คำเทศนาอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2019 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก”

Lost and found แปลว่า ของหาย และได้ของคืนกลับมา บางครั้ง ของที่หายไป ก็ไม่ได้กลับคืนมา การมีแผนก Lost and found ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า ของที่หายไป จะได้คืนกลับ ขึ้นอยู่กับว่า คนที่พบของนั้นจะส่งคืนให้ไม๊ แต่คนที่ของหาย แน่นอนว่า ย่อมเสียดาย เสียใจ แน่นอน ยิ่งของชิ้นนั้นมีค่าทางราคา หรือมีคุณค่าทางจิตใจ ด้วยแล้ว ยิ่งเกิดความเสียใจยิ่ง

อาทิตย์ก่อน ข้าพเจ้าทำนกแก้วที่เลี้ยงไว้ หลุดออกจากกรง บริเวณนอกบ้าน  แวบแรกคือ ความรู้สึกสูญเสียอย่างไม่มีวันกลับ ใจหาย และก็พยายามหนึ่งครั้งที่จะจับ แต่เขาไม่ยอมให้จับ เขาบินขึ้นมาเกาะที่หลังคารถของที่บ้านที่จอดตรงโรงรถหน้าประตูเข้าบ้าน ข้าพเจ้าคิดแล้ว ไม่มีทางที่จะจับเขาได้ เพราะเขาเป็นนกที่หลุดมาจากที่อื่น และคนอื่นจับมาให้อีกที ตลอดเวลาที่เลี้ยงดูนกตัวนี้ เขาไม่ยอมให้จับง่าย ต้องทั้งล่อ ทั้งหลอก จนหมดมุก เขารู้แนวเราหมด แต่สิ่งที่ค้นพบกับนกตัวนี้ ก็คือ เขารู้จักเข้ากรงเอง   นึกขึ้นได้ ก็เลยเปิดประตูบ้านค้างไว้ แล้วก็เดินเข้าบ้าน  ปล่อยให้เจ้าขมิ้น (ชื่อของนกที่เลี้ยงไว้) บินเข้ามาเอง และก็ได้ผล เขาบินเข้าประตูบ้านมาเอง

หลังจากนั้น ก็มานั่งช็อกกับน้าสาว ว่า ถ้าไม่ได้เขาคืนกลับมาเราจะรู้สึกอย่างไร  คงเสียใจมาก เพราะเรารักเขามาก และนี่คือที่มาของคำเทศนาในวันนี้  ในคำอุปมาที่พระเยซูทรงตรัสถึงของที่หายไปสามสิ่ง ได้แก่ แกะตัวหนึ่งหายไป ในขณะที่มีแกะเก้าสิบเก้าตัวในคอก  ผู้เลี้ยงยอมทิ้งแกะเก้าสิบเก้าตัว เพื่อไปตามแกะตัวหนึ่ง  และเมื่อพบแกะที่หายไป ก็แบกแกะนั้นกลับมาด้วยความยินดียิ่ง และชวนเพื่อนๆมากินเลี้ยงฉลองยินดีด้วย  คำอุปมานี้ เล็งถึง ความเป็นห่วง….

อีกเรื่องต่อจากเรื่องแกะ พระเยซูยกคำอุปมาอีก เป็นเรื่องของเหรียญสิบเหรียญ และหายไปหนึ่งเหรียญ  เจ้าของเหรียญค้นหาทั่วบ้าน จุดตะเกียงทุกดวงที่มี และเมื่อพบเหรียญนั้น ก็ยินดีอย่างยิ่ง สื่อความหมายถึงการหายไปของเหรียญนั้นมีค่ามากต่อเหรียญที่เหลือ เพราะทำให้ไม่ครบสิบเหรียญ แม้จะมีเหรียญที่เหลือเก้าเหรียญก็ไม่มีความสุข   คำอุปมานี้ เล็งถึง ขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้……

