คำเทศนาอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เราอยู่ในยุคสุดท้าย” We are in the last day

“ยุคสุดท้าย” มีความหมายว่าอย่างไร มันหมายถึงต่อจากนั้นไม่มีอีกแล้ว สิ้นสุดแล้ว หมดเวลาแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ หมดยุค  หมดเวลา

จริงหรือที่เราอยู่ในยุคสุดท้าย

ทำไมสหประชาชาติถึงจริงจังกับประเทศต่างๆที่พยายามแอบสะสมวัตถุนิวเคลียร์ โดยประเทศเหล่านั้นต่างให้เหตุผลของการสะสมว่า เพื่อพลังงานแห่งชาติ เพื่อสันติภาพ แต่ใครจะรู้ว่า เมื่อวัตถุนิวเคลียร์เหล่านี้ตกถึงมือแล้วจะไม่เอาไปทำอย่างอื่นที่เป็นภัยต่อชาวโลก นั่นคือการทำลายล้างระดับโลกได้ ผู้ที่รู้จริง รู้ลึกในเรื่องนี้จึงเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่วัตถุนิวเคลียร์จะถูกนำไปใช้ทางบวกอย่างเดียว เพราะลักษณะจิตใจของคนในทุกวันนี้นับวันยิ่งต่ำทรามลงทุกวัน เงิน อำนาจทำให้คนเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น และทำลายคนด้วยกันอย่างเลือดเย็น โลกอาจถูกทำลายล้างด้วยนิวเคลียร์ นี่คือสิ่งที่ประเทศในสหประชาชาติกำลังหวั่นวิตก ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของโลก

เราอยู่ในยุคสุดท้ายจริงหรือ เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใหม่ แต่พระคัมภีร์ได้พยากรณ์มาร่วมนับพันปี แต่มนุษย์ในปัจจุบันเรียนรู้และตระหนักจากประสบการณ์ของตนเอง ไม่ได้เชื่อตามที่พระคัมภีร์บอก พระคัมภีร์บอกไว้อย่างไร

2 ทิโมธี 3:1-9

 “แต่จงเข้าใจข้อนี้ คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ไส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ หัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ คนเช่นนั้นท่านอย่าคบ เพราะในบรรดาคนเหล่านั้น มีคนที่แอบไปตามบ้าน แล้วลวงหญิงที่เบาปัญญาหนาด้วยบาป และหลงใหลไปด้วยตัณหาต่างๆไปเป็นเชลย หญิงพวกนี้จะฟังทุกคนที่พูด แต่ไม่อาจที่จะเข้าถึงหลักแห่งความจริงได้เลย ยันเนสกับยัมเบรสได้ต่อต้านโมเสสฉันใด คนเหล่านี้ก็ต่อต้านความจริงฉันนั้น เขาเป็นคนใจทราม และในเรื่องความเชื่อนั้นเขาใช้ไม่ได้เลย แต่เขาจะไปได้ไม่กี่น้ำ เพราะความโง่ของเขาจะปรากฏแก่คนทั้งปวง เช่นเดียวกับความโง่ของเขาสองคนนั้น”

สำหรับคริสเตียนที่มีความเชื่อ จะเชื่อเรื่องลักษณะจิตใจมนุษย์ยุคสุดท้ายตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ แต่บางคนอาจมีประสบการณ์เรื่องจิตใจมนุษย์ก่อนที่จะรู้จักพระคัมภีร์  พระคัมภีร์ยังพยากรณ์อีกว่า ลักษณะจิตใจมนุษย์ในยุคสุดท้ายจะคืบคลานมาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกทีจนกระทั่งมันเข้าไปในบ้านของบางคน นั่นคือมันเข้าไปถึงชีวิตส่วนตัวของคนๆนั้น หากไม่ระวังชีวิตซึ่งพระคัมภีร์กล่าวว่า “เบาปัญญาหนาด้วยบาปและหลงใหลไปกับตัณหาต่างๆ” เราจะเป็นเหยื่อของคนในยุคสุดท้าย ในสภาพของเชลย

