คำเทศนาอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2014 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“อีสเตอร์….วันแห่งการทำลายการโกหกหลอกลวงทั้งปวง”

วันเมษาหน้าโง่ April fool day หรือวันเทศกาลคนโง่ วันโกหกของโลก (วันที่ 1 เมษายน) คนสามารถโกหกได้โดยไม่มีใครโกรธ (โดยการเล่นมุขต่างๆ หรือปล่อยข่าวเท็จ) ประวัติความเป็นมาของวันโกหกโลก มาจากประเทศฝรั่งเศส สมัยกษัตริย์ชาว์ลที่ 9 มีการเปลี่ยนวันที่หนึ่งเมษายนซึ่งเป็นวันปีใหม่ของฝรั่งเศสให้มาเป็นวันที่หนึ่งมกราคม สมัยนั้นการสื่อสารล่าช้า ก็เลยมีบางคนยังส่งการ์ดอวยพร การ์ดเชิญร่วมปาร์ตี้ในวันที่หนึ่งเมษายน โดยไม่รู้ว่าไม่มีการจัดงานฉลองปีใหม่ในวันที่หนึ่งเมษายนแล้ว คนเหล่านั้นก็เลยถูกเรียกว่า พวกหน้าโง่ (อาจแปลความว่า คือพวกตกข่าว) และกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อๆกันมาว่าวันที่ 1 เมษายนเป็นวันเมษาหน้าโง่ คือคนจะปล่อยข่าวเท็จ การหลอกลวงได้ จนมาถึงยุคของเราได้เอามาทำเป็นมุขตลกแบบที่หลายคนตลกไม่ออก เพราะคนมากมายก็ยังไม่ชอบการถูกหลอก รวมทั้งพวกเราทั้งหลายด้วย ใช่ไม๊ ในยุคไหนๆก็ไม่มีใครชอบการหลอกลวง ในยุคของพระเยซูคริสต์เจ้าก็ด้วยเช่นกัน  การหลอกลวงคือข้อกล่าวหาในการตรึงพระเยซูคริสต์เจ้า หลังจากวันที่พระเยซูคริสต์ตายแล้ว การกล่าวหาที่เป็นเท็จก็ยังไม่จบ มัทธิว 27:62-66 62 ​ใน​วันรุ่งขึ้น คือ​วัน​ถัด​จาก​วัน​ตระเตรียม พวก​มหา​ปุโรหิต​และ​พวก​ฟาริสี​พา​กัน​ไป​หา​ปีลาต​63 เรียน​ว่า “เจ้า​คุณ​ขอรับ ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​จำ​ได้​ว่า คน​ล่อลวง​ผู้​นั้น​เมื่อ​ยัง​มี​ชีวิต​อยู่​ได้​พูด​ว่า ‘ล่วง​ไป​สาม​วัน​แล้ว​เรา​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่’64 เหตุ​ฉะนั้น​ขอ​เจ้า​คุณ​ได้​มี​บัญชา​สั่ง​เฝ้า​อุโมงค์​ให้​แข็งแรง จนถึง​วันที่​สาม เกลือ​กว่า​สาวก​ของ​เขา​จะ​มา​ลัก​เอา​ศพ​ไป แล้ว​จะ​ประกาศ​แก่​ประชาชน​ว่า เขา​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​แล้ว และ​การ​หลอก​ลวง​ครั้ง​นี้​จะ​ร้ายแรง​ยิ่ง​กว่า​ครั้ง​ก่อน​อีก”65 ​ปีลาต​จึง​บอก​เขา​ว่า “พวก​ท่าน​จง​เอา​ยาม​ไป​เถิด จง​ไป​เฝ้า​ให้​แข็งแรง​เท่าที่​ทำ​ได้”66 เขา​จึง​ไป​ทำ​อุโมงค์​ให้​มั่นคง ประทับตรา​ไว้​ที่​หิน และ​วาง​ยาม​ประจำ​อยู่​  พวกปุโรหิตและพวกฟาริสีเรียกพระเยซูว่า คนล่อลวง (Deceiver) ถ้าพระเยซูไม่ได้ฟื้นขึ้นมาจากความตายจริง วันเมษาหน้าโง่ควรจะเป็นวันอีสเตอร์น่าจะเหมาะสมที่สุด  เพราะผ่านมาตั้งสองพันปี ก็ยังมีคนหน้าโง่เชื่อว่าพระเยซูฟื้นขึ้นมาจากความตาย  