คำเทศนาอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2014 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“เกิดผลในพระคริสต์….รู้จักรับมือกับทุกเรื่อง”

คำว่า “กลัว” เป็นสิ่งที่หลายคนไม่อยากอยู่ในสภาวะของความรู้สึก “กลัว” แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากความรู้สึกกลัวได้  คนไทยเรามักเลี้ยงเด็กให้รู้สึกกลัว ไม่เหมือนฝรั่งที่สอนให้เด็กไม่กลัว แต่ให้ใช้เหตุผลในการระมัดระวัง  ข้าพเจ้าเคยกลัวตุ๊กแก เพราะสมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับตุ๊กแกที่น่ากลัว ข้าพเจ้าจึงกลัวตุ๊กแก ไม่กล้าจับ ไม่กล้ามองดูตุ๊กแก พอโตก็ทำบำบัดด้วยตัวเองด้วยการเอาถุงพลาสติคใส่มือจับตุ๊กแก ก็พบว่า มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด  เด็กต่างจังหวัดจับตุ๊กแกเป็นว่าเล่นด้วยมือเปล่า เวลามันกัด ก็จัดการกับตุ๊กแกได้ และเรียนรู้วิธีป้องกันไม่ให้ตุ๊กแกกัดคือการระมัดระวัง  ความกลัวกับการระมัดระวังแตกต่างกัน ความระมัดระวังจะเกิดขึ้น เมื่อเรารู้วิธีรับมืออย่างถูกต้อง แต่ถ้าเราไม่รู้วิธีรับมืออย่างถูกต้อง เราจะเกิดความกลัว  การรับมืออย่างถูกต้อง สามารถใช้กับทุกสถานการณ์ ทุกโอกาส ทุกปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องของความสัมพันธ์ภายในครอบครัว สุขภาพร่างกายทั้งเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจ อาชีพการงาน  ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่ง ในภาษาอังกฤษใช้สำนวนว่า Nothing is impossible for thee แปลว่า ไม่มีสิ่งเกินกำลังพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดยากสำหรับพระองค์ พระเจ้ายิ่งใหญ่ ทรงฤทธิ์เหนือนามพระใดๆ ไม่มีสิ่งใด เกินกำลังของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดยากสำหรับพระเจ้า…..และก็มักจะตามด้วยเพลง องค์พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่ องค์พระเจ้าของเราเกรียงไกร ชาวสวรรค์และโลกา พากันร้องสรรเสริญว่า องค์พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจะทำให้คุณรู้ว่า คุณจะรับมือกับทุกสิ่งได้  บทเรียนจากพระวจนะสำหรับเราในวันนี้อยู่ในหนังสือกิจการ 5:11-16 11ความ​เกรง​กลัว​อย่าง​ยิ่ง​เกิดขึ้น​ใน​คริสตจักร และ​ใน​หมู่​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​ได้​ยิน​เหตุการณ์​นั้น12 มี​หมาย​สำคัญ​และ​การ​อัศจรรย์​หลาย​อย่าง ซึ่ง​อัครทูต​ได้​ทำ​ด้วย​มือ​ของ​ตน​ใน​หมู่​ประชาชน พวก​สาวก​อยู่​พร้อม​กัน​ใน​เฉลียง​ของ​ซาโลมอน​13 คน​อื่นๆ ไม่​อาจ​เข้า​มา​อยู่​ด้วย แต่​ประชาชน​เคารพ​อัครทูต​มาก​14 มี​ชาย​หญิง​เป็น​อัน​มาก​ที่​เชื่อ​ถือ ได้​เข้า​มา​เป็น​สาวก​ของ​พระ​เจ้า​มากกว่า​ก่อน​15 จน​เขา​หาม​คน​เจ็บป่วย​ออกไป​ที่​ถนน​วาง​บน​ที่​นอน​และ​แคร่ เพื่อ​เมื่อ​เปโตร​เดิน​ผ่าน​ไป อย่าง​น้อย​เงา​ของ​ท่าน​จะ​ได้​ถูก​เขา​บาง​คน​16 