พระคัมภีร์ยังกล่าวต่อไปโดยยกตัวอย่างของบุคคลในพระคัมภีร์สมัยฟาโรห์ต่อรองกับโมเสส ตอนที่โมเสสขอนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ อัมเนสและยัมเบรส คือพวกนักปราชญ์และนักวิทยากลของฟาโรห์ที่มาแสดงปาฏิหารย์เรียนแบบฤทธิ์เดชของพระเจ้าผ่านไม้เท้าของอาโรนที่เปลี่ยนเป็นงู อัมเนสและยัมเบรสสามารถเลียนแบบได้เหมือนในรูปลักษณ์ภายนอก แต่ไม่มีฤทธิ์เดชสู้คนของพระเจ้าไม่ได้ สิ่งที่แยกแยะระหว่างอำนาจของคนในยุคสุดท้ายกับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าคือความไม่จำกัดของพระเจ้า ดังนั้นเราอยู่ในยุคสุดท้ายที่ต้องอาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้าและการแยกแยะจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยเราให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของคนในยุคสุดท้ายด้วยกัน

ยูดา 1:17-23

17 แต่​ว่า​ท่าน​ที่​รัก​ทั้ง​หลาย ท่าน​จัก​ต้อง​ระลึก​ถึง​คำ​พยากรณ์​ของ​เหล่า​อัครทูต​ของ​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า​ของ​เรา​ที่​ได้​กล่าว​ไว้​18 คือ​ว่า พวก​อัครทูต​นั้น​ได้​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า “​ใน​สมัย​สุดท้าย​จะ​มี​คน​เย้ย​หยัน​บังเกิด​ขึ้น ที่​จะ​ประพฤติ​ตาม​ตัณหา​อัน​ชั่ว​ของ​ตัว”19 คน​เหล่า​นี้​คือ​คน​ที่​แยก​ออกเป็น​ก๊กๆ และ​ประพฤติ​ตัว​ตาม​โลกีย​วิสัย และ​ปราศจาก​พระ​วิญญาณ​20 แต่​ส่วน​ท่าน​ที่​รัก​ทั้ง​หลาย​นั้น จง​สร้าง​ตัว​ของ​ท่าน​ขึ้น​บน​หลัก​คำ​สอน​อัน​บริสุทธิ์​ของ​ท่าน​ที่​เชื่อ​กัน​อยู่ และ​จง​อธิษฐาน​ใน​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​21 จง​รักษา​ตัว​ไว้​ให้​ดำรง​ใน​ความ​รัก​ของ​พระ​เจ้า คอย​พระ​กรุณา​ของ​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า​ของ​เรา​จนกว่า​จะ​ได้​ชีวิต​นิรันดร์​22 และ​จง​ชักชวน​คน​ที่​ยัง​สงสัย​อยู่​ให้​เขา​เชื่อ​23 จง​ช่วย​คน​ให้​รอด​ด้วย​การ​ฉุด​เขา​ออก​จาก​ไฟ และ​จง​เมตตา​ผู้อื่น​ด้วย​ความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​จง​รังเกียจ​แม้แต่​เสื้อ​ที่​เปรอะ​เปื้อน​ด้วย​โลกีย์​

แม้เราจะมีเหตุผลต่างๆนาๆที่จะไม่เชื่อพระคัมภีร์ตอนนี้ โดยการมองข้าม ไม่สนใจ เพราะเรามีเรื่องที่ต้องสนใจเร่งด่วน นั่นคือปากท้อง ความอยู่รอดต่อไปในวันนี้ แต่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า “ท่านจักต้องระลึกถึงคำพยากรณ์ของเหล่าอัครทูตของพระเยซูคริสต์เจ้า….เรื่องในสมัยสุดท้าย….”

