คำเทศนาอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2014 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“ชีวิตที่เกิดผล…ยิ่งขัดขวางยิ่งเกิดผล”

สกัดดาวรุ่ง แปลว่า เวลากำลังจะได้ดีแต่ก็มักมีเหตุการณ์ออกมาขัด เราเข้าใจความหมายคำว่า จะได้ดี  อย่างไร ผู้คนส่วนใหญ่มัก คิดเข้าข้างตัวเอง ว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จกับแผนการที่วางไว้ (อย่างง่ายๆ) เช่น ลงทุนเท่านี้ได้กำไรมากๆ ฝันหวาน และไม่คิดถึงว่าจะมีการขาดทุนหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า นี่คือตัวอย่างของการคิดข้างเดียว คือคิดแต่ได้ แต่ไม่คิดด้านที่จะเสีย และคนที่คิดด้านเดียว เวลาเจอการท้วงติง หรือแนะนำให้รอบคอบ หาที่ปรึกษา ทำการบ้านให้มากขึ้น ให้ชะลอโครงการไว้ก่อน ก็มักจะใช้คำว่า ถูกสกัดดาวรุ่ง คือ ถูกขัดขวางการที่จะได้ดี  เราเคยเจอกับบุคคลหรือเหตุการณ์แบบนี้ไม๊ หรือตัวเราเป็นซะเอง ถูกสกัดดาวรุ่งอีกแล้ว กำลังจะได้ดี   ที่ขึ้นต้นเรื่องในวันนี้ ก็เพื่อจะนำเราทั้งหลายให้พบกับความจริงว่า ชีวิตที่เกิดผลในพระคริสต์  แม้จะเจอกับการสกัดดาวรุ่งอย่างไรก็ตามก็จะยิ่งเกิดผล  ในที่ที่มีการสกัดดาวรุ่ง ก็คือ ยิ่งมีการขัดขวาง  ก็ยิ่งเกิดผลทวีคูณ นี่คือวิถีชีวิตคริสเตียนยุคแรกที่เราจะศึกษาในหนังสือกิจการ 6:1-7  1ใน​เวลา​นั้น​เมี่อ​พวก​สา​วก​กำ​ลัง​เพิ่ม​จำ​นวน​ขึ้น พวก​ยิว​ที่​พูด​กรีก​พา​กัน​บ่น​ติ​เตียน​พวก​ยิว​ที่​พูด​ฮีบรู เพราะ​บรร​ดา​แม่​ม่าย​ของ​พวก​เขา​ถูก​ทอด​ทิ้ง​ไม่​ได้​รับ​แจก​อาหาร​ประจำ​วัน 2 อัคร​ทูต​ทั้ง​สิบ​สอง​คน​จึง​เรียก​พวก​สา​วก​มา​ประ​ชุม​กัน แล้ว​กล่าว​ว่า “การ​ที่​เรา​จะ​ละเลย​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า มัว​ไป​แจก​อาหาร​ก็​ไม่​สมควร3 เพราะ​ฉะนั้น​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย จง​เลือก​เจ็ด​คน​ใน​พวก​ท่าน​ที่​มี​ชื่อ​เสียง​ดี เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​และ​สติ​ปัญ​ญา เรา​จะ​ตั้ง​ให้​พวก​เขา​ดูแล​งาน​นี้4 ส่วน​เรา​จะ​อุทิศ​ตัว​ใน​การ​อธิษ​ฐาน​และ​ในพันธ​กิจ​ด้าน​พระ​วจนะ”5 คน​ทั้ง​หลาย​ก็​เห็น​ชอบ​กับ​สิ่ง​ที่​กล่าว​นี้ จึง​เลือก​สเท​เฟน​ผู้​เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​ความ​เชื่อ​และ​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์ กับ​ฟี​ลิป โปร​โค​รัส นิ​คา​โนร์ ทิ​โมน ปาร​เม​นัส และ​นิ​โค​เลาส์​ชาว​เมือง​อัน​ทิ​โอก​ซึ่ง​เป็น​คน​เข้า​จา​รีต​ใน​ศา ส​นา​ยิว6 คน​ทั้ง​เจ็ด​นี้ พวก​เขา​ให้​มา​ยืน​ต่อ​หน้า​พวก​อัคร​ทูต แล้ว​อัคร​ทูต​ก็​อธิษ​ฐาน​และ​วาง​มือ​บน​ตัว​เขา​ทั้ง​หลาย 7 การ​ประ​กาศ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​ก็​เจริญ​ขึ้น และ​จำ​นวน​สา​วก​ก็​เพิ่ม​ขึ้น​อย่าง​มาก​ใน​กรุง​เย​รู​ซา​เล็ม และ​พวก​ปุโร​หิต​จำ​นวน​มาก​ก็​มา​เชื่อ​ถือ   ก่อนหน้านี้เป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับพวกอัครทูตถูกข่มเหง ด้วยการจับติดคุก ข่มขู่  เฆี่ยน 39 ทีเพื่อทิ้งริ้วรอยแห่งความอับอายไว้และข่มขู่ไม่ให้ออกพระนามพระเยซู แต่พวกอัครทูตก็ยังสั่งสอนและออกพระนามพระเยซูทุกวันทั้งตามบ้านเรือนและในพระวิหาร 