คำเทศนาอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2017 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“ทรงเรียก….ให้สำเร็จ”

เวลามีใครเรียก แล้วทำเป็นหูทวนลม  ภาษาอังกฤษ ใช้สำนวนว่า หันหูข้างที่หนวกมาฟัง  เราเรียกว่า หูตึง อีกคำ แปลว่า เพิกเฉย  ทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่ได้ใส่ใจไม่จดจ่อ ไม่ตอบสนอง อย่างนี้ เขาเรียกว่าอยู่ในอารมณ์แบบไร้ความรู้สึกกับคนเรียก  บางทีได้ยินเสียงเรียก แต่ไม่แน่ใจ กำลังถูกเรียก ใช่ตัวเองถูกเรียกหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร   มีบางคนพยายามอธิบายว่า  เกิดอาการใจลอย  หรือกำลังคิดอะไรเพลินๆ

ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้ามักจะใช้สมอลท้อก หูฟังเล็กๆ แขวนติดหูไว้เลย ปรากฏว่า กำลังคิดอะไรเพลิน ไม่น่าเชื่อว่า ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง  คนข้างๆ ต้องสะกิดว่า โทรศัพท์ของเธอดัง เราก็เหวอไปเลย เพราะว่าหูฟังโทรศัพท์ติดอยู่ข้างหู แต่ไม่ได้ยิน…..

เป็นไปได้ไม๊  เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเราแล้ว เราจะไม่ได้ยินการทรงเรียกของพระเจ้า  เป็นไปได้มากทีเดียว เหมือนกับซามูเอล (ตอนยังเด็ก) พระเจ้าทรงเรียกซามูเอล  ซามูเอลเข้าใจว่า เอลีเรียกเขา และเอลีเองก็ไม่ไว จนเมื่อซามูเอลมาถามถี่ขึ้น เอลีจึงรู้ว่า พระเจ้าทรงเรียกซามูเอล

1ซามูเอล 3:1-10 1 ฝ่าย​กุมาร​ซา​มูเอล​ปรนนิบัติ​พระ​เจ้า​อยู่​ต่อ​หน้า​เอ​ลี ใน​สมัย​นั้น​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า​มี​มา​แต่​น้อย ไม่​มี​นิมิต​บ่อย​นัก 2 อยู่​มา​ครั้ง​นั้น​เอ​ลี​นอน​อยู่​ใน​ที่​นอน​ของ​ตน (​ตา​ของ​ท่าน​เริ่ม​มืด​มัว​มอง​อะไร​ไม่​เห็น​)​3 ตะเกียง​ของ​พระ​เจ้า​ยัง​ไม่​ดับ ซา​มูเอล​นอน​อยู่​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​เจ้า ที่​ที่​หีบ​ของ​พระ​เจ้า​อยู่​ที่​นั่น​4 ​พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​ซา​มูเอล​และ​ซา​มูเอล​ทูล​ตอบ​ว่า “ข้าพเจ้า​อยู่​นี่”5 เขา​จึง​วิ่ง​ไป​หา​เอ​ลี​และ​ว่า “ข้าพเจ้า​อยู่​นี่ ด้วย​ท่าน​ร้อง​เรียก​ข้าพเจ้า” แต่​เอ​ลี​ตอบ​ว่า “เรา​ไม่ได้​เรียก​เจ้า จง​กลับไป​นอน​อีก” เขา​ก็​ไป​นอน​6 และ​พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​ขึ้น​อีก​ว่า “ซา​มูเอล​เอ๋ย” และ​ซา​มูเอล​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​เอ​ลี​กล่าว​ว่า “ข้าพเจ้า​อยู่​นี่ ด้วย​ท่าน​ร้อง​เรียก​ข้าพเจ้า” แต่​เอ​ลี​ตอบ​ว่า “ลูก​เอ๋ย เรา​มิได้​เรียก​เจ้า จง​นอน​อีก”7 ฝ่าย​ซา​มูเอล​ไม่​เคย​รู้จัก​พระ​เจ้า และ​ยัง​ไม่​เคย​ทรง​สำแดง​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า​แก่​เขา​8 และ​พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​ซา​มูเอล​ครั้ง​ที่​สาม ซา​มูเอล​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​เอ​ลี กล่าว​ว่า ข้าพเจ้า​อยู่​นี่ ด้วย​ท่าน​ร้อง​เรียก​ข้าพเจ้า” แล้ว​เอ​ลี​จึง​หยั่ง​รู้​ได้​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​เด็ก​นั้น​9 เพราะ​ฉะนั้น​เอ​ลี​จึง​พูด​กับ​ซา​มูเอล​ว่า “จง​ไป​นอน​เสีย​เถิด ถ้า​พระ​องค์​ทรง​เรียก​เจ้า เจ้า​จง​ทูล​ว่า ‘พระ​เจ้า​เจ้า​ข้า ขอ​พระ​องค์​ตรัส​เถิด เพราะ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​คอย​ฟัง​อยู่’ ” ซา​มูเอล​จึง​กลับไป​นอน​ใน​ที่​ของ​ตน 10 และ​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​ประทับ​ยืน​อยู่ ทรง​เรียก​อย่าง​ครั้ง​ก่อนๆ ว่า “ซา​มูเอล ซา​มูเอล​เอ๋ย” และ​ซา​มูเอล​ทูล​ตอบ​ว่า “ขอ​ตรัส​เถิด เพราะ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​คอย​ฟัง​อยู่”

ชื่อของซามูเอล แปลว่า พระเจ้าทรงได้ยิน  ซามูเอลเกิดจากนางฮันนาห์ (หญิงที่พระเจ้าทรงปิดครรภ์เอาไว้)  ชามูเอลมีพ่อมาจากเผ่าเอฟราอิม ไม่ใช่ตระกูลของผู้เผยพระวจนะเลย ไม่ใช่เชื้อสายของปุโรหิตด้วย  ซามูเอล ที่มีชื่อเรียกว่า พระเจ้าทรงได้ยิน แต่เมื่อพระเจ้าทรงเรียกซามูเอล ตัวของซามูเอลไม่รู้ว่านี่คือการทรงเรียกของพระเจ้า เพราะซามูเอลยังเป็นเด็กเล็กมาก ในตอนนี้ที่เราอ่าน จะเห็นว่า พระเจ้าทรงเรียกชื่อของซามูเอล (ถ้าเรียกตามชื่อซามูเอล ก็คือ เจ้าผู้ที่พระเจ้าได้ยิน) สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนแรกของการทรงเรียกซามูเอล คือ พระเจ้าเรียกชื่อของซามูเอล แต่เจ้าของชื่อไม่รู้จักพระเจ้าผู้ที่พระเจ้าทรงเรียก

เป็นไปได้เช่นกัน ที่พระเจ้ากำลังทรงเรียกเราทุกคน  จะมีบางคน (จำนวนไม่น้อย) ที่ไม่รู้จักการทรงเรียกของพระเจ้า และยังยึดติดอยู่กับการเรียกของคน (ยังอยู่ในความไร้เดียงสาอย่างซามูเอล)  ยังวิ่งไปหาเอลี (ผู้ใหญ่ ผู้มีประสบการณ์) เพราะซามูเอลทำงานรับใช้อยู่กับเอลี ดังนั้น ซามูเอลจึงคุ้นเคยกับเสียงเรียกของเอลี  จนซามูเอลติดอยู่กับเสียงเรียกของเอลี และแยกไม่ออกว่า พระเจ้ากำลังเรียกซามูเอล เมื่อพระเจ้าเรียกซามูเอล ซามูเอลก็วิ่งไปหาเอลี

น่าสนใจว่า พระเจ้าทรงเลือกเวลาเรียกซามูเอลตอนเอลีหลับ แต่ซามูเอลก็ยังไปปลุกเอลี และพระเจ้าทรงเรียกซามูเอลตอนเอลีตาฝ้าฟางแล้วด้วย เป็นช่วงสืบต่อที่พระเจ้าจะใช้ซามูเอลแทนเอลี  (ข้าพเจ้าไม่หมายความว่า เราจะต้องรอพระเจ้าเรียกเราเมื่อผู้นำของเราแก่แล้ว) แต่ถึงเอลีจะแก่  ประสบการณ์ของเอลีเป็นประโยชน์ต่อการทรงเรียกซามูเอล เอลีเป็นคนบอกว่า พระเจ้ากำลังเรียกซามูเอล