เวลานั้นคนที่เป็นผู้อ่านหนังสือยูดาเมื่อสองพันปีที่แล้ว ไม่ได้มีชีวิตที่เร่งด่วนอย่างเราๆในปัจจุบัน ยังถูกกำชับไว้ให้ต้องระลึกถึงคำพยากรณ์ที่อีกหลายพันปีถึงจะสำเร็จ ความห่างไกลของกาลเวลาไม่ได้เป็นเงื่อนไขสำหรับการที่เขาจะเชื่อฟังทำตามพระคัมภีร์หรือไม่ แต่สาระที่สำคัญที่คริสเตียนทุกยุคทุกสมัยควรต้องระลึกนั่นคือ ชีวิตของตัวเราเองที่ต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้าและต่อคนรอบข้าง ที่ว่าถ้าโลกนี้มีวันดับสูญ นั่นหมายความว่า ชีวิตทุกชีวิตก็มีจุดจบหรือจุดเชื่อมต่อไม่ใช่การเกิดเป็นมนุษย์ฝ่ายร่างกายอย่างเดียว แต่หมายถึงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณด้วย ซึ่งแม้กาลเวลาจะผ่านไปกี่พันกี่ล้านปีก็ตาม ยิ่งคนที่อยู่ในยุคที่ใกล้คำพยากรณ์มากเท่าไร ได้เห็นความจริงปรากฏ ยิ่งเป็นบุคคลที่เชื่อยากมากเท่านั้น เพราะเราจะอยู่ใกล้ลักษณะคนที่เป็นไปตามคำทำนาย

“รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ”

คริสเตียนควรทำตัวอย่างไรในสภาพแวดล้อมเหล่านี้

1.ไม่ลืมสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ 

ยูดา 1:17-19

“แต่ว่าท่านที่รักทั้งหลาย ท่านจักต้องระลึกถึงคำพยากรณ์ของเหล่าอัครทูตของพระเยซูคริสต์เจ้าของเราที่ได้กล่าวไว้ คือว่าพวกอัครทูตนั้นได้บอกท่านทั้งหลายว่า “ในสมัยสุดท้ายจะมีคนเย้ยหยันบังเกิดขึ้น ที่จะประพฤติตามตัณหาอันชั่วของตัว” คนเหล่านี้คือคนที่แยกออกเป็นก๊กๆ และประพฤติตัวตามโลกียวิสัย และปราศจากพระวิญญาณ”

การไม่ลืมสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้นี้ จะทำให้เรา ไม่ผิดหวังในผู้คนที่ไม่เป็นไปอย่างที่เราอยากให้เขาเป็น เพราะเขาอยู่ในยุคสุดท้ายเหมือนกับเรา เราซึ่งเป็นคนในยุคสุดท้าย เราก็อยู่ในข่ายที่จะมีพฤติกรรมอย่างนั้นด้วย ให้เราสำรวจชีวิตของเราทุกวัน ตลอดเวลา ว่าเรายังคงมีชีวิตแบบนั้นหรือเรากำลังเปลี่ยนแปลง

มีคำพูดหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า เราต้องมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงทุกวันเหมือนต้นไม้ที่มีการเจริญเติบโต ต้องมีการทิ้งใบเก่า งอกใบใหม่ ออกผลตามฤดูกาล แต่ถ้าวันนี้ของเราไม่ดีกว่าเมื่อวานให้เราตระหนักว่า มีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติในชีวิตคริสเตียนของท่าน

ขอพระเจ้าช่วยให้เราเห็นความจริงเกี่ยวกับตัวเราเอง อย่าไปมองคนอื่นแล้วคิดแต่ว่า คนอื่นต้องเปลี่ยน แต่ตัวเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากเราคิดว่าคนอื่นต้องเปลี่ยนฝ่ายเดียว เรากำลังเห็นแก่ตัว เราต้องการให้คนอื่นเปลี่ยนเพื่อตัวเรา ในทางตรงกันข้ามเรายิ่งต้องเปลี่ยนเพื่อคนอื่น และนั่นคือการที่เราจะไม่เข้าไปในข่ายของความเห็นแก่ตัว เราทุกคนเป็นเหมือนกับกิ่งมะกอกป่าที่มาต่อกับตอที่เป็นพันธุ์มะกอกแท้ ซึ่งต้องมีการลิดกิ่ง ตกแต่งให้การงอกใหม่เกิดขึ้นเป็นผลจากมะกอกแท้ สิ่งที่ต้องลิดออกคือลักษณะนิสัยของคนในยุคสุดท้าย ที่เราเกิดมา ถูกหล่อเลี้ยง บ่มนิสัย เคยชิน ถูกอิทธิพล ทั้งจากคนในครอบครัว คนบนถนน คนบนรถเมล์  คนในโรงเรียน คนในร้านค้า ในที่ทำงาน ในมหาวิทยาลัย ครูบาอาจารย์ คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่อยู่ในยุคสุดท้ายทั้งสิ้น เราเองที่ไม่เปลี่ยนก็กำลังส่งอิทธิพลต่อคนรอบๆข้างด้วย เรากำลังสร้างลักษณะของคนยุคท้ายหรือเรากำลังช่วยหรือฉุดคนรอบข้างให้หลุดจากไฟนรก