1ใน​เวลา​นั้น​เมี่อ​พวก​สา​วก​กำ​ลัง​เพิ่ม​จำ​นวน​ขึ้น นี่คือการเกิดผลที่สวนทางกับความพยายามที่จะขัดขวาง และพวกอัครทูตเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์ สิ่งที่พวกอัครทูตทำจึงเกิดผลอย่างต่อเนื่อง  ยิ่งสอนยิ่งประกาศคนยิ่งเชื่อ ในที่นี้คำว่า สาวก แปลว่า นักเรียน ผู้เรียนรู้ นั่นหมายความว่า ผู้เชื่อที่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มขึ้นของผู้เรียนรู้ ในเวลานั้นยังไม่ใช้คำว่า คริสเตียน  ขณะที่มีการเพิ่มพูนสาวก ก็มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น พวก​ยิว​ที่​พูด​กรีก​พา​กัน​บ่น​ติ​เตียน​พวก​ยิว​ที่​พูด​ฮีบรู เพราะ​บรร​ดา​แม่​ม่าย​ของ​พวก​เขา​ถูก​ทอด​ทิ้ง​ไม่​ได้​รับ​แจก​อาหาร​ประจำ​วัน คำว่า ถูก​ทอด​ทิ้ง​ไม่​ได้​รับ​แจก​อาหาร​ประจำ​วัน หมายถึงแม่ม่ายที่พูดกรีกไม่ได้รับบทบาทหน้าที่ในการทำหน้าที่แจกทาน ดูแลคนยากจนอย่างที่พวกแม่ม่ายที่พูดฮีบรูมีโอกาสนั้น ภาษากรีกตรงนี้ใช้คำว่า ไดโคเนีย แปลว่า การมีส่วนร่วมในการรับใช้ มาจากรากศัพท์คำว่า ไดโคนอสไม่ใช่ไม่ได้รับแจกทานการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันทำให้เกิดเป็นภาพคล้ายความแตกแยกที่กำลังเกิดขึ้นในท่ามกลางพวกสาวก ในขณะที่คริสตจักรกำลังมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว นี่คือปัญหาภายในที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ใครจะคิดว่า การแบ่งงานอย่างไม่ถ้วนหน้ากลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้   ถ้าเป็นคนไทย จะกลับยิ่งดีใจที่ไม่ต้องทำงาน แต่สำหรับสาวกของพระเยซูในยุคนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น ทุกคนอยากทำงานปรนนิบัติ  เพราะยิ่งรับคำสอนของพระเยซูผ่านทางอัครทูต สาวกยิ่งรับสปิริตการเป็นผู้ปรนนิบัติอย่างพระเยซู เพราะพระเยซูตรัสว่า เรามิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่เพื่อปรนนิบัติ ดังนั้น สาวกของพระเยซูจึงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เมื่อเห็นคนอื่นปรนนิบัติ อาจเป็นได้ที่ทำให้เกิดการแจกงานให้ทำเฉพาะคนที่พูดภาษาเดียวกัน หรือเฉพาะกับคนที่คุ้นเคยเท่านั้น จึงเป็นที่มาของการสังเกตว่า มีการแบ่งแยกกันที่ภาษาพูด ซึ่งเป็นที่มาของการยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นปัญหา  และเป็นปัญหาภายใน พวกอัครทูตจึงต้องรีบแก้ปัญหานี้ เพราะนี่คือปัญหาภายในที่เป็นจุดอ่อนที่จะทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสาวก การข่มเหงภายนอกไม่สามารถทำอะไรพวกสาวกได้ แต่ความแตกแยกภายในจะทำให้เกิดการขัดขวางมิให้เกิดผลได้  มาระโก 3:24-25  24 ถ้า​ราช​อาณาจักร​ใดๆ เกิด​แตก​แยก​กัน​แล้ว ราช​อาณาจักร​นั้น​จะ​ตั้งอยู่​ไม่ได้​25 ถ้า​ครัวเรือน​ใดๆ เกิด​แตก​แยก​กัน ครัวเรือน​นั้น​จะ​ตั้งอยู่​ไม่ได้​   ดังนั้น การขัดขวางในการเกิดผล ไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเท่านั้น แต่มาจากปัจจัยภายในก็คือความแตกแยกด้วย   เมื่อประยุกต์กับชีวิตของเราในวันนี้ ก็จงรู้เถิดว่า เราทุกคนมีปัจจัยภายนอกที่หนักทุกคน ต้องต่อสู้ อย่างภาษาชาวบ้านคือปากกัดตีนถีบ คือ มีทั้งการแข่งขัน การช่วงชิง การเอาตัวรอด