ประชาชน​ได้​ออกมา​จาก​เมือง​ที่​อยู่​ล้อม​รอบ​กรุง​เยรูซาเล็ม พา​คน​ป่วย​และ​คน​ที่​มี​ผี​โสโครก​เบียดเบียน​มา และ​ทุก​คน​ก็​หาย​  หลังจากที่เปโตรได้พูดถ้อยคำแห่งความรู้ (รู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้) แก่อานาเนียและสัปฟีรา สามีภรรยาที่ยักยอกเงินขายที่ดินไว้สำหรับตนเอง และต้องการจะได้ชื่อว่าตนเป็นคนที่ถวายทรัพย์ทั้งหมดจากการขายที่ดิน สามีภรรยาคู่นี้ได้ล้มลงตายทันทีต่อหน้าเปโตร  เหตุการณ์นี้ได้ทำให้เกิดบรรยากาศที่เรียกว่า 11ความ​เกรง​กลัว​อย่าง​ยิ่ง​เกิดขึ้น​ใน​คริสต จักร และ​ใน​หมู่​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​ได้​ยิน​เหตุการณ์​นั้น เหตุการณ์การตายแบบไม่ธรรมดาของอานาเนียและสัปฟีราทำให้เกิดความกลัวแก่คริสเตียนและคนที่ไม่ใช่คริสเตียนด้วย คำว่า ความ​เกรง​กลัว​อย่าง​ยิ่ง แสดงให้เห็นว่า กลัวมากๆ แบบกลัวตาย คนที่กลัวตายจะหยุดทุกอย่างที่จะมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนร่วม และออกจากสิ่งที่จะทำให้ตาย  ซึ่งในเวลานั้นกิจกรรมที่เกิดขึ้นท่ามกลางสาวกคือการอัศจรรย์  12 มี​หมาย​สำคัญ​และ​การ​อัศจรรย์​หลาย​อย่าง ซึ่ง​อัครทูต​ได้​ทำ​ด้วย​มือ​ของ​ตน​ใน​หมู่​ประชาชน พวก​สาวก​อยู่​พร้อม​กัน​ใน​เฉลียง​ของ​ซาโลมอน แค่ฟังเปโตร (หนึ่งในอัครทูตพูด อานาเนียสัปฟีราล้มลงตาย) แล้วนี่ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์หลายอย่างที่กระทำด้วยมือของอัครทูต ยิ่งดูน่ากลัวยิ่งขึ้น แต่เราจะพบว่า มีคนที่ไม่กลัวตายและยังอยู่กับเหล่าอัครทูต โดยเฉพาะ พวก​สาวก​อยู่​พร้อม​กัน​ คำว่าพร้อมกัน ภาษากรีกแปลว่า อยู่อย่างเต็มใจ อยู่อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือภาพการไม่มีความรู้สึกกลัวในท่ามกลางพวกสาวกเลย และนี่อาจเป็นเหตุให้คนที่ไม่ใช่สาวกที่พระคัมภีร์ตอนนี้เรียกว่า ประชาชน คนเหล่านี้ก็มีใจชื้นที่จะยังคงอยู่ใกล้เหล่าอัครทูต ที่กำลังทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ด้วยมือของพวกเขา   พระคัมภีร์ได้ใช้คำที่แยกคนอีกกลุ่มหนึ่ง และเรียกคนกลุ่มนั้นว่า ​13 คน​อื่นๆ ไม่​อาจ​เข้า​มา​อยู่​ด้วย ในภาษากรีกแปลว่า กลุ่มคนที่ไม่กล้าเข้ามารวมตัวกับเหล่าอัครทูต เป็นพวกที่ขาดประสบการณ์อันหนึ่ง ซึ่งพระคัมภีร์บรรยายประสบการณ์นั้นว่า  แต่​ประชาชน​เคารพ​อัครทูต​มาก เคารพ คำๆนี้ รากศัพท์ภาษากรีก แปลว่า to make declare (Magnify) ยิ่งสรรเสริญ ยิ่งประกาศความยิ่งใหญ่ของเหล่าอัครทูต  แปลว่า ประชาชนเหล่านี้ยิ่งใกล้อัครทูตยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของเหล่าอัครทูต (เคารพ) ความยิ่งใหญ่ที่ว่าคืออะไร  ประชาชนคนที่อาจเข้ามาอยู่ใกล้อัครทูตแล้วไม่ตายอย่างที่เขากลัว แล้วยิ่งสรรเสริญสิ่งที่อัครทูตทำ นั่นคือเขาได้เห็นสิ่งที่โดนใจ ชื่นใจ มีความหวังและกำลังใจและมีคำตอบของชีวิต นั่นคือการตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนเหล่านี้ นี่คือคำตอบว่า