ยูดา 1:22-23

“จงชักชวนคนที่ยังสงสัยอยู่ให้เขาเชื่อ จงช่วยคนให้รอดด้วยการฉุดเขาออกจากไฟ”

นี่คือการดำเนินชีวิตของคริสเตียนในยุคสุดท้ายที่จะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เพราะหากคริสเตียนไม่ดำเนินชีวิตที่ตรงกันข้ามกับคนในยุคสุดท้าย เราจะเป็นคนที่เชื่อพระคัมภีร์ยากที่สุด อะไรจะเกิดขึ้น คือเราเป็นผู้ที่ช่วยคนอื่นให้รอดได้ แต่เราเอาตัวเราเองไม่รอด

2.ไม่ดำเนินชีวิตตามอย่างคนยุคสุดท้าย 

การได้รู้ว่าคนในยุคนี้เป็นอย่างไรและทำอะไรกัน ไม่ใช่เพื่อให้เราทำตาม   เราอยู่ในยุคสมัยของพวกมากลากไป และกำลังเกิดขึ้นในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย และสังคมของคนทำงาน หรือสังคมเพื่อนบ้าน พฤติกรรมของคนในยุคสุดท้ายอย่างที่พระธรรมทิโมธีได้กล่าวไว้ กำลังกลายเป็นที่ยอมรับของคนส่วนมาก และไม่เห็นว่าเป็นสิ่งผิดปกติ ค่านิยมที่ว่า ทุกคนมีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ คิดอะไรก็ได้ แม้ว่าการกระทำนั้นจะผิดก็ตาม

ข้าพเจ้าเคยนั่งเครื่องบินสมัยที่มีการแยกคนสูบบุหรีไว้ข้างหลังเครื่อง คนไม่สูบอยู่ข้างหน้า แต่มีครั้งหนึ่งได้ที่นั่งในที่นั่งคนไม่สูบบุหรี่แต่เป็นที่นั่งสุดท้ายที่ติดกับโซนอนุญาตให้สูบบุหรี่ได้ ก็มีฝรั่งคนหนึ่งนั่งสูบบุหรี่จัดมาก จนเพื่อนข้าพเจ้าทนไม่ได้ ก็ไปเตือนเขาว่า ที่นี่ห้ามสูบบุหรี่ แต่ฝรั่งก็ชี้ว่า เขาอยู่ในโซนที่อนุญาตให้สูบบุหรี่ เขามีสิทธิ์สูบ และเขาดูเราแบบแปลกๆที่เราไม่เข้าใจมารยาทเรื่องสิทธิส่วนบุคคลหรือ

พี่น้อง สิ่งคล้ายๆกันนี้กำลังเกิดขึ้นกับเราในยุคสุดท้าย คนมากมายกำลังใช้สิทธิส่วนบุคคลในการทำชั่วทำสิ่งที่ไม่ดี อยู่รอบข้างเรา การที่เราไปห้าม ไปเตือน กลายเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลของเขา เด็กวัยรุ่นในสังคมของเรากำลังถูกค่านิยมผิดๆเหล่านี้มอมเมา เด็กวัยรุ่น คนหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ที่นี่ ขอให้ท่านระวังค่านิยมเหล่านี้ การที่เราได้เรียนรู้เรื่องสิทธิส่วนบุคคลก็เพื่อเราจะไม่ไปก้าวก่ายคนอื่น แต่ไม่ใช่ว่า มันจะกลายเป็นกำแพงที่ขังเราไว้จนไม่อนุญาตให้คำสอนที่ดี ที่บริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตของเรา

2 โครินธ์ 10:4

“เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนรับฟังพระคริสต์ และพร้อมที่จะลงโทษทุกคนที่ไม่เชื่อฟัง”

การตั้งใจไม่ดำเนินชีวิตอย่างคนในยุคสุดท้ายได้ ต้องพึ่งพาฤทธิ์เดชจากพระเจ้า  แม้เราจะรู้ว่าเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ เป็นสิ่งที่คริสเตียนทุกคนต้องต่อสู้กับป้อมค่ายความคิดจอมปลอมในตัวของคริสเตียนเอง เราต้องพึ่งพาพระเจ้า ให้เราชนะ ถ้าเราใช้กำลังของเราเอง แน่นอน เราจะแพ้ เพราะเรากำลังใช้เนื้อหนังต่อสู้กับความต้องการของเนื้อหนัง มันเป็นพวกเดียวกัน มีแต่จะส่งเสริมกันมากกว่า การต่อสู้กับเนื้อหนัง และเหตุผลของเนื้อหนังต้องอาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเราต้องพึ่งพาพระเจ้า ต้องอาศัยความถ่อมใจ การกลับใจ และการยอมจำนนอย่างเดียว เหมือนที่อ.เปาโลกล่าวไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้าพบว่าตัวเองอ่อนแอเมื่อไร ฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็ทำงานในตัวข้าพเจ้ามากเท่านั้น อ.เปาโลกำลังเลียนแบบพระเยซูคริสต์เจ้าผู้ทรงถ่อมพระทัยยอมอ่อนแอจนถูกตรึงที่กางเขน

2 โครินธ์ 13:4

4 เพราะ​ว่า​แม้​พระ​องค์​ทรง​ถูก​ตรึง​เพราะ​ทรง​ยอม​อ่อน​แอ แต่​พระ​องค์​ยัง​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่​เพราะ​ฤทธา​นุ​ภาพ​ของ​พระเจ้า เพราะ​ว่า​ถึง​แม้​เรา​อ่อน​แอ​ใน​พระ​องค์ แต่​ต่อ​พวก​ท่าน เรา​จะมี​ชีวิต​อยู่​ด้วย​กัน​กับ​พระ​องค์​เนื่อง​ด้วย​ฤทธา​นุ​ภาพ​ของ​พระเจ้า

การไม่ดำเนินชีวิตตามอย่างคนในยุคนี้ อาจดูเหมือนว่าเราอ่อนแอ  เหมือนคนที่แพ้ เหมือนคนที่ไม่ยอมต่อสู้ด้วยความภูมิใจหรือกำลังของตนเอง แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันคือการอนุญาตให้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าทำงานเต็มขนาดในเรามากขึ้นต่างหาก

3.ยำเกรงพระเจ้า รังเกียจบาปทุกชนิด 

 ยูดา 1:23 จงเมตตาผู้อื่นด้วยความยำเกรงพระเจ้า และจงรังเกียจแม้แต่เสื้อที่เปรอะเปื้อนด้วยโลกีย์

เกลียดบาป แต่ไม่เกลียดคน  รักสิ่งที่พระเจ้ารัก

เอเฟซัส 5:15-17 15 เพราะ​ฉะนั้น จง​ระวัง​ใน​การ​ดำ​เนิน​ชีวิต​ให้​ดี อย่า​เหมือน​คน​ไร้​ปัญ​ญา แต่​ให้​เหมือน​คน​มี​ปัญ​ญา16 จง​ใช้​โอ​กาส​ให้​เป็น​ประ​โยชน์ เพราะ​ว่า​ทุก​วัน​นี้​เป็น​ยุค​สมัย​ที่​ชั่วร้าย17 เพราะ​เหตุ​นี้ อย่า​เป็น​คน​โง่​เขลา แต่​จง​เข้า​ใจ​ว่า​อะไร​คือ​พระ​ประ​สงค์​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า