และการขัดขวาง ซึ่งคนมากมายไม่อยากให้คนอื่นได้ดีไปกว่าตนเอง การใช้ชีวิตคริสเตียนในท่ามกลางของคนในยุคนี้ ไม่ง่ายเลย 2ทิโมธี 3:1-5  1 แต่​จง​เข้าใจ​ข้อ​นี้ คือ​ว่า​ใน​สมัย​จะ​สิ้น​ยุค​นั้น จะ​เกิด​เหตุการณ์​กลี​ยุค​2 เพราะ​มนุษย์​จะ​เห็น​แก่​ตัว เห็น​แก่​เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบ​ด่า​ว่า ไม่​เชื่อ​ฟัง​คำ​บิดา​มารดา อกตัญญู ไร้​ศีลธรรม​3 ไร้​มนุษยธรรม ไม่ให้​อภัย​กัน ใส่​ร้าย​กัน ไม่​ยับยั้ง​ชั่ง​ใจ ดุ​ร้าย เกลียด​ชัง​ความ​ดี​4 ทรยศ มุทะลุ หัว​สูง รัก​ความ​สนุก​ยิ่ง​กว่า​รัก​พระ​เจ้า​5 ถือ​ศาสนา​แต่​เปลือก​นอก ส่วน​แก่น​แท้​ของ​ศาสนา​เขา​ไม่​ยอมรับคน​เช่นนั้น​ท่าน​อย่า​คบ​  พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า จะมีคนที่สร้างปัญหาแรงกดดันต่างๆ เป็นตัวขัดขวางชีวิตที่เกิดผลที่สาวกต้องหลีกเลี่ยง ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่า อย่าคบ  เป็นปัจจัยภายนอกที่สามารถควบคุมได้ด้วยการตัดการไม่ไปเกี่ยวข้องด้วย รากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า อย่าไปให้ความสนใจ อย่าไปใส่ใจ หากเราวิเคราะห์ดูลักษณะของคนที่หนังสือทิโมธีกล่าวถึง เป็นลักษณะที่ทำให้คนมักจะไม่ค่อยถูกใจ และเมื่อไม่ถูกใจก็จะไม่พอใจ ความไม่พอใจที่ยังวนเวียนอยู่ในจิตใจคือการเผชิญหน้า หรือพบปะกับปัญหาที่กวนใจนี้อยู่ตลอดเวลา นี่คืออุปสรรคที่ขัดขวางชีวิตที่เกิดผลได้  ซึ่งเราได้เห็นพวกอัครทูตและพวกสาวกรับมือกับปัญหาภายนอกได้ดี ทำให้พวกเขามีสมาธิในการประกาศพระนามของพระเยซูโดยไม่สนใจคำข่มขู่การข่มเหงของพวกมหาปุโรหิต แต่เมื่อมีปัญหาภายในเกิดขึ้น การใส่ใจหรือให้ความสนใจจึงเกิดขึ้นทันที  2 อัคร​ทูต​ทั้ง​สิบ​สอง​คน​จึง​เรียก​พวก​สา​วก​มา​ประ​ชุม​กัน แล้ว​กล่าว​ว่า “การ​ที่​เรา​จะ​ละเลย​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า มัว​ไป​แจก​อาหาร​ก็​ไม่​สมควร  จุดหนึ่งที่น่าสนใจตรงนี้คือ ปัญหาภายในไม่ได้ทำให้พวกอัครทูตสับสนกับงานที่ตนเองรับผิดชอบ ในการสอนและการอธิษฐานพวกอัครทูตยังคงต้องดำเนินต่อไปควบคู่กับการแก้ปัญหาภายในนี้อย่างเร่งด่วนด้วยเช่นกัน   บ่อยครั้งที่เรามักจะหยุดทำหน้าที่ที่สำคัญคือเรื่องการประกาศและการอธิษฐาน เพราะเหตุผลปัญหาภายในครอบครัว ปัญหาภายในชีวิตส่วนตัว ปัญหาภายในคริสตจักร และอ้างว่า ที่ไม่เกิดผลเพราะมีตัวสกัดการเกิดผลคือปัญหาภายใน ไม่ว่าจะเรื่องลูก เรื่องสุขภาพ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว กับสามี กับภรรยา กับลูก กับพี่น้อง กับสารพัดที่เราจะเอามาเป็นปัญหาภายใน วิธีแก้ปัญหาขอให้เราเอาบทเรียนตอนนี้มาใช้  พวกอัครทูตประชุมกันเพื่อแก้ปัญหา เราจะเห็นว่า คือการระดมความคิด มันสมอง ด้วยความเชื่อ และมองปัญหาไปพร้อมๆกัน การแก้ปัญหาภายในต้องมาจากการมองไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่มุมมองของคนใดคนหนึ่ง  3 เพราะ​ฉะนั้น​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย จง​เลือก​เจ็ด​คน​ใน​พวก​ท่าน​ที่​มี​ชื่อ​เสียง​ดี เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​และ​สติ​ปัญ​ญา เรา​จะ​ตั้ง​ให้​พวก​เขา​ดูแล​งาน​นี้ นี่คือภาพที่งานต่างๆ ต้องมีคนรับผิดชอบ มีทั้งความรับผิดชอบจากคนส่วนใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน และมีความรับผิดชอบของคนกลุ่มน้อยที่จะทำหน้าที่อย่างเฉพาะเจาะจง  ซึ่งมาจากการมองหาคนที่เหมาะสม คนที่มีความสามารถทำได้ตามความต้องการของลักษณะงานคือการแจกงานให้ถ้วนหน้า คนๆนั้นจะต้อง มี​ชื่อ​เสียง​ดี เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​และ​สติ​ปัญ​ญา ทำไมต้องมีชื่อเสียงดี หมายถึงเป็นที่ยอมรับ เพราะคนที่ทำหน้าที่อยู่เดิมไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว เพราะทำเสียชื่อไปแล้ว   การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ ไม่ใช่พูดภาษาแปลกๆเก่ง สอนเก่ง  แต่เป็นคนที่เอาความต้องการของตัวเองเป็นสุดท้าย และให้น้ำพระทัยพระเจ้า ที่พระวิญญาณทรงนำมาก่อน นั่นคือ วิญญาณแห่งการปรนนิบัติผู้อื่น ประโยชน์ของคนอื่นสำคัญกว่าประโยชน์ของตนเอง คนที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จะมีชัยชนะเหนือความต้องการของตนเองและเด่นชัดเรื่องการอยู่เพื่อคนอื่น  คุณสมบัติอีกอันหนึ่งคือมีสติปัญญา นั่นคือด้านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผล ไม่ใช่ใครก็จะได้จะมาทำหน้าที่นี้ แต่ต้องมีผลงานการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือคำแนะนำของพวกอัครทูตหลังจากได้ประชุมหารือกัน และที่ได้พูดกับพวกสาวกที่มาประชุมกัน (จำนวนหลายพันคน) เป็นการสื่อสารที่ชัดเจน และที่ประชุมก็ชัดเจน จึงมีการตอบสนอง 5 คน​ทั้ง​หลาย​ก็​เห็น​ชอบ​กับ​สิ่ง​ที่​กล่าว​นี้ จึง​เลือก​สเท​เฟน​ผู้​เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​ความ​เชื่อ​และ​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์ กับ​ฟี​ลิป โปร​โค​รัส นิ​คา​โนร์ ทิ​โมน ปาร​เม​นัส และ​นิ​โค​เลาส์​ชาว​เมือง​อัน​ทิ​โอก​ซึ่ง​เป็น​คน​เข้า​จา​รีต​ใน​ศา ส​นา​ยิว การเลือกที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มาจากที่ประชุมทำตามคำแนะนำของพวกอัครทูตโดยไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นของตัวเอง   นี่เป็นภาพของการเชื่อฟังผู้นำอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงนำมาซึ่งการได้คุณภาพของผลแห่งการเลือก  สิ่งที่น่าสังเกตตรงนี้ คือรายชื่อของคนที่ถูกเสนอและเลือก เป็นชื่อภาษากรีกทั้งสิ้น หากเราจำได้ คนที่ยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาคือพวกยิวที่พูดภาษากรีก การยกประเด็นมีเรื่องของพวกยิวที่พูดภาษฮีบรูที่เป็นปัญหา หากพวกยิวที่พูดฮีบรูจะแก้ตัวเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องยาวที่หาบทสรุปยาก การเลือกก็จะมีการแบ่งแยก และพวกยิวที่พูดภาษาฮีบรูก็จะไม่ลงคะแนนเลือกพวกยิวที่พูดภาษากรีก เพราะมันคือการทะเลาะกันแล้ว แต่เราได้เห็นสปิริตของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในเวลานั้น  ไม่มีความขุ่นเคือง ต่อต้าน หรือปฏิเสธแก้ตัว แต่ยอมถอยเพื่อให้คนที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่ และคนที่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ในสายตาของคนส่วนใหญ่ กลายเป็นพวกยิวพูดภาษากรีก เราจึงเห็นชื่อภาษากรีกที่ได้รับการเสนอและเลือกเข้ามาทั้งเจ็ดคน และนี่คือปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาภายใน คือการมองข้ามวาระของตนเอง และเอาวาระของส่วนรวมเป็นหลัก จึงมีการถอย การยอม การเชื่อฟังอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครพูดว่าถูกสกัดดาวรุ่ง  นี่คือชีวิตที่เกิดผล….ยิ่งขัดขวางยิ่งเกิดผล และมีบทเรียนดีๆที่ตรงนี้กับเราดังนี