ทำไมจึงมีคนเข้ามาเป็นสาวกของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และยังติดตามพระเยซูคริสต์ แม้ว่าจะเจออุปสรรคปัญหา การต่อต้านขัดขวางมาก เพราะว่านี่คือ ชีวิตที่เกิดผล…รู้จักรับมือกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่น่าจะรับได้ ก็สามารถรับได้ ไม่ใช่เพราะปลงอนิจจัง แต่คือวิถีของแกะที่กำลังติดตามผู้เลี้ยง ยอห์น 10:4 4 เมื่อ​ท่าน​ต้อน​แกะ​ของ​ท่าน ออกไป​หมด​แล้ว ​ก็​เดิน​นำหน้า และ​แกะ​ก็​ตาม​ท่าน​ไป เพราะ​รู้จัก​เสียง​ของ​ท่าน​5 ส่วน​ผู้อื่น​แกะ​จะ​ไม่​ตาม​เลย แต่​จะ​หนี​ไป​จาก​เขา เพราะ​ไม่​รู้จัก​เสียง​ของ​ผู้อื่น”แกะมีความกลัวไม๊ มี แต่เพราะแกะได้เห็นผู้เลี้ยง คือพระเยซูคริสต์เจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์อย่างผู้เลี้ยงที่ไม่ทอดทิ้งแกะ ยิ่งใกล้ยิ่งเคารพ นี่คือสิ่งที่พระเยซูทรงตรัสกับเปโตรว่า จงเลี้ยงแกะของเราเถิด เปโตรไม่เคยรู้ว่า เขาจะทำบทบาทผู้เลี้ยงอย่างพระเยซูในเวลานี้พร้อมกับพวกอัครทูต คือหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อคนที่ไม่ใช่แกะออกไปจากแกะ และถึงเวลาที่แกะจะเดินตามเสียงของผู้เลี้ยง คือพระเยซูคริสต์เจ้าแล้ว  คำถามสำหรับเราในวันนี้ก็คือว่า เรากำลังติดตามผู้เลี้ยงหรือวิ่งหนีผู้เลี้ยง และมีคำถามอีกว่า เรากำลังรับไม้ส่งต่อจากพระเยซูในฐานะผู้เลี้ยง หรือเป็นผู้อื่นที่ ​5 ส่วน​ผู้อื่น​แกะ​จะ​ไม่​ตาม​เลย แต่​จะ​หนี​ไป​จาก​เขา เพราะ​ไม่​รู้จัก​เสียง​ของ​ผู้อื่น” ชีวิตที่เกิดผล…รู้จักรับมือได้ทุกเรื่อง ในฐานะของแกะกับผู้เลี้ยง บางจังหวะของชีวิตเราต้องเป็นแกะ และบางจังหวะของชีวิตเราต้องเป็นผู้เลี้ยง พระเยซูคริสต์เจ้าก็ทรงเป็นพระเมษโปดก(แกะของพระเจ้า) และทรงเป็นผู้เลี้ยงด้วยเช่นกัน แต่การเป็นแกะของพระองค์ คือการยอมเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปมนุษย์ทั้งปวง (ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยชีวิต) และการเป็นผู้เลี้ยงแกะของพระองค์คือการตอบโจทย์ชีวิตแก่มนุษย์ทุกคนด้วยเช่นกัน  นี่คือสิ่งที่เป็นคำถามสำหรับเราในวันนี้ ว่า ชีวิตของเราได้ตอบโจทย์ชีวิตให้กับคนรอบข้างอยู่หรือไม่ หรือเรากำลังทำให้เกิดโจทย์เพิ่มขึ้น  มีปัญหามากขึ้น นั่นไม่ใช่ชีวิตคริสเตียนที่จะได้ความเคารพนับถือจากคนรอบข้างเลย  ในทางตรงกันข้ามกลับยิ่งสูญเสียความน่าเคารพนับถือไปเรื่อยๆ  ชีวิตที่เกิดผลในพระคริสต์…..เป็นชีวิตที่รู้จักรับมือได้กับทุกเรื่อง คือคุณลักษณะชีวิตของคริสเตียนที่เป็นที่พึ่งพาอาศัยได้  ไม่ใช่อะไรนิดอะไรหน่อย ก็โวยวายจนบ้านจะพัง  แล้วปัญหาใหญ่ๆ เราจะรับมือได้อย่างไร สังคมของเราทุกวันนี้ ต้องการคนที่มีคุณลักษณะที่รับมือได้กับทุกเรื่อง เราต้องการผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ และคริสเตียนคือคนที่ควรจะเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ การรู้จักรับมือได้กับทุกเรื่องไม่ได้หมายความว่า ไม่มีปัญหาเลย ไม่ใช่ แต่ในทางตรงกันข้าม คือการเผชิญกับปัญหาต่างๆได้อย่างประสบความสำเร็จ อย่างที่อ.