การไม่รู้จักพระเจ้าของซามูเอล ทำให้ซามูเอลไม่สามารถตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้าได้ จนเอลีสอนซามูเอลให้ตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้า จะเห็นว่า เมื่อซามูเอลตอบสนองอย่างที่พระเจ้าทรงเป็น พระเจ้าจึงต่อเนื่องการรายละเอียดของการทรงเรียกที่มีต่อซามูเอล

1ซามูเอล 3:10 10 และ​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​ประทับ​ยืน​อยู่ ทรง​เรียก​อย่าง​ครั้ง​ก่อนๆ ว่า “ซา​มูเอล ซา​มูเอล​เอ๋ย” และ​ซา​มูเอล​ทูล​ตอบ​ว่า “ขอ​ตรัส​เถิด เพราะ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​คอย​ฟัง​อยู่”

ในประวัติศาสตร์ชีวิตของซามูเอลที่พระเจ้าทรงเรียก  ซามูเอลได้ทำหน้าที่อย่างยอดเยี่ยม

ในประวัติศาสตร์ยุครอยต่อจากยุคผู้วินิจฉัย(ยุคไร้กษัตริย์) มาจนถึงยุคกษัตริย์  ซามูเอลเป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้วินิจฉัยคนสุดท้ายของอิสราเอล ก่อนเริ่มยุคที่อิสราเอลมีกษัตริย์ ซามูเอลคือผู้เจิมตั้งกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล คือซาอูล และเป็นผู้เจิมตั้งดาวิด เป็นกษัตริย์ ฮีโร่ ผู้ยิ่งใหญ่ของอิสราเอล จะเรียกดาวิดว่า ผู้ชนะสิบทิศก็ว่าได้ ดาวที่อยู่บนธงของประเทศอิสราเอล เรียกว่า ดาวของดาวิด เมืองเยรูซาเล็มก็เรียกว่า เมืองของดาวิด และพระเมสสิยาห์ก็มาบังเกิดในพงศ์พันธ์ของดาวิด

มีคริสเตียนไม่น้อย ที่คิดว่า ได้รับการทรงเรียกให้ทำงานโน่นนี่นั่น  สุดท้ายล้มเหลว ล้มเลิกไป จนมีคำถามกับตัวเองว่า พระเจ้าทรงเรียก หรือตัวเองเรียกตัวเอง  เราเชื่อหรือไม่ว่า พระคัมภีร์ต่อไปนี้เป็นจริงทุกประการ

1เธสะโลนิกา 5:24 24 ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เรียก​ท่าน​นั้น​สัตย์​ซื่อ และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ทำ​ให้​สำเร็จ

“ทรงเรียก….ให้สำเร็จ” กับทุกการทรงเรียกหรือ? อะไรคือตัวตัดสินว่า คือความสำเร็จ

พระเยซูทรงทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน เป็นความล้มเหลว หรือสำเร็จ  ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นลมหายใจ พระองค์ทรงตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” คนที่ตรึงพระเยซู ต่างมองพระเยซูล้มเหลว ภาพของความสำเร็จของพระเจ้าแตกต่างจากความสำเร็จของคนทั่วไป  วัน นี้ พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนมาเป็นคริสเตียน เพื่อให้เรามองเห็นความสำเร็จเหมือนพระเจ้ามอง

ชาวโลก นิยามคำว่า “สำเร็จ” ด้วยมาตรฐานอย่างโลก  ตัดสินกันที่ความสามารถ ความเก่ง การศึกษา ความรู้  รูปลักษณ์ ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ  โลกนี้ กำลังชักชวนให้คนมากมายเดินเข้าไปในมาตรฐานนี้  ในขณะที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงสอนวิถีการดำเนินชีวิตที่ตรงกันข้ามกับค่านิยมของโลกนี้

“ทรงเรียก…ให้สำเร็จ”  คือ วิถีชีวิตคริสเตียนแบบไหน มาดูในบริบทในหนังสือเธสะโลนิกา