1.ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาภายใน  กิจการ 6:6

6 คน​ทั้ง​เจ็ด​นี้ พวก​เขา​ให้​มา​ยืน​ต่อ​หน้า​พวก​อัคร​ทูต แล้ว​อัคร​ทูต​ก็​อธิษ​ฐาน​และ​วาง​มือ​บน​ตัว​เขา​ทั้ง​หลาย

กุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาภายใน โดยเฉพาะเรื่องความแตกแยก คือการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาภายใน หมายถึง การมองเห็นภาพรวม มิใช่มองเห็นแต่ตัวเอง คนที่เสียสละและอุทิศตัว จึงจะเป็นคนที่มองเห็นภาพรวม แต่คนที่มองเห็นแต่พวกพ้อง หรือประโยชน์ของตนเอง จะมองไม่เห็นภาพรวม มองยังไงก็มองเห็นแต่ความต้องการของตัวเองเป็นหลัก นั่นคือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่จะไม่เลือกให้เข้ามาดูแลผลประโยชน์ของส่วนรวม  เวลานี้ ชาติบ้านเมืองของเราก็ต้องการคนที่มองภาพรวม ผลประโยชน์ของชาติเป็นส่วนรวม และคริสเตียนต้องเป็นคนที่มองเห็นภาพรวมเช่นนี้ด้วย อย่าให้เราไปยึดติดกับบุคคล หรือพวกพ้อง หรือประโยชน์ของตนเอง แต่จงเป็นแบบอย่างของการเห็นภาพรวม และอยู่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม อย่างคนทั้งเจ็ดที่ได้รับเลือก ได้ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาภายใน มีงานหนักรออยู่ข้างหน้า เมื่อมีเสียงบ่นต่อว่า คนเหล่านี้ยิ่งต้องทำการบ้านมากขึ้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาเดิมอีก ดังนั้น คนเหล่านี้จะมีความพร้อมที่จะรับคำแนะนำ คำเตือน ท่าทีที่รับการวางมือจากพวกอัครทูต คือการรับมอบความรับผิดชอบที่จะต้องทำหน้าที่ให้ดี ไม่ใช่การรับการวางมือแบบเท่ๆ แต่ทำงานแบบห่วยๆ อ.เปาโลได้เตือนทิโมธีเป็นสำนวนพระคัมภีร์ว่า  1ทิโมธี 4:14-15  14 อย่า​ละเลย​ความ​สามารถ​ที่​มี​อยู่​ใน​ตัว​ท่าน ซึ่ง​ได้​ทรง​ประทาน​แก่​ท่าน​ตาม​คำ​พยากรณ์ เมื่อ​คณะ​ผู้ปกครอง​ได้​เอา​มือ​วาง​บน​ท่าน​15 จง​ปฏิบัติ​หน้าที่​เหล่า​นี้ โดย​ถือ​เป็น​ชีวิต​จิตใจ เพื่อ​ความ​เจริญ​ของ​ท่าน​จะ​ได้​ปรากฏ​แก่​คน​ทั้ง​ปวง   ​อ.เปาโลได้ให้คำสอนนี้แก่ทิโมธีซึ่งรับบทบาทหน้าที่ในการดูแลฝ่ายจิตวิญญาณแก่คนในคริสตจักรของเขา การวางมือเป็นธรรมเนียมของคนยิวในเวลานั้น ซึ่งแปลว่า การมอบความรับผิดชอบให้ทำหน้าที่ ในข้อ 15คือการอธิบายความหมายของการวางมือ 15 จง​ปฏิบัติ​หน้าที่​เหล่า​นี้ โดย​ถือ​เป็น​ชีวิต​จิตใจ วันนี้ เราไม่ได้ตัดสินหรือสรุปบทบาทชีวิตของเราแต่ละคนด้วยการวางมือ แต่ขอให้เรามองว่า สิ่งที่เราเป็นอยู่ เราทำอยู่ คือสิ่งที่จะกำหนดสิ่งที่เราจะเป็นจะทำให้อนาคต คือความหมายเดียวกันกับคำว่า คำพยากรณ์ ที่ข้าพเจ้าอยากเอาคำกล่าวของอ.