และเรื่องสุดท้าย พระเยซูทรงเล่าคำอุปมาของบุตรน้อยหายไป  เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง ที่มีลูกชายสองคน คนเล็กขอให้พ่อแบ่งสมบัติส่วนของตนเอง และลูกชายคนเล็กก็รวบรวมทรัพย์ที่เป็นของตน ออกเดินทางไกล จากบ้านไป เพื่อไปใช้ทรัพย์ตามใจปรารถนาของตนเอง  เป็นความรู้สึกอยากมีเสรีภาพทำตามใจตนเอง  ไปใช้ชีวิตอิสระคนเดียว สุดท้าย ทรัพย์หมด ไม่มีใครที่จะช่วยเหลือ รอบตัวมีแต่คนที่เห็นแก่ตัว ไม่มีใครนับญาตินับเพื่อนด้วย  แม้แต่อาหารก็ไม่แบ่งปันให้กิน ลูกชายคนเล็กเริ่มคิดถึงพ่อ และความเป็นอยู่ของครอบครัว แม้แต่คนใช้ ก็ยังอยู่ดีกินดี  จึงตัดสินใจกลับไปหาพ่อ ด้วยใจสำนึกผิดที่แยกตัวออกไปจากครอบครัว ไม่สนใจความสัมพันธ์ที่ตนเองมีกับพ่อ และทำให้พ่อเสียใจ  บุตรน้อยกลับมาหาพ่อของตนเอง ได้พบกับพ่อ ได้รับการต้อนรับสวมกอดจากพ่อ และพ่อได้พูดประโยคเดียวกันถึงสองครั้ง เกี่ยวกับการกลับมาของลูกชายคนเล็ก

ครั้งแรกพูดกับคนรับใช้ เพื่อให้ร่วมยินดีกับการกลับมาของลูกชายคนเล็ก

ลูกา 15:24  24 เพราะ​ว่า​ลูก​ของ​เรา​คน​นี้​ตาย​แล้ว แต่​กลับ​เป็น​อีก หายไป​แล้ว​แต่​ได้​พบ​กัน​อีก’ เขา​ทั้ง​หลาย​ต่าง​ก็​มี​ความ​รื่น​เริง​ยินดี

ครั้งที่สอง พูดกับลูกชายคนโตที่กำลังโกรธว่าทำไมพ่อยังรับลูกคนเล็กที่นิสัยไม่ดี ทำให้พ่อเสียใจ และผลาญทรัพย์ด้วยการไปคบคนชั่วอีก หมดตัวแล้วจึงกลับมา แต่พ่อได้ตอบด้วยประโยคเดียวกันนี้ เพื่อให้พี่ชายคนโตหยุดความโกรธของตนเอง

ลูกา 15:32 แต่​สมควร​ที่​เรา​จะ​ได้​รื่น​เริง​และ​ยินดี เพราะ​น้อง​ของ​เจ้า​คน​นี้​ตาย​แล้ว แต่​กลับ​เป็น​ขึ้น​อีก หายไป​แล้ว​แต่​ได้​พบ​กัน​อีก’ ”

คำว่า หายไปแล้ว  Lost รากศัพท์กรีก แปลว่า ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง (ตายไปแล้ว) แต่กลับเป็นขึ้นอีก จากกันแล้วแต่ได้พบกันอีก  นั่นคือความรู้สึกที่พ่อมีในตอนแรก  ไม่คิดว่า จะได้ลูกชายคืนกลับมา  จะไปตามก็คงไม่กลับ(เหมือนนกแก้วของข้าพเจ้า ไม่ยอมให้จับ)  ต้องรอให้กลับมาเอง  มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า  แกะหลง ต้องไปตาม บุตรน้อยหลงหาย ต้องรอให้กลับมาเอง  นั่นคือ ต้องให้สำนึก และคิดถึงความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถหาได้ที่ไหน นอกจากบ้าน

น่าสนใจว่า ในตอนนี้ มีเบื้องหลัง ของการเล่าคำอุปมาสามเรื่องนี้มีที่มา…..