เป็นการหลอกลวงอย่างที่พวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสีกลัวจะเป็นอย่างนั้น ดังนั้นการป้องกันมิให้ตัวเองต้องเป็นคนหน้าโง่ คนเหล่านี้จึงขอให้ปิลาตสั่งเฝ้าอุโมงค์จนถึงวันที่สามอย่างแข็งแรง มีทั้งทหารยาม(ทหารโรมันที่แข็งแกร่ง) มีทั้งหินก้อนใหญ่ที่คนแข็งแรงมากๆจึงจะขยับมันได้  มีทั้งตราประทับที่ถ้าเคลื่อนที่ก็จะแตกออก คนที่กลัวเป็นคนหน้าโง่ มักจะทำอะไรโง่ๆเพื่อว่าตนเองไม่โง่ สุภาษิต 14:8 8 ปัญญา​ของ​คน​หยั่ง​รู้​คือ​การ​เข้าใจ​ทาง​ของ​เขา แต่​ความ​โง่​ของ​คน​โง่​เป็น​ที่​หลอก​ลวง  คนมีปัญญาเข้าใจวิธีการของตนเอง  แต่วิธีของคนโง่คือการหลอกตนเองว่าเข้าใจ ทำให้คิดแบบคนธรรมดาทั่วไป ไม่เป็น อย่างเช่น เรื่องการฟื้นขึ้นมาจากความตายไม่ต้องคิดหาวิธีพิสูจน์  แค่รอเวลาเป็นตัวพิสูจน์ก็จบได้ด้วยตัวมันเอง ไม่มีใครจะโกหกเรื่องการฟื้นขึ้นมาจากความตายได้นาน ดังนั้นพวกมหาปุโรหิตจึงคิดวิธีในทางที่หลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลอกให้ปิลาตฆ่าคนบริสุทธิ์ แล้วยังหลอกให้ปิลาตทำเรื่องโง่ๆตาม  พวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่พยายามพิสูจน์การเป็นพระบุตรของพระเจ้าโดยไม่สนใจการอัศจรรย์ที่พระเยซูทำจนคนมากมายต่างเรียกพระเยซูว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า และเมื่อวันที่สามของการตายของพระเยซูมาถึง มัทธิว 28:1-4 1 ภายหลัง​วันสะบาโต เวลา​ใกล้​รุ่ง​เช้า​วัน​ต้น​สัปดาห์ มารีย์​ชาว​มักดาลา​กับ​มารีย์​อีก​คน​หนึ่ง​นั้น​มา​ดู​อุโมงค์​2 ​ใน​ทันใด​นั้น​ได้​เกิด​แผ่น​ดิน​ไหว​ใหญ่​ยิ่ง​นัก มี​ทูต​ของ​พระ​เจ้า​องค์​หนึ่ง ได้​ลง​มา​จาก​สวรรค์​กลิ้ง​ก้อน​หิน​นั้น​ออก​จาก​ปาก​อุโมงค์ แล้ว​ก็​นั่ง​อยู่​บน​หิน​นั้น​3 สัณฐาน​ของ​ทูต​นั้น​เหมือน​แสง​ฟ้า​แลบ เสื้อ​ก็​ขาว​เหมือน​หิมะ​4 ยาม​ที่​เฝ้า​อยู่​นั้น​กลัว​ทูต​องค์​นั้น​จน​ตัว​สั่น​และ​เป็น​เหมือน​คน​ตาย​ หากเราย้อนกลับไปดูวันที่พระเยซูตายบนไม้กางเขน ได้เกิดแผ่นดินไหว  มัทธิวบันทึกว่า แผ่นไหวทำให้อุโมงค์ฝังศพมากมายใกล้เมืองเยรูซาเล็มเปิดออก มัทธิว 27:50-52ก 50 ฝ่าย​พระ​เยซู​ร้อง​เสียง​ดัง​อีก​ครั้ง​หนึ่ง แล้ว​สิ้น​พระ​ชนม์ 51 และ​ดู​เถิด ม่าน​ใน​พระ​วิหาร​ก็​ขาด​ออกเป็น​สอง​ท่อน ตั้งแต่​บน​ตลอด​ล่าง แผ่นดิน​ก็​ไหว ศิลา​ก็​แตก​ออก​จาก​กัน​52 อุโมงค์​ฝัง​ศพ​ก็​เปิด​ออก….เราอาจเข้าใจว่า แผ่นดินไหวอีกครั้งก็คงจะทำให้หินปิดหน้าอุโมงค์ฝังศพของพระเยซูจะเปิดออกเองเหมือนกับวันที่พระเยซูตาย แต่พระคัมภีร์บันทึกว่า มี​ทูต​ของ​พระ​เจ้า​องค์​หนึ่ง ได้​ลง​มา​จาก​สวรรค์​กลิ้ง​ก้อน​หิน​นั้น​ออก​จาก​ปาก​อุโมงค์ แล้ว​ก็​นั่ง​อยู่​บน​หิน​นั้น​ แสดงให้เห็นว่า หินที่พวกปุโรหิตและพวกฟาริสีตั้งใจเอามาปิดหน้าอุโมงค์นั้น ไม่มีทางที่แผ่นดินไหวจะทำให้เปิดออกเองได้อย่างครั้งก่อน นี่คือการปิดโอกาสให้กับความบังเอิญจากแผ่นดินไหว ซึ่งอาจเรียกว่า อาฟเตอร์ช็อค มาทำให้เรื่องโกหกนั้นสมจริงได้  และก็เป็นอย่างที่วางแผนเอาไว้ เพราะแผ่นดินไหวไม่สามารถทำให้หินหน้าอุโมงค์ฝังศพพระเยซูเปิดออกเอง  เป็นข้อพิสูจน์ถึงการป้องกันอย่างเข้มแข็งจริงๆ  ดังนั้น จึงมีเหตุการณ์อีกอันหนึ่งเกิดในเวลาเดียวกันก็คือ หินที่ปิดปากอุโมงค์ถูกกลิ้งออกโดยทูตสวรรค์และทูตสวรรค์ก็ยังนั่งโชว์บนหินเพื่อยืนยันว่า นี่เป็นฝีมือของทูตสวรรค์  เพื่อให้ยามที่เฝ้าอยู่เห็นด้วยตาตัวเองว่า นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก 3 สัณฐาน​ของ​ทูต​นั้น​เหมือน​แสง​ฟ้า​แลบ เสื้อ​ก็​ขาว​เหมือน​หิมะ​4 ยาม​ที่​เฝ้า​อยู่​นั้น​กลัว​ทูต​องค์​นั้น​จน​ตัว​สั่น​และ​เป็น​เหมือน​คน​ตาย​  การฟื้นขึ้นจากความตายของพระเยซูเป็นของจริง มัทธิว 28:11-15  มี​ยาม​บาง​คน​ใน​พวก​ที่​เฝ้า​อุโมงค์​นั้น เข้า​ไป​ใน​เมือง​เล่า​เหตุ การณ์​ทั้ง​ปวง ซึ่ง​บังเกิด​ขึ้น​นั้น​ให้​พวก​มหา​ปุโรหิต​ฟัง​12 เมื่อ​พวก​มหา​ปุโรหิต​ประชุม​ปรึกษา​กัน​กับ​พวก​ผู้ใหญ่​แล้ว ​ก็​แจก​เงิน​เป็น​อัน​มาก​ให้แก่​พวก​ทหาร​13 สั่ง​ว่า “พวก​เจ้า​จง​พูด​ว่า ‘พวก​สาวก​ของ​เขา​มา​ลัก​เอา​ศพ​ไป​ใน​เวลา​กลางคืน เมื่อ​เรา​นอน​หลับ​อยู่’14 ถ้า​ความ​นี้​ทราบ​ถึง​หู​เจ้า​เมือง​ เรา​จะ​พูด​แก้ไข​ให้​พวก​เจ้า​พ้น​โทษ”15 ครั้น​พวก​ทหาร​ได้รับ​เงิน​แล้ว​จึง​ทำ​ตาม​คำแนะนำ และ​ความ​นี้​ก็​เลื่อง​ลือ​ไป​ใน​บรรดา​พวก​ยิว​จน​ทุก​วันนี้​  เมื่อสองพันปีที่แล้ววันเมษาหน้าโง่ได้เกิดขึ้นกับคนยิวในเวลานั้น โดยฝีมือของผู้ที่เรียกพระเยซูว่า ผู้ล่อลวง (Deceiver) แต่ตัวเองกลับเป็นผู้ล่อลวงเสียเอง โดยการโกหกตัวเอง และยังทำให้คนอื่นโกหก เพื่อหลอกคนอื่นต่ออีก แท้ที่จริง วันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย  เป็นวันทำลายการโกหกหลอกลวงทั้งปวง พวกปุโรหิตกับพวกฟาริสีหน้าแตกเมื่อความจริงปรากฏว่า พระเยซูเป็นของจริง  และจากบันทึกของพระคัมภีร์  พระเยซูไม่ทรงปรากฏกับพวกโกหกทั้งหลายเลย  ถ้าเราอยากจะมีประสบการณ์กับการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู จงหยุดการโกหกในชีวิตของตัวเอง และดำเนินชีวิตอย่างสาวกของพระเยซูคริสต์เจ้า เราจะเห็นว่า พระเยซูเลือกปรากฏกับสาวกของพระองค์เท่านั้น  แม้แต่คนที่ไม่ห็นพระองค์แต่เชื่อว่าพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย ก็สามารถเป็นสุขแล้ว ยอห์น 20:29 29 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เพราะ​ท่าน​ได้​เห็น​เรา​ท่าน​จึง​เชื่อ​หรือ ผู้​ที่​ไม่​เห็น​เรา​แต่​เชื่อ​ก็​เป็น​สุข” พระเยซูไม่ได้โกหกเลย พระองค์ตรัสถึงประสบการณ์ของคนที่เชื่อในการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระองค์ จะมีคนที่เห็นพระองค์ และจะมีคนที่ไม่เห็นแต่เชื่อก็ยังได้รับฤทธิ์เดชการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์  อย่าพิสูจน์การฟื้นคืนพระชนม์อย่างคนไม่เชื่อ อย่างพวกมหาปุโรหิต แต่จงพิสูจน์อย่างคนที่เชื่อ แล้วเราจะมีประสบการณ์ในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เหมือนกับเปโตรได้พิสูจน์ด้วยความเชื่อในการฟื้นคืนพระชนม์ กิจการ 3:14ค-16 ​ท่าน​ทั้ง​หลาย15 จึง​ฆ่า​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เป็น​เจ้า​ชีวิต​เสีย แต่​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​โปรด​ให้​พระ​องค์​เป็น​ขึ้น​มา​อีก เรา​เป็น​พยาน​ใน​เรื่อง​นี้​16 โดย​ความ​เชื่อ​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ ​พระ​นาม​นั้น​จึง​ได้​กระทำ​ให้​คน​นี้​ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เห็น​และ​รู้จัก​มี​กำลัง​ขึ้น คือ​ความ​เชื่อ​ซึ่ง​เป็นไป​โดย​พระ​องค์ ได้​กระทำ​ให้​คน​นี้​หาย​เป็น​ปกติ​ต่อ​หน้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย กิจการ 4:4.4 ….คน​เป็น​อัน​มาก​ที่​ได้​ฟัง​คำ​สอน​นั้น​ก็​เชื่อ จำนวน​ผู้ชาย​จึง​เพิ่มขึ้น​จน​นับ​ได้​ประมาณ​ห้า​พัน​คน  นี่คือจำนวนคนที่หลุดจากการโกหกหลอกลวงของพวกปุโรหิตและพวกฟาริสี ผ่านการพิสูจน์การฟื้นคืนพระชนม์ของเปโตร วันนี้ พวกเรามีกันมากมายนั่งอยู่ในห้องประชุมที่นี่ เราสามารถทำลายการโกหกหลอกลวงทั้งปวงได้ ด้วยชีวิตของตัวเรา  ขอให้เรามาพิสูจน์การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เริ่มต้นจากตัวเราเอง

1.จงทำลายการโกหกของตนเอง

มัทธิว 27:62-66 62 ​ใน​วันรุ่งขึ้น คือ​วัน​ถัด​จาก​วัน​ตระเตรียม พวก​มหา​ปุโรหิต​และ​พวก​ฟาริสี​พา​กัน​ไป​หา​ปีลาต​63 เรียน​ว่า “เจ้า​คุณ​ขอรับ ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​จำ​ได้​ว่า คน​ล่อลวง​ผู้​นั้น​เมื่อ​ยัง​มี​ชีวิต​อยู่​ได้​พูด​ว่า ‘ล่วง​ไป​สาม​วัน​แล้ว​เรา​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่’64 เหตุ​ฉะนั้น​ขอ​เจ้า​คุณ​ได้​มี​บัญชา​สั่ง​เฝ้า​อุโมงค์​ให้​แข็งแรง จนถึง​วันที่​สาม เกลือ​กว่า​สาวก​ของ​เขา​จะ​มา​ลัก​เอา​ศพ​ไป แล้ว​จะ​ประกาศ​แก่​ประชาชน​ว่า เขา​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​แล้ว และ​การ​หลอก​ลวง​ครั้ง​นี้​จะ​ร้ายแรง​ยิ่ง​กว่า​ครั้ง​ก่อน​อีก”65 ​ปีลาต​จึง​บอก​เขา​ว่า “พวก​ท่าน​จง​เอา​ยาม​ไป​เถิด จง​ไป​เฝ้า​ให้​แข็งแรง​เท่าที่​ทำ​ได้”66 เขา​จึง​ไป​ทำ​อุโมงค์​ให้​มั่นคง ประทับตรา​ไว้​ที่​หิน และ​วาง​ยาม​ประจำ​อยู่​  หลุมพรางของการโกหก คือการโกหกต่อไปเรื่อยๆ การจะหยุดการโกหกได้ต้องเปิดโปงการโกหก แต่พฤติกรรมของพวกมหาปุโรหิตที่นี่ เราได้เห็นการปิดปากอุโมงค์อย่างแน่นหนา ประทับตราและวางยามที่เข้มแข็งประจำการตลอดเวลา เพื่อมิให้ความจริงที่พระเยซูคริสต์เจ้าตรัสว่า พระองค์จะฟื้นขึ้นมาจากความตายเพื่อเปิดโปงการโกหก มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ของจริงย่อมเป็นของจริงวันยังค่ำ ต่อให้มีการขัดขวางอย่างไร ทำลายความน่าเชื่อถืออย่างไร ของจริงก็จะพิสูจน์ตัวเอง  มีคำพูดที่กล่าวถึงคนที่ไม่มั่นคง Insecured คนที่ไม่มั่นคง จะปกป้องตัวเองด้วยการโกหก ปิดอุโมงค์ ผนึกตรา วางยามที่เข้มแข็งประจำการตลอดเวลา ถ้ามีใครเพียงแค่เดินผ่านก็จะร้อนตัว และแก้ตัวด้วยการโกหก เพราะชีวิตของคนๆนั้นเป็นอุโมงค์ฝังศพที่ไม่อยากให้ใครมาแตะ ถ้าเปิดออกจะมีแต่กลิ่นเหม็น พระเยซูได้เปรียบเทียบพวกฟารีสีและพวกธรรมาจารย์เป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพมัทธิว 23:27-28 27 “วิบัติ​แก่​เจ้า พวก​ธรรมาจารย์​และ​พวก​ฟาริสี คน​หน้า​ซื่อ​ใจ​คด เพราะ​ว่า​เจ้า​เป็น​เหมือน​อุโมงค์​ฝัง​ศพ​ซึ่ง​ฉาบ​ด้วย​ปูน​ขาว ข้าง​นอก​ดู​งดงาม แต่​ข้าง​ใน​เต็ม​ไป​ด้วย​กระดูก​คน​ตาย และ​สารพัด​โสโครก​28 เจ้า​ทั้ง​หลาย​ก็​เป็น​อย่าง​นั้น​แหละ ภายนอก​แลดู​เหมือนว่า​เป็น​คน​ชอบธรรม แต่​ภาย​ใน​เต็ม​ไป​ด้วย​ความ​เท็จ​เทียม​และ​อธรรม พระเยซูได้กล่าวถึงพฤติกรรมของการโกหกของพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และนี่คือไคลแม็ก จุดสุดยอดของพฤติกรรม กิจการ 5:27-28  27 เมื่อ​เขา​ได้​พา​พวก​อัครทูต​มา​แล้ว​ก็​ให้​ยืน​หน้า​สภา มหา​ปุโรหิต​ประจำการ​จึง​ถาม​ว่า​28 “เรา​ได้​กำชับ​พวก​เจ้า​อย่าง​แข็งแรง​มิ​ให้​สอน​ออก​ชื่อ​นี้ ​ก็​นี่​แน่ะ เจ้า​ได้​ให้​คำ​สอน​ของ​เจ้า​แพร่​ไป​ทั่ว​กรุง​เยรูซาเล็ม และ​ปรารถนา​ให้​ความ​ผิด​เนื่อง​ด้วย​ความ​ตาย​ของ​ผู้​นั้น​ตก​อยู่​กับ​เรา คนโกหกมักไม่ยอมรับผิด ไม่อยากให้ใครพูดถึงความผิดของตนเอง ความจริงเปโตรไม่ได้พูดถึงการตายของพระเยซูแล้ว แต่เปโตรกำลังพูดถึงการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูต่างหาก  เราคือคนที่ไม่อยากให้ใครพูดถึงสิ่งที่จะทำลายการโกหกของตัวเราเองอยู่หรือไม่ ถ้าไม่อยากก็จงเลิกวิธิคิดและวิธีกระทำ คำพูดอย่างคนโกหก อย่าเป็นเหมือนอย่างพวกปุโรหิตและพวกฟาริสีที่รู้ๆว่า การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูได้ทำลายการโกหกหลอกลวงของตนเองอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ยังแถด้วยการโกหกหลอกลวงต่อ ทำให้คนอื่นทำบาปอย่างเดียวกัน และส่งต่อความบาปไปยังประชาชนอื่นๆอีก   มีตัวอย่างหนึ่ง เมื่อไม่นานนี้ข้าพเจ้าได้เรียกครอบครัวคนปากีสถานที่พี่น้องได้เห็นเขามาคริสตจักรเราอยู่พักใหญ่หลายเดือน ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจที่เขาไม่เข้าใจภาษาไทย และเราก็ไม่เข้าใจภาษาปากีฯ ภาษาอังกฤษของเขาก็แย่มากๆ สื่อสารกันไม่เข้าใจ ที่เราเห็นเขาสวมหูฟัง เขาไม่เข้าใจเราเลย ข้าพเจ้าจึงแนะนำให้เขาไปโบสถ์คนปากีด้วยกัน  พอพูดถึงอาจารย์คนปากีฯที่โบสถ์นั้น เขาพูดเลยว่า อาจารย์คนนี้เป็นคาทอลิค นี่คือวิธีทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่เขาไม่อยากไปร่วม วันนี้พี่น้องรู้ไม๊ว่า เกิดอะไรขึ้น ข้าพเจ้าได้พบกับนักเคลื่อนไหวที่ดังคนหนึ่งในประเทศปากีสถาน เขามาประจำที่กรุงเทพ โดยการทรงนำของพระเจ้า ความจริงได้เปิดโปงว่า คนปากีที่มากรุงเทพและมาขอความช่วยเหลือตามโบสถ์ต่างๆ โดยอ้างว่าเขาถูกข่มเหงเพราะเขาเป็นคริสเตียน จำนวน 90% เป็นของปลอม โกหกหลอกลวง รวมทั้งครอบครัวที่มานมัสการกับเราอยู่พักใหญ่ และอาจารย์ชาวปากีที่โบสถ์ปากีก็ของปลอม ความจริง  ข้าพเจ้าค่อนข้างแน่ใจบ้างแล้วว่า เขาโกหก เพราะเขาทำสิ่งที่ข้าพเจ้ารับไม่ได้หลายเรื่อง โดยเฉพาะการทำวีซ่าปลอม ดีกรีปลอม เรื่องปลอมๆเยอะแยะ นี่ไม่ใช่วิธีคิดวิธีกระทำอย่างคริสเตียน เขาโกรธข้าพเจ้ามากเมื่อเขาต้องการคำรับรองจากศิษยาภิบาลโดยให้ข้าพเจ้าเซ็นรับรองให้เขาเอาไปใช้กับสถาบันพระคริสตธรรมในอเมริกา ข้าพเจ้าบอกเขาว่า ข้าพเจ้าไม่เซ็นให้ เพราะข้าพเจ้าไม่รู้จักเขา ข้าพเจ้าไม่สามารถรับรองเขาได้  คนโกหก ก็จะโกหกต่อไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้ายังได้ยินการโกหกของเขาจากโบสถ์คนปากีฯอีก แต่ขอบคุณพระเจ้าวันนี้ เป็นวันอีสเตอร์…เป็นวันแห่งการทำลายการโกหกหลอกลวงครั้งใหญ่ของคนปากีที่ทำกับคริสตจักรในประเทศไทย  คริสตจักรเราได้รับเกียรติจากพระเจ้าให้เป็นผู้เปิดโปงเรื่องนี้ โดยอยากจะบอกว่า เริ่มต้นจากการที่เราไม่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือคนอย่างจริงใจ และพระเจ้าก็เปิดเผยให้เราได้เป็นท่อแห่งพระพรสำหรับคริสตจักรอื่นๆที่รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่เรามีคำตอบให้กับเรื่องนี้ คนโกหกไม่อยากให้ใครทำลายการโกหกของเขา  แต่เราซึ่งเป็นคนของพระเจ้า ใช่ไม๊ จงยอมให้พระเจ้าทำลายการโกหกของตัวเรา ยากอบ 1:23,26  22 แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​เป็น​คน​ที่​ประพฤติ​ตาม​พระ​วจนะ​นั้น ไม่ใช่​เป็น​แต่​เพียง​ผู้ฟัง​เท่านั้น ซึ่ง​เป็น​การ​ลวง​ตนเอง​…26 ถ้า​ผู้ใด​เข้าใจ​ว่า​ตัว​เป็น​คน​มี​ธัมมะ​และ​มิได้​สงบ​ปากคำ แต่​หลอก​ลวง​ตัวเอง ธัมมะ​ของ​ผู้​นั้น​ก็​ไม่​มี​ประโยชน์​

2. หยุดการเป็นเครื่องมือ…หยุดการฟังเรื่องโกหกทั้งปวง

มัทธิว 28:11-15  มี​ยาม​บาง​คน​ใน​พวก​ที่​เฝ้า​อุโมงค์​นั้น เข้า​ไป​ใน​เมือง​เล่า​เหตุ การณ์​ทั้ง​ปวง ซึ่ง​บังเกิด​ขึ้น​นั้น​ให้​พวก​มหา​ปุโร หิต​ฟัง​12 เมื่อ​พวก​มหา​ปุโรหิต​ประชุม​ปรึกษา​กัน​กับ​พวก​ผู้ใหญ่​แล้ว ​ก็​แจก​เงิน​เป็น​อัน​มาก​ให้แก่​พวก​ทหาร​13 สั่ง​ว่า “พวก​เจ้า​จง​พูด​ว่า ‘พวก​สาวก​ของ​เขา​มา​ลัก​เอา​ศพ​ไป​ใน​เวลา​กลางคืน เมื่อ​เรา​นอน​หลับ​อยู่’14 ถ้า​ความ​นี้​ทราบ​ถึง​หู​เจ้า​เมือง​ เรา​จะ​พูด​แก้ไข​ให้​พวก​เจ้า​พ้น​โทษ”15 ครั้น​พวก​ทหาร​ได้รับ​เงิน​แล้ว​จึง​ทำ​ตาม​คำแนะนำ และ​ความ​นี้​ก็​เลื่อง​ลือ​ไป​ใน​บรรดา​พวก​ยิว​จน​ทุก​วันนี้​  พวกทหารรับเงินจำนวนมากจากพวกมหาปุโรหิต นี่คือผลประโยชน์ที่ทำให้การโกหกถูกใช้เป็นเครื่องมือและทำให้เกิดการพูดเรื่องโกหกต่อๆกันไป ผลประโยชน์ทำให้การโกหกขยายออกไปอย่างร้ายแรง  และยอมแม้กระทั่งบิดเบือนความจริงที่อยู่ตรงหน้า กลายเป็นเครื่องมือของการโกหก พูดเรื่องโกหก ทำให้การโกหกเป็นสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าเป็นเรื่องปกติ  15 ครั้น​พวก​ทหาร​ได้รับ​เงิน​แล้ว​จึง​ทำ​ตาม​คำแนะนำ และ​ความ​นี้​ก็​เลื่อง​ลือ​ไป​ใน​บรรดา​พวก​ยิว​จน​ทุก​วันนี้​  เป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า ของแท้ หรือของจริง อย่างเปโตรกับเหล่าอัครทูตและสาวกคนอื่นต้องเผชิญกับการโกหกและการกล่าวหาเท็จที่ร้ายแรง ชนิดที่พวกเขาจะเดินในเยรูซาเล็มอย่างเปิดเผยไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ของแท้ย่อมเป็นของแท้ และของแท้เท่านั้นที่จะหยุดของปลอมได้  เปโตรกับสาวกคนอื่นจึงเดินอย่างสง่าผ่าเผย เข้าวิหาร แม้กระทั้งเข้าไปยืนในสภาต่อหน้ามหาปุโรหิต จอมโกหกตัวพ่อ ที่ข่มขู่ให้หยุดพูดและพยายามเกลี้ยกล่อมให้เปโตรและอัครทูตเป็นเครื่องมือแห่งการโกหกของพวกเขา แต่เปโตรไม่ฟัง และหยุดการเป็นเครื่องมือและการฟังการโกหกนั้นด้วยประโยคที่ว่า กิจการ 5:29,33 29 ฝ่าย​เปโตร​กับ​อัครทูต​อื่นๆ ตอบ​ว่า “ข้าพเจ้า​จำต้อง​เชื่อ​ฟัง​พระ​เจ้า​ยิ่ง​กว่า​เชื่อ​ฟัง​มนุษย์….33 เมื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​ได้​ยิน​อย่าง​นี้​โทโส​ก็​พลุ่ง​ขึ้น คิด​กัน​ว่า​จะ​ฆ่า​พวก​อัครทูต​เสีย​​ มหาปุโรหิตที่มีอำนาจ มีตำแหน่งใหญ่สูงสุด อยู่ในสภาที่น่าเชื่อถือของคนยิว เปโตรหยุดการโกหกที่กำลังเข้ามาเพื่อจะครอบงำชีวิตของเขาด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า เป็นการต่อสู้กับตัวเอง แต่พวกมหาปุโรหิตกับพวกผู้ใหญ่ในสภาต้องการจะหยุดพวกอัครทูตด้วยการฆ่า นี่เป็นการต่อสู้กับฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับตนเอง ที่นี่เราได้เห็นการแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่ทำลายการโกหก กับฝ่ายที่ยังต้องการให้การโกหกดำเนินต่อไป คำถามว่า เรากำลังอยู่ฝ่ายไหน หากเรารู้สึกโกรธกับการถูกหยุดการเป็นเครื่องมือและการรับฟังการโกหกทั้งปวง เราก็กำลังอยู่ฝ่ายที่กามาลิเอลได้เตือนมหาปุโรหิตและผู้ใหญ่ในสภาเวลานั้นว่า กิจการ 5:38-40  เพราะ​ว่า​ถ้า​ความ​คิด​หรือ​กิจการ​นี้ มา​จาก​มนุษย์​ก็​จะ​ล้มละลาย​ไป​เอง​39แต่​ถ้า​มา​จาก​พระ​เจ้า ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ทำลาย​เสีย​ก็​ไม่ได้ เกลือ​ก ว่า​ท่าน​กลับ​จะ​เป็น​ผู้​สู้​รบ​กับ​พระ​เจ้า” 40เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​ยอม​ฟัง​กามา​ลิ​เอล…. เลือกเอาว่าจะอยู่ฝ่ายไหน  นี่คือวิธีเตือนของกามาลิเอลที่เป็นอาจารย์ของเปาโล เป็นคนของพระเจ้าที่ไม่ได้โมโหในสิ่งที่เปโตรพูด เพราะท่านไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโกหกทั้งปวงเหล่านี้ และกามาลิเอลก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือหรือรับฟังการโกหกเหล่านั้นอีกด้วย  สิทธิอำนาจการให้คนอื่นฟังจึงอยู่กับกามาลิเอลผู้ที่สามารถหยุดสถานการณ์ที่ดูตึงเครียดนั้น ขอให้อีสเตอร์….เป็นวันแห่งการทำลายการโกหกในชีวิตของเราทั้งหลายตลอดเวลา   ไม่ใช่อย่างเมษาหน้าโง่ที่เราได้เห็นว่า คนมากมายไม่ได้โกหกเฉพาะวันเมษาหน้าโง่ แต่คนโกหกทุกวัน ขอให้เราทั้งหลายทำให้วันอีสเตอร์…เป็นวันทำลายการโกหกหลอกลวงทั้งปวงทุกวัน ซึ่งความจริงควรจะเป็นเช่นนั้น ให้เราบอกกับคนข้างๆว่า เราจะทำลายการโกหกของตนเอง และหยุดการเป็นเครื่องมือและรับฟังการโกหกทั้งปวง ให้เราอธิษฐานเพื่อกันและกันเวลานี้  เพื่อให้เราค้นพบว่า มุมไหนในชีวิตของเราที่ยังอยู่ในการโกหกที่ต้องจัดการ ทำลายออกไปจากชีวิตของเรา เรากำลังทำให้วันอีสเตอร์กลายเป็นเมษาหน้าโง่ ทำให้คนไม่ได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์หรือไม่ เรายังปิดอุโมงค์ฝังศพ ปิดปากตัวเอง ปิดปากคนอื่นไม่ให้พูดถึงพระเยซูคริสต์ หรือพูดถึงพระเยซูคริสต์ในทางตรงกันข้ามกับความจริง ขอพระเจ้าช่วยให้เราหยุดการโกหกเหล่านี้เสียที หยุดการเป็นเครื่องมือ หยุดการรับฟังการโกหกหลอกลวง