คำเทศนาอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2019 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“การเยียวยารักษามาจากพระเจ้า”

โรงพยาบาล เป็นสถานที่ที่จะมีคนหลายประเภทไปอยู่รวมกัน  มีทั้งคนเจ็บ  คนที่พาคนเจ็บ ไปโรงพยาบาล  มีหมอ ผู้ช่วยหมอ  คนที่ช่วยรับคนเจ็บไปให้ถึงหมอ  ปัจจุบันนี้ โรงพยาบาลมีคนทำงานในโรงพยาบาลหลายแผนก เพื่อจะเตรียมข้อมูลให้หมอได้มากที่สุด เช่น แผนกทะเบียน แผนกเอ็กซเรย์ แผนกตรวจเลือด  สารพัดแผนกเยอะแยะเต็มไปหมด  และเมื่อคนเจ็บได้พบกับหมอ  คุณหมอก็จะทำการวินิจฉัยคนเจ็บว่าจะทำการรักษา ให้ยา ทำแผลอย่างไร  และยังมีอีกคน นั่นก็คือ  ผู้ป่วยที่หายดี รอการกลับบ้าน

มีคำเปรียบเทียบว่า คริสตจักรเป็นเหมือนโรงพยาบาลของพระเจ้า  คำเปรียบเทียบนี้ ไม่ได้ห่างไกลไปจากเป้าหมายที่พระเยซูทรงตั้งคริสตจักรเลย  พระเยซูเองก็ทรงเปรียบเทียบว่าพระองค์เองเป็นหมอ และคนบาปทุกคนเป็นคนเจ็บ ที่ต้องการการรักษาจากพระเยซู พระคัมภีร์เดิมก็ได้กล่าวถึง พระเจ้าเองทรงมีพระประสงค์เชิญชวนมนุษย์ทุกคนให้มารับการรักษาจากพระเจ้า โดยเฉพาะคนที่รู้จักพระเจ้า คนของพระเจ้า

โฮเชยา  6:1 “มา​เถิด ให้​เรา​กลับไป​หา​พระ​เจ้า เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​ฉีก และ​จะ​ทรง​รักษา​เรา​ให้​หาย ​พระ​องค์​ทรง​โบย​ตี และ​จะ​ทรง​พัน​บาดแผล​ให้แก่​เรา

สดุดี 147:3 ​พระ​องค์​ทรง​รักษา​คน​ที่​ชอก​ช้ำ​ระกำ​ใจ และ​ทรง​พัน​ผูก​บาดแผล​ของ​เขา

มีคำพูดหนึ่งกล่าวถึงคนเป็นหมอส่วนใหญ่ มักจะมีจิตใจที่มีเมตตา ช่วยเหลือคน ส่วนผู้ช่วย เช่นพยาบาล หรือคนอื่น ที่ทำงานด้านรักษาพยาบาลก็มีจิตใจอย่างเดียวกัน  เห็นคนเจ็บเป็นต้องช่วยเหลือก่อน  หมอไม่เลือกว่า คนๆนั้นจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว  เช่นเดียวกัน  พระเยซูทรงสำแดงจิตใจของความเป็นหมอในทุกมิมิตของความเจ็บป่วยของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเจ็บป่วยฝ่ายร่างกาย จิตใจ หรือฝ่ายวิญญาณ

ลูกา 6:18-19 18 และ​บรรดา​คน​ที่​ต้อง​ทน​ทุกข์​เพราะ​ผี​โสโครก ​พระ​องค์​ก็​ทรง​รักษา​ให้​หาย​ด้วย​19 ประชาชน​ต่าง​ก็​พยายาม​ที่​จะ​ถูกต้อง​พระ​องค์ เพราะ​ว่า​มี​ฤทธิ์​ซ่าน​ออก​จาก​พระ​องค์ รักษา​เขา​ให้​หาย​ทุก​คน​