ลูกา 15:1-2 1 ครั้ง​นั้น​บรรดา​คน​เ​ก็​บ​ภาษี และ​พวก​คน​บาป​เข้า​มา​ใกล้​เพื่อ​จะ​ฟัง​พระ​องค์​2 ฝ่าย​พวก​ฟาริสี​และ​พวก​ธรรมาจารย์​บ่น​ว่า “คน​นี้​ต้อนรับ​คน​บาป​และ​กิน​ด้วย​กัน​กับ​เขา”

สังเกตว่า บรรดาคนเก็บภาษีและพวกคนบาป เข้ามาใกล้เพื่อจะฟังพระเยซูสอน  แต่พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์บ่น ต่อว่าพระเยซูที่ไปใช้เวลากับกลุ่มคนที่สังคมยิวในเวลานั้นรังเกียจแม้แต่จะให้เข้ามาใกล้  จึงเป็นที่มาของคำอุปมาการหายไปสามเรื่อง

สังเกตว่า สองเรื่องแรก พระเยซูเล่าถึงการต้องไปตามหา ค้นหาให้เจอ  เพราะแกะและเหรียญกลับมาเองไม่ได้ แต่ว่า…เรื่องที่สาม ไม่ต้องไปตาม รออย่างเดียว  เพราะถึงจะไปตาม หากบุตรน้อยไม่ต้องการกลับ ก็ไม่มีวันที่จะได้บุตรน้อยกลับคืนมา อะไรที่จะทำให้บุตรน้อยกลับคืนมา….

ลูกา 15:17  17 เมื่อ​เขา​รู้​สำนึก​ตัว​แล้ว จึง​พูด​ว่า ‘ลูกจ้าง​ของ​บิดา​เรา​มี​มาก ยัง​มี​อาหาร​กิน​อิ่ม​และ​เหลือ​อีก ส่วน​เรา​จะ​มา​ตาย​เสีย​ที่นี่​เพราะ​อด​อาหาร​ 18 จำ​เรา​จะ​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​บิดา​เรา และ​พูด​กับ​ท่าน​ว่า “บิดา​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​ได้​ผิด​ต่อ​สวรรค์​และ​ผิด​ต่อ​ท่าน​ด้วย​

คำว่า สำนึกตัว  มีความหมายถึง การสำนึกผิด และการกลับใจใหม่ และมองเห็นคุณค่าของการอยู่กับพ่อของตนเอง  และบรรยากาศการอยู่กันเป็นครอบครัว และการต้อนรับเลี้ยงดูกันและกัน  บุตรน้อยตั้งใจกลับไปหาพ่อของตน เพื่อจะสารภาพบาป และขอการยกโทษให้อภัยจากพ่อ และนอกจากสำนึกตัวแล้ว ยังตั้งใจแสดงความถ่อมใจ ที่จะยอมเป็นคนรับใช้ ของพ่อ

ลูกา 15:19 19 ข้าพเจ้า​ไม่​สมควร​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​ลูก​ของ​ท่าน​ต่อไป ขอ​ท่าน​ให้​ข้าพเจ้า​เป็น​เหมือน​ลูกจ้าง​ของ​ท่าน​คน​หนึ่ง​เถิด” ’ 20 แล้ว​เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​บิดา​ของ​ตน แต่​เมื่อ​เขา​ยัง​อยู่​แต่​ไกล บิดา​แล​เห็น​เขา​ก็​มี​ความ​เมตตา จึง​วิ่ง​ออกไป​กอด​คอ​จุบ​เขา​

“หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก” จะเกิดขึ้น ด้วยกระบวนสามอย่าง…

1.สำนึกตัว

ลูกา 15:17-18  17 เมื่อ​เขา​รู้​สำนึก​ตัว​แล้ว จึง​พูด​ว่า ‘ลูกจ้าง​ของ​บิดา​เรา​มี​มาก ยัง​มี​อาหาร​กิน​อิ่ม​และ​เหลือ​อีก ส่วน​เรา​จะ​มา​ตาย​เสีย​ที่นี่​เพราะ​อด​อาหาร​ 18 จำ​เรา​จะ​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​บิดา​เรา และ​พูด​กับ​ท่าน​ว่า “บิดา​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​ได้​ผิด​ต่อ​สวรรค์​และ​ผิด​ต่อ​ท่าน​ด้วย​

รากศัพท์กรีก คำว่า สำนึกตัว คือการมองเห็นสภาพที่แท้จริงของตนเอง  สำหรับบุตรน้อย ในเวลาที่สำนึกตัว เขากำลังตกในสภาพที่ไม่มีอาหารกิน และไม่มีใครให้อะไรเขากิน

13 ต่อมา​ไม่กี่​วัน​บุตร​คน​เล็ก​นั้น​ก็​รวบรวม​ทรัพย์​ทั้ง​หมด​แล้ว​ไป​เมือง​ไกล และ​ได้​ผลาญ​ทรัพย์​ของ​ตน​ที่​นั่น​ด้วย​การ​เป็น​นักเลง​14 เมื่อ​ใช้​ทรัพย์​หมด​แล้ว​ก็​เกิด​กันดาร​อาหาร​ยิ่ง​นัก​ทั่ว​เมือง​นั้น เขา​จึง​ขัด​สน​15 เขา​ไป​อาศัย​อยู่​กับ​ชาว​เมือง​นั้น​คน​หนึ่ง และ​คน​นั้น​ก็​ใช้​เขา​ไป​เลี้ยง​หมู​ที่​ทุ่ง​นา​16 เขา​ใคร่​จะ​ได้​อิ่ม​ท้อง​ด้วย​ฝักถั่ว​ที่​หมู​กิน​นั้น แต่​ไม่​มี​ใคร​ให้​อะไร​เขา​กิน​

คำว่า กันดารอาหาร ในยุคโบราณนั้น คือไม่มีอะไรจะกินจริงๆ (เศรษฐกิจแย่มากๆ)

เราคงได้ข่าวเรื่องสุนัขพันธุ์เกรดเดน สิบสามตัวที่ในหลวงทรงรับเลี้ยง เพราะเจ้าของไม่สามารถมีอาหารเลี้ยงมันได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจ ที่ย่ำแย่เวลานี้ ทำให้สุนัขตายเพราะอดอาหารไปสามตัว และอีกสิบสามตัวขาดอาหารจนผอมโซ เราลองจินตนาการหมูที่บุตรน้อยรับเลี้ยงจะผอมโซขนาดไหน (ในช่วงเวลาที่เกิดการกันดารอาหารในเมืองนั้น)

สภาพของบุตรน้อยที่มองเห็นหมู กับตัวเองแล้ว อีกไม่นานก็คงจะตกในสภาพเดียวกัน มองเห็นตัวเองแล้ว น่าจะไปไม่รอด

 ส่วน​เรา​จะ​มา​ตาย​เสีย​ที่นี่​เพราะ​อด​อาหาร​….

เมื่อเทียบกับสภาพของตนเอง ณ เวลานี้ กับ สภาพครอบครัวที่ตนเองจากมา เกิดเป็นความรู้สึกสำนึกตัว ว่า ตนเองไม่ดีเอง อยู่ดีๆไม่ชอบ หาเรื่องลำบากเข้าหาตัว  จะเย่อหยิ่งทะนงตัวต่อไปก็ตายแน่ กลับไปหาพ่อดีกว่า

18 จำ​เรา​จะ​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​บิดา​เรา และ​พูด​กับ​ท่าน​ว่า “บิดา​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​ได้​ผิด​ต่อ​สวรรค์​และ​ผิด​ต่อ​ท่าน​ด้วย​

น่าสนใจคำว่า จำเราจะลุกขึ้น….  ไปหาบิดาเรา  กลับไปหาพ่อ ยังไง ก็ยังเป็นพ่อลูกกัน

พระเยซูใช้คำอุปมาเพื่อจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ผู้เป็นคนบาป  ยังไง มนุษย์ก็เป็นคนที่พระเจ้าให้กำเนิด และพระเจ้าทรงมองดูมนุษย์ด้วยความรู้สึกของพ่อ ที่มองดูลูก รอคอยว่า เมื่อไหร่ลูกจะกลับมาหาพ่อ

โดยเฉพาะคริสเตียน ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว มีสถานะใหม่ จากทาส ได้รับสภาพใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า อย่าเป็นเหมือนบุตรน้อยหายไป เป็นลูกพระเจ้าที่จากพระบิดา ไปทำตามใจตนเอง ใช้พระพรมากมายที่พระเจ้าประทานให้ ห่างไกลจากอ้อมอกพระเจ้า เพราะเมื่อ ภัยพิบัติมา จะไม่มีใครเลี้ยงดูเรา แบ่งปัน แม้แต่อาหารให้ เหมือนพระเจ้าหรือครอบครัวของพระเจ้า

คริสตจักรยุคแรก เผชิญกับภาวะการกันดารอาหาร และอยู่รอดได้ ด้วยความเป็นคริสตจักร คือการอยู่ร่วมกันท่ามกลางผู้เชื่อ

กิจการ 4:32-34 32 คน​ทั้ง​ปวง​ที่​เชื่อ​นั้น​เป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กัน และ​ไม่​มี​ใคร​อ้าง​ว่า​สิ่งของ​ที่​ตน​มี​อยู่​เป็น​ของ​ตน แต่​ทั้งหมด​เป็น​ของ​กลาง33 อัครทูต​จึง​ประกอบด้วย​ฤทธิ์​เดช​ใหญ่​ยิ่ง เป็น​พยาน​ว่า​พระ​เยซู​เจ้า​ได้​ทรง​คืน​พระ​ชนม์​แล้ว และ​พระ​คุณ​อัน​ใหญ่​ยิ่ง​ได้​อยู่​กับ​เขา​ทุก​คน​34 เพราะ​ว่า​ใน​พวก​ศิษย์​ไม่​มี​ผู้ใด​ขัด​สน ผู้ใด​มี​ไร่​นา​บ้าน​เรือน​ก็​ขาย​เสีย​

ด้วยภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ทั่วโลก คนมีที่ดินก็ต้องขายเสีย เพราะพิษเศรษฐกิจ และต้องใช้เงินจากการขายที่ดินเพื่อความอยู่รอด แต่การอยู่ร่วมกันของผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้สำแดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ด้วยการแบ่งปันกันและกัน คนมีก็ให้คนไม่มี ทำให้คริสตจักรอยู่รอดและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

กิจการ 2:46-47 46 เขา​ได้​ร่วม​ใจ​กัน​ไป​ใน​พระ​วิหาร และ​หัก​ขนม​ปัง​ตาม​บ้าน​ของ​เขา ร่วม​รับประทาน​อาหาร​ด้วย​ความ​ชื่น​ชม​ยินดี​และ​ใจ​กว้างขวาง ทุก​วัน​เรื่อยไป​47 ทั้ง​ได้​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​และ​คน​ทั้ง​ปวง​ก็​ชอบ​ใจ ฝ่าย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ได้​ทรง​โปรด​ให้​คน​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​กำลัง​จะ​รอด มา​เข้า​กับ​พวก​สาวก​ทุก​วันๆ

พระเจ้าทรงนำคนหลงหายให้กลับมาอย่างต่อเนื่อง คนทั้งหลายเข้ามาร่วมกับพวกสาวกทุกๆวัน เป็นเพราะที่นี่ แม้ไม่ร่ำรวย แต่ทุกคนไม่ขัดสน และมีคนที่ใจกว้างขวางอยู่ที่นี่ ใช้เลย  คริสตจักรก็เป็นเช่นนั้น ผู้คนจะเข้ามา เพราะที่นี่มีอาหาร ไม่ใช่แค่ฝ่ายร่างกาย แต่เป็นอาหารทางจิตใจ และอาหารจิตวิญญาณที่จะแบ่งปันให้แก่กันและกัน

มีคำพดหนึ่งกล่าวว่า เราไม่สามารถให้ในสิ่งที่เราไม่มี  โดยเฉพาะอาหารทางจิตใจ และทางฝ่ายจิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่เรามี  เพราะใจสมานเพชรเกษม 11 มีความชัดเจนของการเป็นครอบครัวเดียวกัน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับเราตลอดเวลา เป็นที่พระเจ้าทรงรอคอยบุตรน้อยที่หายไป ได้สำนึกตัว มองเห็นที่นี่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้

2.กลับใจใหม่

ลูกา 15:18  18 จำ​เรา​จะ​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​บิดา​เรา และ​พูด​กับ​ท่าน​ว่า “บิดา​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​ได้​ผิด​ต่อ​สวรรค์​และ​ผิด​ต่อ​ท่าน​ด้วย​

กุญแจสำคัญที่จะทำให้  “การหายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก” ก็คือ การกลับใจใหม่ ที่แท้จริง  เราจะเห็นว่า บุตรน้อยที่หายไป นอกจากจะสำนึกมองเห็นสภาพที่แท้จริงของตนเองที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และมองเห็นสภาพที่ดีกว่า ที่ตนเองจะรอดตาย ก็คือ บ้าน  ต้องกลับบ้านของพ่อ

พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงว่า โลกนี้ เป็นบ้านชั่วคราว แต่บ้านที่ถาวรของเราคือสวรรค์  พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนให้กลับบ้าน คือกลับมาหาพระองค์  สังเกตว่า ไม่ว่าเราจะเป็นคริสเตียนหรือไม่เป็นคริสเตียน เราจะพบว่า การดำเนินชีวิตบนโลกนี้ ไม่ง่ายเลย นับวันจะยิ่งอยู่ยากมากยิ่งขึ้น เหตุผลที่สำคัญก็คือ โลกนี้ไม่ใช่บ้านของเรา  วันหนึ่งเราทุกคนจะต้องตาย  ไม่มีใครหนีพ้นความตาย ร่างกายของเราก็เสื่อมลงไปเรื่อยๆ ร่างกายก็เป็นบ้านของวิญญาณจิตของเรา แล้วเราจะดิ้นรนทำไมกับบ้านชั่วคราวบนโลกนี้ เพียงเพราะรักษาไว้ในระยะเวลาสั้นๆหรือ แต่บ้านถาวรของเรา ที่พระเจ้ากำลังเรียกเราให้กลับบ้าน รอคอยเราอยู่  พระเยซูทรงตรัสสอนเรื่องการอธิษฐาน หนึ่งในสาระแรก ของคำอธิษฐานก็คือ

มัทธิว 6:9-10  9 “ท่าน​ทั้ง​หลาย จง​อธิษฐาน​ตาม​อย่าง​นี้​ว่า ข้า​แต่​พระ​บิดา​แห่ง​ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์ ขอ​ให้​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​เป็น​ที่​เคารพ​สักการะ 10 ขอ​ให้​แผ่นดิน​ของ​พระ​องค์​มา​ตั้งอยู่ ขอ​ให้​เป็นไป​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ ​ใน​สวรรค์​เป็น​อย่างไร​ก็​ให้​เป็นไป​อย่าง​นั้น​ใน​แผ่นดิน​โลก

การกลับใจใหม่เท่านั้น ที่จะนำสวรรค์มาตั้งอยู่บนแผ่นดินโลก การกลับใจใหม่เท่านั้นที่จะทำให้เราปรารถนาน้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จขณะเรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ การกลับใจใหม่ ทำให้เรายอมออกจากคำว่า อัตตา ตัวกู เป็นของกู ยอมมาอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า ยอมกลับบ้าน ยอมอยู่ในบ้านของพระเจ้า ที่ไหนที่จะมีบ้านของพระเจ้า  พระเยซูคริสต์ตรัสกับสาวกว่า พระองค์มอบกุญแจไขเข้าบ้าน ให้แล้ว

มัทธิว 16:18-19  18 ฝ่าย​เรา​บอก​ท่าน​ว่า​ท่าน​คือ​เปโตร​​ และ​บน​ศิลา​นี้ เรา​จะ​สร้าง​คริสตจักร​ของ​เรา​ไว้ และ​พลัง​แห่ง​ความ​ตาย​จะ​มี​ชัย​ต่อ​คริสตจักร​นั้น​หา​มิได้19 ​ เรา​จะ​มอบ​ลูก​กุญแจ​แผ่นดิน​สวรรค์​ให้​ไว้​แก่​ท่าน ท่าน​จะ​กล่าว​ห้าม​สิ่ง​ใด​ใน​โลก สิ่ง​นั้น​ก็​จะ​ถูก​กล่าว​ห้าม​ใน​สวรรค์ เมื่อ​ท่าน​จะ​กล่าว​อนุญาต​สิ่ง​ใด​ใน​โลก สิ่ง​นั้น​จะ​กล่าว​อนุญาต​ใน​สวรรค์​ด้วย”

ขณะนี้ เรากำลังอยู่ในบ้านของพระเจ้าแล้ว แต่ว่า คริสตจักรกำลังเป็นบ้านที่ให้พระเยซูยืนเคาะอยู่หน้าประตูบ้านหรือเปล่า….

วิวรณ์ 3:20 20 นี่​แน่ะ เรา​ยืน​เคาะ​อยู่​ที่​ประตู ถ้า​ผู้ใด​ได้​ยิน​เสียง​ของ​เรา​และ​เปิด​ประตู เรา​จะ​เข้า​ไป​หา​ผู้​นั้น​และ​จะ​รับประทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เขา และ​เขา​จะ​รับประทาน​อาหาร​ร่วมกับ​เรา​

พระคัมภีร์วิวรณ์ตอนนี้ มักจะถูกใช้สำหรับเรียกให้กลับใจใหม่ ทั้งผู้ที่เป็นแกะที่หายไปจากคอก หรือเป็นเหรียญที่หายไปจากกลุ่มเหรียญสิบอัน และบุตรน้อยที่หายไปจากครอบครัว ทั้งหมด หมายถึงคนของพระเจ้าทั้งสิ้น

3.ถ่อมใจ

ลูกา 15:19 19 ข้าพเจ้า​ไม่​สมควร​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​ลูก​ของ​ท่าน​ต่อไป ขอ​ท่าน​ให้​ข้าพเจ้า​เป็น​เหมือน​ลูกจ้าง​ของ​ท่าน​คน​หนึ่ง​เถิด” ’

ท่าทีของบุตรน้อยที่หายไป ในการกลับบ้าน อันสุดท้ายที่ทำให้ความตั้งใจของบุตรน้อยกลายเป็นรูปธรรม และสำเร็จได้ นอกจากการสำนึกตัว กลับใจใหม่ ก็คือ ความถ่อมใจ  สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การสำนึก และการกลับใจใหม่ ไปไม่สุด ก็คือ ทิฐิ   พระคัมภีร์สองโครินธ์ได้เขียนไว้ว่า ทิฐิ คือ ความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม ที่ต่อต้านการเชื่อฟัง โดยเฉพาะการเชื่อฟังพระคริสต์

2โครินธ์ 10:4-5  4 เพราะ​ว่า​ศาสตรา​วุธ​ของ​เรา​ไม่​เป็น​ฝ่าย​โลกีย​วิสัย แต่​มี​ฤทธิ์​เดช​จาก​พระ​เจ้า อาจ​ทำลาย​ป้อม​ได้​5 คือ​ทำลาย​ความ​คิด​ที่​มี​เหตุผล​จอม​ปลอม และ​ทิฐิ​มานะ​ทุก​ประการ​ที่ตั้ง​ตัว​ขึ้น​ขัดขวาง​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า และ​น้อม​นำ​ความ​คิด​ทุก​ประการ​ให้​เข้า​อยู่​ใต้​บังคับ​จนถึง​รับ​ฟัง​พระ​คริสต์​

การถ่อมใจ จะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราร่วมมือกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ทรงทำงานผ่านพระวจนะของพระเจ้า กลายเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพในการทำลายล้างทิฐิมานะที่เป็นเหตุผลจอมปลอม  พระวจนะที่เป็นเรมาห์ ผ่านการเฝ้าเดี่ยว การอ่านพระคัมภีร์ ผ่านคำสอน คำเทศนา ที่เจาะเข้าไปแปลบปลาบในจิตใจ และการตอบสนองต่อพระวจนะนั้นคือความถ่อมใจที่แท้จริง

“หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก”  เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่า ได้เกิดความเสียหายไปแล้ว ที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้อีก ไม่สามารถซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้อีก แต่นั่นคือ ความจริงที่เรียกว่า Fact  ของมนุษย์ เหนือความจำกัดของมนุษย์ คือความจริงของพระเจ้า พระองค์ทรงสามารถทำสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้  นี่คือ Truth ของพระเจ้า ผู้ไม่จำกัด ไม่มีอะไรที่ยากสำหรับพระองค์

ขอให้เรามีใจกล้า ที่จะกลับบ้าน กลับสู่อ้อมกอดของพระบิดา  “หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก”  จะเป็นจริงได้  ความสัมพันธ์ที่พังทลายไปแล้วจะกลับฟื้นคืนมาใหม่ได้ ในครอบครัว ในคริสตจักร ในสังคมที่เราอยู่ เมื่อเราเดินในกระบวนการอย่างเดียวกันกับบุตรน้อยที่หายไป…..

“หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก”

1.สำนึกตัว

2.กลับใจใหม่

3.ถ่อมใจ