คำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2020 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“ทรงเยียวยารักษา” God’s Healing

https://www.youtube.com/watch?v=fYFdaH4wiuw  

ศักเคียสไม่ใช่คนเก็บภาษีคนแรกที่พระเยซูทรงปฏิสัมพันธ์ด้วย ในการทรงเรียกสาวกสิบสองคน พระเยซูทรงเรียกมัทธิวคนเก็บภาษี และพระองค์ทรงใช้เวลาด้วยการไปรับประทานอาหารที่บ้านของเขา  พระเยซูทรงทำเช่นนี้มาตั้งแต่แรก

มัทธิว 9:9-13  9 เมื่อ​พระ​เยซู​เสด็จ​เลย​ตำบล​นั้น​ไป ก็​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​คน​หนึ่ง​ชื่อ​มัท​ธิว​นั่ง​อยู่​ที่​ด่าน​ภาษี จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “จง​ตาม​เรา​มา​เถิด” เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​ตาม​พระ​องค์​ไป 10 เมื่อ​พระ​องค์​ประ​ทับ​และ​เสวย​อาหาร​อยู่​ใน​บ้าน มี​คน​เก็บ​ภาษี​และ​คน​บาป​อื่นๆ หลาย​คน เข้า​มา​ร่วม​รับ​ประทาน​อาหาร​กับ​พระ​เยซู และ​กับ​บรร​ดา​สา​วก​ของ​พระ​องค์11 เมื่อ​พวก​ฟา​ริ​สี​เห็น​แล้ว ก็​กล่าว​กับ​พวก​สา​วก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ทำ​ไม​อา​จารย์​ของ​พวก​ท่าน​จึง​รับ​ประ​ทาน​อาหาร​ด้วย​กัน​กับ​พวก​คน​เก็บ​ภาษี และ​พวก​คน​บาป?”12 เมื่อ​พระ​เยซู​ทรงได้​ยิน​แล้ว​ก็​ตรัส​ว่า “คน​แข็ง​แรง​ไม่​ต้อง​การ​หมอ แต่​คน​เจ็บ​ป่วย​ต้อง​การ13 ท่าน​จง​ไป​เรียน​ความ​หมาย​ของ​คัมภีร์​ข้อ​นี้ ที่​ว่า ‘เรา​ประ​สงค์​ความ​เมต​ตา ไม่​ประ​สงค์​เครื่อง​สัตว​บูชา’  ด้วย​ว่า​เรา​ไม่​ได้​มา​เพื่อ​เรียก​คน​ชอบ​ธรรม แต่​มา​เรียก​คน​บาป”

ในการใช้เวลาของพระเยซูคริสต์กับคนที่สังคม รังเกียจ จึงมักจะถูกตำหนิจากคนเหล่านั้น ด้วยการตั้งคำถามเชิงตำหนิพระเยซูไปด้วย  พระเยซูคริสต์จึงทรงตอบคำถามเชิงตำหนินั้น

12 เมื่อ​พระ​เยซู​ทรงได้​ยิน​แล้ว​ก็​ตรัส​ว่า “คน​แข็ง​แรง​ไม่​ต้อง​การ​หมอ แต่​คน​เจ็บ​ป่วย​ต้อง​การ13 ท่าน​จง​ไป​เรียน​ความ​หมาย​ของ​คัมภีร์​ข้อ​นี้ ที่​ว่า ‘เรา​ประ​สงค์​ความ​เมต​ตา ไม่​ประ​สงค์​เครื่อง​สัตว​บูชา’  ด้วย​ว่า​เรา​ไม่​ได้​มา​เพื่อ​เรียก​คน​ชอบ​ธรรม แต่​มา​เรียก​คน​บาป”