เปาโลมาใช้สำหรับพวกเราในวันนี้ 15 จง​ปฏิบัติ​หน้าที่​เหล่า​นี้ โดย​ถือ​เป็น​ชีวิต​จิตใจ เพื่อ​ความ​เจริญ​ของ​ท่าน​จะ​ได้​ปรากฏ​แก่​คน​ทั้ง​ปวง หากเราตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของเราในวันนี้ และทำอย่างเป็นชีวิตจิตใจ ฉบับแปล 2011 ใช้คำว่า 15 จง​ปฏิ​บัติ​หน้า​ที่​เหล่า​นี้​และ​ทุ่ม​เท​ตัว​เอง​ให้​กับ​หน้าที่​ดัง​กล่าว เพื่อ​ให้​ทุก​คน​เห็น​ความ​ก้าว​หน้า​ของ​ท่าน  นั่นหมายความว่า หากเราทำส่วนของเราแต่ละคนอย่างเต็มที่ ความเจริญ ความก้าวหน้าของตัวเราเองจะเด่นชัด   มีคนที่พูดเก่ง พูดดี แต่ผลงานยอดแย่ นั่นเพราะเก่งแต่พูด แต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่และทุ่มเทตัวเองให้กับหน้าที่นั้น อันได้แก่อะไรบ้าง เราแต่ละคนมีหน้าที่อะไรบ้าง บางคนเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นคนทำงาน ทำมาหากิน เราได้ทุ่มเทตัวเองกับหน้าที่ดังกล่าวหรือยัง หรือเราโยนความรับผิดชอบความเป็นพ่อไปให้กับแม่ พ่อต้องสั่งสอนลูกก็ให้แม่สั่งสอน แม่ต้องสั่งสอนลูกก็ให้พ่อสั่งสอน โยนไปโยนมา เลยไม่มีใครทำบทบาทสั่งสอน คนอื่นก็เลยมาสั่งสอนแทน พาออกไปนอกลู่นอกทางแทน  ลูกที่ต้องทำบทบาทลูก ก็ไม่ทำ ยังคงโยนเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ พ่อแม่ก็เหนื่อยกับลูกที่ไม่ทำหน้าที่ลูก ลูกที่ต้องช่วยพ่อแม่ก็ปล่อยให้พ่อแม่ทำหน้าที่ที่ลูกต้องทำ  ความเจริญ ความก้าวหน้าของครอบครัวก็เลยถดถอยในทุกวันนี้ ขอให้เราเรียนรู้บทเรียนของการตอบสนองต่อความรับผิดชอบของตนเองได้แล้ว ถ้าไม่รู้ ก็จงฟังคนอื่นเขาวิเคราะห์ให้ฟัง อย่าดื้อ อย่ารำคาญ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ถ้าไม่มีมูล มันก็ไม่เหม็น นั่นหมายความว่า ถ้าไม่มีปัญหา คนเขาก็จะไม่พูดให้รำคาญหรอก แต่เพราะมันเป็นปัญหาอยู่ จงตอบสนองต่อปัญหาภายในที่เกิดขึ้น อย่ามองข้าม การตอบสนองต่อปัญหา คนที่มองเห็นปัญหาคือคนที่ต้องตอบสนองต่อการแก้ปัญหา เหมือนกับพวกกรีกที่ถูกเสนอชื่อให้เข้ามาทั้งหมด อย่าเป็นแค่คนบ่น คนพูดมาก และถามว่า ใครจะมาแก้ปัญหา เงียบไม่มีเสียงตอบ นั่นคือคนที่ดีแต่พูดแต่ไม่แก้ปัญหา

2.ปัญหาภายนอกไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป  กิจการ 6:7

7 การ​ประ​กาศ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​ก็​เจริญ​ขึ้น และ​จำ​นวน​สา​วก​ก็​เพิ่ม​ขึ้น​อย่าง​มาก​ใน​กรุง​เย​รู​ซา​เล็ม และ​พวก​ปุโร​หิต​จำ​นวน​มาก​ก็​มา​เชื่อ​ถือ ศูนย์กลางของการต่อต้านอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูคริสต์ถูกข่มเหง ถูกเฆี่ยน ถูกดูหมิ่น ขัดขวาง และตรึงที่นี่ แต่การเกิดผลมากก็เริ่มที่นี่ และการเกิดผลแบบNon Stop  หยุดได้ ก็เริ่มที่นี่ และแม้กระทั่งการมาเชื่อของฝ่ายตรงกันข้ามก็เริ่มที่นี่ พวก​ปุโร​หิต​จำ​นวน​มาก​ก็​มา​เชื่อ​ถือ ชีวิตที่เกิดผล…..ยิ่งขัดขวางยิ่งเกิดผล การข่มเหงที่เป็นปัญหาไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป   สิ่งที่ขัดขวางชีวิตที่เกิดผลของคริสเตียนไทยในยุคปัจจุบันไม่ใช่การข่มเหง ไม่ใช่การต่อต้าน แต่กลับเป็นสิ่งที่คริสเตียนเอามาเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต เช่นเป้าหมายของความสำเร็จ เป้าหมายของความมั่งคั่ง เป้าหมายของเรื่องปากท้อง เป้าหมายของคู่พระพร คู่ครอง เป้าหมายเรื่องครอบครัว และอะไรอีกมากมายที่เราเอามาทำให้เป็นเรื่องใหญ่   เรื่องใหญ่คืออะไร  