เปาโลได้กล่าวว่า ฟิลิปปี 4:12-13 12 ข้าพเจ้า​รู้จัก​ที่​จะ​เผชิญ​กับ​ความ​ตกต่ำ และ​รู้จัก​ที่​จะ​เผชิญ​กับ​ความ​อุดม​สมบูรณ์ ไม่​ว่า​ใน​กรณี​ใดๆ ข้าพเจ้า​รู้จัก​เคล็ด​ลับ​ที่​จะ​เผชิญ​กับ​ความ​อิ่ม​ท้อง​และ​ความ​อด​อยาก ความ​สมบูรณ์​พูน​สุข และ​ความ​ขัด​สน​13 ข้าพเจ้า​ผจญ​ทุก​สิ่ง​ได้ โดย​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เสริม​กำลัง​ข้าพเจ้า  นี่คือสำนวนที่อ.เปาโลกำลังพูดว่า ชีวิตที่เกิดผลในพระคริสต์….ต้องรู้จักรับมือได้ทุกเรื่อง และเคล็ดลับที่อ.เปาโลพูดถึงนี้ปรากฏในหนังสือ 1 โครินธ์ 15:31 31 ดูก่อน​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ข้าพเจ้า​ขอ​ยืนยัน โดย​อ้าง​ความ​ภูมิใจ​ซึ่ง​ข้าพเจ้า​มี​อยู่​ใน​ท่าน​ทั้ง​หลาย โดย​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​ว่า ข้าพเจ้า​ตาย​ทุก​วัน  อ.เปาโลกำลังบอกว่าเคล็ดคือตายทุกวัน แปลว่า ทุกๆวัน อ.เปาโลตายต่อความปรารถนาของตนเอง และให้น้ำพระทัยพระเจ้ามาก่อนตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ อ.เปาโลจึงสามารถรับมือได้กับทุกสถานการณ์ ทุกโจทย์ของชีวิต แม้กระทั่งโรคประจำตัวที่อ.เปาโลต้องเผชิญ 2โครินธ์ 12:7-10 7 และ​เพื่อ​ไม่ให้​ข้าพเจ้า​ยก​ตัว​จนเกินไป เนื่องจาก​ที่​ได้​เห็น​การ​สำแดง​มาก​มาย​นั้น ​ก็​ทรง​ให้​มี​หนาม​ใหญ่​ใน​เนื้อ​ของ​ข้าพเจ้า หนาม​นั้น​เป็น​ทูต​ของ​ซาตาน​คอย​ทุบ​ตี​ข้าพเจ้า​เพื่อ​ไม่ให้​ข้าพเจ้า​ยก​ตัว​เกินไป​8 เรื่อง​หนาม​ใหญ่​นั้น ข้าพเจ้า​วิงวอน​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ถึง​สาม​ครั้ง เพื่อ​ขอ​ให้​มัน​หลุด​ไป​จาก​ข้าพเจ้า​9 แต่​พระ​องค์​ตรัส​กับ​ข้าพเจ้า​ว่า “การ​ที่​มี​คุณ​ของ​เรา​ก็​พอ​แก่​เจ้า​แล้ว เพราะ​ความ​อ่อนแอ​มี​ที่​ไหน เดช​ของ​เรา​ก็​มี​ฤทธิ์​ขึ้น​เต็ม​ขนาด​ที่​นั่น” เหตุ​ฉะนั้น ข้าพเจ้า​จึง​ภูมิใจ​ใน​บรรดา​ความ​อ่อนแอ​ของ​ข้าพเจ้า เพื่อ​ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​คริสต์​จะ​ได้​อยู่​ใน​ข้าพเจ้า​10 เหตุ​ฉะนั้น​เพราะ​เห็น​แก่​พระ​คริสต์​ ข้าพเจ้า​จึง​ชื่น​ใจ​ใน​บรรดา​ความ​อ่อนแอ​ของ​ข้าพเจ้า ใน​การ​ประทุษร้าย​ต่างๆ ใน​ความ​ยาก​ลำบาก ใน​การ​ถูก​ข่ม​เหง ใน​ความ​อับ​จน เพราะ​ว่า​ข้าพเจ้า​อ่อนแอ​เมื่อ​ใด ข้าพเจ้า​ก็​จะ​แข็งแรง​มาก​เมื่อ​นั้น​อ.เปาโลเป็นผลพลวงจากการที่พระเจ้าได้ทำกิจของพระองค์กับคริสตจักรในช่วงเริ่มต้น ด้วยการใช้ความกลัวแยกคนที่ไม่อาจเข้ามาอยู่ด้วยกับสาวก และด้วยความกลัวเดียวกันก็นำคนเข้ามาเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์  และหนังสือกิจการตอนนี้ได้บันทึกถึงผลของความกลัวของคนสองกลุ่ม ดังนี้

1.รับมือไม่ได้ เพราะหลงไปจากความเชื่อ กิจการ 5:13ก

13 คน​อื่นๆ ไม่​อาจ​เข้า​มา​อยู่​ด้วย ภาษาชาวบ้านเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เชือดไก่ให้ลิงดู 13 คน​อื่นๆ ไม่​อาจ​เข้า​มา​อยู่​ด้วย การล้มลงตายของอานาเนียสัปฟีราเป็นกรณีตัวอย่างที่พระเจ้าได้แยกค่านิยมอย่างโลกออกจากคริสตจักรของพระองค์  คนที่รับมือไม่ได้จึงหลงไปจากความเชื่อไม่สามารถรวมเข้ากับคริสตจักรที่เกิดผลในพระคริสต์ได้ คริสตจักรของพระเยซูคริสต์กำลังอยู่ในช่วงเตาะแตะ และจะต้องรีบแข็งแรงพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่หนักหน่วงให้ได้  พระเจ้าทรงรู้ว่า การข่มเหงกำลังรอคอยคริสตจักรอยู่ข้างหน้าในเวลาอันใกล้  ดังนั้นคนที่ยังติดอยู่กับค่านิยมเรื่องเงินทอง ความโลภ และการโกหกเป็นพวกที่รับมือไม่ได้กับการคัดกรองของพระเจ้า 1ทิโมธี 6:9-10 9 ส่วน​พวก​ที่​อยาก​ร่ำ​รวย​ก็​ตก​อยู่​ใน​การ​ล่อ​ลวง​และ​ติด​กับ​ดัก​ของ​ความ​อยาก​มาก​มาย​ที่​โง่​เขลา​และ​อัน​ตราย ซึ่ง​ฉุด​คน​เรา​ให้​ลง​ ไป​สู่​ความ​พินาศ​และ​ความ​ย่อย​ยับ10 เพราะ​ว่า​การ​รัก​เงิน​ทอง​เป็น​ราก​เหง้า​ของ​ความ​ชั่ว​ทั้ง​หมด ความ​โลภ​เงิน​ทอง​นี้​ที่​ทำ​ให้​บาง​คน​หลง​ไป​จาก​ความ​เชื่อ(ห่างไกลจากความเชื่อ) และ​ตรอม​ตรม​ด้วย​ความ​ทุกข์​มาก​มาย กรณีขออานาเนียซัปฟีราชัดเจนเรื่องเงินทองเป็นเหตุให้พวกเขาห่างไกลจากความเชื่อและต้องตายเพื่อเป็นกรณีตัวอย่างว่าคริสตจักรต้องบริสุทธิ์จากเรื่องนี้  และคนที่รู้ตัวดีว่า ตัวเองเข้ามาในคริสตจักรด้วยแรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์จึงถูกหยุดไม่ให้เข้ามาโดยพระเจ้า  13 คน​อื่นๆ ไม่​อาจ​เข้า​มา​อยู่​ด้วย  คริสตจักรของพระเจ้าในวันนี้ก็เช่นกัน อย่ามีผลประโยชน์ซ่อนเร้นในการเข้ามาหาพระเจ้า มิฉะนั้น พระเจ้าจะเปิดโปงท่านไม่ช้าก็เร็ว ไม่มีสิ่งใดที่จะปิดบังไปจากคนของพระเจ้าได้ การเปิดโปงของพระเจ้ามีนัยยะสำคัญเกี่ยวข้องกับความเข้มแข็งของคริสตจักรที่จะนำข่าวประเสริฐ แผนการแห่งความรอดของมวลมนุษยชาติไปให้ตลอดรอดฝั่ง มิฉะนั้น คริสตจักรจะจบเห่ตั้งแต่คลอดออกมา คริสตจักรจะไม่สามารถฝ่าด่านที่ยากๆ อย่างที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ด่านอรหันต์ แต่วันนี้ คริสตจักรได้พิสูจน์แล้วว่า ตลอดสองพันปี คริสตจักรเผชิญกับการข่มเหง การทำลายล้าง และคริสตจักรยังคงดำรงอยู่และขยายเติบโตไปเรื่อยๆ  จนกว่าทุกอย่างที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้ตรัสไว้สำเร็จ และนี่คือลักษณะของคริสตจักรที่มีชีวิต  มีการทรงสถิตของพระเจ้า เพื่อตรวจสอบและแยกค่านิยมอย่างโลกออกจากคริสตจักร 13 คน​อื่นๆ ไม่​อาจ​เข้า​มา​อยู่​ด้วย   ทุกวันนี้ พระวิญญาณของพระเจ้ายังคงแยกค่านิยมของโลกออกจากคริสตจักรของพระองค์ เราคิดว่า พระเจ้าทำอย่างไร ยุคนั้น อานาเนียสัปฟีราล้มลงตาย ทำให้เกิดความกลัว ยุคของเราพระเจ้าจะใช้อะไรเพื่อให้เกิดผลอย่างเดียวกัน เราไม่เห็นคนล้มลงตาย แต่เราได้เห็นความกลัวทำงานและเห็น 13 คน​อื่นๆ ไม่​อาจ​เข้า​มา​อยู่​ด้วย ผู้เขียนหนังสือฮีบรูได้บอกให้เราได้รู้ว่า จะแยกค่านิยมอย่างโลกออกจากคริสตจักรได้อย่างไร  ฮีบรู 12:19-20,25 19 เหตุ​ฉะนั้น​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย เมื่อ​เรา​มี​ใจ​กล้า​ที่​จะ​เข้า​ไปสู่​สถาน​ศักดิ์สิทธิ์​โดย​พระ​โลหิต​ของ​พระ​เยซู​20 ตาม​ทาง​ใหม่​และ​เป็น​ทาง​ที่​มี​ชีวิต ซึ่ง​พระ​องค์​ได้​ทรง​เปิด​ออก​ให้​เรา​ผ่าน​เข้า​ไป​ทาง​ม่าน​นั้น คือ​ทาง​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์….​25 อย่า​ขาด​การ​ประชุม​เหมือน​อย่าง​บาง​คน​ที่​ขาด​อยู่​นั้น แต่​จง​พูด​หนุน​ใจ​กัน​ให้​มาก​ยิ่งขึ้น เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​รู้อยู่​ว่า​วัน​นั้น​ใกล้​เข้า​มา​แล้ว  หนังสือฮีบรูกำลังบอกเราว่าจะมีคริสเตียนไม่น้อยที่หลงไปจากความเชื่อว่าอยู่ได้โดยพระเจ้า และมีพฤติกรรมแยกตัวเองออกจากการสามัคคีธรรมกับพี่น้อง  เช่น มีธุระอื่นสำคัญกว่าการนมัสการพระเจ้า  วันอาทิตย์กลายเป็นทางเลือกที่จะมาหรือไม่มาก็ได้ ถ้าว่างก็มา ถ้าไม่ว่างก็ไม่มา  ความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้คือการบอกว่า  การเข้าสู่สถานศักดิ์สิทธิ์โดยการพึ่งพาพระโลหิตของพระเยซูคือท่าทีของคนที่มีใจกล้าที่จะเดินในทางใหม่ทางที่มีชีวิต …ผ่านทางพระกายของพระองค์ ก็คือความกล้าที่จะอยู่อย่างแตกต่างจากวิถีชีวิตเก่า อยู่อย่างเป็นสังคมแบบคริสตจักรที่สวนกระแสกับค่านิยมของโลก  ด้วยความเชื่อความศรัทธาที่แน่วแน่  คำเตือนว่า อย่าขาดประชุมเหมือนอย่างบางคน คือการใช้เวลาด้วยกัน รับการตรวจสอบด้วยกัน พบกับการพิสูจน์ที่มาจากพระเจ้า ผ่านคำเทศนา คำพยานของพี่น้องในกลุ่มเซลล์ ในกลุ่มอธิษฐาน ในการรับใช้คนอื่น การใช้เวลาด้วยกันอย่างโปร่งใส  แล้วเราจะเห็นชีวิตของตัวเราเองสอดคล้องกับคำพูดหรือไม่ เหมือนกับอานาเนียสัปฟีราที่เมื่ออยู่ต่อหน้าเปโตร การกระทำของพวกเขาขัดแย้งกับคำพูด ผลที่เกิดคือความตาย  หากชีวิตของเราสวนทางกับคำพูด การใช้ชีวิตกับผู้เชื่อด้วยกันก็จะทำให้เรารู้ตัวเองว่า เรากำลังเกิดอาการหลงไปจากความเชื่อและจำเป็นต้องกลับเข้ามาในทางของพระเยซูอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะสายเกินแก้  เมื่อพบว่า เราไม่สามารถรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วเราจะประหลาดใจว่า แม้แต่สิ่งที่เล็กน้อย เราก็รับมือกับมันไม่ได้ ดังนั้น การมารวมตัวกันที่คริสตจักรในวันอาทิตย์หรือวันไหนๆในภาพของการนมัสการหรือกลุ่มเซลล์หรือการรับใช้ร่วมกัน หรือการเผชิญกับปัญหาของชีวิตใดๆก็ตาม คือการตรวจเช็กความเชื่อของเราว่า เรากำลังห่างไกลจากความเชื่อ ในการรับมือกับชีวิตอยู่หรือไม่ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า มีบางคนที่คิดว่าตนเองมีความเชื่อ แต่แท้ที่จริงแล้วไม่มีความเชื่อเลย ไม่น่าแปลกใจที่คนบางคนจึงรับมือไม่ได้ เพราะชีวิตของคนๆนั้นได้ห่างไกลไปจากความเชื่อเสียแล้ว ตรงกันข้ามกับคนที่รับมือไม่ได้เพราะห่างไกลจากความเชื่อแล้ว นั่นก็คือกลุ่มคนที่….

2.รับมือด้วยการส่งต่อความศรัทธา กิจการ 5:13ข-16

….แต่​ประชาชน​เคารพ​อัครทูต​มาก14 มี​ชาย​หญิง​เป็น​อัน​มาก​ที่​เชื่อ​ถือ ได้​เข้า​มา​เป็น​สาวก​ของ​พระ​เจ้า​มากกว่า​ก่อน​15 จน​เขา​หาม​คน​เจ็บป่วย​ออกไป​ที่​ถนน​วาง​บน​ที่​นอน​และ​แคร่ เพื่อ​เมื่อ​เปโตร​เดิน​ผ่าน​ไป อย่าง​น้อย​เงา​ของ​ท่าน​จะ​ได้​ถูก​เขา​บาง​คน​16 ประชาชน​ได้​ออกมา​จาก​เมือง​ที่​อยู่​ล้อม​รอบ​กรุง​เยรูซาเล็ม พา​คน​ป่วย​และ​คน​ที่​มี​ผี​โสโครก​เบียดเบียน​มา และ​ทุก​คน​ก็​หาย​  ก่อนหน้านี้ เราได้เห็นพวกสาวกมีความกลัว จากการที่เปโตรและยอห์นได้ให้ข้อมูลถึงการข่มขู่จากเหล่าพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ พวกสาวกอธิษฐานขอใจกล้าหาญ และพระเจ้าก็ทรงตอบคำอธิษฐาน ทำให้พวกสาวกมีใจกล้าหาญที่จะกล่าวพระวจนะของพระเจ้า ใจกล้าหาญนี้ทำให้พวกสาวกไม่กลัวการข่มเหงที่มุ่งเป้าเพื่อทำให้เกิดความกลัว แต่พอมาถึงบริบทของความกลัวที่เห็นอานาเนียสัปฟีราล้มลงตาย  พวกสาวกต้องเผชิญกับความกลัวอีกอันหนึ่งที่พวกสาวกไม่เคยคิดว่าจะพบกับความกลัวอันนี้ นี่คือย่างก้าวที่พระเจ้าได้ทำให้พวกสาวกเรียนรู้ว่า ตราบใดที่พวกสาวกมีท่าทีที่ถูกต้อง จริงใจ และสัตย์ซื่อ ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว แม้สิ่งที่พบเห็นจะเป็นสิ่งที่เขย่าความกลัวตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่ได้พบเห็นก็ตาม พวกสาวกยังคงสำแดงความรักที่จะอยู่ด้วยกันอยู่เหนือความกลัว การบันทึกว่า พวก​สาวก​อยู่​พร้อม​กัน​ใน​เฉลียง​ของ​ซาโลมอน รากศัพท์ภาษากรีกคำว่า อยู่พร้อมกัน แปลว่า เต็มใจ ไม่ทิ้งกัน แม้จะเกิดความกลัว บางคนเมื่อเกิดความกลัว เขาก็จะเอาตัวเองรอด ทิ้งคนอื่นไว้เบื้องหลัง แต่พวกสาวกต่าง เต็มใจที่จะเผชิญกับสิ่งที่ดูน่ากลัวด้วยกัน  และเมื่อเขามีประสบการณ์กับสิ่งที่น่ากลัวที่มาจากพระเจ้าแล้ว  จะมีอะไรที่น่ากลัวกว่านี้อีก คงไม่มีแล้ว นอกจากพวกสาวกแล้ว ยังมีประชาชนที่อยู่ใกล้เหล่าอัครทูต ประชาชนเหล่านี้บริสุทธิ์ใจในความเชื่อจึงเข้ามาอยู่ใกล้ จนเป็นกลุ่มคนที่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผ่านเหล่าอัครทูต  นี่เป็นภาพของการขับเคลื่อนให้การเกิดผลมากมายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  14 มี​ชาย​หญิง​เป็น​อัน​มาก​ที่​เชื่อ​ถือ ได้​เข้า​มา​เป็น​สาวก​ของ​พระ​เจ้า​มากกว่า​ก่อน คำว่า มาเป็นสาวกของพระเจ้า  หมายถึงการมีศรัทธามากขึ้นตามจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย มีคำพูดหนึ่งกล่าวถึงการเพิ่มแต่จำนวน แต่ศรัทธาในพระเจ้ากลับลดน้อยถอยลง  ซึ่งคริสตจักรในปัจจุบัน กำลังเข้าสู่วิกฤตศรัทธาจำนวนมาก คนมาโบสถ์แต่ขาดความศรัทธาในพระเจ้า ไปยึดติดอยู่กับอย่างอื่นแทน  เช่น วัตถุสิ่งของ คนบางคน กิจกรรมบางกิจกรรม พิธีการบางพิธีการ หรือคำสอนที่เน้นจนตกขอบบางคำสอน เป็นต้น  หากเรามองดูความศรัทธาของคริสตจักรยุคแรก  พวกเขามีความศรัทธาในพระเจ้าแต่ผู้เดียวแม้กระทั่ง หากเขาไม่สามารถฝ่าฝูงชนได้ เขาก็รอคอยอยู่ภายนอก ขอเพียงแค่เงาของผู้รับใช้พระเจ้าอย่างเปโตรผ่านพวกเขาก็ยังดี  แต่คริสเตียนในยุคนี้ แค่รอคำตอบจากพระเจ้าช้าอย่างที่ตนเองไม่อยากรอ…ก็งอนพระเจ้าและก็ไปทำอย่างอื่น หรือถ้าต้องลงแรง ลงทุนเพื่อการรับใช้อะไรหน่อยก็ไม่ได้   มาโบสถ์ต้องได้ไม่มีเสีย  หรือรับใช้ก็จะไม่ยอมเสียสละอะไรเลย ลำบากหน่อย ร้อนหน่อย ก็บ่นและล้มเลิกไปง่ายๆ ความศรัทธาของพวกเราหายไปไหนกันหมด  เราเห็นความศรัทธาของคนที่แสวงหาทางอื่นหรือไม่ ทำไมคนเหล่านั้นยังศรัทธาในรูปปั้น หรือศรัทธาแค่ตามคำพูด คำเชิญชวนของคนโฆษณาชวนเชื่อ   ประสบการณ์ที่มีกับพระเจ้าที่เคยมีหายไปไหน   พระเยซูเคยตำหนิสาวกว่า ความเชื่อของเจ้าหายไปไหน เมื่อสาวกไม่สามารถรับมือคนรอบข้างมาขอให้สาวกช่วยแก้โจทย์ชีวิตของพวกเขา  คริสตจักรยุคแรกก็มีความกลัวเหมือนกับเราที่มีความกลัว คริสตจักรยุคแรกก็เจอปัญหาเศรษฐกิจเหมือนกับเราที่กำลังเจอ คริสตจักรยุคแรกก็หนักกว่าเราในเรื่องเสรีภาพในการนมัสการพระเจ้า แต่พวกเขาก็ยังนมัสการพระเจ้า  แต่พวกเขาไม่สูญเสียความศรัทธา และยังส่งต่อความศรัทธากันไปจากในเมืองไปถึงเมืองรอบๆ คนมากมายต่างพาคนป่วยที่ไม่สามารถมาได้ก็ยังพามานอนแผ่รอที่จะรับการสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และปรากฏว่า ไม่มีใครสักคนที่จะไม่ได้รับการรักษาให้หาย แปลว่า ทุกคนได้รับการตอบสนอง 16 ประชาชน​ได้​ออกมา​จาก​เมือง​ที่​อยู่​ล้อม​รอบ​กรุง​เยรูซาเล็ม พา​คน​ป่วย​และ​คน​ที่​มี​ผี​โสโครก​เบียดเบียน​มา และ​ทุก​คน​ก็​หาย​  คริสตจักรยุคแรกยังถูกขัดขวางไม่ให้เกิดผล แต่พวกเขาก็เกิดผลอย่างมากมาย มีโจทย์ชีวิตมากมายกับคนในยุคนั้น ไม่ว่าจะเรื่องปากท้อง เรื่องเจ็บป่วย  เรื่องจิตใจ และเรื่องวิญญาณชั่วรบกวน แต่คริสตจักรก็สามารถรับมือกับโจทย์ชีวิตของคนเหล่านั้นได้ แล้วเราในวันนี้ เราเป็นคริสตจักรของพระเยซูคริสต์เจ้ามีความสะดวกสบายมากมาย แต่ความศรัทธาของเรากลับหยุดนิ่ง และชีวิตความเป็นคริสเตียนของเรายังอยู่ในวังวนของปัญหามากมาย ทางออกก็คือ จงรื้อฟื้นความศรัทธาความเชื่อและส่งต่อความศรัทธาออกไป แล้วคุณจะพบว่า คุณสามารถรับมือกับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตได้ คุณจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างคนชอบธรรมของพระเจ้า  คริสตจักรยุคแรกอยู่รอดได้ด้วยการส่งต่อไม้ผลัดแรกจากพระเยซูคริสต์เจ้าไปสู่คนรุ่นต่อจากเขา และคริสตจักรตลอดสองพันปีก็อยู่รอดมาจนถึงเราทั้งหลายในวันนี้ คำถามก็คือว่า เราจะอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร คำตอบคือ ส่งต่อความศรัทธาไปยังคนรุ่นต่อไป นี่แหล่ะที่พระคัมภีร์เรียกว่า เริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ โรม 1:17 17 เพราะ​ว่า​ใน​ข่าว​ประเสริฐ​นั้น ความ​ชอบธรรม​ของ​พระ​เจ้า​ก็​ได้​สำแดง​ออก โดย​เริ่มต้น​ก็​ความ​เชื่อ สุดท้าย​ก็​ความ​เชื่อ ตาม​ที่​พระ​คัมภีร์​มี​เขียน​ไว้​ว่า คน​ชอบธรรม​จะ​มี​ชีวิต​ดำรง​อยู่​โดย​ความ​เชื่อ

ชีวิตที่เกิดผลในพระคริสต์…รู้จักรับมือกับทุกเรื่อง

1.รับมือไม่ได้จึงหลงไปจากความเชื่อ

2.รับมือด้วยการส่งต่อความศรัทธา