ความหมายของคำว่า คนเจ็บป่วย ไม่ใช่คนที่ป่วยทางร่างกาย แต่ป่วยทางฝ่ายจิตวิญญาณ ทำให้ชีวิตของคนเหล่านี้ทำบาป คนเก็บภาษีในยุคของพระเยซูคริสต์สองพันกปีที่แล้ว มักจะเป็นบุคคลที่สังคมยิวเวลานั้นรังเกียนจ เพราะถือว่าเป็นสุนัขรับใช้ของอาณาจักรโรม  และคนเก็บภาษีต้องทำหน้าที่เก็บเงินภาษีส่งให้ทางการโรม ระบบการเก็บภาษีของทางโรมก็เปิดช่องให้คนเก็บภาษีมีโอกาสได้ประโยชน์จากการทำหน้าที่นี้  คือการโกง และยักยอก อย่างที่เราได้ชมในภาพยนต์ที่ศักเคียสคนเก็บภาษีได้สารภาพถึงการที่ทำหน้าที่เก็บภาษีของตนเอง มีการโกงเงินด้วย และเขาได้กลับใจใหม่ นำเงินที่โกงคืนให้เจ้าของ และบริจาคเงินที่มีกึ่งหนึ่งให้กับคนยากจน ภาษาของคนในยุคปัจจุบัน ก็คือ คืนกำไรให้กับสังคม

นี่คือคนป่วยฝ่ายจิตวิญญาณที่ได้รับการเยียวยารักษาจากภายใน เป็นการรู้สึกด้วยตัวของคนๆนั้นเองที่ต้องการจะทำสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม   พระเยซูทรงยกข้อพระคัมภีร์ที่ว่า….. ‘เรา​ประ​สงค์​ความ​เมต​ตา ไม่​ประ​สงค์​เครื่อง​สัตว​บูชา’  ด้วย​ว่า​เรา​ไม่​ได้​มา​เพื่อ​เรียก​คน​ชอบ​ธรรม แต่​มา​เรียก​คน​บาป”

ทรงเยียวยารักษา  เกิดขึ้นกับคนที่ใช้เวลากับพระเยซูคริสต์  ซึ่งพระองค์มักจะใช้คำว่า พระองค์จะไปร่วมรับประทานอาหารด้วย  และในพระคัมภีร์วิวรณ์ ได้กล่าวถึงเป้าหมายของพระเยซูคริสต์คือการเสด็จเข้าไปในชีวิตของคนทุกๆคน

วิวรณ์ 3:20  20 นี่​แน่ะ เรา​ยืน​เคาะ​อยู่​ที่​ประตู ถ้า​ผู้ใด​ได้​ยิน​เสียง​ของ​เรา​และ​เปิด​ประตู เรา​จะ​เข้า​ไป​หา​ผู้​นั้น​และ​จะ​รับประทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เขา และ​เขา​จะ​รับประทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เรา​

พระเยซูคริสต์ทรงต้องการที่จะนำการเปลี่ยนแปลงเข้าไปในชีวิตภายในของทุกคน ที่เปิดประตู(ใจ) ต้อนรับพระองค์ และพระองค์จะใช้เวลากับคนๆนั้น (รับประทานอาหารร่วมกัน) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตภายใน) คนๆนั้นจะไม่เหมือนเดิม หลุดจากพันธนาการของสิ่งที่เป็นบาป ทั้งหลาย สำนึกและกลับใจใหม่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องมีใครบอก   เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ (เท้า) อย่างที่ศักเคียสถูกกล่าวถึงว่า เป็นไปไม่ได้ ที่คนเก็บภาษี ที่งก และขี้โกง จะยอมเลิกนิสัยงกเงิน และขี้โกง

ทรงเยียวยารักษา ทำให้เกิดความถ่อมใจแท้ที่พระเจ้ายอมรับ พระเยซูคริสต์ทรงสอนด้วยคำอุปมาเรื่องเก็บภาษีกับฟาริสี

ลูกา 18:9-14 9 สำหรับ​บาง​คน​ที่​ไว้ใจ​ใน​ตัวเอง​ว่า​เป็น​คน​ชอบธรรม และ​ได้​ดู​หมิ่น​คน​อื่น​นั้น ​พระ​องค์​ตรัส​คำ​อุปมา​นี้​ว่า​10 “มี​สอง​คน​ขึ้น​ไป​อธิษฐาน​ใน​บริเวณ​พระ​วิหาร คน​หนึ่ง​เป็น​พวก​ฟาริสี​และ​คน​หนึ่ง​เป็น​พวก​เ​ก็​บ​ภาษี​11 คนฟาริสี​นั้น​ยืน​นึก​ใน​ใจ​ของ​ตน อธิษฐาน​ว่า ‘ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​ของ​พระ​องค์ ที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่​เหมือน​คน​อื่น ซึ่ง​เป็น​คน​โลภ คน​อธรรม และ​คน​ล่วง​ประเวณี และ​ไม่​เหมือน​คน​เ​ก็​บ​ภาษี​คน​นี้​12 ​ใน​สัปดาห์​หนึ่ง​ข้า​พระ​องค์​ถือ​อด​อาหาร​สอง​หน และ​ของ​สารพัด​ซึ่ง​ข้า​พระ​องค์​หา​ได้​ข้า​พระ​องค์​ได้​เอา​สิบ​ชัก​หนึ่ง​มา​ถวาย’13 ฝ่าย​คน​เ​ก็​บ​ภาษี​นั้น​ยืน​อยู่​แต่​ไกล ไม่​แหงน​ดู​ฟ้า แต่​ตี​อก​ของ​ตน​ว่า ‘ข้า​แต่​พระ​เจ้า ขอ​ทรง​โปรด​พระ​เมตตา​แก่​ข้า​พระ​องค์​ผู้​เป็น​คน​บาป​เถิด’14 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า คน​นี้​แหละ​เมื่อ​กลับ​ลง​ไป​ยัง​บ้าน​ของ​ตน​ก็​นับว่า​ชอบธรรม มิใช่​อีก​คน​หนึ่ง​นั้น เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ที่​ยก​ตัว​ขึ้น​จะต้อง​ถูก​เหยียด​ลง แต่​ทุก​คน​ที่​ได้​ถ่อม​ตัว​ลง​จะต้อง​ถูก​ยกขึ้น”

ความถ่อมตัวถ่อมใจที่แท้จริง  ไม่ได้ตัดสินกันที่การแสดงภายนอกที่ทำทีว่า อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ตัดสินจากภายในโดยพระเจ้า สังเกตว่า พระคัมภีร์มักจะใช้คำว่า พระเจ้าจะเป็นผู้ยกคนที่ถ่อมตัวถ่อมใจ มิใช่มนุษย์เป็นผู้ยกขึ้น

ยากอบ 4:10 10 ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ถ่อม​ใจ​ลง​ต่อ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ยก​ชู​ท่าน​ขึ้น​

2โครินธ์ 19:18 18 เพราะ​ว่า​คน​ที่​ยก​ย่อง​ตัว​เอง​จะ​ไม่​ได้​รับ​การ​รับ​รอง แต่​คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ยก​ย่อง​ต่าง​หาก​จะ​ได้​รับ

คนเก็บภาษี  ในตอนนี้ ตระหนักว่าตนเองเป็นคนบาป และต้องการพระเมตตาจากพระเจ้า  การสำนึกว่าตนเองเป็นคนบาป คือการต้องการความช่วยเหลือ (ช่วยตัวเองไม่ได้)นี่คือท่าทีถ่อมตัวลง  ในขณะที่ฟาริสียืนต่อหน้าพระเจ้าด้วยการพึ่งพากำลังของตนเองในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง  และยังดูหมิ่นคนอื่น(คนเก็บภาษี)ที่อยู่ใกล้ๆเข้าด้วย

มีคำพูดหนึ่งกล่าว่า คนเราจะไม่ทำความสะอาดตนเอง หากเขาไม่คิดว่าตนเองสกปรก  แต่คนที่ยอมรับว่าตนเองสกปรก เขาก็จะทำความสะอาดตนเอง ในขณะที่คนที่คิดว่าตนเองสะอาดตลอดเวลา นั่นแหล่ะสกปรกสุดๆ  ดังเช่นที่ พระเยซูทรงเปรียบเทียบฟารีสีเหมือนกับ หลุมศพที่ฉาบไว้ด้วยปูนขาว

มัทธิว 23:25,27-28 25 “วิบัติ​แก่​เจ้า พวก​ธรรมาจารย์​และ​พวก​ฟาริสี คน​หน้า​ซื่อ​ใจ​คด ด้วย​เจ้า​ขัด​ชำระ​ถ้วย​ชาม​แต่​ภายนอก ส่วน​ภาย​ใน​ถ้วย​ชาม​นั้น​เต็ม​ด้วย​โจรกรรม​และ​การ​มัว​เมา​กิเลส​26 โอ พวก​ฟาริสี​ตา​บอด จง​ชำระ​ถ้วย​ชาม​ภาย​ใน​เสียก่อน เพื่อ​ข้าง​นอก​จะ​ได้​สะอาด​ด้วย…27 “วิบัติ​แก่​เจ้า พวก​ธรรมาจารย์​และ​พวก​ฟาริสี คน​หน้า​ซื่อ​ใจ​คด เพราะ​ว่า​เจ้า​เป็น​เหมือน​อุโมงค์​ฝัง​ศพ​ซึ่ง​ฉาบ​ด้วย​ปูน​ขาว ข้าง​นอก​ดู​งดงาม แต่​ข้าง​ใน​เต็ม​ไป​ด้วย​กระดูก​คน​ตาย และ​สารพัด​โสโครก​28 เจ้า​ทั้ง​หลาย​ก็​เป็น​อย่าง​นั้น​แหละ ภายนอก​แลดู​เหมือนว่า​เป็น​คน​ชอบธรรม แต่​ภาย​ใน​เต็ม​ไป​ด้วย​ความ​เท็จ​เทียม​และ​อธรรม

ทรงเยียวยารักษา เพื่อให้หายดี ไม่กลับไปทำบาปอีก  ดังตัวอย่างของหญิงล่วงประเวณีที่ถูกจับได้ และถุกนำมาเป็นเครื่องมือในการจับผิดพระเยซูคริสต์ว่า พระองค์จะใช้หลักความเมตตา หรือใช้หลักธรรมบัญญัติเรื่องการลงโทษขว้างด้วยหินให้ตาย  พระเยซูไม่ตอบ แต่เขียนอะไรบางอย่างบนพื้น และทรงถามคำถามกลับว่า

ยอห์น 8:7-11 7 และ​เมื่อ​พวก​เขา​ยัง​ทูล​ถาม​อยู่​เรื่อยๆ พระ​องค์​ก็​ยืด​พระ​กาย​ขึ้น​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “ใคร​ใน​พวก​ท่าน​ไม่​มี​บาป ให้​เอา​หิน​ขว้าง​นาง​ก่อน​เป็น​คน​แรก” 8 แล้ว​พระ​องค์​ก็​ทรง​น้อม​พระ​กาย​ลง​เอา​นิ้ว​พระ​หัตถ์​เขียน​ที่ดิน​อีก9 แต่​เมื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​ได้​ยิน​ดังนั้น เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​ออกไป​ที​ละ​คนๆ เริ่ม​จาก​คน​เฒ่า​คน​แก่ เหลือ​แต่​พระ​เยซู​ตาม​ลำพัง กับ​หญิง​คน​นั้น​ที่​อยู่​ต่อ​พระ​พักตร์​พระ​องค์10 ​พระ​เยซู​ทรง​เงย​พระ​พักตร์​ขึ้น​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “หญิง​เอ๋ย พวก​เขา​ไป​ไหน​หมด ไม่​มี​ใคร​เอา​โทษ​เจ้า​หรือ”11 นาง​นั้น​ทูล​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ไม่​มี​ผู้ใด​เลย” และ​พระ​เยซู​ตรัส​ว่า “เรา​ก็​ไม่​เอา​โทษ​เจ้า​เหมือน​กัน จง​ไป​เถิด​และ​อย่า​ทำ​ผิด​อีก”​

การให้ยกโทษให้อภัย คือการเยียวยารักษา ที่พระเยซูคริสต์กำลังเป็นแบบอย่างให้กับเรา  สังคมจะรับการเยียวยา เพื่อมีการให้อภัยต่อกันและกัน คนที่รับการยกโทษให้อภัยจะหายดีไม่กลับไปป่วยอีก  เมื่อไม่กลับไปทำผิด ทำบาป ซ้ำๆอีก

มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า  forgive but not forget แปลว่า ให้อภัย แต่ไม่ลืม คำว่า ไม่ลืมนี่แหล่ะ คือการกลับไปย่ำอยู่ที่รอยเดิมของการเจ็บปวดที่ไม่ยอมออกจากความทรงจำที่ไม่ดีนั้นๆ  การให้อภัยนี้ เป็นการให้อภัยจริงหรือไม่