ก็คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญ จนเรามองข้ามเป้าหมายของพระเจ้าในชีวิตของเราคืออะไร ทุกอย่างเรื่องใหญ่หมด แม้กระทั่งเรื่องกินก็เรื่องใหญ่ แต่พระเจ้ากลายเป็นเรื่องด้อยไป  ทำไมพระคัมภีร์จึงกล่าวดังนี้ โรม12:2  2 อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้ แต่​จง​รับ​การ​เปลี่ยนแปลง​จิตใจ แล้ว​อุปนิสัย​ของ​ท่าน​จึง​จะ​เปลี่ยน​ใหม่ เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ทราบ​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า จะ​ได้​รู้​ว่า​อะไร​ดี อะไร​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​และ​อะไร​ดี​ยอด​เยี่ยม เป้าหมายของพระเจ้าคือให้เราได้รู้ว่า อะไรดี อะไรดียอดเยี่ยม  อะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย  พระคัมภีร์ตอนนี้ชี้แนะเราว่า ให้เราคิดอย่างพระเจ้าคิด แล้วเราจะรู้ว่า อะไรดีที่สุด เหมาะสมที่สุดกับชีวิตของเรา ทั้งหมดเพื่อประโยชน์สำหรับชีวิตของเรา สำหรับพระเจ้า พระองค์จะมีหรือไม่มีเรา ไม่มีอะไรทำให้พระองค์ต้องเสียหาย แต่สำหรับเรา ถ้าเราไม่มีพระเจ้า เราเดือดร้อน เพราะเราคือผู้เสียหาย ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องคิดอย่างพระเจ้า ไม่คิดอย่างมนุษย์ ครั้งหนึ่งพระเยซูคริสต์เจ้าทรงตำหนิเปโตรเรื่องการคิดอย่างมนุษย์เป็นเครื่องกีดขวางงานของพระเจ้า มัทธิว 16:23 23 ​พระ​องค์​จึง​หัน​พระ​พักตร์​ตรัส​กับ​เปโตร​ว่า “อ้าย​ซาตาน​จง​ไป​ให้​พ้น เจ้า​เป็น​เครื่อง​กีด​ขวาง​เรา เพราะ​เจ้า​คิด​อย่าง​คน มิได้​คิด​อย่าง​พระ​เจ้า”เพราะเปโตรมองเรื่องการเอาชีวิตรอดเป็นปัญหาใหญ่ เปโตรจึงพูดเพื่อห้ามพระเยซูไม่ให้เดินไปตามแผนการที่พระเจ้าได้กำหนดให้พระเยซูทำ เปโตรมีเหตุผลที่น่าฟัง คือการรักษาชีวิตรอดเป็นยอดดี และเราก็ได้เห็นเปโตรทำอย่างนั้นคือการปฏิเสธพระเยซูสามครั้ง  ความคิดอย่างมนุษย์นี้จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเปโตร โดยที่เปโตรไม่รู้ตัว มาถึงกิจการตอนนี้ เปโตรเข้าใจแล้วว่า ปัญหาภายนอกไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ปัญหาภายในต่างหาก ถ้าไม่แก้ไข จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งตัวเขาเคยมีประสบการณ์นี้มาแล้ว เมื่อมาถึงการเติบโตของคริสตจักรในเวลานั้น เปโตรซึ่งเป็นหนึ่งในพวกอัครทูต ที่เน้นยำว่า ต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์ คือการนำความคิดอย่างพระเจ้ามานำหน้าในการตัดสินใจทุกเรื่อง จึงทำให้เขามองปัญหาอย่างทะลุ และทำให้ 7 การ​ประ​กาศ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​ก็​เจริญ​ขึ้น และ​จำ​นวน​สา​วก​ก็​เพิ่ม​ขึ้น​อย่าง​มาก​ใน​กรุง​เย​รู​ซา​เล็ม และ​พวก​ปุโร​หิต​จำ​นวน​มาก​ก็​มา​เชื่อ​ถือ คิดอย่างพระเจ้าคิด ปัญหาภายนอกไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เราจะรู้ความคิดของพระเจ้าได้อย่างไร พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า ยอห์น14:9ข   ผู้​ที่​ได้​เห็น​เรา​ก็​ได้​เห็น​พระ​บิดา หมายความว่า เราจะรู้ว่าพระเจ้ามีวิธีคิดอย่างไร ให้เรามองดูที่พระเยซูเมื่อพระองค์อยู่บนโลกพระองค์คิดอย่างไร ตอบสนองอย่างไร พูดอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร และมองปัญหาอย่างไร พระเยซูมักจะย้ำว่า ปัญหาภายในสำคัญ ไม่ว่าจะเรื่องจิตวิญญาณสำคัญกว่าร่างกายมิใช่หรือ สิ่งที่กินเข้าไปไม่ทำให้เป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกมาจากใจต่างหากที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน มัทธิว 15:18-19  18 แต่​สิ่ง​ที่​ออก​จาก​ปาก​ก็​ออกมา​จาก​ใจ สิ่ง​นั้น​แหละ​ทำ​ให้​มนุษย์​เป็น​มลทิน​19 ความ​คิด​ชั่ว​ร้าย การ​ฆ่า​คน การ​ผิด​ผัว​ผิด​เมีย การ​ล่วง​ประเวณี การ​ลัก​ขโมย การ​เป็น​พยาน​เท็จ การ​ใส่​ร้าย ​ก็​ออกมา​จาก​ใจ​คำสอนของพระเยซูคริสต์ได้ถูกพวกอัครทูตนำมาสอนและประกาศ 7 การ​ประ​กาศ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​ก็​เจริญ​ขึ้น และ​จำ​นวน​สา​วก​ก็​เพิ่ม​ขึ้น​อย่าง​มาก…..  แน่นอน มีการตอบสนองด้วยการแก้ปัญหาภายในชีวิตของคนมากมาย การอยู่ร่วมกันที่มีปัญหาก็ได้รับการตอบสนองอย่างถูกจุด  ถูกประเด็น ทำให้เกิดการขับเคลื่อนทั่วถึงทุกคน นั่นคือทุกคนได้ทำบทบาทของตนเองอย่างเหมาะสม  เอเฟซัส 4:16  16 คือ​เนื่องจาก​พระ​องค์​นั้น ร่างกาย​ทั้งสิ้น​ที่​ติดต่อ​สนิท​และ​ประสานกัน​โดย​ทุกๆ ข้อ​ต่อ​ที่​ทรง​ประทาน ได้​จำเริญ​เติบโต​ขึ้น​ด้วย​ความ​รัก เมื่อ​อวัยวะ​ทุก​อย่าง​ทำงาน​ตาม​ความ​เหมาะสม​แล้ว​ ภาพที่อ.เปาโลได้ให้ในหนังสือเอเฟซัสตอนนี้ แม้ว่าต้องอยู่ในที่ที่มีแต่ศัตรู หรือมีการต่อต้านอย่างแข็งแรง แต่เมื่อภายในต้องแข็งแรง ภายนอกไม่ใช่ปัญหาเรื่องใหญ่อีกต่อไป นั่นคือ เมื่อ​อวัยวะ​ทุก​อย่าง​ทำงาน​ตาม​ความ​เหมาะสม​แล้ว​   ถ้าอวัยวะทุกส่วนของร่างกายเราทำหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว เราจะเจ็บป่วยไม๊ ไม่แน่นอน เพราะฉะนั้น จึงพร้อมสำหรับการเผชิญการขัดขวางการเกิดผลทุกรูปแบบ แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอ อะไรนิดก็เจ็บป่วย ทุกปัญหาที่เข้ามากระทบจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หมด แม้กระทั่งอารมณ์ก็เปราะบาง คำว่า คริสตจัรกหมายถึงผู้เชื่อ ไม่ใช่ตัวอาคาร ดังนั้น วันนี้ พวกเราที่เป็นผู้เชื่อ เรากำลังดำเนินชีวิตในโลกนี้ที่มีแรงต้านทุกด้านอย่างคนสุขภาพแข็งแรง หรืออ่อนแอ สังคมที่เราอยู่แข็งแรงหรืออ่อนแอ ปัจจัยภายนอกต่างๆกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของชีวิตหรือไม่  อะไรคือตัวสกัดดาวรุ่งในชีวิตของเรา จนเรามีข้ออ้างว่า เราไม่สามารถเป็นคริสเตียนที่นำคนมาเชื่อถือในพระเจ้าเพราะมีตัวสกัดดาวรุ่งคือ…… โน่นนี่นั่นมากมาย  ทุกเรื่องเป็นปัญหาใหญ่หมด ทำไม่ได้หมด เป็นเงื่อนไขหมด ในยุคนี้ เราดำเนินชีวิตให้มารมันหัวเราะจนฟันโยก เพราะมารยังไม่ได้ทำอะไรเลย ที่จะขัดขวางการเกิดผลในชีวิตคริสเตียนของพวกเรา แต่เรากลับสร้างเครื่องขัดขวางขึ้นมาเองทั้งนั้น  ทุกอย่างเป็นปัญหาเป็นเรื่องใหญ่หมด แล้วจะไปทำอะไรได้อีก….ขอให้เราสำรวจและมองดีๆ แล้วเราจะพบว่า ปัญหาภายนอกไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป  แล้วเราจะพบว่า

“ชีวิตที่เกิดผล…ยิ่งขัดขวางยิ่งเกิดผล”

1.ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาภายใน 

2.ปัญหาภายนอกไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป