการชำระล้าง เพื่อการปลดปล่อย เพื่อการหายดี และเพื่อการคืนดี คริสเตียนที่เข้าใจและมีประสบการณ์เรื่องนี้ จะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยกับการตอบสนองต่อสิ่งที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทำต่อพวกเขา ดังนั้น อ.เปาโลจึงได้สรุปเป้าหมายชีวิตการเป็นคริสเตียนของท่านไว้ในหนังสือฟิลิปปีด้วยเช่นกันว่าในบทที่ 4:7-8 7 แต่​ว่า​สิ่ง​ใด​ที่​เคย​เป็น​คุณประโยชน์​แก่​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​ถือ​ว่า​สิ่ง​นั้น​ไร้​ประโยชน์​แล้ว เพื่อ​เห็น​แก่​พระ​คริสต์​8 ที่​จริง​ข้าพเจ้า​ถือ​ว่า​สิ่ง​สารพัด​ไร้​ประ โยชน์ เพราะ​เห็น​แก่​ความ​ประเสริฐ​แห่ง​ความ​รู้​ถึง​พระ​เยซู​คริสต์​ องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า เพราะ​เหตุ​พระ​องค์ ข้าพเจ้า​จึง​ได้​ยอม​สละ​สิ่ง​สารพัด และ​ถือ​ว่า​สิ่ง​เหล่า​นั้น​เป็น​เหมือน​หยากเยื่อ​เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​พระ​คริสต์​ อ.เปาโลได้เริ่มต้นร้องเพลงข้าขอมอบถวายเป็นคนแรก และมีคริสเตียนถัดมาอีกมากมายก็ร้องเพลงนี้ ในทำนองของแต่ละคน จนเราทั้งหลายที่กำลังยืนนมัสการพระเจ้าในตึกนี้ ในเมืองนี้ ในประเทศนี้ได้ ก็เพราะใครบางคนร้องเพลง ข้าขอมอบถวาย และยอมจำนนต่อการทรงเรียกของพระเจ้า อาจจะกล่าวได้ว่า เรามีวันนี้ได้ เพราะคนเหล่านั้นได้ร้องเพลงและตอบสนองต่อเพลง ข้าขอมอบถวาย ข้าพเจ้าอยากเชิญชวนพี่น้องทั้งหลายให้ไม่เพียงร้องเพลงนี้ แต่ให้เราตอบสนองเนื้อหาของเพลงนี้ ในวันพันธกิจที่กำลังจะมาถึงสัปดาห์หน้า ขอให้เราทุกคนได้ยินเสียงการทรงเรียกนี้ด้วยกัน อาเมน

อาทิตย์ที่ 15 กันยายน 20013

“มิชชั่นระยะสั้น….ที่กำลังเป็นที่นิยม”

มิชชั่นระยะสั้น หรือการทำพันธกิจสั้นๆที่ใดที่หนึ่ง (อาทิตย์สองอาทิตย์ หรือเดือนๆ หรือปี) กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้ มีทั้งคนหนุ่มสาวคริสเตียนที่จบการศึกษาใหม่ บางคนต้องการถวายผลแรกของชีวิตก่อนทำงานที่เป็นอาชีพของตนเอง เพื่อจะใช้เวลาที่ดีที่สุดของชีวิตเพื่อรับใช้พระเจ้าระยะหนึ่งในพื้นที่พันธกิจ และก็มีบางคนเลือกที่จะเกษียรอายุเร็วก่อนกำหนดเกษียรเพื่อจะเป็นมิชชันนารีระยะสั้น คนเหล่านี้เป็นที่รู้จักในฐานะของการมีอาชีพหลักและอาชีพรอง และจำนวนของคนกลุ่มนี้กำลังทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี ในจำนวนเหล่านี้มีคู่สมรสมากมายที่ปลอดจากภาระรวมอยู่ไม่น้อย มีบางคนที่รับเงินบำนาญซึ่งทำให้พวกเขามีอิสระทางด้านการเงินมีทั้งคนที่อายุตั้งแต่ 65 ปีหรือแก่กว่านั้นที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐต่างก็ออกไปเป็นมิชชันนารีมากถึงเกือบสิบเปอร์เซ็นของคนแก่ทั้งหมด ทำไมมิชชั่นระยะสั้นกำลังเป็นที่นิยม เหตุผลประการแรก 1. Increasing mobility การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้นในยุคปัจจุบัน ด้วยการย้ายสถานที่อยู่ที่เหมาะกับตนเองจนกว่าจะปักหลัก หรือผู้บริหารใหม่ไฟแรงเปลี่ยนงานหากมีข้อเสนอจากบริษัทอื่นที่ดีกว่า 2.Changing attitude คนหนุ่มสาวต้องการจะมองให้ทั่วก่อนจะกระโดดเข้าไปเต็มตัว คนหนุ่มสาวต้องการเหวี่ยงแหไปในทางเลือกยิ่งมากยิ่งรู้สึกมั่นใจก่อนที่เขาจะตัดสินใจเลือก เขาต้องการที่สร้างความคุ้นเคยกับที่ๆเขาไปและงานที่จะทำ พันธกิจ(มิชชั่น) ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะตัด สินใจว่าเป็นงานที่เหมาะกับชีวิตของพวกเขา เขาต้องการจะมองอย่างพินิจพิจารณา แต่คนเหล่านี้แตกต่างจาก ศิษยาภิบาลอย่างไร? มีศิษยาภิบาลน้อยคนนักที่มาจากการลองเป็นศิษยาภิบาลด้วยการถูกเชิญโดยคริสตจักรที่ไม่มีศิษยาภิบาล แล้วบางคริสตจักรได้เลือกนักเทศน์บางคนให้มาลองเป็นศิษยาภิบาล โดยการที่คริสต จักรกับศิษยาภิบาลต่างต้องค้นหาความเข้ากันได้ของกันและกัน ยกเว้นศิษยาภิบาลที่เป็นตัวเลือกคนนั้นได้รับการเร้าใจจากพระเจ้าซึ่งตรงกับการเชิญชวนจากคริสตจักรในเวลาเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากการทำพันธกิจมิชชั่น อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ 3.Improved transportation การพัฒนาของการเดินทางที่เร็วขึ้น ฮัดสัน เทเล่อร์ใช้เวลาห้าเดือนจากลิเวอร์พูลไปเซี่ยงไฮ้ในปี 1853 วันนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะไปอีกเมืองหนึ่งของอีกซีกโลกด้วยระยะเวลาเพียง1-2 วัน ดังนั้น พันธกิจระยะสั้นจึงกลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่เกิดขึ้น 4.Unsettled conditions มีเมืองหรือประเทศหลายแห่งในอดีตที่ยังไม่ลงตัวในเรื่องของสภาพแวดล้อม เช่นสงคราม การต่อต้านศาสนา และทำให้มิชชันนารีหลายคนต้องจบชีวิตลงก่อนเวลา เป็นสาเหตุให้คนหนุ่มสาวหลายคนไม่เต็มใจที่จะอุทิศตัวเองไปสถานที่เหล่านั้น 5.Example of the peace Corps. มีตัวอย่างของกลุ่มประเทศที่ทำงานร่วมกันอย่างสันติและประสบความสำเร็จ ถ้ากลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้เดินทางไปอีกประเทศหนึ่งในระยะเวลาสั้นๆ1-2 ปีได้และประสบความสำเร็จ แล้วทำไมพันธกิจระยะสั้นจะทำไม่ได้

อาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2013

“นี่คือพันธกิจของคริสเตียนทุกคน”

คำตรัสของพระเยซูคริสต์แก่เหล่าสาวกเมื่อสองพันปีที่แล้ว ทำให้เราทั้งหลายในวันนี้ได้รู้จักกับพระเจ้าพระผู้สร้าง การเป็นผู้สื่อสารที่สัตย์ซื่อของสาวกรุ่นต่อรุ่น ยุคต่อยุคที่ไม่เพิกเฉยต่อคำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่เป็นพระมหาบัญชา (The Great Commandment)  มัทธิว 28:19-20  เหตุ​ฉะนั้น​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​ออกไป​สั่ง​สอน​ชน​ทุก​ชาติ ให้​เป็น​สาวก​ของ​เรา ให้​รับ​บัพติศมา​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​บิดา ​พระ​บุตร​และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​ สอน​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​เรา​ได้​สั่ง​พวก​เจ้า​ไว้ นี่​แหละ​เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค” กิจการ1:8-11 …และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​ใน​กรุงเยรูซาเล็ม ทั่ว​แคว้น​ยูเดีย แคว้น​สะมาเรีย และ​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก” เมื่อ​พระ​องค์​ตรัส​เช่นนั้น​แล้ว ​พระ​เจ้า​ก็​ทรง​รับ​พระ​องค์​ขึ้น​ไป​ต่อ​หน้า​ต่อ​ตา​เขา และ​มี​เมฆ​คลุม​พระ​องค์​ให้​พ้น​สายตา​ของ​เขา เมื่อ​เขา​กำลัง​เขม้น​ดู​ฟ้า เวลา​ที่​พระ​องค์​เสด็จ​ขึ้น​ไป​นั้น มี​สอง​คน​สวม​เสื้อ​ขาว​มา​ยืน​อยู่​ข้างๆ เขา​ สอง​คน​นั้น​กล่าว​ว่า “ชาว​กาลิลี​เอ๋ย เหตุ​ไฉน​ท่าน​จึง​เขม้น​ดู​ฟ้า​สวรรค์ ​พระ​เยซู​องค์​นี้​ซึ่ง​ทรง​รับ​ไป​จาก​ท่าน​ขึ้น​ไป​ยัง​สวรรค์​นั้น จะ​เสด็จ​มา​อีก​เหมือน​อย่าง​ที่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​เห็น​พระ​องค์​เสด็จ​ไป​ยัง​สวรรค์​นั้น” นี่คือพันธิจของคริสเตียนทุกคน คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม11 มีนิมิตปรัชญา สร้างสาวกให้เป็นแสงสว่าง เพื่อขยายแผ่น ดินของพระเจ้าในประเทศไทยและจนสุดปลายแผ่นดินโลก นิมิตปรัชญาหมายถึงสิ่งที่บ่งบอกถึงการดำรงอยู่เป็นตัวเรา ถ้าขาดนิมิตปรัชญา เราก็จะไม่เป็นตัวเรา เราจะกลายเป็นเหมือนคนตาบอดคลำทางสะเปะ สะปะ และพร้อมที่จะให้ใครจูงไปทางไหนก็ได้ หรือเดินตกท่อ ตกบ่อ ตกเหว และจบชีวิตลงอย่างน่าอนาจ แต่คริสเตียนทุกคนถูกกำหนดนิมิตและปรัชญาในการดำรงอยู่ไว้แล้ว นั่นคือพระมหาบัญชา กิจการ1:8-11 …และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็นพยาน​ฝ่าย​เราใน​กรุงเยรูซาเล็ม ทั่ว​แคว้น​ยูเดีย แคว้น​สะมาเรีย และ​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก”คำว่าเป็นพยาน รากศัพท์ภาษากรีกใช้คำว่า μάρτυς martus (มาตูส) แปลว่า ผู้ที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์สำคัญ, ผู้ที่ยอมสละและยอมทนทุกข์เพื่อความเชื่อของตน ฝ่าย…พระเยซูคริสต์เจ้า นี่คือพันธกิจของคริสเตียนทุกคน อีกสิ่งหนึ่งที่หนังสือกิจการบันทึกเหตุการณ์สำคัญขณะพระเยซูถูกรับขึ้นไปบนฟ้านั้น นั่นคือการเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง  พระ​เยซู​องค์​นี้​ซึ่ง​ทรง​รับ​ไป​จาก​ท่าน​ขึ้น​ไป​ยัง​สวรรค์​นั้น จะ​เสด็จ​มา​อีก​เหมือน​อย่าง​ที่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​เห็น​พระ​องค์​เสด็จ​ไป​ยัง​สวรรค์​นั้น” นี่คือพันธกิจของคริสเตียนทุกคน ในตอนท้ายพิธีมหาสนิทอ.เปาโลได้บันทึกไว้ใน1โครินธ์ 11:26เพราะ​ว่า​เมื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​กิน​ขนม​ปัง​นี้​และ​ดื่ม​จาก​ถ้วย​นี้​เวลา​ใด ท่าน​ก็​ประกาศ​การ​วาย​พระ​ชนม์​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า จนกว่า​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​มา​ พิธีมหาสนิทที่เราจะรับประทานในเช้าวันนี้ คือการย้ำว่า เราทั้งหลายมารวมกันที่นี่เพื่อเป็นพยานร่วมกันว่า พระเยซูทรงตายและฟื้น และจะกลับมาอีก นี่คือพันธกิจของคริสเตียนทุกคน

อาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2013

“People Need The Lord”(คนมากมายต้องการพระเจ้า)

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ไปงานศพคุณพ่อของพี่น้องสมาชิกของเราท่านหนึ่งที่จังหวัดปราณบุรี มีญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต และบรรดาเพื่อนฝูงมากมายมาร่วมงานกันในบรรยากาศของต่างจังหวัด มีพิธีกรรมสองอย่าง อย่างแรกคือแบบจีน อย่างที่สองอย่างไทยแบบที่เราได้เห็นตามวัดต่างๆ แบบจีนเริ่มตั้งแต่ทุ่ม แบบไทยเริ่มสองทุ่มกว่า สิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังจะบอกกับพี่น้องก็คือ ขณะที่แบบจีนกำลังร้องเพลง ข้าพเจ้าก็มองการทำพิธีกรรมแบบจีนนั้นด้วยความสนใจ โดยเฉพาะเสียงเพลง แต่ในหัวของข้าพเจ้ากลับมีเสียงเพลงหนึ่งดังก้องตลอดเวลาเป็นภาษาอังกฤษ People need the Lord วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ประโยคเดียว ซึ่งแปลว่า คนมากมายต้องการพระเจ้า คนมากมายต้องการพระเจ้า ข้าพเจ้าเคลิ้มไปกับเสียงเพลงนี้ และเริ่มตระหนักว่า ข้าพเจ้าควรจะใช้เวลาขณะพระสวดในการอธิษฐานเผื่อญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต อธิษฐานเผื่อคนที่มางาน มีบางคนมองดูที่กลุ่มของข้าพเจ้าที่ไม่ได้พนมมือตามคนส่วนใหญ่ เรานั่งสำรวมอยู่กับที่ ข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้คนเหล่านี้ตระหนักว่า เขาต้องการพระเจ้า มีคริสเตียนมางานนี้นอกจากกลุ่มเรา ก็มีอีกสองคนเท่านั้น ข้าพเจ้าคิดว่า คนเยอะขนาดนี้ เราจะมีพลังเพียงพอที่จะอธิษฐานเผื่อเขาหรือ ข้าพเจ้ามองคนบางคนที่มีบทบาทในพิธีกรรมเหล่านั้น ข้าพเจ้าคิด คนพวกนี้ยากเหลือเกินที่จะรู้ว่าเขาต้องการพระเจ้า และข้าพเจ้าก็เริ่มได้รับความมั่นใจว่า พลังในการอธิษฐาน และการปรากฏตัวของเรานั้น มากมายเกินกว่าสิ่งที่สายตาอย่างมนุษย์ประเมิน ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ในมิติฝ่ายวิญญาณมีอะไรบางอย่างที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อคำอธิษฐานและการทรงสถิตของพระเจ้าอยู่กับผู้เชื่อ คนมากมายนี้ต้องการพระเจ้า ต้องการคำอธิษฐานจากเราที่จะยืนอยู่ตรงช่องว่างระหว่างมารกับคนมากมายเพื่อทำลายอิทธิพลของมารให้อ่อนลง และระหว่างพระเจ้ากับเขาเพื่อให้พระเจ้าทรงยกโทษให้อภัยบาปและมิให้คนเหล่านี้ต้องถึงกับความพินาศ ในพระคัมภีร์ได้บันทึกถึงถ้อยคำของพระเจ้าที่มาถึงผู้เผยพระวจนะเอเสเคียล ดังนี้ เอเสเคียล 22:30-31 30 และ​เรา​ก็​แสวงหา​สัก​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​เขา​ซึ่ง​จะ​สร้าง​กำแพง​และ​ยืน​อยู่​ใน​ช่อง​โหว่​ต่อ​หน้า​เรา​เพื่อ​แผ่นดิน​นั้น เพื่อ​เรา​จะ​มิได้​ทำลาย​มัน​เสีย แต่​ก็​หา​ไม่ได้​สัก​คน​เดียว​31 ฉะนั้น​เรา​จึง​เท​ความ​กริ้ว​ของ​เรา​ลง​เหนือ​เขา เรา​ได้​เผา​ผลาญ​เขา​ด้วย​เพลิง​พิโรธ​ของ​เรา เรา​จง​ลง​ทัณฑ์​ตาม​การ​ประพฤติ​ของ​เขา​เหนือ​ศีรษะ​เขา​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แหละ” ถ้อยคำของพระเจ้านี้กำลังบอกเราว่า บทบาทของคนของพระเจ้าที่พระเจ้ากำลังมองหา แต่​ก็​หา​ไม่ได้​สัก​คน​เดียว นั่นคืออิสราเอลในยุคเอเสเคียล แต่สำหรับเราทั้งหลายที่เป็นอิสราเอลในยุคพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่กับเรา อย่าทำให้พระเจ้าผิดหวังกับเรา และมีคริสเตียนไม่น้อยที่ไม่ได้ทำให้พระเจ้าผิดหวัง ขอให้เราทั้งหลายรวมอยู่ในจำนวนคริสเตียนไม่น้อยเหล่านั้นด้วย เพลง People need the Lord คนมากมายต้องการพระเจ้า กำลังบรรเลงอยู่ตลอดเวลา คุณได้ยินหรือไม่????????

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2013

“อธิษฐานเสมอและไม่หยุดที่จะอธิษฐาน”

จอร์ช มุลเลอร์ ได้รับคำตอบจากคำอธิษฐานที่นับไม่ถ้วนของเขาได้อย่างไร?

1.อธิษฐานด้วยความเชื่อมั่นในพระเยซูคริสต์ 2.สารภาพบาปทั้งสิ้น 3.อธิษฐานด้วยความเชื่อที่ไม่สงสัยในพระคำของพระเจ้า 4.อธิษฐานด้วยวัตถุประสงค์ตามน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่ใช่ตามความต้องการของมนุษย์ 5.อธิษฐานด้วยความอุตสาหะ 6.ใส่ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆผ่านคำอธิษฐาน

1.เราควรกลับใจจากบาปของเรา ความบาปเป็นอุปสรรคขวางกั้นเราจากพระเจ้า

1.1. บาปที่ต่อต้านพระเจ้า เมื่อเราอธิษฐาน เราต้องมองบาปเป็นสิ่งขัดขวางเราจากพระเจ้า และเราจำเป็นต้องกลับใจใหม่ เราต้องสื่อสารด้วยท่าทีที่ถูกต้องกับพระเจ้าและถูกต้องกับคนอื่น พระเจ้าจะไม่ให้อภัยเรา ถ้าเรารับใช้พระอื่น เราดูหมิ่นพระเจ้าสูงสุด เราจำเป็นต้องรับใช้และนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์

1.2. บาปที่ต่อต้านเพื่อนบ้านของเรา ชาวสะมาเรียใจดีคือตัวอย่างว่าเขาเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

1.3. บาปของการละเลยหน้าที่ของตนเอง มีบาปมากมายเกี่ยวกับการละเลย เมื่อคุณรู้จักที่จะทำดีแต่คุณปฏิเสธ ถ้าคุณรู้ว่าคุณควรทำบางสิ่งเพื่อช่วยคนอื่น แต่คุณไม่ทำ นั่นคือบาป

1.4. บาปของการไม่เชื่อฟังและการทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ทุกสิ่งที่น่าขยะขแยงถูกซ่อนภายในหัวใจของเรา และเราจะรู้ได้ผ่านคำอธิษฐาน

1.5. บาปของความอยากและความโลภ ความอยากและความโลภเกี่ยวข้องกับความต้องการในสิ่งที่เกินจากที่เราจะเอื้อมถึง เมื่อเรามีความปรารถนาเหล่านี้ เราจะต้องกลับใจใหม่ และทูลขอพระเจ้าถึงสิ่งที่เราจำเป็นเท่านั้น

1.6. บาปของความภาคภูมิใจในตนเองและความเย่อหยิ่ง สุภาษิตได้กล่าวว่าจิตใจที่เย่อหยิ่งเป็นบาป และพระเจ้าไม่พอพระทัยความเย่อหยิ่งและวิญญาณที่ทะนงตน

ถ้าเราบอกว่าเราไม่มีบาป เราก็หลอกตนเอง ถ้าเราปิดบังความบาป พระเจ้าก็ไม่สามารถให้อภัยเราได้ ฟาริสีคนหนึ่งมีความทะนงตน เขากำลังขอบคุณพระเจ้าที่เขาไม่เหมือนกับคนอื่น เขากำลังโอ้อวดเกี่ยวสิ่งที่เขาได้ให้ ในขณะเดียวกันก็มีคนเก็บภาษีที่ทูลขอพระเจ้าเมตตาต่อตัวเขาในฐานะที่เป็นคนบาป ใครคือคนที่ชอบธรรม? ฟาริสีหรือคนเก็บภาษี พระเจ้าทรงพอพระทัยหัวใจที่ถ่อม ดังนั้น เมื่อคนเก็บภาษีกลับบ้าน พระเจ้าทรงถือว่าเขาเป็นคนชอบธรรม (บทความปี 2012 โดย ดร. ยองกี โช) พี่น้องที่รักในพระคริสต์ พระคำพระเจ้าในหนังสือยากอบ 5:16 16 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สารภาพ​บาป​ต่อ​กัน​และ​กัน และ​จง​อธิษฐาน​เพื่อ​กัน​และ​กัน เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​พ้น​โรคภัย คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้​ชอบธรรม​นั้น​มี​พลัง​ทำ​ให้​เกิดผล​ พวกเราทุกคนอยากเห็นคำอธิษฐานของตนเองได้รับคำตอบนับไม่ถ้วนอย่างจอร์ท มุลเลอร์ใช่ไม๊ อาเมน

อาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2013

“รู้เท่าทัน…กลุ่มสอนเท็จ”

เราอาจไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นสมาชิกของกลุ่มสอนเท็จ เพราะเขามักจะอ้างว่าเป็นคริสเตียน หรือเป็นอาสาสมัครช่วยชาติก็ได้ แต่หากได้คุยกับพวกเขามากขึ้นในเรื่องศาสนา ก็มักจะพบว่ามีหลักข้อเชื่อของคริสเตียนบางข้อที่เขาไม่ยอมรับ  มีประมาณสี่ข้อด้วยกันที่กลุ่มสอนเท็จมักจะปฏิเสธไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม เมื่อพบคนที่ปฏิเสธหลักข้อเชื่อต่อไปนี้ ก็มีแนวโน้มว่าเรากำลังคุยอยู่กับสมาชิกของกลุ่มสอนเท็จ

1.ความเพียงพอของพระคริสตธรรมคัมภีร์ (Sufficiency of Scripture) กลุ่มสอนเท็จมักจะมองว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับความเชื่อและการดำเนินชีวิตคริสเตียนในปัจจุบันนี้ พวกเขาจึงเสริมเข้าไปด้วยพระคัมภีร์ของเขาเองหรือคำสอนที่พวกเขาอ้างว่าพระเจ้าทรงสำแดงให้โดยตรง และเชื่อว่าพระคัมภีร์หรือการสำแดงของพระเจ้าที่ว่านี้มีสิทธิอำนาจเท่าเทียมกับพระคัมภีร์ หรือเชื่อว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าเสียอีก ด้วยหลายกลุ่มที่นับถือคำสอนของผู้นำมากกว่าพระคัมภีร์

2.ตรีเอกานุภาพ (Trinity) กลุ่มสอนเท็จมักจะหลงในเรื่องของตรีเอกานุภาพ แม้คำว่า “ตรีเอกานุภาพ” จะไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ แต่คำนี้ก็เป็นคำศัพท์ที่สำคัญเพราะเล็งถึงความจริงที่พระคัมภีร์สอนไว้ว่า มีพระเจ้าองค์เดียวที่ประกอบด้วยสามพระภาคคือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งสามนี้เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน เสมอกันในฤทธานุภาพและสง่าราศี และไม่สมารถแยกจากกันเด็กขาดได้ (มธ.3:16-17;28:19;ยน. 1:1;กจ. 5:3-4; ฮบ. 1:3) กลุ่มสอนเท็จรับเรื่องนี้ไม่ได้เลย

3.ความรอดด้วยพระคุณเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ด้วยการกระทำของเรา (Salvation by Grace Alone) กลุ่มสอนเท็จนั้นพวกเขาไม่อาจจะไม่พูดเรื่องนี้ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อศึกษาคำสอนของพวกเขาก็อาจจะพบว่า พวกเขาเชื่อว่าเราไม่อาจสามารถรอดได้ด้วยพระคุณอย่างเดียว ความรอดของเขาต้องมีการกระทำร่วมด้วยเสมอ…แต่ตามพระคริสตธรรมคัมภีร์นั้น ความเชื่อที่แท้จริงจะมีการประพฤติเป็นผลตามมาซึ่งเป็นผลที่แสดงออกถึงความเชื่อ ดังนั้น การกระทำจึงเป็น “ผล” ที่ตามมาหลังจากเราได้รับความรอดแล้ว ไม่ใช่ “เหตุ” ที่ทำให้เราได้รับความรอด (อฟ.2:8-10)

4.คริสตจักรสากล (The Church Universal) แม้ว่าคริสตจักรสากลอาจแยกออกเป็นคณะนิกายหรือเครือข่ายตามความแตกต่างด้านภาษาหรือความเชื่อบางประการ แต่ก็ยังมีความเป็นเอกภาพระหว่างคริสตจักรต่างๆ นั้นเพราะมีแก่นความเชื่อเดียวกัน เพราะเหตุนี้คณะเพรสไบทีเรียน คณะแบ๊บติสต์ และคณะเพนเตคอส ต่างยินดียอมรับซึ่งกันและกันว่าเป็นคริสเตียนด้วยกัน โดยที่ไม่มีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอ้างตัวว่าพวกเขาเป็นคริสตจักรแท้คริสตจักรเดียว..ฝ่ายกลุ่มสอนเท็จนั้นส่วนมากอ้างว่ากลุ่มของเขาเป็นคริสตจักรแท้คริสตจักรเดียว..ถ้าหากท่านพบคนที่อ้างว่าทุกคนต้องเข้ามาเป็นสมาชิกคริสตจักรของเขาที่เดียว คนนั้นก็น่าจะเป็นสมาชิกของกลุ่มสอนเท็จ

การเตรียมตัวรับมือกับกลุ่มสอนเท็จ 1.รู้พระคัมภีร์ให้ลึกซึ้ง 2.มีท่าทีที่ถูกต้อง 3.เรียนรู้วิธีสนทนากับพวกเขา

กลุ่มสอนเท็จ ได้แก่ ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย (มอรมอน), พยานพระยะโฮวา, เดอะแฟมิลี่นานาชาติ (ชิลเดรน ออฟ ก๊อด), โบสถ์แห่งความสามัคคี (มูน), คริสตจักรมัมมิน เซ็นทรัล, คริสตจักรของพระเจ้า เป็นต้น (คัดลอกจากหนังสือ รู้เท่าทัน ปกป้องความเชื่อของคุณจากคำสอนต่างๆในยุคสุดท้าย จัดพิมพ์โดยกนกบรรณสาร

อาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2013

“คุณแม่แข็งแรง….ของจริง”

ขอต้อนรับคุณแม่และครอบครัวของทุกท่าน วันนี้เป็นวันนมัสการพระเจ้าที่ทางคริสตจักรได้จัดวันแม่ของคริสตจักรในช่วงเวลาเดียวกัน และถือเป็นโอกาสถวายพระพรแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถเนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ท่าน อีกทั้งวันพรุ่งนี้เป็นวันแม่แห่งชาติที่คนไทยได้ถือเป็นวันที่ลูกๆทุกคนจะได้ใช้เวลากับคุณแม่เป็นพิเศษ หัวข้อการจัดงานปีนี้ของเราคือ คุณแม่แข็งแรง เพื่อส่งความปรารถนาดีให้คุณแม่ทุกท่าน จงแข็งแรงทั้งกายใจและวิญญาณ สุภาษิต31:17,25-31 17 เธอ​คาด​เอว​ของ​เธอ​ด้วย​กำลัง และ​กระทำ​ให้​แขน​ของ​เธอ​เข้มแข็ง…. 25 กำลัง​และ​ความ​สง่า​ผ่า​เผย​เป็น​อาภรณ์​ของ​เธอ เธอ​หัวเราะ​ให้แก่​เหตุการณ์​ที่​จะ​มาถึง 26 เธอ​อ้า​ปาก​กล่าว​ด้วยสติ ปัญญา และ​คำ​สอน​เจือ​ความ​เอ็นดู​อยู่​ที่​ลิ้น​ของ​เธอ 27 เธอ​ดูแล​การ​งาน​ใน​ครัวเรือน​ของ​เธอ และ​ไม่​ชุบ​มือ​เปิบ 28 ลูกๆ ของ​เธอ​ตื่น​ขึ้น​มา​ก็​ชมเชย​เธอ สามี​ของ​เธอ​ก็​สรรเสริญ​เธอ 29 ว่า “สตรี​เป็น​อัน​มาก​ทำ​อย่าง​ดี​เลิศ แต่​เธอ​เลิศ​ยิ่ง​กว่า​เขา​ทั้งหมด” 30 เสน่ห์​เป็น​ของ​หลอก​ลวง และ​ความ​งาม​ก็​เปล่า​ประโยชน์ แต่​สตรี​ยำเกรง​พระ​เจ้า สมควร​ได้​รับ​คำ​สรรเสริญ 31 จง​ให้​เธอ​รับ​ผล​แห่ง​น้ำมือ​ของ​เธอ และ​ให้​การ​งาน​ของ​เธอ​สรรเสริญ​เธอ​ที่​ประตู​เมือง​  พระคัมภีร์กล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นทั้งภรรยาและเป็นคุณแม่ (ที่แข็งแรง) คุณแม่คนนี้รู้จักดูแลตัวเองอย่างดีเพื่อครอบครัวของเธอจะแข็งแรง การดูแลตนเองของคุณแม่ไม่ใช่แค่ฝ่ายกาย แต่คุณแม่สนใจเรื่องจิตใจของตนเองที่จะต้องแข็งแรง และที่สำคัญจิตวิญญาณก็จะต้องแข็งแรงไปพร้อมกันด้วย  28 ลูกๆ ของ​เธอ​ตื่น​ขึ้น​มา​ก็​ชมเชย​เธอ คำว่า ชมเชย ใช้คำว่า blessed แปลว่า เป็นสุข ลูกตื่นขึ้นมาไม่เป็นทุกข์ แต่มีความสุขกายสบายใจ เพราะคุณแม่จัดเตรียมทุกอย่างไว้สำหรับลูก เหมือนแม่นกที่ลูกตื่นมาก็อ้าปากรออาหาร แม่นกก็มีอาหารพร้อมป้อนให้ลูกนก ลูกได้นอนสบายและอิ่มท้อง ไม่มีคุณแม่คนไหนจะยอมให้ลูกตื่นมาแล้วหิวหรือลำบาก ยกเว้นคุณแม่ที่ไม่แข็งแรง เราได้เห็นคุณแม่ที่ไม่แข็งแรงมากมายในสังคมของเรา ส่วนใหญ่เป็นคุณแม่ที่ไม่พร้อมเป็นคุณแม่ ด้วยวัยและอ่อนต่อโลกทำให้คุณแม่ที่ไม่แข็งแรงเหล่านี้ตกอยู่ในสภาวะท้องไม่พร้อม ขาดสติปัญญาและหลงไปกับเรื่องของหลอกลวง 30 เสน่ห์​เป็น​ของ​หลอก​ลวง และ​ความ​งาม​ก็​เปล่า​ประโยชน์ แต่​สตรี​ยำเกรง​พระ​เจ้า สมควร​ได้​รับ​คำ​สรรเสริญ ผลลัพธ์ของชีวิต จึงได้รับสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำสรรเสริญ นั่นคือ คำตำหนิ หรือการดูหมิ่นจากสังคมที่เธออยู่ คุณแม่แข็งแรง เป็นเป้าหมายที่เราคงต้องกลับมาทบทวน รณรงค์ให้คนใส่ใจกันได้อย่างไร ข้าพเจ้าคิดถึงคุณแม่รุ่นก่อนหน้านี้ย้อนยุคกลับไปประมาณสักสามสิบสี่สิบปีขึ้นไป เราได้เห็นคุณแม่แข็งแรงที่เลี้ยงลูกได้มากมาย ท่านทำได้อย่างไร แน่นอน ท่านต้องแข็งแรงทั้งกายและใจ และจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หากคุณแม่แข็งแรงทางจิตวิญญาณด้วย คือสามารถเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณให้กับลูกได้ ความแข็งแรงของคุณแม่ไปถึงคำว่า แข็งแรงของจริง

 

อาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2013

“ความเจ็บปวดปกป้องเรา”

ความเจ็บปวดทางกายปกป้องเราโดยบอกให้เรารู้เมื่อเกิดบางสิ่งที่ผิดปกติขึ้นกับร่างกายของเรา มีการ ศึกษาซึ่งทำกับคนที่ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดด้วยเหตุผลที่ผิดปกติหลายอย่าง การค้นพบดูเหมือนเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าพวกเขาเป็นผู้ที่มีโอกาสจะได้รับอันตรายมากกว่าพวกเราที่เหลือ ถ้าคนหนึ่งไม่รู้สึกว่ามือของเขากำลังถูกไฟไหม้ เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องเอามือออกจากไฟ ชีวิตเขาอาจขึ้นอยู่กับความเจ็บปวดนั้น ความเจ็บปวดที่เพิ่มมากขึ้นจากบาดแผลหนึ่งอาจเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่ามันกำลังติดเชื้อ และแผลนั้นอาการแย่ลง หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพของทั้งร่างกาย ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับแพทย์ที่ทำงานกับคนไข้โรคเรื้อน ผมจำความเห็นประการหนึ่งของเขาได้ดี คือว่า “พวกคนไข้โรคเรื้อนเพียงหวังว่าพวกเขาจะสามารถรู้สึกเจ็บปวดได้” ….ผมรู้สึกขอบคุณความเจ็บปวดเมื่อภรรยาผมตกจากหลังม้า ขณะที่ผมรีบวิ่งเข้าไปช่วยเธอ ผมจำได้ว่าผมคิดว่า เธอยังมีชีวิตอยู่ไหม หรือว่าเธอตายแล้ว แล้วผมก็ได้ยินเสียงเธอร้อง เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก และวินาทีนั้นเอง ผมรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งที่เธอเจ็บปวด ประการแรก มันบอกผมว่าเธอยังไม่ตาย ประการที่สอง มันบอกผมว่าเธอยังมีสติและรู้สึกตัวดี ดังนั้นเราน่าจะสื่อสารกันได้ และประการที่สาม มันบอกผมว่าเธอยังมีความรู้สึกอยู่ ยิ่งเธอเจ็บปวดที่ขาและเท้ามากขึ้นเท่าไร โอกาสที่การตกหลังม้านั้นจะทำให้เธอเป็นอัมพาตก็น้อยลงเท่านั้น ดังนั้น แม้มันอาจไม่ใช่เรื่องน่าชื่นบานเสมอ ดังที่ภรรยาผมสามารถบอกกับคุณได้ แต่ความเจ็บปวดก็มีไว้เพื่อดึงความสนใจของเรา เตือนเรา และแม้แต่ช่วยรักษาชีวิตของเราไว้ แท้จริงร่างกายของเราถูกสร้างขึ้นมาให้มีความเจ็บปวดเป็นเครื่องป้องกันและเป็นสัญญาณเตือนภัยเบื้องต้นที่ดังมาก ความเจ็บปวดสร้างลักษณะนิสัยที่ดี “ไม่มีความเจ็บปวด ก็ไม่มีชัยชนะ” เป็นคำพูดเก่าแก่ในวงการกีฬา มันอาจฟังดูน่ากลัวและถึงกับโหดร้าย แต่ชีวิตของเราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เราอาจอยากให้มันไม่เป็นความจริงแต่การเติบโตก็มักเกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ต่างๆ ลักษณะนิสัยที่ดีได้รับการสร้างขึ้นผ่านปัญหา การเดินลุยไฟก็นำมาซึ่งการชำระให้บริสุทธิ์ และแม้ตอนนี้มันอาจฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่ความเจ็บปวดก็มีบทบาทสำคัญในบทเรียนชีวิต การตอบสนองของเราต่อความเจ็บปวดนั้นหากไม่สร้างเราก็ทำลายเรา และข่าวดีคือว่าพระเจ้าประทานกำลังที่เพียงพอที่เราจะผ่านมันไปได้ อันที่จริงแล้ว นั่นเป็นแผนการของพระองค์มาโดยตลอด…โดยผ่านความอดทานนานพระองค์สร้างลักษณะนิสัยที่มีคุณธรรมขึ้น และโดยผ่านลักษณะนิสัยที่มีคุณธรรมนี้เราก็ได้รับความหวัง…ถ้าคุณยอม ความเจ็บปวดจะสร้างคุณเป็นคนใหม่ ซึ่งเปี่ยมด้วยคุณธรรมอันลึกซึ้งและความหวังใหม่…และโดยผ่านคุณธรรมอันลึกซึ้งยิ่งขึ้น คุณจะเต็มล้นด้วยความหวังใหม่ๆ (จากหนังสือ ฟื้นความหวังหลังการสูญเสีย โดยเรย์ กีอันตา เขียนร่วมกับ แคธี กีอันทา)

อาทิตย์ที่ 28 กรกฏาคม 2013

“กุญแจในมือของคุณ…”

ชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นออร์แกนอยู่ภายในวิหารหลวง ขณะนั้นยามสนทยากำลังย่างกรายเข้ามา แสงตะวันจางๆที่สาดทะลุหน้าต่างกระจกสีฉายมาต้องใบหน้าของชายชราทำให้แกแลดูคล้ายเทพยดา ชายชราผู้นี้เป็นนักเล่นออร์แกนฝีมือเลิศ แต่ขณะนั้นแกกำลังบรรเลงเพลงอันแสนเศร้าเพราะนักออร์แกนหนุ่มกว่าตนกำลังจะเข้ามารับหน้าที่แทน ในบรรยากาศอันขมุกขมัวนั้น ชายหนุ่มที่พูดถึงกำลังรีบร้อนสาวเท้าก้าวพ้นประตูหลังของวิหารเข้ามา เมื่อชายชรารับรู้การมาถึงของเขา แกดึงกุญแจออกจากเครื่องเล่นออร์แกนหยอดมันลงกระเป๋าเสื้อและเดินอย่างเชื่องช้าไปยังด้านหลังของวิหาร เมื่อชายชราเข้ามาใกล้ตัวชายหนุ่ม ชายหนุ่มยื่นมือออกไปข้างหน้า และพูดว่า “กรุณามอบกุญแจให้ผมเถิด” ชายชราหยิบกุญแจออกจากกระ เป๋าและมอบมันให้กับชายหนุ่ม พอฉวยกุญแจได้เขาก็รีบเดินไปยังเครื่องเล่น เมื่อไปถึงเขาหยุดมองสักครู่ นั่งลงบนเก้าอี้ สอดกุญแจเข้าไปในรูกุญแจและเริ่มบรรเลงดนตรี  เพลงที่ชายชราบรรเลงเมื่อครู่เป็นเพลงช้าที่เล่นได้อย่างไพเราะ และชำนิชำนาญจากประสบการณ์อันยาวนาน แต่ชายหนุ่มกำลังบรรเลงเพลงที่เกิดจากอัจฉริยภาพส่วนตัวล้วนๆ ดนตรีที่เขาบรรเลงเป็นสิ่งที่โลกไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนจากเครื่องเล่นออร์แกน เสียงของมันดังกระหึ่มปกคลุมทั่วทั้งวิหาร ทั่วทั้งเมือง และเลยตลอดไปจนถึงเขตชนบท นี่เป็นครั้งแรกที่โลกได้สัมผัสกับเสียงดนตรีของโจฮาน เซบาสเตียน บาค ชายชราที่ยืนตะลึงอยู่ได้ฟังแล้วถึงกับน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม แกรำพึงออกมาว่า “สมมุติว่า….แค่สมมุติเล่นนะ…แค่สมมุติว่าข้าไม่ยอมให้กุญแจแก่นักดนตรีเอกคนนี้ล่ะ” เราเห็นกันชัดๆแล้วว่าชายชราได้ยื่นกุญแจให้ชายหนุ่มไป และเราก็เห็นกันชัดๆอีกเช่นกันว่าชายหนุ่มได้ใช้กุญแจทำประโยชน์อย่างสมบูรณ์แล้ว หากมาคิดพิจารณากันอย่างสุขุมแล้ว เราจะประจักษ์ถึงความสำคัญของถ้อยคำที่ว่า เราคือผู้กำกุญแจไปสู่อนาคตของผู้อื่นเอาไว้ในมือ เราไม่ได้อยู่เพียงลำพังในโลกใบนี้ พฤติกรรมและการกระทำต่างๆของเราล้วนมีผลกระทบต่อผู้อื่น บางทีเราเองก็ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ามันอาจมีผลไปถึงใครต่อใครบ้าง เราจำเป็นต้องตระหนักในภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่วางไว้บนบ่าของเรา โดยทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่เราสามารถจะให้ได้เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้อื่นจะมีอนาคตที่สดใสเพราะผลลัพธ์ที่ติดตามมานั้นอาจเกินวงกว้างมหาศาลและสืบเนื่องไปยาวนานเกินกว่าที่เราจะคาดคะเนได้ในช่วงชีวิตนี้ (คัดลอกจากหนังสือ พบกันที่จุดสูงสุด โดย ซิก ซิกล่าร์) พระเยซูคริสต์ตรัสว่า 19 เรา​จะ​มอบ​ลูก​กุญแจ​แผ่นดิน​สวรรค์​ให้​ไว้​แก่​ท่าน ท่าน​จะ​กล่าว​ห้าม​สิ่ง​ใด​ใน​โลก สิ่ง​นั้น​ก็​จะ​ถูก​กล่าว​ห้าม​ใน​สวรรค์ เมื่อ​ท่าน​จะ​กล่าว​อนุญาต​สิ่ง​ใด​ใน​โลก สิ่ง​นั้น​จะ​กล่าว​อนุญาต​ใน​สวรรค์​ด้วย” (มัทธิว 16:19) ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระธรรมตอนนี้กำลังบอกเราว่า เราทั้งหลายได้รับมอบกุญแจอันสำคัญยิ่งจากพระเยซูคริสต์เพื่อมอบอนาคตที่สดใสให้กับผู้อื่น อาเมน

อาทิตย์ที่ 21 กรกฏาคม 2013

“ความแม่นยำ….ในการดำเนินชีวิต”

โรม1:2 2 อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้ แต่​จง​รับ​การ​เปลี่ยนแปลง​จิตใจ แล้ว​อุปนิสัย​ของ​ท่าน​จึง​จะ​เปลี่ยน​ใหม่ เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ทราบ​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า จะ​ได้​รู้​ว่า​อะไร​ดี อะไร​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​และ​อะไร​ดี​ยอด​เยี่ยม รากศัพท์ภาษากรีกคำว่าเปลี่ยนแปลงจิตใจในพระคำตอนนี้ใช้คำว่า อะนาไคโนซีส anakainosis มาจากคำว่า renew การรับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าตอนนี้ คือให้พระเจ้านำการเปลี่ยนแปลงใหม่อีกขั้นที่ทำให้เราแตกต่างจากสิ่งที่เราเคยเป็นมาก่อน ขบวนการนี้ไม่เพียงฟื้นฟูเรา แต่เปลี่ยนแปลงเราให้เหมือนพระคริสต์ พระองค์จะนำเราไปสู่ความสดใหม่ และเมื่อขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงสำเร็จ เราจะไม่รู้สึกหรือมีสภาพที่เหมือนเดิมอีกต่อไป เราจะแตกต่างจริงๆและพร้อมที่จะเคลื่อนไปสู่การเป็นถุงหนังใหม่ที่รับน้ำองุ่นได้มากขึ้น พระคัมภีร์โรมตอนนี้ได้กล่าวถึงจิตใจใหม่ที่มีคุณภาพ พระเจ้าต้องการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่ให้แก่เราเพื่อเราจะมีวิธีคิดที่เราจะสามารถเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงที่พระองค์จะนำเข้ามารวมทั้งสิ่งใหม่ที่พระองค์จะทำในชีวิตของเรา การเปลี่ยนแปลงต่างๆกำลังถาโถมเข้ามา แต่เราจะสังเกตุเวลาได้หรือไม่ และถุงหนังในชีวิตของเราพร้อมหรือยัง? (จากหนังสือ God’s timing for your life โดย ดัชท์ ชีท) จิตใจที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ แต่ก็ยังมีองค์ประกอบส่วนอื่นซึ่งหนังสือโรมตอนนี้ไม่ได้บอกเราแค่ในแง่มุมของจิตใจที่รับการเปลี่ยนแปลงใหม่เท่านั้น แต่ยังบอกเราถึงความแม่นยำในการดำเนินชีวิตด้วย มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า เราต้องวินิจฉัยอย่างรอบคอบ และตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แต่เรารู้จักความแตกต่างระหว่างคำว่า วินิจฉัย (Judgement) กับคำว่า ตัดสินใจ (Decision) หรือไม่ คนที่เป็นผู้นำไม่ว่าจะในครอบครัวหรือสังคมใดๆก็ตามพึงต้องมี การวินิจฉัยอย่างรอบคอบและการตัดสินอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่ไม่เก่งจะมีแนวโน้มจะนำสองสิ่งนี้มาปนกัน ส่งผลให้วินิจฉัยอย่างรีบร้อน แต่ตัดสินใจเชื่องช้า การวินิจฉัย(Judgement) คือการวินิจฉัยข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง จนกว่าจะได้รับข้อมูลครบ การวินิจฉัยต้องการความถูกต้องตามหลักเหตุผล ถ้าข้อมูวินิจฉัยมีด้านเดียว โอกาสที่จะตัดสินผิดพลาดก็มีสูง  ส่วนการตัดสินใจ(Decision) คือการตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากผลการพิจารณา การตัดสินใจ ยิ่งใช้เวลาน้อยยิ่งดี แม้แต่เรื่องร้ายแรงก็ควรใช้เวลาประมาณ 1 นาที เพราะใช้เวลามากไปกว่านี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา (จากหนังสือ เคี่ยวคน 5% เห็นผลทั้งองค์กร โดย ฮาเซกาว่า คาซูฮิโร่) มีคำพูดหนึ่งกล่าวอีกว่า ศัตรูที่ถาวรของ “ดีที่สุด” คือ “ดี” ​จะ​ได้​ทราบ​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า จะ​ได้​รู้​ว่า​อะไร​ดี อะไร​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​และ​อะไร​ดี​ยอด​เยี่ยม คนส่วนใหญ่รู้ว่าอะไรดี แต่น้อยคนหนักที่จะรู้ว่าอะไรดียอดเยี่ยม อะไรเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า และอะไรที่พระเจ้าชอบ แต่เราทั้งหลายที่เป็นคนของพระเจ้า เราคือคนนั้นใช่ไม๊ คนที่มีความแม่นยำในการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดน้อยที่สุด อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้…..

 

อาทิตย์ที่ 14 กรกฏาคม 2013

“การจัดระเบียบชีวิตตามความสำคัญ”

ลูกา 10:39-42 39 มารธา​มี​น้องสาว​ชื่อ​มารีย์ และ​มารีย์​ก็​นั่ง​ใกล้​พระ​บาท​พระ​เยซู​ฟัง​ถ้อยคำ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​40 แต่​มารธา​ยุ่ง​ใน​การ​ปรนนิบัติ​มาก จึง​มา​ทูล​พระ​องค์​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ​พระ​องค์​ไม่​สน​พระ​ทัย​หรือ ซึ่ง​น้องสาว​ของ​ข้า​พระ​องค์​ปล่อย​ให้​ข้า​พระ​องค์​ทำ​การ​ปรนนิบัติ​แต่​คน​เดียว ขอ​พระ​องค์​สั่ง​เขา​ให้​มา​ช่วย​ข้า​พระ​องค์”41 แต่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ตรัส​ตอบ​เธอ​ว่า “มารธา มารธา​เอ๋ย เธอ​กระวน​กระวาย​และ​ร้อน​ใจ​ด้วย​หลาย​สิ่ง​นัก​42 สิ่ง​ซึ่ง​ต้อง​การ​นั้น​มี​แต่​สิ่ง​เดียว มารีย์​ได้​เลือก​เอา​ส่วน​ดี​นั้น ใคร​จะ​ชิง​เอา​ไป​จาก​เธอ​ไม่ได้” สมมติว่า คุณเดินผ่านไปพบชายคนหนึ่ง เขากำลังพยายามเลื่อยตัดต้นไม้จนเหงื่อชุ่มกาย “คุณกำลังทำอะไรอยู่” คุณเอ่ยปากถาม “ไม่เห็นหรือไง” เสียงขุ่นเคืองตอบกลับมา “ผมก็กำลังเลื่อยต้นไม้อยู่น่ะสิ” “ดูคุณเหนื่อยล้าเหลือเกิน” คุณเปล่งเสียงตอบไป “คุณทำมากี่ชั่วโมงแล้วนี่” “ห้าชั่วโมงกว่าแล้ว” เขาตอบกลับมา “ผมเหนื่อยแทบขาดใจแล้ว งานนี้สาหัสจริงๆ” “ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณไม่พักสักครู่ และใช้เวลาลับเลื่อยของคุณให้คมก่อนเล่า” คุณเสนอแนะ “ผมว่าคุณจะเลื่อยต้นไม้ได้เร็วกว่านี้นะ” “ผมไม่มีเวลามากพอที่จะลับคมเลื่อยหรอก” ชายผู้นั้นตอบกลับมาชัดถ้อยชัดคำ “ก็ผมกำลังยุ่งอยู่กับการเลื่อยต้นไม้อยู่นี่ไง” …..คนจำนวนไม่น้อยหลงคิดไปว่าความสำเร็จในด้านหนึ่งสามารถชดเชยความล้มเหลวอีกด้านหนึ่งได้…จริงหรือ สิ่งสำคัญมิได้อยู่ที่การจัดระเบียบสิ่งต่างๆในชีวิต แต่มันคือ การจัดระเบียบชีวิตตามความสำคัญต่างหาก…คนเราใช้สติปัญญาเป็นเครื่องชี้ทางให้ชีวิต แต่บางครั้งก็ต้องใช้หัวใจเพื่อชี้ทางให้ชีวิตด้วยเช่นกัน…อย่าปล่อยให้ตัวเองยุ่งอยู่กับการเลื่อยต้นไม้ จนลืมหาเวลาเพื่อลับเลื่อยนั้นให้คม (จากตอนหนึ่งในหนังสือ คำสอนสุดท้าย ของสตีเฟน อาร์ โควี่ย์) เรื่องราวของคนที่ยุ่งในการเลื่อยต้นไม้จนไม่มีเวลาลับเลื่อยให้คม คล้ายๆกับเรื่องราวของมารธาที่วุ่นวายอยู่กับการปรนนิบัติมาก พระเยซูมองลึกเข้าไปในใจของมารธาและพระองค์พบว่า เธอ​กระวน​กระวาย​และ​ร้อน​ใจ​ด้วย​หลาย​สิ่ง​นัก บ่อยครั้งที่เราทั้งหลายเป็นเหมือนมารธาที่ไม่สามารถนิ่งสงบ เพราะมีหลายสิ่งที่ร้อนใจ เหมือนคนที่พยายามที่จะทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน จนขาดโฟกัส ขาดการจัดระเบียบชีวิตตามความสำคัญ พระเยซูใช้คำว่า  ร้อนใจสำหรับมารธา หมายถึงจิตใจของมารธาถูกรบกวน(ขุ่นมัว) ดูเหมือนพระเยซูคริสต์เจ้ากำลังแนะนำให้มารธาหันโฟกัสมาที่การจัดระเบียบชีวิตตามความสำคัญ(ตนเอง)​42 สิ่ง​ซึ่ง​ต้อง​การ​นั้น​มี​แต่​สิ่ง​เดียว มารีย์​ได้​เลือก​เอา​ส่วน​ดี​นั้น ใคร​จะ​ชิง​เอา​ไป​จาก​เธอ​ไม่ได้” เพราะมารธากำลังโฟกัสมารีย์แบบหาเรื่องสุดๆ ยิ่งมองเห็นน้องของตนเอง (ดูเหมือนไม่ทำอะไรเลย) ยิ่งอารมณ์เสีย พระเยซูจึงกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของมารธาด้วยคำสั่งให้จัดการกับมารีย์ด้วยคำสั่ง (แผนบังคับ) พี่น้องที่รักในพระคริสต์ โปรดระวังชีวิตที่ใช้คำสั่ง (แผนบังคับ) เราอาจจะกลายเป็นคนที่ขาดการจัดระเบียบชีวิตตามความสำคัญ (ไม่รู้จักกาละเทศะ)

อาทิตย์ที่ 7 กรกฏาคม 2013

“เมื่อเราข้าม……มหาสมุทรแห่งชีวิต”

มัทธิว14:28-32 28 ฝ่าย​เปโตร​จึง​ทูล​ตอบ​พระ​องค์​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ถ้า​เป็น​พระ​องค์​แน่​แล้ว ขอ​ทรง​โปรด​บอก​ให้​ข้า​พระ​องค์​เดิน​บน​น้ำ​ไป​หา​พระ​องค์”29 ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “มา​เถิด” เปโตร​จึง​ลง​จาก​เรือ​เดิน​บน​น้ำ​ไป​หา​พระ​เยซู​30 แต่​เมื่อ​เขา​เห็น​ลม​พัด​แรง​ก็​กลัว และ​เมื่อ​กำลัง​จะ​จม​ก็​ร้อง​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ช่วย​ข้า​พระ​องค์​ด้วย”31 ​ใน​ทันใด​นั้น​พระ​เยซู​ทรง​เอื้อม​พระ​หัตถ์​จับ​เขา​ไว้ แล้ว​ตรัส​ว่า “ท่าน​สงสัย​ทำไม ท่าน​ช่าง​มี​ความ​เชื่อ​น้อย​เสีย​จริง”32 เมื่อ​พระ​องค์​กับ​เปโตร​ขึ้น​เรือ​แล้ว ลม​ก็​เงียบ​ลง​  พระเยซูถามเปโตรว่า ท่าน​สงสัย​ทำไม เป็นคำถามเพื่อให้เปโตรถามตัวเอง แล้วเปโตรจะได้รับคำตอบด้วยตัวเองว่า เพราะเหตุใดเปโตรถึงทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพกำลังจะจมน้ำ พระเยซูทรงตอบคำขอของเปโตร ขอ​ทรง​โปรด​บอก​ให้​ข้า​พระ​องค์​เดิน​บน​น้ำ​ไป​หา​พระ​องค์ 29 ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “มา​เถิด” เปโตร​จึง​ลง​จาก​เรือ​เดิน​บน​น้ำ​ไป​หา​พระ​เยซู เปโตรรับคำตอบรับของพระเยซูด้วยการก้าวออกจากเรือของและเดินไปหาพระเยซู และเดินไปกับพระเยซู พระคัมภีร์อิสยาห์ 43:2 2 เมื่อ​เจ้า​ลุย​ข้าม​น้ำ เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า เมื่อ​ข้าม​แม่น้ำ น้ำ​จะ​ไม่​ท่วม​เจ้า….ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตคริสเตียนในแง่ของน้ำจะไม่ท่วม น้ำหมายถึงปัญหาที่เราจะต้องเผชิญในทุกๆวัน เราจะไม่ถูกปัญหาท่วมเราจนตาย แต่เราต้องเปียกเพราะเราต้องลุยข้ามน้ำ ข้าพเจ้ามีคำถามว่า เราจะต้องเปียกน้ำระดับไหน ในเหตุการณ์ของเปโตรระยะแรกที่เดินบนน้ำ เปโตรเปียกแค่ฝ่าเท้า แต่เมื่อกำลังจะจม เป็นการบันทึกถึงช่วงเวลาที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะมีช่วงเวลาของการกำลังจะจมน้ำ ถ้าเปโตรลอยตัวอยู่และบันทึกว่า เปโตรกำลังจะจมน้ำคือหัวมิดน้ำ นั่นคือสมเหตุผล แต่นี่เปโตรเดินบนน้ำ ลักษณะกำลังจะจมน้ำไม่น่าจะมี ข้าพเจ้าเคยดำน้ำลึก SCUBA ท่าที่เราเรียกว่าไจแอนท์ คือท่าก้าวออกจากเรือ เราจมลงน้ำทันที ไม่มีช่วงเวลากำลังจะจมน้ำ ข้าพเจ้าเคยจมน้ำสมัยเด็ก ไม่มีเวลาที่จะร้องให้ช่วยได้ครบคำว่าด้วย แต่เปโตรสามารถร้องประโยคยาวได้“​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ช่วย​ข้า​พระ​องค์​ด้วย” นี่คือสิ่งที่บอกให้รู้ถึงช่วงเวลาจะจมน้ำคือ ระดับเริ่มท่วมขึ้นจากฝ่าเท้าเป็นหลังเท้า ตาตุ่ม ทำให้เปโตรกลัวการเปียกน้ำมากขึ้น เป็นความกลัวที่ขยายมาจากสัมผัสทั้งห้าของเปโตรเผชิญกับแรงลม ​30 แต่​เมื่อ​เขา​เห็น​ลม​พัด​แรง​ก็​กลัว ความกลัวทำให้สงสัย เพราะเมื่อไหร่ที่กลัว ก็คือการอนุญาตให้ความสงสัยทำงาน หลังจากพระเยซูทรงมือจับเปโตร เข้าใจว่าดึงเขาขึ้นบนผิวน้ำอีกครั้ง ตอนนั้นเปโตรยืนอยู่ข้างพระเยซู และเดินบนน้ำต่อไปเพื่อขึ้นเรือ เพราะเปโตรคงเดินต่อไม่ไหว  การข้ามมหาสมุทรแห่งชีวิตของคริสเตียน ไม่มีจมน้ำจมปัญหา เรากำลังเดินไปกับพระเยซู หรือไม่ก็นั่งเรือไปโดยมีพระเยซูอยู่ด้วย  พระเยซูคริสต์ไม่เคยเสนอวิธีให้เราต้องว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรแห่งชีวิต หากพี่น้องกำลังรู้สึกว่ากำลังจะจมลงไปกับปัญหา จงรู้เถิดว่า ท่านเพียงแต่รู้สึกว่าระดับของปัญหาแรงขึ้น ใกล้ตัวมากขึ้น พระเยซูยังคงอยู่ใกล้เราระดับที่คว้าเราทันเสมอ อาเมน

 

อาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2013

“ยังอยู่ในเกม...แต่เปลี่ยนแผน”

ทัศนคติของคุณที่มีต่องานอาจครอบคลุมตั้งแต่ “ฉันรักงานของฉันมากจนถึงขนาดที่ว่าถึงแม้พวกเขาจะไม่จ่ายค่าตอบแทนให้กับฉัน ฉันก็ยังทำงานต่อไป” ไปจนถึง “ฉันทนไม่ได้อีกต่อไป แม้ว่ามันจะทำเงินให้กับฉันได้มากเท่าไรก็ตาม” ผมรู้สึกดีมากทีเดียวที่ตัวเองค่อนข้างจะเข้าใกล้กับการตอบสนองประเภทแรก แต่ผมก็เข้าใจว่ายังมีผู้คนอีกมากที่อยู่ใกล้กับการตอบสนองประเภทหลังมากกว่า ในความเป็นจริงแล้ว ความสังหรณ์ใจของผมก็คือว่า มีคนจำนวนไม่มากนักที่ไม่ชอบงานของตนมากเท่าที่ควร และใช้มันเสมือนหนึ่งเป็นเส้นทางที่นำไปสู่จุดจบ…ลูกชายของผมเคยพูดไว้ว่า “ผมอยากมีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน ไม่ใช่ทำงานเพื่อมีชีวิตอยู่ บางคนคิดว่าปัญหาต่างๆของพวกเขาจะจบสิ้นลงเมื่อพวกเขาสามารถเดินออกไปจากงานของตนได้ ที่จริงนี่เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่เป็นเหตุให้หลายคนเหน็ดเหนื่อยกับการมีชีวิตแบบหนูถีบจักร และแทนที่จะวางแผนเพื่อการประสบความสำเร็จท่ามกลางวิกฤตในช่วงกลางของชีวิต พวกเขากลับกระโดดออกจากเรือ เปลี่ยนงาน เริ่มต้นทำธุรกิจ และดำเนินไปอย่างเป็นเอกเทศไม่เกี่ยวข้องกับใคร ทุกทางข้างต้นนั้นไม่มีทางใดเลยที่เป็นสิ่งเลวร้าย หากแต่ว่าผมอ้อนวอนคุณว่า จงระวังให้ดีกับเสียงกระตุ้นให้ “หลีกหนีเสียจากทุกอย่าง” ผมรู้จักคนที่มีสภาพที่ดีที่ยังคงทำงานที่เป็นงานเดิมๆ เหมือนเมื่อแรกที่พวกเขาเริ่มต้นกับมัน และยังคงอยู่ที่นั่นเพื่อรับผลตอบแทนที่คุ้มค่า กุญแจที่ไขไปสู่ความสำเร็จไม่ใช่การเปลี่ยนงาน แต่มันคือการเปลี่ยนจิตใจ เป็นการเปลี่ยนในวิธีการที่คุณมองโลกและจัดระเบียบชีวิตของคุณเอง ซึ่งนั่นอาจเกี่ยวข้องกับงานใหม่หรือการยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมของตัวคุณเหมือนอย่างที่มันเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน (ย่อจากหนังสือ พักครึ่งเวลา เปลี่ยนแผนจากความสำเร็จสู่ความสำคัญ โดยบ๊อบ บูฟอร์ด) ข้าพเจ้าชอบประโยคที่ว่า “ยังอยู่ในเกม แต่เปลี่ยนแผน” พูดอีกสำนวนก็คือ ไม่ล้มกระดาน แต่เปลี่ยนวิธีเล่น ถ้าเรายังเล่นบทเดิม สคริปต์เดิมๆ ผลลัพธ์ก็จะเหมือนเดิม คือความท้อใจและถอดใจ มีเพลงภาษาฮีบรูเพลงหนึ่งชื่อเพลงฮาเลลูยา เนื้อเพลงเชิญชวนให้คนรอบข้างร้องเพลงด้วยคำว่า ฮาเลลูยา เกาะติดคำๆนี้ไว้ คำๆเดียวนี้จะทำให้เราอวยพรท้องฟ้า ต้นไม้และนกกา แล้วหัวใจของเราจะรับการเติมเต็มด้วยความสุข ฮาเลลูยา เสียงแห่งความรัก ฮาเลลูยา แสงแดดสาดส่อง เสียงระฆังดังเหง่งง่างจากเช้าถึงค่ำ ฮาเลลูยา วันต่อวัน จงสยายปีกของคุณ ลองบินขึ้นอย่างมีอิสระ เหมือนกับผีเสื้อแล้วร้องเพลงคลอไปด้วยกับเรา ฮาเลลูยา จับมือกันทั่วแผ่นดิน ลองร้องเพลงนี้จากตอนต้นอีกครั้ง ฮาเลลูยา (ฮาเลลูยา แปลว่า สรรเสริญพระเจ้า) ใช่เลย การสรรเสริญพระเจ้าจะทำให้เรามีเสรีภาพ เพราะเราจะหวลกลับมามีความเชื่อในพระเจ้าผู้เป็นความรอดของเรา มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ความเชื่อที่ปราศจากการกระทำก็เปรียบเหมือนผีเสื้อที่ปีกหักไม่สามารถบินขึ้นสู่สวรรค์ได้  “ยังอยู่ในเกม แต่เปลี่ยนแผน” คือการเปลี่ยนจิตใจ ฮาเลลูยา

อาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2013

“เมื่อความอาย…..ควบคุมพฤติกรรม”

…..ท่านสามารถที่จะถ่อมตัว ล้มลงบนก้อนหินและแตกหัก หรือไม่เช่นนั้น ก้อนหินจะหล่นลงมาทับท่านเป็นผุยผง ไม่ว่าจะเป็นทางใด ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือความแตกสลาย ซึ่งก็คือความถ่อมใจ ความเย่อหยิ่งได้ทำให้ผู้แรกร่วงหล่นจากพระคุณ และจากนั้นมาก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนล้มลง ความเย่อหยิ่งยังผลให้เกิดโศกนาฏกรรม ความมืดมิดและการทุกข์ยากเสมอ… “อาโดนียาห์โอ้อวดว่าราชบิดาของเขาคือกษัตริย์ดาวิดไม่เคยตีสอนเขา ในขณะที่ซาโลมอนบ่นว่า แทบจะไม่มีสิ่งใดในชีวิตของเขาเลยที่จะเล็ดลอดจากการตีสอนของราชบิดา แม้ซาโลมอนจะคิดว่าเขาไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม แต่ใช่ว่าดาวิดจะไม่ยุติธรรม ดาวิดรู้ว่าซาโลมอนได้รับการทรงเรียกให้เป็นกษัตริย์ คนเหล่านี้ได้รับการตีสอนมากที่สุดคือผู้ซึ่งได้รับการทรงเรียกให้เดินในสิทธิอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า…..ผู้ถ่อมใจจะไม่สามารถถูกทำให้อายได้เลย เมื่อท่านเริ่มที่จะรู้สึกอาย นั่นเป็นเพราะท่านเริ่มที่จะดำเนินไปในความเย่อหยิ่ง จงให้ความอายเป็นสัญญาณเตือนว่าท่านได้พรากออกจากสติปัญญา อย่ายอมให้ความอายควบคุมการกระทำต่างๆของท่าน (ย่อบางตอนจากหนังสือ ทรงเรียก โดยริค จอยเนอร์) ประโยคสุดท้ายของบทความนี้ค่อนข้างตรงกับนิสัยของคนไทยส่วนใหญ่ (และคนจีนด้วย) ก็คือ การรักษาหน้าตา มีเพลงไทยออกแนวเพลงเพื่อชีวิตที่ร้องเนื้อหาที่มีคำว่า ผักชีโรยหน้า เป็นสำนวนเพื่อปิดบังความน่าเกลียด ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกน่าอาย เราได้เห็นพฤติกรรมต่างๆที่มาจากการถูกความรู้สึกน่าอายชักใยอยู่เบื้องหลัง บางอย่างเราก็รู้ๆกันอยู่ บางอย่างเราก็ไม่รู้จริงๆ ไม่ว่าจะรู้ๆกันอยู่หรือไม่รู้เลย ผลที่แย่จะตกแก่เจ้าตัวที่เอาผักชีมาโรยหน้าตัวเองเพื่อปกปิดความน่าอาย เหมือนกับมนุษย์คู่แรกล้มลงในความบาป อาดัมและเอวาต่างเอาใบไม้มาปกปิดร่างกายตนเอง และซ่อนตัวจากพระเจ้า นี่เป็นพฤติกรรมที่มีความน่าอายนำความคิด นำการกระทำและคำพูด ปฐมกาล 3:10  “ข้า​พระ​องค์​ได้​ยิน​พระ​สุรเสียง​ของ​พระ​องค์​ใน​สวน​ก็​เกรง​กลัว เพราะ​ข้า​พระ​องค์​เปลือย​กาย​อยู่ จึง​ได้​ซ่อน​ตัว​เสีย”และมนุษย์รุ่นต่อๆมาก็รับอิทธิพลความบาปนี้ส่งทอดต่อๆกันไป จนในยุคของเรา แม้ความล้ำยุคของเทคโนโลยีจะทวีมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผลของความบาปนี้เปลี่ยนไป มันยังส่งผลเหมือนเดิม ปกปิด ซ่อนตัว และแก้ตัว เป็นผักชีโรยหน้า ที่เจ้าตัวช่างไม่รู้เลยว่า กำลังตกหลุมพรางผลแห่งความบาปนี้ ความอายที่ควบคุมพฤติกรรม ทำให้มุมแห่งความสวยงามของตัวตนจริงของเราแต่ละคนนั้น (ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ หนึ่งเดียวในโลก) ถูกบดบังไปอย่างน่าเสียดาย พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ทุกคนอย่างมีศิลปะ มีชีวิต มีเสน่ห์ในตัวบุคคลนั้นๆ ถ้าเราไม่อคติจนเกินไป ลองมองคนที่ไม่น่ารักข้างๆตัวเราอีกสักครั้ง แล้วเราจะพบศิลปะความงามที่พระเจ้าทรงสร้างเขาเป็นจิตรกรรมชิ้นเอกหนึ่งเดียวของโลกจริงๆ จงมองทะลุพฤติกรรมที่ถูกความอายควบคุมอย่างจริงจังสักครั้ง ….

อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2013 

“ความสว่างของโลก”

มัทธิว 5:14-16 14 “ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก นคร​ซึ่ง​อยู่​บน​ภูเขา​จะ​ปิดบัง​ไว้​ไม่ได้​15 เมื่อ​จุด​ตะเกียง​แล้ว ไม่​มี​ผู้ใด​เอา​ถัง​ครอบ​ไว้ ย่อม​ตั้ง​ไว้​บน​เชิง​ตะเกียง จะ​ได้​ส่อง​สว่าง​แก่​ทุก​คน​ที่​อยู่​ใน​เรือน​นั้น​16 ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​เหมือนกับ​ตะเกียง จง​ส่อง​สว่าง​แก่​คน​ทั้ง​ปวง เพื่อ​ว่า​เมื่อ​เขา​ได้​เห็น​ความ​ดี​ที่​ท่าน​ทำ เขา​จะ​ได้​สรรเสริญ​พระ​บิดา​ของ​ท่าน ผู้​ทรง​อยู่​ใน​สวรรค์ พระเยซูคริสต์ทรงยกภาพเปรียบเทียบของผู้เชื่อ (คริสเตียน) ทุกคนเป็นเหมือนตะเกียงที่ถูกจุดขึ้น มีความสว่าง และเป็นความสว่างของโลกเพื่อส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ ความสว่างคือความดีที่ทำ เป้าหมายเพื่อคนจะสรรเสริญพระเจ้าพระบิดาผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ มิใช่สรรเสริญคนหนึ่งคนใด สิ่งหนึ่งสิ่งใดบนแผ่นดินโลกนี้ การกระทำความดีของมนุษย์แบบไหนทำให้คนคิดถึงพระเจ้าด้วยใจสรรเสริญและขอบพระคุณ อาจประเมินได้ว่า ความดีอย่างนี้ไม่มีในมนุษย์ น่าจะมาจากสวรรค์ ความดีอย่างนี้สูงกว่ามาตรฐานความคิดและการตัดสินของมนุษย์ทั่วไป อย่างเช่น การทำดีต่อเพื่อนมนุษย์ที่ไม่มีใครเหลียวแล สังคมรังเกียจ ไม่มีใครเอา แต่คริสเตียนกลับช้อนรับคนแบบนั้นไว้ในการอุปถัมภ์ค้ำจุน หรือการให้ความช่วยเหลือที่ไม่เปิดเผยตัว เหมือนปิดทองหลังไม้กางเขน และการช่วยเหลือนั้นตรงกับความขัดสนยากจนของบุคคลนั้น ทันเวลาที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ คนจะคิดถึงและสรรเสริญพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงสอนว่า มัทธิว6:2-4 2“เหตุ​ฉะนั้น เมื่อ​ท่าน​ทำ​ทาน​อย่า​เป่า​แตร​ข้างหน้า​ท่าน เหมือน​คน​หน้า​ซื่อ​ใจ​คด กระทำ​ใน​ธรรม​ศาลา​และ​ตาม​ถนน เพื่อให้​คน​สรรเสริญ เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ว่า เขา​ได้รับ​บำเหน็จ​ของ​เขา​แล้ว​3 ฝ่าย​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เมื่อ​ทำ​ทาน อย่า​ให้​มือ​ซ้าย​รู้​การ​ซึ่ง​มือ​ขวา​กระทำ​นั้น​4 ทาน​ของ​ท่าน​จะต้อง​เป็น​ทาน​ลับ และ​พระ​บิดา​ของ​ท่าน​ผู้​ทรง​เห็น​ใน​ที่​ลี้​ลับ จะ​ทรง​โปรด​ประทาน​บำเหน็จ​แก่​ท่าน​ ทำไมพระเจ้าจึงประทานบำเหน็จแก่คนที่ให้โดยไม่เปิดเผย ก็เพราะเขาให้โดยไม่ได้คาดผลตอบแทน เขาให้อย่างที่พระเจ้าให้ และนี่คือคนที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกเขาว่า มิตรสหาย ยอห์น 15:15 15 เรา​จะ​ไม่​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า​บ่าว​อีก เพราะ​บ่าว​ไม่​ทราบ​ว่า​นาย​ทำ​อะไร แต่​เรา​เรียก​ท่าน​ว่า​มิตร​สหาย….​ ความสว่างของโลกในชีวิตคริสเตียน คือการทำความดีอย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำกับเรา พระเจ้าเป็นความสว่าง และเมื่อเราส่องสว่างด้วยความสว่างของพระเจ้า คนจะสรรเสริญพระเจ้าพระบิดาผู้ทรงสถิตบนฟ้าสวรรค์ ใช่เลย เราต้องการความสว่างของพระเจ้ามิใช่ความสว่างที่เป็นเพียงเงาสะท้อนดวงสว่าง อย่างเช่นดวงจันทร์ในยามค่ำคืน ที่มันไม่มีแสงในตัวมันเอง ต้องอาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ เป็นเพียงแค่พฤติกรรมเลียนแบบ แต่เราทั้งหลายเป็นตะเกียงที่ถูกจุด เป็นแหล่งกำเนิดของแสงสว่าง และมีน้ำมันที่ทำให้ส่องสว่างคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มาจากพระเยซูคริสต์เจ้า ดังนั้น จงส่องสว่าง จงทำดีที่สวนกระแสและค่านิยมของโลกที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง มาเป็นพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นศูนย์กลาง คำว่า มืดแปดด้าน คือจนปัญญาจะไม่มีในนิยามชีวิตของเราอีกต่อไป อาเมน

อาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2013

“ความล้ำค่าแห่งการมองเห็น”

เมื่อเราไปถึงที่แห่งการมองเห็นอันสูงสุด เราจะไม่พิพากษาผู้คนตามสีผิว เพศ หรือวัย เราจะไม่พิพากษาคนตามรูปลักษณะภายนอกที่ปรากฏ แต่โดยวิญญาณ…คนอื่นพยายามจะทำให้เราคิดว่าเราทุกคนล้วนแต่เหมือนกัน แต่เราถูกสร้างอย่างแตกต่างด้วยเหตุผลประการหนึ่ง สันติสุขแท้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรายอมรับกันในความแตกต่างของเรา เมื่อเรารู้อย่างแจ่มแจ้งว่าเราคือผู้ใด เราก็จะไม่รู้สึกถูกคุกคามจากผู้ที่แตกต่าง เมื่อเป็นอิสระนั้น เรามีอิสระที่จะให้เกียรติและยกย่องคนที่แตกต่างกับเรา พึงแสวงหาที่จะเรียนรู้จากกันและกันอยู่เสมอ…ทุกครั้งที่เราเปิดใจเพื่อเรียนรู้จากผู้ที่แตกต่าง การมองเห็นของเราก็จะยิ่งดีขึ้น…การมองเห็นของคุณคือทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่สุด และในทุกๆวัน ทำสิ่งที่จะช่วยให้การมองเห็นของคุณดียิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงผู้คนหรือสิ่งใดก็ตามที่จะทำให้คุณสูญเสียการมองเห็นของคุณไป…อย่างเช่น ความท้อใจ…ความท้อใจมักเป็นจุดเริ่มในการสูญเสียการมองเห็น..เราจะต้องต่อต้านความท้อใจด้วยนานารูปแบบ เพราะความท้อใจทำให้มืดบอด เมื่อเราเริ่มมองเห็น เราก็เริ่มรู้สึกว่าเรามีจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่งซึ่งอาจเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญด้วย…การรู้จุดมุ่งหมายของเราเป็นวิถีทางหนึ่งอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้การมองเห็นของเราเติบโต และยังเป็นเครื่องปกป้องอันแข็งแรงยิ่งเพื่อจะต่อต้านบางสิ่งบางอย่าง เช่น ความท้อใจ ซึ่งบ่อนทำลายการมองเห็นของเราด้วย ขุมทรัพย์ที่ฝังอยู่ …และเมื่อเรามองไปที่ฝูงชนมหาศาลนั้น…คุณมองดูฝูงชนเหล่านี้ คุณเห็นอะไร? ความสับสน หมดหวัง ความขมขื่นใจ เกลียดชัง ความมืด….แต่ลองมองดูอีกครั้งหนึ่งด้วยดวงตาที่อยู่ในหัวใจของคุณ ใช้การมองเห็นของคุณ….ทุ่งนาผืนใหญ่ มีขุมทรัพย์ที่ฝังดินอยู่ ขุมทรัพย์นั้นมีอยู่ทั่วไปหมดและมีในทุกๆรูปแบบ ….นี่คือการทรงสำแดงถึงจุดมุ่งหมาย…คุณคือนักล่าสมบัติ และมีบางชีวิตที่ใหญ่ยิ่งได้ติดกับที่นี่ คุณจะช่วยหาพวกเขาให้พบและปลดปล่อยพวกเขาเป็นอิสระ  แต่คุณจะปลดปล่อยใครไม่ได้จนกว่าคุณเองจะเป็นอิสระ คุณต้องจดจำไว้ด้วยว่า คุณจะรู้จุดมุ่งหมายของตัวคุณในสถานการณ์หนึ่ง โดยการมองด้วยดวงตาในหัวใจของคุณ สิ่งที่คุณมองเห็นจากตัวตนภายในจะสำแดงถึงจุดมุ่งหมายของคุณเสมอ…คุณสามารถไปได้ไกลเท่ากับที่คุณมองเห็นเสมอ ถ้าคุณเห็นส่วนบนของกำแพง คุณก็ไปที่นั่นได้ และเมื่อไปถึงบนนั้น คุณก็จะเห็นได้ยิ่งไกลออกไปกว่าที่คุณเคยเห็น คุณต้องมุ่งหน้าต่อไปไกลเท่ากับที่ตาคุณมองเห็น อย่าหยุดตราบใดที่คุณยังมองเห็นได้ไกลออกไปอีก…อุปสรรคที่สำคัญ คือความกลัวรั้วลวดหนามและกำแพงสูงที่ได้ตรึงคนมากมายไว้ไม่ให้บรรลุจุดมุ่งหมายของพวกเขา…มีการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่คุณต้องผ่านลุล่วงให้ได้เสียก่อน และที่จุดสิ้นสุดของการเดินทางนั้นคุณจะกลับมาที่คุมขังแห่งนี้ และเมื่อกลับมาถึง การมองเห็นของคุณจะยิ่งใหญ่นัก กระทั่งคุณจะไม่ติดกับหลุมพรางอีกเลย และการมองเห็นของคุณจะยิ่งใหญ่พอที่คุณจะเห็นขุมทรัพย์ซึ่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ (ย่อบางส่วนจากหนังสือ “ทรงเรียก” สู่สงครามสุดท้ายเล่ม 2 โดย ริค จอยเนอร์)

 

อาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2013

“เราควรอธิษฐานเมื่อใด”

บางคนอธิษฐานปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น คือขอพระพรในการเริ่มต้นปีใหม่ สำหรับผู้ที่ได้รู้จักกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ความคิดของเขาจะผูกพันกับพระองค์เสมอ มีคริสเตียนหลายคนที่อธิษฐานเมื่อเขาลืมตาขึ้นในตอนเช้า นี่เป็นเวลาที่ดีทีเดียวในการอธิษฐาน เพราะจิตใจสงบร่างกายสดชื่น และความคิดก็แจ่มใส เขาระลึกเสมอว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขา เขาจะสนทนากับพระองค์และขอบพระคุณพระองค์สำหรับชีวิตและกำลัง ความปลอดภัยและการเลี้ยงดู การงานและการรู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม และเขาจะทูลขอให้พระองค์ทรงโปรดช่วยเหลือเขาในการดำเนินชีวิตที่ดี พ้นจากการล่อลวงและภัยอันตรายใดๆ การอธิษฐานกับพระเจ้าก่อนออกจากบ้านไปทำธุรกิจประจำวันเป็นวิธีเริ่มต้นวันใหม่ที่มีประโยชน์มาก คือทำให้รู้ว่าเราไม่ได้ดำเนินชีวิตตามลำพัง แต่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย วันไหนที่ยังรู้ว่าจะต้องพบกับปัญหาใหญ่ก็อธิษฐานเผื่อล่วงหน้า ทูลขอสติปัญญา ขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า วันไหนรู้สึกเป็นห่วงคนที่เรารัก เช่น คุณพ่อ คุณแม่ สามี หรือภรรยา พี่น้อง เพื่อนที่กำลังลำบาก อธิษฐานเผื่อให้พระเจ้าทรงโปรดคุ้มครองรักษา โดยการอธิษฐานกับพระเจ้า เราจะออกจากบ้านด้วยพระพร และกลับเข้าบ้านด้วยพระพร เวลาอื่นที่เราควรอธิษฐาน คือ เมื่อเราจะรับประทานอาหาร ขอบพระคุณพระองค์สำหรับอาหารที่พระองค์ทรงประทานให้ การกล่าวขอบพระคุณอย่างจริงใจแม้จะเป็นคำอธิษฐานสั้นๆ ก็ดีกว่าการคำซ้ำซากโดยไม่ได้คิดว่าเรากำลังพูดอะไรอยู่ หลายคนอธิษฐานกับพระเจ้าก่อนเข้านอนในตอนกลางคืน เขาสามารถทบทวนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับเขาตลอดวันนั้น เพื่อจะเห็นว่าอะไรดีอะไรควรแก้ไข การอยู่สงบกับพระเจ้าก่อนเข้านอนทำให้จิตใจได้รับการพักผ่อนอย่างมาก ถ้าบาปอะไรมารบกวนจิตใจก็จะได้ใช้เวลานี้สารภาพความผิดบาปกับพระเจ้า ทูลขอการยกโทษและให้พระองค์ชำระจิตใจของเราให้สะอาด เช่น พูดเรื่องลามกสกปรก พูดโกหก หรือทำให้คนอื่นเสียหายด้วยอุบายต่างๆ เราก็สารภาพ พระคำของพระเจ้ากล่าวว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1ยอห์น 1:9) โดยวิธีนี้ความคิดที่ไม่ดีก็จะไม่สะสมพอกพูนขึ้นในจิตใจของเรา คนที่คิดดีย่อมนำให้ประกอบกรรมดี โดยวิธีนี้ เราก็จะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะเราใฝ่หาความคิดที่ดีและการกระทำที่ดี อีกประการหนึ่ง การอธิษฐานก่อนเข้านอน โดยทูลขอให้พระเจ้าพิทักษ์รักษาเราขณะหลับทำให้เราไม่ฝันร้าย และปลอดภัย มีบางคนฝันว่าผีไล่หนีสุดชีวิตแต่ก็ไม่พ้น แม้ตกใจตื่นก็ยังตัวสั่นอยู่ แต่หลังจากที่ได้เริ่มอธิษฐานกับพระเจ้าก่อนเข้านอน ก็ไม่ได้ฝันอย่างนี้อีกเลย นอกจากนั้น เราสามารถอธิษฐานกับพระเจ้าเมื่อเรามีความต้องการพิเศษ บางทีเราต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เช่น การเลือกคู่ชีวิต การเลือกงาน การตัดสินใจใช้เงินออมหลายปีซื้อรถหรือซื้อบ้าน เราควรคิดให้รอบคอบและต้องใช้เวลาอธิษฐานมากๆเพื่อผลดีจะติดตามมา “การอธิษฐานเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้” (จากหนังสือเรื่องอธิษฐาน โดยสื่อมวลชนทางชีวิต)

 

อาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2013

“ความขุ่นเคือง”

ใครก็ตามที่มีกับดักสัตว์ย่อมรู้ดีว่า มีสิ่งจำเป็นอยู่สองอย่างเพื่อจะทำให้กับดักนั้นใช้ได้ผล อย่างแรกคือ มันต้องถูกซ่อนเอาไว้เพื่อดักให้สัตว์ก้าวเหยียบลงไป และอย่างที่สองมันต้องมีเหยื่อล่อเพื่อให้สัตว์เข้าไปในตัวหนีบมรณะของกับดัก ซาตาน คือ ศัตรูแห่งวิญญาณจิตของเรา มันรวมเอากลยุทธทั้งสองอย่างเหล่านี้มาใช้เมื่อมันวางกับดักลวงไว้อย่างแนบเนียนและเต็มไปด้วยอันตราย พวกมันถูกซ่อนไว้และมีเหยื่อล่อ ซาตานพร้อมกับลูกสมุนของมันไม่ได้เปิดเผยตัวเองอย่างโจ่งแจ้งตามที่หลายคนเชื่อ มันเฉียบแหลมและมีความสุขกับการหลอกลวง มันมีความเชี่ยวชาญในยุทธการของมัน…ทั้งเจ้าเล่ห์และขี้โกง จงอย่าลืมว่ามันสามารถปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างได้ ถ้าเราไม่ถูกฝึกโดยพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแยกแยะระหว่างความดีกับความชั่วแล้ว เราก็จะมองไม่ออกว่ากับดักของมันคืออะไร  การหลอกลวงและเล่ห์เหลี่ยมอันร้ายกาจที่เป็นเหยื่อล่ออย่างหนึ่งของมันที่คริสเตียนทุกคนต้องเผชิญ คือ ความขุ่นเคือง แท้จริงแล้วความขุ่นเคืองไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด ถ้าหากมันยังอยู่ในกับดัก แต่ถ้าเราหยิบมันขึ้นมากินและดูดกลืนมันเข้าไปในหัวใจของเราแล้ว เราก็กลายเป็นคนที่เกิดความขุ่นเคืองขึ้น คนที่มีความขุ่นเคืองจะผลิตผลออกมามากมาย เช่น ความเจ็บปวด ความโกรธ ความก้าวร้าว ความอิจฉา ความน้อยใจ การทะเลาะวิวาท ความขมขื่น ความเกลียดชัง และความริษยา ผลสืบเนื่องที่เกิดขึ้นจากการหยิบเอาความขุ่นเคืองขึ้นมากิน คือ การดูถูกดูแคลน การโจมตี ความบาดเจ็บ การแตกแยก การพลัดพราก ความสัมพันธ์ที่แตกร้าว การทรยศ และการเสื่อมถอย  บ่อยครั้งที่คนเหล่านั้นซึ่งเกิดความขุ่นเคืองขึ้น ไม่เคยตระหนักเลยว่าพวกเขาติดกับดักแล้ว พวกเขาไม่คำนึงถึงสภาพของตัวเอง เพราะพวกเขามัวแต่สนใจอยู่กับความผิดที่ผู้อื่นกระทำต่อพวกเขา พวกเขาอยู่ในการปฏิเสธ วิธีที่ศัตรูใช้ในการปิดบังตาของเราและได้ผลมากที่สุด คือ การทำให้เราสนใจแต่ตัวเอง…..อิสรภาพจากความขุ่นเคืองเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับคริสเตียนทุกคนเพราะพระเยซูตรัสว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่มีโอกาสถูกทำให้ขุ่นเคือง (ลูกา 17:1) 1 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​อีก​ว่า “จำเป็นต้อง​มี​เหตุ​ให้​หลง​ผิด แต่​วิบัติ​แก่​ผู้​ที่​ก่อ​เหตุ​ให้​เกิด​ความ​หลง​ผิด​นั้น​ (คัดลอกจากหนังสือ “เหยื่อล่อของซาตาน” โดย จอห์น บีเวียร์)

พี่น้องที่รักในพระคริสต์ ข้าพเจ้าอยากแนะนำให้เราทั้งหลายอ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนอาหารเสริมในชีวิตการเป็นคริสเตียนของเรา โดยเฉพาะในยามที่อากาศร้อนอย่างยิ่งในช่วงนี้ บางทีอารมณ์ของเราอาจเปราะบาง และถูกยั่วยุให้สติแตกได้ เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้จะช่วยเราให้มีชีวิตอิสระจากกับดักมรณะแห่งความขุ่นเคือง ให้เราอธิษฐานดังนี้ “พระบิดา ในพระนามของพระเยซู ลูกขอพระองค์ทรงเปิดเผยโดยพระวิญญาณถึงถ้อยคำของพระองค์ ที่มีต่อลูก….ขอทรงเปิดโปง ด้านใดๆที่ซ่อนเร้นในหัวใจของลูกซึ่งปิดบังลูก….จากคำเตือนให้สำนึก…ลูกทูลขอพระคุณ….ขอให้ลูกได้ยินเสียงของพระองค์..อาเมน

 

อาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2013

“3 คำ….เมื่อไม่เป็นอย่างที่หวัง….”

1.อย่าหยุดอธิษฐาน พระเยซูคริสต์ทรงตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า….คน​ทั้ง​หลาย​ควร​อธิษฐาน​อยู่​เสมอ ไม่​อ่อน​ระอา​ใจ​ (ลูกา 18:1) และพระธรรมตอนนี้จบลงด้วยคำตรัสของพระเยซูคริสต์ว่า 7 ​พระ​เจ้า​จะ​ไม่​ทรง​ประทาน​ความ​ยุติธรรม​แก่​คน​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เลือก​ไว้ ผู้​ร้อง​ถึง​พระ​องค์​ทั้ง​กลางวัน​กลางคืน​หรือ ​พระ​องค์​จะ​อด​พระ​ทัย​ไว้​ช้า​นาน​หรือ​8 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ประทาน​ความ​ยุติธรรม​ให้​เขา​โดยเร็ว…..” (ลูกา 18:7-8) ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะกลัว ท้อแท้ และหยุดอธิษฐาน แต่มันคือเวลาที่จะต้องอธิษฐานอย่างไม่หยุดหย่อน

2.จงเป็นผู้ที่เจริญเติบโตดี  ทางด้านจิตวิทยา มีการสอนถึงการตอบสนองสามอย่างต่อสถานการณ์อันเลวร้าย เช่น ภัยพิบัติ แผลบาดเจ็บ ความเสื่อมถอย บางคนก็จะกลายเป็นเหยื่อ Victim (จำนนหรือตายไปด้วยปัญหา) บางคนก็สามารถอยู่รอด Survivor (ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่รักษาไว้ได้แค่ชีวิต) และบางคนเป็นผู้ที่เจริญ เติบโตดี  Thriver (บางคนแข็งแกร่งขึ้น เด็ดเดี่ยวขึ้น และมั่นใจขึ้น) ผู้ที่เจริญเติบโตดี คือบุคคลประเภทที่มีความยืดหยุ่น และนี่คือวิถีชีวิตของเราที่จะดำรงชีวิตอยู่ในช่วงเวลายุคสุดท้ายและยุคเข็ญของชีวิต ผู้ที่เจริญ เติบโตดีจะสามารถยืนหยัดมั่นคงผ่านช่วงเวลายากลำบากได้ (มัทธิว 24:13 แต่​ผู้ใด​ทน​ได้​จนถึง​ที่สุด​ผู้​นั้น​จะ​รอด)

3.พระเจ้ากำลังทำสิ่งใหม่ พระเจ้าทรงตรัสในหนังสืออิสยาห์ 43:18-19 18…..“อย่า​จดจำ​สิ่ง​ล่วง​แล้ว​นั้น อย่า​พิเคราะห์​สิ่ง​เก่า​ก่อน 19 ดู​เถิด เรา​กำลัง​กระทำ​สิ่ง​ใหม่ งอก​ขึ้น​มา​แล้ว เจ้า​ไม่​เห็น​หรือ…..มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า อุสรรคกลายเป็นอุปกรณ์ วิกฤติกลายเป็นโอกาส สิ่งใหม่ที่พระเจ้ากำลังทำอยู่นั้นคือโอกาสและอุปกรณ์ให้เราสามารถฟันฝ่าเวลาที่ไม่น่ารื่นรมย์ได้ คำถามว่าเจ้าไม่เห็นหรือ…อาจบอกเราได้สองมุม มุมหนึ่งคือการจดจ่อของคนเรามักติดอยู่กับอดีตที่แย่ๆ ผิดหวัง และความท้อแท้ใจ ทำให้สายตาของเรามองไม่เห็นสิ่งใหม่ๆที่พระเจ้ากำลังกระทำ ส่วนอีกมุมหนึ่ง คือสิ่งใหม่ๆที่งอกขึ้นมาแล้วนั้น อยู่ตรงหน้าเราแล้ว เราเห็นก็เหมือนไม่เห็น เราไม่รู้ว่ามันคือการส่งสัญญาณจากพระเจ้ามาถึงเรา เพราะเราไม่เคยรู้จักมันมาก่อน เราไม่คุ้น เราไม่เคยเห็น เพราะเราตั้งธง ตั้งคำตอบจากตัวเราเองไว้ล่วงหน้า ว่าคำตอบสำหรับวิกฤติและอุปสรรคต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เมื่อไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวัง เราก็จะท้อแท้ ผิดหวัง หมดเรี่ยวแรง หยุดอธิษฐาน และจำนนต่อปัญหา อย่าลืม 3 คำ…เมื่อไม่เป็นอย่างที่หวัง อย่าหยุดอธิษฐาน ยังรักษาการเจริญเติบโตดี  พระเจ้ากำลังทำสิ่งใหม่ โคโลสี 1:9,11 9 เพราะ​เหตุ​นี้​ นับตั้งแต่​วันที่​เรา​ได้​ยิน เรา​ก็​ไม่ได้​หยุด​ใน​การ​ที่​จะ​อธิษฐาน​ขอ​เพื่อ​ท่าน ให้​ท่าน​เพียบพร้อม​ด้วย​ความ​รู้​ถึง​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ ใน​สรรพ​ปัญญา​และ​ใน​ความ​เข้าใจ​ฝ่าย​วิญญาณ…..11 ขอ​ให้​ท่าน​มี​กำลัง​มาก​ขึ้น​ทุก​อย่าง​โดย​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์ ขอ​ให้​ท่าน​มี​ความ​ทรหด​ที่สุด และ​ความ​อดทน​ไว้​นาน​ด้วย​ความ​ยินดี​ อาเมน


วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2013

“ความเชื่ออันแรงกล้า…..”

ยากอบ 5:16ข-18 ……คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้​ชอบธรรม​นั้น​มี​พลัง​ทำ​ให้​เกิดผล​17 ท่าน​เอลียาห์​ก็​เป็น​มนุษย์​ที่​มี​สภาพ​เหมือนกับ​เรา​ทั้ง​หลาย และ​ท่าน​ได้​อธิษฐาน​ด้วย​ความ​เชื่อ​อัน​แรง​กล้า​ขอ​ไม่ให้​ฝน​ตก และ​ฝน​ก็​ไม่​ตก​ต้อง​แผ่นดิน​ถึง​สาม​ปี​กับ​หก​เดือน18 และ​ท่าน​ได้​อธิษฐาน​ขอ​อีก​ครั้ง​หนึ่ง และ​ฟ้า​สวรรค์​ได้​ประทาน​ฝน​ให้ และ​แผ่นดิน​จึง​ได้​ผลิต​พืชผล​ต่างๆ ในช่วงเวลานี้ เรามักจะได้ยินแต่คนบ่นคำว่า ร้อน….  หากเราไปตามห้างสรรพสินค้า เราจะมองเห็นผู้คนหลบร้อนไปนั่ง ไปเดินในห้างกัน ต้นไม้ที่ชอบแดดก็ออกดอกงาม ส่วนต้นไม้ที่ไม่ชอบแดดก็พากันเหี่ยวเฉา แห้งแล้ง บางพื้นที่ก็ได้รับฝนชุ่มฉ่ำ แต่บางพื้นที่ก็ไม่มีฝนเลย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะข้าพเจ้ากำลังนั่งรับลมนอกบ้านก็เห็นเมฆฝนครึ้มมาทีเดียว แต่มีเม็ดฝนที่ตกลงมาสัมผัสข้าพเจ้าเพียงเม็ดเดียว แล้วเมฆฝนก็พัดไปที่อื่น ข้าพเจ้ามองเมฆอย่างคนที่ไม่ต้องการฝน เพราะกันสาดไฟฟ้าที่บ้านเกิดเสีย พับเก็บไม่ได้ ค้างเติ่งมาหลายวันแล้ว รอช่างถึงคิวมาซ่อมให้ หากมีพายุฝนมา เกรงว่ากันสาดที่เปราะบางจะทานทนต่อแรงลมฝนไม่ได้ ข้าพเจ้าได้แต่ภาวนาว่า ฝนเอ๋ยไปตกที่อื่นเถิด อย่าเพิ่งลงมาตอนนี้ แล้วเมฆฝนก็พัดไปตกที่อื่น แต่ในสมัยที่เอลียาห์ขอฝนนั้นตรงกันข้าม คือการขอให้ เมฆฝนจงมาตกที่นี่เถิด 1พงษ์กษัตริย์ 18:41-46 41 เอลียาห์​ทูล​อา​หับ​ว่า “ขอ​เชิญ​เสด็จ​ขึ้น​ไป​เสวย​และ​ดื่ม​เถิด เพราะ​มี​เสียง​ฝน​กระหึ่ม​มา”42 อา​หับ​ก็​เสด็จ​ขึ้น​ไป​เสวย​และ​ดื่ม และ​เอลียาห์​ก็​ขึ้น​ไป​ที่​ยอด​ภูเขา​คาร​เมล ท่าน​ก็​โน้ม​ตัว​ลง​ถึง​ดิน ซบ​หน้า​ระหว่าง​เข่า​43 และ​ท่าน​สั่ง​คน​ใช้​ของ​ท่าน​ว่า “จง​ลุก​ขึ้น​มอง​ไป​ทาง​ทะเล” เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​มอง​และ​ตอบ​ว่า “ไม่​มี​อะไร​เลย” และ​ท่าน​บอก​ว่า “จง​ไป​ดู​อีก​เจ็ด​ครั้ง”44 และ​อยู่​มา​เมื่อ​ถึง​ครั้ง​ที่​เจ็ด​เขา​บอก​ว่า “ดู​เถิด มี​เมฆ​ก้อน​หนึ่ง​เล็ก​เท่า​ฝ่า​มือ​คน​ขึ้น​มา​จาก​ทะเล และ​ท่าน​ก็​บอก​ว่า ‘จง​ไป​ทูล​อา​หับ​ว่า ขอ​ทรง​เตรียม​ราช​รถ​และ​เสด็จ​ลง​ไป​เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ไม่​ติด​ฝน ”45 และ​อยู่​มา​อีก​ครู่​หนึ่ง ท้องฟ้า​ก็​มืด​ไป​ด้วย​เมฆ​และ​ลม และ​มี​ฝน​หนัก อา​หับ​ก็​ทรง​รถ​เสด็จ​ไป​ยัง​เมือง​ยิส​เร​เอล​46 และ​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า​หนุน​กำลัง​เอลียาห์ และ​ท่าน​ก็​คาด​เอว​ของ​ท่าน​ไว้​และ​วิ่ง​ขึ้น​หน้า​อา​หับ​ไป​ถึง​ทางเข้า​เมือง​ยิส​เร​เอล​ ที่นี่เราได้เห็นเอลียาห์ทำตามคำสั่งของพระเจ้าคือการขอให้ฝนมาตก หลังจากที่ได้ขอไม่ให้ฝนตกลงมาเป็นเวลาสามปีครึ่ง เมื่อถึงเวลาที่คำอธิษฐานขอฝนให้ตกลงมา และ​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า​หนุน​กำลัง​เอลียาห์ ด้วยกำลังพิเศษนี้ทำให้เอลียาห์วิ่งนำหน้ารถม้า ที่ออกรถล่วงหน้าเอลียาห์ไปก่อนแล้ว  พี่น้องที่รักในพระคริสต์ ท่าน​เอลียาห์​ก็​เป็น​มนุษย์​ที่​มี​สภาพ​เหมือนกับ​เรา​ทั้ง​หลาย หนังสือยากอบกำลังบอกเราว่า คริสเตียนอย่างเราก็เหมือนกับเอลียาห์ด้วยเช่นกัน คำอธิษฐานของเรามีพลังทำให้เกิดผลได้ จงอธิษฐานด้วยความเชื่ออันแรงกล้าด้วยท่าทีแห่งความเชื่อและการกระทำที่แสดงออกถึงสิ่งที่เชื่อในชีวิต แล้วเราจะเห็นพลังพิเศษผ่านพระหัตถ์ของพระเจ้าประทานลงมาแก่เราเหมือนกับที่ท่านเอลียาห์ได้รับ มองดูตลกๆอาจตีความว่าเอลียาห์กลัวเปียกฝนขนาดวิ่งได้เร็วกว่ารถม้าเชียวหรือนี่….เปล่าหรอก นี่คือความเชื่ออันแรงกล้า


วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2013

“ให้ได้ไม๊….ก่อนที่โลกจะร้อนไปกว่านี้”  

ปฐมกาล 8:20-22 20 โน​อาห์​สร้าง​แท่น​บูชา​พระ​เจ้า​และ​เลือก​เอา​สัตว์​และ​นก​ประเภท​ไม่​มลทิน​บาง​ตัว​มา​เผา​บูชา​ถวาย​ที่​แท่น​นั้น​21 ​พระ​เจ้า​ทรง​ได้​กลิ่น​ที่​พอ​พระ​ทัย​แล้ว ทรง​ดำริ​ใน​พระ​ทัย​ว่า “เรา​จะ​ไม่​สาป​แผ่นดิน​อีก​ต่อไป แม้ว่า​มนุษย์​ไม่​ดี ถึง​เค้า​ความ​คิด​ใน​ใจ​ของ​มนุษย์​ล้วน​แต่​ชั่ว​ตั้งแต่​เด็ก​มา เรา​จะ​ไม่​ประหาร​สิ่ง​ทั้ง​หลาย​ที่​มี​ชีวิต​เหมือน​อย่าง​ที่​เรา​ได้​กระทำ​แล้ว​นั้น​อีก​22 โลก​ยัง​ดำรง​อยู่​ตราบ​ใด จะ​มี​ฤดู​หว่าน​กับ​ฤดู​เกี่ยว เวลา​เย็น​กับ​เวลา​ร้อน ฤดู​ร้อน​กับ​ฤดู​หนาว และ​มี​วัน​และ​คืน​เรื่อยไป​ตราบ​นั้น” ข้าพเจ้าได้อ่านบท ความเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติต่างๆที่เกิดจากการเสียสมดุลของธรรมชาติและธรรมชาติกำลังเอาคืนจากผลน้ำมือของมนุษย์ที่ถลุงทรัพยากรธรรมชาติเกินพอดี ภาคการผลิตต่างๆกำลังพ่นก๊าซพิษออกมา มนุษย์กำลังรับผลจากการกระทำของตนเอง พระคัมภีร์ปฐมกาลดังกล่าวได้บอกเราให้รู้ถึงเจตนารมย์ของพระเจ้าที่ต้องการรักษาสมดุลของธรรมชาติไว้ และได้ย้ำกับเราว่า ความสมดุลของธรรมชาติในยุคของเรากำลังผิดเพี้ยนไปด้วยการกระทำของมนุษย์มิใช่จากพระเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องการแตกดับและการที่โลกจะสูญสลายไปก็เพราะมาจากน้ำมือของมนุษย์ ภัยพิบัติเกิดขึ้นเหมือนกับแผ่นดินถูกแช่งสาป ก็มาจากฝีมือของมนุษย์นั่นเอง พระเจ้าทรงสร้าง แต่มนุษย์ทำลาย พระเจ้ารักษาสมดุล แต่มนุษย์ทำให้เสียสมดุล พระเจ้าให้ชีวิต แต่มนุษย์ผลาญชีวิต พระเจ้าเป็นผู้ให้ แต่มนุษย์เอาแต่รับ กิจการ20:35…ระลึก​ถึง​พระ​วาทะ​ของ​พระ​เยซู​เจ้า ซึ่ง​พระ​องค์​ตรัส​ว่า ‘การ​ให้​เป็น​เหตุ​ให้​มี​ความ​สุข​ยิ่ง​กว่า​การ​รับ’ถ้อยคำนี้กำลังเป็นจริงในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้หล้า เราใช้ประโยชน์จากโลกนี้คือการรับ และโลกนี้ได้ให้ มนุษย์จึงต้องรับผลเป็นความทุกข์  เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงและจะรุนแรงขึ้น เช่น ภาวะภัยแล้ง พายุรุนแรง ผลกระทบด้านสุขภาพ โรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น แนวโน้มการผลิตของเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก เราจะลดบทบาทผู้รับและทำบทบาทผู้ให้ได้ไม๊?……ในฐานะที่เราทั้งหลายเป็นคริสเตียน เรายิ่งควรตระ หนักถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้าตอนนี้ ‘การ​ให้​เป็น​เหตุ​ให้​มี​ความ​สุข​ยิ่ง​กว่า​การ​รับ’ ขอให้เรามารณรงค์บทบาทผู้ให้ด้วยการ ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆเมื่อไม่ได้ใช้งาน  ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดแสตนด์บาย เปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดประหยัดพลังงานแบบขด ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง ด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดินแทนเมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้ๆบ้าน car pool นั่งรถไปด้วยกันหลายๆคน เปิดหน้าต่างรับลมแทนเปิดเครื่องปรับอากาศ ยืดอายุตู้เย็น หลีกเลี่ยงการนำถุงพลาสติกใส่ของในตู้เย็น ใช้น้ำประปาอย่างประหยัด สร้างนโยบาย Reduce, Reuse, Recycle ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://hilight.kapook.com/viev/5233 คริสเตียนต้องจริงจังเรื่องนี้มากกว่าชาวโลก ถ้าเราฝึกที่จะให้ในวันนี้ วันหนึ่งในอนาคต เราจะสามารถเผชิญกับธรรมชาติที่เอาคืนมากขึ้นได้ อาเมน

 

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2013

“…จุดบอดของคนที่มองเห็น”  

ยอห์น 9:39-41 39 ​พระ​เยซู​ตรัส​ว่า “เรา​เข้า​มา​ใน​โลก​เพื่อ​แก่​การ​พิพากษา เพื่อให้​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​มอง​ไม่​เห็น​กลับ​มอง​เห็น และ​คน​ที่​มอง​เห็น​กลับ​ตา​บอด”40 เมื่อ​พวก​ฟาริสี​ที่​อยู่​ใกล้​พระ​องค์​ได้​ยิน​อย่าง​นั้น จึง​กล่าว​แก่​พระ​องค์​ว่า “เรา​ตา​บอด​ด้วย​หรือ”41 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ถ้า​พวก​ท่าน​ตา​บอด​พวก​ท่าน​ก็​จะ​ไม่​มี​ความ​ผิด​บาป แต่​บัดนี้​ท่าน​พูด​ว่า ‘เรา​มอง​เห็น’ เหตุ​ฉะนั้น​ความ​ผิด​บาป​ของ​ท่าน​จึง​ยัง​มี​อยู่​ พวกฟาริสีคิดว่าตนเองนั้นฉลาดและรู้มาก จึงอยู่ในจุดที่ไม่ยอมรับคำสอนและการอัศจรรย์จากพระเยซูคริสต์ พวกฟาริสีมีความดื้อดึงและใจแข็งในความไม่เชื่อของตนเอง และต่อต้านอย่างดื้อดึง และปิดตาของตนเองจากแสงสว่างและความจริงทั้งมวล พระเยซูทรงเรียกว่า ตาบอด เป็นความบอดของวิญญาณจิตที่ร้ายแรงกว่าความบอดของดวงตา เพราะความบอดของวิญญาณจิตทำให้ไม่ยอมให้บาปออกไปจากชีวิต ไม่ยอมออกจากบาป ไม่ยอมขอการให้อภัยบาป  ความรู้สึกผิดได้ยึดความบาปเป็นที่อาศัยอยู่เหนือพวกฟาริสี การเข้าใจว่าตนเองมองเห็นแต่ไม่เชื่อ  เป็นการทำบาปในการต่อต้านอย่างดื้อดึงต่อแสงสว่างและความรู้ของพระเจ้า คำถามว่า “เราตาบอดด้วยหรือ” เป็นการบอกว่า เขาไม่เคยคิดว่าตนเองต้องการแสงสว่างจากพระเจ้า  เมื่อ…. 39 ​พระ​เยซู​ตรัส​ว่า “เรา​เข้า​มา​ใน​โลก​เพื่อ​แก่​การ​พิพากษา เพื่อให้​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​มอง​ไม่​เห็น​กลับ​มอง​เห็น และ​คน​ที่​มอง​เห็น​กลับ​ตา​บอด” คริสเตียนควรคิดเหมือนหรือคิดแตกต่างจากฟาริสี  สุภาษิต 21:2 2 ทาง​ของ​คน​ทุก​ทาง​ก็​ถูกต้อง​ใน​สายตา​ของ​ตน แต่​พระ​เจ้า​ทรง​ชั่ง​ใจ นี่เป็นการบอกว่า มนุษย์ทุกคนมักมองว่าตนเองมีสายตาที่ดี เห็นถูกแล้ว และมักลำเอียงคิดเข้าข้างตนเอง ยากอบ 2:8-9 8 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​บำเพ็ญ​ตน​ตาม​พระ​บัญญัติ​โดย​แท้จริง ตาม​พระ​คัมภีร์​ที่ว่า จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง แล้ว ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ประพฤติ​ดี​อยู่​9 แต่​ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ลำเอียง ท่าน​ก็​กระทำ​บาป และ​ว่า​ตาม​ธรรม​บัญญัติ​ท่าน​ก็​กระทำ​ผิด​ คำอธิบายเรื่องความลำเอียงของหนังสือยากอบที่นี่เกี่ยวข้องกับตัวเราและเพื่อนบ้านในสถานะเท่าเทียมกัน จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง หากเราคิดเข้าข้างตัวเราเองมากกว่าเพื่อนบ้าน เราก็รักตนเองมากกว่าเพื่อนบ้าน และยากอบใช้คำว่า 9 แต่​ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ลำเอียง ท่าน​ก็​กระทำ​บาป การที่พระเยซูกล่าวว่า แต่​บัดนี้​ท่าน​พูด​ว่า ‘เรา​มอง​เห็น’ เหตุ​ฉะนั้น​ความ​ผิด​บาป​ของ​ท่าน​จึง​ยัง​มี​อยู่ นี่คือจุดบอดของพวกฟาริสีที่คิดว่าตนเองมองเห็น แต่กลับมองไม่เห็นการพิพากษาของพระเจ้า บันทึกเหตุการณ์นี้ในสมัยพระเยซูคริสต์สองพันปีที่แล้ว สำคัญอย่างยิ่งในยุคของเราวันนี้ มีคนมองเห็นมากมายที่มีจุดบอดในชีวิต และกำลังหลงทาง คลำทางอย่างคนตาบอด เหมือนกับข้าพเจ้าครั้งหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น แต่เมื่อได้พบกับพระเยซูคริสต์เจ้า เราร้องเพลงพระคุณพระเจ้าว่า “….ครั้งนั้น ฉันหลง พระองค์ตามหา ตาบอด แต่ฉันเห็นแล้ว…” พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทำให้เราได้มองเห็นความจริงในชีวิตของเราว่า เราคือคนบาปที่ต้องกลับใจใหม่ เราเคยหลงทาง แต่เดี๋ยวนี้เราพบทางนั้นแล้ว พระองค์จะทำให้เรามองเห็นชีวิตของเรา 360 องศา (มุมต่างๆที่ต้องกลับใจในชีวิต)


วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2013

“มิติอย่างคริสเตียน….ในวันสงกรานต์”  

1เปโตร5-6 5 ​ใน​ทำนอง​เดียว​กัน​ท่าน​ที่​อ่อน​อาวุโส ​ก็​จง​เชื่อ​ฟัง​คำ​ของ​พวก​ผู้ใหญ่ อัน​ที่​จริง​ให้​ท่าน​ทุก​คน​มี​ความ​ถ่อม​ใจ​ใน​การ​ปฏิบัติ​ต่อ​กัน​และ​กัน ด้วย​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​ปฏิปักษ์​กับ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ถือ​ตัว​จองหอง แต่​พระ​องค์​ทรง​สำแดง​พระ​คุณ​แก่​คน​ที่​อ่อน​น้อม​ถ่อม​ตน ​6 เหตุ​ฉะนั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ถ่อม​ใจ​ลง​ภายใต้​พระ​หัตถ์​อัน​ทรง​ฤทธิ์​ของ​พระ​เจ้า เพื่อ​ว่า​พระ​องค์​จะ​ได้​ทรง​ยก​ท่าน​ขึ้น​เมื่อ​ถึง​เวลา​อัน​ควร สงกรานต์ของบ้านเราทุกปี คือวันรวมญาติ วันหยุดที่ยาวนาน วันกลับบ้าน วันที่ถนนว่างในเมืองและพลุกพล่านในต่างจังหวัด แต่จะที่ใดก็ตาม คนไทยเราก็จะมีประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ จากผู้ที่อ่อนอาวุโส เป็นโอกาสแห่งการอวยพร พระคัมภีร์ข้างต้นเข้ากับประเพณีวันสงกรานต์ เพราะเราจะได้เห็นภาพผู้ใหญ่และผู้อ่อนอาวุโสอยู่ด้วยกันในท่าทีที่อ่อนน้อมต่อกันและกัน มีคำอวยพรดีๆแทนคำตำหนิต่อว่า มีท่าทีอ่อนสุภาพแทนความก้าวร้าว  อัน​ที่​จริง​ให้​ท่าน​ทุก​คน​มี​ความ​ถ่อม​ใจ​ใน​การ​ปฏิบัติ​ต่อ​กัน​และ​กัน (ทุกวัน) ด้วย​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​ปฏิปักษ์​กับ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ถือ​ตัว​จองหอง แต่​พระ​องค์​ทรง​สำแดง​พระ​คุณ​แก่​คน​ที่​อ่อน​น้อม​ถ่อม​ตน นี่คือเหตุผลอันสำคัญของผู้ใหญ่ในพระคริสต์และผู้อ่อนอาวุโสในการปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความถ่อมใจ เพราะเราต้องการอยู่ฝ่ายเดียวกันกับพระเจ้า คำว่า ปฏิปักษ์ แปว่าอยู่ตรงกันข้าม พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเดียวกันกับคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน พระคุณ หมายถึงการได้รับในขณะที่เราไม่สมควรได้รับ หากเรานำพระคัมภีร์ตอนนี้มาประยุกต์ใช้ในวันสงกรานต์ เราจะมองเห็นอีกมิติหนึ่งของวันสงกรานต์ ที่มีองค์ประ กอบของผู้ใหญ่…และผู้อ่อนอาวุโสในสังคมของเรา กับประเพณีรดน้ำดำหัว ที่น่าชื่นชม โดยเฉพาะสำหรับ คริสเตียนไทยที่อยู่ในประเพณีไทยที่ดีงามอันนี้อย่างผู้มีความยำเกรงพระเจ้าอยู่ด้วย วันสงกรานต์จึงเป็นอีกวันหนึ่งที่มีความหมายในครอบครัวคริสเตียนไทยอย่างยิ่ง คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม11 ได้จัดพิธีรดน้ำดำหัวผู้อาวุโสในช่วงเวลาหนึ่งของการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ของวันสงกรานต์ทุกปี เพื่อนำพระคำพระเจ้าตอนนี้มาใช้ในบริบทของคนไทย เพราะเราอยู่ฝ่ายพระเจ้า เราถ่อมใจ เรารักประเพณีที่ดีงามของเรา วันสงกรานต์จึงควรเป็นโอกาสที่เราจะแสดงออกถึงความเป็นคนไทย และจะไม่ลืมใช้เวลากับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องลูกหลานของเรา ยิ่งเราอยู่ในยุคที่ต้องทำงานในเมือง วิถีชีวิตคนเมืองที่ถูกความเร่งรีบบีบรัดจนเวลาดีๆได้หายไปกับการจราจรที่คับคั่ง ภารกิจที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนในหน้าที่การงาน จนเวลาที่ควรจะให้กับคนที่บ้านลดน้อยลง ขอให้วันสงกรานต์ปีนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เราจะทำอะไรดีๆให้กับคนที่บ้าน ให้เกิดความสุขกาย สบายใจ สร้างมิติอย่างคริสเตียนในวันสงกรานต์ ตามพระคำของพระเจ้า อัน​ที่​จริง​ให้​ท่าน​ทุก​คน​มี​ความ​ถ่อม​ใจ​ใน​การ​ปฏิบัติ​ต่อ​กัน​และ​กัน ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ใหญ่…หรือผู้ที่อ่อนอาวุโส เราสามารถเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดความถ่อมใจในการปรนนิบัติต่อกันและกันได้ตลอดเวลา ข้าพเจ้าหวังใจว่า คริสเตียนไทยจะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงคนไทยรอบข้างที่ใช้วันสงกรานต์ในทางที่ผิดเพี้ยนไป อาเมน

 

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2013

“คริสตจักรทัศนาจร…เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน”

สวัสดีพี่น้องชาวใจสมานเพชรเกษม11ทุกท่าน วันนี้เป็นวันที่น่าตื่นเต้นอีกวันหนึ่งของพวกเรา หลังจากนมัสการฟังเทศน์ ทานอาหารเที่ยงแบบฉับไว เราจะออกเดินทางไปจังหวัดปราณบุรี เขาสามร้อยยอดด้วยกัน ในที่สุด วันแห่งการรอคอยก็มาถึง คริสตจักรทัศนาจรที่เรางดไปเมื่อปีที่แล้ว เพราะการย้ายอาคารคริสตจักรและการปรับปรุงที่ช่วงเวลานั้น เราทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยกับการระดมกำลังทุกด้านให้กับห้องประชุมและสำนักงานใหม่ของคริสตจักร เราแทบไม่กล้าคิดว่า เราจะมีคริสตจักรทัศนาจรในปีถัดไปเสียด้วยซ้ำ เพราะจะต้องผ่อนชำระค่าปรับปรุงห้องประชุมใหม่ ตัวอาคารสำนักงานใหม่ แต่พระเจ้าก็ทรงเปิดทางให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องสมาชิกชาวใจสมานโดยการชำระหนี้หมดในหนึ่งปีที่ผ่านมา การไปคริสตจักรทัศนาจรครั้งนี้จึงปลอดโปร่งและไม่รู้สึกกับภาระหนี้อีกต่อไป ประกอบกับอากาศที่ร้อนมาก จึงทำให้เป็นวาระแห่งการรับการเสริมกำลังใหม่กับบรรยากาศทะเล อาหารทะเล สัมผัสน้ำและลมทะเล นอนแอร์ นมัสการอธิษฐานกลางแจ้ง เข้าสู่วาระการผ่อนคลาย ข้าพเจ้าหวังใจว่า การไปคริสตจักรทัศนาจรครั้งนี้ จะนำข่าวดีของความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว กับญาติมิตร นอกจากจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติแล้ว ยังได้เขยิบเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นทุกที จนบางคนอาจทนไม่ไหวขอรับเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า และที่สำคัญในทริปนี้ เราจะมีการประกอบพิธีรับบัพติศมาในน้ำให้กับพี่น้องผู้เชื่อหลายคน ใครที่ยังไม่ตัดสินรับบัพติศมาในน้ำ ก็สามารถแจ้งชื่อกับเราได้ ขณะนี้ เรามีผู้ลงทะเบียนแล้วทั้งหมด 120 กว่าคน ตามสถิติที่เราเคยมี ในวันเดินทางอาจจะมีเพิ่มขึ้นอีกบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม บ้านพักของเราแต่ละหลังก็มีความยืดหยุ่นได้ถึง 170-180 คน พี่น้องไม่ต้องกลัวจะไม่มีที่นอน คริสตจักรของเราเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ และกำลังขยายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เราหวังใจว่า เราจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นในเรื่องการจัดการที่เป็นมืออาชีพ ขอพี่น้องที่มีภาระใจมาช่วยกันร่วมเป็นทีมงานในอนาคต เรากำลังต้องการคนถวายตัวมาร่วมรับใช้อีกมาก แม้คริสตจักรทัศนจรครั้งนี้ พี่น้องบางคนอาจติดภารกิจ หน้าที่การงาน ไม่สามารถไปร่วมกับเราได้ (ข้าพเจ้าคิดว่าเพราะเหตุผลเรื่องนี้อย่างเดียว มิใช่เรื่องการเงิน) แต่หากพี่น้องท่านใด ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องนี้ โปรดติดต่อคริสตจักรด่วน เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน 1โครินธ์ 12:22-27 22 ที่​จริง​อวัยวะ​ที่​เรา​เห็น​ว่า​อ่อนแอ เรา​ก็​ขาด​เสีย​ไม่ได้​23 และ​อวัยวะ​ที่​เรา​ถือ​ว่า​มี​เกียรติ​น้อย เรา​ก็​ยัง​ทำ​ให้​มี​เกียรติ​ยิ่งขึ้น และ​อวัยวะ​ที่​ไม่​น่าดู​นั้น เรา​ก็​ทำ​ให้​น่าดู​ยิ่งขึ้น​24 เพราะ​ว่า​อวัยวะ​ที่​น่าดู​แล้ว ​ก็​ไม่​จำเป็น​ที่​จะต้อง​ตกแต่ง​อีก แต่​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ให้​อวัยวะ​ของ​ร่างกาย​เสมอ​ภาค​กัน ทรง​ให้​อวัยวะ​ที่​ต่ำ​ต้อย​เป็น​ที่​นับ​ถือ​มาก​ขึ้น​25 เพื่อ​ไม่ให้​มี​การ​แก่งแย่ง​กัน​ใน​ร่างกาย แต่​ให้​อวัยวะ​ทุก​ส่วน​พะวง​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ 26 ถ้า​อวัยวะ​อัน​หนึ่ง​เจ็บ อวัยวะ​ทั้งหมด​ก็​พลอย​เจ็บ​ด้วย ถ้า​อวัยวะ​อัน​หนึ่ง​ได้รับ​เกียรติ​อวัยวะ​ทั้งหมด​ก็​พลอย​ชื่น​ชม​ยินดี​ด้วย 27 ฝ่าย​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​กาย​ของ​พระ​คริสต์​ และ​ต่าง​ก็​เป็น​อวัยวะ​ของ​พระ​กาย​นั้น​


วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2013
“พระเยซูเป็นเพื่อนตาย...เพื่อนเป็น....ของเรา” 

นิยามคำว่า เพื่อนตาย หมายถึง เพื่อนที่ช่วยเหลือกันได้ในยามทุกข์ยาก และสามารถยอมตายแทนกันได้ มุมหนึ่งของการตายแทนกันที่น่าสนใจปรากฏในโรม 5:7 7 ไม่​ใคร่​จะ​มี​ใคร​ตาย​เพื่อ​คน​ตรง แต่​บาง​ที​จะ​มี​คน​อาจ​ตาย​เพื่อ​คน​ดี​ก็​ได้​8 แต่​พระ​เจ้า​ทรง​สำแดง​ความ​รัก​ของ​พระ​องค์​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย คือ​ขณะที่​เรา​ยัง​เป็น​คน​บาป​อยู่​นั้น ​พระ​คริสต์​ได้​ทรง​สิ้น​พระ​ชนม์​เพื่อ​เรา​ พระคัมภีร์บอกเราว่ายากที่จะมีคนยอมตายเพื่อคนที่คำพูดกับการกระทำเท่าเทียมกัน (คนตรง) แต่จะมีคนที่ยอมตายเพื่อคนที่ทำมากกว่าพูดคือการทำให้คนอื่นได้รับผลประโยชน์ (คนดี) แต่พระเยซูคริสต์ได้ตายเพื่อคนบาป ความบาป แปลว่า พลาดไปจากเป้าหมาย อาจตีความได้ว่า คนบาปนอกจากจะไม่เป็นคนตรงแล้วยังเอาประโยชน์จากคนอื่น คนบาปไม่สมควรที่ใครจะมาตายแทนได้ แต่ความรักของพระเจ้าได้ทำให้พระองค์ทำสิ่งที่ไม่มีใครทำ คือพระเยซูคริสต์เจ้าได้ตายเพื่อคนบาปอย่างเรา และพระองค์ได้ฟื้นขึ้นมาจากความตายเพื่อดำรงอยู่ในสถานะของเพื่อนตายและเพื่อนเป็นของเรา การตายเพื่อคนบาป ยังไม่ยากเท่ากับการมีชีวิตอยู่เพื่อคนบาป เพราะการมีชีวิตอยู่เพื่อคนบาปต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะ และความรักที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างมาก และพระเยซูคริสต์ได้ทำสำเร็จในการเป็นเพื่อนตาย…เพื่อนเป็น พระเยซูคริสต์เจ้าได้ตรัสถ้อยคำที่ฝากไว้กับสาวกที่จะดำเนินชีวิตเหมือนพระองค์ 13 ไม่​มี​ผู้ใด​มี​ความ​รัก​ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​นี้ คือ​การ​ที่​ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​จะ​สละ​ชีวิต​ของ​ตน​เพื่อ​มิตร​สหาย​ของ​ตน​14 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประพฤติ​ตาม​ที่​เรา​สั่ง​ท่าน ท่าน​ก็​จะ​เป็น​มิตร​สหาย​ของ​เรา​15 เรา​จะ​ไม่​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า​บ่าว​อีก เพราะ​บ่าว​ไม่​ทราบ​ว่า​นาย​ทำ​อะไร แต่​เรา​เรียก​ท่าน​ว่า​มิตร​สหาย เพราะ​ว่า​ทุก​สิ่ง​ที่​เรา​ได้​ยิน​จาก​พระ​บิดา​ของ​เรา เรา​ได้​สำแดง​แก่​ท่าน​แล้ว​16 ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​เลือก​เรา แต่​เรา​ได้​เลือก​ท่าน​ทั้ง​หลาย และ​ได้​แต่งตั้ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไว้​ให้​ท่าน​ไป​เกิดผล และ​เพื่อ​ให้ผล​ของ​ท่าน​คง​อยู่ เพื่อ​ว่า​เมื่อ​ท่าน​ทูล​ขอ​สิ่ง​ใด​จาก​พระ​บิดา​ใน​นาม​ของ​เรา ​พระ​องค์​จะ​ได้​ประทาน​สิ่ง​นั้น​ให้แก่​ท่าน​17 สิ่ง​ที่​เรา​สั่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไว้​ก็​คือ ท่าน​จง​รัก​กัน​และ​กัน​(ยอห์น15:13-16) วันศุกร์ประเสริฐ และวันอีสเตอร์คือวันที่พระเยซูคริสตเจ้าได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยคำว่า เพื่อนตาย…เพื่อนเป็น แล้ววันศุกร์ประเสริฐและวันอีสเตอร์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราแต่ละปีได้สร้างปรากฏการณ์การเป็นเพื่อนตาย..เพื่อนเป็น เหมือนกับที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงทำกับเราอย่างไร โรม 6:3-5  3 ท่าน​ไม่​รู้​หรือ​ว่า เรา​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้รับ​บัพติศมา​เข้า​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ ​ก็​ได้รับ​บัพติศมา​นั้น​เข้า​ใน​ความ​ตาย​ของ​พระ​องค์​4 เหตุ​ฉะนั้น เรา​จึง​ถูก​ฝัง​ไว้​กับ​พระ​องค์​แล้ว โดย​การ​รับ​บัพติศมา​เข้า​ส่วน​ใน​การ​ตาย​นั้น เพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​คริสต์​ได้​ทรง​ถูก​ชุบ​ให้​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​โดย​เดช​พระ​สิริ​ของ​พระ​บิดา​แล้ว เรา​ก็​จะ​ได้​ดำเนิน​ตาม​ชีวิต​ใหม่​ด้วย​เหมือน​กัน 5 เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​เข้า​สนิท​กับ​พระ​องค์​แล้ว​ใน​การ​ตาย​อย่าง​พระ​องค์ เรา​ก็​จะ​เข้า​สนิท​กับ​พระ​องค์ ใน​การ​เป็น​ขึ้น​มา​อย่าง​พระ​องค์​ได้​ทรง​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​ด้วย เราทั้งหลายก็เป็น…เพื่อนตาย…เพื่อนเป็นของพระเยซูด้วยเช่นกัน

วันที่ 24 มีนาคม 2013
“ก่อนพระเยซูถูกทรยศ...ไต่สวน...และถูกตรึง” 

ลูกา 22:15-20 15 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรา​มี​ความ​ปรารถนา​อย่าง​ยิ่ง​ที่​จะ​กินปัสกา​นี้​กับ​พวก​ท่าน​ก่อน​เรา​จะต้อง​ทน​ทุกข์​ทรมาน​16 ด้วย​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า​เรา​จะ​ไม่​กินปัสกา​นี้​อีก จนกว่า​จะ​สำเร็จ​ความ​หมาย​ของปัสกา​นั้น​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า”17 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ถ้วย​โมทนา​พระ​คุณ​แล้ว​ตรัส​ว่า “จง​รับ​ถ้วย​นี้​แบ่ง​กัน​ดื่ม​18 เพราะ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เรา​จะ​ไม่​ดื่ม​น้ำ​ผล​แห่ง​เถา​องุ่น​ต่อไป​อีก จนกว่า​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​จะ​มา”19 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ขนม​ปัง โมทนา​พระ​คุณ แล้ว​หัก​ส่ง​ให้แก่​เขา​ทั้ง​หลาย ตรัส​ว่า “นี่​เป็น​กาย​ของ​เราซึ่ง​ได้​ให้​สำหรับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย จง​กระทำ​อย่าง​นี้​ให้​เป็น​ที่​ระลึก​ถึง​เรา”20 เมื่อ​รับประทาน​แล้ว จึง​ทรง​หยิบ​ถ้วย​กระทำ​เหมือน​กัน​ตรัส​ว่า “ถ้วย​นี้​ซึ่ง​เท​ออก​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​คำ​สัญญา​ใหม่ โดย​โลหิต​ของ​เรา​ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะต้องทนทุกข์ทรมาน(ถูกทรยศ…ไต่สวน…และถูกตรึงที่กางเขน) ไม่มีอะไรจะน่าเจ็บปวดทรมานใจเท่ากับการที่ถูกคนสนิทใกล้ตัวหักหลังทรยศ พระเยซูคริสต์ได้แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกินปัสการ่วมกับสาวก(และร่วมกับคนที่จะทรยศ) พิธีปัสกาที่คนยิวจะต้องกินขนมปังไร้เชื้อและน้ำองุ่นเปรี้ยว (เพราะความเร่งรีบในการออกจากความเป็นทาสของอียิปต์โดยการนำของโมเสส โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า) เพื่อระลึกถึงการช่วยกู้ของพระเจ้า และในพิธีปัสกาวันนั้น ก่อนพระเยซูถูกทรยศ…ไต่สวน…และถูกตรึง พระเยซูคริสต์ใช้พิธีปัสกานี้เพื่อตั้งเป็นพิธีมหาสนิท (Holy Communion) การเข้าสนิทที่ต้องมีการเสียสละ การอุทิศให้ฟรีๆโดยไม่ต้องการการตอบแทน ขอเพียงระลึกถึง คืออย่าลืม อย่าทำให้การเสียสละนี้กลายเป็นสิ่งไร้ค่า ไร้ราคา ทั้งๆที่จริงแล้ว มีคุณค่าและราคาสูงทีเดียว 1โครินธ์ 7:23 23 ​พระ​เจ้า​ทรง​ซื้อ​ท่าน​ด้วย​ราคา​สูง อย่า​เข้า​เป็น​ทาส​ของ​มนุษย์​เลย​ ความปรารถนาของพระเยซูคริสต์เจ้าที่จะกินปัสกาในภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อให้รู้ว่า การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์เจ้าจะทำให้คนคืนดีกับพระเจ้า คนคืนดีกับคน คนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและกัน และกับพระเจ้า นี่คือชีวิตใหม่ที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้หยิบยื่นให้แก่มนุษย์ ที่ได้มาอย่างยากลำบาก พระองค์จึงตรัสว่า พระองค์จะร่วมโต๊ะเพื่อกินและดื่มแบบนี้อีกครั้งในแผ่นดินของพระเจ้า หรือเมื่อแผ่นดินของพระเจ้ามาถึง และหลังจากพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย อัครทูตยอห์นได้รับนิมิตบันทึกถ้อยคำของพระเยซูคริสต์เจ้าว่า วิวรณ์ 3:20 20 นี่​แน่ะ เรา​ยืน​เคาะ​อยู่​ที่​ประตู ถ้า​ผู้ใด​ได้​ยิน​เสียง​ของ​เรา​และ​เปิด​ประตู เรา​จะ​เข้า​ไป​หา​ผู้​นั้น​และ​จะ​รับประทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เขา และ​เขา​จะ​รับประ ทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เรา​ พระเยซูคริสต์กำลังเรียกหาเราทุกคน และเมื่อคนหนึ่งคนใดเปิดประตูออกต้อนรับพระองค์ แผ่นดินของพระเจ้าอยู่ในคนนั้น แผ่นดินของพระเจ้าเป็นสันติสุข ความสงบและเสรีภาพในชีวิตของผู้เชื่อโดยความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ผู้ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย ขอให้ศุกร์ประเสริฐและอีสเตอร์ปีนี้รื้อฟื้นการเปิดประตูให้กับพระเยซูคริสต์เจ้าเสด็จเข้ามาในชีวิตของเราทุกคน อาเมน

อาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2013
“ทำไมศุกร์ประเสริฐจึง....ประเสริฐ?” (Why Good Friday is Good?)

อีกสองสัปดาห์ก็จะถึงวันอีสเตอร์ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม และที่จะลืมไม่ได้ก็คือ วันศุกร์ประเสริฐ ก่อนวันอีสเตอร์สองวัน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงอยากจะนำกระทู้ที่เป็นคำถามที่ไม่เพียงเด็กๆจะตั้งคำถาม ผู้ใหญ่หลายคนก็สงสัยในเรื่องนี้ ว่า ทำไมศุกร์ประเสริฐจึง…ประเสริฐ why Good Friday is Good?  เพราะเรื่องราวที่มาของวันศุกร์ประเสริฐคือวันที่พระเยซูคริสต์เจ้าถูกตรึงตายที่กางเขน แล้วจะเรียกว่า ศุกร์ประเสริฐ ประเสริฐได้อย่างไร ในเมื่อวันนั้นคือวันที่ความบาปของมนุษย์โลกเป็นเหตุให้พระผู้ไถ่ต้องตาย Baltimo Catechism ได้ประกาศว่า ศุกร์ประเสริฐ ประเสริฐ เพราะว่าโดยการตายของพระคริสต์ “ได้สำแดงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่ชาวโลก และพระองค์ได้จ่ายราคาเพื่อนำพระพรทุกอย่างมาสู่มนุษยชาติ คำว่า ประเสริฐ ในความรู้สึกนี้ หมายถึง ความบริสุทธิ์ (Holy) และในความเป็นจริง ศุกร์ประเสริฐ เป็นที่รู้กันในความหมายของ ศุกร์บริสุทธิ์ (Holy Friday) ในหลายๆภาษาแสดงถึงความรัก บางคนก็ว่าจุดกำเนิดของคำว่า ศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) มาจากคำภาษาอังกฤษที่ใช้เพี้ยนมาจากคำว่า God’ s Friday ซึ่งแปลว่า วันศุกร์ของพระเจ้า ซึ่งมาจากการเรียกในเสียงของภาษาเยอรมันว่า Gottes Freitag  บางคนก็เดาว่า มาจากคำว่า long Friday และถ้าเพี้ยนมาจากภาษาเยอรมันคำนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นศุกร์ประเสริฐ เพราะว่า ความหมายภาษาเยอรมันคำนี้ แปลว่า วันศุกร์แสนทุกข์ใจหรือเป็นทุกข์ ดังนั้น จึงไม่มีความชัดเจนว่า ศุกร์ประเสริฐ (Good Firday) ถูกเรียกเช่นนี้เริ่มต้นจากไหน แต่ความหมายที่ดีสุดในการเรียก ศุกร์ประเสริฐ ก็เพราะ การตายของพระเยซูคริสต์เจ้านั้นแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา การตายของพระเยซูคริสต์เจ้านี้ได้นำไปสู่การฟื้นคืนพระชนม์ที่เรียกว่า วันอีสเตอร์ (Easter Sunday) ซึ่งนำชีวิตใหม่มาสู่ผู้ที่เชื่อถือในพระองค์ทุกคน อ.เปาโลได้กล่าวไว้ในหนังสือ 1โครินธ์ 15:17 17 และ​ถ้า​พระ​คริสต์​ไม่ได้​ทรง​ถูก​ชุบ​ให้​เป็น​ขึ้น​มา ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน​ก็​ไร้​ประโยชน์ ท่าน​ก็​ยัง​ตก​อยู่​ใน​บาป​ของ​ตน​ นั่นหมายความว่า ถ้าไม่มีการตายก็ไม่มีการฟื้นขึ้นมาจากความตาย การตายของพระเยซูคริสต์ได้ช่วยมนุษยชาติจากการเป็นทาสของความบาป และพระองค์ได้ทำลายการควบคุมของความตายที่อยู่ในชีวิตของเราทุกคน การฟื้นขึ้นมาจากความตายได้ให้พระสัญญาแห่งชีวิตใหม่ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าด้วย กิจการ 1:3-4 3 ครั้น​พระ​องค์​ทรง​ทน​ทุกข์​ทรมาน​แล้ว ได้​ทรง​แสดง​พระ​องค์​แก่​คน​พวก​นั้น​ด้วย​หลักฐาน​หลาย​อย่าง พิสูจน์​ว่า​พระ​องค์​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่ และ​ได้​ทรง​ปรากฏ​แก่​เขา​ทั้ง​หลาย​ระหว่าง​สี่​สิบ​วัน และ​ได้​ทรง​สนทนา​กับ​เขา​ถึง​เรื่อง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​4 เมื่อ​พระ​องค์​ได้​ทรง​พำนัก​อยู่​กับ​อัครทูต จึง​กำชับ​เขา​มิ​ให้​ออกไป​จาก​กรุง​เยรูซา เล็ม แต่​ให้​คอย​รับ​ตาม​พระ​สัญญา​ของ​พระ​บิดา..ความงดงามของวันอีสเตอร์เกิดได้จากคุณค่าสูงสุดที่เกิดขึ้นในวันศุกร์ประเสริฐ นี่แหล่ะคือคำตอบว่า ทำไม ศุกร์ประเสริฐ จึงประเสริฐ

 

อาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2013

“ทำตามพระเยซูสั่ง....อย่าแค่ติดตาม”

มัทธิว 4:18-19 18 ขณะที่​พระ​องค์​ทรง​ดำเนิน​อยู่​ตาม​ชายทะเล​กาลิลี ​ก็​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​พี่​น้อง​ชาวประมง​สอง​คน คือ​ซีโมน​ที่​เรียก​ว่า​เปโตร กับ​อันด​รูว์​น้อง​ชาย กำลัง​ทอดแห​อยู่​ที่​ทะเลสาบ​19 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “จง​ตาม​เรา​มา​เถิด และ​เรา​จะ​ตั้ง​ท่าน​ให้​เป็น​ผู้​หา​คน​ดั่ง​หา​ปลา” หากจะดูบริบทตอนนี้ บางคนอาจตีความว่าพระเยซูพูดเรื่องนี้กับชาวประมง ไม่ใช่กับเรา เปโตรกับอันดรูซ์เป็นชาวประมงผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปลา และรู้ว่าจะจับปลาได้ที่ไหน พระเยซูเรียกให้ทั้งสองคนติดตามพระองค์ พระองค์ทรงเสนองานใหม่ให้กับชาวประมงสองคนที่วันๆอยู่กับท้องทะเล ไม่ค่อยมีเวลาปฏิสัมพันธ์กับคน ทั้งสองคนรู้จักธรรมชาติของปลามากกว่าคน ถ้าพระเยซูเสนองานที่เกี่ยวกับปลา น่าจะเหมาะกว่า ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Put the right man on the right job แปลว่า วางคนให้ตรงกับงาน หรือเหมาะกับงาน แต่ดูเหมือนพระเยซูไม่ได้ต้องการคนที่ตรงกับงาน พระองค์มีงานที่ต้องการคนที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของพระองค์มากกว่า พระองค์จะตั้งคนๆนั้น นั่นหมายความว่า การแต่งตั้งของพระองค์จะเปลี่ยนคนๆนั้นให้มีความสามารถ เป็นไปตามงานที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ 2โครินธ์ 3:5-6 5 มิใช่​เรา​จะ​คิด​ถือ​ว่า สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​เกิด​จาก​ความ​สามารถ​ของ​เรา​เอง แต่​ว่า​ความ​สามารถ​ของ​เรา​มา​จาก​พระ​เจ้า​6 ผู้​ทรง​โปรด​ประทาน​ให้​เรา​สามารถ​ที่​จะ​เป็น​พัน​ธกร​แห่ง​พันธสัญญา​ใหม่….เปโตร….คนที่พูดไม่ค่อยเข้าท่า พูดก่อนคิด บางครั้งพูดแล้วถูกพระเยซูตำหนิ  แต่เปโตรได้เปลี่ยนไปหลังจากได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งหมายถึงการแต่งตั้งให้ทำงานของพระเจ้า เปโตรลุกขึ้นพูดและนำคนรับเชื่อถึงสามพันคนในคราวเดียว เปโตรกลายเป็นคนที่ดึงดูดคนให้อยากฟังสิ่งที่เขาพูด เปโตรมีคำพยานประสบการณ์กับพระเยซู คนอยากรู้ว่า พระเยซูเป็นยังไง พระเยซูทำอะไร พระเยซูสอนอะไร พระเยซูคือใคร เปโตรเป็นผู้หาคนดั่งหาปลา อย่างที่พระเยซูได้ตรัสไว้จริงๆ ธรรมชาติของปลา ไม่มีใครรู้ว่ามันจะมาหรือมันจะไป  ธรรมชาติของปลากลัวการเข้าใกล้คน หนีไว จับยาก คนจะเข้าหาปลาเองไม่ได้ ต้องรอปลามาหาคน หรือมีสิ่งล่อปลา และไม่ใช่ว่าชาวประมงจะสำเร็จทุกครั้งไป เหมือนกับที่เปโตรกับอันดรูว์ที่ล้มเหลวและซักอวนโดยไม่ได้ปลาเลยสักตัว พระเยซูสั่งให้หาปลา ลูกา 5:5-6 5 ซีโมน​ทูล​ตอบ​ว่า “​พระ​อา จารย์​เจ้า​ข้า ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย​ทอด​อวน​คืน​ยัง​รุ่ง​ไม่ได้​อะไร​เลย แต่​ข้า​พระ​องค์​จะ​หย่อน​อวน​ลง​ตาม​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์”6 เมื่อ​เขา​หย่อน​ลง​แล้ว​ก็​ล้อม​ปลา​ไว้​เป็น​อัน​มาก จน​อวน​ของ​เขา​กำลัง​ปริ​ วิธีของพระเยซูที่ให้เปโตราจับปลาล้วนขัดต่อวิธีของชาวประมงอย่างสิ้นเชิง ทั้งเวลา สถานที่ แต่ยังใช้เครื่องมือจับปลาอันเดิม  การทำตามคำของพระเยซูคือสิทธิอำนาจและกุญแจแห่งความสำเร็จ พระเยซูกำลังเชิญชวนเราทั้งหลายให้ทำตามพระองค์ อย่าแค่ติดตาม เพื่อเราจะเป็นและสามารถอย่างเปโตร


อาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2013

“ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเอง อย่ากลัวเลย”

มาระโก 6:45-52 45 ครั้น​แล้ว​พระ​องค์​ได้​ตรัส​ให้​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์ ลง​เรือ​ข้าม​ไป​ยัง​เมือง​เบธ​ไซ​ดา​ก่อน ส่วน​พระ​องค์​ทรง​รอ​ส่ง​ประชาชน​กลับ​บ้าน​46 เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​ลา​เขา​ทั้ง​หลาย​แล้ว ​ก็​เสด็จ​ขึ้น​ภูเขา​เพื่อ​อธิษฐาน​ที่​นั่น​47 เมื่อ​ค่ำ​ลง​แล้ว เรือ​ของ​เหล่า​สาวก​อยู่​กลาง​ทะเล ส่วน​พระ​องค์​อยู่​บน​ฝั่ง​แต่​ผู้​เดียว​48 แล้ว​พระ​องค์​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​เหล่า​สาวก​ตี​กรรเชียง​ลำบาก​เพราะ​ทวน​ลม​อยู่ ครั้น​เวลา​สาม​ยาม​เศษ ​พระ​องค์​จึง​ทรง​ดำเนิน​บน​น้ำ​ทะเล​ไป​ยัง​เหล่า​สาวก และ​พระ​องค์​ทรง​ดำเนิน​ดัง​จะ​เลย​เขา​ไป49 เมื่อ​เหล่า​สาวก​เห็น​พระ​องค์​ทรง​ดำเนิน​บน​ทะเล เขา​สำคัญ​ว่า​ผี แล้ว​พา​กัน​ร้อง​อึง​ไป​50 เพราะ​ว่า​ทุก​คน​เห็น​แล้ว​ก็​กลัว แต่​ใน​ทันใด​นั้น​พระ​องค์​ทรง​ออก​พระ​โอษฐ์​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ทำ​ใจ​ให้​ดี​ไว้​เถิด เรา​เอง อย่า​กลัว​เลย”51 ​พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ขึ้น​ไป​หา​เขา​บน​เรือ​แล้ว​ลม​ก็​เงียบ​ลง​52 เหล่า​สาวก​ก็​ประหลาด​อัศจรรย์​ใจ​เหลือ​ประมาณ เพราะ​ว่า​เรื่อง​ขนม​ปัง​นั้น​เขา​ยัง​ไม่​เข้าใจ แต่​ใจ​เขา​ยัง​มืด​มัว​อยู่​ ​ จากพระธรรมตอนนี้ได้ให้ข้อมูลการเดินบนน้ำของพระเยซู เพราะพระเยซูไม่มีเรือที่จะใช้เดินทางต่อ เพราะเรือออกไปก่อนแล้ว ที่พระองค์ให้เรือออกไปก่อนเพราะว่าพระองค์ต้องรอส่งประชาชนกลับบ้าน และเพราะพระองค์ต้องใช้เวลาอธิษฐานบนภูเขา  ภารกิจเหล่านี้ทำให้พระเยซูอยู่บนฝั่งแต่ผู้เดียว พระเยซูให้สาวกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน  นั่นหมายความว่า พระเยซูจะตามไปสมทบกับสาวกที่เบธไซดา แล้วพระเยซูจะไปอย่างไร การเดินทางด้วยเรือถือว่าเร็วกว่าและเป็นทางลัดสั้นกว่าการเดินทางบนบก แต่พระคัมภีร์ตอนนี้ทำให้เราเห็นการเดินด้วยเท้าเร็วกว่าการเดินทางด้วยเรือ เร็วกว่าการเดินบนบก เพราะเป็นการเดินบนน้ำ และกำลังจะแซงเรือของสาวกไปด้วยซ้ำ เรือของสาวกออกเดินทางตั้งแต่หัวค่ำจนสามยามเศษ (ประมาณตีสามกว่าๆ) เรือของสาวกก็ยังไปไม่ถึงไหน เพราะมีแรงลมมาต้านเรือเอาไว้ พระเยซูมองเห็นสาวกกำลังพายเรือให้แล่นไปอย่างยากลำบากเพราะต้องสู้กับแรงลมเพราะเป็นการแล่นเรือทวนกระแสลม มิใช่ทวนกระแสน้ำ หากไม่มีลม สาวกคงจะไปถึงอีกฝั่งนานแล้ว ลมที่ชาวเรือใช้ในการเดินเรือกลับเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางด้วยเรือในเวลานี้ พระเยซูทรงเดินบนทะเล มีคำถามว่าขณะเดินมีลมหรือไม่ หรือว่าลมไม่ได้เกิดกับการเดินบนทะเลของพระเยซู เราจะเห็นว่า เมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นเรือของสาวก ลมก็เงียบหายไป บันทึกที่นี่ไม่ได้กล่าวถึงการสั่งให้ลมสงบโดยพระเยซู แต่ราวกับว่า ลมรู้จักพระเยซู ลมจึงไม่รบกวนหรือต้านทานพระเยซู ไม่ว่าพระองค์จะอยู่ที่ไหน สาวกก็เช่นกัน เมื่อพระเยซูตรัสว่า คือพระองค์เอง ความกลัวก็หายไป เมื่อพระเยซูอยู่ด้วย พายุและความกลัวก็หายไป หากเวลานี้ ชีวิตของเราเหมือนกำลังว้าวุ่นใจและกำลังหวาดกลัวสิ่งใด จงตระหนักว่าพระเยซูอยู่ด้วยกับเรา พายุชีวิตที่โหมกระหน่ำ ความกลัวที่กำลังเขย่าอารมณ์ความรู้สึก จะสงบลงและหายไปจากชีวิตของเรา “ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเอง อย่ากลัวเลย”


อาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2013
กุญแจ 9 ดอก.....ปลดล็อคชีวิตที่กำลังวิกฤติ

กุญแจที่ 1 เราต้องยอมรับความรับผิดชอบที่จะทำส่วนของตัวเรา พระเจ้าจะทำส่วนของพระองค์ เราต้องทำสิ่งที่พระเจ้าคาดหวังและเรียกให้เราทำในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน

กุญแจที่ 2 เราจะต้องเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน บางครั้งในช่วงเวลาของการรอคอยไม่จำเป็นต้องใช้ความเชื่อมาก เพราะเป็นเวลาของการรักษาความเชื่อที่ต้องใช้แต่ความอดทน แต่เมื่อพระเจ้าสั่งให้เคลื่อน นั่นแหล่ะคือย่างก้าวที่ต้องใช้ความเชื่อมาก

กุญแจที่ 3 เราต้องยืดหยุ่นมากๆ การขับเคลื่อนของพระเจ้าอาจมาอย่างกระทันหัน พระองค์มีเหตุผลที่ทำอย่างนั้น พระองค์ไม่ต้องการให้เราใช้เวลาในการคิดมาก เพราะเราอาจทำให้สิ่งต่างๆยุ่งยากยิ่งขึ้น พระเจ้าต้องการให้เราเคลื่อนอย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมเสียเวลากับการวิเคราะห์ที่ทำให้เป็นอัมพาต

กุญแจที่ 4 เราต้องไม่ลืมพื้นฐาน  จงจดจ่อพระวจนะ ใช้เวลากับพระเจ้า สามัคคีธรรมกับผู้เชื่อ และสงวนตัวเองไว้ในการอธิษฐาน

กุญแจที่ 5 เราต้องยึดมั่นในพระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับเรา พระสัญญาจะเป็นที่หนุนใจเรา ให้ทิศทางกับเรา และเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่เหมือนกับสมอเรือชีวิตของเรา

กุญแจที่ 6 เราต้องดำเนินชีวิตอยู่ในการเชื่อฟังอย่างครบถ้วน คือด้วยวิธีของพระเจ้าร้อยเปอร์เซ็น ซึ่งเป็นวิถีใหม่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน พระเจ้าทรงมีเหตุผลที่จะให้เราทำด้วยวิธีของพระองค์

กุญแจที่ 7 เราจะต้องตระหนักเสมอว่า มีสงครามที่เราต้องต่อสู้ พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า “3 ทุกๆ ตำบล​ถิ่น​ที่​ฝ่า​เท้า​ของ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จะ​เหยียบ​ลง เรา​ได้​ยก​ให้แก่​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ดังที่​เรา​ได้​สัญญา​ไว้​กับ​โมเสส​ (โยชูวา 1:3) คำว่า เหยียบลง ภาษาฮีบรูคำว่า ดารัค (darak) ไม่ใช่แค่การเดินเท่านั้น แต่ถูกใช้ในความ หมายของการสวนสนามหรือการย่ำเท้าของนักรบ ในนิยามของสงคราม คำนี้ถูกใช้เพื่อโก่งคันธนูตั้งท่ายิงลูกศร และยังถูกใช้ในปัจจุบันแปลว่า เตรียมอาวุธ ความหมายที่พระเจ้าสั่งโยชูวาคือ ทุกที่ที่เจ้าเตรียมอาวุธเพื่อที่จะไปยึดครอง พระเจ้าจะยกดินแดนนั้นให้แก่โยชูวา พระเจ้ากำลังบอกโยชูวาว่าจะมีสงคราม

กุญแจที่ 8 เราต้องยอมรับความช่วยเหลือ เราต้องถ่อมตัวเราเองลงเพื่อขอคำอธิษฐาน ขอคำปรึกษา ขอการหนุนใจ อย่ารู้สึกอึดอัดใจที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะเป็นสิ่งที่ควรจะทำ

กุญแจที่ 9 เราต้องให้สันติสุขของพระเจ้าคุ้มครองเราไว้ ช่วงวิกฤติจะมีแรงกดดันสูง สันติสุขจะช่วยเราไม่ให้หักภายใต้แรงกดดันได้ 9 เรา​สั่ง​เจ้า​ไว้​แล้ว​มิใช่​หรือ​ว่า​จง​เข้มแข็ง​และ​กล้า​หาญ​เถิด อย่า​ตกใจ​หรือ​คร้าม​กลัว​เลย เพราะ​ว่า​เจ้า​ไป​ใน​ถิ่น​ฐาน​ใด ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า​ทรง​สถิต​กับ​เจ้า” (โยชูวา1:9)

(ย่อจากบทสุดท้ายของหนังสือ God’s timing for your life เวลาของพระเจ้าสำหรับคุณ โดย ดัทช์ ชีท) 

 

 

คำเทศนา

                                               
 อาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)
“เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…มีสติอารมณ์ดี”
 อารมณ์ไม่ดี เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ หญิงหรือชาย อารมณ์ไม่ดี เกิดจากการไม่สบอารมณ์ พจนานุกรมเล็กซิทรอนได้ให้คำเหมือนคำว่า ไม่สบอารมณ์ คือการ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ไม่เป็นที่พอใจ ส่วนคำว่า อารมณ์ไม่ดี ภาษาอังกฤษใช้สำนวนว่า lose temper คำว่า temper แปลว่า อารมณ์ ใส่คำว่า lose เข้าไป แปลตรงตัวก็คือ เสียอารมณ์ หรืออารมณ์เสีย หมายถึงการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อะไรทำให้คนเราอารมณ์เสีย เราทุกคนมีโอกาสที่จะเกิดอาการอารมณ์เสียได้ทุกคน เพียงแต่คนละ Story หรือคนละเรื่องราว  และขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนจะรับมือหรือควบคุมอารมณ์ที่เสียให้กลับมาสู่สภาวะปกติได้อย่างไร ซึ่งบางคนก็ทำได้ดี อารมณ์เสียก็หยุดได้อย่างรวดเร็ว แต่บางคนทำได้ไม่ดี อารมณ์เสียก็จะค้างอยู่และกลายเป็นบานปลายจนสร้างความเสียหายได้ ในพระคัมภีร์ฮีบรูได้เตือนเราว่าฮีบรู12:15 …อย่า​ให้​มี​ราก​ขม​ขื่น​งอก​ขึ้น​มา ทำ​ความ​ยุ่งยาก​ให้ ซึ่ง​จะ​เป็น​เหตุ​ให้​คน​เป็น​อัน​มาก​เสีย​ไป​ รากขมขื่น เกิดจากอาการอารมณ์เสียที่ถูกปล่อยให้ค้างเพราะไม่สามารถจัดการให้อารมณ์เสียนั้นหยุด มันยังทำงานต่อเนื่อง ยิ่งอยู่นานยิ่งงอกราก จึงถูกเรียกว่ารากขมขื่น และทำให้คนมากมายต้องเสียไป คำว่า เสียไป รากศัพท์ภาษากรีกตรงนี้ใช้คำว่า เป็นมลทิน (defiled) แปลว่า ทำให้สกปรก ทำให้เสื่อมเสีย ภาษาไทยจึงใช้คำว่า อารมณ์เสีย อารมณ์บูด เหมือนกับของเสียที่ส่งกลิ่นเหม็น Ex. เวลาเราไปเดินตลาดสดสกปรก เราจะเห็นหนูตัวใหญ่ๆวิ่งตามพื้น ตามร่องในตลาด เพราะมีขยะส่งกลิ่นเหม็น หนูก็จะชอบอยู่ที่นั่น จนเมื่อทำความสะอาด หนูก็จะไม่มาวิ่งเพ่นพ่านให้เห็นอีก เพราะหนูมันชอบของสกปรก เช่นเดียวกัน ถ้าจิตใจของเราไม่ได้รับการทำความสะอาด  ขยะที่ค้างคาใจไว้ด้วยรากขมขื่นกับใครบางคนในชีวิตเรา หนูผีก็จะมาวิ่งเผ่นผ่านรบกวนชีวิต จนคนมากมายรำคาญไม่อยากจะเป็น ไม่อยากจะมีอาการ แต่ก็ไล่หนูผีตัวก่อกวนไปไม่ได้สักที และหัวข้อคำเทศนาวันนี้ ที่ว่า เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…มีสติอารมณ์ดี ก็เป็นเรื่องของการจัดการกับขยะของอารมณ์ ด้วยบทเรียนที่เราจะเรียนรู้จากพระเยซูคริสต์เจ้าในพระคัมภีร์ดังนี้ ลูกา 9:26-39 26 เขา​แล่น​ไป​ถึง​แขวง​ชาว​เมือง​เก-ราซา​ที่​อยู่​ตรง​ข้าม​กาลิลี​27 เมื่อ​พระ​องค์​เสด็จ​ขึ้น​บก​แล้ว มี​ชาย​คน​หนึ่ง​จาก​เมือง​นั้น​มา​พบ​พระ​องค์ คน​นั้น​มี​ผี​เข้า​สิง และ​นาน​แล้ว​มิได้​สวม​เสื้อ​มิได้​อยู่​เรือน แต่​อยู่​ตาม​อุโมงค์​ฝัง​ศพ​28 ครั้น​เห็น​พระ​เยซู​เขา​ก็​โห่​ร้อง และ​กราบ​ลง​ตรง​พระ​พักตร์​พระ​องค์ ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า “ข้า​แต่​พระ​เยซู​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​สูงสุด ​พระ​องค์​มา​ยุ่ง​กับ​ข้า​พระ​องค์​ทำไม ขอ​พระ​องค์​อย่า​ทรมาน​ข้า​พระ​องค์”29 ที่​พูด​เช่นนี้​ก็​เพราะ​พระ​องค์​ได้​สั่ง​ผี​โสโครก​ให้​ออกมา​จาก​ตัว​คน​นั้น (​ด้วย​ว่า​ผี​นั้น​แผลงฤทธิ์​ใน​ตัว​เขา​บ่อยๆ และ​เขา​ถูก​จำ​ด้วย​โซ่​ตรวน​แต่​เขา​ได้​หัก​เครื่อง​จำ​นั้น​เสีย แล้ว​ผี​ก็​ขับ​เขา​ไป​ใน​ที่​เปลี่ยว​)​30 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​ถาม​เขา​ว่า “เจ้า​ชื่อ​อะไร” เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “ชื่อ​กอง” ด้วย​ว่า​มี​ผี​หลาย​ตน​เข้า​สิง​อยู่​ใน​ตัว​เขา​31 ผี​นั้น​จึง​อ้อน​วอน​ขอ​พระ​องค์​มิ​ให้​สั่ง​ให้​มัน​กลับไป​ยัง​นรก​ขุม​ลึก32 ตำบล​นั้น มี​สุกร​ฝูง​ใหญ่​กำลัง​หา​กิน​อยู่​ที่​ภูเขา ผี​เหล่า​นั้น​ได้​อ้อน​วอน​พระ​องค์ ขอ​อนุญาต​ให้​มัน​เข้า​สิง​ใน​ฝูง​สุกร ​พระ​องค์​ก็​ทรง​อนุญาต​33 ผี​เหล่า​นั้น​จึง​ออกมา​จาก​คน​นั้น แล้ว​เข้า​อยู่​ใน​ตัว​สุกร สุกร​ทั้ง​ฝูง​ก็​วิ่ง​กระโดด​จาก​หน้า​ผา​ชัน​ลง​ไป​ใน​ทะเลสาบ​สำลัก​น้ำ​ตาย 34 ฝ่าย​คน​เลี้ยง​สุกร เมื่อ​เห็น​เหตุการณ์​ที่​เกิดขึ้น ต่าง​ก็​หนี​ไป​เล่า​เรื่อง​นั้น​ทั้ง​ใน​นคร​และ​บ้าน​นอก​35 คน​ทั้ง​หลาย​จึง​ออกไป​ดู​เหตุการณ์​ที่​เกิดขึ้น และ​เมื่อ​เขา​มาถึง​พระ​เยซู ​ก็​เห็น​คน​นั้น​ที่​มี​ผี​ออก​จาก​ตัว​นุ่ง​ห่ม​ผ้า​มี​สติ​อารมณ์​ดี นั่ง​ใกล้​พระ​บาท​พระ​เยซู เขา​ทั้ง​หลาย​ก็​พา​กัน​กลัว​36 ฝ่าย​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้​เห็น​ก็​เล่า​ให้​เขา​ทั้ง​หลาย​ฟัง​ถึง​เรื่อง​คน​ที่​ผี​เข้า​ได้​หาย​ปกติ​อย่างไร​37 ชาว​เมือง​เก-ราซา​และ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​อยู่​ตาม​ชนบท​โดยรอบ จึง​อ้อน​วอน​พระ​องค์​ให้​ไป​เสีย​จาก​เขา เพราะ​ว่า​เขา​กลัว​ยิ่ง​นัก ​พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ลง​เรือ​กลับไป​38 คน​ที่​ผี​ออก​จาก​ตัว​นั้น​อ้อน​วอน​ขอ​ติดตาม​พระ​องค์ แต่​พระ​เยซู​ตรัส​สั่ง​เขา​ให้​ไป​ว่า​39 “จง​กลับไป​บ้าน​เรือน​ของ​ตัว และ​บอก​ชาว​เมือง​ถึง​เรื่อง​การ​ใหญ่​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​เจ้า” แล้ว​คน​นั้น​ก็​ไป ประกาศ​แก่​คน​ทั้ง​เมือง​ถึง​เหตุการณ์​ใหญ่​ยิ่ง​ที่​พระ​เยซู​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​ตน​ Background: ความเดิมตอนที่แล้ว เรือของสาวกมีพระเยซูนั่งไปด้วย ได้พบกับพายุที่ผิดปกติ จนคนในเรือต่างคิดว่าไม่รอดแน่แล้ว พวกเขาจึงปลุกพระเยซูให้ตื่นขึ้นจากการนอนหลับที่เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยในการปรนนิบัติฝูงชนมากมายด้วยการรักษาโรค และขับผีออกจากคนเมื่อเสร็จภารกิจ พระเยซูจึงหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าขณะเดินทางข้ามฝากทะเลสาบ และก็เกิดพายุที่เรียกว่า พายุสับสน เพราะไม่สามารถจับทิศทางของพายุ อยู่ๆก็เกิดขึ้น เหล่าสาวกก็ตกใจกับความผิดปกตินั้นจนความเชื่อไว้วางใจในพระเจ้าหายไปหมด แต่เมื่อพระเยซูทรงตื่นขึ้นมาห้ามลมพายุให้สงบลงได้ จึงเป็นบทเรียนสอนสาวกเรื่องการทดสอบความเชื่อของสาวกที่เกิดมาจากพระเจ้า เมื่อจบบททดสอบ เรือก็แล่นถึงฝั่งโดยอย่างราบรื่น หนังสือลูกาบันทึกต่อมาถึงตอนนี้ว่า  26 เขา​แล่น​ไป​ถึง​แขวง​ชาว​เมือง​เก-ราซา​ที่​อยู่​ตรง​ข้าม​กาลิลี​ ​27 เมื่อ​พระ​องค์​เสด็จ​ขึ้น​บก​แล้ว มี​ชาย​คน​หนึ่ง​จาก​เมือง​นั้น​มา​พบ​พระ​องค์ คน​นั้น​มี​ผี​เข้า​สิง และ​นาน​แล้ว​มิได้​สวม​เสื้อ​มิได้​อยู่​เรือน แต่​อยู่​ตาม​อุโมงค์​ฝัง​ หนังสือมาระโกได้บันทึกว่า ชายที่ถูกผีสิงนี้อาศัยอยู่ในอุโมงค์ฝังศัพ แต่เมื่อพระเยซูขึ้นฝั่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ชายคนนี้ออกมาและได้พบกับพระเยซู  มาระโก 5:1-2 1 ฝ่าย​พระ​องค์​กับ​เหล่า​สาวก ​ก็​ข้าม​ทะเล​ไป​ยัง​แดน​เมือง​ชาว​เก-ราซา​2 พอ​พระ​องค์​เสด็จ​ขึ้น​จาก​เรือ มี​คน​หนึ่ง​ออก​จาก​อุโมงค์​ฝัง​ศพ มี​ผี​โสโครก​สิง​ได้มา​พบ​พระ​องค์​​ พายุที่ทำให้ล่าช้า อาจเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของพระเจ้าที่ทำให้ชายที่ถูกผีสิงออกมาพบกับพระเยซูพอดีจังหวะที่พระองค์ขึ้นฝั่ง และบันทึกลูกาได้กล่าวต่อไปว่า 28 ครั้น​เห็น​พระ​เยซู​เขา​ก็​โห่​ร้อง และ​กราบ​ลง​ตรง​พระ​พักตร์​พระ​องค์ ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า “ข้า​แต่​พระ​เยซู​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​สูงสุด ​พระ​องค์​มา​ยุ่ง​กับ​ข้า​พระ​องค์​ทำไม ขอ​พระ​องค์​อย่า​ทรมาน​ข้า​พระ​องค์”29 ที่​พูด​เช่นนี้​ก็​เพราะ​พระ​องค์​ได้​สั่ง​ผี​โสโครก​ให้​ออกมา​จาก​ตัว​คน​นั้น (​ด้วย​ว่า​ผี​นั้น​แผลง ฤทธิ์​ใน​ตัว​เขา​บ่อยๆ และ​เขา​ถูก​จำ​ด้วย​โซ่​ตรวน​แต่​เขา​ได้​หัก​เครื่อง​จำ​นั้น​เสีย แล้ว​ผี​ก็​ขับ​เขา​ไป​ใน​ที่​เปลี่ยว​)​ ที่นี่เราได้เห็นพระเยซูได้สั่งผีโสโครก หมายถึง ผีที่สกปรก unclean spirit หรือหนูผีที่ชอบอยู่ในที่ที่สกปรก บันทึกของลูกากล่าวถึงความแรงของอารมร์ในชายที่ถูกผีโสโครกควบคุม  จนคนต้องเอาโซ่มาล่าม เพราะชายคนนี้ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แต่โซ่ที่ล่ามก็ไม่สามารถควบคุมเขาได้เช่นกัน App. อารมณ์ที่ควบคุมได้เป็นขยะที่เชิญชวนให้วิญญาณโสโครกสบช่องที่จะมาครอบงำ คำว่า ผีสิง รากศัพท์ภาษากรีกตรงนี้G2192 ἔχω echo (ekh’-o) v.1. to hold (such as possession, ability, contiuity, relation, or condition) แปลว่า ถูกควบคุม ถูกครอบงำ ในพื้นที่ชีวิตของคนๆนั้น  เช่น ความเป็นเจ้าของตัวเอง กลายเป็นไม่เป็นตัวของตัวเอง ความสามารถความเป็นมนุษย์ถดถอย  สุขภาพแย่  ไม่มีความสัมพันธ์แม้กระทั่งกับญาติพี่น้อง พ่อแม่ของตน แยกตัวโดดเดี่ยว และในที่สุดกลายเป็นคนไม่รู้จัก คนนั้นมีผีเข้าสิง และนานแล้วมิได้สวมเสื้อมิได้อยู่เรือน แต่อยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ ยิ่งปล่อยไว้เป็นเวลานาน อารมณ์ของชายคนนี้ก็กลายเป็นเหมือนคนบ้าไร้สติ  มาระโก 5:5 5 เขา​คลั่ง​ร้อง​อึง​อยู่​ตาม​อุโมงค์​ฝัง​ศพ และ​ที่​ภูเขา​ทั้ง​กลางคืน​กลางวัน​เสมอ และ​เอา​หิน​เชือด​เนื้อ​ของ​ตัว​  App. บทเรียนจากพระคัมภีร์ตอนนี้บอกเราว่า อย่าเป็นคนที่อารมณ์เสียง่าย อย่าเป็นคนที่ไม่ควบคุมอารมณ์ของตนเอง มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นเหยื่อของศัตรู เปโตร 5:8 8 ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สงบ​ใจ​จง​ระวัง​ระไว​ให้​ดี ด้วย​ว่า​ศัตรู​ของ​ท่าน​คือ​มาร​วนเวียน​อยู่​รอบๆ ดุจ​สิงห์​คำราม​เที่ยว​ไป​เสาะหา​คน​ที่​มัน​จะ​กัด​กิน​ได้​ มารจะมีอำนาจเหนือคนที่อ่อนแอกว่า โดยเฉพาะในด้านจิตใจ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชีวิต ด้าน อารมณ์ ความคิด แรงบันดาลใจ ความกล้าหาญ และการกระทำ คำเตือนของพระคัมภีร์ตอนนี้ทำให้เราเห็นว่า คริสเตียนก็อาจถูกมารเข้ามาฉวยครอบงำพื้นที่ของจิตใจได้ ในพระคัมภีร์มีตัวอย่างของผีที่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุม และที่ไม่ยอม กิจการ19:13-16 13 แต่​พวก​ยิว​บาง​คน ที่​เที่ยว​ไป​เป็น​หมอ​ผี​พยายาม​ใช้​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู​เจ้า ขับ​ผี​ร้าย​ว่า “เรา​สั่ง​เจ้า​โดย​พระ​เยซู​ซึ่ง​เปาโล​ได้​ประกาศ​นั้น”14 พวก​ยิว​คน​หนึ่ง​ชื่อ​เส​วา​เป็น​ปุโรหิต​ใหญ่ มี​บุตร​ชาย​เจ็ด​คน​ซึ่ง​ทำ​อย่าง​นั้น​15 ฝ่าย​ผี​ร้าย​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า “​พระ​เยซู ข้า​ก็​คุ้นเคย และ​เปาโล​ ข้า​ก็​รู้จัก แต่​พวก​เจ้า​เป็น​ผู้ใด​เล่า”16 คน​ที่​มี​ผี​สิง​นั้น จึง​กระโดด​ใส่​คน​เหล่า​นั้น​และ​ต่อสู้​จน​ชนะ​เขา​ได้ เขา​ต้อง​หนี​ออกไป​จาก​เรือน​ตัว​เปล่า​และ​มี​บาดเจ็บ​ ที่นี่ ผีได้แสดงถึงการคุ้นเคยพระเยซู แสดงถึงการรู้จักพระเยซูอย่างดี เพราะการขับผีออกจากคนคืองานของพระเยซู  และผีก็รู้จักสาวกของพระเยซู อย่างเช่นเปาโล เพราะเปาโลคือผู้ที่ทำงานอย่างเดียวกันกับพระเยซูด้วยแรงศรัทธาและภาระใจอย่างเดียวกันกับพระเยซู คือให้คนได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า  พระเยซูมักจะแนะนำกับคนที่ได้รับการขับผีออกว่า 39 “จง​กลับไป​บ้าน​เรือน​ของ​ตัว และ​บอก​ชาว​เมือง​ถึง​เรื่อง​การ​ใหญ่​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​เจ้า” ดังนั้นความแตกต่างระหว่างคนที่ผีรู้จักกับคนที่ผีไม่รู้จัก ก็คือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าทำงานผ่านชีวิตของคนๆนั้น

ไม่ใช่ความสามารถของตัวเอง เรื่องของการขับผี ไม่ใช่ศาสตร์การเรียนรู้ แต่เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า ลูกา 11:20-22 20 แต่​ถ้า​เรา​ขับ​ผี​ออก​ด้วย​นิ้ว​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​ก็​มาถึง​ท่าน​แล้ว​21 เมื่อ​คน​มี​เรี่ยว​แรง​ถือ​อาวุธ​เฝ้า​ตึก​ของ​ตน​อยู่ สิ่งของ​ของ​เขา​ก็​ไม่​เป็น​อันตราย​22 แต่​เมื่อ​คน​มี​กำลัง​มากกว่า​เขา​มา​ต่อสู้​ชนะ​เขา คน​นั้น​ก็​ชิง​เอา​เครื่อง​อาวุธ​ที่​เขา​ได้​วางใจ​นั้น​ไป​เสีย แล้ว​แบ่งปัน​ของ​ที่​เขา​ได้​ริบ​เอา​ไป​นั้น​ และนี่คือเหตุผลที่ผีไม่รู้จักบุตรของเสวา ที่เอาพระนามพระเยซูมาขับผี มารใช้ในอาชีพการเป็นหมอผีของตน  แต่ไม่ใช่ผู้เชื่อศรัทธาในพระเยซูที่แท้จริง นอกจากผีจะไม่ออกแล้ว ยังตอบโต้จนทำให้คนเหล่านั้นบาดเจ็บกลับไป นี่คือสิ่งที่บอกเราให้รู้ว่า ผีมันจำคนที่ไล่มันด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้  App. และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้คริสเตียนทั้งหลายออกไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ไปช่วยคนมากมายที่กำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจของผีร้าย เพื่อปลดปล่อยคนเหล่านั้นออกจากอำนาจของผี และนำเขากลับสู่ครอบครัวของเขา เหมือนกับเรื่องราวในพระคัมภีร์ตอนนี้ที่หลังจากคนที่ถูกผีสิงหลุดจากอำนาจของผีแล้ว เขากลับมามีสติอารมณ์ดีนั่งคุยกับคนอื่นๆอย่างรู้เรื่อง และชายหนุ่มคนนั้นอยากจะติดตามพระเยซูไปด้วย  แต่​พระ​เยซู​ตรัส​สั่ง​เขา​ให้​ไป​ว่า​39 “จง​กลับไป​บ้าน​เรือน​ของ​ตัว นี่คือการกลับไปเคลียร์ตัวเองกับคนในครอบครัว ไปใช้ชีวิตใหม่ที่พระเจ้าได้ช่วยปลดปล่อยเขาออกจากขยะ เราจะเห็นว่า พระคัมภีร์ลูกาบันทึกว่า ​คน​นั้น​ที่​มี​ผี​ออก​จาก​ตัว​นุ่ง​ห่ม​ผ้า​มี​สติ​อารมณ์​ดี นั่ง​ใกล้​พระ​บาท​พระ​เยซู ชีวิตกลับสู่สภาวะปกติ ควบคุมตัวเองได้แล้ว และนั่งอยู่ใกล้พระเยซูได้แล้ว ซึ่งตรงกันข้ามกับในตอนแรกที่พบพระเยซู ชายคนนี้ขาดสติและอารมณ์ควบคุมไม่อยู่ เขาขอให้พระเยซูไปห่างจากตัวเขา แต่ในชั่วโมงเดียวกันนี้ ชายคนนี้กลายเป็นคนใหม่ ที่สะอาด สดใสทางอารมณ์ ไม่มีตะกอนนอนก้นในอารมณ์ใสที่จะถูกก่อกวนได้อีกต่อไป พระคัมภีร์ตอนนี้ได้ให้แนวทางแก่การดำเนินชีวิตคริสเตียนดังนี้

1.อย่าขาดสติอารมณ์เสียจนควบคุมไม่ได้  ลูกา 9:30-33

30 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​ถาม​เขา​ว่า “เจ้า​ชื่อ​อะไร” เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “ชื่อ​กอง” ด้วย​ว่า​มี​ผี​หลาย​ตน​เข้า​สิง​อยู่​ใน​ตัว​เขา​31 ผี​นั้น​จึง​อ้อน​วอน​ขอ​พระ​องค์​มิ​ให้​สั่ง​ให้​มัน​กลับไป​ยัง​นรก​ขุม​ลึก32 ตำบล​นั้น มี​สุกร​ฝูง​ใหญ่​กำลัง​หา​กิน​อยู่​ที่​ภูเขา ผี​เหล่า​นั้น​ได้​อ้อน​วอน​พระ​องค์ ขอ​อนุญาต​ให้​มัน​เข้า​สิง​ใน​ฝูง​สุกร ​พระ​องค์​ก็​ทรง​อนุญาต​33 ผี​เหล่า​นั้น​จึง​ออกมา​จาก​คน​นั้น แล้ว​เข้า​อยู่​ใน​ตัว​สุกร สุกร​ทั้ง​ฝูง​ก็​วิ่ง​กระโดด​จาก​หน้า​ผา​ชัน​ลง​ไป​ใน​ทะเลสาบ​สำลัก​น้ำ​ตาย ชื่อของผีในตอนนี้ ชื่อกอง ภาษากรีกแปลว่า จำนวนมาก ด้วย​ว่า​มี​ผี​หลาย​ตน​เข้า​สิง​อยู่​ใน​ตัว​เขา ที่นี่ทำให้เราเห็นจำนวนผีมากมายในคนๆเดียว สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มัทธิว 12:43-45 43 “เมื่อ​ผี​โสโครก​ออกมา​จาก​ผู้ใด​แล้ว มัน​ก็​ท่องเที่ยว​ไป​ใน​ที่​กันดาร​น้ำ​เพื่อ​แสวงหา​ที่​หยุด​พัก แต่​เมื่อ​ไม่​พบ​44 มัน​จึง​กล่าว​ว่า ‘ข้า​จะ​กลับไป​ยัง​เรือน​ของ​ข้า ที่​ข้า​ได้​ออกมา​นั้น’ และ​เมื่อ​มาถึง​ก็​เห็น​เรือน​นั้น​ว่าง กวาด​และ​ตกแต่ง​ไว้​แล้ว​45 มัน​จึง​ไป​รับ​เอา​ผี​อื่น​อีก​เจ็ด​ผี​ร้าย​กว่า​มัน​เอง แล้ว​ก็​เข้า​ไป​อาศัย​ที่​นั่น และ​ใน​ที่สุด​คน​นั้น​ก็​ตก​ที่​นั่ง​ร้าย​กว่า​ตอน​แรก… คำว่าบ้านที่ว่าง หมายถึง ชีวิตของคนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องของพระเจ้า ไม่มีความยำเกรงพระเจ้า ไม่มีความรักของพระเจ้า ไม่มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่มีพระวิญญาณของพระเจ้า  ไม่มีฤทธิ์เดชของพระเจ้า และไม่มีพระคุณของพระเจ้า ชีวิตของคนนั้นก็ว่างพร้อมที่ผีจะเข้ามา และพาพวกมาสมทบมากยิ่งขึ้น การกวาดและตกแต่งไว้ ก็เป็นเพียงเรื่องของการชำระภายนอกด้วยประเพณีพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ซึ่งมารซาตานรู้วิธีที่จะรับมือกับผู้ที่เป็นคริสเตียนแต่ศาสนาได้อย่างดี มารซาตานเป็นเหมือนหนูผีที่ชอบความสกปรก พระคัมภีร์จึงเตือนคริสเตียนทั้งหลายว่า 1เปโตร 4:7 7 อวสาน​ของ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​ก็​ใกล้​จะ​มาถึง​แล้ว เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​มี​สติสัมปชัญญะ และ​จง​รู้จัก​สงบ​ใจ​เพื่อ​แก่​การ​อธิษฐาน​ ที่น่าสนใจคือ คำว่า สติสัมปชัญญะที่นี่ เป็นคำเดียวกันกับที่ลูกาใช้บรรยายถึงชายหนุ่มที่ผีถูกขับออกว่า มีสติอารมณ์ดี คือคำเดียวกัน G4993 σωφρονέω sophroneo (so-fron-eh’-o) v.1. to be of sound mind โซ-ฟรอน-เอห์-โอ ให้เราสังเกตุว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่ยากที่จะรักษาสติและมีอารมณ์ดี เพราะมีแต่สิ่งที่จะทำให้เราสติแตก และอารมณ์เสียได้ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า เราอาจถูกกระทำให้กลายเป็นเหยื่อของผี หากเราอ่อนแอทางด้านอารมณ์  ถึงกระนั้น พระคัมภีร์ได้เตือนมานานแล้วและยิ่งย้ำเตือนกับเราทั้งหลายผู้อยู่ในยุคสุดท้าย และเป็นยุคที่มีผีมากมายทำงานของมันมากกว่าผีที่ชื่อกองเสียอีก แต่ความจริงเรื่องของพระเยซูที่ผีรู้ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ ผีอยู่ไม่ได้ ถ้าผีได้พบกับพระเยซู เพราะผีรู้ว่า พระเยซูจะนั่งบัลลังค์พิพากษาในเวลาที่จะมาถึง ทำให้ผีร้อนตัวเมื่อมันได้พบกับพระเยซูก่อนเวลา​28 ครั้น​เห็น​พระ​เยซู​เขา​ก็​โห่​ร้อง และ​กราบ​ลง​ตรง​พระ​พักตร์​พระ​องค์ ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า “ข้า​แต่​พระ​เยซู​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​สูงสุด ​พระ​องค์​มา​ยุ่ง​กับ​ข้า​พระ​องค์​ทำไม ขอ​พระ​องค์​อย่า​ทรมาน​ข้า​พระ​องค์”…. 31 ผี​นั้น​จึง​อ้อน​วอน​ขอ​พระ​องค์​มิ​ให้​สั่ง​ให้​มัน​กลับไป​ยัง​นรก​ขุม​ลึก32 ตำบล​นั้น มี​สุกร​ฝูง​ใหญ่​กำลัง​หา​กิน​อยู่​ที่​ภูเขา ผี​เหล่า​นั้น​ได้​อ้อน​วอน​พระ​องค์ ขอ​อนุญาต​ให้​มัน​เข้า​สิง​ใน​ฝูง​สุกร ​ ในมาระโกบันทึกจำนวนสุกรฝูงใหญ่นั้นประมาณสองพันตัว ​พระ​องค์​ก็​ทรง​อนุญาต​33 ผี​เหล่า​นั้น​จึง​ออกมา​จาก​คน​นั้น แล้ว​เข้า​อยู่​ใน​ตัว​สุกร สุกร​ทั้ง​ฝูง​ก็​วิ่ง​กระโดด​จาก​หน้า​ผา​ชัน​ลง​ไป​ใน​ทะเลสาบ​สำลัก​น้ำ​ตาย ไม่อยากจะตีความว่า จำนวนผีเท่ากับจำนวนสุกร มันมากมายเกินคนจะทนได้ แต่เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงผีเจ็ดตัวที่ถูกพามาสมทบ หมายถึงจำนวนที่นับไม่ถ้วน เพราะเลขเจ็ดในพระคัมภีร์ นอกจากจะหมายถึง ความสมบูรณ์แล้ว ยังแปลว่า จำนวนนับไม่ถ้วน เป็นไปได้ที่ผีที่สิงชายคนมีจำนวนมากมายอย่างที่มันตอบว่ามันชื่อกอง แปลว่า จำนวนมาก บ่งบอกถึงระยะเวลาที่ชายคนนี้ถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตอยู่กับขยะของอารมณ์นานเกินไป การได้พบกับพระเยซูคือการปลดปล่อยออกจากการควบคุมของผี และรับการบำบัดขยะที่ค้างคาใจ ขอให้เราจงแสวงหาที่จะพบพระเยซูให้เร็วที่สุด อย่าฆ่าเวลาไปกับทีวี คอมพิวเตอร์ ความสนุกสนานบันเทิงของโลกนี้ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ยิ่งเราใช้เวลากับสิ่งใดมาก เรายิ่งเหมือนสิ่งนั้น หรือถูกควบคุมโดยสิ่งเหล่านั้น ถ้าเราอยู่กับสิ่งที่ไร้ชีวิต เราก็จะปราศจากชีวิต หรือเป็นเหมือนเครื่องจักรหุ่นยนต์ ที่ทำงานตามการควบคุมของผู้ที่ใช้งานมัน และเรารู้หรือยังว่า มารเป็นเจ้าโลกนี้ด้วยวิธีนี้ อย่าใช้เวลากับสิ่งของในโลกนี้มากเกินไปจนเสียการควบคุม เมื่อนั้น อารมณ์ของคุณจะเสียง่ายโดยไม่รู้ตัว แต่จงแสวงหาที่จะพบกับพระเยซู เราจะพบพระองค์ได้ที่ไหน มัทธิว18:20 20 ด้วย​ว่า​มี​สอง​สาม​คน​ประชุม​กัน​ที่​ไหนๆ ใน​นาม​ของ​เรา เรา​จะ​อยู่​ท่ามกลาง​เขา​ที่​นั่น” นี่คือการบอกเป็นนัยว่า อย่าอยู่คนเดียว แต่จงใช้เวลากับผู้เชื่อศรัทธาด้วยกัน เราจะพบพระเยซูท่ามกลางเรา และพระเยซูยังตรัสอีกว่า มัทธิว 28:19-20 19 เหตุ​ฉะนั้น​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​ออกไป​สั่ง​สอน​ชน​ทุก​ชาติ ให้​เป็น​สาวก​ของ​เรา ให้​รับ​บัพติศมา​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​บิดา ​พระ​บุตร​และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​20 สอน​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​เรา​ได้​สั่ง​พวก​เจ้า​ไว้ นี่​แหละ​เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค” นี่ก็คือการ บอกให้เราทั้งหลายจงใช้เวลาที่มีอยู่กับการทำให้คนรอบตัวเราได้พบกับพระเยซู เพื่อเขาจะเดินในเส้นทางที่เป็นผู้ใหญ่เหมือนพระเยซูที่ทำให้คนที่อารมณ์เสีย ระดับผีกลับมาสู่สภาวะอารมณ์ปกติระดับคนคือ…มีสติอารมณ์ดี ประการที่สอง

2.คนที่มีสติอารมณ์ดีเป็นผู้นำข่าวสารที่ดี ลูกา 9:34-39

34 ฝ่าย​คน​เลี้ยง​สุกร เมื่อ​เห็น​เหตุการณ์​ที่​เกิดขึ้น ต่าง​ก็​หนี​ไป​เล่า​เรื่อง​นั้น​ทั้ง​ใน​นคร​และ​บ้าน​นอก​35 คน​ทั้ง​หลาย​จึง​ออกไป​ดู​เหตุการณ์​ที่​เกิดขึ้น และ​เมื่อ​เขา​มาถึง​พระ​เยซู ​ก็​เห็น​คน​นั้น​ที่​มี​ผี​ออก​จาก​ตัว​นุ่ง​ห่ม​ผ้า​มี​สติ​อารมณ์​ดี นั่ง​ใกล้​พระ​บาท​พระ​เยซู เขา​ทั้ง​หลาย​ก็​พา​กัน​กลัว​36 ฝ่าย​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้​เห็น​ก็​เล่า​ให้​เขา​ทั้ง​หลาย​ฟัง​ถึง​เรื่อง​คน​ที่​ผี​เข้า​ได้​หาย​ปกติ​อย่างไร​37 ชาว​เมือง​เก-ราซา​และ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​อยู่​ตาม​ชนบท​โดยรอบ จึง​อ้อน​วอน​พระ​องค์​ให้​ไป​เสีย​จาก​เขา เพราะ​ว่า​เขา​กลัว​ยิ่ง​นัก ​พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ลง​เรือ​กลับไป​38 คน​ที่​ผี​ออก​จาก​ตัว​นั้น​อ้อน​วอน​ขอ​ติดตาม​พระ​องค์ แต่​พระ​เยซู​ตรัส​สั่ง​เขา​ให้​ไป​ว่า​39 “จง​กลับไป​บ้าน​เรือน​ของ​ตัว และ​บอก​ชาว​เมือง​ถึง​เรื่อง​การ​ใหญ่​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​เจ้า” แล้ว​คน​นั้น​ก็​ไป ประกาศ​แก่​คน​ทั้ง​เมือง​ถึง​เหตุการณ์​ใหญ่​ยิ่ง​ที่​พระ​เยซู​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​ตน เรื่องราวตอนนี้ทำให้เราได้เห็นความแตกต่างระหว่างคนเลี้ยงสุกรคือผู้สูญเสียสุกร คนที่มองเห็นตนเองสูญเสียผลประโยชน์ มักจะผู้บิดเบือนข่าวสาร และทำให้คนอื่นมองเห็นข่าวดีกลายเป็นข่าวร้าย คนเลี้ยงสุกรก็จะมีแต่คำว่า หมูตายๆ ไม่ก็หมูบ้าๆ โดยบิดเบือนข่าวดีที่ คนบ้าหายบ้ากลายเป็นสิ่งน่ากลัวไป เขา​ทั้ง​หลาย​ก็​พา​กัน​กลัว​36 ฝ่าย​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้​เห็น​ก็​เล่า​ให้​เขา​ทั้ง​หลาย​ฟัง​ถึง​เรื่อง​คน​ที่​ผี​เข้า​ได้​หาย​ปกติ​อย่างไร​37 ชาว​เมือง​เก-ราซา​และ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​อยู่​ตาม​ชนบท​โดยรอบ จึง​อ้อน​วอน​พระ​องค์​ให้​ไป​เสีย​จาก​เขา เพราะ​ว่า​เขา​กลัว​ยิ่ง​นัก ​พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ลง​เรือ​กลับไป ผู้นำข่าวสารที่เลว ทำให้เกิดความกลัว แต่ผู้นำข่าวสารที่ดี จะเป็นผู้ที่ขจัดความกลัว และนี่คือเหตุผลที่พระเยซูไม่ให้ชายที่ถูกผีสิงติดตามพระองค์ เพราะพระองค์ต้องการให้ชายผู้มีสติอารมณ์ดีคนนี้ กลับไปทำหน้าที่ผู้สื่อสารที่ดี แต่​พระ​เยซู​ตรัส​สั่ง​เขา​ให้​ไป​ว่า​39 “จง​กลับไป​บ้าน​เรือน​ของ​ตัว และ​บอก​ชาว​เมือง​ถึง​เรื่อง​การ​ใหญ่​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​เจ้า” แล้ว​คน​นั้น​ก็​ไป ประกาศ​แก่​คน​ทั้ง​เมือง​ถึง​เหตุการณ์​ใหญ่​ยิ่ง​ที่​พระ​เยซู​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​ตน บทเรียนสำหรับเราทั้งหลายในตอนนี้ก็คือ ให้เราสำรวจตัวเราว่า เรากำลังเป็นผู้นำข่าวสารที่ดีอยู่หรือไม่ ความมีสติอารมณ์ดี คือสัญญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุด สุภาษิต 13:17 17 ผู้​สื่อสาร​ไม่​ดี​ก็​เอา​คน​จุ่ม​ลง​ไป​ใน​ความ​ลำบาก แต่​ทูต​ที่​ซื่อสัตย์​นำ​การ​รักษา​มา​ให้ พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกเราว่า ผู้สื่อสารไม่ดีทำให้คนป่วยได้ แต่ถ้าสื่อสารดี จากคนป่วยก็หายดีได้ App. วันนี้ การสื่อสารของเราทำให้คนในบ้านของเราป่วยอยู่หรือเปล่า ข้าพเจ้าได้ยินคำพูดที่ว่า พูดดีไม่ได้ผล ก็ต้องพูดขู่ เผื่อจะได้ผล ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า ผลที่ได้มาจากการสื่อสารด้วยความกลัว  ส่งผลที่เลวร้ายยิ่งกว่าเสียอีก 1ยอห์น 4:18 18 ​ใน​ความ​รัก​นั้น​ไม่​มี​ความ​กลัว แต่​ความ​รัก​ที่​สมบูรณ์​นั้น​ก็​ได้​ขจัด​ความ​กลัว​เสีย เพราะ​ความ​กลัว​เข้า​กับ​การ​ลงโทษ​และ​ผู้​ที่​มี​ความ​กลัว​ก็​ยัง​ไม่​มี​ความ​รัก​ที่​สมบูรณ์​ ดังนั้น จงสื่อสารให้คนรับข่าวสารรู้สึกถึงความรัก อย่าทำให้คนกลัว พระเยซูจึงได้ส่งชายสติอารมณ์ดีกลับไปยังครอบครัวของเขา ภูมิคุ้มกันที่ดีเริ่มต้นที่ครอบครัวก่อน แล้วจึงจะทนแรงต้านจากภายนอกได้ แล้ว​คน​นั้น​ก็​ไป ประกาศ​แก่​คน​ทั้ง​เมือง​ถึง​เหตุการณ์​ใหญ่​ยิ่ง​ที่​พระ​เยซู​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​ตน เมื่อชายคนนี้ไปทำตามที่พระเยซูสั่ง  สิ่งที่ไปพร้อมกับชายสติอารมณ์ดีโดยที่เขาไม่รู้ตัวนั่นก็คือ จิตใจใหม่ที่พระเจ้าประทานให้กับเขา 2ทิโมธี 1:7 7 เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​มิได้​ทรง​ประทาน​จิต​ที่​ขลาด​กลัว​ให้​เรา แต่​ได้​ทรง​ประทาน​จิต​ที่​กอปร​ด้วย​ฤทธิ์ ความ​รัก และ​การ​บังคับ​ตนเอง​ให้แก่​เรา คิดดูว่า ชาวเมืองทั้งเมืองที่มีอคติเกี่ยวกับพระเยซู ถึงกับเชิญพระองค์ออกจากเมือง ชายคนนี้จะต้องต่อสู้กับความอคติของคนทั้งเมือง แต่เขาคือของจริงที่จะเป็นผู้นำเอาอคติออกไป และนำข่าวดีไปสู่ชาวเมือง ชายคนนี้จึงถูกบันทึกในหนังสือพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ถึงสามเล่ม มัทธิว มาระโก ลูกา แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวของชายคนนี้เป็นที่จดจำของบรรดาสาวกของพระเยซู  เพราะเขาคือชายที่มีสติอารมณ์ดี อาเมน

“เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…มีสติอารมณ์ดี”

1.อย่าขาดสติอารมณ์เสียนานเกินไป

2.คนที่มีสติอารมณ์ดีเป็นผู้นำข่าวสารที่ดี 

 

เพลง ทรงเปลี่ยนความเศร้าโศกและการคร่ำครวญ

 อาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….มีความเชื่อที่ตื่นตัว”

คำว่า ตื่นตัว ในพจนานุกรมอิเล็คทรอนิคให้นิยามว่า รู้และปฏิบัติได้ทันต่อเหตุการณ์ คนในยุคของเราเวลานี้กลัวตกข่าว กลัวไม่ทันเหตุการณ์ ดังนั้นจึงมีทั้งเกาะติดข่าวกันตลอดเวลา ทั้งฟัง ทั้งดู ทั้งไลน์ ทั้งแชท สารพัดช่องทางที่นำเสนอให้คนรับข่าวสาร และเมื่อรับข่าวสารแล้ว ก็จะมีการตื่นตัวกัน ยกตัวอย่าง เช่น มีบทความเขียนว่า บรรยากาศและอาหารในเมืองหลวงของเรามีค่าของความเป็นพิษสูง ดังนั้น คนกรุงเทพไม่น้อยจึงตื่นตัวกับการล้างพิษต่างๆนาๆ ทั้งล้างพิษตับ ล้างพิษผิวหนัง ล้างพิษลำไส้ ล้างพิษสารพัด คนในยุคของเรากำลังตื่นตัวกับเรื่องสารพิษรอบตัวที่เลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีล้างออก จนน้ำเขียวๆที่พี่น้องทำดื่มและแจกกันถ้วนหน้า เป็นเรื่องดีที่เราตื่นตัวเรื่องสุขภาพ แต่วันนี้ ข้าพเจ้าอยากจะพาเรามาตื่นตัวในเรื่องของความเชื่อ หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ขับเคลื่อนโดยนิรันดร  เขียนโดย จอห์น บีเวียร์ ได้กล่าวว่า …เรากำลังปล่อยให้อำนาจในเราหลับไหลไป  เนื่องจากการขาดความเชื่อและความเข้าใจ….เราต้องทำให้ความเชื่อตื่นตัวอยู่ผ่านการเพิ่มพูนความเชื่อ” อ.เปาโลได้กล่าวในฟิเลโมน 6 และ​ข้าพเจ้า​อธิษฐาน​ขอ​ให้​การ​ที่​ท่าน​ร่วม​เชื่อ​กับ​พวก​เรา​นั้น จง​เพิ่มพูน​ความ​รู้​ใน​การ​ดี​ทั้ง​ปวง​ของ​พวก​เรา ซึ่ง​มี​ใน​พระ​คริสต์​ ถ้าหากเราไม่ได้เน้นย้ำถึงสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา เราก็จะหลงทางไปจากความจริง ฮีบรู 2:1 1 เหตุ​ฉะนั้น เรา​จะต้อง​สนใจ​ใน​ข้อความ​เหล่า​นั้น​ที่​เรา​ได้​ยิน​ได้​ฟัง​ให้​มาก​ขึ้น​อีก เพราะ​มิฉะนั้น เรา​จะ​ห่างไกล​ไป​จาก​ข้อความ​เหล่า​นั้น​  นี่คือการตื่นตัวในความเชื่อ น้ำพระทัยพระเจ้าต้องการให้คริสเตียนทุกคนมีความเชื่อที่ตื่นตัว ดังปรากฏในหนังสือลูกา 9:22-25 22 อยู่​มา​วัน​หนึ่ง​พระ​องค์​เสด็จ​ลง​เรือ​กับ​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์ แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ให้​เรา​ข้าม​ทะเลสาบ​ไป​ฟาก​ข้าง​โน้น” เขา​ก็​ถอย​เรือ​ออกไป​23 เมื่อ​กำลัง​แล่น​ไป​พระ​องค์​บรรทม​หลับ และ​บังเกิด​พายุ​กล้า​กลาง​ทะเล น้ำ​เข้า​เรือ​อยู่​น่า​กลัว​จะ​มี​อันตราย​24 เขา​จึง​มา​ปลุก​พระ​องค์​ว่า “อาจารย์​เจ้า​ข้า อาจารย์​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​กำลัง​จะ​จม​อยู่​แล้ว” ​พระ​องค์​จึง​ทรง​ตื่น​ขึ้น​ห้าม​ลม​และ​คลื่น แล้ว​คลื่น​ลม​ก็​หยุด​เงียบ​สงบ​ทีเดียว​25 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​อยู่​ที่​ไหน” เขา​เหล่า​นั้น​กลัว​และ​ประหลาด​ใจ​พูด​กัน​ว่า “ท่าน​นี้​เป็น​ผู้ใด​จึง​สั่ง​บังคับ​ลม​และ​น้ำ​ได้ ลม​กับ​น้ำ​นั้น​ก็​เชื่อ​ฟัง​ท่าน” หนังสือมาระโกบันทึกว่าคือวันเดียวกันกับที่พระเยซูได้ตรัสคำอุปมเรื่องดินสี่ชนิด มาระโก 4:35 35 เย็น​วัน​นั้น ​พระ​องค์​ได้​ตรัส​แก่​เหล่า​สาวก​ทั้ง​หลาย​ว่า “ให้​พวก​เรา​ข้าม​ไป​ฝั่ง​ฟาก​ข้าง​โน้น​เถิด” เป็นวันที่พระเยซูทรงปฏิบัติภาระกิจอย่างไม่หยุด แม้จะมีเส้นขนาดแม่และน้องมาก็หยุดพระองค์ไม่ได้ พระเยซูทั้งสอน ทั้งรักษาโรค ขับผี คนมากมายมารับการปรนนิบัติจากพระเยซู เราได้เห็นบันทึกของลูกาตอนนี้ว่าหลังจากเหตุการณ์เหล่านี้แล้ว พระเยซูทรงชวนสาวกขึ้นเรือข้ามฝากไปอีกด้านหนึ่ง และหมอลูกาได้บันทึกถึงสภาพร่างกายของพระเยซูว่า พระองค์ทรงเหนื่อยล้าสุดๆทำให้พระเยซูทรงหลับสนิทในเรือที่กำลังเผชิญกับพายุ  สดุดี 121:3-4….​พระ​องค์​ผู้​ทรง​อารักขา​ท่าน​จะ​ไม่​เคลิ้ม​ไป 4 ดู​เถิด ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​อารักขา​อิสราเอล จะ​ไม่​ทรง​หลับ​สนิท​หรือ​นิทรา การหลับของพระเยซูในสภาพมนุษย์แท้ ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นพระเจ้าของพระองค์จะหลับไปด้วย สิ่งที่น่าสังเกตุคือความผิดปกติของคลื่นลมพายุที่ไม่มีวี่แววมาก่อน ลูกาใช้คำเรียกพายุนี้ว่า พายุที่สับสน ลักษณะเหมือนพายุหมุน ไร้ทิศทาง มีทั้งลมที่ตีขึ้นและและลมที่ตีลง หากดูที่บันทึกของมาระโกในเรื่องนี้ข้อ36 ….และ​มี​เรือ​อื่น​หลาย​ลำ​ไป​ด้วย​ แต่บันทึกของลูกาและมาระโกระบุว่า เรือที่พบกับพายุที่สับสนนี้คือเรือที่มีพระเยซูไปด้วยลำเดียว พายุเลือกกระหน่ำลำเดียว คือลำที่สาวกของพระเยซูนั่งไป แน่นอนพายุนี้ไม่ได้มาจากมารซาตาน แต่มาจากพระเจ้าพระบิดาเพื่อทดสอบความเชื่อของเหล่าสาวก ระดับของการทดสอบคือ และ​บังเกิด​พายุ​กล้า​กลาง​ทะเล น้ำ​เข้า​เรือ​อยู่​น่า​กลัว​จะ​มี​อันตราย​  บ่อยครั้งที่เหล่าสาวกได้ประกาศความเชื่อติดตามพระเยซูและเห็นการอัศจรรย์หลายอย่าง ถึงเวลานี้คือของจริง มีเรื่องเล่าว่า มีนักไต่ลวดสลิงระดับโลกได้ไปไต่โชว์ที่น้ำตกไนแองการ่า เป็นน้ำตกที่อยู่ระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐ ใหญ่มากและสวยงามมาก นักไต่ลวดสลิงก็โชว์ด้วยการเดินข้ามไปฝากหนึ่งและขี่จักรยานบนลวดสลิงข้ามกลับมาอีกฝากหนึ่ง คนก็ตบมือชื่นชมความสามารถของเขา และนักไต่ลวดสลิงก็กล่าวว่า มีใครเชื่อว่าข้าพเจ้าจะขี่จักรยานคันเดิมนี้ข้ามกลับไปได้โดยมีคนนั่งซ้อนท้ายไปด้วย ผู้ชมก็ตบมือแสดงความเชื่อ นักไต่ลวดก็ถามว่า ใครจะนั่งไปกับข้าพเจ้า….มีคนมากมายที่แสดงความเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้าเหมือนกับผู้ชมนักไต่ลวดสลิง แต่ไม่เคยมีประสบการณ์กับของจริง และในเหตุการณ์การนั่งเรือข้ามฝากไปกับพระเยซูคริสต์ของสาวกในครั้งนั้น พระเจ้าจงใจให้เกิดความสับสนกับทะเลและคลื่นลมที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้ความเชื่อของสาวกที่หลับไหลนั้นตื่นตัวกลับมาอีกครั้ง ​25 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​อยู่​ที่​ไหนเขา​เหล่า​นั้น​กลัว​และ​ประหลาด​ใจ​ คำว่า “กลัว” รากศัพท์คำนี้แปลได้อีกความหมายหนึ่งว่า “เตือนภัย” เมื่อคนเราได้ยินสัญญาณเตือนภัย เราจะตื่นตัว บทเรียนที่สาวกได้รับในครั้งนั้นคือความเชื่อที่ตื่นตัว จากความเชื่อที่ถูกทำให้เพิ่มขึ้นด้วยประสบการณ์ที่ได้เห็นความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ ด้วยคำสารภาพว่า “ท่าน​นี้​เป็น​ผู้ใด​จึง​สั่ง​บังคับ​ลม​และ​น้ำ​ได้ ลม​กับ​น้ำ​นั้น​ก็​เชื่อ​ฟัง​ท่าน” หนังสือยากอบได้หนุนใจคริสเตียนในยุคนั้นว่า ยากอบ 1:2-4 2 ดูก่อน​พี่​น้อง​ของ​ข้าพเจ้า เมื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประสบ​ความ​ทุกข์​ยาก​ลำบาก​ต่างๆ ​ก็​จง​ถือ​ว่า​เป็น​เรื่อง​น่ายินดี​3 เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้​ว่า การ​ทดลอง​ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน​นั้น ทำ​ให้​เกิด​ความ​หนัก​แน่น​มั่นคง​4 และ​จง​ให้​ความ​มั่นคง​นั้น​บรรลุผล​อัน​สมบูรณ์ เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เป็น​คน​ที่​ดี​พร้อม มี​คุณสมบัติ​ครบถ้วน ไม่​มี​สิ่ง​ใด​บกพร่อง​เลย คำว่า สมบูรณ์ ในพระคัมภีร์ตอนนี้คือคำเดียวกันกับ การเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ โคโลสี 1:28 28 ​พระ​องค์​นั้น​แหละ​เรา​ประกาศ​อยู่ โดย​เตือนสติ​ทุก​คน​และ​สั่ง​สอน​ทุก​คน​ให้​มี​สติปัญญา​ทุก​อย่าง เพื่อ​จะ​ได้​ถวาย​ทุก​คน​ให้​เป็น​ผู้ใหญ่​แล้ว​ใน​พระ​คริสต์​ และคือคำเดียวกันกันกับที่หนังสือเอเฟซัสใช้ เอเฟซัส 4:13 13 จนกว่า​เรา​ทุก​คน​จะ​บรรลุ​ถึง​ความ​เป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กัน​ใน​ความ​เชื่อ และ​ใน​ความ​รู้​ถึง​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า จนกว่า​เรา​จะ​โต​เป็น​ผู้ใหญ่​เต็มที่ คือ​เต็ม​ถึง​ขนาด​ความ​ไพบูลย์​ของ​พระ​คริสต์​ พระคัมภีร์ทั้งสามข้อที่กล่าวมานี้มีทิศทางเดียวกันคือ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ยากลำบาก….การตักเตือน การสั่งสอน….ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน…และการมีความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ พระบุตรพระเจ้า อ.เปาโลขมวดทิศทางเหล่านี้เป็นประโยคที่ว่า โรม 5:1-5 1 เหตุ​ฉะนั้น เมื่อ​เรา​ได้​เป็น​คน​ชอบธรรม​เพราะ​ความ​เชื่อ​แล้ว เรา​จึง​มี​สันติ​สุข​ใน​พระ​เจ้า ทาง​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า​ของ​เรา​2 โดย​ทาง​พระ​องค์​เรา​จึง​ได้​เข้า​ใน​ร่ม​พระ​คุณ​ที่​เรา​ยืน​อยู่​และ​เรา​ชื่น​ชม​ยินดี​ใน​ความ​ไว้วางใจ ว่า​จะ​ได้​มี​ส่วน​ใน​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า​3 ยิ่ง​กว่า​นั้น เรา​ชื่น​ชม​ยินดี​ใน​ความ​ทุกข์​ยาก​ของ​เรา​ด้วย เพราะ​เรา​รู้​ว่า​ความ​ทุกข์​ยาก​นั้น ทำ​ให้​เกิด​ความ​อดทน​4 และ​ความ​อดทน​ทำ​ให้​เห็น​ว่า​เรา​เป็น​คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ใช้ได้ และ​การ​ที่​เรา​เห็น​เช่นนั้น​ทำ​ให้​เกิด​มี​ความ​หวัง​ใจ​5 และ​ความ​หวัง​ใจ​มิได้​ทำ​ให้​เกิด​ความ​เสียใจ​เพราะ​ผิดหวัง เพราะ​เหตุ​ว่า​ความ​รัก​ของ​พระ​เจ้า​ได้​หลั่ง​เข้า​สู่​จิตใจ​ของ​เรา โดย​ทาง​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ ซึ่ง​พระ​องค์​ได้​ประทาน​ให้แก่​เรา​แล้ว​ และนี่คือเหตุผลที่พระเจ้าจึงต้องทดสอบความเชื่อของคริสเตียนด้วยพระองค์เอง เนื่องจากยังมีปัจจัยภายนอกคือมารซาตานและปัจจัยภายในคือเนื้อหนังของตัวเราเองที่คอยบั่นทอนความเชื่ออย่างที่เราได้เห็นเรื่องราวของโยบ 1:9  9 แล้ว​ซาตาน​ทูล​ตอบ​พระ​เจ้า​ว่า “โยบ​ยำเกรง​พระ​เจ้า​เปล่าๆ หรือ​ซาตานต้องการทดสอบความเชื่อของโยบ เป้าหมายเพื่อให้โยบเลิกเชื่อพระเจ้า แต่ในเหตุการณ์เหล่านั้น ยิ่งทำให้โยบยิ่งเชื่อพระเจ้า เราได้เห็นมารกลายเป็นเครื่องมือของพระเจ้าในการทำให้โยบยิ่งเชื่อพระเจ้ามากยิ่งขึ้น โยบ 42:5 5 ข้า​พระ​องค์​เคย​ได้​ยิน​ถึง​พระ​องค์​ด้วย​หู แต่​บัด​นี้​ดวง​ตา​ข้า​พระ​องค์​เห็น​พระ​องค์ นี่คือตอบจบของการทดสอบความเชื่อ การรู้จักพรเจ้าด้วยการได้ยินอาจทำให้ความเชื่อของเราหลับไหลได้ แต่การได้เห็นด้วยตาจะทำให้ความเชื่อตื่นตัว  เพราะความเชื่อของสาวกมีโอกาสหลับไหลได้ทุกเมื่อ ความเชื่อที่หลับไหลก็เปรียบเหมือนกับสัญญาณเตือนภัย (ต่อความรอดในพระเจ้า) ไม่ทำงาน มีคำที่กล่าวว่า อย่าใช้สันชาตญาณเพื่อความอยู่รอดในการดำเนินชีวิต แต่จงใช้ความเชื่อในพระเจ้าในการดำเนินชีวิต จากบทเรียนที่ข้าพเจ้าเรียนดำน้ำ ในบทเรียนที่ข้าพเจ้าถอดเครื่องช่วยหายใจในใต้น้ำออก ข้าพเจ้าพุ่งขึ้นผิวน้ำทันที ครูฝึกดุข้าพเจ้าว่า คุณอย่าใช้สันชาตญาณเพื่อเอาตัวรอด เพราะสันชาตญาณเพื่อความอยู่รอดจะทำให้เราคิดแต่ว่า เราจะอยู่รอดได้บนบกเท่านั้น แต่สิ่งที่คุณได้เรียนรู้คือคุณอยู่ได้ในใต้น้ำ ด้วยอะไรบ้าง จงมีสติสัมปชัญญะ นั่นหมายถึงสติปัญญา  ข้าพจ้านึกถึงพระคำพระเจ้าที่ว่า เอเฟซัส 5:15-18 15 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​จง​ระมัดระวัง​ใน​การ​ดำเนิน​ชีวิต​ให้​ดี อย่า​ให้​เหมือน​คน​ไร้​ปัญญา แต่​ให้​เหมือน​คน​มี​ปัญญา​16 จง​ฉวย​โอกาส เพราะ​ว่า​ทุก​วันนี้​เป็น​กาล​ที่​ชั่ว​17 เหตุ​ฉะนั้น​อย่า​เป็น​คน​โง่​เขลา แต่​จง​เข้าใจ​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ว่า​เป็น​อย่างไร​18 และ​อย่า​เมา​เหล้า​องุ่น​ซึ่ง​จะ​ทำ​ให้​เสีย​คน แต่​จง​ระกอบด้วย​พระ​วิญญาณ​  หนังสือ ขับเคลื่อนโดยนิรันดร ยังกล่าวอีกว่า ปัญญาคือความรู้ความสามารถที่จะตัดสินใจถูกเมื่อโอกาสมาถึง คนที่ตัดสินใจผิดเมื่ออยู่ใต้แรงกดดันก็ขาดปัญญา…ถ้าหากเราสร้างชีวิตของเราด้วยความสามารถในการตัดสินใจถูก เราก็จะสร้างชีวิตแข็งแรงที่จะสามารถยืนหยัดด้วยความมั่นใจได้ต่อหน้าบัลลังค์แห่งการพิพากษา ข้าพเจ้าเคยบอกพี่น้องแล้วว่า วันหนึ่งถ้าเรายืนอยู่ต่อหน้าบัลลังค์พิพากษา อย่าแก้ตัว แต่จงยอมรับผิด สิ่งที่พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้นในขณะที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้คือการเตรียมเราทั้งหลายสำหรับการยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังค์พิพากาษาอันน่ากลัวของพระเจ้าด้วย ดังนั้น อย่าบ่น อย่าขมขื่น อย่าเป็นเหมือนคนเมา พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเหมือนคนที่สติปัญญาหลับไหล แต่การประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (การเต็มล้นด้วยพระองค์) คือการตื่นตัวในความเชื่อ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์คือผู้ประทานความเชื่อให้กับเรา นี่คือสิ่งที่พระคัมภีร์เตือนเรา 17 เหตุ​ฉะนั้น​อย่า​เป็น​คน​โง่​เขลา แต่​จง​เข้าใจ​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ว่า​เป็น​อย่างไร​18 และ​อย่า​เมา​เหล้า​องุ่น​ซึ่ง​จะ​ทำ​ให้​เสีย​คน แต่​จง​ระกอบด้วย​พระ​วิญญาณ​ ดังนั้น บทเรียนที่สาวกของพระเยซูคริสต์ได้รับคือบทเรียนเดียวกันกับเราทั้งหลายในวันนี้เช่นกัน

1.สาวกทุกคนหนีไม่พ้นการทดสอบความเชื่อ ลูกา 8:24

24 เขา​จึง​มา​ปลุก​พระ​องค์​ว่า “อาจารย์​เจ้า​ข้า อาจารย์​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​กำลัง​จะ​จม​อยู่​แล้ว”. พระ​องค์​จึง​ทรง​ตื่น​ขึ้น​ห้าม​ลม​และ​คลื่น แล้ว​คลื่น​ลม​ก็​หยุด​เงียบ​สงบ​ทีเดียว​ แน่นอน การทดสอบความเชื่อก็คือการเขย่าความกลัวที่อยู่ในตัวเราแต่ละคน มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาให้มีความกลัวเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์สามอย่าง เศร้า โกรธ กลัว คนไทยและคนจีนด้วยมักจะปูพื้นฐานความกลัวไว้ในจิตใจของลูกหลานตั้งแต่เด็กๆ เพราะจะทำให้เด็กเชื่อฟัง โดยห้ามแสดงความเสียใจ ห้ามโกรธ ด้วยการสอนที่ผิดๆว่า การ้องไห้คือลักษณะของคนอ่อนแอและการแสดงความโกรธคือลักษณะของคนไม่ดี  นี่คือการทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเก็บกด ความกลัวถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกำหราบเด็กให้เชื่อฟัง แต่วิธีของพระเจ้าตรงกันข้าม 2 ทิโมธี 1:7 7 เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​มิได้​ทรง​ประทาน​จิต​ที่​ขลาด​กลัว​ให้​เรา แต่​ได้​ทรง​ประทาน​จิต​ที่​กอปร​ด้วย​ฤทธิ์ ความ​รัก และ​การ​บังคับ​ตนเอง​ให้แก่​เรา ดังนั้น ในเหตุการณ์ที่สาวกนั่งเรือไปกับพระเยซู แล้วเกิดพายุที่สับสนแปลกประหลาดนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้กลัว แต่ให้ใช้ความเชื่อความไว้วางใจในพระเจ้า เป็นการส่งสัญญาณว่า ถ้าสาวกสังเกตุ  ก็จะรู้ว่า พายุนี้ผิดปกติ ไม่ธรรมดา ไม่ใช่ธรรมชาติ หากสาวกตั้งสติและขอปัญญาก็จะรู้ว่า พายุนี้เกิดขึ้นเพื่ออะไร  ชีวิตคริสเตียนควรมีวิธีมองเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวที่แตกต่างจากชาวโลก คริสเตียนต้องใช้สติปัญญา ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่ออะไร มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า อย่าถามคำว่า ทำไม เพราะคำว่า ทำไม คือการบ่นต่อว่า ด้วยความรู้สึกขมขื่น ฮีบรู12:15 15 จง​ระวัง​ให้​ดี​อย่า​ให้​ใคร​เพิกเฉย​ต่อ​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า และ​อย่า​ให้​มี​ราก​ขม​ขื่น​งอก​ขึ้น​มา ทำ​ความ​ยุ่งยาก​ให้ ซึ่ง​จะ​เป็น​เหตุ​ให้​คน​เป็น​อัน​มาก​เสีย​ไป​  แต่จงถามคำว่า เพื่ออะไร เหมือนกับที่ยากอบได้กล่าวว่า ยากอบ 1:2-4 2 ดูก่อน​พี่​น้อง​ของ​ข้าพเจ้า เมื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประสบ​ความ​ทุกข์​ยาก​ลำบาก​ต่างๆ ​ก็​จง​ถือ​ว่า​เป็น​เรื่อง​น่ายินดี​3 เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้​ว่า การ​ทดลอง​ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน​นั้น ทำ​ให้​เกิด​ความ​หนัก​แน่น​มั่นคง​4 และ​จง​ให้​ความ​มั่นคง​นั้น​บรรลุผล​อัน​สมบูรณ์ เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เป็น​คน​ที่​ดี​พร้อม มี​คุณสมบัติ​ครบถ้วน ไม่​มี​สิ่ง​ใด​บกพร่อง​เลย เรากำลังพูดถึงการทดสอบความเชื่อ ไม่ใช่การทดลองให้ทำบาป มีคริสเตียนบางคนที่แยกไม่ออกระหว่างทดสอบความเชื่อ กับทดลองให้ทำบาป นี่ก็ขาดสติปัญญาอย่างมาก ความจริง คริสเตียนต้องสามารถแยกแยะได้ดีกว่าชาวโลก ยกเว้นคริสเตียนคนนั้นยังขาดความรู้ความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า ต้องมาเข้าเรียนพระคัมภีร์ หากเราดูบทเรียนที่สาวกของพระเยซูกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ การทดสอบความเชื่อคือการเขย่าความกลัวในสาวก  คนไทยเรามีคำพูดว่า ใจดีสู้เสือ แปลว่า ให้เผชิญหน้ากับความกลัวด้วยความไม่กลัว หรือพยายามไล่ความกลัวออกไป แต่สำหรับวิถีของคริสเตียน ไม่ใช่การเอาชนะความกลัวโดยไม่กลัว มีคำหนึ่งกล่าวว่า เมื่อเราชนะความกลัว ไม่ได้หมายความว่า ความกลัวได้หาย ไป ความกลัวยังอยู่ แต่มันไม่มีอิทธิพลต่อเราในเวลานั้น คำโวยวายของสาวก “อาจารย์​เจ้า​ข้า อาจารย์​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​กำลัง​จะ​จม​อยู่​แล้ว” ​ คำว่า กำลังจะจมอยู่แล้ว ภาษากรีกที่ใช้แรงกว่าคำไทย สาวกใช้คำที่มีความหมายว่า เรากำลังจะพินาศอยู่แล้ว นี่คือคำที่แสดงออกมาด้วยความกลัวสุดขีด ในหนังสือมาระโก 4:38 ….“อาจารย์​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​กำลัง​จะ​จม​อยู่​แล้ว ท่าน​ไม่​เป็น​ห่วง​บ้าง​หรือ” ใช้คำว่าพินาศเหมือนกัน แต่มีเพิ่มแบบตัดพ้อว่า ท่าน​ไม่​เป็น​ห่วง​บ้าง​หรือ”  มีคริสเตียนที่ตัดพ้อแบบนี้เหมือนกัน ต่อว่า พระเจ้าว่าไม่ห่วงไม่สนใจในยามที่ทุกข์ยากลำบาก ก็นี่คือการทดสอบความเชื่อ เวลาเราเข้าไปนั่งทำข้อสอบ เพื่อเลื่อนขั้น เลื่อนชั้น เราจะบ่นต่อว่าครูที่ออกข้อสอบ ขณะที่เราทำข้อสอบ หรือเราจะตั้งหน้าตั้งตาสอบให้ผ่าน ให้เราพูดกับคนข้างๆว่า คุณหนีไม่พ้นการทดสอบความเชื่อ ของจริง เพราะนั่นจะทำให้เราสามารถยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังค์พิพากษาได้อย่างมั่นคง บอกกับคนข้างๆอีกครั้งว่า อย่าแก้ตัว อย่าหนีการทดสอบความเชื่อ เพราะนี่คือหนทางของการเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…ต้องมีความเชื่อที่ตื่นตัวเสมอ สิ่งที่น่าสังเกตุอันหนึ่งในลักษณะของการสยบพายุของพระเยซู ….พระ​องค์​จึง​ทรง​ตื่น​ขึ้น​ห้าม​ลม​และ​คลื่น แล้ว​คลื่น​ลม​ก็​หยุด​เงียบ​สงบ​ทีเดียว หนังสือมาระโกบรรยายว่า มาระโก 4:38  38 ฝ่าย​พระ​องค์​บรรทม​หนุน​หมอน​หลับ​อยู่​ที่​ท้าย​เรือ เหล่า​สาวก​จึง​มา​ปลุก​พระ​องค์​ทูล​ว่า “อาจารย์​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​กำลัง​จะ​จม​อยู่​แล้ว ท่าน​ไม่​เป็น​ห่วง​บ้าง​หรือ” พระเยซูกำลังหลับสบาย พระองค์ได้พัก และเมื่อตื่นขึ้นก็พร้อมทำภารกิจที่ถูกขออย่างเร่งด่วน ปัญญาคือความรู้ความสามารถที่จะตัดสินใจถูกเมื่อโอกาสมาถึง คนที่ตัดสินใจผิดเมื่ออยู่ใต้แรงกดดันก็ขาดปัญญา โดยเฉพาะการตอบสนองต่อแรงกดดันด้วยความกลัว เราจะเห็นว่าพระเยซูมีความเป็นมนุษย์ที่เหนื่อยล้าและหลับไป เมื่อพระองค์ก็ตื่นขึ้นมาในสถานการณ์ที่คับขันและแรงกดดันจากสาวก พระองค์ตอบสนองอย่างสงบนิ่ง และทำให้พายุที่วุ่นวายสงบนิ่งตามพระองค์ พระเยซูหลับก็จริง แต่เมื่อถูกปลุกให้ตื่น พระองค์ก็ตื่นตัวทันที ตื่นตัวไม่ใช่ตื่นเต้น หรือเต้นไปตามบรรยากาศของคนที่กลัว จำเป็นที่เราจะต้องพบกับการทดสอบความเชื่อ แต่ให้เรามองดูพระเยซูคริสต์ว่า พระองค์ผ่อนคลายอย่างไร และตื่นตัวอย่างไร อย่าเป็นเหมือนสาวกที่ตอบสนองต่อการทดสอบความเชื่อด้วยสันชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด จึงถูกความกลัวมีอิทธิพลในสถานการณ์ที่ควรต้องเอาชนะความกลัว ข้าพเจ้าอยากจะอธิษฐานเผื่อพี่น้องที่เวลานี้รู้สึกถูกความกลัวมีอิทธิพลเหนือ  ขอให้ยืนขึ้น เราจะอธิษฐานด้วยกัน……ขอให้พระเยซูทรงห้ามลมและน้ำที่ถาโถมเข้ามาใส่ตัวเรา และขอให้เราเรียนรู้การพักอย่างพระเยซู ผ่อนคลายอย่างพระเยซู ความเชื่อที่ตื่นตัว ไม่ใช่ตื่นเต้นหรือเต้นไปตามสถานการณ์….

2.อย่าปล่อยให้ความเชื่อหลับไหล ลูกา 8:25

25 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​อยู่​ที่​ไหน” เขา​เหล่า​นั้น​กลัว​และ​ประหลาด​ใจ​พูด​กัน​ว่า “ท่าน​นี้​เป็น​ผู้ใด​จึง​สั่ง​บังคับ​ลม​และ​น้ำ​ได้ ลม​กับ​น้ำ​นั้น​ก็​เชื่อ​ฟัง​ท่าน” ความเชื่อของเจ้าอยู่ที่ไหน คือการบอกว่า แม้พระเยซูหลับ ความเชื่อของพระองค์ไม่ได้หายไป เช่นเดียวกัน สาวกตื่นอยู่ก็จริง แต่ความเชื่อได้หลับไปแล้ว ความเชื่อที่หลับก็เหมือนกับความเชื่อที่หายไป คือไม่มีความเชื่อเลย ทำให้เกิดความกลัวที่ทวีอย่างต่อเนื่อง แต่ความเชื่อที่ตื่นตัว จะหยุดความกลัวและมีชัยชนะเหนือความกลัว  เวลานี้ เรากำลังกลัวอะไรอยู่หรือไม่ กลัวตาย กลัวอด กลัวอนาคต กลัวล้มเหลว กลัวสารพัดกลัว นั่นคือสัญญาณที่กำลังบอกเราว่า ความเชื่อของเรากำลังหลับไหลอยู่ พระเยซูกำลังถามเราด้วยคำถามเดียวกันว่า “ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​อยู่​ที่​ไหน” อย่าปล่อยให้ความเชื่อของตัวเราหลับไหล จงอยู่ใกล้ๆคนที่มีความเชื่อที่ตื่นตัว อย่าขาดโบสถ์ อย่าขาดเซลล์ อย่าขาดการเรียนพระคัมภีร์ มาให้ทันนมัสการ มาให้ทันการเทศนา มาให้ทันการเติมให้เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ อย่าให้เราเป็นคริสเตียนที่มาไม่ทันเวลาของพระเจ้า  เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็ก สิ่งหนึ่งที่มักจะทำเป็นประจำคือไปไม่ทัน เพราะตื่นสาย ทำไมตื่นสาย เพราะว่า ยังหลับไหล หรือขี้เกียจลุก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ จะตื่นในเวลาที่ควรตื่น ลุกทันทีไม่อ้อยอิ่ง 1เธสะโลนิกา 5:4-8 4 แต่​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ท่าน​ไม่ได้​อยู่​ใน​ความ​มืด​แล้ว วัน​นั้น​จะ​มาถึง​ท่าน​อย่าง​ขโมย​มา​5 ท่าน​เป็น​บุตร​ของ​ความ​สว่าง และ​เป็น​บุตร​ของ​กลางวัน เรา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​เป็น​ของ​กลางคืน​หรือ​ของ​ความ​มืด​6 เหตุ​ฉะนั้น​เรา​อย่า​หลับ​เหมือน​อย่าง​คน​อื่น แต่​ให้​เรา​เฝ้า​ระวัง​และ​ไม่​เมา​มาย​ 7 เพราะ​ว่า​คน​นอน​หลับ​ก็​ย่อม​หลับ​ใน​เวลา​กลางคืน และ​คน​เมา​ก็​ย่อม​เมา​ใน​เวลา​กลางคืน​8 แต่​เมื่อ​เรา​เป็น​ของ​กลางวัน​แล้ว​ก็​อย่า​ให้​เรา​เมา​มาย จง​สวม​ความ​เชื่อ​กับ​ความ​รัก​เป็น​เกราะ​ป้องกัน​อก และ​สวม​ความ​หวัง​ที่​จะ​ได้​ความ​รอด​เป็น​หมวก​เหล็ก พระคัมภีร์กล่าวถึงการสวมความเชื่อกับความรักเป็นเกราะป้องกันอก ความหวังเป็นหมวกเหล็ก หมวกไว้สวมศรีษะคือการป้องกันความคิดของเราด้วยความหวัง อย่าให้ความหวังของเรากลายเป็นสิ้นหวัง ความคิดของคริสเตียนไม่มีสิ้นหวัง ถ้าเรามีความคิดที่สิ้นหวังนั่นคือ เรากำลังหลับไหลอย่างคนในเวลากลางคืน ก็คือเหมือนกับชาวโลกที่สิ้นหวัง ความเชื่อกับความรักเป็นเกราะป้องกันอก คือหัวใจของเรา ต้องรับการเยียวยาจากพระเจ้า อย่าปล่อยให้บาดแผลกินลึก อย่าปล่อยให้ความขมขื่นส่งพิษในหัวใจ เพราะหัวใจคือเครื่องส่งกระแสเลือดไปทั่วร่างกายของเรา ถ้าหัวใจของเราเป็นตัวผลิตสารพิษนั้นเอง ก็ยากจะล้างพิษออกได้  เวลาหัวใจหยุดเต้น หมอจะทำการปั๊มหัวใจ ความเชื่อและความรักอยู่ที่หัวใจ อย่าปล่อยให้ความเชื่อหลับไหล ความทุกข์ยากลำบากและแรงกดดันก็คือเครื่องปั๊มหัวใจที่พระเจ้าส่งมาเพื่อทำให้ความเชื่อของเราตื่นจากหลับไหล และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อสาวกเห็นพระเยซูทรงห้ามลมกับน้ำได้  “ท่าน​นี้​เป็น​ผู้ใด​จึง​สั่ง​บังคับ​ลม​และ​น้ำ​ได้ ลม​กับ​น้ำ​นั้น​ก็​เชื่อ​ฟัง​ท่าน” ภาษาที่ใช้ตรงนี้ คือการเรียกบุคคลิกลักษณะของพระเยซู  What manner of man is this? สำนวนชาวบ้านเรียกว่า คนหรือนี่ และในเวลาต่อมาเมื่อยอหน์ได้ใช้เวลากับพระเยซูจนเป็นความสัมพันธ์ที่ยอห์นเรียกตัวเองว่า สาวกที่พระองค์ทรงรัก ยอห์นถึงจะเข้าใจสิ่งที่พระเยซูได้บุกเบิกให้แก่สาวก 1ยอห์น 5:3-4 3 เพราะ​นี่​แหละ​เป็น​ความ​รัก​ต่อ​พระ​เจ้า คือ​ที่​เรา​ทั้ง​หลาย​ประพฤติ​ตาม​พระ​บัญญัติ​ของ​พระ​องค์ และ​พระ​บัญญัติ​ของ​พระ​องค์​นั้น​ไม่​เป็น​ภาระ​4 เพราะ​ทุก​คน​ที่​เกิด​จาก​พระ​เจ้า ​ก็​มี​ชัย​ต่อ​โลก และ​ความ​เชื่อ​ของ​เรา​นี่​แหละ​เป็น​ชัย​ชนะ​ที่​ชนะ​โลก​5 ใคร​เล่า​ชนะ​โลก ไม่ใช่​คน​อื่น คือ​ผู้​ที่​เชื่อ​ว่า​พระ​เยซู​ทรง​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​นั่นเอง​ คำว่า ไม่เป็นภาระ สำหรับการประพฤติตามน้ำพระทัยพระเจ้า คือสิ่งที่คริสเตียนส่วนใหญ่ในยุคของเรารู้สึกตรงกันข้าม ไม่ว่าจะเรื่องการอยู่การกินการอยู่ การทำงาน ร่วมกับคนที่ไม่น่ารัก เรารู้สึกเป็นภาระไปหมด แต่พระเยซูคริสต์ต้องการจะสร้างเราทั้งหลายให้เป็นคนที่เผชิญกับทุกสถานการณ์ได้โดยไม่รู้สึกเป็นภาระ แม้กระทั่งสถานการณ์พายุที่ผิดปกติ การทดสอบความเชื่อก็ไม่เป็นภาระ นี่คือลักษณะชีวิตคริสเตียนที่เหมือนพระเยซู What manner of man is this?คนหรือนี่ ก็เพราะเราเป็นคนเหนือคน โรม 8:37-39 37 แต่​ว่า​ใน​เหตุการณ์​ทั้ง​ปวง​เหล่า​นี้ เรา​มี​ชัย​เหลือล้น​โดย​พระ​องค์​ผู้​ได้​ทรง​รัก​เรา​ทั้ง​หลาย​38 เพราะ​ข้าพเจ้า​เชื่อมั่น​ว่า แม้​ความ​ตาย หรือ​ชีวิต หรือ​บรรดา​ทูตสวรรค์ หรือ​เทพ​เจ้า หรือ​สิ่ง​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​ปัจจุบัน​นี้ หรือ​สิ่ง​ซึ่ง​จะ​มี​ใน​ภาย​หน้า หรือ​ฤทธิ์​เดช​ทั้ง​หลาย​39 หรือ​ซึ่ง​สูง หรือ​ซึ่ง​ลึก หรือ​สิ่ง​ใดๆ อื่น​ที่​ได้​ทรง​สร้าง​แล้ว​นั้น จะ​ไม่​สามารถ​กระทำ​ให้​เรา​ทั้ง​หลาย​ขาด​จาก​ความ​รัก​ของ​พระ​เจ้า ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​ได้​ ความเชื่อที่ไม่หลับไหล สามารถเผชิญกับทุกสถานการณ์ได้ ที่นี่เราได้เห็นสถานการณ์ที่อ.เปาโลได้กล่าวว่า แม้ความตายหรือยังมีชีวิตอยู่ จะโดยเหล่าทูตสวรรค์หรือเทพเจ้า (มารซาตาน) ปัจจุบันหรืออดีต อนาคต จะมีฤทธิ์ขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำให้ความเชื่อของเราหลับไหลได้อีกต่อไป นั่นคือความรักจากพระเจ้าที่หล่อเลี้ยงหัวใจของผู้เชื่อที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า คำว่า เชื่อมั่น แปลว่า เราได้ถูกจูงใจ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นที่ใจ ไม่ใช่สมอง เป็นความสัมพันธ์ลึกกับพระเจ้าที่เรียกว่าความรัก ความเชื่อคู่ไปกับความสัมพันธ์กับพระเจ้า เป็นความเชื่อที่ไม่มีวันหลับไหล  และหัวใจไม่ตายด้าน “เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….มีความเชื่อที่ตื่นตัว” 1.สาวกทุกคนหนีไม่พ้นการทดสอบความเชื่อ  2.อย่าปล่อยให้ความเชื่อหลับไหล

 

 อาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)                                    
 “เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…สื่อสารฉับไวเข้าใจถูกต้อง”
ครั้งหนึ่ง เพื่อนข้าพเจ้าบอกกับอาจารย์มหาวิทยาลัยว่าเขาเป็นคนใต้ พออาจารย์ท่านนั้นส่งภาษาใต้ให้ เพื่อนข้าพเจ้ากลับตอบไม่ได้ เพื่อนข้าพเจ้าพูดว่า ขอโทษค่ะอาจารย์ หนูอาศัยเกิดอย่างเดียว คุยภาษาใต้ไม่ได้ เพราะเขาเป็นลูกคนจีนที่มาเรียนที่กรุงเทพตั้งแต่ยังเล็ก ข้าพเจ้าชอบเพลงคนใต้ที่ร้องว่า คนบ้านเดียวกัน แค่จ้องตากันก็เข้าใจดี คนใต้จะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง  พอเจอคนพูดภาษาเดียวกันได้ คุยกันรู้เรื่อง เมื่อข้าพเจ้าเป็นอนุชนหนุ่มสาว เวลาเราจัดค่ายอนุชน กรรมการฆราวาสอย่างเราจะไปสำรวจสถานที่จัดค่ายก่อน คราวนั้น เราเดินทางไปกันประมาณสามคน ไปชะอำ นั่งรถเมลล์ไป แล้วต่อสองแถวในตลาดไปที่บ้านพักของสภา เราเจอสองแถวโหด ดุ และก็ทิ้งเราไว้ริมถนน เป็นความทรงจำเกี่ยวกับคนใต้ว่าเป็นคนดุ และถ้าไม่ใช่คนท้องถิ่น เขาไม่สนใจ วันนี้ ข้าพเจ้าโตขึ้น และความคิดตกผลึก ประสบการณ์ที่ข้าพเจ้ามีกับพี่น้องชาวใต้ ความจริง เขาก็เหมือนคนกรุงเทพอย่างเรา ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคนขับรถสองแถวที่ทิ้งเราบนถนนแถวบ้านพักชะอำ อาจเป็นเพราะเรามาสาม เขาคนเดียว ผู้ชายสองคนและข้าพเจ้าอีกหนึ่ง ดูน่ากลัวสำหรับเขาก็เป็นได้ วันนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้กลัวคนใต้อย่างที่ตอนเป็นวัยรุ่นกลัว ข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ที่มีประสบการณ์พบปะคนมาก รู้จักคนมาก จึงรู้ว่า คำว่าคนบ้านเดียวกัน กับคนละบ้านเดียวกัน แตกต่างกันอย่างไร เมื่อเร็วๆนี้ ทีมผู้รับใช้พระเจ้าไปรีทรีตร่วมกับครอบครัวผู้รับใช้ในฝั่งธนบุรีที่ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันต์ ข้าพเจ้าไปติตต่อเรือตกหมึกให้กับคณะที่ไปด้วยกัน แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ไปด้วย เพราะต้องกลับมาประชุม4/14ซัมมิทที่กรุงเทพ คนเรือที่ข้าพเจ้าติดต่อ ก็ขอเบอร์โทรศัพท์จากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ขอเบอร์จากเขา พอถามชื่อเขา เขาตอบว่า ชื่อตาย ข้าพเจ้าก็ลังเลที่จะจดชื่อเขา ไม่กล้าออกเสียงตามเขา พอถามครั้งที่สอง เขาก็ตอบว่า ชื่อ ตาย เราก็ทำหน้างงๆ ไม่เคยได้ยินใครตั้งชื่อตัวเองว่า ตาย พอเขารู้สึกว่า เราไม่ใช่คนบ้านเดียวกันกับเขา เขาก็ตอบเป็นภาษากลางว่า ต่าย ผู้ชายคนนี้ ชื่อต่าย ถึงบางอ้อ ถ้าเราเป็นคนบ้านเดียวกันเขา เราจะสื่อสารฉับไวเข้าใจอย่างเดียวกันกับเขา แต่ถ้าเราเป็นคนละบ้านเดียวกันกับเขา ก็จะเข้าใจผิดและล่าช้าในการสื่อสารอย่างที่เล่าให้พี่น้องฟัง นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะนำเราทั้งหลายเข้าสู่บทเรียนจากพระเยซูคริสต์เจ้าของเราในพระธรรมลูกา 8:19-21 19 ครั้ง​นั้น​มารดา​และ​พวก​น้อง​ชาย​ของ​พระ​องค์​มา​หา​พระ​องค์ แต่​เข้า​ไป​ถึง​พระ​องค์​ไม่ได้​เพราะ​คน​มาก​  20 มี​คน​ทูล​พระ​องค์​ว่า “มารดา​และ​น้อง​ชาย​ของ​พระ​องค์ ยืน​อยู่​ข้าง​นอก​ปรารถนา​จะ​มา​หา​พระ​องค์” 21 แต่​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “มารดา​ของ​เรา​และ​พี่​น้อง​ของ​เรา คือ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ฟัง​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า​และ​กระทำ​ตาม” ในเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากคำอุปมาเรื่องดินสี่ชนิด จนถึงเรื่องตะเกียงที่ถูกจุดให้ส่องสว่าง คือคำสอนพระเยซูแทรกเป็นเรื่องเดียวกันในขณะที่พระองค์ก็ทำพันธกิจการรักษาโรค ขับผี ผู้คนได้รับการรักษาเยียวยาไปพร้อมๆกับการฟังคำสอนของพระเยซูไปด้วย ดังนั้น การบันทึกของลูกาที่ว่า  19 ครั้ง​นั้น​มารดา​และ​พวก​น้อง​ชาย​ของ​พระ​องค์​มา​หา​พระ​องค์ แต่​เข้า​ไป​ถึง​พระ​องค์​ไม่ได้​เพราะ​คน​มาก คนจำนวนมากหลั่งไหลมารับการบริการจากพระเยซูจากทั่วสารทิศไม่ขาดสาย มีแต่คนเพิ่ม เพราะคนที่หายโรคก็ยังอยากฟังคำสอนของพระเยซูด้วย จะมีบางคนเท่านั้นที่พระคัมภีร์บางตอนบันทึกว่า พระเยซูสั่งให้คนที่หายโรคหรือผีออก ให้พวกเขากลับบ้าน ดังนั้น การได้เข้าใกล้พระเยซูจึงต้องตามคิว first in first serve ใครมาก่อน รับบริการก่อน บันทึกตอนนี้กำลังบอกว่า จะมีการลัดคิวด้วยเส้นใหญ่เส้นญาติ  20 มี​คน​ทูล​พระ​องค์​ว่า “มารดา​และ​น้อง​ชาย​ของ​พระ​องค์ ยืน​อยู่​ข้าง​นอก​ปรารถนา​จะ​มา​หา​พระ​องค์”  คนที่มาพูดกับพระเยซูเป็นสาวก ส่วนมารดาและน้องชายของพระเยซูยังอยู่ข้างนอก นั่นหมายถึง อยู่นอกกลุ่มคนที่ห้อมล้อมพระเยซู บันทึกในพระกิตติคุณเล่มอื่น ได้แก่ มัทธิวและมาระโกใช้คำว่า ฝูงชน แสดงให้เห็นว่า ที่ที่มารดาและน้องชายของพระเยซูยืนอยู่ห่างจากพระเยซูมาก ไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มคนที่ห้อมล้อมพระเยซู ระยะห่างนี้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นกัน หรือสนทนากันได้ หนังสือมัทธิวและมาระโกบันทึกว่าแม่และน้องชายของพระเยซู หา​โอ​กาส​ที่​จะ​สน​ทนา กับพระองค์และคำว่า  ​มา​หา หนังสือพระกิตติคุณทั้งสองเล่มใช้รากศัพท์คำเดียวกันแปลว่า แสวงหา เพื่อจะพูด หรือเข้าใกล้ตัวพระเยซู ส่วนคนที่นำเรื่องนี้มาพูดกับพระเยซู ทำหน้าที่คนกลาง สื่อสารข้อความจากแม่และน้องชายมาถึงพระเยซู หากตีความให้เข้าใจอย่างรวดเร็วก็คือ ขอพระเยซูหยุดทำพันธกิจ หยุดสั่งสอน หยุดพบปะคนอื่น และจัดเวลาให้แม่และน้องชายได้พบกับพระองค์ (ด่วน) เพราะว่ามีเรื่องจะคุยด้วย เราไม่รู้ว่าเขามีเรื่องอะไรจะคุย แต่บันทึกมัทธิวบอกว่า มีคำพูดจะพูดด้วย นี่คือการลัดคิวด้วยเส้นที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะปฏิเสธ แต่เราได้เห็นพระเยซูปฏิเสธ ทำไมพระเยซูปฏิเสธ  มีเหตุการณ์การแสดงเจตนาลัดคิวคล้ายๆกันนี้เกิดขึ้นในหนังสือยอห์น 11:3-6,17-18  3 ดังนั้น​พี่สาว​ทั้ง​สอง จึง​ให้​คน​ไป​เฝ้า​พระ​เยซู​ทูล​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ผู้​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก​นั้น​กำลัง​ป่วย​อยู่”4 แต่​เมื่อ​พระ​เยซู​ทรง​ได้​ยิน​แล้ว​ก็​ตรัส​ว่า “โรค​นั้น​จะ​ไม่​ถึง​ตาย แต่​เกิดขึ้น​เพื่อ​เชิด​ชู​พระ​เกียรติ​ของ​พระ​เจ้า เพื่อให้​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​ได้รับ​เกียรติ​เพราะ​โรค​นั้น” 5 ​พระ​เยซู​ทรง​รัก​มารธา​และ​น้องสาว​ของ​เธอ​และ​ลาซารัส​6 ครั้น​พระ​องค์​ทรง​ได้​ยิน​ว่า​ลาซารัส​ป่วย​อยู่ ​พระ​องค์​จึง​ทรง​พัก​อยู่​ที่​ที่​พระ​องค์​ทรง​อยู่​นั้น​อีก​สอง​วัน​…. 17 ครั้น​พระ​เยซู​เสด็จ​มาถึง ​ก็​ทรง​ทราบ​ว่า​เขา​เอา​ลาซารัส​ไป​ไว้​ใน​อุโมงค์​ฝัง​ศพ​สี่​วัน​แล้ว18 หมู่​บ้าน​เบธานี​อยู่​ใกล้​กรุง​เยรูซาเล็ม ห่าง​กัน​ประมาณ​สาม​กิโลเมตร​​… สิ่งที่ผู้สื่อสารรับมาคือการบอกว่าผู้​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก​นั้น​กำลัง​ป่วย​อยู่”เป็นความจริงว่าพระเยซูทรงรักครอบครัวนี้ และการอ้างสิทธิ์ที่เป็นคนที่ทรงรัก ก็ยังไม่ใช่ว่าจะสามารถลัดคิวได้  เรารู้เรื่องราวว่า ภายหลังเหตุการณ์นี้ พระเยซูทรงทำให้ลาซารัสฟื้นขึ้นมาจากความตาย แต่ก่อนนั้น พระเยซูก็ถูกพี่สาวของลาซารัสสองคนต่อว่า ที่พระเยซูปฏิเสธที่จะมา ทำให้มาไม่ทันช่วยลาซารัส ถ้าเราดูวันที่ฝังศพสี่วัน กับวันที่พระเยซูรับรู้การสื่อสาร รวมเป็นสามวัน แสดงว่าลาซารัสตายในวันที่ผู้สื่อสารมาบอกพระเยซู 4 แต่​เมื่อ​พระ​เยซู​ทรง​ได้​ยิน​แล้ว​ก็​ตรัส​ว่า “โรค​นั้น​จะ​ไม่​ถึง​ตาย โรคนั้นจะไม่ถึงตาย แล้วเกิดอะไรกับลาซารัส ในยอห์น 11:11-14 11 ​พระ​องค์​ตรัส​ดังนั้น​แล้ว​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ลาซารัส​สหาย​ของ​เรา​หลับ​ไป​แล้ว แต่​เรา​ไป​เพื่อ​จะ​ปลุก​เขา​ให้​ตื่น”12 พวก​สาวก​ทูล​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ถ้า​เขา​หลับ​อยู่​เขา​ก็​คง​จะ​หาย​ดี”13 ​พระ​เยซู​ตรัส​ถึง​ความ​ตาย​ของ​ลาซารัส แต่​พวก​สาวก​คิด​ว่า​พระ​องค์​ตรัส​ถึง​การ​นอน​หลับ​พักผ่อน​14 ฉะนั้น​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ตรงๆ ว่า “ลาซารัส​ตาย​แล้ว​ นี่คือการสื่อสารของพระเยซูว่า ลาซารัสตายแล้ว แต่ไม่ได้ตายเพราะโรคที่ทำให้ลาซารัสป่วย แต่ตายเพราะพระเจ้ากำหนดให้ลาซารัสตายด้วยโรคนั้น เป็นการแสดงว่า ถึงพระเยซูไปตามที่ขอพระองค์ก็จะต้องรอให้ลาซารัสตายตามกำหนดการของพระเจ้าเพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น​เพื่อ​เชิด​ชู​พระ​เกียรติ​ของ​พระ​เจ้า เพื่อให้​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​ได้รับ​เกียรติ​เพราะ​โรค​นั้น”  เราคงเคยได้ยินคำว่า ตายอย่างไม่น่าจะตาย คือสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าถึงตาย แต่คนๆนั้นก็ตาย นั่นไม่ใช่บทสรุปทุกกรณีที่พระเจ้าจะกำหนดให้ตาย แต่เป็นเพราะตัวของคนๆนั้นที่สะเพร่า ประมาท และไม่ใส่ใจ จึงทำให้เกิดสิ่งที่ไม่น่าถึงตาย แต่ก็ตาย แต่สำหรับกรณีนี้ พระเยซูคริสต์ทรงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น พระองค์ปฏิเสธการลัดคิว มีคำพูดหนึ่งในพระคัมภีร์กล่าวถึงพระลักษณะของพระเจ้าว่า 2ทิโมธี 2:13 13 ถ้า​เรา​ไม่​มี​ความ​สัตย์​จริง ​พระ​องค์​ก็​ยัง​ทรง​ไว้​ซึ่ง​ความ​สัตย์​จริง เพราะ​พระ​องค์​จะ​ไม่​ทรง​เป็น​พระ​องค์​เอง​ไม่ได้​ นั่นหมายความว่า พระเจ้าจะไม่เปลี่ยนไปตามมนุษย์ พระองค์ยังเป็นพระองค์เองในความเป็นองค์อธิปไตย   มีคริสเตียนไม่น้อยที่ชอบใช้สิทธิ์ (พิเศษ) ความจริงเรามีสิทธิพิเศษเยอะ จนเคยตัว และเข้าใจผิด จนไม่ยอมเดินตามคิว มีนักเรียนหลายคนเวลาเสนอให้อธิษฐาน เรื่องการสอบ ข้าพเจ้ามักจะบอกว่า ไม่มีการอัศจรรย์สำหรับการสอบ ไม่มีทางลัด ทุกคนต้องขยัน หนทางเท่ากันกับคนอื่น คือขยัน เด็กที่รับการสื่อสารเรื่องนี้เข้าใจถูกต้อง เขาจะขยันและเปลี่ยนหัวข้ออธิษฐานให้ผลการสอบดี มาเป็นขอให้ตัวเขาชนะความเกียจคร้านและมีสติปัญญาในการเข้าใจสิ่งที่เรียน นี่คือการเป็นผู้สื่อสารฉับไวเข้าใจถูกต้อง นี่คือสิ่งที่พระเยซูตรัสกับสาวกที่เป็นคนกลางมาสื่อสารว่า “มารดา​ของ​เรา​และ​พี่​น้อง​ของ​เรา คือ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ฟัง​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า​และ​กระทำ​ตาม” แม้จะเป็นเด็ก แต่สามารถสื่อสารฉับไวเข้าใจอย่างถูกต้อง ก็ถือว่า ได้เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์แล้ว แต่ผู้ใหญ่ไม่น้อย ที่สื่อสารเชื่องช้า อืดอาด และมักเข้าใจผิดอยู่เรื่อยๆ  แม้อายุจะบอกว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่สภาพไม่ต่างจากการเป็นทารก 1โครินธ์ 3:1-3 1 พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ข้าพเจ้า​ไม่​อาจจะ​พูด​กับ​ท่าน เหมือน​พูด​กับ​ผู้​ที่​อยู่​ฝ่าย​วิญญาณ​แล้ว​ได้ แต่​ต้อง​พูด​กับ​ท่าน​เหมือน​คน​ที่​อยู่​ฝ่าย​เนื้อ​หนัง เหมือนกับ​ท่าน​เป็น​ทารก​ใน​พระ​คริสต์​ 2 ข้าพเจ้า​เลี้ยง​ท่าน​ด้วย​น้ำนม มิใช่​ด้วย​อาหาร​แข็ง เพราะ​ว่า​เมื่อก่อน​นั้น​ท่าน​ยัง​ไม่​สามารถ​รับ และ​ถึงแม้​เดี๋ยวนี้​ท่าน​ก็​ยัง​ไม่​สามารถ​3 ด้วย​ว่า​ท่าน​ยัง​อยู่​ฝ่าย​เนื้อ​หนัง เพราะ​ว่า​เมื่อ​ยัง​อิจฉา​กัน และ​ขัด​เคือง​ใจ​กัน ท่าน​ไม่ได้​อยู่​ฝ่าย​เนื้อ​หนัง​หรือ และ​ไม่ได้​ประพฤติ​ตาม​มนุษย์​สามัญ​ดอก​หรือ​ นี่เป็นการเตือนของคริสเตียนรุ่นพ่อ ที่เห็นคริสเตียนเมืองโครินธ์ประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นลูกพระเจ้า  อ.เปาโลวิเคราะห์แล้วเห็นว่าคริสเตียนที่ประพฤติตัวอย่างนั้นเป็นคริสเตียนที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง และอ.เปาโลต้องทำหน้าที่เตือนแรงๆ ในบทต่อมา 1โครินธ์ 4:18-21 18 บาง​คน​ทำ​ผยอง​ราว​กับ​ข้าพเจ้า​จะ​ไม่​มา​หา​ท่าน​19 แต่​ถ้า​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทรง​โปรด ข้าพเจ้า​จะ​มา​หา​ท่าน​ใน​ไม่​ช้า​นี้ และ​ข้าพเจ้า​จะ​หยั่ง​ดู​มิใช่​ถ้อยคำ​ของ​คน​ที่​ผยอง​เหล่า​นั้น แต่​จะ​หยั่ง​ดู​ฤทธิ์​อำนาจ​ของ​เขา​20 เพราะ​ว่า​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​มิใช่​เรื่อง​ของ​คำพูด แต่​เป็น​เรื่อง​ฤทธิ์​เดช​21 ท่าน​จะ​เอา​อย่างไร จะ​ให้​ข้าพเจ้า​ถือ​ไม้​เรียว​มา​หา​ท่าน หรือ​จะ​ให้​ข้าพเจ้า​มา​ด้วย​ความ​รัก และ​ด้วย​ใจ​อ่อน​สุภาพ​ เราว่า อ.เปาโลดุไม๊  ดูเหมือนดุ แต่ความจริงอ.เปาโลกำลังบอกว่าการดำเนินชีวิตของคริสเตียนต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ จะต้องเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ ความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ไม่ได้ตัดสินกันที่อายุ แต่ดูกันที่การกระทำและคำพูด วิธีคิด วิธีแสดงอารมณ์ สุภาษิต 10:13 13 ที่​ริม​ฝีปาก​ของ​ผู้​ที่​มี​ความ​เข้าใจ​จะ​พบ​ปัญญา แต่​ไม้​เรียว​ก็​เหมาะ​สำหรับ​หลัง​ของ​ผู้​ที่​ขาด​สามัญ​สำนึก ไม้เรียวสำหรับคนที่ขาดสามัญสำนึก ก็คือคนที่ขาดความเข้าใจ  เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการจัด 4/14 ซัมมิทที่กรุงเทพ เป็นประชุมระดับโลก ที่ตัวแทนองค์กรคริสเตียนต่างๆจากทั่วโลกเดินทางประชุมประมาณ 1000 คน มีการนำเรื่องราวของเด็กที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์มากมายจากหลายประเทศทั่วโลกมาฉายวีดีโอให้ดู ข้าพเจ้าเห็นแล้วทึ่งมากๆ ไม่ใช่คนสองคน แต่นับร้อย นับพัน ในพระเยซูคริสต์ เป็นไปได้จริงๆ  เด็กเหล่านี้สื่อสารฉับไวเข้าใจถูกต้อง และเป็นผู้สื่อสารที่มีประสิทธิภาพ หลายคนเป็นนักจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ หลายคนเป็นนักเทศน์ หลายคนเป็นผู้นำของผู้ใหญ่ วิทยากรมีอายุเป็นเด็ก คนฟังคือมีอายุเป็นผู้ใหญ่  คนที่มีอายุผู้ใหญ่ทั้งหลาย ท่านกำลังพูดอย่างเด็กหรือพูดอย่างเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์  ถ้าเราไม่ใช่ผู้ใหญ่ในพระคริสต์ เราก็คือทารกในพระคริสต์  สำหรับผู้ที่เป็นเด็กในพระคริสต์ก็ต้องเจอไม้เรียวเช่นกัน ไม้เรียวมีไว้ทำอะไร สุภาษิต 22:15 15 ความ​โง่​มัก​อยู่​ใน​ใจ​ของ​เด็ก แต่​ไม้​เรียว​ที่​ตี​สอน​ก็​ขับ​มัน​ให้​ห่าง​ไป​จาก​เขา  โปรดอย่าลืมว่า  คำว่า เด็กที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงนี้ ไม่ได้หมายถึงอายุ ผู้ใหญ่ก็เป็นเด็กในพระคริสต์ได้ และเด็กก็เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ได้ และการ “เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…สื่อสารฉับไวเข้าใจถูกต้อง” ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พระเยซูตรัสเป็นคำปฏิเสธการใช้สิทธิพิเศษในความเป็นครอบครัวของพระองค์  21 แต่​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “มารดา​ของ​เรา​และ​พี่​น้อง​ของ​เรา คือ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ฟัง​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า​และ​กระทำ​ตาม” พระเยซูกำลังตรัสกับสาวกไม่ใช่เพื่อให้นำการสื่อสารไปให้แม่และน้องชายของพระองค์ พระองค์กำลังสอนสาวก เพื่อให้สาวกตระหนักว่าการฟังพระดำรัสของพระเจ้าและกระทำตาม ไม่ง่าย หลายคนเข้าใจว่า แค่ทำตามที่ได้ยิน เราคงเคยได้ยินและทำผิดพลาดก็มาก เพราะเราไม่ได้ฟังด้วยใจ เราแค่ฟังด้วยหูของเนื้อหนัง และบ่อยครั้งที่การมองก็มองแต่ภายนอก แต่ไม่ได้เอาตาใจมอง การสื่อสารของเราและการตีความของเราจึงไม่สามารถตอบสนองอย่างที่ควรจะเป็น และอาจเกิดความผิดพลาดได้ เรามาดูว่า พระเยซูได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบเรื่องการเป็นครอบครัวเดียวกันกับพระองค์ ตัดสินกันด้วยการฟังพระดำรัสของพระเจ้าและกระทำตาม
1.ใช้ภาษาเดียวกันกับพระเยซูคริสต์
21 แต่​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “มารดา​ของ​เรา​และ​พี่​น้อง​ของ​เรา
การนับญาตินับพี่น้องในสังคมของเรา มีสำนวนว่า มีเงินเรียกพี่ มีทองเรียกน้อง ถ้าไม่มีก็ไม่มีความสำคัญอะไร แต่สังคมของคริสเตียนเรานับญาติกันด้วยชีวิตการเชื่อฟังพระเจ้า เราเดินตามวิถีที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสไว้กับสาวกของพระองค์ว่า การเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันกับพระองค์ เกิดขึ้นได้จากการฟังและทำตามพระเจ้า มาระโก 3:35 35 ผู้ใด​จะ​กระทำ​ตาม​พระ​ทัย​พระ​เจ้า ผู้​นั้น​แหละ​เป็น​พี่​น้อง​ชาย​หญิง​และ​มารดา​ของ​เรา” การทำตามพระทัยของพระเจ้า จะเกิดขึ้นได้ จากการรู้จักและอ่านทิศทางที่พระเจ้าทรงพอพระทัยได้ แต่มีคนบางประเภทที่มักดำเนินชีวิตไม่เอาใจเขามาใส่ใจเขา  คนประเภทนี้ได้แต่ทำ แต่ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น คำไทยที่ว่า ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ก็คือ จะต้องถามผู้อยู่อาศัยว่า เขาต้องการแบบไหน แต่ถ้าสถาปนิกหรือคนสร้างบ้านไม่สนใจผู้ที่เขาจะจ้าง คนจ้างก็ไม่เอา คนประเภทนี้เจ๊งมานักต่อนักแล้ว และมักจะเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ  ข้าพเจ้าได้รับบทเรียนในการการเรียนปริญญาโทให้ได้เกรดเอพลัส ก็คือการอ่านใจอาจารย์ให้ออกว่า เขาต้องการให้เราทำอะไร มีนักศึกษาปริญญาโทหลายคนได้เรียนแค่สอบผ่าน คะแนนไม่ดี เพราะไม่สนใจว่าอาจารย์เขาสั่งงานให้เราทำ เขาต้องการอะไร นักศึกษาเหล่านั้นได้แต่ฟังและทำแบบไม่เข้าใจ ไม่มองมุมมองเดียวกันกับคนที่ให้สั่งงาน นี่คือการรับการสื่อสารแบบคนละภาษา ยิ่งเราต้องเรียนด้วยภาษาอังกฤษ ภาษาที่สองของเราก็ยิ่งต้องทำความเข้าใจแล้วทำความเข้าใจอีก แล้วก็ต้องอ่านใจคนอีก นี่คือความพยายามที่ต้องขวนขวายรู้ในขณะฟังและทำความเข้าใจสิ่งที่ได้ยินและตีโจทย์ให้แตก ต้องเข้าไปนั่งในใจคนสอนให้ได้ เช่นเดียวกัน ชีวิตการเป็นคริสเตียนต้องรู้จักใจของพระเจ้า พระเยซูกำลังสอนสาวกของพระองค์ว่า การเป็นสาวกของพระองค์ไม่ใช่แค่เป็นลูกศิษย์ที่เดินตามพระอาจารย์ เหมือนเด็กวัดที่สะพายย่ามเดินบิณฑบาต รับของถวายแล้วก็รอที่รับส่วนแบ่งตอนทานอาหาร การเป็นศิษย์พระเยซูต้องเป็นคนบ้านเดียวกันกับพระองค์ บ้านเดียวกันกับพระองค์ไม่ใช่เป็นคนนาซาเร็ธ  แต่ใช้ภาษาเดียวกันกับพระองค์ เพื่อเป็นตัวแทนของพระเจ้ารับการสื่อสารจากพระเจ้า และสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกันให้รู้จักแผ่นดินของพระเจ้า  อ.เปาโลได้กล่าวในหนังสือ2โครินธ์ 5:17,18,19,20  17 เหตุ​ฉะนั้น​ถ้า​ผู้ใด​อยู่​ใน​พระ​คริสต์​ ผู้​นั้น​ก็​เป็น​คน​ที่​ถูก​สร้าง​ใหม่​แล้ว สิ่ง​สารพัด​ที่​เก่าๆ ​ก็​ล่วง​ไป นี่​แน่ะ​กลาย​เป็น​สิ่ง​ใหม่​ทั้งนั้น….18 …..​ทรง​โปรด​ประทาน​ให้​เรา​มี​พันธ​กิจ​เรื่อง​การ​คืน​ดี​กัน​19 ….และ​ทรง​มอบ​เรื่อง​การ​คืน​ดี​กัน​นั้น​ให้​เรา​ประกาศ​20 ฉะนั้น​เรา​จึง​เป็น​ทูต​ของ​พระ​คริสต์….ทูต แปลว่า เป็นตัวแทน ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนไปต่างประเทศเพื่อเจราจาหรือเจริญสันถวไมตรีเป็นทางการ พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า คริสเตียนคือทูตของพระเจ้า เป็นตัวแทนอยู่ในโลกนี้เพื่อเจรจาเรื่องการคืนดีกับพระเจ้า ถ้าเราทะเลาะกัน เราจะมีอิทธิพลในการทำให้คนคืนดีกับพระเจ้าได้อย่างไร เรากำลังส่งภาษาที่แตกต่างจากภาษาของพระเจ้า ใครจะเชื่อว่าเรามาจากพระเจ้า  มีคริสเตียนไม่น้อยที่อาศัยเกิดเป็นลูกพระเจ้า แต่การดำเนินชีวิตเหมือนคนละบ้านเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คำไทยมีคำว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ภาษาของเราทั้งหลายกำลังส่อสกุลเดียวกับพระเยซูหรือไม่ เอเฟซัส 5:1-10 1 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​จง​เลียนแบบ​ของ​พระ​เจ้า ให้​สม​กับ​เป็น​บุตร​ที่​รัก​2 และ​จง​ดำเนิน​ชีวิต​ใน​ความ​รัก เหมือน​ดังที่​พระ​คริสต์​ได้​ทรง​รัก​เรา​ทั้ง​หลาย และ​ทรง​ประทาน​พระ​องค์​เอง​เพื่อ​เรา ให้​เป็น​เครื่อง​ถวาย​และ​เครื่องบูชา​อัน​เป็น​ที่​โปรด​ปราน​ของ​พระ​เจ้า 3 แต่​การ​เอ่ย​ถึง​การ​ล่วง​ประเวณี การ​ลามก​ต่างๆ และ​การ​ละโมบ อย่า​ให้​มี​ขึ้น​ใน​พวก​ท่าน​เลย จะ​ได้​สม​กับ​ที่​ท่าน​เป็น​ธรรมิก​ชน​4 ทั้ง​อย่า​พูด​หยาบ​คาย พูด​เล่น​ไม่​เป็น​เรื่องและ​พูด​ตลก​หยาบ​โลน​เกเร ซึ่ง​เป็น​การ​ไม่​สมควร แต่​ให้​ขอบ​พระ​คุณ​ดีกว่า​5 ท่าน​จง​รู้​แน่​ว่า คน​ล่วง​ประเวณี คน​ลามก คน​ละโมบ (​ที่​เป็น​เหมือน​คน​ที่​นับ​ถือ​รูป​เคารพ​) จะ​มี​ส่วน​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​คริสต์​และ​พระ​เจ้า​เป็น​มรดก​ก็​หา​มิได้​6 อย่า​ให้​ผู้ใด​ล่อลวง​ท่าน​ด้วย​คำพูด​ที่​เหลวไหล เพราะ​การ​กระทำ​เหล่า​นั้นเอง ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​ลง​พระ​อาชญา​แก่​ผู้​ที่​ไม่​เชื่อ​ฟัง​7 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​อย่า​คบ​หา​สมาคม​กับ​คน​เหล่า​นั้น​เลย​8 เพราะ​ว่า​เมื่อก่อน​ท่าน​เป็น​ความ​มืด แต่​บัดนี้​ท่าน​เป็น​ความ​สว่าง​แล้ว​ใน​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า จง​ดำเนิน​ชีวิต​อย่าง​ลูก​ของ​ความ​สว่าง​9 (​ด้วย​ว่า​ผล​ของ​ความ​สว่าง​นั้น คือ​ความ​ดี​ทุก​อย่าง​และ​ความ​ชอบธรรม​ทั้ง​มวล​และ​ความ​จริง​ทั้งสิ้น​)​10 ท่าน​จง​พิสูจน์​ดู​ว่า ทำ​ประการ​ใด​จึง​จะ​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​  การเป็นลูกพระเจ้าคือการมีลักษณะที่แตกต่างหรือไม่เหมือนกับคนที่หนังสือเอเฟซัสบทนี้กล่าวถึงอันได้แก่ พูด​หยาบ​คาย (สิ่งที่น่าอาย สกปรก) พูด​เล่น​ไม่​เป็น​เรื่อง (foolish talking) และ​พูด​ตลก​หยาบ​โลน​เกเร… 7 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​อย่า​คบ​หา​สมาคม​กับ​คน​เหล่า​นั้น​เลย รากศัพท์คำว่า อย่าคบ คือการไม่มีส่วนร่วมใดๆกับคนๆนั้น ภาษาอังกฤษมีคำว่า communication แปลว่า การสื่อสารกันใกล้ชิด แต่พอใส่คำว่า Excommunication กลับแปลว่า ตัดออกจากการเป็นสมาชิก หรือแปลอีกสำนวนแปลว่า การสื่อสารแบบคนนอก  นั่นคือไม่ใช่คนบ้านเดียวกันอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่น่าสังเกตุในพระคัมภีร์ตอนนี้ก็คือ การจัดระดับการพูดเล่นไม่เป็นเรื่อง (การพูดแบบ foolish talking) อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับการพูดสิ่งที่น่าอาย สิ่งที่สกปรก และการพูดตลกหยาบโลนเกเร…คำพูดไม่เป็นเรื่องมีเครือญาติเดียวกันกับสิ่งที่บรรยายลักษณะของคนที่พระคัมภีร์ก็สั่งห้ามรับคนเหล่านั้นมาไว้ในทะเบียนแม่ม่าย 1ทิโมธี 5:13 13…..และ​มิใช่​แต่​เกียจ​คร้าน​เท่านั้น แต่​ปาก​บอน​ด้วย และ​เที่ยว​ยุ่ง​กับ​เรื่อง​ของ​ผู้อื่น พูด​สิ่ง​ซึ่ง​ไม่​ควร​จะ​พูด​ ให้ถามคนข้างๆ ว่า เป็นคนบ้านเดียวกันกับพระเยซูหรือเปล่า  ถ้าใช่ เราต้องมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับที่พระคัมภีร์สั่งห้าม อย่าคบ ซึ่งในหนังสือสดุดี 119:115 115 แน่ะ เจ้า​คน​ทำ​ชั่ว ไป​เสีย​จาก​ข้า เพื่อ​ข้า​จะ​รักษา​พระ​บัญญัติ​ของ​พระ​เจ้า​ของ​ข้า ให้เราพูดกับตัวเรา….แน่ะ เจ้าคนทำชั่ว ไปเสียจากข้า ประการที่สอง การเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…สื่อสารฉับไวเข้าใจถูกต้อง ต้อง…
2. ใช้สติปัญญาและความเข้าใจจากพระเจ้า
คือ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ฟัง​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า​และ​กระทำ​ตาม”
มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ถ้าเรายังได้ยินคำเตือน คำสอน และวินัยต่างๆ แสดงว่า พระเจ้ายังสื่อสารกับเราอยู่ แต่ถ้าพระเจ้าเงียบเมื่อไหร่ น่ากลัว พระเจ้าเงียบยังไง ก็คือไม่มีคนของพระเจ้าเตือนเรา ไม่มีคนของพระเจ้าลงวินัยเรา นั่นคือความน่ากลัวของแท้ เหมือนกับชนชาติอิสราเอลที่พระเจ้าเงียบไม่มีผู้เผยพระวจนะในยุคก่อนที่ยอห์นบัพติศโตมาเกิด นานถึงสี่ร้อยปี ไม่มีเสียงตรัส ให้เราพูดกับข้างๆว่า จงดีใจเถิดที่ยังมีคนเตือนคุณ พระดำรัสของพระเจ้ามีไว้เพื่อให้กระทำตาม เป็นเหมือนลายแทงขุมทรัพย์ เราเคยดูภาพยนต์อินเดียน่าโจนส์ หรือภาพยนต์เกี่ยวกับการผจญภัยเพื่อล่าขุมทรัพย์ คนที่มีลายแทงก็จะเชื่อฟังลายแทงนั้น ถ้าไม่เชื่อฟัง ก็จะพบกับดักที่เป็นอันตราย สิ่งที่ยากก็คือการอ่านลายแทงให้เข้าใจอย่างที่ผู้เขียนต้องการสื่อสาร เช่นเดียวกัน คริสเตียนมีพระคัมภีร์เป็นลายแทง แผนที่เดินทางสู่จุดหมายปลายทางคือชีวิตนิรันดร์ รับมรดกนิรันดร์ การเชื่อฟังพระดำรัสและกระทำตามก็คือการเดินทางเพื่อไปพบกับขุมทรัพย์ที่เป็นมรดกที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับลูกของพระองค์ เอเฟซัส1:17-18 17 ข้าพเจ้า​อธิษฐาน​ว่า ขอ​พระ​เจ้า​แห่ง​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า​ของ​เรา คือ​พระ​บิดา​ผู้​ทรง​พระ​สิริ​ทรง​โปรด​ประทาน​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย มี​จิตใจ​อัน​ประกอบด้วย​สติปัญญา และ​ความ​ประจักษ์​แจ้ง​ใน​เรื่อง​ความ​รู้​ถึง​พระ​องค์​18 และ​ขอ​ให้​ตา​ใจ​ของ​ท่าน​สว่าง​ขึ้น เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​รู้​ว่า ใน​การ​ที่​พระ​องค์​ทรง​เรียก​ท่าน​นั้น ​พระ​องค์​ได้​ประทาน​ความ​หวัง​อะไร​แก่​ท่าน และ​รู้​ว่า มรดก​ของ​พระ​องค์​สำหรับ​ธรรมิก​ชน​มี​สง่า​ราศี​อัน​อุดม​บริบูรณ์​เพียงไร อ.เปาโลมองเห็นแล้ว และได้อธิษฐานเผื่อคริสเตียนเมืองเอเฟซัสที่จะมองเห็นอย่างที่อ.เปาโลได้เห็น การที่พระเยซูได้กล่าวถึงความเป็นคนครอบครัวเดียวกันกับพระองค์ก็คือการกล่าวเป็นนัยเรื่องมรดกและสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่พระองค์รัก 1โครินธ์ 2:9  9 ดังที่​มี​เขียน​ไว้​ใน​พระ​คัมภีร์​ว่า สิ่ง​ที่​ตา​ไม่​เห็น​หู​ไม่ได้​ยิน และ​สิ่ง​ที่​มนุษย์​คิด​ไม่​ถึง คือ​สิ่ง​ที่​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​จัดเตรียม​ไว้​สำหรับ​คน​ที่​รัก​พระ​องค์ คนที่รักพระเจ้าคือคนที่ฟังพระดำรัสและกระทำตาม(อย่างเข้าใจ) ถ้าไม่เข้าใจ พระคัมภีร์ได้แนะนำคริสเตียนว่า ต้องขอสติปัญญา ยากอบ1:5-8 5 ถ้า​ผู้ใด​ใน​พวก​ท่าน​ขาด​สติปัญญา ​ก็​ให้​ผู้​นั้น​ทูล​ขอ​จาก​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​โปรด​ประทาน​ให้แก่​คน​ทั้ง​ปวง​ด้วย​พระ​กรุณา​และ​มิได้​ทรง​ตำหนิ แล้ว​ผู้​นั้น​ก็​จะ​ได้รับ​สิ่ง​ที่​ทูล​ขอ​6 แต่​จง​ให้​ผู้​นั้น​ทูล​ขอ​ด้วย​ความ​เชื่อ อย่า​สงสัย​เลย เพราะ​ว่า​ผู้​ที่​สงสัย​เป็น​เหมือน​คลื่น​ใน​ทะเล​ซึ่ง​ถูก​ลม​พัด​ซัด​ไป​มา​7 ผู้​นั้น​จง​อย่า​คิด​ว่า​จะ​ได้รับ​สิ่ง​ใด​จาก​พระ​เจ้า​เลย​ 8 เขา​เป็น​คน​สอง​ใจ​ไม่​มั่นคง​ใน​บรรดา​ทาง​ที่​ตน​ประพฤติ​นั้น เราจะเห็นพระคัมภีร์ตอนนกล่าวถึงการได้รับสิ่งใดจากพระเจ้า สิ่งใดๆที่กล่าวถึงนี้ ก็คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนของพระองค์ แต่ ผู้​นั้น​จง​อย่า​คิด​ว่า​จะ​ได้รับ​สิ่ง​ใด​จาก​พระ​เจ้า​เลย​ 8 เขา​เป็น​คน​สอง​ใจ​ไม่​มั่นคง​ใน​บรรดา​ทาง​ที่​ตน​ประพฤติ​นั้น อะไรคือปัญหาที่คริสเตียนไม่ได้รับสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ ข้าพเจ้าเชื่อว่า ไม่ใช่รอจนตายถึงจะได้รับ แต่หมายถึงสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ด้วย พระเยซูสอนสาวกอธิษฐานอย่างนี้ว่ามัทธิว 6:10 10 ขอ​ให้​แผ่นดิน​ของ​พระ​องค์​มา​ตั้งอยู่ ขอ​ให้​เป็นไป​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ ​ใน​สวรรค์​เป็น​อย่างไร​ก็​ให้​เป็นไป​อย่าง​นั้น​ใน​แผ่นดิน​โลก น้ำพระทัยพระเจ้าบนแผ่นดินสวรรค์ต้องการให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินโลกด้วย คือขณะที่เรายังอยู่ในโลกนี้จะได้เห็นสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์ การขอสติปัญญาก็เพื่อเราจะมองเห็นขุมทรัพย์ที่พระเจ้าซ่อนอยู่รอคริสเตียนทั้งหลายแกะกล่องของขวัญ นี่คือสิ่งที่อ.เปาโลได้อธิษฐานขอให้เราตาสว่าง ก็คือมีสติปัญญา คริสเตียนต้องการสติปัญญาในการฟังพระดำรัสของพระเจ้าและกระทำตาม พวกเราเคยอธิษฐานทูลขอสติปัญญาหรือไม่ หรือเราอธิษฐานของอย่างอื่น ขอร่ำขอรวย ขอแฟน ขอบ้าน ขอรถ ขอนู่นนี่ แต่ไม่ได้ขอสติปัญญา กษัตริย์ซาโลมอน เป็นตัวอย่างของการขอสติปัญญา และนำมาซึ่งความโปรดปรานของพระเจ้า พระเจ้าจึงให้ของแถมคือความมั่งคั่ง 1พงศ์กษัตริย์ 3:7-10 7 ข้า​แต่​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ ถึงแม้ว่า​ข้า​พระ​องค์​เป็น​แต่​เด็ก บัดนี้​พระ​องค์​ทรง​กระทำ​ให้​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​เป็น​กษัตริย์​แทน​ดาวิด​เสด็จ​พ่อ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​ไม่​ทราบ​ว่า​จะ​เข้านอกออก​ใน​อย่างไร​ถูก​8 และ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​ก็​อยู่​ท่ามกลาง​ประ ชากร​ของ​พระ​องค์ ผู้​ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​เลือก​ไว้ เป็น​ชน​ชาติ​ใหญ่ ซึ่ง​จะ​นับ​หรือ​คำนวณ​ประชาชน​ก็​ไม่ได้​9 เพราะ​ฉะนั้น​ขอ​พระ​องค์​ทรง​ประทาน​ความ​คิด​ความ​เข้าใจ​แก่​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​จะ​วินิจฉัย​ประชากร​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​ข้า​พระ​องค์​จะ​ประจักษ์​ใน​ความ​ผิด​แผก​ระหว่าง​ดี​และ​ชั่ว เพราะ​ว่า​ผู้ใด​เล่า​จะ​สามารถ​วินิจฉัย​ประชากร​ใหญ่​ของ​พระ​องค์​นี้​ได้” 10 ที่​ซา​โลม​อนทูล​ขอ​เช่นนี้​ก็​เป็น​ที่​พอ​พระ​ทัย​พระ​เจ้า​  ข้าพเจ้าอยากจะตีความสิ่งที่กษัตริย์ซาโลมอนขอจากพระเจ้าก็คือ ความสามารถสื่อสารฉับไวเข้าใจถูกต้อง ซาโลมอนพูดกับพระเจ้าว่า เขารู้สึกว่า เขามาอยู่ในฐานะกษัตริย์แบบนั่งเกี้ยวมา เขายังเป็นเด็ก แต่ขอพระเจ้าโปรดประทานให้เขามีความคิดความเข้าใจอย่างผู้ใหญ่ ประจักษ์ในความผิดแผกระหว่างดีและชั่ว น่าสนใจ ระหว่างความดีกับความชั่วในบางกรณีอาจเหมือนมีแค่เส้นบางๆกั้น คือใกล้กันมากจนมองไม่ออกถึงความแตกต่างระหว่างดีและชั่ว นั่นคือสิ่งที่ซาโลมมอนรู้ว่า จะมีการหลอกลวงให้เข้าใจผิดได้ง่ายมากจากชั่วอาจมองเป็นดีได้ 10 ที่​ซา​โลม​อนทูล​ขอ​เช่นนี้​ก็​เป็น​ที่​พอ​พระ​ทัย​พระ​เจ้า​   พระเจ้าทรงประทานให้ตามที่ซาโลมอนขอ แต่มีเงื่อนไข ในข้อ 12 ดู​เถิด เรา​จะ​กระทำ​ตาม​คำ​ของ​เจ้า ดู​เถิด เรา​ให้​จิตใจ​อัน​ประกอบด้วย​ปัญญา​และ​ความ​เข้าใจ เพื่อ​ว่า​จะ​ไม่​มี​ใคร ที่​เป็นอยู่​ก่อน​เจ้า​เหมือน​เจ้า และ​จะ​ไม่​มี​ใคร​ที่​ขึ้น​มา​ภายหลัง​เจ้า​เหมือน​เจ้า​13 เรา​จะ​ให้​สิ่ง​ที่​เจ้า​ไม่ได้​ขอ​แก่​เจ้า​ด้วย ทั้ง​ความ​มั่ง​คั่ง​และ​เกียรติยศ เพื่อ​ว่า​ตลอด​วัน​เวลา​ทั้งสิ้น​ของ​เจ้า จะ​ไม่​มี​กษัตริย์​องค์​อื่น​เปรียบเทียบ​กับ​เจ้า​ได้​14 และ​ถ้า​เจ้า​จะ​ดำเนิน​ตาม​ทาง​ของ​เรา รักษา​กฎเกณฑ์​ของ​เรา และ​บัญญัติ​ของ​เรา ดัง​ดาวิด​บิดา​ของ​เจ้า​ได้​ดำเนิน​นั้น เรา​ก็​จะ​ให้​วัน​เวลา​ของ​เจ้า​ยืน​ยาว” เงื่อนไขของพระเจ้าสำหรับซาโลมอน ก็คือ ฟังพระดำรัสของพระเจ้า และกระทำตาม อย่างที่กษัตริย์ดาวิด ผู้เขียนหนังสือสดุดได้เป็นแบบอย่างการเชื่อฟังพระเจ้า ซาโลมอนจะมีอายุยืนยาว คือได้ชื่นชมผลที่เกิดจากปัญญา หรือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับซาโลมอน และประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า ยุคของกษัตริย์ซาโลมอนเป็นยุคที่มั่งคั่งที่สุด  แต่ลูกหลานต่อๆมาขาดสติปัญญาในการที่จะรักษาความมั่งคั่งนั้นเอาไว้ น่าเสียดาย  คริสเตียนมากมายขอแล้วไม่ได้ เพราะการขอของคริสเตียนเพื่อไปสนองกิเลศตัณหาของตนเอง หรือกล่าวอีกนัยก็คือ ไม่ได้ขอสติปัญญาเพื่อการดำรงชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น แต่เพื่อตัวเอง เป็นคริสเตียนที่ไม่เข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้า การขอจากพระเจ้าจึงไม่ถูกใจพระเจ้า ยิ่งขอสิ่งของในโลก ปัญญาก็ยิ่งทึบ เพราะสิ่งของในโลกปิดบังตาใจหมด1ยอห์น 2:16 16 เพราะ​ว่า​สารพัด​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​โลก คือ​ตัณหา​ของ​เนื้อ​หนัง​และ​ตัณหา​ของ​ตา และ​ความ​ทะนง​ใน​ลาภ​ยศ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า คำว่า คน ที่แปลว่า มนุษย์ หากเป็นคำกิริยายังแปลว่า กวนสิ่งที่ตกตะกอนนอนก้นให้มันขึ้นมา นั่นหมายความว่า ยิ่งอยู่กับคน ยิ่งเจอตะกอนนอนก้นในชีวิตของคน นั่นหมายถึงมีปัญหา หลายคนจึงหนีปัญหาของคนด้วยการแยกตัว ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ เพราะคนสร้างปัญหา แต่น้ำพระทัยของพระเจ้าคือให้เราอยู่กันอย่างครอบครัวเดียวกัน แต่เราต้องใช้ภาษาเดียวกันอย่างพระเยซู และใช้สติปัญาและความเข้าใจจากพระเจ้า จึงจะทำให้เราสามารถสื่อสารฉับไวเข้าใจถูกต้องในปัญหาของคน นี่คือการเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่วิ่งหนีปัญหา คนไทยมีคำว่า มองปัญหาออก ตีโจทย์แตก และสามารถแก้ปัญหาได้ สุภาษิตปิดท้ายวันนี้ สุภาษิต 10:5  5 ความ​ประสงค์​ใน​ใจ​ของ​คน​เหมือน​น้ำ​ลึก แต่​คน​ที่​มี​ความ​เข้าใจ​จะ​สามารถ​โพง​มัน​ออกมา​ได้ “เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…สื่อสารฉับไวเข้าใจถูกต้อง” 1.ใช้ภาษาเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ 2. ใช้สติปัญญาและความเข้าใจจากพระเจ้า
อาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2013 (ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….เป็นคน “ตาสว่าง”ที่ทำให้คนอื่นตาสว่าง

มีคนขี้เล่น พูดว่า ทำไมหน้ารถแท็กซี่ มีแต่คำว่า ง่วง…ง่วง… ความจริง มันคือคำว่า ว่าง แต่คนขี้เล่น กำลังบอกว่า เขามองเห็นเป็นง่วง ข้าพเจ้าฟังเรื่องนี้ แล้วก็คอยสังเกตุหน้ารถแท็กซี่คันไหนที่ข้าพเจ้าจะมองว่าเป็นง่วงบ้าง ได้คำตอบว่า คนที่จะมองคำว่า ว่างเป็นง่วงคือคนที่ง่วง นั่นแหล่ะ เวลาเราง่วง เราจะต้องหาอะไรมาทำให้เราตาสว่าง ก็คือตื่น มิฉะนั้นเราจะหลับใน  ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าไปมวกเหล็กเพื่อจัดการเรื่องสุสานของคริสตจักรใจสมานในยุคบุกเบิก  จนเหนื่อยมาก ขากลับ หลับใน ขับรถไปอยู่ท้ายรถสิบล้อ พอดีตาสว่างขึ้นมาก่อนที่จะไปจูบท้ายสิบล้อ ข้าพเจ้าตกใจ ปลุกทุกคนที่นอนในรถ และบอกเขาว่า ฉันจะไม่ขับต่อแล้ว ขอจอด จนกว่าจะแน่ใจว่าจะไม่หลับในขณะขับรถ ข้าพเจ้ากำลังบอกคนที่นั่งมาว่า พวกคุณอย่าหลับ จงตาสว่างไปกับฉันด้วย ได้ผล ไม่มีใครกล้าหลับอีกตลอดทาง โรม 13:11-14 11 นอก​จาก​นั้น​ท่าน​ควร​จะ​รู้​ว่า​นี่​เป็น​เวลา​ที่​ควร​ตื่น​จาก​หลับ​แล้ว เพราะ​ว่า​ความ​รอด​ได้​เข้า​มา​ใกล้​กว่า​สมัย​ที่​เรา​เริ่ม​เชื่อ​นั้น 12 กลาง​คืน​ล่วง​ไป​มาก​แล้ว และ​รุ่ง​เช้า​ก็​ใกล้​เข้า​มา ให้​เรา​เลิก​บรร​ดา​กิจ​การ​แห่ง​ความ​มืด และ​สวม​เครื่อง​อา​วุธ​แห่ง​ความ​สว่าง13 ให้​เรา​ประ​พฤติ​ตัว​เรียบ​ร้อย​สม​กับ​เวลา​กลาง​วัน ไม่​ใช่​เลี้ยง​เสพ​สุรา​เมา​มาย ไม่​ใช่​หยาบ​โลน​ลา​มก ไม่​ใช่​วิวาท​ริษ​ยา​กัน14 แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ประ​ดับ​กาย​ด้วย​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​อย่า​จัด​เตรียม​อะไร​ไว้​เพื่อ​สนอง​ตัณ​หา​ของ​เนื้อ​หนัง การตื่นจากหลับคือตาสว่าง พระคัมภีร์ตอนนี้บอกเราว่า ยังมีคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตอย่างคนหลับใน  คนหลับใน ไม่มีสติ ถ้าอยู่ในบทบาทนำคนอื่น นั่นหมายถึงความเสียหายอาจถึงชีวิต เอเฟซัส 5:14-15 14 เหตุ​ฉะนั้น​จึง​มี​คำ​กล่าว​ว่า นี่​แน่ะ​คน​ที่​หลับ​อยู่ จง​ตื่น​ขึ้น และ​จง​ฟื้น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย และ​พระ​คริสต์​จะ​ทรง​ส่อง​สว่าง​แก่​ท่าน 15 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​จง​ระมัดระวัง​ใน​การ​ดำเนิน​ชีวิต​ให้​ดี อย่า​ให้​เหมือน​คน​ไร้​ปัญญา แต่​ให้​เหมือน​คน​มี​ปัญญา​ รากศัพทคำว่า ดำเนินชีวิตให้ดี แปลว่า ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง exactly อย่างรอบคอบ ในพจนานุกรมอิเล็กทรอนิก ให้ความหมายเดียวกันกับคำว่า แม่นยำ นั่นหมายความว่า พระเจ้าคาดหวังคริสเตียนทุกคนที่จะเป็นคนที่มีฉลาดในการดำเนินชีวิตมากกว่าคนที่ไม่มีพระเจ้า เพราะคริสเตียนมีพระเยซูคริสต์เป็นแสงสว่างนำทางให้ ปัญหาอยู่ที่ไหน นี่คือสิ่งที่พระเยซูทรงสอนและเตือนสาวกของพระองค์ไว้ล่วงหน้าแล้ว  ลูกา 8:16-18 16 “ไม่​มี​ใคร​จุด​ตะเกียง​แล้ว​เอา​ภาชนะ​ครอบ​ไว้​หรือ​วาง​ไว้​ใต้​เตียง มี​แต่​จะ​ตั้ง​ไว้​ที่​เชิง​ตะเกียง เพื่อ​ให้​คน​ที่​เข้า​มา​ได้​เห็น​แสง​สว่าง​นั้น17 เพราะ​ว่า​ไม่​มี​อะไร​ที่​ซ่อน​ไว้​แล้ว​จะ​ไม่​ปรา​กฏ​ให้​เห็น และ​ไม่​มี​อะไร​ที่​ปิด​บัง​แล้ว​จะ​ไม่​ถูก​ล่วง​รู้​หรือ​เผย​ให้​ประ​จักษ์ 18เพราะ​ฉะนั้น จง​เอา​ใจ​จด​จ่อ​ต่อ​สิ่ง​ที่​พวก​ท่าน​ได้​ยิน​ได้​ฟัง คน​ที่​มี​อยู่​แล้ว จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​ให้​แก่​คน​นั้น แต่​คน​ที่​ไม่​มี แม้​แต่​สิ่ง​ที่​เขา​คิด​ว่า​มี​อยู่​นั้น ก็จะ​ทรง​เอา​ไป​จาก​เขา” (2011) หนังสือลูกามีความพิเศษตรงที่การเรียงลำดับ  คำอุปมานี้ต่อท้ายจากเรื่องดินสี่ชนิดที่พระเยซูคริสต์ทรงย้ำเรื่องการฟังและตอบสนองต่อสิ่งที่ฟังอย่างดินดีในข้อที่ 15 และ​ซึ่ง​ตก​ที่ดิน​ดี​นั้น ได้แก่​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​พระ​วจนะ​ด้วย​ใจ​เลื่อมใส​ศรัทธา แล้ว​ก็​จดจำ​ไว้ จึง​เกิดผล​โดย​ความ​เพียร​ ความหมายของคำว่า ด้วย​ใจ​เลื่อมใส​ศรัทธา kalos  คาลอส แปลว่า สวยงาม ดี มีคุณค่า สะอาด สุขภาพดี น่าเคารพ ฉบับ 2011 แปลว่า ​ด้วย​ใจ​ที่​ซื่อ​สัตย์​ดีงาม  พระเยซูคริสต์เจ้าทรงสอนสาวกต่อจากการอธิบายเรื่องดินสี่ชนิด เรื่องการรับการเปิดเผยคำอุปมาให้สาวกรู้และเข้าใจ มิใช่เพื่อจะเก็บไว้ หรือฟังแล้วก็ลืม แต่พระองค์กำลังบอกกับสาวกว่า การได้รับการเปิดเผยและรับความเข้าใจ ก็คือการจุดตะเกียงที่ส่องแสงให้มองเห็น 16 “ไม่​มี​ใคร​จุด​ตะเกียง​แล้ว​เอา​ภาชนะ​ครอบ​ไว้​หรือ​วาง​ไว้​ใต้​เตียง มี​แต่​จะ​ตั้ง​ไว้​ที่​เชิง​ตะเกียง เพื่อ​ให้​คน​ที่​เข้า​มา​ได้​เห็น​แสง​สว่าง​นั้น หนังสือลูกาได้บันทึกคำสอนนี้ซ้ำอีกครั้งในเล่มเดียวกันนี้ ลูกา 11:33-36 33 “ไม่​มี​ใคร​เมื่อ​จุด​ตะเกียง​แล้ว​จะ​ตั้ง​ไว้​ใน​ที่​ลี้​ลับ​หรือ​เอา​ถัง​ครอบ​ไว้ แต่​จะ​ตั้ง​ไว้​บน​เชิง​ตะเกียง เพื่อ​คน​ที่​เข้า​มา​จะ​เห็น​แสง​สว่าง พระธรรมสองตอนนี้ความหมายเดียวกัน แต่ครั้งที่สองสถานที่ซ่อนใต้เตียง แทนด้วยคำว่าลี้ลับ และต่อด้วยข้อ 34 ตา​เป็น​ประ​ทีป​ของ​ร่าง​กาย ถ้า​ตา​ของ​ท่าน​ปกติ ทั้ง​ตัว​ก็​พลอย​สว่าง​ไป​ด้วย แต่​ถ้า​ตา​ของ​ท่าน​ผิด​ปกติ ทั้ง​ตัว​ก็​พลอย​มืด​ไป​ด้วย35 ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ความ​สว่าง​ที่​อยู่​ใน​ตัว​ท่าน​กลาย​เป็น​ความ​มืด 36 ถ้า​ทั้ง​ตัว​ของ​ท่าน​เต็ม​ไป​ด้วย​ความ​สว่าง​ไม่​มี​ความ​มืด​เลย มัน​ก็​จะ​สว่าง​ไสว​ไป​หมด​เหมือน​อย่าง​ความ​สว่าง​ของ​ตะเกียง​ที่​ส่อง​มา​ยัง​ท่าน” คำไทยมีคำว่า  รู้แจ้ง เห็นแสงสว่าง หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตาสว่าง พระเยซูกำลังบอกกับสาวกว่า เมื่อสาวกตาสว่างแล้ว ก็จะต้องดำเนินชีวิตให้คนอื่นเห็นว่าตนเองตาสว่าง บันทึกของลูกาตอนนี้ชี้ชัดว่า พระเยซูทรงตรัสว่า พระองค์เป็นตะเกียงที่ส่องมายังสาวกและทำให้สาวกตาสว่าง  เมื่อสาวกตาสว่าง ก็จะเป็นตะเกียงเหมือนกับพระเยซู ที่เป็นตะเกียงและส่องให้คนอื่นตาสว่างด้วย ลูกา 6:39-40 39 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง​หลาย​เป็น​คำ​อุปมา​ด้วย ว่า “คน​ตา​บอด​จะ​นำ​ทาง​คน​ตา​บอด​ได้​หรือ ทั้ง​สอง​จะ​ไม่​ตก​ลง​ไป​ใน​บ่อ​หรือ 40 ศิษย์​ไม่​ใหญ่​กว่า​ครู แต่​ศิษย์​ทุก​คน​ที่​ได้รับ​การ​ฝึกสอน​ครบ​แล้ว ​ก็​จะ​เป็น​เหมือน​ครู​ของ​ตน​ พระเยซูกำลังตรัสถึงชีวิตของสาวกของพระองค์ที่จะเป็นตะเกียง  คนนำทางที่จะนำทางคนที่ตาบอดให้หายบอด  คนนำทางที่เรามักคุ้น คือ คำว่า ไกด์ เวลาเราไปเที่ยวจะมีไกด์นำเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ เราคงเคยเห็นคณะทัวร์ลงจากรถ จะมีคนถือธง นักท่องเที่ยวมองธงอย่างเดียวว่า ธงจะไปไหน ทุกคนก็จะเข้าแถว เดินตามไกด์ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ไกด์จะไม่พาเราไปในที่ที่ไกด์ไม่เคยไป นั่นหมายความว่า ไกด์ต้องมีประสบการณ์ มองเห็นสถานที่แห่งนั้นมาก่อนแล้ว คนที่ตามไกด์ ก็คือคนที่ยังไม่มีภาพของสถานที่ที่เขากำลังตามไกด์ไป ข้าพเจ้ากำลังเปรียบเทียบเรื่องนี้ กับคำว่า อนาคต เป็นเหมือนเส้นทางที่เราไม่เคยไป   คนมากมายวาดภาพอนาคตของตนเองจากภาพปัจจุบันที่คนเหล่านั้นอยากจะเป็น อยากจะมี อยากจะไป อยากจะมีประสบการณ์ นี่คือความอยากที่ทำให้คนมากมายเช่นกันกลายเป็นลูกค้าของพวกหมอดูและหมอเดา บางคนชอบที่จะฟังพวกหมอดูหมอเดาพูดถึงอนาคตของตนเองที่ดีๆ หรือบางคนก็ชอบที่จะฟังอนาคตที่ไม่ค่อยดี ฟังแล้วผวาๆ ก็ยังอยากจะฟัง จนกลายเป็นความงมงายหลงไหล การฟังอย่างนี้ไม่ทำให้ตาสว่าง แต่ตรงกันข้ามกลับทำให้ยิ่งมืดบอด คนที่ตาบอดมักจะตกหลุมตกบ่อ ผิดพลาดบ่อยๆ ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหยียบขี้หมากองเดิม อยู่กับสิ่งเก่าๆ ชีวิตเก่า ย่ำอยู่กับที่ ไม่ก้าวต่อไปข้างหน้า ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีความคิดสร้างสรร เป็นคนที่ไม่รู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า  อิสยาห์ 42:6-7,9  6 “เรา​คือ​พระ​เจ้า เรา​ได้​เรียก​เจ้า​มา​ด้วย​ความ​ชอบธรรม เรา​ได้​ยุด​เจ้า​และ​รักษา​เจ้า​ไว้ เรา​ได้​ให้​เจ้า​เป็น​ตัว​พันธสัญญา​ของ​มนุษยชาติ เป็น​ความ​สว่าง​แก่​บรรดา​ประชาชาติ 7 เพื่อ​เบิก​ตา​คน​ที่​ตา​บอด เพื่อ​นำ​ผู้​ถูก​จำ​จอง​ออกมา​จาก​คุก นำ​ผู้​ที่​นั่ง​ใน​ความ​มืด​ออกมา​จาก​เรือนจำ… 9 ดู​เถิด สิ่ง​ล่วง​แล้ว​นั้น​ก็​สำเร็จ​แล้ว​ และ​เรา​ก็​แจ้ง​สิ่ง​ใหม่ๆ ก่อนที่​สิ่ง​เหล่า​นั้น​จะ​เกิดขึ้น เรา​ก็​ได้​เล่า​ให้​ฟัง​แล้ว​ น้ำพระทัยพระเจ้าในยุคของอิสราเอลโบราณ คือการให้อิสราเอลเป็นผู้ทำให้ประชาชาติตาสว่าง การเป็นความสว่าง คือการเปิดตาให้กับคนตาบอด นำอิสรภาพแก่คนที่ติดคุก นำคนออกจากความมืด และในการเป็นความสว่างทำให้ได้รับสิทธิพิเศษจากพระเจ้า คือเรื่องของอนาคต สิ่ง​ล่วง​แล้ว​นั้น​ก็​สำเร็จ​แล้ว และ​เรา​ก็​แจ้ง​สิ่ง​ใหม่ๆ ก่อนที่​สิ่ง​เหล่า​นั้น​จะ​เกิดขึ้น พระเยซูคริสต์ได้ตรัสกับพวกยิวในธรรมศาลาว่า ลูกา 4:18-21 18 ​พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​เป็นเจ้า​ทรง​อยู่​เหนือ​ข้าพเจ้า เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ได้​ทรง​เจิม​ตั้ง​ข้าพเจ้า​ไว้ เพื่อ​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​คน​ยากจน ​พระ​องค์​ได้​ทรง​ใช้​ข้าพเจ้า​ให้​ร้อง​ประกาศ​อิสรภาพ​แก่​บรรดา​เชลย ให้​ประกาศ​แก่​คน​ตา​บอด​ว่า​จะ​ได้​เห็น​อีก ให้​ปล่อย​ผู้​ถูก​บีบ​บังคับ​เป็น​อิสระ 19 และ​ให้​ประกาศ​ปี​แห่ง​ความ​โปรด​ปราน​ของ​พระ​เป็นเจ้า 20 แล้ว​พระ​องค์​ทรง​ม้วน​หนังสือ​ส่งคืน​ให้แก่​เจ้าหน้าที่ แล้ว​ทรง​นั่ง​ลง และ​ตา​ของ​คน​ทั้ง​ปวง​ใน​ธรรม​ศาลา​ก็​เพ่ง​ดู​พระ​องค์​21 ​พระ​องค์​จึง​เริ่ม​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “คัมภีร์​ตอนนี้​ที่​ท่าน​ได้​ยิน​กับ​หู​ของ​ท่าน​ก็​สำเร็จ​ใน​วันนี้​แล้ว” พระเยซูทรงเสด็จมาเพื่อทำให้คนตาบอดเห็นได้อีก นั่นคือการทำให้ตาสว่าง เพื่อไปทำให้คนตาสว่าง วันนี้ เราทั้งหลาย เป็นคนที่ถูกทำให้ตาสว่างแล้ว ใช่หรือไม่ คำถามก็คือว่า คนตาสว่าง ยังเดินตกหลุมตกบ่ออยู่อีกไม๊ ….ไม่    ยกเว้น เราเป็นคนที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ เรารู้จักคำเปรียบเทียบเรื่องตาม้าตาเรือแล้วว่า  หมายถึงการเดินกระดานหมากรุกที่มีตัวม้า และตัวเรือ ถ้าผู้เดินหมากไม่สนใจตัวม้าและตัวเรือ ก็จะถูกกิน หรือแพ้จนอยากจะล้มกระดาน หมดกำลังใจ  มีคริสเตียนไม่น้อยที่ดำเนินชีวิตอยากล้มกระดาน ไปต่อไม่ไหว หลายคนไม่เดินต่อ นิ่งเพราะคิดไม่ออก มารซาตานมันอดทนรอเหมือนกับสิงโตที่รอเหยื่อ เรารู้ไม๊ นักล่า มันมีลักษณะพิเศษอันหนึ่งคือ อดทน รอได้ แต่เหยื่อมักเป็นคนที่ไม่อดทนและรอไม่ได้ จึงทำให้พลั้งพลาดกลายเป็นเหยื่อ นักล่ารู้จักนิสัยของเหยื่อดี พี่น้อง จำไว้ว่า เราไม่ใช่เหยื่อ เราไม่ใช่คนที่แค่รอดชีวิต แต่เราคือผู้แข็งแกร่ง ที่รู้ว่าเราจะย่างก้าวต่อไปอย่างไร องค์ประกอบสำคัญของผู้แข็งแกร่งก็คือ ตาสว่าง มองเห็นตัวเองชัดเจน มองเห็นศัตรูคือมารซาตานชัดเจนด้วย อ.เปาโลมองเห็นชัดเจนในสถานการณ์ที่คนอื่นดูเหมือนไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่อ.เปาโลกลับมองว่า นี่คืออุบายของซาตาน 2 โครินธ์ 2:11,5-10 11 เพื่อ​ไม่ให้​ซาตาน​มี​ชัย​เหนือ​เรา เพราะ​เรา​รู้​กล​อุบาย​ของ​มัน​แล้ว​ ฉบับแปล 2011 ใช้คำว่า เพื่อมิให้ซาตานได้เปรียบ   เรื่องที่อ.เปาโลมองเห็นในตอนนี้คือเรื่องของความผิดพลาดที่ต้องให้อภัย 5 ถ้า​คน​ไหน​ทำ​ให้​เกิด​ความ​ทุกข์​โศก คน​นั้น​ก็​ไม่ได้​ทำ​ให้​ข้าพ​เจ้า​ทุกข์​โศก​เพียง​คน​เดียว แต่​ยัง​ทำ​ให้​พวก​ท่าน​เป็น​ทุกข์​ด้วย​บ้าง (ที่​ว่า “บ้าง” นั้น​ก็​เพื่อ​จะ​ไม่​พูด​แรง​เกิน​ไป)6 การ​ที่​คน​ส่วน​มาก​ได้​ลง​โทษ​คน​นั้น​ก็​พอ​แล้ว7 ฉะ​นั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ควร​จะ​ยก​โทษ​และ​ปลอบ​ใจ​คน​นั้น​มาก​กว่า เพื่อ​ว่า​เขา​จะ​ไม่​จม​ลง​ใน​ความ​ทุกข์​มาก​มาย 8 ดัง​นั้น​ข้าพ​เจ้า​ขอ​ร้อง​พวก​ท่าน​ให้​ยืนยัน​ความ​รัก​ต่อ​คน​นั้น​ใหม่9 นี่​คือ​เหตุ​ที่​ข้าพ​เจ้า​ได้​เขียน​ถึง​พวก​ท่าน​ก่อน​หน้า​นี้ คือ​จะ​ทด​สอบ​พวก​ท่าน​ดู​ว่า​ท่าน​จะ​ยอม​เชื่อ​ฟัง​ใน​ทุก​เรื่อง​หรือ​ไม่10 ถ้า​พวก​ท่าน​ยก​โทษ​ให้​ใคร ข้าพเจ้า​ก็​จะ​ยก​โทษ​ให้​เขา​ด้วย และ​ถ้า​ข้าพ​เจ้า​ยก​โทษ​เรื่อง​อะไร​ไป (ถ้า​มี​เรื่อง​ใด​ที่​ข้าพ​เจ้า​จะต้อง​ยก​โทษ​ให้) ข้าพ​เจ้า​ก็​ทำ​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​คริสต์​เพราะ​เห็น​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย อ.เปาโลตาสว่าง และได้ทำให้คนใกล้ชิด คนรอบข้างตาสว่าง เรื่องการให้อภัยแก่คนที่ผิดพลาดและการยืนยันความรักแก่คนที่ถูกสังคมลงโทษ  สังคมของเราทุกวันนี้ ดำเนินไปอย่างผู้พิพากษาลงโทษคนที่ผิดพลาด คนที่อ่อนแอ คนที่ไม่ควรให้อภัย คนที่ทำให้สังคมผิดหวัง  และสังคมก็ประณาม ขับไล่ กีดกัน  ซึ่งก็ไม่ต่างจากสังคมของคนยิวเมื่อสองพันปีที่แล้ว ในสมัยของพระเยซูที่คนเก็บภาษี คนบาป คนชั่วถูกกระทำ ถูกกีดกัน พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเพื่อส่องสว่าง ทำให้คนตาสว่าง และส่งต่อความสว่างอย่างต้นกำเนิดของแสงสว่าง ไม่ใช่แค่แสงสะท้อนของความสว่าง ไม่มีแสงในตัวเอง ยอห์น 1:4-5  4 ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​แหล่ง​ชีวิต และ​ชีวิต​นั้น​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​มนุษย์​5 ความ​สว่าง​ส่อง​เข้า​มา​ใน​ความ​มืด และ​ความ​มืด​หา​ได้​ชนะ​ความ​สว่าง​ไม่ ความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่ นั่นหมายความว่า สาวกของพระเยซูคริสต์ชนะทุกเกมกระดานหมากรุกของชีวิต เพราะสาวกตาสว่าง และรู้ว่า จะเดินเกมส์ต่อไปด้วยหมากอะไร ไม่ใช่คนที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ และมองไม่เห็นก้าวต่อไปเหมือนคนตาบอด  พระเยซูได้ให้ความสว่างแก่สาวกแล้ว เวลานี้สาวกของพระเยซูถูกเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่….

1.คนตาสว่าง สำแดงสิ่งที่ตนรู้เป็นชีวิตปรากฏชัดเจน ลูกา 8:17

17 เพราะ​ว่า​ไม่​มี​อะไร​ที่​ซ่อน​ไว้​แล้ว​จะ​ไม่​ปรา​กฏ​ให้​เห็น และ​ไม่​มี​อะไร​ที่​ปิด​บัง​แล้ว​จะ​ไม่​ถูก​ล่วง​รู้​หรือ​เผย​ให้​ประ​จักษ์

ในทางตรงกันข้าม คนตาบอด ไม่มีอะไรจะสำแดง เพราะตนเองไม่รู้และเห็นไม่ชัด สาวกที่ติดตามพระเยซูจะอยู่ในกระบวนการการรับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งใหม่ๆที่พระเจ้าค่อยๆเปิดเผยจะมีมากยิ่งขึ้น  คริสเตียนจะมองเห็นการทำกิจของพระเจ้าในชีวิตของเขาประจำวัน คริสเตียนที่ตาสว่างจะมองเห็น และทุกเรื่องในชีวิตของเขาไม่ใช่บังเอิญ แต่พระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียม เป็นผู้ทรงนำ อย่างค่ายพัฒนาชีวิตที่ผ่านมา หัวข้อล้างสารพิษร่างกายจิตใจและวิญญาณ ปรากฏว่า ทิศทางของการดูแลสุขภาพองค์รวมของชีวิตคริสเตียนคือการไปถึงความครบบริบูรณ์ ที่เรียกว่า ผู้ใหญ่ในพระคริสต์ ใช้รากศัพท์คำเดียวกัน คือคำว่า Perfection และในการเข้าค่ายครั้งนี้ได้นำการเปลี่ยนแปลงการดูแลสุขภาพของพี่น้องหลายคน และบางคนไม่เคยรู้ว่าตนเองป่วยหรืออยู่สภาวะที่ต้องควบคุมอาหารแล้ว นี่คือการเปิดเผยของพระเจ้าที่ทำให้คนของพระองค์ตาสว่าง ยังมีอีกหลายอย่างที่คนของพระเจ้าไม่รู้ และพระเจ้าต้องการให้เราตาสว่าง ที่ทำให้คนอื่นตาสว่าง ดร.สุรเชษฐ์ได้กล่าวในค่ายของเราว่า เรื่องของสุขภาพ เป็นเรื่องที่หลายๆคนสนใจ และเป็นโอกาสของคริสเตียนที่จะใช้เรื่องนี้ในการนำคนให้มารู้จักความจริงของพระเจ้า แท้จริง พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับสุขภาพของมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างอย่างมาก เพราะพระองค์ทรงรู้จักสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ดังนั้น ถ้าเราเชื่อฟังพระคัมภีร์อย่างเคร่งครัด เราจะมีสุขภาพดี ทั้งร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ ครบองค์รวม นี่คือเหตุผลที่พระเยซูตรัสว่า ยอห์น10:10 … เรา​ได้มา​เพื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​ชีวิต และ​จะ​ได้​อย่าง​ครบ​บริบูรณ์​ ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ไม่ใช่ ร่ำรวย มีเงินมีทอง ชีวิตที่ครบบริบูรณ์คือ จิตใจดี ร่างกายดี วิญญาณดี และสังคมดี  รากศัพท์คำว่า ครบบริบูรณ์ ใช้คำว่า super abundant, superior (in quality) แปลว่า มากมายเกินปกติ ดีกว่า เหนือกว่า ใหญ่กว่า ในด้านคุณภาพชีวิต และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือขอตัวเรากับพระคำพระเจ้า  นั่นหมายถึง ชีวิตที่สอดคล้องกับพระคำพระเจ้า พระเยซูจึงใช้คำอุปมาว่า  16 “ไม่​มี​ใคร​จุด​ตะเกียง​แล้ว​เอา​ภาชนะ​ครอบ​ไว้​หรือ​วาง​ไว้​ใต้​เตียง มี​แต่​จะ​ตั้ง​ไว้​ที่​เชิง​ตะเกียง เพื่อ​ให้​คน​ที่​เข้า​มา​ได้​เห็น​แสง​สว่าง​นั้น 17 เพราะ​ว่า​ไม่​มี​อะไร​ที่​ซ่อน​ไว้​แล้ว​จะ​ไม่​ปรา​กฏ​ให้​เห็น และ​ไม่​มี​อะไร​ที่​ปิด​บัง​แล้ว​จะ​ไม่​ถูก​ล่วง​รู้​หรือ​เผย​ให้​ประ​จักษ์ เมื่อสาวกรู้ ก็จะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป ดินชนิดที่สี่ยังมีอีกในยุคต่อๆมา นั่นคือ คริสเตียนรุ่นต่อๆมาจนถึงยุคของเรา และยังมียุคของรุ่นต่อจากเรา สิ่งที่น่าสังเกตุในคำอุปมาของพระเยซูนี้  คือความปกติของตะเกียงที่ถูกจุด  ตะเกียงที่ถูกจุดจะไม่มีใครเอาถังมาครอบ เพราะการเผาไหม้เพื่อให้เกิดความสว่างนั้น ต้องการอากาศ การเอาถังครอบคือการตัดอากาศออกหรือหมายถึงการต้องการจะดับการเผาไหม้ การเอาถังครอบคือการดับตะเกียง เป็นความตั้งใจที่ตรงกันข้ามกับการจุดตะเกียง  ถังที่ลูกาบันทึกตอนนี้ เป็นคำเรียกภาชนะใดๆที่สามารถครอบตะเกียงได้  หากประยุกต์กับชีวิตคริสเตียนที่เป็นสาวกของพระเยซู ซึ่งถูกทำให้ตาสว่าง และเดินออกมาจากความมืดแล้ว เราจะไม่กลับไปสู่ความมืดอีก เมื่อเราไปทางไหน ก็จะมีแต่ส่องสว่างทำลายความมืด อย่างที่ ยอห์น 1:5 5 ความ​สว่าง​ส่อง​เข้า​มา​ใน​ความ​มืด และ​ความ​มืด​หา​ได้​ชนะ​ความ​สว่าง​ไม่ เวลานี้ ตะเกียงของเรายังปกติอยู่ใช่ไม๊  ถังที่เป็นเหมือนค่านิยมของโลกนี้  วิถีอย่างโลกนี้กำลังทำลายธรรมชาติความเป็นตะเกียงที่ถูกจุดติดส่องสว่างของเราอยู่หรือไม่ 1ยอห์น 2:15-17 15 อย่า​รัก​โลก​หรือ​สิ่งของ​ใน​โลก ถ้า​ผู้ใด​รัก​โลก ความ​รัก​ต่อ​พระ​บิดา​ไม่ได้​อยู่​ใน​ผู้​นั้น​16 เพราะ​ว่า​สารพัด​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​โลก คือ​ตัณหา​ของ​เนื้อ​หนัง​และ​ตัณหา​ของ​ตา และ​ความ​ทะนง​ใน​ลาภ​ยศ​ไม่ได้​เกิด​มา​จาก​พระ​บิดา แต่​เกิด​มา​จาก​โลก​17 และ​โลก​กับ​สิ่ง​ที่​ยั่วยวน​ของ​โลก​กำลัง​ล่วง​ไป แต่​ผู้​ที่​ประพฤติ​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​จะ​ดำรง​อยู่​เป็น​นิตย์​  ปัญหาของคริสเตียนในยุคนี้คือการสำแดงชีวิตขัดแย้งกับสิ่งที่รู้ เช่น รู้ว่า ดีแต่ไม่ทำ รู้ว่าดีแต่ไม่กิน  หรือรู้ว่าไม่ดี แต่ก็ยังกินอยู่   รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำอยู่ รู้ว่าไม่ดี แต่ก็ยังโมโหข้ามคืนอยู่ รู้ว่าไม่ดี แต่ก็ยังดื้อดันทุรังเป็นอยู่  นี่เป็นสภาพของคนตาใจฝ่ายวิญญาณบอดสนิท  เรารักตัวเองไม่เป็น แล้วเราจะรักคนอื่นได้อย่างไร มีคำพูดหนี่งกล่าวว่า  ถ้าเรารักคนที่เรามองเห็นไม่ได้  แล้วเราจะรักพระเจ้าที่เรามองไม่เห็นได้หรือ  อ.ประยูรได้พูดในค่ายพัฒนาชีวิตที่ผ่านมาว่า มีคนที่ไม่เป็นคริสเตียนพูดถึงคริสเตียนว่าเป็นพวกไม่จริงใจ เพราะเพลงที่ร้องแต่งออกมาได้ดี กินใจ แต่คริสเตียนดำเนินชีวิตไม่จริงใจกับเพลงที่ตนเองร้อง เราจะลบคำสบประมาทนี้หรือไม่….หรือเฉย ไม่สนใจ ข้าพเจ้าอยากจะบอกเราว่า เราเฉยไม่ได้ เพราะมีประการที่สองที่พระเยซูได้ตรัสกับเราทั้งหลายด้วย

2.คนที่ตาฝ่ายวิญญาณมืดบอดจะไม่เหลืออะไรเลย ลูกา 8:18

18เพราะ​ฉะนั้น จง​เอา​ใจ​จด​จ่อ​ต่อ​สิ่ง​ที่​พวก​ท่าน​ได้​ยิน​ได้​ฟัง คน​ที่​มี​อยู่​แล้ว จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​ให้​แก่​คน​นั้น แต่​คน​ที่​ไม่​มี แม้​แต่​สิ่ง​ที่​เขา​คิด​ว่า​มี​อยู่​นั้น ก็จะ​ทรง​เอา​ไป​จาก​เขา” คำว่าจง​เอา​ใจ​จด​จ่อ​ต่อ​สิ่ง​ที่​พวก​ท่าน​ได้​ยิน​ได้​ฟัง รากศัพท์คำว่า ใจจดจ่อ คือการจับตามอง   พระเยซูคริสต์ตรัสถึงคนตาสว่าง จะต้องดำเนินชีวิตตามสายตาฝ่ายวิญญาณ การจดจ่อต่อสิ่งที่ได้ยินได้ฟังการเปิดเผยจากพระเยซูคริสต์โดยตรง เปรียบกับเราทั้งหลายในยุคนี้ก็คือการจดจ่อกับสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสในใจของเราเพื่อให้เรามองด้วยสายตาฝ่ายวิญญาณกับทุกสิ่งที่อยู่รอบข้างเสมอ   2โครินธ์ 4:18 18 เพราะ​ว่า​เรา​ไม่ได้​เห็น​แก่​สิ่งของ​ที่​เรา​มอง​เห็น​อยู่ แต่​เห็น​แก่​สิ่งของ​ที่​มอง​ไม่​เห็น เพราะ​ว่า​สิ่งของ​ซึ่ง​มอง​เห็น​อยู่​นั้น​เป็น​ของ​ไม่​ยั่งยืน แต่​สิ่ง​ซึ่ง​มอง​ไม่​เห็น​นั้น​ก็​ถาวร​นิรันดร์ พระคัมภีร์ตอนนี้ได้ชี้ถึงการมองเห็นฝ่ายเนื้อหนังกับการมองเห็นฝ่ายวิญญาณ การมองฝ่ายเนื้อหนังก็จะมองด้วยกิเลศตัณหา ความอยาก ของโลกนี้ แต่การมองด้วยตาฝ่ายวิญญาณก็จะมุ่งเน้นไปที่สิ่งตาเนื้อหนังมองไม่เห็น  1ยอห์น 2:16 ​16 เพราะ​ว่า​สารพัด​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​โลก คือ​ตัณหา​ของ​เนื้อ​หนัง​และ​ตัณหา​ของ​ตา…. ถ้าเรามองด้วยตาเนื้อหนังตลอดเวลา เราจะมองทุกอย่างด้วยกิเลศตลอด  ในชีวิตคริสเตียนมากมายไม่สามารถสำแดงผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์เก้าอย่าง เพราะคริสเตียนคนนั้นดำเนินชีวิตด้วยตาของเนื้อหนัง และคริสเตียนมากมายก็เข้าใจว่าตนเองไม่มีผลพระวิญญาณบริสุทธิ์ ข้าพเจ้าอยากจะให้เรากลับมาทำความเข้าใจเรื่องนี้ว่า แท้จริง คริสเตียนทุกคนได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว แต่การงานของเนื้อหนังของตัวเขาเองได้บดบังมิให้ผลของพระวิญญาณสำแดงออกมา  หากคริสเตียนต่อสู้กับเนื้อหนัง และเอาชนะตนเองได้ เมื่อนั้น ผลของพระวิญญาณก็จะปรากฏชัดเจน (บอกกับคนข้างๆ คุณต้องตาสว่างก่อน) ตาสว่างคือการต่อสู้กับเนื้อหนัง และจะเห็นว่าตนเองมีอะไรๆหลายอย่างที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ 2โครินธ์ 1:22  22 และ​พระ​องค์​ทรง​ประทับตรา​เรา และ​ประทาน​พระ​วิญญาณ​ไว้​ใน​ใจ​ของ​เรา​เป็น​มัด​จำ​ด้วย 1โครินธ์ 3:16 16 ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​รู้​หรือ​ว่า​ท่าน​เป็น​วิหาร​ของ​พระ​เจ้า และ​พระ​วิญญาณ​ของ​พระ​เจ้า​สถิต​อยู่​ใน​ท่าน  นี่คือคำตอบที่ว่า ทำไม เราจึงรู้สึกไม่ดี อารมณ์เสียง่าย อารมณ์ร้อน  ให้อภัยยาก พูดถึงความผิดพลาดของคนอื่นซ้ำๆซากๆ และหนีปัญหา หรือปกป้องแต่ตัวเอง แก้ตัวตลอด กลัวเป็นคนโง่ในสายตาของคนอื่น เป็นต้น (ยังมีมากกว่านี้) อาการที่กล่าวมาข้างต้น คืออาการของคนที่ใช้ตาเนื้อหนังนำในการดำเนินชีวิต  ไม่มอง และไม่พยายามที่จะใช้ตาฝ่ายวิญญาณ หรือก็คือ การฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสและสำแดง ให้ความสว่างแก่เรา  มีสมาชิกไม่น้อย มักจะโทรมาปรึกษาข้าพเจ้าว่า จะทำอย่างไรดี กับอารมณ์ของตนเอง หรืออารมณ์ของคนอื่นที่กำลังคุกรุ่น ข้าพเจ้ามักจะแนะนำเขาว่า รอสักพัก เดี๋ยวถ้าอารมณ์เย็น แล้วเขาจะคิดได้ นั่นคือ เขาจะเริ่มใช้ตาฝ่ายวิญญาณมอง เพราะข้าพเจ้าเชื่อในความเป็นคริสเตียนของทุกคน มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ด้วย แต่ถ้าคริสเตียนคนนั้นคิดไม่ได้ ก็แสดงว่า ยังไม่ยอมที่จะฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ บางคนถึงขนาดขอให้ข้าพเจ้าช่วยโทรฯ คุณรู้ไม๊ ข้าพเจ้าจะทำยังไง ข้าพเจ้าจะโทรทันที หรือรอ  ข้าพเจ้าอาจโทรทันที และอาจรอ ข้าพเจ้าจะฟังพระวิญญาณเร้าใจ นี่คือสายตาฝ่ายวิญญาณกำลังทำงาน แม้จะอยู่ห่างจากคนที่เราจะโทร แต่การฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการใช้สายตาฝ่ายวิญญาณ คน​ที่​มี​อยู่​แล้ว จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​ให้​แก่​คน​นั้น แต่​คน​ที่​ไม่​มี แม้​แต่​สิ่ง​ที่​เขา​คิด​ว่า​มี​อยู่​นั้น ก็จะ​ทรง​เอา​ไป​จาก​เขา” พระเยซูคริสต์ตรัสตอนนี้ คืออะไร ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า สิ่งที่มีอยู่แล้วในคนที่จดจ่อในการได้ยินและได้ฟัง คือ พลังแห่งความเชื่อ คนที่มีอยู่แล้ว คือคนที่รับพลังแห่งความเชื่อ ยิ่งเชื่อฟัง ยิ่งมีพลังแห่งความเชื่อมากขึ้น และพระเจ้าจะเพิ่มให้คนนั้นมากขึ้น แต่​คน​ที่​ไม่​มี แม้​แต่​สิ่ง​ที่​เขา​คิด​ว่า​มี​อยู่​นั้น ก็จะ​ทรง​เอา​ไป​จาก​เขา” ความเชื่อ คู่กับการเชื่อฟัง อย่างที่ยากอบ 2:26 26 กาย​ที่​ปราศ​จาก​จิต​วิญ​ญาณ​นั้น​ตาย​แล้ว​อย่าง​ไร ความ​เชื่อ​ที่​ปราศ​จาก​การ​ประ​พฤติ​ก็​ตาย​แล้ว​อย่าง​นั้น การเชื่อฟัง คือการประพฤติอย่างที่ยากอบกล่าว ในเหตุการณ์ที่สาวกมาถามพระเยซูว่า ทำไมพวกเขาถึงขับผีออกจากเด็กไม่ได้ พระเยซูได้กล่าวถึงสาเหตุมาจากการไม่มีความเชื่อและการแปลความหมายแบบผิดๆ มัทธิว 17:17,20 17 ​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “โอ คน​ใน​ยุค​ที่​ขาด​ความ​เชื่อ​และ​มี​ทิฐิ​ชั่ว… 20 พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “เพราะ​ว่า​พวก​ท่าน​มี​ความ​เชื่อ​น้อย เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ถ้า​พวก​ท่าน​มี​ความ​เชื่อ​เท่า​เมล็ด​มัส​ตาร์ด​เมล็ด​หนึ่ง พวก​ท่าน​จะ​สั่ง​ภูเขา​นี้​ว่า ‘จง​เคลื่อน​จาก​ที่​นี่​ไป​ที่​โน่น’ มัน​ก็​จะ​เคลื่อน​ไป และ​สิ่ง​ใด​ที่​เป็น​ไป​ไม่​ได้​สำ​หรับ​พวก​ท่าน​จะ​ไม่​มี​เลย” คำที่พระเยซูใช้ “ขาดความเชื่อ” และ “ความเชื่อน้อย” คือคำเดียวกัน แปลว่า ไม่มีเชื่อ ความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด สามารถมีพลังทำให้ภูเขาทำตามที่สั่ง คือมีพลังแห่งการเชื่อฟังเกิดขึ้น ภูเขาก็ยังเชื่อฟัง ภูเขาอยู่ที่ไหน บ่อยครั้งที่เราประยุกต์ภูเขาคือปัญหา(ที่อยู่นอกตัวเรา) คนไทยเรามีคำที่บรรยายความทุกข์ของคนเหมือนภูเขาอยู่ที่ไหน (ในอก) คนเราจะทุกข์หรือสุขอยู่ที่ไหน ที่ใจ แม้ปัญหาจะไม่หายไป แต่ความทุกข์ของจิตใจสามารถออกไปจากใจได้หรือไม่ นี่แหล่ะคือพลังแห่งการเชื่อฟัง ที่พระเยซูตรัสว่า แต่​คน​ที่​ไม่​มี แม้​แต่​สิ่ง​ที่​เขา​คิด​ว่า​มี​อยู่​นั้น ก็จะ​ทรง​เอา​ไป​จาก​เขา” เป็นการบอกว่า ยังมีคริสเตียนที่คิดว่าตนเองมีพลังแห่งความเชื่อ คือการเชื่อฟัง แต่จริงๆแล้วไม่มี และคิดว่าตนเองมีอยู่  และยังดำเนินชีวิตอย่างคนตาบอดฝ่ายวิญญาณมองไม่เห็นความจริงของตนเองว่าตัวเองไม่มี แต่ยังหลงคิดว่า มี บั้นปลายของคริสเตียนแบบนี้ จะไม่เหลืออะไรเลย เพราะพระเจ้าจะเอาไปจากเขา เอาอะไรไป ในเมื่อเขาไม่มีอยู่แล้ว คนเหล่านั้นคิดว่าเขามีอะไร เขาคิดว่า เขามีความจริง ที่เป็นความรู้ มากกว่าของจริง ความรู้ในความจริงจะถูกนำออกไป ความสามารถที่คล้ายของประทานก็จะหายไปและความเป็นอวัยวะของพระกายก็จะตายไป  คนเหล่านี้จะถูกปล่อยให้อยู่ในความเฉื่อยชา ความเชื่อที่ผิด และกลายเป็นคนนอกลู่นอกทาง  พระเยซูทรงสอนและเตือนสาวกของพระองค์ให้ตระหนักและใส่ใจในชีวิตแห่งการเป็นคนตาสว่าง คนที่ตาสว่างจะมองเห็นทั้งด้านของตนเอง และด้านของคนอื่นที่ยังตาบอด แต่ไม่ใช่การมองเศษผงในตาของคนอื่น แต่ไม้ทั้งท่อนในตนเองกลับมองไม่เห็น นั่นคือการบอกกับเราว่า คนที่ตาสว่างจะสำรวจตนเองเสมอ แต่คนตาบอดฝ่ายวิญญาณมักจะเที่ยวไปสำรวจความผิดของคนอื่น แต่ความผิดของตนเองที่ใหญ่กว่ากลับมองไม่เห็น คนเช่นนี้แหล่ะที่สุดท้ายจะไม่เหลืออะไรเลย ขออย่าให้เราเป็นเหมือนคนตาบอดฝ่ายวิญญาณแต่จง  เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์….เป็นคน “ตาสว่าง”ที่ทำให้คนอื่นตาสว่าง 1.คนตาสว่าง สำแดงสิ่งที่ตนรู้เป็นชีวิตปรากฏชัดเจน 2.คนที่ตาฝ่ายวิญญาณมืดบอดจะไม่เหลืออะไรเลย

 

ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

      อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

      “เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…ติดตามพระเยซูอย่างเพื่อน”

 

 

 

 

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ทีมผู้รับใช้ เราไปค่ายรีทรีตศิษยาภิบาลในฝั่งธนบุรี มีการเล่นเกมปิดตาและทายว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราคืออะไร ด้วยการฟังเสียงคนนั้น ร้องว่า โอย โอ๊ย บางคนแก่ก็ร้องเสียงเด็ก บางคนเด็กก็ร้องเสียงคนแก่ ทำให้ทายไม่ถูก พอกรรมการบอกว่า ถ้าทายพวกเดียวกันถูกก็จะได้คะแนน พอเรารู้ว่าคนที่ถูกปิดตาเป็นพวกเดียวกับเรา เราก็จะส่งเสียงจริง เพื่อให้เขาทายถูก พอคนที่ถูกปิดตาเป็นคนละพวกกับเรา เราก็จะดัดเสียงให้เขาจำไม่ได้ ต่อให้คุ้นเคยกันมากแค่ไหนก็จำไม่ได้ เพราะว่านี่คือความตั้งใจให้ไม่รู้ว่าเขาคือใคร ตรงกันข้ามกับคำว่า พวกเดียวกัน คือคำว่า คนอื่น ภาษาไทยเรามีสำนวนว่า ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แปลว่า พวกเดียวกัน หรือแปลว่า คนใกล้ชิด คนใกล้ชิดคือคนที่มีสิทธิ์รู้เรื่องราวของกันและกัน  เข้าใจกันมากกว่าคนอื่นที่ไกลห่าง สุภาษิต 18:24 24 มี​เพื่อน​ที่​แสร้ง​ทำ​เป็น​เพื่อน แต่​มี​มิตร​บาง​คน​ที่​ใกล้ชิด​ยิ่ง​กว่า​พี่​น้อง ความเป็นเพื่อนในภาษาฮีบรูรากศัพท์ตอนนี้หมายถึงการไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกเราว่า การเสแสร้ง ก็คือ ความไม่จริงใจ ซึ่งลับหลังก็คือการมุ่งหวังผลประโยชน์สำหรับตัวเอง คำว่า เพื่อนที่ภาษาฮีบรูกล่าวอีกต่อ หมายถึง การใกล้ชิดกันอย่างเหมาะสม ไม่เรียกร้องมากไป หรือไม่มีการเรียกร้องเลย ก็ไม่ใช่ เพื่อนมีทั้งให้และรับ ไม่ใช่ให้อย่างเดียว หรือรับอย่างเดียว ความสัมพันธ์แบบเพื่อนเกิดจากการให้และรับต่อกันและกัน  พระเยซูคริสต์ได้ตอบสนองต่อความต้องการสูงสุดแก่เราทั้งหลายแล้ว ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Ultimate Need แปลว่า ความต้องการสูงสุดของมนุษย์คือมนุษย์ต้องการความรอดจากการพิพากษาลงโทษ ไม่ใช่ความอยู่รอดไปวันๆ มนุษย์มากมายไม่รู้ว่าตนเองต้องการความรอดจากการพิพากษาลงโทษ ดังนั้น มนุษย์มากมายจึงดำเนินชีวิตแบบเอาตัวรอดเท่านั้น พระเยซูคริสต์ทรงรู้ถึงความต้องการสูงสุดของมนุษย์ที่แท้จริง พระองค์จึงทำส่วนของพระองค์แล้ว บนไม้กางเขนในฐานะเพื่อน ยอห์น 15:12-13 12 “​พระ​บัญญัติ​ของ​เรา คือ​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​รัก​กัน เหมือน​ดังที่​เรา​ได้​รัก​ท่าน​13 ไม่​มี​ผู้ใด​มี​ความ​รัก​ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​นี้ คือ​การ​ที่​ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​จะ​สละ​ชีวิต​ของ​ตน​เพื่อ​มิตร​สหาย​ของ​ตน และสิ่งที่พระเยซูทรงคาดหวังจากเราทั้งหลายก็คือความเป็นเพื่อน พระเยซูทรงตรัสว่า ยอห์น15:14-15 14 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประพฤติ​ตาม​ที่​เรา​สั่ง​ท่าน ท่าน​ก็​จะ​เป็น​มิตร​สหาย​ของ​เรา​15 เรา​จะ​ไม่​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า​บ่าว​อีก เพราะ​บ่าว​ไม่​ทราบ​ว่า​นาย​ทำ​อะไร แต่​เรา​เรียก​ท่าน​ว่า​มิตร​สหาย เพราะ​ว่า​ทุก​สิ่ง​ที่​เรา​ได้​ยิน​จาก​พระ​บิดา​ของ​เรา เรา​ได้​สำแดง​แก่​ท่าน​แล้ว​  เพื่อนคือคนใกล้ชิด และได้สิทธิพิเศษที่จะรู้ว่า เพื่อนจะทำอะไร และบทเรียนต่อไปนี้ คือการเปิดเผยแก่คนติดตามใกล้ชิดพระเยซูอย่างเพื่อน ลูกา 8:4-15 4 เมื่อ​ประชาชน​เป็น​อัน​มาก​อยู่​พร้อม​กัน และ​คน​กำลัง​มา​หา​พระ​องค์​จาก​เมือง​นี้​เมือง​โน้น ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​เขา​เป็น​คำ​อุปมา​ว่า​5 “มี​คน​หนึ่ง​ออกไป​หว่าน​เมล็ด​พืช​ของ​ตน และ​เมื่อ​เขา​หว่าน เมล็ด​พืช​นั้น​ก็​ตก​ตาม​หนทาง​บ้าง ถูก​เหยียบ​ย่ำ และ​นก​ใน​อากาศ​มา​กิน​เสีย​6 บ้าง​ก็​ตก​ที่​หิน และ​เมื่อ​งอก​ขึ้น​แล้ว​ก็​เหี่ยว​แห้ง​ไป​เพราะ​ที่​ไม่​ชื้น​7 บ้าง​ก็​ตก​ที่​กลาง​ต้น​หนาม ต้น​หนาม​ก็​งอก​ขึ้น​มา​ด้วย​ปก​คลุม​เสีย​8 บ้าง​ก็​ตก​ที่ดิน​ดี จึง​งอก​ขึ้น​เกิดผล​ร้อย​เท่า” ครั้น​พระ​องค์​ตรัส​อย่าง​นั้น​แล้ว จึง​ทรง​ร้อง​ว่า “ใคร​มี​หู จง​ฟัง​เถิด” 9 เหล่า​สาวก​จึง​ทูล​ถาม​พระ​องค์​ว่า คำ​เปรียบ​นั้น​หมาย​ความ​อย่างไร​10 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​ว่า “ข้อความ​ลึกลับ​แห่ง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​โปรด​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้​ได้ แต่​สำหรับ​คน​อื่น​นั้น​ได้​ให้​เป็น​คำ​อุปมา เพื่อ​เมื่อ​เขา​ดู​ก็​ไม่​เห็น และ​เมื่อ​เขา​ได้​ยิน​ก็​ไม่​เข้าใจ11 “คำ​เปรียบ​นั้น​ก็​อย่าง​นี้ เมล็ด​พืช​นั้น​ได้แก่​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​12 ที่​ตก​ตาม​หนทาง​ได้แก่ คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​แล้ว​มาร​มา​ชิง​เอา​พระ​วจนะ​จาก​ใจ​ของ​เขา เพื่อ​ไม่ให้​เชื่อ​และ​รอด​ได้​13 ซึ่ง​ตก​ที่​หิน​นั้น​ได้แก่​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​แล้ว ​ก็​รับ​พระ​วจนะ​นั้น​ด้วย​ความ​ปรีดี แต่​ไม่​มี​ราก เชื่อ​ได้​แต่​ชั่วคราว เมื่อ​ถูก​ทดลอง​เขา​ก็​หลง​เสีย​ไป​14 ที่​ตก​กลาง​หนาม​นั้น​ได้แก่​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​แล้ว​ออกไป และ​ความ​ปรารภ​ปรารมย์ ทรัพย์​สมบัติ ความ​สนุกสนาน​แห่ง​ชีวิต​นี้​ก็​ปก​คลุม​เขา ผล​ของ​เขา​จึง​ไม่​เติบโต​15 และ​ซึ่ง​ตก​ที่ดิน​ดี​นั้น ได้แก่​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​พระ​วจนะ​ด้วย​ใจ​เลื่อมใส​ศรัทธา แล้ว​ก็​จดจำ​ไว้ จึง​เกิดผล​โดย​ความ​เพียร​  บันทึกเรื่องราวตอนนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า มีคนเดินทางมาจากทั่วทุกทิศของอิสราเอล เพื่อจะมาฟังคำสอนของพระเยซูคริสต์เจ้า เพราะเรื่องคำสอนและการอัศจรรย์การรักษาโรคและการขับผีออกจากคนของพระเยซูได้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วแคว้นต่างๆ จากปากต่อปาก จากประสบการณ์ส่งต่อประสบการณ์ คนเลยแห่กันมาอย่างมากมาย ลูกาได้ใช้คำว่า คน​กำลัง​มา​หา​พระ​องค์​จาก​เมือง​นี้​เมือง​โน้น คือภาพบรรยากาศคนเดินทางมาไม่ขาดสาย ยังกับมาดูคอนเสิร์ทที่มีแต่คนเดินทางมาสมทบ ไม่มีคนเดินทางกลับ จำนวนคนมากขึ้น พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​เขา​เป็น​คำ​อุปมา​  เรื่องผู้หว่านเมล็ดพืช คำว่า อุปมา  แปลว่า เปรียบเทียบ คำอุปมานี้คือเรื่องเกี่ยวกับการฟัง เพราะผู้คนที่เดินทางมาอย่างไม่ขาดสายก็เพื่อจะมาฟัง และมาดู แต่พระเยซูกำลังยกคำอุปมาเพื่อจะบอกว่า สิ่งที่พระองค์กำลังทำนั้น เหมือนกับผู้ที่กำลังหว่านเมล็ดพืชที่มีค่า ที่พร้อมจะสร้างคุณค่าให้กับผู้ฟังผู้ดู เป็นเมล็ดที่ พร้อมจะงอกเงยออกผลในชีวิตของผู้ฟัง แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวผู้ฟังเองที่เป็นเหมือนสิ่งที่พระองค์ยกคำอุปมา  5 “มี​คน​หนึ่ง​ออกไป​หว่าน​เมล็ด​พืช​ของ​ตน และ​เมื่อ​เขา​หว่าน เมล็ด​พืช​นั้น​ก็​ตก​ตาม​หนทาง​บ้าง ถูก​เหยียบ​ย่ำ และ​นก​ใน​อากาศ​มา​กิน​เสีย​6 บ้าง​ก็​ตก​ที่​หิน และ​เมื่อ​งอก​ขึ้น​แล้ว​ก็​เหี่ยว​แห้ง​ไป​เพราะ​ที่​ไม่​ชื้น​7 บ้าง​ก็​ตก​ที่​กลาง​ต้น​หนาม ต้น​หนาม​ก็​งอก​ขึ้น​มา​ด้วย​ปก​คลุม​เสีย​8 บ้าง​ก็​ตก​ที่ดิน​ดี จึง​งอก​ขึ้น​เกิดผล​ร้อย​เท่า”   ข้าพเจ้าเคยศึกษาเรื่องการปลูกผักไฮโดรฯ ซึ่งต้องซื้อเมล็ดพืช และเมล็ดพืชของผักไฮโดรฯทุกเมล็ดได้รับการรับประกันว่า เกิดผลทุกเมล็ด ราคาจึงแพง ตกเม็ดละหนึ่งบาท บางเมล็ดก็แพงกว่านั้น และเราจะเห็นว่า เวลาเมล็ดผักไฮโดรงอกออกมาเมื่อผู้ปลูกทำตามคำแนะนำนั้น งามทุกต้น มีคุณภาพทุกต้น เหมือนกับที่พระเยซูได้กล่าวในคำอุปมาว่า เมล็ดพืชของผู้หว่านนี้มีคุณภาพดี ไม่ว่าจะตกในหินก็งอก หรือตกในกลางต้นหนามก็งอก และยิ่งตกในดินดี ไม่เพียงแต่งอก แต่ออกผลร้อยเท่า นี่คือคุณภาพของเมล็ดพืชชนิดซุปเปอร์เมล็ดพืช จะมีแต่ที่ไม่งอกก็คือเมล็ดนั้นดันไปตกในที่ที่มีเท้ามาเหยียบย่ำจนแหลกละเอียดไม่เหลือความเป็นเมล็ด หรือถูกเคลื่อนย้ายไปจากที่หว่านโดยนกมากินเสีย ” ครั้น​พระ​องค์​ตรัส​อย่าง​นั้น​แล้ว จึง​ทรง​ร้อง​ว่า “ใคร​มี​หู จง​ฟัง​เถิด” หูในที่นี้ หมายถึง ทั้งหูร่างกาย และหูฝ่ายจิตวิญญาณ ผู้ฟังต้องฟังทั้งสองด้าน แล้วจะได้ยิน ลูกาบันทึกเกี่ยวกับระดับโทนเสียงของพระเยซูในตอนท้ายเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นบรรยากาศที่พระเยซูคริสต์ทรงมองเห็นคนที่มาหาพระองค์กำลังเป็นผู้ฟัง แบบไหน เข้าใจว่า พระเยซูไม่อยากจะให้คนที่มาหาพระองค์ในเวลานั้นเป็นเหมือนดินสามชนิดแรก  ที่ทำให้เมล็ดพืชคุณภาพซุปเปอร์กลายเป็นเมล็ดที่สูญเปล่าไป อย่างน่าเสียดาย   9 เหล่า​สาวก​จึง​ทูล​ถาม​พระ​องค์​ว่า คำ​เปรียบ​นั้น​หมาย​ความ​อย่างไร​10 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​ว่า “ข้อความ​ลึกลับ​แห่ง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​โปรด​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้​ได้ แต่​สำหรับ​คน​อื่น​นั้น​ได้​ให้​เป็น​คำ​อุปมา เพื่อ​เมื่อ​เขา​ดู​ก็​ไม่​เห็น และ​เมื่อ​เขา​ได้​ยิน​ก็​ไม่​เข้าใจ เหล่าสาวกคือใคร ทำไมพระเจ้าจึงทรงโปรดให้พวกเขารู้ได้  คำตอบอยู่ใน ยอห์น15:14-15 14 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประพฤติ​ตาม​ที่​เรา​สั่ง​ท่าน ท่าน​ก็​จะ​เป็น​มิตร​สหาย​ของ​เรา​15 เรา​จะ​ไม่​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า​บ่าว​อีก เพราะ​บ่าว​ไม่​ทราบ​ว่า​นาย​ทำ​อะไร แต่​เรา​เรียก​ท่าน​ว่า​มิตร​สหาย เพราะ​ว่า​ทุก​สิ่ง​ที่​เรา​ได้​ยิน​จาก​พระ​บิดา​ของ​เรา เรา​ได้​สำแดง​แก่​ท่าน​แล้ว เพราะสาวกคือคนที่ติดตามพระเยซูอย่างใกล้ชิด เป็นเพื่อนกับพระเยซู ไม่ใช่แกล้งเป็นเพื่อน มัทธิว 26:33 33 ฝ่าย​เปโตร​ทูล​ตอบ​พระ​องค์​ว่า “แม้​คน​ทั้ง​ปวง​จะ​ทิ้ง​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​ทิ้ง​ก็​หา​มิได้​เลย” แม้เปโตรจะพูดประโยคนี้แล้วปฏิเสธพระองค์ แต่คำพูดของเปโตรก็คือความตั้งใจที่จะเป็นเพื่อนที่จะติดตามพระองค์ไปทุกที่ ทุกสถานการณ์ เหล่าสาวกของพระเยซูแต่ละคนมีจุดอ่อนแอ ซึ่งต่อมาพระเยซูได้ทำให้สาวกทั้งสิบสองคน ยกเว้นยูดาสที่เสียไปเพราะเรื่องเงิน สาวกที่เหลือต่างก็เข้มแข็งและนำคำสั่งสอนของพระเยซูส่งต่อมาถึงมือของพวกเราในวันนี้ แต่​สำหรับ​คน​อื่น​นั้น​ได้​ให้​เป็น​คำ​อุปมา เพื่อ​เมื่อ​เขา​ดู​ก็​ไม่​เห็น และ​เมื่อ​เขา​ได้​ยิน​ก็​ไม่​เข้าใจ คนอื่น คือคนที่ไกลห่าง ไม่ใช่เพื่อน หรือเป็นเพื่อนที่แสร้งทำเป็นเพื่อน คือมาเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ตัวเองยังเป็นศูนย์กลางของการมารับคำสอนของพระเยซู ซึ่งเป็นเมล็ดชั้นดี แต่รับไว้อย่างดินสามชนิดแรก ส่วนสาวกคือมิตรที่มีสิทธิ์ได้รับความเข้าใจนั้น และนี่คือการเปิดเผยจากพระเยซูแก่ผู้ที่ติดตามพระองค์อย่างเพื่อน

1.เพื่อนพระเยซู:  ไม่ใช่พวกไม่เชื่อและไม่รอด ลูกา 8:11-12

11 “คำ​เปรียบ​นั้น​ก็​อย่าง​นี้ เมล็ด​พืช​นั้น​ได้แก่​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​12 ที่​ตก​ตาม​หนทาง​ได้แก่ คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​แล้ว​มาร​มา​ชิง​เอา​พระ​วจนะ​จาก​ใจ​ของ​เขา เพื่อ​ไม่ให้​เชื่อ​และ​รอด​ได้ พระเยซูได้เปิดเผยแก่สาวกว่า เมล็ดพืชชั้นดีที่ว่านี้ได้แก่พระวจนะของพระเจ้า ซึ่งมีคุณสมบัติชั้นดี พร้อมจะงอกเงยส่งผลดีต่อชีวิตของคนที่รับพระวจนะ แต่ตัวอย่างแรกในคำอุปมาของพระเยซูนั้น พระองค์ได้ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่พระวจนะไม่สามารถงอกเงยได้เพราะเหตุพระวจนะถูกชิงไปโดยมาร  คำว่า ชิง  ที่พระเยซูใช้หมายถึง ถูกยกขึ้นมาจากใจ แสดงว่า พระวจนะได้ตกลงไปที่ใจแล้ว แต่ใจนั้นไม่จับไว้  อาจจะเพราะมีสิ่งอื่นที่ใจอยากจะไปจับไว้มากกว่า และที่น่าสนใจคือลูกาเป็นพระกิตติคุณเล่มเดียวในสามเล่มที่บันทึกเรื่องนี้ มีประโยคว่า เพื่อไม่ให้เชื่อและรอดได้  คำว่า รอด ที่พระเยซูใช้คำนี้ ภาษากรีกใช้คำว่า โซโซ  แปลว่า หมายถึง  การเยียวยา การถนอมรักษาไว้ไม่ให้เสียหาย การทำให้สุขภาพดี แต่เป้าหมายของมารตรงกันข้าม  มารไม่ต้องการให้พระวจนะเติบโตในใจของคน เพื่อให้คนเหล่านั้นยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่หายดี ป่วย และเน่า (เสียคน) มารทำอะไรได้ คือชิงเอาพระวจนะไปจากใจ มารทำได้อย่างไร ความจริงมารทำไม่ได้ ถ้าเจ้าตัวไม่อนุญาต เมื่อพระวจนะตกที่ใจของใครก็เป็นของคนนั้น ยกเว้น คนๆนั้นจะไม่อยากได้ และทิ้งๆขว้างๆ ไม่อยากจะหายดี ยังอยากจะอยู่ในสภาพเน่าๆเสียๆต่อไป ซึ่งตรงกับความคิดของมาร ดังนั้น สองความคิดที่ตรงกัน ก็ไม่มีการต่อสู้ มารจึงมายกเอาพระวจนะไปจากใจของคนๆนั้นได้สบายๆ  หรืออาจจะเจ้าตัวเองเป็นคนส่งให้เสียด้วยซ้ำ สุภาษิต 13:13 13 บุคคล​ผู้​ดู​หมิ่น​พระ​วจนะ นำ​การ​ทำลาย​มาถึง​ตนเอง…คำว่า ดูหมิ่น หนึ่งในคำแปลคือ  ไม่ใส่ใจ มัทธิว 7:6 6 “อย่า​ให้​ของ​ประเสริฐ​แก่​สุนัข อย่า​โยน​ไข่มุก​ให้แก่​สุกร เกลือ​กว่า​มัน​จะ​เหยียบ​ย่ำ​เสีย และ​จะ​หัน​กลับมา​กัด​ตัว​ท่าน​ด้วย​  ของประเสริฐ แปลว่า ปราศจากตำหนิ  ไข่มุกหมายถึง สิ่งมีค่า ราคาแพง สุนัขหรือสุกร คือการไม่รู้จักคุณค่า และเหยียบย่ำ และอาจจะหันมาทำร้าย  สุนัขกับสุกรสนใจแต่เรื่องกินได้หรือกินไม่ได้ อะไรที่กินไม่ได้ ก็จะเหยียบย่ำ ต่อให้มีค่าขนาดไหนก็ไม่รู้จัก เพราะจุดสนใจคือเรื่องกิน 2โครินธ์ 4:4  4 ส่วน​คน​ที่​ไม่​เชื่อ​นั้น ​พระ​ของ​ยุค​นี้​ได้​กระทำ​ใจ​ของ​เขา​ให้​มืด​ไป เพื่อ​ไม่ให้​เขา​ได้​เห็น​ความ​สว่าง​ของ​ข่าว​ประเสริฐ เรื่อง​พระ​สิริ​ของ​พระ​คริสต์​ผู้​เป็น​พระ​ฉาย​ของ​พระ​เจ้า​  ฟิลิปปี 3:19 19 ปลายทาง​ของ​คน​เหล่า​นั้น​คือ​ความ​พินาศ ​พระ​ของ​เขา​คือ​กระเพาะ เขา​ยก​ความ​ที่​น่า​อับ​อาย​ของ​เขา​ขึ้น​มา​โอ้​อวด เขา​สนใจ​ใน​วัตถุ​ทาง​โลก​ พระคัมภีร์สองตอนนี้ กล่าวถึงการเรียงลำดับความสำคัญของคนที่ไม่เชื่อไม่รอด อยู่ที่วัตถุสิ่งของ และเรื่องของตัวเองเป็นหลัก และนี่คือจุดอ่อนของคนมากมายที่ถูกล่อลวง พวกมิจฉาชีพก็ใช้สิ่งนี้เป็นตัวล่อ คือทำให้คนที่เป็นเหยื่อคิดว่าตนเองสำคัญ หรือถูกทำให้เป็นคนสำคัญ หลังจากนั้นก็จะชักชวนให้หลงไป ออกนอกลู่นอกทางได้ง่าย เหมือนกับเมล็ดที่ตกบนตามหนทาง  นี่คือ ใจที่เป็นดินชั้นเลวสุด ที่ทำให้พระวจนะที่ตกลงมาในใจถูกมารชิงไปได้   เราอย่าคิดว่า การอยู่ในคริสตจักรแล้ว  คริสเตียนทุกคนจะไม่ใช่พวกที่ไม่เชื่อไม่รอด อ.เปาโลได้กล่าวไว้ว่า 2โครินธ์ 11:14-15 …ถึง​ซาตาน​เอง​ก็​ยัง​ปลอม​ตัว​เป็น​ทูต​แห่ง​ความ​สว่าง​ได้​15 เหตุ​ฉะนั้น​จึง​ไม่​เป็น​การ​แปลก​อะไร​ที่​คน​รับ​ใช้​ของ​ซาตาน จะ​ปลอม​ตัว​เป็น​คน​รับ​ใช้​ของ​ความ​ชอบธรรม ท้ายที่สุด​ของ​เขา​จะ​เป็นไป​ตาม​การ​กระทำ​ของ​เขา​  ผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างเพื่อนจะรู้ว่า ใครคือเพื่อนของพระเยซูคริสต์ หรือใครไม่ใช่  เพื่อนของพระเยซูจะไม่ชวนเพื่อนพระเยซูให้ทรยศพระเยซู อย่างเช่น เพื่อนฝ่ายวิญญาณกำลังอยู่เพื่อสร้างเพื่อนฝ่ายวิญญาณด้วยกัน แต่ใครบางคนกลับชวนเพื่อนเสีย ออกจากกลุ่มเพื่อไปทำอย่างอื่น  นี่ไม่ใช่การกระทำอย่างเพื่อน แต่เป็นการกระทำอย่างศัตรูที่มาชิงพระวจนะที่ตกในใจคนไป ส่วนคนที่ยอมไปด้วยก็คือคนที่อยู่ในเป้าหมายของมาร  เราได้เห็นภาพยนต์สารคดีเกี่ยวกับการล่าเหยื่อของสิงห์โตหรือเสือ หมาป่า มันจะไล่ล่าจะกว่าสัตว์ที่อ่อนแอจะทิ้งฝูงหรือวิ่งตามฝูงไม่ทัน และทิ้งระยะห่างจนถูกชิงตัวไป พระเยซูจึงรู้สึกสงสารและปรารถนาให้สาวกสร้างสาวก ก็คือสร้างผู้ที่ติดตามพระองค์อย่างเพื่อน มัทธิว 9:36-38  36 และ​เมื่อ​พระ​องค์​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​ประชา ชน​ก็​ทรง​สงสาร​เขา ด้วย​เขา​ถูก​รัง​ควาน​และ​ไร้​ที่​พึ่ง​ดุจ​ฝูง​แกะ​ไม่​มี​ผู้​เลี้ยง37 แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​พวก​สาวก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ข้าว​ที่​ต้อง​เกี่ยว​นั้น​มี​มาก​นักหนา แต่​คนงาน​ยัง​น้อย​อยู่​ 38 เหตุ​นั้น​พวก​ท่าน​จง​อ้อน​วอน​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เป็น​เจ้า​ของ​นา ให้​ส่ง​คนงาน​มา​เ​ก็​บ​เกี่ยว​พืชผล​ของ​พระ​องค์” จงจำไว้ว่า มารทำอะไรเราไม่ได้ นอกจากเราจะยอมไปกับการหลอกลวงของมัน มีคำพูดถึงสิงโตคำราม มีแต่สิงโตแก่เท่านั้น เพราะมันไม่มีแรงและไม่มีฟันแล้ว เสียงคำรามของสิงโตเพื่อห้คนกลัว ทุกวันนี้ คนเรากลัวจะไม่เป็นคนสำคัญ นี่คือวิธีที่มารซาตานใช้กับคน ระวัง ถ้าใครกำลังทำให้คุณเข้าใจว่าคุณเป็นคนสำคัญ จงระวังคนนั้นเอาไว้

2. เพื่อนพระเยซู: ไม่ใช่พวกเชื่อแค่ชั่วคราว ลูกา 8:13

13 ซึ่ง​ตก​ที่​หิน​นั้น​ได้แก่​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​แล้ว ​ก็​รับ​พระ​วจนะ​นั้น​ด้วย​ความ​ปรีดี แต่​ไม่​มี​ราก เชื่อ​ได้​แต่​ชั่วคราว เมื่อ​ถูก​ทดลอง​เขา​ก็​หลง​เสีย​ไป​ เมล็ดชั้นดีได้ตกลงไปที่หิน ความเป็นเมล็ดชั้นดีทำให้งอกบนหินได้ แต่หินไม่มีความชื้น ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง เมล็ดให้งอก และไม่มี่ที่ให้รากชอนไชเติบโตต่อไปได้ เป็นสภาพที่ เชื่อได้แต่ชั่วคราว สิ่งที่จะส่งอาหารให้ความเชื่อนั่นมาจากสิ่งที่รากไปยึดเกาะ เราได้ยินคำว่า รากงอก คืออะไรที่เราอยู่ด้วยนานๆ จะทำให้เกิดรากงอก แสดงว่ามีอาหารตรงนั้นที่ทำให้รากเติบโตหรือชอบไชได้  แต่ใจของคนที่เป็นเหมือนกับหิน รากแห่งความเชื่อไม่สามารถชอนไชต่อไปได้  ทำให้ความเชื่อนั้นตายไปในที่สุด หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า การทำทดลองทำลายความเชื่อ ความจริงใจที่เป็นหินต่างหากที่ทำลายความเชื่อ เมล็ดแห่งความพระวจนะมีความเชื่ออยู่ที่นั่น และพร้อมจะเติบโต แต่ใจที่เป็นหินไม่สามารถซับน้ำหล่อเลี้ยงความเชื่อได้ เอเสเคียล 36:25-26 25 เรา​จะ​เอา​น้ำ​สะอาด​พรม​เจ้า และ​เจ้า​จะ​สะอาด​พ้น​จาก​มลทิน​ทั้ง​หลาย​ของ​เจ้า และ​เรา​จะ​ชำระ​เจ้า​จาก​รูป​เคารพ​ทั้ง​หลาย​ของ​เจ้า​26 เรา​จะ​ให้​ใจ​ใหม่​แก่​เจ้า​และ​เรา​จะ​บรรจุ​จิต​วิญญาณ​ใหม่​ไว้​ใน​เจ้า เรา​จะ​นำ​ใจ​หิน​ออกไป​เสีย​จาก​เนื้อ​ของ​เจ้า และ​ให้​ใจ​เนื้อ​แก่​เจ้า​  พระธรรมตอนนี้กล่าวถึงจิตใจของชนชาติอิสราเอลที่พระเจ้าต้องการจะเปลี่ยนให้ใหม่ จากใจที่มีมลทิน กระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเจ้าโดยเฉพาะการมีรูปเคารพ กลายเป็นใจที่สะอาด จากใจหินเป็นใจเนื้อ คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​แล้ว ​ก็​รับ​พระ​วจนะ​นั้น​ด้วย​ความ​ปรีดี เป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่อย่าให้เราเป็นเพียงผู้ที่ยินดี แต่ไม่ยินร้าย นั่นหมายความว่า การไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่เลวร้ายที่อยู่ภายในชีวิตของตัวเรา เราต้องรู้สึกเสียใจ และต้องการจะกลับใจ นั่นคือการเปลี่ยนจากใจหินมาเป็นใจที่มีความรู้สึกต่อความบาปที่ต้องกลับใจ มีความรู้สึกต่อน้ำพระทัยพระเจ้า สนใจว่าพระเจ้าจะรู้สึกอย่างไร และนี่คือรากแห่งพระวจนะที่ฝังในตัวเรา นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเราไม่ใช่พวกที่เชื่อตามการชักจูง หรือจูงจมูก เมื่อถูกการทดลองแล้วก็ถอนตัวง่ายๆ เพราะเป็นพวกเชื่อแค่ชั่วคราว พร้อมถอนตัว กลับมาที่การเปลี่ยนจากหินมาเป็นเนื้อ เพื่อรับการบรรจุจิตวิญญาณใหม่  ใจหินไม่สามารถรับการบรรจุจิตวิญญาณใหม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้น คือเราไม่สามารถมีน้ำใจอย่างพระคริสต์ น้ำใจอย่างพระคริสต์สามารถทนการทดลองได้ โดยเฉพาะการทดลองความเชื่อในการไว้วางใจพระเจ้า คำว่าทดลองที่พระเยซูใช้คือคำว่า Temptation  คือกรล่อลวง สิ่งนี้มาจากศัตรู ไม่ใช่มิตร ศัตรูต้องการทำให้เสียหาย ทำให้อ่อนแอ ทำให้ป่วย และเสียไป แต่จากมิตร ทำให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ สุภาษิต 27:17 17 เหล็ก​ลับ​เหล็ก​ได้ คน​หนึ่ง​ก็​ลับ​เพื่อน​ของ​ตน​ได้ ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างเพื่อน คือการติดตามอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มาๆหายๆ ต่อติดต่อไม่ติด  ซิก ซิกกร่า กล่าวว่า เหล็กร้อนให้รีบตี แต่ถ้าจะรักษาความร้อนของเหล็กไว้ ให้ตีอย่างต่อเนื่อง การตีเหล็กที่ร้อน คือการทำให้เหล็กที่ไม่ใช่มีดกลายเป็นมีดที่แหลมคม และเข้ารูปเข้าร่าง การเชื่อชั่วคราว ก็คือการติดตามพระเยซูแบบพร้อมจะออกนอกทางคำสอนของพระองค์ไปเมื่อถูกยั่วยวน ชักชวนไปในทางอื่น เดี๋ยวเอาพระเยซู เดี๋ยวเอาพระอื่น หรือไม่ก็เอามันทุกทาง ทางไหนง่ายเป็นที่ตั้ง ทางไหนสนุกเป็นหลักตัดสินใจ ยากอบ 1:12-15 12 คน​ที่​อดทน​ต่อ​การ​ทดลอง​ใจ​ก็​เป็น​สุข เพราะ​เมื่อ​ปรากฏ​ว่า​ผู้​นั้น​ทน​ได้​แล้ว เขา​จะ​ได้รับ​มงกุฎ​แห่ง​ชีวิต ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​สัญญา​ไว้​แก่​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​รัก​พระ​องค์​13 เมื่อ​ผู้ใด​ถูก​ล่อ​ให้​หลง อย่า​ให้​ผู้​นั้น​พูด​ว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​ล่อ​ข้าพเจ้า​ให้​หลง” เพราะ​ว่า​ความ​ชั่ว​จะ​มา​ล่อ​พระ​เจ้า​ให้​หลง​ไม่ได้ และ​พระ​องค์​เอง​ก็​ไม่​ทรง​ล่อ​ผู้ใด​ให้​หลง​เลย​14 แต่​ว่า​ทุก​คน​ก็​ถูก​ล่อ​ให้​หลง เมื่อ​กิเลส​ของ​ตัวเอง​ล่อ​และ​ชัก​นำ​ให้​กระทำ​ตาม​15 ครั้น​ตัณหา​เกิดขึ้น​แล้ว​ก็​ทำ​ให้​เกิด​บาป และ​เมื่อ​บาป​เจริญ​เต็มที่​แล้ว​ก็​นำไปสู่​ความ​ตาย

3. เพื่อนพระเยซู : ไม่ใช่พวกที่ไม่โตสักที ลูกา 8:14

14 ที่​ตก​กลาง​หนาม​นั้น​ได้แก่​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​แล้ว​ออกไป และ​ความ​ปรารภ​ปรารมย์ ทรัพย์​สมบัติ ความ​สนุกสนาน​แห่ง​ชีวิต​นี้​ก็​ปก​คลุม​เขา ผล​ของ​เขา​จึง​ไม่​เติบโต​  ประเภทที่สามนี้ มีเกิดในคริสเตียนจำนวนมาก มาระโก 4:19 แล้ว​ความ​กังวล​ตาม​ธรรมดา​โลก และ​ความ​ลุ่ม​หลง​ใน​ทรัพย์​สมบัติ และ​ความ​โลภ​ใน​สิ่ง​อื่นๆ ได้​เข้า​มา​และ​รัด​พระ​วจนะ​นั้น จึง​ไม่​เกิดผล​ ลูกายังใช้คำว่า ผลของเขาจึงไม่เติบโต รากศัพท์คำนี้แปลว่า ไม่สุกงอม หรือไปไม่ถึงความสมบูรณ์ (Perfection/Maturity) ไม่เป็นผู้ใหญ่ ผลไม้ที่ไม่สุกงอม กินไม่ได้ ถ้าเด็ดมาก็เน่าเสีย ต้องทิ้ง ใช้การไม่ได้ หรือไม่พร้อมให้ใช้ หนามที่ปกคลุม คือความวิตกกังวลตามธรรมดาโลก เป็นการแสดงความไม่ไว้วางใจ เหมือนเด็กขี้ระแวง ขี้กลัว  บ้านข้าพเจ้าอยู่ริมสวน ก็มักจะมีสัตว์ชนิดต่างๆมาที่ริมคลองที่ติดกับบ้าน ข้าพเจ้ามักจะเฝ้ามองดูอากัปกิริยาของนกบ้าง ปลาบ้าง และก็ตัวเงินตัวทองบ้าง เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา มีตัวเงินตัวทองเดินอยู่ริมเขื่อนตรงข้ามกับหน้าต่าง ข้าพเจ้าแอบดูมัน เพราะรู้ว่าถ้ามันเห็นเรา มันจะหนี อยากรู้ว่ามันจะทำอะไร มันเดินย่องช้าๆ เจอก้านกล้วยที่เขาตัดตกลงมานอนแน่นิ่ง พอมันพอหัวมาเจอ มันสะดุ้งไม่กล้าเดิน และทำท่าครี่งตัวจะตกคลอง ขาก็จับขอบเขื่อนแบบหมิ่นเหม่ ตาก็จ้องที่ก้านกล้วย ข้าพเจ้าเพิ่งจะรู้ว่า ตัวเงินตัวทองมันขี้กลัวขนาดนี้ นี่คือลูกตัวเงินตัวทองที่ขาดประสบการณ์ มันยังไม่โต ข้าพเจ้าเคยเจอกับตัวที่โต มันจะดูทีท่าของเรา ว่าเรากลัวมันหรือไม่กลัว ข้าพเจ้าเคยเอาไม้โยนใส่มัน มันเฉย ข้าพเจ้าเลยถือไม้เดินเข้าหามัน เท่านั้น มันกระโดดหนีลงน้ำ ความวิตกกังวลตามธรรมดาโลก คือความกลัว แต่เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ ผ่านประสบการณ์ของความไว้วางใจพระเยซูคริสต์ พระองค์พาเราผ่านสถานการณ์ต่างๆได้ เราจะไม่กลัว ประสบการณ์กับพระองค์ทำให้เราไม่กังวลอย่างโลก นี่คือการผ่านการทดลอง Temptation พระเยซูใช้คำว่า ทดลองเพื่อให้เราชนะตัวเราเอง คนที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…เป็นเพื่อนกับพระองค์จะเลียนแบบและเรียนรู้บทเรียนการเอาชนะตัวเอง จากสิ่งยั่วยวนของโลกนี้ แต่คนที่ไม่โต ก็จะทนไม่ไหวกับการยั่วยวน การชักชวนให้หลงไป  เด็กมักจะถูกล่อให้ติดกับได้ เช่น ด้วยขนมที่ชอบกิน ของเล่นที่ตัวเองชอบ หนังที่ชอบดู สถานที่ที่ชอบเที่ยว แต่วินัยเหมือนยาขม ไม่ชอบ และคอยหาทางเลี่ยง หาทางที่จะไปอย่างที่ตัวเองชอบ ถ้าเราอยู่ในอารมณ์แบบนี้ แสดงว่า เรายังไม่โตสักที และนี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาที่คริสตจักรเต็มไปด้วยทารก ที่ร้องให้คนตามใจ ทำสิ่งที่ตนเองพอใจ

4.  เพื่อนพระเยซู : ใจสวย สุขภาพดี มีความเพียร  ลูกา 8:15

15 และ​ซึ่ง​ตก​ที่ดิน​ดี​นั้น ได้แก่​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​ยิน​พระ​วจนะ​ด้วย​ใจ​เลื่อมใส​ศรัทธา แล้ว​ก็​จดจำ​ไว้ จึง​เกิดผล​โดย​ความ​เพียร​  คำว่า ใจเลื่อมใสศรัทธาkalos แปลว่า สวยงาม ดี มีคุณค่า สะอาด สุขภาพดี น่าเคารพ  ดินดีที่พระเยซูเปรียบเทียบ คือ การรับพระวจนะในสภาพที่ใจได้รับการรักษาให้หายดี ใจที่สวยงาม  ข้าพเจ้ามีเพื่อนชาวอินเดียที่เป็นเพื่อนร่วมห้อง สมัยเรียนอยู่ที่เกาหลี ข้าพเจ้ามักจะล้อเขาว่าเหมือนลิง เพราะเขาตัวเล็ก ตัวดำ ความจริงหน้าตาเขาก็ดูสวยงาม แต่ความเอ็นดูอย่างเพื่อนก็เลยไม่ค่อยชม มักจะหยอกเขาแรงๆ วันหนึ่ง เขาแต่งตัวสวยจนข้าพเจ้าชมเขาว่า วันนี้ ยูดูสวยนะ เขาย้อนกลับเลยว่า เป็นเพราะใจของแกนะสวยต่างหากวะ นี่คือสำนวนเพื่อนกับเพื่อนคุยกัน ใจที่สวย คือใจที่สุขภาพดี ไม่ขมขื่น ไม่โกรธ ไม่อาฆาต ใจ  อย่างนี้คือใจที่พร้อมรับพระวจนะของพระเจ้า  ใจที่สวยและมีสุขภาพที่ดี ยังสามารถจดจำได้ดี   ตอนที่ข้าพเจ้าจะท่องจำได้ดีที่สุด คือเวลาเช้า หรือตอนสงบเงียบ สมาธิจะดี แต่ถ้าวุ่นวาย หรือว้าวุ่นใจ ท่องเท่าไรก็ไม่เข้าหัว ชีวิตของเราทุกคนต้องการเวลาที่สงบ ละจากความวุ่นวายเพื่ออยู่กับพระวจนะของพระเจ้า ใคร่ครวญ และอธิษฐาน ใจของเราต้องการการทำความสะอาดอย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้าเคยมีคำถาม ทำไมพระเยซูตรัสว่า มัทธิว 28:20 …เราจะอยู่กับเจ้าเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค หมายความว่ายังไง ยอห์น 15:3-4,7 3 ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้รับ​การ​ชำระ​ให้​สะอาด​แล้ว​ด้วย​ถ้อยคำ​ที่​เรา​ได้​กล่าว​แก่​ท่าน​4 จง​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา และ​เรา​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​ท่าน แขนง​จะ​ออก​ผล​เอง​ไม่ได้ นอก​จาก​จะ​ติด​อยู่​กับ​เถา​ฉัน​ใด ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​จะ​เกิดผล​ไม่ได้ นอก​จาก​จะ​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา​ฉัน​นั้น​…7 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา และ​ถ้อยคำ​ของ​เรา​ฝัง​อยู่​ใน​ท่าน​แล้ว ท่าน​จะ​ขอ​สิ่ง​ใด ซึ่ง​ท่าน​ปรารถนา​ก็​จะ​ได้​สิ่ง​นั้น พระเยซูอยู่ด้วยกับผู้เชื่อเพื่อการชำระที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้เชื่อติดตามพระเยซูอย่างเพื่อน เข้าสนิทและพระองค์สนิทอยู่ในเรา คำว่า เข้าสนิท หมายถึง ไม่แบ่งแยก หรือแยกไม่ออก ติดหนึบด้วยถ้อยคำของพระองค์ เพื่อนไม่ทรยศเพื่อน เพื่อนจะร้องไห้ตอนเพื่อนตายจากไป  พระคัมภีร์บันทึกว่าพระเยซูทรงร้องไห้สองครั้ง ครั้งแรกคือตอนลาซารัสตายและถูกฝังในอุโมงค์ไปสามวันแล้ว ยอห์น 11:33-36 33 เมื่อ​พระ​เยซู​ทรง​เห็น​เธอ​ร้องไห้ และ​พวก​ยิว​ที่มา​กับ​เธอ​ก็​ร้องไห้​ด้วย ​พระ​องค์​ก็​ทรง​สะเทือน​พระ​ทัย​และ​ทรง​เป็น​ทุกข์​34 ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “พวก​เจ้า​เอา​ศพ​เขา​ไป​ไว้​ที่​ไหน” เขา​ทูล​พระ​องค์​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า เชิญ​เสด็จ​มา​ดู​เถิด”35 ​พระ​เยซู​ทรง​พระ​กันแสง​36 พวก​ยิว​จึง​กล่าว​ว่า “ดูซิ​พระ​องค์​ทรง​รัก​เขา​เพียงไร” พระเยซูรักเพื่อนของพระองค์ และแม้เขาจะตายไป พระองค์ก็ทำให้ฟื้นขึ้นมาได้ หรือเพื่อนกำลังร้องไห้ พระองค์ทรงเปลี่ยนความเศร้าโศกในการสูญเสียนั้นให้กลับคืนมาเป็นความชื่นชมยินดี เพื่อนไม่ทิ้งเพื่อน และเช็ดน้ำตาให้กับเพื่อน พระคัมภีร์บันทึกการร้องไห้ของพระเยซู อีกครั้งหนี่งคือเมื่อพระองค์ทรงมองเห็นจุดจบของกรุงเยรูซาเล็ม ลูกา 19:41-44 41 ครั้น​พระ​องค์​เสด็จ​มา​ใกล้​เห็น​กรุง​แล้ว ​ก็​กันแสง​สงสาร​กรุง​นั้น​42 ว่า “โอ อยาก​ให้​เจ้า คือ​เจ้า​เอง​รู้​ใน​กาล​วันนี้​ว่า สิ่ง​อะไร​จะ​ให้​สันติ​สุข แต่​เดี๋ยวนี้​สิ่ง​นั้น​บัง​ซ่อน​ไว้​จาก​ตา​ของ​เจ้า​แล้ว​43 ด้วย​ว่า​เวลา​จะ​มาถึง​เจ้า เมื่อ​ศัตรู​ของ​เจ้า​จะ​ก่อ​เชิง​เทิน​ต่อสู้​เจ้า และ​ล้อม​ขัง​เจ้า​ไว้​ทุก​ด้าน44 แล้ว​จะ​เหวี่ยง​เจ้า​ลง​ให้​ราบ​บน​พื้นดิน กับ​ทั้ง​ลูก​ทั้ง​หลาย​ของ​เจ้า​ซึ่ง​อยู่​ใน​เจ้า และ​เขา​จะ​ไม่​ปล่อย​ให้​ศิลา​ซ้อนทับ​กัน​ไว้​ภาย​ใน​เจ้า​เลย เพราะ​เจ้า​ไม่ได้​รู้​เวลา​ที่​พระ​องค์​เสด็จ​มา​เยี่ยม​เจ้า” เราได้เห็นพระเยซูร้องไห้สองครั้ง เพื่อกรุงเยรูซาเล็มที่ต้องถูกทำลายลง เพราะคนยิวที่ไม่ยอมรับการมาของพระคริสต์ (พระมาซีฮา) ใจที่ไม่สวย และป่วย ทำให้มองการมาของพระคริสต์ในแง่ลบ แง่การสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์  ไม่ยอมรับคำสอน ไม่ยอมกลับใจใหม่ เพราะ​เจ้า​ไม่ได้​รู้​เวลา​ที่​พระ​องค์​เสด็จ​มา​เยี่ยม​เจ้า” เวลาที่พระเยซูกล่าวถึง คือเวลาของศัตรูที่จะมาทำลายและเวลาแห่งการช่วยกู้ของพระเจ้า (เฮเมรา กับเวลา ไครอส โอกาส) แต่คนยิวได้เลือกที่จะอยู่ในเวลาของศัตรู น่าสลดใจ เรารู้ว่ากรุงเยรูซาเล็มถูกเผา และคริสเตียนถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนวางเพลิง ทำให้คริสเตียนต้องมุดลงดิน แต่เพราะใจที่สวย สุขภาพที่ดี และความเพียร เพื่อนของพระเยซูไม่ถูกกำจัดหมดไป แต่กลายเป็นผู้คว่ำอาณาจักรโรม และคว่ำโลกนี้ การเกิดผลของคริสเตียนที่ติดตามพระเยซูอย่างเพื่อน ไม่ว่าจะไปที่ใด ที่ที่มีการข่มเหง การทำลาย แต่ผลของคนเหล่านั้นยังคงอยู่จนทุกวันนี้ นี่คือ ดินดีที่สามารถรับพระวจนะ ซุปเปอร์เมล็ดพันธ์ที่พร้อมงอกงามเกิดผล และสุดท้าย ความเพียร ในที่นี้ ใช้คำกรีกแปลว่า ใจร่าเริง มีความหวัง มีความเสถียร ไม่แกว่งไปแกว่งมา หรือไม่ขึ้นๆลงๆ เช้าเฉียดสวรรค์ กลางวันเฉียดนรก บ่ายถวายตัว เย็นถอนตัว ให้เราเลือกเอาว่า เราจะเป็นคนแบบไหน

1.  เพื่อนพระเยซู :ไม่ใช่พวกไม่เชื่อและไม่รอด

2.  เพื่อนพระเยซู : ไม่ใช่พวกเชื่อชั่วคราว

3.  เพื่อนพระเยซู : ไม่ใช่พวกไม่โตสักที

4.  เพื่อนพระเยซู : เป็นพวกใจสวย สุขภาพดี มีความเพียร

มัทธิว 13:23  23 ส่วน​พืช​ซึ่ง​หว่าน​ตก​ใน​ดิน​ดี​นั้น ได้แก่​บุคคล​ที่​ได้​ยิน​พระ​วจนะ​นั้น​และ​เข้าใจ คน​นั้น​ก็​เกิดผล​ร้อย​เท่า​บ้าง หก​สิบ​เท่า​บ้าง สามสิบ​เท่า​บ้าง”

 

อศจ.วรรณพร พวงมาลัย

 
 
 

  อาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2013 (อศจ. วรรณพร พวงมาลัย)

  ทุกสิ่งสำเร็จแล้วบนไม้กางเขน

 

 

พี่น้องอีก 2 เดือนกว่า ก็จะสิ้นปีแล้ว วันเวลาไม่ใช่แค่ติดปีก แต่ติดจรวดเลย เราเคยดูหนังที่ฉายแบบ fast speed ฉายเร็ว ๆ  มั้ย คนในภาพยนตร์ก็ทำอะไรแบบเร็ว ๆ ถ้าฉายหนังชีวิตของเรา ก็คงเป็นหนัง fast speed ด้วย เดี๋ยวดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตก ตื่นเช้ามาไปทำงาน ตกเย็นกลับบ้านเข้านอน หมดไปอีกแล้ววันนึง หมดไปอีกแล้วอาทิตย์นึง  ที่สำคัญ  เดี๋ยวแก่ไปอีกปี เดี๋ยวแก่ไปอีกปี  ยังเคืองรอยตีนกาเก่าไม่หาย รอยตีนกาใหม่มาอีกแล้ว  วันเวลาที่ผ่านมา เราทำหลายสิ่งหลายอย่าง เราเจอะเจอเรื่องราวมากมาย  แก้ปัญหาเรื่องนู้น เรื่องนี้ เรื่องนั้น มีเรื่องให้ต้องขบคิดตลอด เราใช้พลังงานไปมหาศาลในการดำเนินชีวิต   เราทุ่มเททำหลายสิ่งอย่าง เราอุทิศชีวิต เราต่อสู้ เราอดทน เราบากบั่น สิ่งที่ทำก็สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ผิดพลาดบ้าง  เกิดผลมากบ้างน้อยบ้าง หรือไม่เกิดผลเลย  บางช่วงบางเวลาเราอยู่ในอาการ “หมดสภาพ”    บางจังหวะของชีวิตก็หมดแรง ถอดใจ อยู่ในอาการล้า เหนื่อยเบื่อเซ็ง หมดไฟ  สิ่งนี้เกิดขึ้นได้กับเราทุกคน เกิดขึ้นได้กับชีวิตคริสเตียน  คริสตจักรมี theme ว่าเติบโต เราทุกคนก็ปรารถนาที่จะเติบโต  แต่บางทีก็ไปไม่ได้ ไปแบบอืด ๆ หนืด ๆ จะมีค่ายคริสตจักรยังอืด  ๆหนืดๆ ไม่ค่อยมีใครลงชื่อ  ชีพจรฝ่ายวิญญาณเริ่มแผ่วลง  เรารู้ว่าเราต้องมีไฟ มีความกระตือรือร้น มีความร้อนรน มีความตื่นเต้นกับพระเจ้า แต่เราเข็นตัวเองไปไม่ได้ เราเริ่มเย็นลง  เรารู้ว่าต้องมานมัสการ มาโบสถ์ เราก็มา ก็ร้องเพลงนะ  มาฟังเทศน์ มาเข้ากลุ่มเซลล์  แต่ก็ทำแบบเย็น ๆ แบบหมดสภาพเพื่อรักษาสภาพ  เมื่อไม่นานนี้ ข้าพเจ้าเจอรุ่นน้องคริสเตียนที่เป็นคนรุ่นใหม่มีไฟ รักพระเจ้า รับใช้ร้อนรน เราทักทายคุยกัน และเค้าบอกข้าพเจ้าว่า เค้าเลิกรับใช้แล้ว หมดไฟแล้ว เป็นคนเย็น ๆ ไปแล้วกับพระเจ้า ข้าพเจ้าก็หนุนใจเค้าสั้น ๆ ว่า พระเจ้าทรงเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และพระเจ้าก็จะมีเวลาที่จะฟื้นฟู และนำเรากลับมาอีกครั้ง   มันมีเวลาและวาระแบบนี้เกิดขึ้นได้ในชีวิต มันเกิดขึ้นได้กับเราทุกคน  แต่เราต้องรู้ว่าจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ถ้าเราเริ่มแผ่วลง เย็นลง จืดจางลง ความกระตือรือร้นหายไป  เมื่อไม่สบายเราก็ต้องดูแลรักษาตัวเอง ทานอาหารมีประโยชน์ ทานยา ไปหาหมอทำให้ร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ดีขึ้น เช่นกันเมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ว่าสภาพฝ่ายวิญญาณเราไม่ไหวเราต้องรู้จักดูแลจิตวิญญาณ ดูแลชีวิตของเราด้วย และเหนือสิ่งอื่นใด มันไม่ใช่ความพยายามของเราทั้งหมด มันไม่ใช่การตะเกียกตะกายที่ต้องกระทำด้วยตัวเราเอง แต่สิ่งที่สำคัญคือพระเจ้าจะทรงช่วยเรา เพราะทุกสิ่งสำเร็จแล้วบนไม้กางเขน  และนี่คือหัวข้อเทศนาในเช้าวันนี้ ทุกสิ่งสำเร็จแล้วบนไม้กางเขน  เช้าวันนี้เราจะมาศึกษา จากชีวิตผู้รับใช้พระเจ้าในสมัยพระคัมภีร์เดิมด้วยกัน คือชีวิตของเอลียาห์ ในพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ตกต่ำสุด ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนของพระเจ้า  แต่ก่อนที่เราจะไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นในบท 19 เราจะดูด้วยกันว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น   เรื่องราวของพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ เป็นช่วงเวลาที่กษัตริย์ดาวิดสิ้นพระชนม์ไปแล้ว มีกษัตริย์ต่าง ๆ ขึ้นมาปกครองดินแดน  อาณาจักรถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน        กษัตริย์แต่ละองค์ล้วนแต่ทำในสิ่งที่ชั่วร้าย นำประชาชนให้ทำผิดต่อพระเจ้า จนกระทั่งกษัตริย์อาหับขึ้นครองราชย์ ซึ่งชั่วร้ายที่สุด ทำชั่วมากยิ่งกว่ากษัตริย์องค์ใด ๆ อาหับไปแต่งงานกับเยเซเบลหญิงต่างชาติเป็นหญิงที่ชั่วร้าย  นำคนอิสราเอลให้ทำบาปต่อพระเจ้าโดยการกราบไหว้พระบาอัล และฆ่าผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า   พระเจ้าจึงใช้เอลียาห์ ไปจัดการกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง     เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่ทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่  เขาทำอะไร  เขาได้พยากรณ์ว่าจะเกิดความกันดารแห้งแล้ง ก็เกิดความแห้งแล้งจริง ๆ  แต่เอลียาห์ไม่ได้อดอยากพระเจ้าส่งอีกาคาบอาหารมาให้เอลียาห์ทุกวัน  ต่อมาท่านได้ไปพักอยู่กับหญิงม่ายชาวศาเรฟัทที่ยากจน แต่ทำการอัศจรรย์ ได้ทำให้ไหน้ำมันและแป้งในหม้อของหญิงม่ายไม่ขาดแคลน ทำให้ลูกของหญิงม่ายที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมา   เผชิญหน้ากับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล 450  คนและผู้เผยของพระอาเชราห์อีก 400 คน  ท้าทายพวกกราบไหว้รูปเคารพอย่างองอาจประจันหน้ากันแบบ 1 ต่อ 850 ดูว่าพระของบาอัล กับพระเจ้าของเอลียาห์ใครจะส่งไฟส่งฝนมาให้ ผลก็คือพวกพระบาอัลทำไม่ได้ แต่เมื่อเอลียาห์อธิษฐานกับพระเจ้าให้ไฟลงมาจากฟ้า ก็มีไฟลงมา เมื่ออธิษฐานขอฝน ฝนก็ตกลงมา   หลังจากนั้นเอลียาห์จัดการฆ่าผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลอย่างไม่เกรงกลัว

นี่เป็นสรุปย่อ ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นใน 1 พงศ์กษัตริย์บทที่ 17-18  เอลียาห์เป็นคนของพระเจ้าที่กระทำสิ่งยิ่งใหญ่   เขามีสิทธิอำนาจ ร้อนรน ฮึกเหิม มีไฟ กระตือรือร้น กล้าหาญมุ่งมั่น เขาทุ่มเทอุทิศชีวิตใช้พลังงานทั้งฝ่ายร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณในการรับใช้พระเจ้าแบบหมดแม๊กซ์เลย มีเท่าไหร่ใส่หมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบทต่อมา บทที่ 19 มันกลับตาลปัตร เหมือนหนังคนละม้วนเ ราวกับไม่ใช่คนเดียวกัน เมื่อเจอคำขู่ของเยเซเบลที่จะเอาชีวิต  เอลียาห์ก็หนีไปซะดื้อ ๆ หนีหัวซุกหัวซุน หนีไม่คิดชีวิต หมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป   เอ้า ! ไหงมาตายตอนจบอย่างนี้  แต่เรื่องก็ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้กำหนดให้คนของพระองค์มีจุดจบแบบนี้ พระเจ้ากำหนดให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานั้นเริ่มต้นสวยงาม ดำเนินไปอย่างดี และจบลงด้วยดีเสมอ  แม้ว่าเรื่องราวจะดูเหมือนจบลงไม่สวย แต่พระเจ้าก็ได้เข้ามาแทรกแซงในสิ่งที่เกิดขึ้น และพลิกสถานการณ์ในชีวิตของเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะคนนี้ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง  และในท่ามกลางความตกต่ำ ท่ามกลางพายุลูกใหญ่ของเอลียาห์นี้ มีบทเรียนที่มีค่าสำหรับเราทุกคน   บทเรียนประการที่ 1

1. ชีวิตที่ไม่เหลืออะไร แต่มีพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียม  1 พงศ์กษัตริย์ 19:1-8   1อาหับจึงบอกเยเซเบลตามการทั้งสิ้น   ซึ่งเอลียาห์ได้กระทำและเรื่องที่ท่านได้ฆ่าผู้เผย พระวจนะเสียด้วยดาบ 2แล้วเยเซเบลก็รับสั่งให้ผู้สื่อสารไปหาเอลียาห์ว่า   “ถ้าพรุ่งนี้เวลานี้   เรามิได้กระทำชีวิตของเจ้าให้เหมือนอย่างชีวิตของคน เหล่านั้นแล้ว   ก็ให้พระทั้งหลายลงโทษเรา   และยิ่งหนักกว่า” 3แล้วท่านก็กลัวและลุกขึ้นหนีไปเอาชีวิตรอด และมาถึงเบเออร์เชบาเขตประเทศยูดาห์   และละคนใช้ของท่านไว้ที่นั่น 4แต่ตัวท่านเองก็เดินเข้าถิ่นทุรกันดารไปเป็นระยะทางวันหนึ่ง   มานั่งอยู่ที่ใต้ต้นซากและท่านทูลขอให้ตัวท่านตายเสียทีว่า   “พอแล้วพระองค์เจ้าข้า   ข้าแต่พระเจ้า  บัดนี้ขอเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย   เพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพระองค์” 5และท่านก็นอนลงหลับอยู่ใต้ต้นซาก  ดูเถิด   มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาถูกต้องท่าน   และพูดกับท่านว่า   “ลุกขึ้นรับประทานซี” 6และท่านก็มองดู   ดูเถิด   ตรงที่ศีรษะของท่านมีขนมปังที่ปิ้งบนก้อนหินร้อนและ มีไหน้ำลูกหนึ่ง   ท่านก็รับประทานและดื่ม   และนอนลงอีก 7และทูตของพระเจ้าก็มาอีกเป็นครั้งที่สอง ถูกต้องท่านแล้วว่า   “ลุกขึ้นรับประทานซี   มิฉะนั้นทางเดินนั้นจะเกินกำลังของท่าน” 8และท่านก็ลุกขึ้นรับประทานและดื่ม   และเดินไปด้วยกำลังของอาหารนั้น   สี่สิบวันสี่สิบคืนถึงโฮเรบภูเขาของพระเจ้า  ถ้าใครมาขู่ฆ่า มาอาฆาตมาดร้าย ทำไม่ดีกับเราด้วยคำพูดด้วยการกระทำ เราจะรู้สึกอย่างไร คำขู่ฆ่าของเยเซเบล ได้ทำลายความเชื่อ ความเชื่อมั่น จนทำให้เขาตระหนกตกใจอกสั่นขวัญแขวน แล้วก็สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้ความเข้าใจว่าพระเจ้าจะเป็นผู้จัดเตรียม จะเป็นผู้จัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ แม้ว่าเขาเพิ่งจะมีประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่กับพระเจ้ามา  จริง ๆ เอลียาห์ควรจะหัวเราะใส่คำพูดคำขู่ของเยเซเบล เพราะว่าพระของเยเซเบลเพิ่งจะทำให้เยเซเบลหน้าแตกทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง  แต่เขากลับวิ่งหนี หนีแบบไม่คิดชีวิต  เขาสูญเสียการจดจ่อ แทนที่จะมองที่พระเจ้า และการจัดเตรียมของพระองค์ที่มีมาถึงทุกครั้งในชีวิตของเขา  แต่กลับไปมองที่ปัญหา ที่ทำให้เขาเตลิดไปไกล ถึงเบเออร์เชบา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้สุดของอิสราเอล เป็นระยะทางกว่า 400 กิโล ไม่พอยังเผ่นหนีต่อเข้าไปในถิ่นทุรกันดารอีก  ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นคำพูดและการกระทำของคนที่เคยประสบความสำเร็จ คนที่เคยทำสิ่งยิ่งใหญ่ เวลานี้เอลียาห์รู้สึกว่า เขาไม่เหลืออะไรแล้ว ความสำเร็จความภาคภูมิใจ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ที่เคยมีมันสูญสิ้นไปหมด เขาสูญเสียความมั่นใจในชัยชนะ ของอาณาจักรพระเจ้า  ความสำเร็จสูงสุดที่เขาได้รับ มันให้ความรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนยอดเขา แต่ในวินาทีต่อมาเพียงคำขู่ของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้เขาหล่นวูบเหมือนตกไปในก้นเหวลึก  เอลียาห์รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่เกิดผล ดังนั้นชีวิตจึงไม่มีคุณค่าอีกต่อไป ทุกอย่างจบแล้ว  ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่อ่อนแอ หมดกำลัง หมดไฟฟิวส์ขาด  อีกความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นคือ ความรู้สึกสงสารตัวเอง เอลียาห์วิ่งหนีมาทั้งวันแล้วก็มานั่งหมดอาลัยใต้ต้นซาก แล้วก็พูดออกมาว่า “พอแล้วพระเจ้า   พอกันที เอาชีวิตผมไปเลย ไม่อยากอยู่แล้ว ผมทำไม่ได้ ผมล้มเหลว”   แม้เขาทำสิ่งยิ่งใหญ่ ทำการอัศจรรย์ แต่คนอิสราเอลก็ยังไม่กลับใจ กษัตริย์อาหับไม่กลับใจ เยเซเบลไม่เปลี่ยนแปลง เขาปล่อยให้ความรู้สึกสงสารตัวเองบั่นทอนชีวิต ด้วยคำพูดแบบนี้ ด้วยความรู้สึกสงสารตัวเองแบบนี้ ได้ส่งผลเป็นการทำลายจิตใจและจิตวิญญาณ ความรู้สึกสงสารตัวเองมันกัดกร่อนฉีกกินชีวิตลงต่ำไปเรื่อย ๆ   เอลียาห์ลืมอย่างสิ้นเชิงถึงการทรงสถิตของพระเจ้า และการจัดเตรียมของพระเจ้า   เราเคยอยู่ในสภาวะเช่นนี้หรือไม่ บางทีเราทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ดี แต่ผลกลับออกมาไม่ดี เราทุ่มเทมากมายแต่เห็นผลน้อยนิด แล้วเราก็โทษตัวเอง เห็นตัวเองไม่มีคุณค่า เราวิ่งหนี แล้วก็จมอยู่กับความรู้สึกว่าไม่เหลืออะไรแล้ว หรือบางทีเราอาจทำผิดพลาด เพราะความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ ความไม่เชี่ยวชาญแต่ พระเจ้าไม่เคยกล่าวโทษเรา พระเจ้ารู้อยู่แล้วว่าเราไม่สมบูรณ์แบบ เรายังอยู่ในกระบวนการสร้างของพระเจ้า แต่เราก็ปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นกัดกร่อนชีวิตเรา    เราเคยเรียนวิชาศิลปะมั้ยคะ ครูสอนศิลปะจะสอนว่าเวลาเราใช้ดินสอวาดภาพ ห้ามใช้ยางลบ  คนเรียนอาจไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครู รู้แต่เพียงว่าเวลาวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ยววาดไม่สวยก็อยากจะลบแก้ให้มันสวย   แล้วทุกครั้งที่จะหยิบยางลบก็ผู้เรียนจะนึกถึงสิ่งที่ครูบอกว่าห้ามใช้ยางลบ   สุดท้ายจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพ ๆ นั้นไปตามจินตนาการ เช่นถ้าวาดรูปคนแต่เผลอวาดดวงตากลมโตเกินไป ฉันก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลม ๆ เป็นแว่นตาแทน การไม่ใช้ยางลบ คือการเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด  ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตคนทุกคน และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเราจะแก้ไขสิ่งนั้นได้อย่างไรต่อไป   ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด และในความผิดพลาด ในความล้มเหลวในความอ่อนแอ ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกแย่ที่สุด ช่วงเวลาที่เราคิดว่าไม่เหลืออะไรแล้วนั้น เรายังมีพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งอันดีสำหรับเรา    1 โครินธ์ 2:9  9ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน   และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง   คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์   เราต้องเชื่อมั่นในการจัดเตรียมของพระเจ้า แม้จะเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เลวร้ายที่สุด เป็นเวลาที่เราต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม  สภาวะของความหดหู่ใจ ความท้อใจ ความท้อแท้สิ้นหวัง  เราเองก็มีช่วงเวลานี้ได้ มีสภาวะเช่นนี้ได้  เหมือนกับคนของพระเจ้า และเมื่ออยู่ในสภาวะนั้น หลายครั้งที่เราอยากจะยอมแพ้ ไม่เอาแล้ว พอกันที รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าที่จะทำอะไรได้ต่อไป เหนื่อยเกินกว่าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ก่อนที่เราจะยกธงขาวยอมแพ้ เราต้องรู้ว่าพระเจ้ามีการจัดเตรียมความห่วงใย ความเข้าใจการเล้าโลมใจ การดูแลให้กับคนของพระองค์เหมือนที่กษัตริย์ดาวิดกล่าวไว้พระธรรสดุดี ว่า สดุดี 23:1- 6  พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ   ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน   2พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด   พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ   3ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า  พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม  เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์    4แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช   ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ  เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์  คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์  5พระองค์ทรงเตรียมสำรับให้ข้าพระองค์   ต่อหน้าต่อตาศัตรูของข้าพระองค์  พระองค์ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำมัน ขันน้ำของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่  6แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคง   จะติดตามข้าพเจ้าไป  ตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า  และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์  แม้ชีวิตไม่เหลืออะไร แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียม และประการที่ 2

2. ชีวิตที่มีความกลัว แต่พระเจ้าเป็นกำลัง  ความรู้สึกหนึ่งที่ผลักเอลียาห์ให้หนีไป นั่นคือความกลัว  นักจิตวิทยาบอกว่า ความกลัวทำให้เกิดปฎิกริยาตอบสนองทางกายได้มากกว่า 1400 แบบ คือมันสามารถผลักดันให้เราทำอะไรก็ได้   ความกลัวไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่มาจากมาร  สิ่งที่มารซาตานทำคือ มันชอบขู่ให้เรากลัว 1 เปโตร 5:8  8ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี   ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ   ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้  ถ้ามีสิงโตมาขู่คำราม เราจะรู้สึกอย่างไร กลัวแน่นอน คงไม่มีใครอยากเข้าไปเกาคางมันเล่น  พระคัมภีร์ตอนนี้เปรียบมารว่าเป็นเหมือนสิงห์คำราม  เค้าบอกว่า สิงโตที่มันคำรามส่วนใหญ่แล้วสิงโตแก่ ๆ ที่ไม่มีฟันไม่มีเขี้ยวแล้ว  มันส่งเสียงคำรามเพื่อให้เหยื่อกลัวและวิ่งหนีไปเจอสิงโตที่ยังมีฟันมีเขี้ยวที่คอยซุ่มโจมตีอยู่  ซาตานเป็นสิงโตที่คำรามไม่มีเขี้ยวเล็บ ทำอะไรเราไม่ได้ เพราะว่าพระโลหิตพระเยซูคริสต์ทรงปกป้องเราอยู่  แต่มันทำให้เรากลัวได้ และเมื่อเรากลัว  เราเตลิดเปิดเปิง เราก็กำลังวิ่งเข้าสู่ปัญหา และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ และเกิดขึ้นกับเราด้วย  แต่เราต้องไม่กลัวการข่มขู่ของมัน เพราะเรารู้เท่าทันเล่ห์กลอุบายของมันแล้ว  และที่สำคัญที่สุดไม่ว่าเราจะอยู่กับความทุกข์ กับปัญหา กับความกลัวที่แย่แค่ไหน พระเจ้าก็อยู่กับเราที่นั่น ในที่ ๆ แย่ที่สุด ในจุดที่ตกต่ำที่สุด ในสภาวะที่ล้มเหลวที่สุด ในความกลัวอย่างสุดขีด พระเจ้าอยู่กับเรา และทรงเป็นกำลังให้แก่เรา  พระเจ้าเป็นหมอ เป็นนายแพทย์ใหญ่ที่จะดูแลสุขภาพชีวิตเราให้แข็งแรง และพระองค์รู้วิธีที่จะฟื้นฟูเรา นำเรากลับสู่สภาพดี   เรามาดูสิ่งที่พระเจ้าทำกับเอลียาห์  ในฐานะนายแพทย์  พระองค์ ออกใบสั่งยา  ใบสั่งยาแรกคือ พระเจ้าปล่อยให้เอลียาห์นอนพักกินดื่ม  1 พงศ์กษัตริย์ 19:5 -8 ” 5และท่านก็นอนลงหลับอยู่ใต้ต้นซาก  ดูเถิด   มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาถูกต้องท่าน   และพูดกับท่านว่า   “ลุกขึ้นรับประทานซี” 6และท่านก็มองดู   ดูเถิด   ตรงที่ศีรษะของท่านมีขนมปังที่ปิ้งบนก้อนหินร้อนและ มีไหน้ำลูกหนึ่ง   ท่านก็รับประทานและดื่ม   และนอนลงอีก  นี่คือใบสั่งยาแรก คือ เราต้องพัก  แทนที่จะบอกให้เอลียาห์ลุกขึ้น กลับไปทำงาน  แต่พระเจ้าปล่อยให้พัก แทนที่พระเจ้าจะเทศนาสั่งสอนแบบกันณ์ใหญ่ หรือพูดอะไรให้รู้สึกละอายใจที่วิ่งหนีมาแบบนี้  แต่พระเจ้าปล่อยให้เขานอนหลับ ปล่อยให้เขาได้พัก  เพราะว่าพระเจ้าทรงรักเขา  และพระเจ้าทรงรักเรา ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหน แม้แต่ว่าเราจะซ่อนตัวอยู่ พระเจ้าอยู่กับเราพร้อมที่จะช่วยเรา สดุดี 139:7-10 7ข้าพระองค์จะไปไหน  ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้  หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์   8ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์   พระองค์ทรงสถิตที่นั่น  ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดน   ผู้ตาย  พระองค์ทรงสถิตที่นั่น  9ถ้าข้าพระองค์จะติดปีกแสงอรุณ และอาศัยอยู่ที่ส่วนของทะเลไกลโพ้น  10แม้ถึงที่นั่น  พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์  และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้  พระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์ไปปรนนิบัติเอลียาห์ด้วย  แผนก  Delivery ส่งอาหารไปให้ เป็นขนมปังและน้ำดื่ม เมื่อกินและดื่มเสร็จ เอลียาห์ก็นอนหลับต่อ  แล้วไม่ได้มาครั้งเดียวมาส่งอาหารอีกครั้งที่ 2  พี่น้องร่างกายของเราต้องการการพักผ่อน อย่าใช้ร่างกายจนหมดแม๊กซ์ หมดพลังแล้วต้องตกอยู่ในสภาพเหน็ดเหนื่อยอิดโรย  อย่ากลัวที่จะทำให้จังหวะชีวิตของเราช้าลงบ้าง ไม่ต้องรีบเร่ง เร่งรัดตลอดเวลา ซะทุกอย่าง เราต้องมีเวลาในแต่ละวันที่จะพักสงบ และพักผ่อน  เราต้องมีเวลาที่พักสงบในพระเจ้า เราต้องให้ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณเราได้พัก ได้ผ่อนคลาย  ใบสั่งยาใบที่ 2 คือ เราต้องพบพระเจ้า
1 พงศ์กษัตริย์ 19 :8-13  8และท่านก็ลุกขึ้นรับประทานและดื่ม   และเดินไปด้วยกำลังของอาหารนั้น   สี่สิบวันสี่สิบคืนถึงโฮเรบภูเขาของพระเจ้า  9ที่นั่นท่านมาถึงถ้ำแห่งหนึ่งก็เข้าพักอยู่   และดูเถิด  พระวจนะของพระเจ้ามาถึงท่าน   และพระองค์ตรัสกับท่านว่า   “เอลียาห์เอ๋ย  เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่” 10ท่านทูลว่า   “ข้าพระองค์ร้อนรนเพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา ยิ่งนัก   เพราะประชาชนอิสราเอลได้ทอดทิ้งพันธสัญญาของพระองค์   พังแท่นบูชาของพระองค์ลงเสีย   และประหารผู้เผยพระวจนะของพระองค์เสียด้วยดาบ   และข้าพระองค์   ข้าพระองค์แต่ผู้เดียวเหลืออยู่และเขาทั้งหลายแสวงชีวิตของ ข้าพระองค์เพื่อจะเอาไปเสีย” 11และพระองค์ตรัสว่า   “จงออกไปเถิด   ไปยืนอยู่บนภูเขาต่อพระพักตร์พระเจ้า”   และดูเถิด   พระเจ้าทรงผ่านไป   และลมใหญ่อันแรงกล้าได้พัดพังภูเขา   และทำให้หินแตกเป็นก้อนๆต่อพระพักตร์พระเจ้า   แต่พระเจ้ามิได้สถิตในลมนั้น   ภายหลังลมก็แผ่นดินไหว   แต่พระเจ้าหาทรงสถิตในแผ่นดินไหวนั้นไม่ 12ภายหลังแผ่นดินไหวก็เกิดไฟ   แต่พระเจ้าหาทรงสถิตในไฟนั้นไม่   ภายหลังไฟก็มีเสียงเบาๆ 13และเมื่อเอลียาห์ได้ยินท่านก็เอาผ้าคลุมหน้าไว้   ออกไปยืนอยู่ที่ปากถ้ำ   และดูเถิด   มีเสียงมาถึงท่านว่า   “เอลียาห์เอ๋ย  เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่”  เมื่ออารมณ์เรามันไม่ปกติ มันง่ายมากที่จะคิดว่าคนอื่นไม่โอเคกับเรา ต่อต้านเรา รวมทั้งมีความคิดนี้กับพระเจ้าด้วย   เอลียาห์เดินทางเป็นเวลา 40 วัน 40 คืนไปที่ภูเขาโฮเรบ เป็นสถานที่ ๆ ไกลมากจากจุดที่เขาหนีเยเซเบลมา ความกลัวผลักดันเขามาไกลมาก  และนี่เป็นสิ่งเดียวกันที่เกิดขึ้นกับเรา เมื่อเรากลัว เราท้อแท้ใจ เรามีแนวโน้มที่จะทำอะไร หรือไปอย่างไม่มีจุดหมาย แล้วที่สำคัญเราเตลิดไปไกลจากน้ำพระทัยพระเจ้า และมีความรู้สึกว่าพระเจ้าไม่อยู่ด้วยกับเราแล้ว เรารู้สึกโดดเดี่ยว  ภาพรอยเท้าบนพื้นทราย FOOTPRINT เป็นบทกวีที่เขียนว่า ในยามที่มีความสุข มีรอยเท้าของคน 2 คนเดินอยู่บนหาดทราย แต่ในเวลาที่เป็นทุกข์กลับมีรอยเท้าของคน ๆ เดียว ที่พระเจ้าไม่อยู่ด้วยแล้ว  แต่แท้จริงแล้ว รอยเท้านั้นไม่ใช่รอยเท้าของเรา แต่เป็นรอยเท้าของพระเจ้าที่กำลังอุ้มเราเดินอยู่ เราต้องเชื่อมั่นว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเราและเป็นกำลังให้เราในยามที่เราตกอยู่ในความกลัว ชีวิตเราต้องพบพระเจ้าทั้งในยามสุขยามทุกข์ยาก พระเจ้าไม่ได้เพียงแค่ดูแลเราให้ผ่านช่วงหนักหนาสาหัจไปได้เท่านั้น แต่พระเจ้าจะเดินผ่านสิ่งนั้นเผชิญสิ่งนั้นร่วมกับเราด้วย  เมื่อเอลียาห์เข้าไปในถ้ำ พักอยู่ในนั้น และพระเจ้าตรัสกับเขา “เอลียาห์เอ๋ย เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่”  ไม่ใช่พระเจ้าไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้น แต่พระองค์ถามเพื่อให้เอลียาห์พูดออกมา พระเจ้าไม่ได้ต้องการข้อมูลอะไร ไม่มีอะไรใหม่สำหรับพระองค์ พระองค์รู้หมดแล้วแต่พระองค์ต้องการให้เขาระบายออกมา   ณ.จุด ๆ นี้จิตวิญญาณของเอลียาห์ต้องพบพระเจ้า ต้องสัมผัสการทรงสถิตของพระองค์  พระเจ้าเรียกเขาออกมาจากถ้ำ  เพื่อที่เขาจะยืนอย่างผ่าเผยอีกครั้งบนยอดเขาต่อพระพักตร์พระเจ้า อีกครั้ง  ถ้ำของเราคืออะไร บางทีถ้ำของเราก็เป็นความขุ่นเคือง เรากำลังโกรธพระเจ้า หรือโกรธใครบางคน  เราต้องออกมาจากถ้ำนี้  บางทีถ้ำของใครบางคนอาจเป็นความเสียใจ ความสิ้นหวัง และรู้สึกว่าหมดแล้วไม่เหลืออะไรแล้ว และอยากจะแยกตัวเองจากผู้คน  เราต้องออกมาจากถ้ำนี้   บางทีถ้ำก็เป็นความสะดวกสบาย หรืออาจเป็นผลมาจากถูกสบประมาทเพราะการทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า  เราต้องออกมาจากถ้ำนี้   เมื่อเอลียาห์อยู่ในถ้ำ เกิดอะไรขึ้น มีลมลูกใหญ่พัดมาหินแตกเป็นก้อน ๆ แต่พระเจ้าไม่ได้อยู่ในลมนั้น  จากลมก็เป็นแผ่นดินไหว แต่นั่นก็ไม่ใช่พระเจ้า แล้วก็มีไฟซึ่งก็ไม่ใช่อีก เมื่อลมสงบ แผ่นดินหยุดไหว ไฟดับลง ก็ปรากฏเป็นเสียงตรัสของพระเจ้า   และเมื่อเอลียาห์ได้ยินเสียงพระเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาเดินออกจากถ้ำแห่งการสงสารตัวเอง จะอ่านอีกครั้งในข้อที่ 13 13และเมื่อเอลียาห์ได้ยินท่านก็เอาผ้าคลุมหน้าไว้   ออกไปยืนอยู่ที่ปากถ้ำ   และดูเถิด   มีเสียงมาถึงท่านว่า   “เอลียาห์เอ๋ย  เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่”  นี่กำลังบอกเราว่า โดยการสำแดงเปิดเผยของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ โดยเสียงตรัสของพระองค์ ที่นำเอลียาห์ออกมาจากถ้ำ และเช่นกันโดยเสียงตรัสพระเจ้าจะนำเรากลับสู่สภาพดี นำเราเชื่อมต่อกับพระเจ้าอีกครั้ง   ชีวิตเราต้องพบพระเจ้าทั้งในยามสุขยามทุกข์ยาก พระเจ้าไม่ได้เพียงแค่ดูแลเราให้ผ่านช่วงหนักหนาสาหัจเท่านั้น แต่พระเจ้าจะเดินผ่านสิ่งนั้นเผชิญสิ่งนั้นกับเราด้วย การที่เอลียาห์ได้ยินเสียงพระเจ้าเป็นสิ่งที่เตือนความทรงจำว่า พระเจ้าทรงควบคุมทรงครอบครองอยู่ในทุกสถานการณ์ของชีวิต  ถ้าเราต้องการพบพระเจ้า มันสำคัญมากที่เราจะต้องตัดตัวเองออกจากเสียงที่ไม่ใช่ ออกจากความวุ่นวายยุ่งเหยิงในชีวิตของเรา เราจะได้ยินเสียงพระเจ้ายากมากถ้าชีวิตเราเต็มไปด้วยเสียงอื่น  และพระเจ้าก็จะไม่ปรากฎสำแดงกับเราบนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล หรือมาปรากฏเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ เป็นไฟ เป็นลม  เป็นแผ่นดินไหว เราต้องเงียบสงบพอที่จะฟังพระเจ้า สงบมากพอที่จะพบพระองค์  เศคาริยาห์ 4:6 มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ   แต่ด้วยวิญญาณของเรา  พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ  ฤทธิ์อำนาจพระองค์อยู่ที่ไหน อยู่ที่พระคำของพระองค์ อยู่ที่พระวจนะ อยู่ที่คำตรัสในพระคัมภีร์ เป็นความสงบ เป็นเสียงที่อ่อนโยน เป็นเสียงกระซิบ ถ้าเสียงตรัสที่แผ่วเบาสามารถทำให้เอลียาห์ผู้เต็มไปด้วยความหวดกลัวลุกออกมาจากถ้ำได้ ก็ต้องทำให้ชีวิตเราลุกขึ้นได้ด้วยเช่นกัน และเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความเชื่อมั่น  เราทุกคนต้องพบพระเจ้าผ่านพระคำ นี่เป็นเสียงตรัสที่พระองค์ยังคงตรัสกับเราทุกวัน และด้วยเสียงตรัสนี้แหละที่จะเปลี่ยนชีวิตของเราอย่างแท้จริง  ใบสั่งยาใบที่ 3  รับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย  1 พงศ์กษัตริย์ 19:14-18 14ท่านทูลว่า   “ข้าพระองค์ร้อนรนเพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธายิ่งนัก   เพราะว่าประชาชนอิสราเอลได้ทอดทิ้งพันธสัญญาของพระองค์   พังแท่นบูชาของพระองค์ลงเสีย   และประหารผู้เผยพระวจนะของพระองค์เสียด้วยดาบ   และข้าพระองค์  ข้าพระองค์แต่ผู้เดียวเหลืออยู่   และเขาทั้งหลายแสวงชีวิตของข้าพระองค์เพื่อจะเอาไปเสีย” 15และพระเยโฮวาห์ตรัสกับท่านว่า   “ไปเถอะ   จงกลับไปตามทางของเจ้าถึงถิ่นทุรกันดารดามัสกัส   และเมื่อเจ้าไปถึงแล้ว   เจ้าจงเจิมฮาซาเอลไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนือประเทศซีเรีย 16และเยฮูบุตรนิมซีนั้น   เจ้าจงเจิมให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล   และเอลีชาบุตรชาฟัทชาวอาเบลเมโฮลาห์   เจ้าจงเจิมตั้งไว้ให้เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า 17และผู้ที่รอดจากดาบของฮาซาเอล   เยฮูจะฆ่าเสียและผู้ที่รอดจากดาบของเยฮู   เอลีชาจะฆ่าเสีย 18แต่เราจะเหลือเจ็ดพันคนไว้ในอิสราเอล   คือทุกเข่าซึ่งมิได้น้อมลงต่อพระบาอัล   และทุกปากซึ่งมิได้จุบรูปนั้น” เอลียาห์พักแล้ว พบพระเจ้าแล้ว และสิ่งจำเป็นที่ต้องทำต่อไปคือ รับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย   พระเจ้าสั่งให้เอลียาห์ไปเจิม ฮาซาเอลเป็นกษัตริย์ของซีเรีย และเจิมเยฮูเป็นกษัตริย์อิสราเอล และเจิมเอลีชาเป็นผู้เผยพระวจนะแทนตัวเอง  สิ่งที่พระเจ้าบอกให้เอลียาห์ทำนี้คืออะไร นี่คือพัฒนาการของความก้าวหน้าการเติบโต การเปลี่ยนแปลง ก่อนที่เอลียาห์จะพบพระเจ้า เขาจดจ่อที่ตัวเองเท่านั้น และวิ่งหนี และไม่ยอมทำอะไร   แต่เมื่อพบพระเจ้าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  เมื่อเราได้พัก ได้พบพระเจ้า พระองค์มีบางสิ่งที่จะบอกเรา  มีหลายวิธีที่มารซาตานใช้ความกลัวเพื่อแย่งเอาสิ่งดี ๆ ไปจากชีวิตเรา ความกลัวจะบอกว่าเราไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น เราไม่มีอะไร เราไม่สามารถทำอะไร เราไม่มีทางเป็นอะไรได้เลย   ความกลัวทำให้เราไม่กล้าทำสิ่งที่เป็นน้ำพระทัย ไม่กล้าเป็นพยาน ประกาศข่าวประเสริฐ ความกลัวครอบงำเราจนเราทำอะไรไม่ได้ แต่เราต้องชนะความกลัวนั้น   มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า   นานมาแล้วมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีการแข่งขันกีฬาเพื่อหาผู้ที่เก่งที่สุด มีบุ้งหลายตัวมาสมัครเพื่อลงแข่งขัน ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าต้องแข่งกีฬาอะไรบ้างจนถึงวันแข่ง ปรากฏว่ามีกีฬาว่ายน้ำ บุ้งหลายตัวเริ่มก้าวถอยหลัง และขอถอนตัวออกจากการแข่งขัน  ด้วยความกลัว เหลือบุ้งเพียง 10 กว่าตัวเท่านั้น เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น บุ้งที่เข้าแข่งขันทุกตัวก็กระโดดลงน้ำและว่ายน้ำออกไป  แต่การว่ายน้ำเป็นอะไรที่พวกบุ้งไม่เคยทำมาก่อน  พวกชาวบ้านจึงตะโกนให้บุ้งว่ายน้ำกลับมา “อย่าว่ายต่อไปเลย มันยากเกินไป”   บ้างก็บอกว่า “พวกบุ้งอย่างเราไม่มีทางทำได้หรอก” พวกบุ้งที่เข้าแข่งขันก็ยอมแพ้ไปทีละตัว  สองตัว ทั้งที่ว่ายได้แค่แป๊ปเดียว  จนเหลือบุ้งตัวเดียวที่ยังตั้งหน้าตั้งตาว่ายอย่างสุดชีวิต กระแสน้ำจะเชี่ยวเท่าไหร่เจ้าบุ้งนั้นก็ยิ่งออกแรง ว่ายทวนน้ำอย่างไม่ฟังคำพูดของชาวบ้าน  จนในที่สุดก็ถึงอีกฝั่งและบุ้งตัวนั้นก็เป็นผู้ชนะ  มีการพูดคุยกันถึงชัยชนะของเจ้าบุ้งตัวนั้น  “รู้มั้ยว่าทำไมบุ้งตัวนั้นถึงทำได้สำเร็จ    เพราะบุ้งตัวนั้น หูหนวก”   มันเลยไม่ได้ยินเสียงขู่ให้กลัว ให้เลิกให้ถอย ให้หันหลังกลับ  บางทีเราต้องหูหนวก ที่จะไม่ฟังเสียงที่ทำให้เราเกิดความกลัว เพื่อเราจะทำในสิ่งที่ควรจะทำ     พระเจ้าต้องการให้เอลียาห์ตัดสินใจด้วยการเชื่อฟังพระองค์มากกว่าตัดสินใจตามอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง   พระเจ้ารู้จักเราดีมากกว่าที่เรารู้จักตัวเอง และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าที่พระองค์บอกให้เอลียาห์ทำบางสิ่งบางอย่าง   เอลียาห์ต้องไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายที่จะไปช่วยคนอื่น เพราะนั่นเป็นกระบวนการของการฟื้นฟู และเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ดี เมื่อออกมาจากถ้ำแล้ว    เราเองต้องมีจิตสำนึกในการใส่ใจต่อผู้อื่น  เราต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือไปถึงคนอื่น  เราต้องใช้ของประทานความสามารถที่จะเสริมสร้างคนอื่นหรือทำให้คริสตจักรแข็งแรงขึ้น   ถ้าเราต้องการมีชีวิตที่เข้มแข็ง ปราศจากความกลัว ต้องการให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นกับตัวเรา เราต้องมีจุดเริ่มต้นใหม่ที่ถูกต้อง  เราต้องละสายตาไปจากตัวเอง ละสายตาจากปัญหาตัวเอง และมองไปที่คนอื่นมากขึ้น และเราจะประหลาดใจว่าทำไมชีวิตเรามันถึงได้รู้สึกเติมเต็มแบบนี้ อย่ากลัวที่จะช่วยใคร อย่ากลัวที่จะทำเพื่อผู้อื่น    เอลียาห์ล้ม ก็ลุกขึ้นใหม่ได้โดยพระเจ้า  ไม่เหลืออะไรแล้วแต่ก็ยังมีพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียม มีความกลัวมากมาย แต่พระเจ้าเป็นกำลัง เขาก้าวไปสู่ความสำเร็จอีกครั้งโดยพระเจ้า  พระเจ้าไม่ได้มองว่าการที่เราล้มเหลว เหนื่อย กลัว เป็นความผิด ความบาป  แต่นี่เป็นความรักของพระเจ้า    ไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายของความรัก พระองค์แบกรับทุกสิ่งแทนเราแล้ว ในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เราเผชิญ  เราจะลุกขึ้นใหม่ รับการฟื้นฟูใหม่ รับกำลังใหม่ เรามีพระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกสิ่ง มีพระเจ้าเป็นกำลัง ทุกสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตนั้นไม่ใช่จะต้องสำเร็จ แต่สำเร็จแล้วโดยพระเยซูคริสต์ ทุกสิ่งสำเร็จแล้วบนไม้กางเขน  ให้เรามองเห็นความสำเร็จด้วยสายตาแห่งความเชื่อ มองเห็นตัวเรายืนบนยอดเขาสูงตระหง่าน ไม่ใช่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ  2 ทิโมธี 1:7  7เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา   แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์   ความรัก   และการบังคับตนเองให้แก่เรา   1 ยอห์น 4:18  18ในความรักนั้นไม่มีความกลัว   แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย   เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษและผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์

ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 

   อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

   “เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…ถ่อมใจกับการปรนนิบัติ”

 

 

คำว่า คนใช้ หมายถึง คนรับใช้  หรือคนถูกใช้  คนรับใช้ จะทำหน้าที่ปรนนิบัติคนที่เป็นนาย ซึ่งคือคนที่รับการปรนนิบัติ และในสังคมของเราก็รู้สึกว่า สถานะของคนที่รับการปรนนิบัตินั้นดูดีกว่าคนที่กำลังปรนนิบัติ  เพราะเราคิดว่า นี่คือการบ่งบอกถึงฐานะของความเป็นนายกับคนรับใช้  ในยุคของคนรุ่นใหม่ เราไม่ค่อยจะมีการจ้างคนใช้ ยกเว้นเศรษฐี เพราะว่าเขามีเงินจ้างคนใช้ หรือคนรับใช้ คนรุ่นใหม่อย่างเรา ที่ต้องประหยัดและใช้เงินอย่างคุ้มค่า เพราะเงินหายากขึ้นทุกที อะไรที่ทำได้เอง ก็ดีกว่าไปจ้างเขามาทำให้ เราจึงเห็นการจ้างคนใช้น้อยลง แต่สิ่งที่พบเห็นมากขึ้นคือการใช้คน  เช่น ใช้คนเป็นเครื่องมือเพื่อสนองกิเลศตัณหาของเรา ใช้คนโดยไม่ให้คนๆนั้นรู้ตัว เรียกว่า หลอกใช้ หรือบางคนรู้ว่าถูกหลอกก็ยังยอมให้ตัวเองถูกหลอกใช้   และก็มีคนไม่น้อยที่กลัวถูกใช้หรือถูกหลอกใช้ ทำให้เกิดเป็นปัญหาสังคมมากมายติดตามมา และก็ทำให้คนพลิกแพลงวิธีใช้คนอย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น เพื่อจะหลอกใช้  นี่เป็นวิธีใหม่ของคนในยุคนี้ โดยเฉพาะในสังคมของคริสเตียนที่มีคนรู้จุดยืนของคริสเตียนว่าพระคัมภีร์สอนเราให้ปรนนิบัติ ซึ่งก็แปลว่า รับใช้ ให้ใช้ ถูกใช้ เราจะทำอย่างไรที่พระคำตอนนี้จะทำให้เราไม่กลายเป็นเหยื่อของคนที่แสวงหาประโยชน์เข้าตัวเอง และจะทำอย่างไร ให้เรามีสติปัญญาที่จะดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างคนที่ไม่เป็นเหยื่อ ไม่ใช่แค่เอาตัวรอด แต่เป็นผู้ที่ดำเนินตามพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในสังคมอย่างผู้แข็งแกร่งในสังคมยุคที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว  มัทธิว 20:25-28  25 ​พระ​เยซู​ทรง​เรียก​เขา​ทั้ง​หลาย​มา​ตรัส​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้อยู่​ว่า​ผู้​ครอง​ของ​คน​ต่างชาติ ย่อม​เป็น​เจ้า​เหนือ​เขา และ​ผู้ใหญ่​ทั้ง​หลาย​ก็​ใช้​อำนาจ​บังคับ​26 แต่​ใน​พวก​ท่าน​หา​เป็น​อย่าง​นั้น​ไม่ ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​ได้​เป็น​ใหญ่​ใน​พวก​ท่าน ผู้​นั้น​จะต้อง​เป็น​ผู้​ปรนนิบัติ​ท่าน​ทั้ง​หลาย27 ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​ได้​เป็น​เอก​เป็น​ต้น ผู้​นั้น​จะต้อง​เป็น​ทาส​สมัคร​ของ​พวก​ท่าน28 อย่าง​ที่​บุตร​มนุษย์​มิ​ได้มา​เพื่อ​รับ​การ​ปรนนิบัติ แต่​ท่าน​มา​เพื่อ​จะ​ปรนนิบัติ​เขา และ​ประทาน​ชีวิต​ของ​ท่าน​ให้​เป็น​ค่า​ไถ่​คน​เป็น​อัน​มาก” มีคริสเตียนมากมายพยายามประยุกต์ใช้พระธรรมตอนนี้เกี่ยวกับความถ่อมใจในการปรนนิบัติผู้อื่น ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​ได้​เป็น​ใหญ่​ใน​พวก​ท่าน ผู้​นั้น​จะต้อง​เป็น​ผู้​ปรนนิบัติ​ท่าน​ทั้ง​หลาย โปรดระวัง เพราะมีคริสเตียนไม่น้อยได้เดินมาถึง ณ ที่ตรงนี้อย่างสัตย์ซื่อ จนได้รับการยอมรับว่าเป็นแบบอย่างของผู้ปรนนิบัติ จนความภูมิใจนั้นได้กลายเป็นความรู้สึกว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องรับการปรนนิบัติ นี่คือการสื่อสารออกมาว่า ไม่มีวันที่ฉันจะอ่อนแอ ไม่มีวันที่ฉันจะต้องการความช่วยเหลือ (เป็นไปได้?) หรือจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่า ฉันอ่อนแอ และต้องการความช่วยเหลือ เพราะเป้าหมายของการเป็นผู้ปรนนิบัติมีเป้าหมายของความเป็นใหญ่ คือเล็กไม่ได้ ทั้งๆที่การเริ่มต้นต้องจากเล็กๆ แต่พระเยซูไม่ได้จบคำสอนเรื่องนี้เพียงเท่านี้ พระองค์ยังตรัสต่อไปอีกว่า  27 ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​ได้​เป็น​เอก​เป็น​ต้น ผู้​นั้น​จะต้อง​เป็น​ทาส​สมัคร​ของ​พวก​ท่าน นี่คือความสมบูรณ์ของคำสอนเรื่องการปรนนิบัติ เพราะว่าแรงจูงใจของการรับใช้คือความถ่อมใจอย่างแท้จริง ในสมัยพระเยซู คำว่า ทาสสมัคร เป็นที่รู้กันในหมู่พวกยิวว่า ทาสสมัครเกิดจากตัวทาสเอง  ทาสคนนั้นมีโอกาสเป็นไท ไม่ต้องรับใช้นายเดิม และออกไปจากบ้านของนายได้ แต่ทาสคนนั้นยังยืนยันที่จะรับใช้นายคนเดิม และยอมเป็นทาสตลอดไปด้วยความสมัครใจ ตลอดไปหมายถึง จะไม่มีโอกาสที่จะหลุดจากสภาพการรับใช้ตลอดไป คำศัพท์คำนี้ใช้คำว่า ดูลอส bond slave คนที่จะมาถึงจุดนี้ต้องมีความถ่อมใจ และมีเลือดแห่งการเป็นผู้ปรนนิบัติอยู่ในชีวิตของเขาทั้งหมด เพราะฉะนั้น การปรนนิบัติเพื่อจะเป็นใหญ่จึงไม่ใช่เป้าหมาย หรือการรับใช้เพื่อจะเป็นคนสำคัญก็ไม่ใช่เป้าหมาย  แต่เป็นเพราะธรรมชาติแห่งการเป็นผู้ปรนนิบัติอยู่ในชีวิตของคนนั้น และพระเยซูได้ปิดท้ายคำสอนนี้ด้วยตัวพระองค์เอง 28 อย่าง​ที่​บุตร​มนุษย์​มิ​ได้มา​เพื่อ​รับ​การ​ปรนนิบัติ แต่​ท่าน​มา​เพื่อ​จะ​ปรนนิบัติ​เขา และ​ประทาน​ชีวิต​ของ​ท่าน​ให้​เป็น​ค่า​ไถ่​คน​เป็น​อัน​มาก”  คำว่า ค่าไถ่ หมายถึงราคาที่จ่ายไปเพื่อให้คนที่เป็นทาสเป็นไท พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสด็จมาอยู่ในสภาพทาสของอาณาจักรโรม พระองค์สามารถปรนนิบัติคนมากมายเคียงบ่าเคียงไหล่เท่าเทียมกับคนยิวที่อยู่ในสภาพทาสเวลานั้น พระองค์ได้สอนให้คนยิวที่ตกอยู่ในสภาพต้องรับใช้อาณาจักรโรมด้วยสถานะที่เป็นอาณานิคม แต่อย่าให้จิตใจและจิตวิญญาณเป็นทาสไปด้วย  แต่เป็นมาจากจิตใจที่ดี สปิริตที่ดี อย่างเช่น มัทธิว 5:41  41 ถ้า​ผู้ใด​จะ​เกณฑ์​ท่าน​ให้​เดินทาง​ไป​หนึ่ง​กิโลเมตร ​ก็​ให้​เลย​ไป​กับ​เขา​ถึง​สอง​กิโลเมตร​42 ถ้า​เขา​จะ​ขอ​สิ่ง​ใด​จาก​ท่าน ​ก็​จง​ให้​อย่า​เมิน​หน้า​จาก​ผู้​ที่​อยาก​ขอ​ยืม​จาก​ท่าน​ เป็นตัวอย่างหนึ่งของสปิริตของความถ่อมใจในการรับใช้ กฏหมายโรมบังคับให้เชลยทุกคนต้องทำหน้าที่ปรนนิบัติทหารโรม เช่น ทหารโรมพบเห็นเชลยตามท้องถนนที่ไหนก็สามารถเกณฑ์ให้คนนั้นแบกสิ่งของได้ในระยะทางที่เขาต้องการ เราได้เห็นตอนพระเยซูแบกกางเขนแล้วพระองค์แบกไม่ไหวเนื่องจากถูกทรมานจนสาหัส ก็ได้มีการเกณฑ์ให้คนยิวคนหนึ่ง มาระโก 15:21 21 มี​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ซีโมน​ชาว​ไซรีน เป็น​บิดา​ขอ​งอเล็กซานเดอร์​และ​รู​ฟัส เดิน​มา​จาก​บ้าน​นอก​ตาม​ทาง​นั้น เขา​ก็​เกณฑ์​ซีโมน​ให้​แบก​กางเขน​ของ​พระ​องค์​ไป เพราะ ฉะนั้นคนยิวจึงไม่ค่อยอยากเต็มใจที่จะรับใช้ตามคำสั่งของทหารโรม เพราะเป็นการบีบบังคับ และรู้สึกอับอายขายหน้าที่ต้องถูกเกณฑ์ใช้งาน ส่วนคนที่ไม่ถูกเกณฑ์ใช้งานก็อาจจะรู้สึกว่าตนเองโชคดีไป ส่วนคนที่ถูกเกณฑ์ใช้งานก็ทำด้วยความรู้สึกขมขื่นที่ต้องรับใช้  สุภาษิต 32:6-9 6 เพราะ​ฉะนั้น ขอ​ให้​ธรรมิก​ชน​ทุก​คน​อธิษฐาน​ต่อ​พระ​องค์ ​ใน​เวลา​ที่​จะ​พบ​พระ​องค์​ได้ ใน​เวลา​น้ำ​ท่วม​มาก น้ำ​จะ​ไม่​มาถึง​คน​นั้น 7 ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​ที่​ซ่อน​ของ​ข้า​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ทรง​สงวน​ข้า​พระ​องค์​ไว้​จาก​ความ​ยาก​ลำบาก ​พระ​องค์​ทรง​ล้อม​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ด้วย​เพลง​ฉลอง​การ​ช่วย​กู้ 8 เรา​จะ​แนะนำ​และ​สอน​เจ้า​ถึง​ทาง​ที่​เจ้า​ควร​จะ​เดิน​ไป เรา​จะ​ให้​คำปรึกษา​แก่​เจ้า​ด้วย​จับ​ตา​เจ้า​อยู่ 9 อย่า​เป็น​เหมือน​ม้า​หรือ​ล่อ ที่​ปราศจาก​ความ​เข้าใจ ซึ่ง​ต้อง​ติด​สาย​ผ่า​ปาก​และ​บังเหียน มิฉะนั้น​มัน​ก็​ไม่​ไป​กับ​เจ้า ผู้เขียนสดุดีกำลังบอกคนของพระเจ้าว่า จงฟังคำแนะนำและคำสอนถึงทางที่ควรเดินไป จงเป็นผู้ปรนนิบัติด้วยความเข้าใจ มิฉะนั้น การรับใช้ที่ทุกคนหนีไม่พ้นจะกลายเป็นความขมขื่น เมื่อมันกลายเป็นการบังคับ ความขมขื่นทำลายความสุข มีแต่ความเจ็บปวดเมื่อต้องรับใช้  ฮีบรู 12:15 15 จง​ระวัง​ให้​ดี​อย่า​ให้​ใคร​เพิกเฉย​ต่อ​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า และ​อย่า​ให้​มี​ราก​ขม​ขื่น​งอก​ขึ้น​มา ทำ​ความ​ยุ่งยาก​ให้ ซึ่ง​จะ​เป็น​เหตุ​ให้​คน​เป็น​อัน​มาก​เสีย​ไป​ คำว่า เสียไป ภาษากรีก แปลว่า ทำให้เป็นมลทิน สกปรก มีรอยด่างพร้อม มีรอยเปื้อน  เวลาคนยิวเอาเครื่องบูชาไปที่วิหาร จะเป็นแกะ นก หรือวัว อะไรก็ตาม จะต้องไม่มีตำหนิ มิฉะนั้นจะใช้ไม่ได้ มีแต่จะต้องเอาไปทิ้ง พระคัมภีร์ต่อไปนี้ที่เราจะศึกษาเรื่องการปรนนิบัติปรากฏในหนังสือ ลูกา 8:1-3 1 ต่อมา​พระ​องค์​ก็​เสด็จ​ไป​ตาม​บ้าน​ตาม​เมือง​ ทรง​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า สาวก​สิบ​สอง​คน​นั้น​ก็​อยู่​กับ​พระ​องค์​2 พร้อม​กับ​ผู้หญิง​บาง​คน​ที่​มี​ผี​ร้าย​ออก​จาก​นาง​และ​ที่​หาย​โรค​ต่างๆ คือ​มารีย์​ที่​เรียก​ว่า​ชาว​มักดาลา ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​ขับ​ผี​ออก​จาก​นาง​เจ็ด​ผี​3 และ​โย​อัน​นา​ภรรยา​ของ​คู​ซา ต้น​เรือน​ของ​เฮโรด​ และ​สู​สัน​นา​และ​ผู้หญิง​อื่นๆ หลาย​คน​ที่​เคย​ปรนนิบัติ​พระ​องค์​และ​สาวก​ด้วย​ปัจจัย​ของ​เขา   สิ่งที่พระเยซูประกาศคือการนำข่าวดีเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าไปประกาศ พระเยซูไปถึงไหน ทุกคนรู้สึกถึงข่าวดีไปถึงที่นั่น เมื่อไปถึงไหน คนที่ต้องการความช่วยเหลือก็เข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระเยซู มีแต่คนขอ พระเยซูก็ให้ และยังทรงสร้างทีมงานคือสาวกสิบสองคนเป็นผู้ช่วยอีก ทำให้ฟรีๆ ไม่เรียกร้องค่าตอบแทน คุณว่า พระองค์มีความกังวลเรื่องอาหารที่พักหรือไม่ มัทธิว 8:20  20 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​ว่า “หมา​จิ้งจอก​ยัง​มี​โพรง และ​นก​ใน​อากาศ​ก็​ยัง​มี​รัง แต่​บุตร​มนุษย์​ไม่​มี​ที่​ที่​จะ​วาง​ศีรษะ” เป็นการบอกว่า พระองค์ไม่ได้กังวล อย่าว่าแต่เรื่องอาหารเลย ที่จะนอนยังไม่รู้จะนอนที่ไหน นี่คือสภาวะของการรับใช้ของพระเยซู ไม่มีค่าจ้าง แต่ยอมเป็นทาสสมัคร รับใช้คนมากมาย ยิ่งตอนก่อนจะถูกตรึง ยิ่งมีคนสบประมาท ถ่มน้ำลาย ถ้าเป็นเรา เราคงร้องเพลงว่า อย่างนี้ต้องลาออก แต่พระเยซูไม่เลิก พระองค์ทรงเป็นผู้บุกเบิกหนทางแห่งการรับใช้แก่เราทั้งหลายในวันนี้ เพื่อให้เราทั้งหลายเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…ถ่อมใจกับการปรนนิบัติ พระเยซูตรัสว่า พระองค์มาเพื่อปรนนิบัติ มิใช่เพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มีเหตุการณ์ที่พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูทรงได้รับการปรนนิบัติทั้งๆที่พระองค์ตั้งใจมาปรนนิบัติ   มาระโก 1:13 13 และ​ซาตาน​ได้​ผจญ​พระ​องค์​อยู่​ใน​นั้น​ถึง​สี่​สิบ​วัน ​พระ​องค์​ทรง​อยู่​ใน​ที่​ของ​สัตว์​ป่า และ​มี​พวก​ทูตสวรรค์​มา​ปรนนิบัติ​พระ​องค์​ คำว่า ปรนนิบัติที่มาระโกบันทึกตอนนี้ใช้คำเดียวกันกับที่ลูกาใช้ คือคำกรีกคำเดียวกัน  แปลว่า อยู่ด้วย เคียงข้าง ในฐานะของผู้อำนวยความสะดวกสบายทุกด้าน เป็นเพื่อน และที่น่าสนใจ คือหนังสือลูกาบันทึกว่า ผู้ที่มาปรนนิบัติพระเยซูกับเหล่าสาวกสิบสองคนคือคนที่ติดตามพระองค์ ไปไหนมาไหนด้วย แต่ไม่ใช่เหล่าสาวก แต่เป็นคนที่ได้รับการปรนนิบัติจากพระเยซูกับเหล่าอัครสาวกสิบสองคนมาก่อน คนพวกนี้จึงปรนนิบัติพระเยซูกับเหล่าสาวกตอบแทนด้วยปัจจัย  2 พร้อม​กับ​ผู้หญิง​บาง​คน​ที่​มี​ผี​ร้าย​ออก​จาก​นาง​และ​ที่​หาย​โรค​ต่างๆ คือ​มารีย์​ที่​เรียก​ว่า​ชาว​มักดาลา ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​ขับ​ผี​ออก​จาก​นาง​เจ็ด​ผี​3 และ​โย​อัน​นา​ภรรยา​ของ​คู​ซา ต้น​เรือน​ของ​เฮโรด​ และ​สู​สัน​นา​และ​ผู้หญิง​อื่นๆ หลาย​คน​ที่​เคย​ปรนนิบัติ​พระ​องค์​และ​สาวก​ด้วย​ปัจจัย​ของ​เขา ทำไมลูกาจึงใช้คำว่า เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา ให้เรามาดูการบันทึกถึงสาวกสิบสองคนที่อยู่กับพระเยซู ลูกาใช้คำว่า พร้อมกับผู้หญิงบางคนที่มีผีร้ายออกจากนางและที่หายจากโรคต่างๆแปลความว่า ผู้หญิงที่เคยปรนนิบัติพระเยซูและสาวกด้วยปัจจัยของเขา ได้กลายมาเป็นผู้ร่วมทีมพันธกิจของพระเยซูและเหล่าสาวกไปแล้ว คนเหล่านี้ที่ครั้งหนึ่งรับการปรนนิบัติและตอบแทนด้วยการปรนนิบัติพระองค์ ตอนนี้ ได้กลายเป็นผู้ปรนนิบัติสังคมทุกที่ที่พวกเขาไป เขาพร้อมไปกับพระเยซู พร้อมตกอยู่ในสภาพที่รับปัจจัยจากคนอื่น นี่คือความเป็นผู้ใหญ่เหมือนพระคริสต์…ถ่อมใจกับการปรนนิบัติ มีเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่ดูเหมือนจะคู่ขนานกับการอดอาหารของพระเยซูอีกคนหนึ่งในพระคัมภีร์เดิมที่กล่าวถึงการรับการปรนนิบัติปรากฏในหนังสือ 1 พงษ์กษัตริย์ 19:1-8 1 อา​หับ​จึง​บอก​เยเซเบล​ตาม​การ​ทั้งสิ้น ซึ่ง​เอลียาห์​ได้​กระทำ​และ​เรื่อง​ที่​ท่าน​ได้​ฆ่า​ผู้เผย​พระ​วจนะ​เสีย​ด้วย​ดาบ​2 แล้ว​เยเซเบล​ก็​รับสั่ง​ให้​ผู้​สื่อสาร​ไป​หา​เอลียาห์​ว่า “ถ้า​พรุ่งนี้​เวลา​นี้ เรา​มิได้​กระทำ​ชีวิต​ของ​เจ้า​ให้​เหมือน​อย่าง​ชีวิต​ของ​คน​เหล่า​นั้น​แล้ว ​ก็​ให้​พระ​ทั้ง​หลาย​ลงโทษ​เรา และ​ยิ่ง​หนัก​กว่า”3 แล้ว​ท่าน​ก็​กลัว​และ​ลุก​ขึ้น​หนี​ไป​เอา​ชีวิต​รอด​และ​มาถึงเบเออร์​เชบา​เขต​ประเทศ​ยูดาห์ และ​ละ​คน​ใช้​ของ​ท่าน​ไว้​ที่​นั่น​4 แต่​ตัว​ท่าน​เอง​ก็​เดิน​เข้า​ถิ่น​ทุรกันดาร​ไป​เป็น​ระยะทาง​วัน​หนึ่ง มา​นั่ง​อยู่​ที่​ใต้​ต้น​ซาก​และ​ท่าน​ทูล​ขอ​ให้​ตัว​ท่าน​ตาย​เสีย​ที​ว่า “พอแล้ว​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ข้า​แต่​พระ​เจ้า บัดนี้​ขอ​เอา​ชีวิต​ของ​ข้า​พระ​องค์​ไป​เสีย เพราะ​ข้า​พระ​องค์​ก็​ไม่​ดี​ไป​กว่า​บรรพ​บุรุษ​ของ​ข้า​พระ​องค์”5 และ​ท่าน​ก็​นอน​ลง​หลับ​อยู่​ใต้​ต้น​ซาก ดู​เถิด มี​ทูตสวรรค์​องค์​หนึ่ง​มา​ถูกต้อง​ท่าน และ​พูด​กับ​ท่าน​ว่า “ลุก​ขึ้น​รับประทาน​ซี”6 และ​ท่าน​ก็​มองดู ดู​เถิด ตรงที่​ศีรษะ​ของ​ท่าน​มี​ขนม​ปัง​ที่​ปิ้ง​บน​ก้อน​หิน​ร้อน​และ​มี​ไห​น้ำ​ลูก​หนึ่ง ท่าน​ก็​รับประทาน​และ​ดื่ม และ​นอน​ลง​อีก​7 และ​ทูต​ของ​พระ​เจ้า​ก็​มา​อีก​เป็น​ครั้ง​ที่​สอง​ถูกต้อง​ท่าน​แล้ว​ว่า “ลุก​ขึ้น​รับประทาน​ซี มิฉะนั้น​ทางเดิน​นั้น​จะ​เกิน​กำลัง​ของ​ท่าน”8 และ​ท่าน​ก็​ลุก​ขึ้น​รับประทาน​และ​ดื่ม และ​เดิน​ไป​ด้วย​กำลัง​ของ​อาหาร​นั้น สี่​สิบ​วัน​สี่​สิบ​คืน​ถึง​โฮเรบ​ภูเขา​ของ​พระ​เจ้า นี่เป็นเรื่องราวของผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ที่ชนะการประลองกับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล 450 คน แบบชนะขาดลอย และประหารผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลทั้งหมด ทำให้ราชินีเยเซเบลออกคำสั่งล่าเอาชีวิตของเอลียาห์ทันที และเอลียาห์ก็ตอบสนองต่อการล่านั้นด้วยความกลัวและการหนี  3 แล้ว​ท่าน​ก็​กลัว​และ​ลุก​ขึ้น​หนี​ไป​เอา​ชีวิต​รอด​และ​มาถึงเบเออร์​เชบา​เขต​ประเทศ​ยูดาห์ และ​ละ​คน​ใช้​ของ​ท่าน​ไว้​ที่​นั่น​ หนีไปไกลออกนอกเขตแดนประเทศที่ตนเองอยู่ยังไม่พอ ยังทิ้งคนใช้ของตนเอง และ​ละ​คน​ใช้​ของ​ท่าน​ไว้​ที่​นั่น มีคนให้ใช้ ก็ไม่อยากจะใช้ เพราะ เอลียาห์อยากจบชีวิตของตนเอง  ​4 แต่​ตัว​ท่าน​เอง​ก็​เดิน​เข้า​ถิ่น​ทุรกันดาร​ไป​เป็น​ระยะทาง​วัน​หนึ่ง มา​นั่ง​อยู่​ที่​ใต้​ต้น​ซาก​และ​ท่าน​ทูล​ขอ​ให้​ตัว​ท่าน​ตาย​เสีย​ที​ว่า “พอแล้ว​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ข้า​แต่​พระ​เจ้า บัดนี้​ขอ​เอา​ชีวิต​ของ​ข้า​พระ​องค์​ไป​เสีย เพราะ​ข้า​พระ​องค์​ก็​ไม่​ดี​ไป​กว่า​บรรพ​บุรุษ​ของ​ข้า​พระ​องค์”  เอลียาห์หมดสภาพ ไม่เหลือคราบของผู้ชนะขาดลอยอีกเลย ผู้หญิงคนเดียวทำให้เอลียาห์ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หมดอาลัยตายอยาก เราคิดว่า เอลียาห์คิดเรื่องอะไรอยู่  ข้าพเจ้าเดาว่า เรื่องความตกต่ำ ข้า​พระ​องค์​ก็​ไม่​ดี​ไป​กว่า​บรรพ​บุรุษ​ของ​ข้า​พระ​องค์”  เอลียาห์เป็นคนที่พระเจ้าเรียกขึ้นมาเพื่อกอบกู้ความตกต่ำของอิสราเอลในเวลานั้น แต่เมื่อเอลียาห์รับใช้พระเจ้า และเจอกับความร้ายกาจของราชินีเยเซเบล เอลียาห์ถอดใจ รู้สึกว่าตนเองตกจากที่สูง ทำให้ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป สภาพของเอลียาห์เวลานั้น เหน็ดเหนื่อยใจกับประเทศชาติที่ท่านกำลังรับใช้อยู่  5 และ​ท่าน​ก็​นอน​ลง​หลับ​อยู่​ใต้​ต้น​ซาก ดู​เถิด มี​ทูตสวรรค์​องค์​หนึ่ง​มา​ถูกต้อง​ท่าน และ​พูด​กับ​ท่าน​ว่า “ลุก​ขึ้น​รับประทาน​ซี”6 และ​ท่าน​ก็​มองดู ดู​เถิด ตรงที่​ศีรษะ​ของ​ท่าน​มี​ขนม​ปัง​ที่​ปิ้ง​บน​ก้อน​หิน​ร้อน​และ​มี​ไห​น้ำ​ลูก​หนึ่ง ท่าน​ก็​รับประทาน​และ​ดื่ม และ​นอน​ลง​อีก​7 และ​ทูต​ของ​พระ​เจ้า​ก็​มา​อีก​เป็น​ครั้ง​ที่​สอง​ถูกต้อง​ท่าน​แล้ว​ว่า “ลุก​ขึ้น​รับประทาน​ซี มิฉะนั้น​ทางเดิน​นั้น​จะ​เกิน​กำลัง​ของ​ท่าน”8 และ​ท่าน​ก็​ลุก​ขึ้น​รับประทาน​และ​ดื่ม และ​เดิน​ไป​ด้วย​กำลัง​ของ​อาหาร​นั้น สี่​สิบ​วัน​สี่​สิบ​คืน​ถึง​โฮเรบ​ภูเขา​ของ​พระ​เจ้า เอลียาห์มีงานรับใช้ที่ต้องทำต่อ ยังไม่เสร็จ เพราะฉะนั้น เอลียาห์ต้องรับการปรนนิบัติจากทูติสวรรค์ “ลุก​ขึ้น​รับประทาน​ซี มิฉะนั้น​ทางเดิน​นั้น​จะ​เกิน​กำลัง​ของ​ท่าน” นี่คือข่าวสารของพระเจ้ามาถึงเอลียาห์ ว่าพระองค์มีงานให้เอลียาห์ทำต่อไป เอลียาห์ต้องรับกำลังจากการปรนนิบัตินี้  อาหารสองมื้อที่มาจากการปรนนิบัติของทูตสวรรค์จะ ทำให้เอลียาห์เดินทางไปในถิ่นทุรกันดารสี่สิบวันสี่สิบคืนจนถึงที่ประทับของพระเจ้า  การอดอาหาร 120 มื้อด้วยต้นทุนจากอาหารสองมื้อ  น่าสนใจว่า การปรนนิบัตินี้ทำให้เกิดแรงทวีคูณได้อย่างไร หากเรากลับมามองดูการอดอาหารของพระเยซูสี่สิบวันก่อนที่พระองค์จะรับการปรนนิบัติจากทูตสวรรค์ มาระโก 1:13 13 และ​ซาตาน​ได้​ผจญ​พระ​องค์​อยู่​ใน​นั้น​ถึง​สี่​สิบ​วัน ​พระ​องค์​ทรง​อยู่​ใน​ที่​ของ​สัตว์​ป่า และ​มี​พวก​ทูตสวรรค์​มา​ปรนนิบัติ​พระ​องค์ เอลียาห์เดินไปคนเดียวถึงสี่สิบวันเพื่อให้พระเจ้าใช้เขาทำกิจที่ยิ่งใหญ่ และที่สำคัญ เขาได้เจิมเอลีชาผู้ที่ได้รับส่วนของเอลียาห์เป็นสองเท่า  นั่นหมายถึงงานและการอัศจรรย์ที่เอลีชาทำนั้นยิ่งใหญ่กว่าเอลียาห์ พระเยซูคริสต์เจ้าได้ตรัสเกี่ยวกับสาวกผู้ที่ติดตามพระองค์ว่ายอห์น 14:12 12 “เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ผู้​ที่​วางใจ​ใน​เรา​จะ​กระทำ​กิจการ​ซึ่ง​เรา​ได้​กระทำ​นั้น​ด้วย และ​เขา​จะ​กระทำ​กิจ​ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​นั้น​อีก ทั้งพระเยซูและเอลียาห์ต่างได้รับการปรนนิบัติจากทูตสวรรค์ของพระเจ้าทำให้ผู้ที่รับการปรนนิบัติต่อจากเอลียาห์ คือเอลีชา และสาวกของพระเยซูสิบสองคนและเหล่าบรรดาผู้ที่รับการรักษาโรคและรับการขับผีออกทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า….หมอลูกากำลังบันทึกเรื่องของคนป่วยที่หายดี คนถูกผีร้ายแล้วมีเสรีภาพ ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ในฐานะของคนเป็นหมอ ย่อมมองเรื่องสุขภาพดี จิตใจดี และสังคมดี ที่กลับเข้ามาในคนเหล่านี้ที่ครั้งหนึ่งป่วย อ่อนแอ และถูกสังคมปฏิเสธ กลายเป็นคนมีคุณค่าทางสังคมระดับแนวหน้าได้ ทำให้คนเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้หญิง…พูดตามภาษาของคนในยุคเราคือ ได้ขึ้นปกหน้าหนึ่ง เพราะพวกเธอเหล่านี้….สามารถ

1.ทำได้สุดกำลัง ลูกา 8:2

2 พร้อม​กับ​ผู้หญิง​บาง​คน​ที่​มี​ผี​ร้าย​ออก​จาก​นาง​และ​ที่​หาย​โรค​ต่างๆ คือ​มารีย์​ที่​เรียก​ว่า​ชาว​มักดาลา ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​ขับ​ผี​ออก​จาก​นาง​เจ็ด​ผี ลูกาบันทึกถึงคนแรกคือมารีย์ ชาวมักดาลา ที่เคยมีผีเจ็ดผี ในยุคนั้น คนยิวยอมรับความจริงอันหนึ่งก็คือ เรื่องเจ็บป่วยมีสาเหตุเกิดจากผีร้าย และนางมารีย์ ชาวมักดาลาคนนี้ มีความเจ็บป่วยมาก และพบว่า นางมีผีถึงเจ็ดผี  ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์ขับผีออกจากคนที่มีผีถึงสามผี  วันนี้ ผู้หญิงที่ข้าพเจ้าขับผีออก เธอได้ติดตามพระเยซูด้วยการรับใช้พระเจ้าในต่างจังหวัดอย่างจริงจัง เธอทำได้สุดกำลังทุกอย่างที่มีให้กับพระเยซู  เหมือนกับนางมารีย์ ชาวมักดาลา ที่พระเยซูตรัสถึงเธอในหนังสือมาระโก 14:8  8 หญิง​คน​นี้​ทำ​สุด​กำ​ลัง​ของ​นาง​แล้ว นาง​มา​ชโลม​กาย​ของ​เรา​ล่วง​หน้า​ก่อน​ที่​จะ​มี​การ​ฝัง​ศพ​ของ​เรา9 เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า สิ่ง​ที่​หญิง​คน​นี้​ทำ​จะ​ถูก​กล่าว​ขวัญ​ถึง​ไป​ทุก​หน​แห่ง​ทั่ว​โลก​ที่​มี​การ​ประ​กาศ​ข่าว​ประ​เสริฐ​เพื่อ​เป็น​การ​ระลึก​ถึง​นาง”  เหตุที่ทำให้พระเยซูตรัสเช่นนี้ เพราะมีการทักท้วงสิ่งที่มารีย์ ชาวมักดาลาทำ ก็คือ การเอาน้ำหอมราคาแพงชโลมพระเยซูโดยไม่เสียดาย  จนยูดาส อิสคาริโอททักท้วงว่า เอาน้ำหอมไปขายเป็นเงินมาแจกคนยากจนดีกว่า ยูดาสมองว่า การทำให้พระเยซูหอมไปทั่วด้วยน้ำหอมนั้นเสียของ แต่วันนี้เรารู้ว่าสิ่งที่มารีย์ได้ทำสุดกำลังคือการมอบสิ่งที่มีราคาแพงเพื่อพระเยซู ทำให้เราในยุคปัจจุบันเข้าใจถึงราคาของการติดตามพระเยซูนั้นมีค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทอง และในการบันทึกของหมอลูกาตอนนี้คือการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องการชโลมน้ำหอมพระเยซูทำให้ชื่อของมารีย์ ชาวมักดาลาปรากฏในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ทั้งสี่เล่ม มีการบันทึกในเหตุการณ์อื่นร่วมกับคนอื่นๆ แต่ไม่มีใครถูกบันทึกมากเท่ามารีย์มักดาลา การทำได้สุดกำลังของเธอทำให้เธออยู่ในทุกเหตุการณ์ที่สำคัญทุกชอต เช่นตอนนี้ และตอนที่พระเยซูถูกตรึงที่กางเขน จนถึงที่อุโมงค์ฝังศพ วันที่พระเยซูฟื้นขึ้นมาจากความตาย  อาจเรียกได้ว่า นี่คือพยานปากเอกของพระเยซูคนหนึ่ง แม้แต่พวกอัครสาวกก็ยังไม่มีประสบการณ์เท่ากับมารีย์ ชาวมักดาลา  ข้าพเจ้าเคยได้ยินคุณยายท่านหนึ่งพูดถึงความพยายามที่จะไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว คือการได้ไปที่ท้องสนามหลวงเพื่อรอดูควีนอลิซาเบธเสด็จมาเมืองไทยครั้งแรก คุณยายยอมร้อนแดด รอคอยจนขาแข็ง เพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์นั้น และกลับมาด้วยความภาคภูมิใจว่า คุณยายทำได้   หนังสือสดุดีได้กล่าวถึงการไม่ยอมพลาดเหตุการณ์สำคัญอันหนึ่งเช่นกันและผู้เขียนสดุดีจะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจในการรอคอย  สดุดี 130:5-8  5 ข้าพเจ้า​คอย​พระ​เจ้า จิตใจ​ของ​ข้าพเจ้า​คอย​อยู่ และ​ข้าพเจ้า​หวัง​ใน​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์ 6 จิตใจ​ของ​ข้าพเจ้า​คอย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ยิ่ง​กว่า​คน​ยาม​คอย​เวลา​รุ่ง​เช้า ยิ่ง​กว่า​คน​ยาม​คอย​เวลา​รุ่ง​เช้า 7 อิสราเอล​เอ๋ย จง​หวัง​ใจ​ใน​พระ​เจ้า เพราะ​ใน​พระ​เจ้า​มี​ความ​รัก​มั่นคง และ​ใน​พระ​องค์​มี​การ​ไถ่​อย่าง​สมบูรณ์ 8 และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ไถ่​อิสราเอล จาก​ความ​บาป​ผิด​ทั้งสิ้น​ของ​เขา คำถามสำหรับเราในวันนี้ ก็คือ เราทำได้สุดกำลัง หรือเราแค่ได้ทำ (และอ้างว่า นี่คือสุดกำลังแล้ว)

2.เริ่มจากสิ่งที่ตนเองมี ลูกา 8:3

3 และ​โย​อัน​นา​ภรรยา​ของ​คู​ซา ต้น​เรือน​ของ​เฮโรด​ และ​สู​สัน​นา​และ​ผู้หญิง​อื่นๆ หลาย​คน​ที่​เคย​ปรนนิบัติ​พระ​องค์​และ​สาวก​ด้วย​ปัจจัย​ของ​เขา เราคงเคยได้ยินเรื่องน้ำครึ่งแก้วอยู่บ่อยๆ หลายคนมองส่วนที่ยังขาดอยู่ เป็นเหตุผลของการใช้เวลาเพื่อแสวงหาสิ่งที่ยังขาดและไม่พร้อมรับใช้  แต่ก็มีหลายคนที่มองส่วนที่ตนเองมี และรับใช้ด้วยสิ่งที่เขามี จึงทำให้คนเหล่านั้นอยู่ในความพร้อมเหมือนกับผู้หญิงหลายคนที่พร้อมไปกับพระเยซูทุกที่ และเราได้เห็นชื่อของผู้หญิงเหล่านี้ได้รับการกล่าวขานในทุกที่ที่ข่าวประเสริฐไปถึง อ.เปาโลได้กล่าวถึงเรื่องนี้แก่คริสเตียนที่เมืองฟิลิปปีว่าพวกเขาคือคนที่มีส่วนในงานพันธกิจของท่าน จากสิ่งที่พวกเขามี  ฟิลิปปี 4:15-19 15 และ​พวก​ท่าน​ชาว​ฟีลิป​ปี​ก็​ทราบ​อยู่​แล้ว​ว่า การ​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​ใน​เวลา​เริ่มแรก​นั้น มา​ตอน​เมื่อ​ข้าพเจ้า​ออกไป​จาก​แคว้น​มาซิโดเนีย ไม่​มี​คริสตจักร​ใด​มี​ส่วน​ร่วมกับ​ข้าพเจ้า​ใน​รายรับ​รายจ่าย​เลย นอก​จาก​พวก​ท่าน​พวก​เดียว​เท่านั้น​16 ถึงแม้​เมื่อ​ข้าพเจ้า​อยู่​ที่​เมือง​เธ​สะโล​นิ​กา พวก​ท่าน​ก็​ได้​ฝาก​ของ​มา​ช่วย​หลาย​ครั้ง​หลาย​หน17 มิใช่​ว่า​ข้าพเจ้า​ปรารถนา​จะ​ได้รับ​ของ​ให้ แต่​ว่า​ข้าพเจ้า​อยาก​ให้​ท่าน​ได้ผล​กำไร​ใน​บัญชี​ของ​ท่าน​มาก​ขึ้น​18…. ซึ่ง​พวก​ท่าน​ส่งไป​ให้ เป็น​กลิ่น​หอม เป็น​เครื่องบูชาที่​ทรง​โปรด​และ​พอ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​19 และ​พระ​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า​จะ​ประทาน​สิ่ง​สารพัด​ที่​พวก​ท่าน​ขาด​อยู่​นั้น จาก​ทรัพย์​อัน​รุ่งเรือง​ของ​พระ​องค์​ใน​พระ​เยซู​คริสต์ อ.เปาโลได้กล่าวถึงสิ่งที่คริสเตียนเมืองฟิลิปปีได้รับใช้ร่วมกับอ.เปาโลด้วยการให้ในสิ่งที่เขามี  เป็นกลิ่นหอม คือสิ่งเดียวกันกับที่มารีย์ ชาวมักดาลาได้ทำกับพระเยซู ข้าพเจ้าจึงอยากจะหนุนใจเราว่า เส้นทางแห่งการเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์คือ ความถ่อมใจกับการปรนนิบัติ ที่จะทำให้เราทำได้สุดกำลัง….และสามารถเริ่มจากสิ่งที่เรามี เมื่อเรารับการปรนนิบัติจากทูตสวรรค์ของพระเจ้า บางคอมเมนทารี่ได้ตีความว่าทูตสวรรค์ที่ว่านั้นมาในฟอร์มของมนุษย์ ในหนังสือฮีบรู 13:2 2 อย่า​ละเลย​ที่​จะ​ต้อนรับ​แขก​แปลก​หน้า เพราะ​ว่า​โดย​การ​กระทำ​เช่นนั้น บาง​คน​ก็​ได้​ต้อนรับ​ทูตสวรรค์​โดย​ไม่​รู้ตัว เมื่อเราถ่อมใจกับการปรนนิบัติ เราจะนำการเยือนของทูตสวรรค์ไปสู่คนมากมาย อย่างทวีคูณ

อาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2013 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“ทุกคนทุกชนชาติต้องการพระเจ้า”

 มัทธิว 28:19 19 เหตุ​ฉะนั้น​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​ออกไป​สั่ง​สอน​ชน​ทุก​ชาติ ให้​เป็น​สาวก​ของ​เรา ให้​รับ​บัพติศมา​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​บิดา ​พระ​บุตร​และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ คำสั่งของพระเยซูคริสต์เจ้าตอนนี้มุ่งเป้าหมายให้สาวกของพระองค์ออกไปประกาศแก่ชนทุกชาติ นั่นหมายถึงคนที่อยู่ในประเทศต่างๆ ชนเผ่าต่างๆทั่วโลก มาระโก16:15 15 ฝ่าย​พระ​องค์​จึง​ตรัส​สั่ง​พวก​สาว​กว่า “เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​ออกไป​ทั่ว​โลก ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​แก่​มนุษย์​ทุก​คน คำว่า มนุษย์ทุกคน หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา หญิงหรือชาย หรือแม้แต่กะเทย คนชั่ว คนพิการ จะอยู่ในสภาพไหน อาชีพอะไร ทุกคนต้องการได้ยินข่าวประเสริฐ เมื่อครั้งที่เกิดสึนามิในหกจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ข้าพเจ้าได้มีโอกาสลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดพังงา ที่บ้านทับละมุ  ในฐานทัพเรือพังงา มีคนที่ไม่เคยได้ยินข่าวประเสริฐ พระกิตติคุณของพระเยซู มีคนรับเชื่อนับร้อยผ่านพันธกิจที่เราทำ มีคนพูดว่า เขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวอย่างนี้มาก่อน เราเรียกคนที่รับเชื่อจากการทำพันธกิจนี้ว่า Pure Ministry พันธกิจที่ไม่มีใครวางรากฐานไว้มาก่อน โรม 15:20-21 20 อัน​ที่​จริง​ข้าพเจ้า​ได้​ตั้ง​เป้า​ไว้​อย่าง​นี้​ว่า จะ​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ ใน​ที่​ซึ่ง​ไม่​เคย​มี​ใคร​ออก​พระ​นาม​พระ​คริสต์​มา​ก่อน เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​ไม่​ก่อ​ขึ้น​บน​รากฐาน​ที่​คน​อื่น​ได้​วาง​ไว้​ก่อน​แล้ว​ 21 ตาม​ที่​มี​คำ​เขียน​ไว้​ใน​พระ​คัมภีร์​ว่า คน​ที่​ไม่​เคย​ได้​รับ​คำ​บอก​เล่า​เรื่อง​พระ​องค์​ก็​จะ​ได้​เห็น และ​คน​ที่​ไม่​เคย​ได้​ฟัง​จะ​ได้​เข้าใจ อ.เปาโลตั้งใจที่จะไปประกาศกับคนที่ไม่เคยได้ยินข่าวประเสริฐ ตามที่มีคำพยากรณ์ไว้ว่าโดยอ้างจากหนังสืออิสยาห์ 52:13-15 13 ดู​เถิด ผู้รับ​ใช้​ของ​เรา​จะ​ทำ​อย่าง​มี​สติปัญญา ท่าน​จะ​สูง​เด่น​และ​เป็น​ที่​เทิดทูน และ​ท่าน​จะ​สูง​นัก14 ด้วย​คน​เป็น​อัน​มาก​ตะลึง​เพราะ​ท่าน​ฉัน​ใด (​หน้าตา​ของ​ท่าน​เสีย​โฉม​มาก เหลือ​ที่​จะ​เหมือน​มนุษย์ และ​รูปร่าง​ของ​ท่าน​ก็​เสีย​โฉม​เหลือ​ที่​จะ​เหมือน​บุตร​ของ​มนุษย์​) 15 ท่าน​ก็​จะ​กระทำ​ให้​บรรดา​ประชาชาติ​เป็น​อัน​มาก​ตก​ตะลึง​ฉัน​นั้น บรรดา​พระ​ราชา​ก็​จะ​ปิด​พระ​โอษฐ์​เพราะ​ท่าน​นั้น เพราะ​เขา​ทั้ง​หลาย​จะ​เห็น​สิ่ง​ที่​ไม่​มี​ใคร​บอก​เขา และ​เขา​จะ​เข้าใจ​สิ่ง​ซึ่ง​เขา​ไม่​เคย​ได้​ยิน คำพยากรณ์นี้หมายถึงพระเยซูคริสต์เจ้าที่ถูกตรึงที่กางเขน เราได้ดูเรื่องเดอะแพชชั่น ที่ได้พยายามถ่ายทอดภาพของพระเยซูก่อนถูกตรึงที่กางเขน 16 ชั่วโมง มีสภาพที่ต้องทนทุกข์ถูกทรมาน เป็นภาพที่ไม่น่าดู จนคนต้องเมินหน้าหนี แม้กระทั่งบรรดาผู้ครอบครองทั้งหลายยังทนดูไม่ได้ แต่การตายบนไม้กางเขนของพระเยซูนั้นพิเศษมากกว่ามนุษย์คนใด และพระองค์จะทำให้คนได้เห็นในสิ่งที่ไม่มีใครบอก เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน แต่อ.เปาโลเข้าใจเรื่องนี้ ท่านได้กล่าวต่อไปว่า โรม 10:14 …และ​ผู้​ที่​ยัง​ไม่ได้​ยิน​ถึง​พระ​องค์ จะ​เชื่อ​ใน​พระ​องค์​อย่างไร​ได้ และ​เมื่อ​ไม่​มี​ผู้ใด​ประกาศ​ให้​เขา​ฟัง เขา​จะ​ได้​ยิน​ถึง​พระ​องค์​อย่างไร​ได้​   นี่คือสำนวนที่พระเจ้ากำลังถามกับเราว่า “เรา​จะ​ใช้​ผู้ใด​ไป และ​ผู้ใด​จะ​ไป​แทน​เรา” มาจากอิสยาห์ 6:8 เป็นคำถามที่พระเจ้าทรงถามอิสยาห์ และอิสยาห์ตอบว่าอย่างไร “ข้า​พระ​องค์​อยู่​นี่ ​พระ​เจ้า​ข้า ขอ​ทรง​ใช้​ข้า​พระ​องค์​ไป​เถิด” แต่วันนั้นที่พระเจ้าทรงตรัสกับอิสยาห์ เพื่อให้ผู้เผยพระวจนะไปบอกข่าวกับอิสราเอล เพื่อให้อิสราเอลจะอิจฉาชนชาติอื่นที่ไม่ใช่อิสราเอล โรม 10:16-21 16 แต่​มิใช่​ทุก​คน​ได้​เชื่อ​ฟัง​ข่าว​ประเสริฐ​นั้น เพราะ​อิสยาห์​ได้​กล่าว​ไว้​ว่า ​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ใคร​เล่า​ได้​เชื่อ​สิ่ง​ที่​เขา​ได้​ยิน​จาก​เรา​ทั้ง​หลาย 17 ฉะนั้น​ความ​เชื่อ​เกิดขึ้น​ได้​ก็​เพราะ​การ​ได้​ยิน และ​การ​ได้​ยิน​เกิดขึ้น​ได้​ก็​เพราะ​การ​ประกาศ​พระ​คริสต์​ 18 ข้าพเจ้า​ถาม​ว่า “เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​ยิน​หรือ” เขา​ได้​ยิน​แล้ว​จริงๆ เสียง​ของ​เขา​กระจาย​ออกไป​ทั่ว​แผ่นดิน​โลก และ​ถ้อยคำ​ของ​เขา​ประกาศ​ออกไป​ถึง​สุด​ปลาย​พิภพ 19 ข้าพเจ้า​ถาม​อีก​ว่า “พล​อิสราเอล​ไม่​เข้าใจ​หรือ” ตอน​แรก​โมเสส​กล่าว​ว่า เรา​จะ​ให้​เจ้า​ทั้ง​หลาย​อิจฉา​ผู้​ที่​ไม่ใช่​ชน​ชาติ เรา​จะ​ยั่ว​โทสะ​เจ้า​ด้วย​ชน​ชาติ​ที่​โง่​เขลา​ชาติ​หนึ่ง 20 แล้ว​อิสยาห์​กล้า​กล่าว​ว่า คน​เหล่า​นั้น​ที่​มิได้​แสวงหา​เรา​ได้​พบ​เรา เรา​ได้​ปรากฏ​แก่​คน​ที่​มิได้​ถาม​หา​เรา 21 แต่​ท่าน​ได้​กล่าวถึง​พวก​อิสราเอล​ว่า ตลอด​ทั้ง​วัน เรา​ยื่น​มือ​ให้​ชน​ชาติ​ซึ่ง​ไม่​เชื่อ​ฟัง​และ​ดื้อ​รั้น เพราะชนชาติอิสราเอลไม่เชื่อฟังและดื้อรั้น โอกาสจึงตกมายังคนต่างชาติอย่างเรา พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์จึงเป็นข่าวประเสริฐ ข่าวดีสำหรับคนทุกชนชาติ อ.เปาโลเข้าใจในสิ่งที่ดำเนินไปสำหรับคนอิสราเอลตั้งแต่ในยุคโบราณ ที่ไม่ตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้า อ.เปาโลเป็นคนยิวคนหนึ่งที่เคยไม่รู้จักพระเยซูคริสต์  เป็นคนยิวคนหนึ่งภูมิใจกับความเป็นยิว และเป็นคนยิวคนหนึ่งไม่เข้าใจ เมื่อได้ยินเรื่องของคริสเตียน จนท่านมีประสบการณ์กับพระเยซูคริสต์ด้วยตัวท่านเอง ท่านจึงถูกใช้ให้ไปหาคนต่างชาติ และจะนับว่า ท่านเป็นคริสเตียนคนแรกที่เรียกพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เจ้าว่า ข่าวประเสริฐ ข่าวดี สำหรับคนต่างชาติ คำว่า ข่าวประเสริฐ รากศัพท์คำนี้ในภาษากรีกแปลว่า ข่าวดี Good News  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวดีเกี่ยวกับการไถ่โดยพระเยซู (พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์) พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์คือเรื่องของทุกคนทุกชนชาติต้องการพระเจ้า  ความต้องการพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์นำมายังโลกนี้เพื่อประกาศกับมนุษย์ทุกคนนั้น คือเรื่องการรับการให้อภัยจากพระเจ้า การคืนดีกับพระเจ้า การรอดจากการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง  ถ้าเราเห็นคนที่เรารักกำลังจะรับอันตรายที่รุนแรง  เราจะทำอย่างไร เราจะเตือน  เราจะบอก เราจะรีบส่งสัญญาณเตือนภัย  เราทั้งหลายคงไม่เลือกว่าจะเตือนเฉพาะคนที่เรารักเท่านั้น ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ความมีมนุษยธรรมของเราทุกคนอยู่ในระดับที่จะไม่ยอมปล่อยให้มนุษย์คนไหนก็ตามตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต แล้วเราจะไม่เตือน ถ้าเราเห็น เราจะเตือน ถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์ เราจะเตือน  ถ้าเรารู้ เราจะเตือน เราจะบอกก่อนที่คนเหล่านั้นจะพบกับอันตรายที่เรารู้มา วันนี้ เรารู้ว่า มีอันตรายถึงแก่ชีวิตสำหรับมนุษย์ทุกคน ที่พระคัมภีร์ใช้คำว่า พินาศ รากศัพท์ภาษากรีกคำนี้ แปลว่า ถูกทำลายสิ้น ไม่เหลือแม้กระทั่งวิญญาณ หรือไม่มีภพหน้า ไม่ใช่นิพพาน พระคัมภีร์ยังกล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่กำลังเดินไปสู่อันตรายที่เรียกว่า พินาศ มัทธิว 7:13 13 “จง​เข้า​ไป​ทาง​ประตู​แคบ เพราะ​ว่า​ประตู​ใหญ่ และ​ทาง​กว้าง​ซึ่ง​นำไป​ถึง​ความ​พินาศ และ​คน​ที่​เข้า​ไป​ทาง​นั้น​มี​มาก​ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสตอนนี้หมายความว่า คนที่เลือกทางสบายมีมาก ทางสบายหมายถึงการทำอะไรตามใจตัวเอง คนไทยเราก็มีสโลแกนว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ อย่างนี้คนไทยส่วนใหญ่ก็กำลังเลือกเดินทางกว้าง ประตูใหญ่ วิธีที่สบายๆ คือเอาเงินซื้อสวรรค์ เอาการกระทำของตนเองสร้างความชอบธรรมมให้กับตนเอง โดยไม่ต้องกลับใจใหม่ ไม่ต้องยอมรับว่าตนเองนั้นเป็นคนบาป ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ยิ่งมีคำสอนว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ยิ่งทำให้คิดว่าเราช่วยตนเองได้ ทั้งๆที่ความจริงไม่ใช่ พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า โรม 3:9-12 9 ถ้า​เช่นนั้น​จะ​เป็น​อย่างไร พวก​ยิว​เรา​จะไ​ด้เปรียบ​กว่า​หรือ เปล่า​เลย​เพราะ​เรา​ได้​ชี้แจง​ให้​เห็น​แล้ว​ว่า มนุษย์​ทุก​คน​ทั้ง​พวก​ยิว​และ​พวก​ต่างชาติ​ต่าง​ก็​อยู่​ใต้​อำนาจ​ของ​บาป​10 ตาม​ที่​พระ​คัมภีร์​มี​เขียน​ไว้​ว่า ไม่​มี​ผู้ใด​เป็น​คน​ชอบธรรม​สัก​คน​เดียว ไม่​มี​เลย 11 ไม่​มี​คน​ที่​เข้าใจ ไม่​มี​คน​ที่​แสวงหา​พระ​เจ้า 12 เขา​ทุก​คน​หลง​ผิด​ไป​หมด เขา​ทั้ง​ปวง​เลว​ทราม​เหมือน​กัน​สิ้น ไม่​มี​สัก​คน​เดียว​ที่​กระทำ​ดี ไม่​มี​เลย อย่างนี้คนไทยกำลังตกอยู่ในอันตรายใช่ไม๊ เราได้เห็นอย่างที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้เห็นล่วงหน้าสองพันปีมาแล้วหรือยังว่า ยังมีคนอีกจำนวนมากทั่วโลกที่กำลังตกอยู่ในอันตรายและต้องการพระเจ้า  ยอห์น 3:16 16 เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​รัก​โลก จน​ได้​ทรง​ประทาน​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​ทุก​คน​ที่​วางใจ​ใน​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ไม่​พินาศ แต่​มี​ชีวิต​นิรันดร์​ เรารู้ว่า ยังมีคนมากมายที่กำลังเดินไปสู่ความพินาศ เรารู้  และเราเตือน เราบอกคนเหล่านั้นหรือไม่ หรือเราเพิกเฉย  อ.เปาโลกล่าวถึงตัวเองในขณะที่ท่านเป็นคริสตชนแล้วว่า 1โครินธ์ 9:16 ….ถ้า​ข้าพเจ้า​ไม่​ประกาศ วิบัติ​จะ​เกิด​แก่​ข้าพเจ้า​  ในหนังสือสับสัมพันธ์ เขียนโดยอ.ประยูรได้อธิบายพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า แม้แต่คริสตชนอย่างอ.เปาโล ก็ยังมีโอกาสพบกับความพินาศถ้าท่านไม่ประกาศ แล้วเราคิดว่า ความเป็นคริสตชนจะช่วยให้ผู้ที่ละเลยในเรื่องการประกาศในสมัยนี้พ้นจากความวิบัติได้หรือ ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน และความจริงในเรื่องนี้ก็คือ ไม่มีอะไรหรือใครในโลกนี้ที่จะช่วยผู้ไม่ประกาศให้พ้นจากความวิบัติได้ ให้เรากลับมาที่คำสั่งของพระเยซูคริสต์ในมัทธิว 28:19 19 เหตุ​ฉะนั้น​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​ออกไป​สั่ง​สอน​ชน​ทุก​ชาติ ให้​เป็น​สาวก​ของ​เรา ให้​รับ​บัพติศมา​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​บิดา ​พระ​บุตร​และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​ นี่คือหน้าที่ของบรรดาคริสเตียนทั้งหลายทุกคนที่ต้องรับผิดชอบ โดยตรงต่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ในหนังสือสับสัมพันธ์ยังกล่าวต่อว่า ถ้าผู้ใดไม่ประกาศ ผู้นั้นมีความผิดต่อพระองค์สี่ประการ 1.ทำให้พระคริสต์ผิดหวัง 2.ละเลยหน้ารับผิดชอบของตนเอง 3.เป็นการขัดคำสั่งของพระคริสต์อย่างจงใจ 4. เป็นฆาตรกรฝ่ายวิญญาณ เพราะความเป็นความตายในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการประกาศพระกิตติคุณของเรา  2  โครินธ์ 5:10 10 เพราะ​ว่า​จำเป็น​ที่​เรา​ทุก​คน​จะต้อง​ปรากฏ​ตัว​ที่​หน้า​บัลลังก์​ของ​พระ​คริสต์​ เพื่อ​ทุก​คน​จะ​ได้รับ​สม​กับ​การ​ที่​ได้​ประพฤติ​ใน​ร่างกาย​นี้ แล้ว​แต่​จะ​ดี​หรือ​ชั่ว​ เราคิดว่า พระเยซูจะเรียกเราให้อยู่ต่อหน้าพระองค์ในวันหนึ่ง เพื่อจะรับการรายงานการประพฤติของเราแบบไหนที่ดีหรือชั่ว  ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประพฤติของเราในเรื่องของการห่วงใยวิญญาณจิตของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่กำลังจะพินาศ  เรากำลังดำเนินชีวิตเพื่อช่วยวิญญาณจิตของคนอื่นมิให้พินาศ หรือเรากำลังห่วงใยตัวเอง หรืออยู่เพื่อตัวอง  เรากำลังมองว่าคนทุกคนทุกชนชาติต้องการพระเจ้า หรือเรามองแค่ตัวเราว่า เราเท่านั้นที่ต้องการพระเจ้า คนอื่นธุระไม่ใช่หรือเปล่า  เมื่อพระเจ้าเปิดตาเราให้มองเห็นคนที่อยู่ตรงหน้าเรา  คนที่ผ่านไปมาในชีวิตของเรา เรื่องราวของคนต่างชาติ ชนเผ่า ความเดือดร้อน ปัญหาของคนมากมาย เราคิดว่า นี่คือข่าวสารที่เราแค่รับรู้เป็นข่าวประจำวัน หรือพระเจ้ากำลังพูดอะไรกับเรา  พระเจ้ากำลังให้เราเห็นอะไร ที่ลึกกว่าแค่การมองเห็นภายนอก นั่นคือจิตวิญญาณที่กำลังต้องการข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์  ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรามีสายตาอย่างพระเยซูคริสต์เจ้าที่ทรงมองเห็นว่า ทุกคนทุกชนชาติต้องการพระเจ้า คือการช่วยกู้ของพระองค์ในชีวิตของเขาเหล่านั้น  ขอพระเจ้าช่วยให้เราหลุดจากความเห็นแก่ตัว และหลุดจากพันธนาการของโลกนี้ และตอบสนองต่อการทรงเรียกให้ช่วยคนมากมายที่กำลังอยู่ในความบาป มีพี่น้องได้ส่งคลิปวีดีโอการสาธิตการทำโรตีโดยผู้หญิงคนหนึ่ง ข้าพเจ้าดูเพราะกำลังเตรียมทำโรตีให้พี่น้องทานเป็นมื้อเที่ยงนี้ ถ้าพี่น้องอยากรู้ว่ารสชาดการทำโรตีครั้งแรกของข้าพเจ้าเป็นอย่างไร เที่ยงนี้ต้องลอง มีเพียงสองร้อยชิ้นเท่านั้น เราจะทานกับแกง หรือทานกับนมข้นเป็นของหวานก็ได้ ขณะที่ข้าพเจ้าดูคลิปไป ข้าพเจ้าคิดถึงศาสนาของผู้หญิงคนนี้ที่แสดงออกด้วยเครื่องแต่งกาย สังคมของเธอ ห้ามเปลี่ยนศาสนา ห้ามเลิก  มีโทษรุนแรง ขับออกจากครอบครัว จากสังคม และบางคนก็เอาถึงตาย เราคิดว่า  เขาต้องการพระเจ้าหรือไม่  ข้าพเจ้ามีเพื่อนหลายคนที่ต้องลี้ภัยไปประเทศอื่น เพราะสังคมที่เขาอยู่ต้องการเอาให้ถึงตาย เมื่อเขามานับถือพระเยซูคริสต์  แต่เพื่อนของข้าพเจ้าหลายคนก็รู้ว่า เขาต้องการพระเจ้า แม้คนในแผ่นดินที่เขาเคยอยู่จะไม่ต้องการเขา จนเขากลายเป็นคนที่ไร้แผ่นดิน ข้าพเจ้าเล่าเรื่องนี้ มิใช่ต้องการทำให้พวกเรากลัวจนไม่กล้าที่จะทำพันธกิจข้ามวัฒนธรรม แต่อยากจะบอกกับเราว่า พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่และทรงฤทธิ์มากเกินกว่าการข่มเหง และการต่อต้านใดๆ กิจการ 1:8 8 แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม ทั่ว​แคว้น​ยูเดีย แคว้น​สะมาเรีย และ​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก” พระเยซูคริสต์ทรงบอกถึงเคล็ดลับของความกล้าหาญในการประกาศข่าวประเสริฐ (การเป็นพยานฝ่ายพระองค์) นั่นคือ การทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเรา จะทำให้เรากล้าหาญ กุญแจสำคัญอยู่ที่ฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะสามารถออกฤทธิ์ได้เต็มที่เมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังพระวิญญาณ ดำเนินตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในผู้เชื่อ การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้ผู้เชื่อ เต็มไปด้วยความรู้ ความกระตือรือร้น มีพลังและความกล้าหาญ  และประกอบไปด้วยของประทานและความสามารถที่จำเป็นในการเป็นพยานเพื่อพระเยซูคริสต์  และนี่คือเหตุผลที่คนของพระเจ้ามากมายได้ทำหน้าที่นำข่าวประเสริฐไปยังดินแดนห่างไกลต่างๆ ไปยังที่อยู่ยาก  ผู้คนดุๆ แม้กระทั่งชนเผ่ากินคน  และวันนี้  คนในรุ่นของเราได้รู้ว่า มนุษย์ทุกคนทุกชนเผ่าต้องการพระเจ้าจริงๆ แม้แต่ชนเผ่ามนุษย์กินคน เปลือยกาย เปลี่ยนมาเลิกกินคน นุ่งห่มเสื้อผ้า นมัสการพระเจ้าในป่า  วันนี้ มีใครที่อยู่ห่างไกลเราอีก (ในขณะที่โลกนี้เล็กลง) เราสามารถประกาศทางเฟซบุ๊ค ทางไลน์ ทางแช้ท) ทางเว๊ป หรือทางอะไรได้มากมาย และที่สำคัญ จงประกาศกับคนทุกคนที่เราพบเจอ แม้กระทั่งคนที่เราเจอทุกวัน ในบ้านของเรา คนไหนบ้างที่ดุๆ คนไหนบ้างที่ยากๆ คนไหนบ้างที่ดื้อๆ  แม้จะประกาศครั้งที่ล้านเขาก็ไม่เชื่อ เราก็ยังคงต้อง…..ทำอะไร   ประกาศ…..ต่อไป เพราะทำไม 1โครินธ์ 9:16 ….ถ้า​ข้าพเจ้า​ไม่​ประกาศ วิบัติ​จะ​เกิด​แก่​ข้าพเจ้า​  หัวข้ออธิษฐานเผื่อประเทศ…..พม่า ที่กำลังเปิดประเทศ  มีคริสเตียน มีคริสตจักร (มากกว่าประเทศไทย) แต่อ่อนแอ และตกอยู่ภายใต้ความกลัว เพราะอยู่ภายใต้การปกครองของทหารที่กดขี่ประชาชน อิสยาห์6:8 8 และ​ข้าพเจ้า​ได้​ยิน​พระ​สุรเสียง​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ตรัส​ว่า “เรา​จะ​ใช้​ผู้ใด​ไป และ​ผู้ใด​จะ​ไป​แทน​เรา” แล้ว​ข้าพเจ้า​ทูล​ว่า “ข้า​พระ​องค์​อยู่​นี่ ​พระ​เจ้า​ข้า ขอ​ทรง​ใช้​ข้า​พระ​องค์​ไป​เถิด”

อาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2013 (ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…จัดการกับตราบาปในชีวิตของคน (ตน)”

ตีตรา ในยุคโบราณ เป็นการกระทำต่อผู้ที่เป็นทาส เพื่อคนผู้นั้นจะมีเครื่องหมายความเป็นทาสตลอดไป การตีตราในสมัยโบราณใช้วิธีเผาเหล็กร้อนและนาบบนผิวหนัง เป็นรอยไหม้ เอาไม่ออก และที่ร้ายกว่านั้น คือการตีตราไว้ที่หน้าผาก มักจะกระทำกับนักโทษอุกฉกรรณ์ เพื่อไปไหนก็จะหลบซ่อนไม่ได้ ชีวิตที่ถูกตีตราไม่ว่าจะในฐานะทาสหรือฐานะนักโทษ ไม่มีใครแฮปปี้ เป็นสิ่งน่าอาย น่าอดสู คุณค่าของชีวิตไม่เท่าคนปกติธรรมดาทั่วไป ปัจจุบันไม่มีการทำเช่นนี้กับคนด้วยกันแล้ว เพราะพ้นยุคทาส และยุคตีตราแบบโบราณผ่านไปแล้ว แต่เราก็มักจะได้ยินคำว่า ตราบาปในอีกรูปแบบสังคมใหม่ของเรา ตราบาป เกิดจากการมองความผิดพลาดหรือความไม่สมบูรณ์ที่เกิดขึ้นกับคนๆหนึ่งด้วยความคิดว่า แก้ไขไม่ได้  กลับมาปกติเหมือนเดิมไม่ได้  มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ทุกคนมีโอกาสผิดพลาดได้ และไม่มีใครที่ไม่เคยผิดพลาด เพียงแต่ว่า ความผิดพลาดนั้นจะถูกมองเห็น หรือไม่ก็ตาม ความผิดพลาด หรือความล้มเหลว กลายเป็นอดีตหลอนคนจำนวนมาก เพราะคนเหล่านั้นไม่สามารถก้าวข้ามความผิดพลาดของตัวเองไปได้ และความผิดพลาดของคนๆหนึ่งก็อาจจะหลอนคนรอบข้างได้ด้วยเช่นกัน จนทำให้คนไม่น้อยมักตีตราความผิดพลาดไว้ในคนผู้นั้น เช่น  คนไม่ดี หรือคนชั่ว  แล้วแต่ว่า คนจะสรรหาการตีตราไว้ในชีวิตของผู้อื่น จนทำให้คนไม่น้อยที่ถูกตีตราตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีโอกาสแก้ไขเลยก็มี แต่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เจ้าที่เข้ามายังโลกนี้ มีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยและถอนตราบาปในชีวิตของคนทั้งโลก และเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิมว่า อิสยาห์ 1:18 18 ​พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “มา​เถิด ให้​เรา​สู้​ความ​กัน ถึง​บาป​ของ​เจ้า​เหมือน​สี​แดง​เข้ม ​ก็​จะ​ขาว​อย่าง​หิมะ ถึง​มัน​จะ​แดง​อย่าง​ผ้า​แดง ​ก็​จะ​กลาย​เป็น​อย่าง​ขน​แกะ นี่คือการท้าทายที่พระเจ้ากำลังพูดกับคนทั้งโลก และกับเราทั้งหลายในวันนี้ว่า พระองค์จะปลดสิ่งที่ตีตราในชีวิตเรา  และนี่คือเหตุผลที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสด็จเข้ามายังโลกนี้ เรื่องราวเมื่อสองพันปีที่แล้ว พระเยซูคริสต์ได้เริ่มต้นปลดตราบาปออกจากคนปรากฏในหนังสือลูกา 7:36-50 36 มี​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​ฟาริสี​เชิญ​พระ​องค์​ไป​เสวย​พระ​กระยา​หาร​กับ​เขา ​พระ​องค์​ก็​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​เรือน​ของ​คนฟาริสี​คน​นั้น แล้ว​เอน​พระ​กาย​ลง​37 และ​ดู​เถิด มี​ผู้หญิง​คน​หนึ่ง​ของ​เมือง​นั้น​เคย​เป็น​หญิง​ชั่ว เมื่อ​รู้​ว่า​พระ​องค์​ทรง​เอน​พระ​กาย​เสวย​อยู่​ใน​บ้าน​ของ​คนฟาริสี​นั้น นาง​จึง​ถือ​ผอบ​น้ำ​มัน​หอม​38 มา​ยืน​อยู่​ข้าง​หลัง​ใกล้​พระ​บาท​ของ​พระ​องค์ ร้องไห้​น้ำตา​ไหล​เปียก​พระ​บาท เอา​ผม​เช็ด จุบ​พระ​บาท​ของ​พระ​องค์​มาก และ​เอา​น้ำ​มัน​นั้น​ชโลม39 ฝ่าย​คนฟาริสี​ที่​ได้​เชิญ​พระ​องค์ เมื่อ​เห็น​แล้ว​ก็​นึก​ใน​ใจ​ว่า “ถ้า​ท่าน​นี้​เป็น​ผู้เผย​พระ​วจนะ​ก็​คง​จะ​รู้​ว่า หญิง​ผู้​นี้​ที่​ถูกต้อง​กาย​ของ​ท่าน​เป็น​ผู้ใด​และ​เป็น​คน​อย่างไร เพราะ​นาง​เป็น​คน​ชั่ว”40 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “ซีโมน​เอ๋ย เรา​มี​อะไร​จะ​พูด​กับ​ท่าน​บ้าง” เขา​ทูล​ว่า “ท่าน​อาจารย์​เจ้า​ข้า เชิญ​พูด​ไป​เถิด”41 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​ว่า “เจ้าหนี้​คน​หนึ่ง​มี​ลูกหนี้​สอง​คน คน​หนึ่ง​เป็น​หนี้​เงิน​ห้า​ร้อย​เหรียญ​เดนาริอัน​ อีก​คน​หนึ่ง​เป็น​หนี้​เงิน​ห้า​สิบ​เหรียญ​42 เมื่อ​เขา​ไม่​มี​อะไร​จะ​ใช้​หนี้​แล้ว ท่าน​จึง​โปรด​ยก​หนี้​ให้​เขา​ทั้ง​สอง​คน ใน​สอง​คน​นั้น คน​ไหน​จะ​รัก​นาย​มากกว่า”43 ซีโมน​จึง​ทูล​ว่า “ข้าพเจ้า​เห็น​ว่า​คน​ที่​นาย​ได้​โปรด​ยก​หนี้​ให้​มาก ​ก็​เป็น​คน​ที่​รัก​นาย​มาก” ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​คิดเห็น​ถูก​แล้ว”44 ​พระ​องค์​จึง​ทรง​เหลียว​หลัง​ดู​ผู้หญิง​นั้น และ​ตรัส​แก่​ซีโมน​ว่า “ท่าน​เห็น​ผู้หญิง​นี้​หรือ เรา​ได้​เข้า​มา​ใน​บ้าน​ของ​ท่าน ท่าน​มิได้​ให้​น้ำ​ล้าง​เท้า​ของ​เรา แต่​นาง​ได้​เอา​น้ำตา​ชำระ​เท้า​ของ​เรา​และ​ได้​เอา​ผม​ของ​ตน​เช็ด​45 ท่าน​มิได้​จุบ​เรา แต่​ผู้หญิง​นี้​ตั้งแต่​เรา​เข้า​มา มิได้​หยุด​จุบ​เท้า​ของ​เรา​46 ท่าน​มิได้​เอา​น้ำ​มัน​ชโลม​ศีรษะ​ของ​เรา แต่​นาง​ได้​เอา​น้ำ​มัน​หอม​ชโลม​เท้า​ของ​เรา​47 เหตุ​ฉะนั้น​เรา​บอก​ท่าน​ว่า ความ​ผิด​บาป​ของ​นาง​ซึ่ง​มี​มาก​ได้​โปรด​ยก​เสีย​แล้ว เพราะ​นาง​รัก​มาก แต่​ผู้​ที่​ได้รับ​การ​ยกโทษ​น้อย ผู้​นั้น​ก็​รัก​น้อย”48 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​นาง​ว่า “ความ​ผิด​บาป​ของ​เจ้า​โปรด​ยก​เสีย​แล้ว”49 ฝ่าย​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​เอน​กาย​อยู่​ด้วย​พูด​กัน​ว่า “คน​นี้​เป็น​ใคร แม้​ความ​ผิด​บาป​ก็​ยก​ให้​ได้”50 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​ผู้หญิง​นั้น​ว่า “ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​ได้​ทำ​ให้​เจ้า​รอด จง​ไป​เป็น​สุข​เถิด” ลักษณะการนั่งรับประทานอาหารในบ้านของคนยิวสมัยนั้น มีท่านั่งในการรับประทานอาหารที่เรียกว่า เอนกาย  คือปลายเท้าทั้งสองข้างของผู้ที่นั่งจะอยู่ด้านหลังของผู้ที่นั่งไปทางด้านกำแพง และที่ปลายเท้าจะมีพื้นที่ว่างสำหรับให้คนรับใช้ยืนคอยรับใช้อยู่ด้านหลัง ศอกของผู้นั่งจะอยู่บนโต๊ะอาหาร ดังนั้น คำว่า เอนกาย จึงเป็นคำพิเศษที่คนยิวในยุคนั้นเข้าใจถึงลักษณะท่าทางการนั่งรับประทานอาหารโดยที่คนๆนั้นจะไม่ได้เผชิญหน้ากับคนรับใช้ที่คอยต้อนรับแขกของเจ้าของบ้านด้วยการล้างเท้า เช็ด และนวดด้วยน้ำมัน หรือเอาเท้าแช่น้ำอุ่นให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนเวลาเราไปสปาในยุคของเรา คนนวดจะทำหน้าที่ล้างเท้าให้แขกด้วยผ้าร้อน บางที่ก็ยกอ่างกะละมังน้ำอุ่นมาถึงที่ ล้างเท้าขัดถูและก็ทาน้ำมันหอม เราจะรู้สึกผ่อนคลาย นี่คือธรรมเนียมการต้อนรับของคนยิวในยุคโบราณเวลานั้น หมอลูกาบันทึกตอนนี้ ใช้คำว่า เอนกายสามครั้ง ครั้งแรกเมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในบ้านของฟาริสี พระองค์พร้อมทานอาหาร ครั้งที่สองเมื่อ ผู้หญิง​คน​หนึ่ง​ของ​เมือง​นั้น​เคย​เป็น​หญิง​ชั่ว เมื่อ​รู้​ว่า​พระ​องค์​ทรง​เอน​พระ​กาย​เสวย​อยู่​ใน​บ้าน​ของ​คนฟาริสี​นั้น นาง​จึง​ถือ​ผอบ​น้ำ​มัน​หอม​38 มา​ยืน​อยู่​ข้าง​หลัง​ใกล้​พระ​บาท​ของ​พระ​องค์ ร้องไห้​น้ำตา​ไหล​เปียก​พระ​บาท เอา​ผม​เช็ด จุบ​พระ​บาท​ของ​พระ​องค์​มาก และ​เอา​น้ำ​มัน​นั้น​ชโลม พระคัมภีร์บันทึกว่าผู้หญิงที่เคยเป็นหญิงชั่ว (สังคมตราหน้าว่าเป็นคนบาป อาจจะจากความประพฤติอย่างหญิงงามเมือง) หญิงคนนี้รู้ว่าพระเยซูทรงเอนกาย หมายถึง พระองค์กำลังรับประทานอาหารในบ้านของคนฟาริสี  การที่มายืนอยู่ข้างหลังพระเยซูตรงพระบาทของพระองค์ คือความตั้งใจที่จะรับใช้ ต้อนรับ และอาจจะเป็นได้ว่า พระเยซูไม่ได้รับการต้อนรับตามธรรมเนียมจากเจ้าของบ้าน ผู้หญิงคนนี้จึงฉวยโอกาสที่จะทำหน้าที่นี้ แต่การต้อนรับของผู้หญิงคนนี้มากกว่าการต้อนรับธรรมดา เพราะนางเอาน้ำตาล้างเท้าพระเยซู เอาผมเช็ดเท้าพระเยซู และจูบที่เท้าพระเยซู คือการแสดงความเคารพในสไตล์อย่างคนกรีกและคนโรมัน ซึ่งสำหรับคนยิวไม่มีการแสดงความเคารพแบบนี้  แล้วนางจึงเอาน้ำมันหอมชะโลมเท้าพระเยซู น้ำตาคือสัญญลักษณ์ของการแสดงความเสียใจ  ปริมาณของน้ำตามากขนาดทำให้เท้าพระเยซูเปียกและสามารถทำความสะอาดเท้าได้ คือขนาดของความรู้สึกเสียใจ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า  ยิ่งเราแสดงออกถึงความเสียใจต่อความบาป และความรัก ที่มีต่อพระคริสต์ได้มากเท่าใด  เราก็ยิ่งมีหลักฐานของการได้รับการให้อภัยบาปชัดเจนมากเท่านั้น   ในทำนองเดียวกัน มีคริสเตียนมากมายที่ทำบาป และไม่เสียใจต่อบาปที่ตนเองทำไป คริสเตียนเหล่านี้จะมองการให้อภัยบาปที่ได้รับจากพระเจ้าไม่ชัดเจน และไม่เห็นคุณค่าของการให้อภัย การสำแดงชีวิตที่รับการให้อภัยก็พลอยไม่ชัดเจนไปด้วย (เหมือนคนไม่รู้สึกว่าต้องรับการให้อภัย  ซึ่งมักจะทำให้หลงคิดว่า ฉันทำผิดอะไร คือคำถามของคนที่ไม่รู้สึกผิดเมื่อทำผิด)  หนังสือลูกาคือหนังสือที่บันทึกด้วยมุมองอย่างคนที่เป็นหมอ ดังนั้น สิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย อวัยวะ หรือสิ่งที่เป็นผลจากอาการของร่างกายมนุษย์จึงถูกบันทึกอย่างใส่ใจ การที่น้ำตาออกมาจากความรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถเก็บอาการไว้อย่างเงียบๆ บางคนร้องไห้ได้อย่างเงียบๆ แต่สำหรับหญิงคนนี้ เธอร้องไห้เสียงดัง รากศัพท์คำนี้แปลว่า ส่งเสียงร้องแหลมยาว เป็นลักษณะของการคร่ำครวญ ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยร้องไห้อย่างหนักขณะรับการทำบำบัดภายใน ทิชชูม้วนหนึ่งเปียกไปด้วยน้ำมูก เพราะว่าน้ำตาออกมาทางจมูก เป็นความเสียใจที่ไม่สามารถเก็บอาการได้ นั่นเป็นการร้องออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ มีคำพูดหนึ่งที่กล่าวถึงการเรียนรู้ของคนเรามีสามมิติ 1.การรับรู้ (ความรู้) 2.การกระทำ (ทักษะ) 3.เกี่ยวกับจิตใจ (ค่านิยม) และวิธีที่ดีที่สุดของเรียนรู้ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง  สำหรับการรับรู้คือ การสอน การกระทำคือ การอบรม แต่ถ้าจะเปลี่ยนค่านิยม ต้องมีประสบการณ์หรือสัมผัส ลูกาได้บันทึกตอนหนึ่งถึงการสัมผัสแค่ชายฉลองของพระเยซูโดยหญิงโลหิตตก โลหิตก็หยุดตกทันที ลูกา 8:43-44 43 มี​ผู้หญิง​คน​หนึ่ง​เป็น​โรค​ตก​โลหิต​ได้​สิบ​สอง​ปี ​และ​ได้​ใช้​ทรัพย์​ทั้งหมด​ของ​นาง​เป็น​ค่า​หมอมา​แล้ว ไม่​มี​ผู้ใด​รักษา​ให้​หาย​ได้​44 ผู้หญิง​นั้น​แอบ​มา​ข้าง​หลัง ถูกต้อง​ชาย​ฉลอง​พระ​องค์ และ​ใน​ทันใด​นั้น​โลหิต​ที่​ตก​ก็​หยุด​ มาระโก 6:56 56 แล้ว​พระ​องค์​เสด็จ​ไป​ที่​ไหนๆ ไม่​ว่า​ใน​หมู่​บ้าน​ ใน​ตำบล หรือ​ใน​เมือง​ เขา​ก็​เอา​คน​เจ็บป่วย​มา​วาง​ตาม​ตลาด ทูล​ขอ​พระ​องค์​โปรด​ให้​คน​เจ็บป่วย​แตะ​ต้อง​แต่​ชาย​ฉลอง​พระ​องค์ และ​ผู้ใด​ได้​แตะ​ต้อง​แล้ว​ก็​หาย​ป่วย​ทุก​คน​ หมอลูกากำลังบันทึกถึงฤทธิ์อำนาจการรักษาโรคของพระเยซูไม่เพียงฝ่ายร่างกาย แต่ฝ่ายจิตใจด้วย พระเยซูรักษาบาดแผลของจิตใจให้กับหญิงที่เคยบาป ยิ่งสัมผัส นางยิ่งร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด เหมือนเวลาเราเปิดแผลจะยิ่งเจ็บ แต่นั่นคือวิธีที่จะบ่งหนองออกจากจิตใจที่กลัดหนอง เป็นสำนวนของการถูกทำร้ายจิตใจอย่างมาก  ลูกาจึงบันทึกว่า นาง ​เคย​เป็น​หญิง​ชั่ว (She was a sinner) นั่นหมายความว่า นางมีบาดแผลของชีวิตที่ลึก สำหรับคนไทยเรียกว่า จับใส่ตระกร้าล้างน้ำก็ไม่หาย และคนในสังคมก็ตอกย้ำบาดแผลนั้น แม้แต่ฟาริสี คนเคร่งศาสนาที่น่าจะเป็นที่พึ่งและหวังจะได้โอกาสที่จะเข้าใจก็ ยังซ้ำเติมเธอด้วยการย้ำตราบาปให้กับนาง 39 ฝ่าย​คนฟาริสี​ที่​ได้​เชิญ​พระ​องค์ เมื่อ​เห็น​แล้ว​ก็​นึก​ใน​ใจ​ว่า “ถ้า​ท่าน​นี้​เป็น​ผู้เผย​พระ​วจนะ​ก็​คง​จะ​รู้​ว่า หญิง​ผู้​นี้​ที่​ถูกต้อง​กาย​ของ​ท่าน​เป็น​ผู้ใด​และ​เป็น​คน​อย่างไร เพราะ​นาง​เป็น​คน​ชั่ว (She is a sinner)  เรามักได้ยินคำว่าคุณไม่เคยทำดี อีกคนก็จะเถียงว่า ไม่เคยเลยเหรอ เวลาคนเราโกรธ มักจะเหมาทั้งหมดของชีวิตคนนั้น แย่ไปหมด ไม่มีความดีหลงเหลืออยู่เลย นี่คือการทำร้ายจิตใจของคน ให้เราบอกกับคนข้างๆว่า อย่าตีตราบาปอีกเลย ในนิยามของคำว่า รัก มีคำว่า เชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ  1โครินธ์ 13:7 7 ความ​รัก​ทน​ได้​ทุก​อย่าง​แม้​ความ​ผิด​ของ​คน​อื่น และ​เชื่อ​ใน​ส่วน​ดี​ของ​เขา​อยู่​เสมอ และ​มี​ความ​หวัง​อยู่​เสมอ และ​ทน​ต่อ​ทุก​อย่าง พระคัมภีร์กำลังสอนคนของพระเจ้าให้ใช้ความพยายามที่จะถอนการตีตราบาปออกจากชีวิตของคน คำที่บันทึกว่านางเคยเป็นคนบาป คือโอกาสและหยุดการซ้ำเติม นี่คือคุณค่าของข่าวประเสริฐ สำหรับคนบาปที่กลับใจใหม่ และผู้หญิงคนนี้คือคนบาปที่กลับใจใหม่ที่รู้ว่า พระเยซูคริสต์เจ้าได้นำข่าวดีมาสำหรับเธอ พระเยซูไม่ได้มาทำหน้าที่ผู้เผยพระวจนะที่จะบอกว่าใครเป็นคนบาป เหมือนกับที่ฟาริสีใช้ค่า ถ้า​ท่าน​นี้​เป็น​ผู้เผย​พระ​วจนะ​ก็​คง​จะ​รู้​ว่า หญิง​ผู้​นี้​ที่​ถูกต้อง​กาย​ของ​ท่าน​เป็น​ผู้ใด​และ​เป็น​คน​อย่างไร พระเยซูทรงรู้ และพระองค์สำแดงให้รู้ว่า สิ่งที่แตกต่างระหว่างสิ่งที่มาจากมนุษย์ และสิ่งที่มาจากพระเจ้า คือเมื่อรู้แล้ว จะตอบสนองอย่างไร พระคัมภีร์กล่าวถึงการตอบสนองอย่างพระเมสสิยาห์ในคำพยากรณ์ถึงพระองค์  อิสยาห์ 11:3 3 ความ​พึง​ใจ​ของ​ท่าน​ก็​ใน​ความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า ท่าน​จะ​ไม่​พิพากษา​ตาม​ซึ่ง​ตา​ท่าน​เห็น หรือ​ตัดสิน​ตาม​ซึ่ง​หู​ท่าน​ได้​ยิน สิ่งที่มาจากพระเจ้าตรงกันข้ามกับมนุษย์ ที่มักพิพากษาและตัดสิน (ตีตราบาป) ข้าพเจ้าอยากขอให้ที่ประชุมได้ใช้เวลาสำรวจตัวเราเอง คำพูด การกระทำ ความคิด ที่เราได้ตีตราบาปให้กับใครอยู่หรือไม่ คนนั้น อาจเป็นคู่ชีวิตของเรา ลูกของเรา ญาติพี่น้องของเรา  พี่น้องในสังคมของเรา….ให้เราทูลขอการชำระความคิด จิตใจและการกระทำของตัวเราจากพระเจ้า…..อาเมน พระเยซูทำสิ่งที่มากกว่าการรู้ว่าใครเป็นอย่างไร ด้วยการยกบาปผิด ที่สดใหม่ให้กับหญิงนี้ ขอให้เรายกโทษความผิดของคนอื่นที่กระทำต่อเราด้วยเช่นกัน  ตราบาปที่สังคมตีตราให้กับคนมากมายได้ทำลายคนที่กลับใจใหม่มากมายที่ตั้งใจดี คนที่กลับใจ กลับไปเป็นคนเลวก็เพราะตราบาปก็มี คนที่จะเดินพ้นขอบของการทดลองต้องกลับไปทำบาปอีก เพราะตราบาป  วันนี้ เราตีตราใครบางคนที่เราโกรธ เราไม่พอใจ เรารังเกียจ เพราะค่านิยม หรือสังคมผลักให้เราคิดและมองคนอย่างนั้น หรือไม่ ขอพระเจ้าทรงโปรดช่วยให้เรามีมุมมองคน และการคิดถึงผู้คนอย่างพระเยซูคริสต์เจ้า ท่าน​จะ​ไม่​พิพากษา​ตาม​ซึ่ง​ตา​ท่าน​เห็น หรือ​ตัดสิน​ตาม​ซึ่ง​หู​ท่าน​ได้​ยิน ในหนังสือ 1โครินธ์2:16 16 เพราะ​ว่า ใคร​เล่า​รู้จัก​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​เพื่อ​จะ​แนะนำ​สั่ง​สอน​พระ​องค์​ได้  แต่​เรา​ก็​มี​พระ​ทัย​ของ​พระ​คริสต์​ คำว่า แนะนำสั่งสอนพระองค์ได้ รากศัพท์ภาษากรีกมีความหมายถึงการไปด้วยกันกับพระเจ้า เช่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า แต่​เรา​ก็​มี​พระ​ทัย​ของ​พระ​คริสต์​ คือการบอกว่า ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นสาวกของพระองค์ จะสามารถเดินไปกับพระเจ้า คือคิดอย่างพระเจ้าคิด ได้ยินอย่างที่พระเจ้าได้ยิน รู้สึกอย่างที่พระเจ้ารู้สึก  เมื่อเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางสังคมที่ตีตราให้กับผู้คนรอบข้าง เรามีโอกาสที่จะตีตรา และบางทีเราก็ได้ใช้โอกาสนั้นตีตราให้กับชีวิตคนมากมายไปแล้ว การตีตรา คือทำให้คนหมดโอกาสที่จะลุกขึ้นมาใหม่ได้ เมื่อเขาล้มลง คนไทยเรามีคำว่า คอยเหยียบซ้ำ (ซ้ำเติม) เมื่อคนล้มลง หรือผิดพลาดไป สุภาษิต 24:16 16 เพราะ​คน​ชอบธรรม​ล้ม​ลง​เจ็ด​ครั้ง​แล้ว​ก็​ลุก​ขึ้น​อีก… คำว่า คนชอบธรรม คำนี้เป็นภาษาฮีบรูที่มาจากรากศัพท์คำว่า ทำให้สะอาด นั่นหมายความว่า เขาเคยสกปรก แต่ถูกทำให้สะอาดแล้ว (ข้าพเจ้าตีความ) ถ้าอ่านจากสำนวนนี้ คนที่เคยสกปรกและถูกทำให้สะอาดแล้ว เมื่อเขาล้มเจ็ดครั้งแล้วก็ลุกขึ้นอีก นั่นหมายความว่า ถ้าเขาอยู่ในสังคมของเราในปัจจุบันนี้ สังคมที่คอยซ้ำเติม เราคิดว่า เขาจะอยู่ได้ไม๊ แน่นอน เพราะเขาจะลุกขึ้นมาได้อีก เลขเจ็ดในพระคัมภีร์หมายถึง นับไม่ถ้วน แสดงให้เห็นว่า คนชอบธรรมมีโอกาสพลาดได้  แต่ก็เริ่มใหม่ได้ (สดใหม่) ด้วย พวกเราที่นั่งที่นี่ ได้เริ่มต้นแบบสดใหม่อยู่หรือเปล่า หรือว่า เก่าค้างปีมานานแล้วในชีวิตที่ล้มแต่ยังไม่ได้ลุก บทเรียนที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้ให้คำอุปมาสำหรับฟาริสีที่เชิญพระเยซูมารับประทานอาหารและตำหนิในใจต่อพระเยซู  พระองค์ทรงสำแดงความเป็นพระเจ้าด้วยการตอบคำถามในใจของฟาริสีคนนี้ด้วยเรื่องของเจ้าหนี้ กับลูกหนี้สองคนดังนี้

1.รับการยกหนี้มาก ก็รักมาก ลูกา 7:41-43

41 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​ว่า “เจ้าหนี้​คน​หนึ่ง​มี​ลูกหนี้​สอง​คน คน​หนึ่ง​เป็น​หนี้​เงิน​ห้า​ร้อย​เหรียญ​เดนาริอัน​ อีก​คน​หนึ่ง​เป็น​หนี้​เงิน​ห้า​สิบ​เหรียญ​42 เมื่อ​เขา​ไม่​มี​อะไร​จะ​ใช้​หนี้​แล้ว ท่าน​จึง​โปรด​ยก​หนี้​ให้​เขา​ทั้ง​สอง​คน ใน​สอง​คน​นั้น คน​ไหน​จะ​รัก​นาย​มากกว่า”43 ซีโมน​จึง​ทูล​ว่า “ข้าพเจ้า​เห็น​ว่า​คน​ที่​นาย​ได้​โปรด​ยก​หนี้​ให้​มาก ​ก็​เป็น​คน​ที่​รัก​นาย​มาก” ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​คิดเห็น​ถูก​แล้ว” ความแตกต่างของการเป็นหนี้ระหว่างคนสองคนนี้ คือสิบเท่า คนหนึ่ง ห้าร้อย อีกคนแค่ห้าสิบ แต่สิ่งที่เหมือนกันของคนสองคนคือไม่มีปัญญาใช้หนี้เหมือนกัน คนที่เป็นหนี้น้อย ก็ไม่มีปัญญาใช้หนี้น้อยของตนเอง คนที่เป็นหนี้มากก็ยิ่งไม่สามารถ แต่ความแตกต่างของจำนวนหนี้ ไม่ได้ทำให้คนที่เป็นหนี้น้อยดีกว่าคนที่เป็นหนี้มาก ซึ่งในสังคมของเรากลับใช้ความแตกต่างของจำนวนเป็นตัวบ่งชี้ถึงว่าคนที่เป็นหนี้น้อยดีกว่าหนี้มาก จึงทำให้เกิดการให้น้ำหนักกับบาปมาก บาปน้อย บาปรุนแรง บาปไม่รุนแรง  เมื่อคนเราทำบาป เราทุกคนต่างเป็นหนี้พระเจ้า ที่เราต้องชดใช้  ไม่ว่าจะบาปมากหรือบาปน้อย พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า เราทุกคนไม่ต่างกัน โรม 3:22-23 22 คือ​ความ​ชอบธรรม​ของ​พระ​เจ้า ซึ่ง​ทรง​ประทาน​โดย​ความ​เชื่อ​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​แก่​ทุก​คน​ที่​เชื่อ เพราะ​ว่า​คน​ทั้ง​หลาย​ไม่​ต่างกัน​23 เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ทำ​บาป และ​เสื่อม​จาก​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า​ พระคัมภีร์ตอนนี้ได้บอกกับเราว่า มนุษย์ทุกคนทำบาป ไม่ว่าจะบาปมากหรือน้อย และไม่มีปัญญาที่จะชดใช้บาปได้ โดยการปฏิบัติ ทำไมคนที่เป็นหนี้มากที่ได้รับการยกหนี้จึงรักมาก ในขณะที่คนที่เป็นหนี้น้อยรักน้อย เพราะคนที่เป็นหนี้มากถูกตีตราบาปว่า เขาแย่กว่าคนที่เป็นหนี้น้อย (ในค่านิยมอย่างโลก) สังคมของโลกต่างตั้งมาตรฐานความดีด้วยการให้คะแนน และตัดคะแนนให้ติดลบเมื่อทำเลว คุณค่าของคนถูกกำหนดด้วยความสามารถในการทำดีหรือทำเลว แต่พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกของพระองค์เรื่องการทำดีอย่างนี้ มัทธิว 5:16 16 ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​เหมือนกับ​ตะเกียง จง​ส่อง​สว่าง​แก่​คน​ทั้ง​ปวง เพื่อ​ว่า​เมื่อ​เขา​ได้​เห็น​ความ​ดี​ที่​ท่าน​ทำ เขา​จะ​ได้​สรรเสริญ​พระ​บิดา​ของ​ท่าน ผู้​ทรง​อยู่​ใน​สวรรค์ ทำไมพระเยซูสอนสาวกเรื่องการทำดีเพื่อให้คนสรรเสริญพระเจ้า นี่คือการสอนให้สาวกมองเห็นการทำดีที่เกินจากมาตรฐานของมนุษย์ การทำดีที่ให้คนมองเห็นพระเจ้า มิใช่มองดูที่ตัวคนทำ แล้วคนที่รับการทำดีจะรู้สึกดีกับตัวเอง  คนที่รู้สึกดีกับตัวเอง จึงจะสรรเสริญพระเจ้าได้ ถ้าคุณรู้สึกแย่กับตัวเอง คุณจะตำหนิพระเจ้าว่าทำไมปล่อยให้คุณต้องเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้าเลย  คนที่รับการยกหนี้มาก ก็รักมาก คือคนที่มองเห็นคุณค่าของตนเองจากหนี้ที่ได้รับการยกให้ ทำให้เขามองคนที่ยกหนี้ให้คือคนที่เขารู้สึกดี นั่นคือ รักมาก ตอนนี้เรากำลังรู้สึกดีกับพระเจ้าอย่างไร รักพระองค์มากอย่างไร ถ้ายัง ก็แสดงว่า เราคิดว่า เราเป็นหนี้น้อยกว่าคนอื่น หรือคนอื่นทำผิดกับเรามาก 1ยอห์น 1:8-10 8 ถ้า​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ว่า​เรา​ไม่​มี​บาป เรา​ก็​ลวง​ตนเอง และ​สัจจะ​ไม่ได้​อยู่​ใน​เรา​เลย​9 ถ้า​เรา​สารภาพ​บาป​ของ​เรา ​พระ​องค์​ทรง​สัตย์​ซื่อ​และ​เที่ยง​ธรรม ​ก็​จะ​ทรง​โปรด​ยก​บาป​ของ​เรา และ​จะ​ทรง​ชำระ​เรา​ให้​พ้น​จาก​การ​อธรรม​ทั้งสิ้น​10 ถ้า​เรา​กล่าว​ว่า​เรา​ไม่ได้​ทำ​บาป ​ก็​เท่ากับ​เรา​ทำ​ให้​พระ​องค์​เป็น​ผู้​ตรัส​มุสา และ​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์​ก็​มิได้​อยู่​ใน​เรา​ทั้ง​หลาย​เลย

2.มองเห็นโอกาสมาก ก็รักมาก ลูกา 7:44-48

44 ​พระ​องค์​จึง​ทรง​เหลียว​หลัง​ดู​ผู้หญิง​นั้น และ​ตรัส​แก่​ซีโมน​ว่า “ท่าน​เห็น​ผู้หญิง​นี้​หรือ เรา​ได้​เข้า​มา​ใน​บ้าน​ของ​ท่าน ท่าน​มิได้​ให้​น้ำ​ล้าง​เท้า​ของ​เรา แต่​นาง​ได้​เอา​น้ำตา​ชำระ​เท้า​ของ​เรา​และ​ได้​เอา​ผม​ของ​ตน​เช็ด​45 ท่าน​มิได้​จุบ​เรา แต่​ผู้หญิง​นี้​ตั้งแต่​เรา​เข้า​มา มิได้​หยุด​จุบ​เท้า​ของ​เรา​46 ท่าน​มิได้​เอา​น้ำ​มัน​ชโลม​ศีรษะ​ของ​เรา แต่​นาง​ได้​เอา​น้ำ​มัน​หอม​ชโลม​เท้า​ของ​เรา​47 เหตุ​ฉะนั้น​เรา​บอก​ท่าน​ว่า ความ​ผิด​บาป​ของ​นาง​ซึ่ง​มี​มาก​ได้​โปรด​ยก​เสีย​แล้ว เพราะ​นาง​รัก​มาก แต่​ผู้​ที่​ได้รับ​การ​ยกโทษ​น้อย ผู้​นั้น​ก็​รัก​น้อย”48 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​นาง​ว่า “ความ​ผิด​บาป​ของ​เจ้า​โปรด​ยก​เสีย​แล้ว” คนที่ถ่อมใจ จะมองเห็นตัวเองได้รับโอกาสคือความเมตตาจากผู้อื่น แต่คนที่ไม่ถ่อม มักจะคิดเข้าข้างตนเองว่า เพราะตนเองเก่ง จึงทำให้ตนเองไปถึงโอกาสนั้น  สำหรับผู้หญิงคนนี้ เขารู้ว่า สังคมได้ปิดโอกาสการเริ่มต้นใหม่แก่เธอไปแล้ว ด้วยตราบาป แต่ผู้หญิงคนนี้ตระหนักว่า นอกจากพระเยซูจะไม่ย้ำรอยตราบาปให้กับเธอแล้ว พระองค์ยังเป็นผู้ถอนตราบาปนั้นออกและให้โอกาสแก่เธอด้วย  พระเยซูได้เปรียบเทียบหญิงคนนี้กับฟาริสีที่แตกต่างกันถึงสิบเท่า คนที่สังคมบอกว่าเธอสกปรก กับฟาริสีที่สังคมยกย่องว่า สะอาด ที่ได้เชิญพระเยซูมารับประทานอาหารที่บ้าน แต่ไม่ได้ต้อนรับและให้เกียรติพระองค์อย่างที่ควรจะทำ ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับการเชื้อเชิญให้มารับประทานอาหารที่บ้านอย่างมาก แต่ผู้หญิงคนนี้เป็นที่น่ารังเกียจ แต่กลับรู้จักกาลเทศะว่าจะดูแลผู้ที่เอนกายเพื่อรับประทานอาหารอย่างไร อัครทูตยอห์นได้บันทึกถึงสิ่งที่เขาได้เห็นในนิมิตที่พระเจ้าสำแดงแก่เขาว่า  พระเยซูกำลังรอคอยการเชิญให้ร่วมรับประทานอาหารจากคริสตจักร  วิวรณ์ 3:20-22 20 นี่​แน่ะ เรา​ยืน​เคาะ​อยู่​ที่​ประตู ถ้า​ผู้ใด​ได้​ยิน​เสียง​ของ​เรา​และ​เปิด​ประตู เรา​จะ​เข้า​ไป​หา​ผู้​นั้น​และ​จะ​รับประทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เขา และ​เขา​จะ​รับประทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เรา​21 ผู้ใด​มี​ชัย​ชนะ เรา​จะ​ให้​ผู้​นั้น​นั่ง​กับ​เรา​บน​พระ​ที่​นั่ง​ของ​เรา เหมือนกับ​ที่​เรา​มี​ชัย​ชนะ​แล้ว และ​ได้​นั่ง​กับ​พระ​บิดา​ของ​เรา​บน​พระ​ที่​นั่ง​ของ​พระ​องค์​22 ใคร​มี​หู​ก็​ให้​ฟัง​ข้อความ​ซึ่ง​พระ​วิญญาณ​ได้​ตรัส​ไว้​แก่​คริสตจักร​ทั้ง​หลาย​เถิด’ ” พระเยซูกำลังพูดกับคริสตจักรก็คือผู้เชื่อในยุคต่างๆ จะมีผู้เชื่อที่เชิญพระองค์เข้ามาเพื่อร่วมรับประทานอาหารด้วย แต่ก็จะมีผู้เชื่อที่ปฏิบัติกับพระองค์อย่างฟาริสีที่ชื่อซีโมนคนนี้ เรา​ได้​เข้า​มา​ใน​บ้าน​ของ​ท่าน ท่าน​มิได้​ให้​น้ำ​ล้าง​เท้า​ของ​เรา…. ​45 ท่าน​มิได้​จุบ​เรา…. 46 ท่าน​มิได้​เอา​น้ำ​มัน​ชโลม​ศีรษะ​ของ​เรา….แต่​ผู้​ที่​ได้รับ​การ​ยกโทษ​น้อย ผู้​นั้น​ก็​รัก​น้อย”  ยกโทษน้อย…ก็รักน้อย คือ การมีโอกาสน้อยนักที่จะกลับใจหรือเปล่า ผู้ที่กำลังทำบาป จงรู้เถิดว่า นี่คือโอกาสที่คุณจะกลับใจ และรับการให้อภัย และรักมาก จงเลือกที่จะทำเช่นนั้น จงให้ตราบาปนั้นถูกถอนออกไปด้วยคำว่า เคยเป็น เคยทำ ด้วยการเลิกเป็น เลิกทำ เส้นทางของคนที่รักมาก คือเส้นทางเดียวกันกับพระเจ้า ไปด้วยกันกับพระเจ้า เป็นเส้นทางของคนชอบธรรมที่ล้มเจ็ดครั้งก็ลุกได้อีกเสมอ  การลุกขึ้นมาอีกครั้งก็คือการรีบฉวยโอกาสที่จะกลับใจใหม่ เอเฟซัส 5:15-17 15 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​จง​ระมัดระวัง​ใน​การ​ดำเนิน​ชีวิต​ให้​ดี อย่า​ให้​เหมือน​คน​ไร้​ปัญญา แต่​ให้​เหมือน​คน​มี​ปัญญา​16 จง​ฉวย​โอกาส เพราะ​ว่า​ทุก​วันนี้​เป็น​กาล​ที่​ชั่ว​17 เหตุ​ฉะนั้น​อย่า​เป็น​คน​โง่​เขลา แต่​จง​เข้าใจ​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ว่า​เป็น​อย่างไร​ พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกคนของพระเจ้าที่เคยเป็นคนบาปให้รีบลุกขึ้นได้แล้ว ให้เราบอกคนข้างๆว่า นี่คือโอกาสที่คุณจะรักพระเยซูมากขึ้น ข้าพเจ้านึกถึงเพลงที่เด็กๆร้องในคริสตจักร เพลงหนึ่ง ร้องว่า ฉันรักพระเยซูมากขึ้นทุกวัน มากขึ้นทุกวันและทุกวัน ยิ่งวันเวลาผ่านไป ยิ่งทำตามน้ำพระทัย ทรงดีต่อฉันและต่อคนทั่วไป ฉันรักพระเยซูมากขึ้นทุกวัน มากขึ้นทุกวันและทุกวัน ความหมายของเพลงนี้ยังดังก้องอยู่ในจิตใจของเราอยู่หรือเปล่า ประการสุดท้ายที่พระคัมภีร์ตอนนี้ได้ให้บทเรียนกับเรา คือ

3.ขวนขวายมาก ก็เป็นสุขมาก ลูกา 7:49-50

49 ฝ่าย​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​เอน​กาย​อยู่​ด้วย​พูด​กัน​ว่า “คน​นี้​เป็น​ใคร แม้​ความ​ผิด​บาป​ก็​ยก​ให้​ได้”50 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​ผู้หญิง​นั้น​ว่า “ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​ได้​ทำ​ให้​เจ้า​รอด จง​ไป​เป็น​สุข​เถิด” และนี่คือการใช้คำว่า เอนกาย เป็นครั้งที่สามในบทนี้ แต่เป็นภาพของการเอนกายของคนที่กำลังร่วมสำรับกับพระเยซู คนเหล่านี้ ไม่รู้ว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้เพื่อการชำระไถ่บาปคนทั้งปวง  ผู้ที่เอนกายอยู่ด้วยกับพระเยซูคริสต์เป็นกลุ่มคนประเภทเดียวกันกับฟาริสี ที่ไม่รู้จักลักษณะงานของพระเมสสิยาห์ที่สำคัญนี้ เขาน่าจะเป็นกลุ่มคนที่รู้จักพระเมสสิยาห์ก่อนใคร แต่กลับถามว่า “คน​นี้​เป็น​ใคร แม้​ความ​ผิด​บาป​ก็​ยก​ให้​ได้” น่าเสียดาย คนไทยมีคำว่า ใกล้เกลือกินด่าง หรือเส้นผมบังภูเขา ทำให้มองไม่เห็น แต่หญิงที่ล้างเท้าให้พระเยซูด้วยน้ำตา เอาผมเช็ดเท้า และจุบที่เท้า และเอาน้ำมันชโลมเท้าของพระองค์ เป็นคนที่อยู่ห่างไกล และโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดพระเยซูก็น้อยมาก แต่หญิงนี้ขวนขวายที่จะอยู่ใกล้พระเยซู และกลายเป็นคนที่ได้รับคำอวยพรด้วยคำว่า  จง​ไป​เป็น​สุข​เถิด” เป็นการอวยพรให้หญิงนี้ มีสันติสุขคุ้มครองจิตใจ ความคิด และไม่มีสิ่งใดจะมารบกวนเธอได้อีก ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำเกี่ยวกับบาปในอดีตที่ได้รับการให้อภัยแล้ว อดีตอาจจะถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อเสียดแทงตำหนิ แต่หญิงนี้จะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดกับบาดแผลในอดีตที่มาสร้างปัญหา และแรงกระทบในปัจจุบัน มีภาษาอังกฤษคำหนึ่ง He will change our scar to be a star คำอวยพรของพระเยซูว่า จงไปเป็นสุขเถิด คือการเปลี่ยนบาดแผลให้กลายเป็นความสวยงามอย่างดวงดาว  เธอยังมีความสงบนิ่งและอยู่ในความรักของพระเจ้าได้อย่างมั่นคง เธอจะกลับไปบ้านและส่งต่อความรักที่มีต่อพระเจ้ากับมนุษย์รอบข้างอย่างต่อเนื่อง ด้วยความชื่นชมยินดีและสันติสุขชั่วนิจนิรันดร์ “ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​ได้​ทำ​ให้​เจ้า​รอด พระเยซูได้กล่าวชัดเจน ว่าความชื่นชมยินดีของหญิงนี้มาจากความเชื่อที่ทำให้ตนเองได้รับความรอด และนี่คือสิ่งที่คริสเตียนทุกคนควรมองเห็นความจริงเกี่ยวกับความชื่นชมยินดีของตนเองว่า เวลานี้ ความยินดีของเรากำลังถูกกำหนดด้วยปัจจัยอย่างโลกที่ สมหวังจึงจะยินดี ผิดหวังก็ไม่สามารถยินดี หรือไม่   “ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​ได้​ทำ​ให้​เจ้า​รอด จง​ไป​เป็น​สุข​เถิด” คือกุญแจสำคัญของการดำรงชีวิตในปัจจุบันที่เราจะหลุดจากหลอนของอดีตได้ มีสิ่งที่เราน่าจะชื่นชมยินดีได้ตลอดเวลา อย่างที่อ.เปาโลได้กล่าวหนุนใจคริสเตียนในยุคนั้นว่า ฟิลิปปี 4:4  4 จง​ชื่น​ชม​ยินดี​ใน​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทุก​เวลา ข้าพเจ้า​ขอ​ย้ำ​อีก​ครั้ง​ว่า จง​ชื่น​ชม​ยินดี​เถิด​ นี่คือวิถีชีวิตของคนที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์…ไม่ตีตราบาปและไม่ติดอยู่กับตราบาป  อ.เปาโลมีตราบาปคือการร่วมฆ่าสเทเฟน ซึ่งอาจารย์เปาโลเรียกตนเองว่า คนบาปตัวเอก 1ทิโมธี 1:15  …..และ​ใน​พวก​คน​บาป​นั้น​ข้าพเจ้า​เป็น​ตัว​เอก​… ก่อนหน้านี้สาวกของพระเยซูมากมายได้ยินชื่อของเซาโล (เปาโล) แล้วสยอง นี่คือตราบาปของสังคมคริสตจักรในเวลานั้นที่มอบให้กับเปาโล   แต่ท่านสามารถก้าวผ่านพ้นมันไปได้ และเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า จนเป็นภาชนะที่พระเจ้าทรงใช้การได้อย่างมหัศจรรย์ แต่กว่าอ.เปาโลจะมาถึงจุดนี้ได้ อ.เปาโลต้องขวนขวายสิ่งหนึ่ง ท่านได้กล่าวว่า ฟิลิปปี 3:10-11 10 ข้าพเจ้า​ต้อง​การ​จะ​รู้จัก​พระ​องค์ และ​ได้รับ​ประสบการณ์​ใน​ฤทธิ์​เดช เนื่อง​ใน​การ​ที่​พระ​องค์​ทรง​คืน​พระ​ชนม์​นั้น และ​ร่วม​ทุกข์​กับ​พระ​องค์ คือ​ยอม​ตั้ง​อารมณ์​ตาย​เหมือน​พระ​องค์​11 ถ้า​เป็นไป​ได้​ข้าพเจ้า​ก็​จะ​ได้​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​ด้วย​ นี่คือการขวนขวายมากของอ.เปาโลที่ทำให้เปาโลเป็นสุขมากในบทสี่ที่เป็น golden word ประโยคสำหรับพวกเราในยุคนี้ ฟิลิปปี 4:4  4 จง​ชื่น​ชม​ยินดี​ใน​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทุก​เวลา ข้าพเจ้า​ขอ​ย้ำ​อีก​ครั้ง​ว่า จง​ชื่น​ชม​ยินดี​เถิด​  สิ่งเหล่านี้ได้มาจากการมีประสบการณ์และสัมผัสพระเยซูด้วยตัวเราเอง เราจะเป็นเหมือนกับหญิงที่ร้องไห้ที่พระบาทพระเยซู และเหมือนกับเปาโลที่ข่มมเหงคนของพระเยซูที่ได้รับการปลดตราบาปออก

 

อศจ.วรรณพร พวงมาลัย

 

      อาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2013 (อศจ.วรรณพร พวงมาลัย) 

     “หัวใจพระเจ้าเพื่อหัวใจของเรา”

พี่น้องเคยปลูกต้นไม้ดอกไม้มั้ยคะ  หน้าโบสถ์เราก็มีต้นไม้ดอกไม้ เมื่อซื้อมาได้มาเราก็ต้อง เปลี่ยนกระถาง ใส่ดินใหม่ รดน้ำ  ให้  ปุ๋ย  ตัดกิ่งใบเน่าเสีย เพื่อให้มันจำเริญเติบโตขึ้น ต้นไม้เติบโตได้เพราะเราดูแลใส่ใจ  แต่ถ้าเราทิ้งขว้างปล่อยมันไปตามมีตามเกิดไม่ช้ามันก็เหี่ยวเฉาตาย ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้รับการดูแลใส่ใจ ไม่ได้รับความห่วงใย ไม่ได้รับความรัก ไม่ได้รับความเอื้ออาทรจากบุคคลอื่น มันช่างเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวหดหู่มาก แล้วก็คงจะเหี่ยวเฉาตาย  หัวใจขาดพลังที่จะขับเคลื่อน ที่จะจำเริญเติบโต ที่จะมีชีวิตอยู่ ถ้าอยู่ก็อยู่แบบไม่มีความหวังไม่มีกำลังใจในการดำเนินชีวิต เราหันไปดูคนข้าง ๆ เราหน่อยเค้าเหี่ยวเฉามั้ย – แต่อย่าไปบอกว่า วันนี้เธอเหี่ยวจัง  ไม่เอานะคะหยาบคาย  โดยเฉพาะไปพูดกับผู้หญิงเธอเหี่ยวจังนี่หยาบคายที่สุด สังคมทุกวันนี้ผู้คนให้ความสนใจต่อความเจ็บปวด ต่อความทุกข์ต่อความต้องการของผู้อื่นน้อยลง ๆ  มีการให้นิยามสังคมในยุคนี้ว่าเป็น “สังคมก้มหน้า” ก้มหน้าอยู่กับมือถือ อยู่กับตระกูลไอทั้งหลาย ไอโฟน ไอแพด ไอพอด  แท๊ปเลต  ความสนใจในการมีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นมีน้อยลงไปเรื่อย ๆ  ถ้าไม่ก้มหน้าอยู่กับเทคโนโลยีเราก็ก้มหน้าก้มตาอยู่แต่กับเรื่องตัวเองมากเกินไป จนลืมนึกไปว่าพระเจ้าทรงออกแบบให้เรามีชีวิตเพื่อจะใช้ชีวิตมีความสัมพันธ์กับผู้คน  แท้จริงเมื่อเราใช้ชีวิตก้มหน้าก้มตากับตัวเองเท่านั้น เราเองจะเป็นคนที่โดดเดี่ยวมาก  สังคมที่ต่างคนต่างอยู่ ผู้คนก็มีความโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ ถูกทอดทิ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ เผชิญกับความทุกข์กับปัญหาเพียงลำพังปราศจากความเห็นใจความช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้างมากขึ้นเรื่อย ๆ   และหลายครั้งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา  หลายครั้งที่มีความรู้สึกเกิดขึ้นว่าชีวิตเราไม่มีใคร  หลายครั้งที่มีคำถามเกิดขึ้นกับตัวเราว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน พระเจ้าลืมเราแล้ว เป็นความรู้สึกที่เหมือนเผชิญกับชีวิตต่อสู้ดิ้นรนอยู่เพียงลำพัง แต่พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา ไม่เคยห่างเหินเย็นชากับเรา  พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่รักและเอาใจใส่ต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา  ไม่ว่าวันนี้เราแบกอะไรอยู่ จะหนักจะใหญ่แค่ไหน เราอย่าให้สิ่งเหล่านั้นทำให้เราก้มหน้าคอตก ทุกข์หนักกับชีวิต แต่จงเงยหน้ามองขึ้น สดุดี 121 :1-2 ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากไหน  2ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากพระเจ้า ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  พระเจ้าบอกให้เราเงยหน้ามองที่พระเจ้า มองดูความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อหัวใจที่ห่อเหี่ยวจะได้รับการยกชูให้เต็มไปด้วยกำลังความเชื่ออีกครั้ง  พระคำของพระเจ้าในวันนี้จะช่วยให้เรามองเข้าไปในหัวใจพระเจ้าได้อย่างลึกซึ้ง และจะช่วยให้เรามั่นใจในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรามากขึ้น ทั้งในระดับลึกระดับกว้าง  พี่น้องเชื่อมั้ยคะว่าพระเจ้าทรงมีหัวใจเพื่อเรา  แล้วหัวใจของพระเจ้าที่มีเพื่อเราเป็นแบบไหน

1. พระเจ้ามีความสะเทือนใจต่อความรอดของเรา  ปรัชญาศาสนาต่าง ๆ ในโลกนี้ พระของพวกเขาต้องไม่มีความรู้สึกนึกคิดใด ๆ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความรัก ไม่มีความเมตตาสงสาร ไม่มีความสะเทือนใจ ปรัชญาศาสนาของโลกนี้เชื่อว่าพระเจ้ากับมนุษย์ไม่สามารถติดต่อกันได้  พระเจ้าไม่สามารถได้ยินคำอธิษฐานของมนุษย์ คำอธิษฐานของมนุษย์ไม่สามารถขึ้นไปถึงพระเจ้าได้ และพระเจ้าไม่มีความเวทนาสงสารต่อมนุษย์  แต่สำหรับเราที่เชื่อในพระเจ้า สำหรับคริส