1เธสะโลนิกา5:23  23 ขอ​ให้​องค์​พระ​เจ้า​แห่ง​สันติ​สุข​ทรง​ให้​ท่าน​เป็น​คน​บริสุทธิ์​หมด​จด และ​ทรง​รักษา​ทั้ง​วิญญาณ จิตใจ​และ​ร่างกาย​ของ​ท่าน​ไว้​ให้​ปราศจาก​การ​ติ​เตียน จนถึง​วันที่​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า​ของ​เรา​เสด็จ​มา​

นี่เป็นคำอธิษฐานของอ.เปาโลที่เขียนถึงพี่น้องคริสเตียนที่เมืองเธสะโลนิกา พระเจ้าจะทรงทำให้สิ่งนี้สำเร็จตามมุ่งหวังของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว  ไม่ว่า เราจะรับการทรงเรียกให้ทำอะไรก็ตาม (เราทุกคนต่างเป็นอวัยวะของพระกายของพระคริสต์ ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกัน แต่ให้ทำส่วนของตนเองให้ดีที่สุด  นั่นหมายความว่าทุกหน้าที่ทุกบทบาท จะต้องไม่ขาดคุณองค์ประกอบสำคัญของการทรงเรียก…ให้สำเร็จ นั่นคือ

1.บริสุทธิ์ด้วยการชำระ (Sanctify) 1เธสะโลนิกา 5:24ก

23 ขอ​ให้​องค์​พระ​เจ้า​แห่ง​สันติ​สุข​ทรง​ให้​ท่าน​เป็น​คน​บริสุทธิ์​หมด​จด…..

เป้าหมายของความสำเร็จในความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องของชีวิตที่รับการชำระ หากเราดูในข้อถัดไปของข้อนี้

1เธสะโลนิกา 5:24 24 ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เรียก​ท่าน​นั้น​สัตย์​ซื่อ และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ทำ​ให้​สำเร็จ

งานรับใช้ต่างๆ บทบาทหน้าที่ สิ่งที่เราครอบครอง ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา  จะต้องรับการตรวจสอบแรงจูงใจ ท่าที รับการชำระให้บริสุทธิ์ (ปราศจากตำหนิ)  พระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นคำอธิษฐานของอัครทูตเปาโลที่เรียกพระเจ้าในฐานะผู้ทรงชำระคนของพระองค์ ด้วยชื่อว่า พระเจ้าแห่งสันติสุข  การเรียกชื่อของพระเจ้าผู้ทรงเรียกคนของพระองค์ให้ไปถึงความสำเร็จ ด้วยคำว่า พระเจ้าแห่งสันติสุข  เพื่อจะหนุนใจผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกทั้งหลายว่า พระเจ้าทรงรู้ถึงความอ่อนแอของเหล่าบรรดาคนที่พระองค์ทรงเรียก

พระองค์ทรงเข้าใจ และรู้ว่า คนที่พระองค์ทรงเรียกทั้งหลาย ไม่มีกำลังเพียงพอต่อการทรงเรียกของพระองค์ แต่พระเจ้าจะทรงเป็นสันติสุขที่เข้าไปในจิตใจของผู้ที่พระองค์ทรงเรียก และด้วยสันติสุขนี้ จะทำให้หูฝ่ายวิญญาณของผู้ที่รับการทรงเรียกเปิดออก รับคำชี้แนะจากพระเจ้าได้

ตราบใดที่เรายังไม่นิ่งสงบด้วยสันติสุขจากพระเจ้า เราจะว้าวุ่นวายใจ ด้วยการเรียกอื่นที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า บางทีเป็นเสียงเรียกของจิตใจตัวเราเอง หรือเสียงเรียกร้องของสังคมที่เราอยู่ เช่นคริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11   ที่เพิ่งจะผ่านวันพันธกิจไปหมาดๆเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว  ห้องล็อบบี้ก็ติดรูป ติดถ้อยคำ อะไรมากมาย บางทีเราอาจจะว้าวุ่นใจกับสิ่งเหล่านั้น

ให้เรากลับมาใส่ใจต่อการรับการทรงเรียกของพระเจ้า เพื่อให้เรารับการชำระให้บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ นั่นหมายความว่า การทรงเรียกของพระเจ้าเพื่อให้เรารับการชำระ มิใช่ชำระแล้วจึงจะทรงเรียก พันกิจต่างๆสำหรับแต่ละคน กำลังพาเราเข้าไปสู่การรับการชำระของพระเจ้า คือขณะที่เราทำ พระองค์จะทำให้เราเป็นไปด้วย  ไม่ต้องรอให้เป็นก่อน

เหมือนกับที่ข้าพเจ้าเคยเป็นพยานกับพี่น้องว่า ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาคัมภีร์ใกล้จบ ใกล้กลับบ้าน ก็มีความรู้สึกว่า แล้วเราจะไปทำอะไร เป็นอะไร พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า เชื่อฟังอย่างเดียว เป็นอย่างที่เจ้าเป็นก่อนมาเรียนพระคัมภีร์  การเรียนพระคัมภีร์ไม่ได้เปลี่ยนเจ้า แต่เจ้าเปลี่ยนเพราะเราเปลี่ยนเจ้าให้เป็นอย่างที่พระเจ้าต้องการ  ข้าพเจ้าได้รับคำตอบคือ รับการชำระให้ปราศจากตำหนิ  ด้วยการรับใช้ในบทบาทที่ตนเองเป็น

ข้าพเจ้าเคยคิดว่า ข้าพเจ้าไม่เหมาะที่จะเป็นศิษยาภิบาล เพราะไม่เคยเป็นศิษยาภิบาล และคิดจะลาออก เพราะไม่รู้จักพระเจ้าผู้ทรงเรียกข้าพเจ้า แต่เมื่ออ.ประยูรยับยั้ง และพูดถึงการมองเห็นความเป็นศิษยาภิบาลของข้าพเจ้า วันนี้ ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่อหน้าพี่น้อง  ในฐานะศิษยาภิบาลของท่าน  พระเจ้าทรงเรียก…ให้สำเร็จ ไม่ใช่เพราะความสามารถ การศึกษา ความรู้ แต่เพราะการตอบสนองต่อการทรงเรียก และการยอมที่จะเดินเข้าไปในกระบวนการของการรับการชำระของพระเจ้าทุกๆวัน

ฟิลิปปี 3:12-14 12 มิใช่​ว่า​ข้าพเจ้า​ได้​แล้ว หรือ​สำเร็จ​แล้ว แต่​ข้าพเจ้า​กำลัง​บาก​บั่น​มุ่ง​ไป เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​ฉวย​เอาไว้​เป็น​ของ​ตน อย่าง​ที่​พระ​เยซู​คริสต์​ได้​ทรง​ฉวย​ข้าพเจ้า​ไว้​เป็น​ของ​พระ​องค์​แล้ว​13 ดูก่อน​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ข้าพเจ้า​ไม่​ถือ​ว่า​ข้าพเจ้า​ได้​ฉวย​ไว้​ได้​แล้ว แต่​ข้าพเจ้า​ทำ​อย่าง​หนึ่ง คือ​ลืม​สิ่ง​ที่​ผ่าน​พ้น​มา​แล้ว​เสีย และ​โน้ม​ตัว​ออกไป​หา​สิ่ง​ที่​อยู่​ข้างหน้า​14 ข้าพเจ้า​กำลัง​บาก​บั่น​มุ่ง​ไปสู่​หลัก​ชัย เพื่อ​จะ​ได้รับ​รางวัล ซึ่ง​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​เรียก​จาก​เบื้อง​บน ให้​เรา​ไป​รับ​

ความสำเร็จของคริสเตียนแตกต่างจากความสำเร็จของโลกนี้   ความสำเร็จของคริสเตียน คือการรับการชำระให้บริสุทธิ์ และยังคงบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย รอรับรางวัลจากเบื้องบน  จากพระเยซูคริสต์

ให้เราสำรวจว่า สิ่งที่เราทำ เรากำลังไปตามที่พระเจ้าทรงเรียก หรือกำลังไปตามการเรียกร้องอื่นๆ จากกระแส ค่านิยม หรืออะไรก็ตาม ให้เราจงรู้เถิดว่า ถ้าพระเจ้าทรงเรียก พระองค์จะทำให้สำเร็จ (ทุกอย่างที่เราทำ ทุกอย่างที่เราเป็น) แต่ถ้าพระเจ้าไม่ได้เรียก แต่เป็นความกระเสือกกระสนของเราเอง เราก็ต้องจ่ายราคาเอง เราอาจไปถึงความสำเร็จอย่างที่เราต้องการ แต่อาจไปไม่ถึงความสำเร็จอย่างที่พระเจ้าต้องการ

มัทธิว 7:21-23 21 “มิใช่​ทุก​คน​ที่​เรียก​เรา​ว่า ‘พระ​องค์​เจ้า​ข้า ​พระ​องค์​เจ้า​ข้า’ จะ​ได้​เข้า​ใน​แผ่นดิน​สวรรค์ แต่​ผู้​ที่​ปฏิบัติ​ตาม​พระ​ทัย​พระ​บิดา​ของ​เรา ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์​จึง​จะ​เข้า​ได้​22 เมื่อ​ถึง​วัน​นั้น​จะ​มี​คน​เป็น​อัน​มาก​ร้อง​แก่​เรา​ว่า ‘พระ​องค์​เจ้า​ข้า ​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ข้า​พระ​องค์​กล่าว​พระ​วจนะ​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ และ​ได้​ขับ​ผี​ออก​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ และ​ได้​กระทำ​การ​มหัศจรรย์​เป็น​อัน​มาก​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ มิใช่​หรือ’23 เมื่อ​นั้น​เรา​จะ​ได้​กล่าว​แก่​เขา​ว่า ‘เรา​ไม่​เคย​รู้จัก​เจ้า​เลย เจ้า​ผู้กระทำ​ความ​ชั่ว จง​ไป​เสีย​ให้​พ้น​หน้า​เรา’

ใครคือคนที่พระเยซูทรงรู้จัก พระเยซูทรงตอบในตอนหนึ่งว่า

มัทธิว 25:35-36,40 35 เพราะ​ว่า​เมื่อ​เรา​หิว ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ได้​จัดหา​ให้​เรา​กิน เรา​กระหาย​น้ำ ท่าน​ก็​ให้​เรา​ดื่ม เรา​เป็น​แขก​แปลก​หน้า ท่าน​ก็​ได้​ต้อนรับ​เรา​ไว้​36 เรา​เปลือย​กาย​ท่าน​ก็​ได้​ให้​เสื้อผ้า​เรา​นุ่ง​ห่ม เมื่อ​เรา​เจ็บป่วย​ท่าน​ก็​ได้มา​เยี่ยม​เอา​ใจ​ใส่​เรา เมื่อ​เรา​ต้อง​จำ​อยู่​ใน​พันธนาคาร ท่าน​ก็​ได้มา​เยี่ยม​เรา’…40แล้ว​พระ​มหา​กษัตริย์​จะ​ตรัส​กับ​เขา​ว่า ‘เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ซึ่ง​ท่าน​ได้​กระทำ​แก่​คน​ใด​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​พี่​น้อง​ของ​เรา​นี้ ถึงแม้​จะ​ต่ำ​ต้อย​เพียงไร ​ก็​เหมือน​ได้​กระทำ​แก่​เรา​ด้วย’

ทรงเรียก…ให้สำเร็จ  รับการชำระให้บริสุทธิ์ในท่าที และแรงจูงใจทุกอย่าง

2.ทั้งหมดของชีวิต 1เธสะโลนิกา 5:24ข

และ​ทรง​รักษา​ทั้ง​วิญญาณ จิตใจ​และ​ร่างกาย​ของ​ท่าน​ไว้​ให้​ปราศจาก​การ​ติ​เตียน จนถึง​วันที่​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า​ของ​เรา​เสด็จ​มา​

พระเจ้าทรงคาดหวังเราทุกคนสูงมาก  ทั้งหมดทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของเรา พระเจ้าคาดหวังเราทำ เราเป็นสุดกำลัง สุดความสามารถของเรา คำถามก็คือ ว่า เราพยายามถึงที่สุดแล้วหรือยัง อย่าเพิ่งสรุปว่า ทำไม่ได้ เป็นไม่ได้ ด้วยเหตุผลข้ออ้างสารพัด ที่พวกเราถนัดในการหาข้อแก้ตัว หาทางบ่ายเบี่ยง

มีการยกตัวอย่าง เวลาคนเราตกใจ สามารถยกโอ่ง อุ้มไหใบใหญ่ น้ำหนักมากคนเดียวโดยไม่รู้ตัว พอให้ยกกลับในยามปกติ ทำไม่ได้แล้ว ตกลงอันไหนคือความปกติ และอันไหนคือไม่ปกติ  เรากำลังโปรแกรมสมองของเราตรงกันข้ามหรือเปล่า ที่ปกติก็ทำให้เป็นเรื่องผิดปกติ ที่เราควรเป็น ควรทำก็ทำให้กลายเป็นเรื่องผิดปกติ

มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือการเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” เป็นสำนวนเดียวกันกับพระเยซูที่ทรงสอนพวกฟาริสีว่า สิ่งที่กินเข้าไปไม่ทำให้เราเป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกมาจากใจของมนุษย์ต่างหากที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

มัทธิว 15:11,18-19 11มิใช่​สิ่ง​ซึ่ง​เข้า​ไป​ใน​ปาก​จะ​ทำ​ให้​มนุษย์​เป็น​มลทิน แต่​สิ่ง​ซึ่ง​ออกมา​จาก​ปาก​นั้น​แหละ​ทำ​ให้​มนุษย์​เป็น​มลทิน”… 18 แต่​สิ่ง​ที่​ออก​จาก​ปาก​ก็​ออกมา​จาก​ใจ สิ่ง​นั้น​แหละ​ทำ​ให้​มนุษย์​เป็น​มลทิน​19 ความ​คิด​ชั่ว​ร้าย การ​ฆ่า​คน การ​ผิด​ผัว​ผิด​เมีย การ​ล่วง​ประเวณี การ​ลัก​ขโมย การ​เป็น​พยาน​เท็จ การ​ใส่​ร้าย ​ก็​ออกมา​จาก​ใจ

การตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้า…ให้สำเร็จได้  ต้องทั้งหมดของชีวิต จัดการกับสิ่งที่อยู่ในใจ เอาสิ่งนั้นออกมา

คนในยุคนี้ พยายามจะทำให้ชีวิตดีขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น ด้วยการเอาความรู้ เครื่องประดับ คำนำหน้า เกียรติยศชื่อเสียง มาใส่ มาเสริมให้กับชีวิตของตนเอง แต่สัจจธรรมของพระเยซูคริสต์คือ การเอาสิ่งที่อยู่ในใจของตนเอง ออกไป จัดการกับตัวเอง แล้วชีวิตจะดีขึ้นเอง

สิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน อันแรก ความคิดชั่วร้าย  คำว่า ชั่วร้าย คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำว่า ชอบธรรมในมาตรฐานของพระเจ้าทั้งหมด  พระคัภีร์กล่าวถึง วิญญาณ จิตใจ และร่างกาย คำถามว่า  เราเห็นแต่ร่างกาย  แล้วจิตใจ และวิญญาณอยู่ที่ไหน ….หัวใจ หรือสมอง หรือที่ไหน

คำว่า จิตใจ ในภาษาฮีบรู ให้ความหมายแปลว่า ศูนย์กลางของ ความคิด  อารมณ์ แรงบันดาลใจ ความกล้าหาญ และการกระทำ ทั้งหมดของชีวิต หมายถึง ทั้งหมดนี้ คือเป้าหมายที่พระเจ้าทรงเรียกเราให้สำเร็จ คือ ปราศจากการติเตียน คือไร้ตำหนิ ในวันที่พระเยซูเสด็จมา แสดงว่า การทรงเรียกของพระเจ้า ไม่ว่าจะให้เราทำอะไร (ตามถนัดของแต่ละคน) เป้าหมายของทุกคน คือ ทั้งหมดของชีวิต จะต้องไปให้ใกล้การปราศจากการติเตียน เพื่อพบกับวันที่พระเยซูคริสต์เจ้าเสด็จมา

ไม่มีงานพันธกิจใดของใครใหญ่กว่า หรือสำคัญกว่ากัน พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนให้สำเร็จเหมือนกัน อาเมน

“ทรงเรียก….ให้สำเร็จ”

1.บริสุทธิ์ด้วยการชำระ (Sanctify)

2.ทั้งหมดของชีวิต