ยอห์น 5:13-15 13 คน​ที่​ได้รับ​การ​รักษา​ให้​หาย​โรค​นั้น​ไม่​รู้​ว่า​เป็น​ผู้ใด เพราะ​พระ​เยซู​เสด็จ​หลบ​ไป​แล้ว เนื่องจาก​ขณะนั้น​มี​คน​อยู่​ที่​นั่น​เป็น​อัน​มาก​14 ภายหลัง ​พระ​เยซู​ได้​ทรง​พบ​คน​นั้น​ใน​บริเวณ​พระ​วิหาร​และ​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “นี่​แน่ะ เจ้า​หาย​โรค​แล้ว อย่า​ทำ​บาป​อีก มิฉะนั้น​เหตุร้าย​กว่า​นั้น​จะ​เกิด​กับ​เจ้า”15 ชาย​คน​นั้น​ก็​ได้​ออกไป​บอก​พวก​ยิว​ว่า ท่าน​ที่​ได้​รักษา​เขา​ให้​หาย​โรค​นั้น คือ​พระ​เยซู​

ในตอนนี้ พระเยซูได้ตรัสถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเจ็บป่วยและโรค มาจากบาป   พระเยซูทรงสอนให้คนแก้ปัญหาความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะทั้งร่างกาย จิตใจ หรือจิตวิญญาณ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ  เหมือนกับหมอที่แนะนำผู้ป่วยหลังจากหายดี ไม่กลับไปเป็นอีก ต้องแก้ที่ต้นเหตุที่ทำให้ป่วย แต่หมอทั่วไป จะแนะนำแค่ให้แก้ปัญหาแค่เจ็บป่วยฝ่ายร่างกาย  เพิ่มเติมมากกว่านั้นอีกก็คือด้านจิตใจ เพราะวิทยาการ ความรู้มีมากขึ้นได้ค้นพบว่าจิตใจมีส่วนทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ แต่ยังไม่มีวิทยาการใดล้ำเท่าของพระเยซู พระเจ้าที่ทรงรู้สาเหตุที่แท้จริงว่า จิตวิญญาณคือต้นเหตุของความเจ็บป่วยทั้งหมดของชีวิตมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่พระเยซูทรงสำแดงมาเมื่อสองพันปีที่แล้ว  จากบันทึกของหนังสือพระกิตติคุณของพระเยซู

มัทธิว 9:9-13  9 ครั้น​พระ​เยซู​เสด็จ​เลย​ตำบล​นั้น​ไป ​ก็​เห็น​คน​หนึ่ง​ชื่อมัทธิ​วนั่งอ​ยู่​ที่​ด่าน​ภาษี จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “จง​ตาม​เรา​มา​เถิด” เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​ตาม​พระ​องค์​ไป 10 เมื่อ​พระ​องค์​ประทับ​เสวย​พระ​กระยา​หาร​อยู่​ใน​เรือน มี​คน​เ​ก็​บ​ภาษี​และ​คน​บาป​อื่นๆ หลาย​คน เข้า​มาร่วม​สำรับ​กับ​พระ​เยซู และ​กับ​พวก​สาวก​ของ​พระ​องค์​11 เมื่อ​พวก​ฟาริสี​เห็น​แล้ว ​ก็​กล่าว​แก่​สาวก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ทำไม​อาจารย์​ของ​ท่าน​จึง​รับประทาน​อาหาร​ด้วย​กัน​กับ​คน​เ​ก็​บ​ภาษี​และ​คน​นอก​รีต​เล่า”12 เมื่อ​พระ​เยซู​ทรง​ทราบ​ดังนั้น​แล้ว​ก็​ตรัส​ว่า คน​เจ็บ​ต้อง​การ​หมอ แต่​คน​สบาย​ไม่​ต้อง​การ​13 ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ไป​เรียน​คัมภีร์​ข้อ​นี้​ให้​เข้าใจ ที่ว่า เรา​ประสงค์​ความ​เมตตา ไม่​ประสงค์​เครื่อง​สัตว​บูชา  ด้วย​ว่า​เรา​มิ​ได้มา​เพื่อ​จะ​เรียก​คน​ที่​เห็น​ว่า​ตัว​ชอบธรรม แต่​มา​เรียก​คน​ที่​พวก​ท่าน​ว่า​นอก​รีต”

มัทธิว ผู้เขียนพระคัมภีร์ตอนนี้ ได้บันทึกถึงเรื่องราวของการทรงเรียกที่พระเยซูทรงเรียกเขา ที่เป็นคนเก็บภาษี  ซึ่งเป็นคนที่สังคมยิวรังเกียจ หาว่าเป็นพวกขายชาติ ทรยศคนยิวด้วยกัน ไปรับใช้จักรพรรดิ์โรม เก็บภาษีขูดรีดคนยิว และบ่อยครั้งที่คนเก็บภาษีจะเก็บเกินพิกัด เพื่อตัวเอง (โกง)  อย่างศักเคียส (คนเก็บภาษี) ที่ภายหลัง ที่พระเยซูเรียกศักเคียส ให้ลงจากต้นไม้ และพระองค์สร้างมิตรภาพ ด้วยการบอกกับศักเคียสว่า วันนี้ พระองค์จะไปรับประทานอาหารที่บ้านของศักเคียส แค่ศักเคียสได้ยินการสร้างมิตรภาพนั้น ศักเคียสกลับใจใหม่ และสารภาพว่าตนเองโกงประชาชน ศักเคียสยินดีคืนเงินที่โกงไป และคืนให้ถึงสี่เท่า และจะเอาเงินที่ตนเองมไปแจกจ่ายให้กับคนยากจน นี่คือการหายดีจากโรคแห่งความโลภ โรครักเงิน หายจากโรคตาบอด

ลูกา 19:8 8 ฝ่าย​ศักเคียส​ยืน​ทูล​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ว่า “ดู​เถิด ​พระ​เจ้า​ข้า ทรัพย์​สิ่งของ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​ยอม​ให้​คน​อนาถา​กึ่ง​หนึ่ง และ​ถ้า​ข้า​พระ​องค์​ได้​ฉ้อโกง​ของ​ของ​ผู้ใด ข้า​พระ​องค์​ยอม​คืน​ให้​เขา​สี่​เท่า”

การคืนสี่เท่า ของศักเคียส คือการยอมถูกปรับโทษฐานขโมยของคนอื่นมาเป็นของตน  ตามหลักกฏหมายของคนอิสราเอลในหนังสืออพยพ

มัทธิว 9:12-13  12 เมื่อ​พระ​เยซู​ทรง​ทราบ​ดังนั้น​แล้ว​ก็​ตรัส​ว่า คน​เจ็บ​ต้อง​การ​หมอ แต่​คน​สบาย​ไม่​ต้อง​การ​13 ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ไป​เรียน​คัมภีร์​ข้อ​นี้​ให้​เข้าใจ ที่ว่า เรา​ประสงค์​ความ​เมตตา ไม่​ประสงค์​เครื่อง​สัตว​บูชา  ด้วย​ว่า​เรา​มิ​ได้มา​เพื่อ​จะ​เรียก​คน​ที่​เห็น​ว่า​ตัว​ชอบธรรม แต่​มา​เรียก​คน​ที่​พวก​ท่าน​ว่า​นอก​รีต”

พระเยซูทรงเรียกคนบาป ว่าคนเจ็บ  พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป  แสดงว่า ทุกคนเป็นคนเจ็บ  การที่คนเห็นว่าตนเองชอบธรรม ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะเป็นคนชอบธรรม และไม่เป็นคนเจ็บ   แต่พระเยซูกำลังใช้คำนี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงความต้องการของคน เกิดจากการเห็นว่าตนเองป่วยหรือไม่ป่วย   บางคนคิดว่าตนเองไม่ป่วย แต่กลับป่วย บางคนไม่ป่วย ไม่ได้หมายความว่า ไม่ป่วย แต่เป็นเพราะเรายังไม่รู้ว่าเราป่วยหรือไม่  บางคนไม่ยอมไปหาหมอ เพราะกลัวพบว่าตนเองป่วย และคิดว่าตนเองยังสบายดี ก็มี

สรุปคือ ทุกคนที่เป็นคนบาป ล้วนเป็นคนเจ็บที่ต้องการพระเจ้าการรักษาเยียวยา จากพระเจ้าทั้งสิ้น  เพียงแต่ว่า จะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว ต้องการหรือไม่ต้องการ

มีคำภาษาอังกฤษว่า I am okay  แปลว่า ฉันยังสบายดี  ไม่เป็นอะไร แต่ความจริง อาจจะเป็นอะไรที่ตนเองไม่อยากให้ใครรู้ หรือไม่รู้ตัวเอง ก็เป็นได้

โรม 3:22-23  22 คือ​ความ​ชอบธรรม​ของ​พระ​เจ้า ซึ่ง​ทรง​ประทาน​โดย​ความ​เชื่อ​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​แก่​ทุก​คน​ที่​เชื่อ เพราะ​ว่า​คน​ทั้ง​หลาย​ไม่​ต่างกัน23 เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ทำ​บาป และ​เสื่อม​จาก​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า​

เพราะ​ว่า​คน​ทั้ง​หลาย​ไม่​ต่างกัน​  เราทุกคนไม่ต่างกัน ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ทำบทบาทสำคัญขนาดไหน เราก็เป็นคนบาป ทำบาป และป่วย ต้องการการรักษาเยียวยาจากพระเจ้าแห่งการรักษา

วันนี้ สาส์นศิษยาภิบาลที่เขียนเกี่ยวกับบาดแผลของพระเยซู ที่ถูกเฆี่ยน 39 ครั้ง เพื่อจะนำมาซึ่งการหายโรค หายดีในทุกมิติจิตใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน เกิดจากการไม่ส่งต่อบาดแผล ส่งต่อความเจ็บปวดให้กับคนอื่นต่อไป  คำที่พระเยซูตรัสบนไม้กางเขนขณะที่พระองค์ยังมีลมหายใจอยู่ คือคำว่า

ลูกา 23:34   34 ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า “โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่า เขาไม่รู้ว่า เขาทำอะไร…..

เบื้องหลังของลูกาคือเป็นหมอ  น่าสนใจว่า พระเจ้าทรงดลใจใช้หมอลูกาบันทึกในตอนนี้ เพื่อจะชี้มาถึงปัจจุบันเรื่องการบำบัดทางจิตใจที่พระเยซูทรงทำสำเร็จบนไม้กางเขน พระเยซูทรงสำแดงว่า บาดแผลทางจิตใจรักษาให้หายได้ ด้วยการให้อภัย  และอภัยอย่างที่พระเยซูทรงทำเป็นต้นแบบ

ทุกวันนี้  คนมากมายกำลังตอบโต้กันจากต้นแบบอะไร   คำพูดที่แย่ๆ การกระทำที่ก้าวร้าว  พฤติกรรมที่เลวร้ายทั้งหลาย มาจากต้นแบบอะไร

โรม 2:1  1 เหตุ​ฉะนั้น มนุษย์​เอ๋ย ไม่​ว่า​ท่าน​จะ​เป็น​ใคร เมื่อ​ท่าน​กล่าวโทษ​ผู้อื่น​นั้น ท่าน​ไม่​มี​ข้อ​แก้​ตัว​เลย เพราะ​เมื่อ​ท่าน​กล่าวโทษ​ผู้อื่น ท่าน​ก็​ได้​กล่าวโทษ​ตัวเอง​ด้วย เพราะ​ว่า​ท่าน​ที่​กล่าวโทษ​เขา ​ก็​ยัง​ประพฤติ​อยู่​อย่าง​เดียว​กับ​เขา​

การตัดสินผู้อื่น เป็นการตำหนิตัวเราโดยที่ตัวเรามองไม่เห็นตัวเราเอง เป็นการทำบาปอย่างเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราอยู่ในระดับที่ไม่สามารถรับประโยชน์จากพระคุณและการบำบัดของพระเจ้าได้

และคนที่เรามักจะกล่าวโทษเป็นคนแรกในชีวิตของเราก็คือ พ่อแม่ของเราเองที่พวกเขาไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการการเรียกร้องของเรา และจากการตัดสินนี้ เราจึงมักจะส่งต่อไปให้กับคนอื่น โดยเฉพาะลูกของเรา เราส่งต่อบาดแผลให้กับคนที่ใกล้ตัวเรา และคนที่ไกลตัวเราออกไปด้วย  ทุกคนต่างส่งต่อบาดแผลต่อกันและกัน จึงเป็นต้นแบบของการไม่ให้อภัยกัน  และมีมากขึ้นเรื่อยๆจนจิตใจภายในตายด้าน (แข็งกระด้าง)

ทั้งหมด เกิดจากการบาดเจ็บ  เป็นคนเจ็บ  เราต้องการพระเจ้าแห่งการรักษา  พระเยซูจึงทรงต้องถูกเฆี่ยนให้เกิดบาดแผล ก่อนที่จะถูกตรึงที่กางเขน เพื่อจะนำการหายดี ในทุกมิติให้เกิดขึ้นกับเราทุกคน ด้วยการเป็นต้นแบบของการให้อภัย  เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร

เราคงต้องกลับมาพิจารณามาตรฐานอย่างโลก กับมาตรฐานของพระเยซูเรื่องการให้อภัย

2โครินธ์ 5:16-18  16 เหตุ​ฉะนั้น​ตั้งแต่​นี้​ไป เรา​จะ​ไม่​พิจารณา​ผู้ใด​ตาม​มาตรฐาน​ของ​โลก แม้ว่า​เมื่อก่อน​เรา​เคย​พิจารณา​พระ​คริสต์​ตาม​มาตรฐาน​ของ​โลก​ก็​จริง แต่​เดี๋ยวนี้​เรา​จะ​ไม่​พิจารณา​พระ​องค์​เช่นนั้น​อีก​17 เหตุ​ฉะนั้น​ถ้า​ผู้ใด​อยู่​ใน​พระ​คริสต์​ ผู้​นั้น​ก็​เป็น​คน​ที่​ถูก​สร้าง​ใหม่​แล้ว สิ่ง​สารพัด​ที่​เก่าๆ ​ก็​ล่วง​ไป นี่​แน่ะ​กลาย​เป็น​สิ่ง​ใหม่​ทั้งนั้น​18 ทั้งสิ้น​นี้​เกิด​มา​จาก​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​ให้​เรา​คืน​ดี​กัน​กับ​พระ​องค์​ทาง​พระ​เยซู​คริสต์​ และ​ทรง​โปรด​ประทาน​ให้​เรา​มี​พันธ​กิจ​เรื่อง​การ​คืน​ดี​กัน​

การให้อภัยอย่างพระเยซูคริสต์เจ้า คือตั้งมาตรฐานไว้อย่างเดียวคือ เขาทำไป เพราะเขาไม่รู้….จบ ไม่ต้องไปขุดคุ้ย หาเหตุผล หาเงื่อนไขที่จะให้อภัยหรือไม่ให้อภัย  ตั้งธงไว้อย่างเดียวคือ ให้อภัย จบไม๊?

2โครินธ์ 2:14-16  14 แต่​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​นำ​เรา​เสมอ​มา​โดย​พระ​คริสต์​ด้วย​ความ​มี​ชัย และ​ทรง​โปรด​ประทาน​กลิ่น​หอม​แห่ง​ความ​รู้​ของ​พระ​องค์ ให้​ปรากฏ​ด้วย​ตัว​เรา​ทุก​แห่ง​15 เพราะ​ว่า​เรา​เป็น​กลิ่น​อัน​หอม​หวาน ที่​พระ​คริสต์​ถวาย​พระ​เจ้า​ใน​หมู่​คน​ที่​กำลัง​จะ​รอด และ​คน​ที่​กำลัง​ประสบ​ความ​พินาศ​16 ฝ่าย​หนึ่ง​เป็น​กลิ่น​แห่ง​ความ​ตาย​ซึ่ง​นำไปสู่​ความ​ตาย และ​อีก​ฝ่าย​หนึ่ง​เป็น​กลิ่น​หอม​แห่ง​ชีวิต​ซึ่ง​นำไปสู่​ชีวิต ใคร​เล่า​จะ​มี​ความ​สามารถ​เหมาะสม​กับ​พันธ​กิจ​เหล่า​นี้​

ใคร​เล่า​จะ​มี​ความ​สามารถ​เหมาะสม​กับ​พันธ​กิจ​เหล่า​นี้​   พันธกิจการเยียวยารักษา  ให้เราบอกกับคนข้างๆเราว่า  เราหยุดส่งต่อบาดแผล หยุดส่งต่อความเจ็บปวดให้กันและกันนะ

และเราจะนำคนมากมายมาถึงพระเยซู  แพทย์ผู้ประเสริฐ อาเมน