มีการทดสอบหนึ่งที่เปรียบเทียบเรื่องการหายดี คือ การทดสอบความเจ็บของบาดแผล ถ้ายังเจ็บอยู่ก็แสดงว่า ยังไม่หายดี คำถามว่า พระเยซูทรงเรียวยารักษาให้แล้วใช่ไม๊? คำตอบคือใช่ แต่หลังจากนั้น  คนที่เจ็บต้องดูแลตัวเองให้หายเจ็บด้วย เหมือนเราไปหาหมอ หมอรักษาเราตามกระบวนการเพื่อให้หายดี แต่คนไข้ ต้องทำส่วนของตนเอง เพื่อให้ตนเองไม่กลับไปป่วยซ้ำ  ทำนองเดียวกัน ที่พระเยซูทรงเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ  ที่ทรงเรียวยรักษาเราแล้ว และบ่อยครั้ง เรามักจะโยนส่วนที่เราต้องรับผิดชอบไปให้กับพระองค์  ทำให้มีคริสเตียนไมน้อย ที่ยังไม่หายดี  และพลาดโอกาสที่จะชื่นชมยินดีกับสุขภาพที่ดีของฝ่ายจิตใจและจิตวิญญาณ  วินัยใหม่ คือคำศัพท์ที่เรามักใช้เรียกกระบวนการการใช้ชีวิตหลังจากการทรงเยียวยารักษาเพื่อให้หายดี ไม่กลับไปทำบาปอีก ต่อให้มีการมาย้ำบาดแผล หรือพูดถึงอดีตที่ผ่านมา ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด และไม่กลับไปที่วงจรเดิมๆของการรู้สึกปฏิเสธ…..

ทรงเยียวยารักษา เพื่อให้เราเป็นทีมร่วมรับใช้กับพระองค์ ที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกว่าสหาย  เพราะพระองค์จะอนุญาตให้ทีมของพระองค์รู้ทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้าพระบิดา

ยอห์น 15:15 15 เรา​จะ​ไม่​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า​บ่าว​อีก เพราะ​บ่าว​ไม่​ทราบ​ว่า​นาย​ทำ​อะไร แต่​เรา​เรียก​ท่าน​ว่า​มิตร​สหาย เพราะ​ว่า​ทุก​สิ่ง​ที่​เรา​ได้​ยิน​จาก​พระ​บิดา​ของ​เรา เรา​ได้​สำแดง​แก่​ท่าน​แล้ว​

พระเยซูทรงใช้คำว่า เข้าสนิท เป็นเหมือนกับแขนงติดอยู่กับเถา พระบิดาทรงทำหน้าที่ลิดกิ่งออกไปจากแขนง การเข้าสนิทกับพระเยซูคริสต์คือการรับน้ำหล่อเลี้ยงจากพระองค์  ชีวิตที่เข้าสนิทกับพระเยซูคริสต์ จะไม่ได้รับน้ำหล่อเลี้ยงจากรากเดิมที่เป็นรากขมขื่นของชีวิตตนเองอีกต่อไป  และนี่คือภาพของการทรงเยียวยารักษาอย่างสมบูรณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงให้เรามาเชื่อมต่อ ผลที่ออกมาของเราจะดี เหมือนตันไม้ดี ที่ออกแต่ผลดี จะออกผลเลวไม่ได้

ลูกา 6:43 43 “ด้วย​ว่า​ต้นไม้​ดี​ย่อม​ไม่​เกิดผล​เลว หรือ​ต้นไม้​เลว​ย่อม​ไม่​เกิด​ผลดี​

การลิดกิ่งอาจเจ็บปวด แต่ไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบฝังใจฝังจำเหมือนต้นไม้เลวที่ออกผลเลว จะออกผลดีก็ไม่ได้   ขอให้เราทุกคนจงเข้าสู่กระบวนการทรงเยียวยารักษาของพระเยซูคริสต์เจ้า

ยอห์น 15:5  5 เรา​เป็น​เถา​องุ่น ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​แขนง ผู้​ที่​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา​และ​เรา​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เขา ผู้​นั้น​ก็​จะ​เกิดผล​มาก เพราะ​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่ได้​เลย​

ทรงเยียวยารักษา God’s Healinเg