คำเทศนาอาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2014 (ศจ.วรรณพร พวงมาลัย)

ปฎิรูปวันนี้ เพื่อชีวิตที่เกิดผล

สวัสดีพี่น้อง     เดือนแรกของปีใหม่กำลังผ่านไปแล้ว หลายคนเมื่อถึงปีใหม่ก็จะมีความตั้งใจที่เรากำหนดไว้ว่าปีนี้เราจะทำอะไร เราจะเป็นอย่างไร มีความตั้งใจอะไร  เชื่อว่าทุกความคิดทุกความตั้งใจเป็นสิ่งที่ดีมาก และทุกคนก็อยากทำให้ได้ อยากทำให้สำเร็จ รวมทั้งข้าพเจ้าเองด้วย  เราอยากให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่แล้ว เราไม่อยากเหมือนเดิม เราอยากได้รับการสร้างใหม่   เราต้องการอย่างนั้นรึเปล่าคะ  คำว่า การสร้างขึ้นใหม่ คือคำ ๆ เดียวกับคำว่า ปฎิรูป และถ้าเราต้องการรับการสร้างใหม่ก็คือการที่เราต้องปฎิรูปชีวิต หัวข้อเทศนาในเช้าวันนี้คือ ปฎิรูปวันนี้  เพื่อชีวิตที่เกิดผล  คริสเตียนคือชีวิตที่อยู่ในพระคริสต์ และเป็นชีวิตที่ได้รับการสร้าง อยู่ในกระบวนการสร้างใหม่การปฎิรูปเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเพื่อนำสู่การเกิดผลที่ดี2 โครินธ์ 5:17 17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น ชีวิตคริสเตียนของเราต้องเข้าสู่กระบวนการปฎิรูป วันนี้เราจะเรียนรู้บทเรียนจากนักปฎิรูปคนหนึ่งในพระคัมภีร์ และเราจะนำบทเรียนนี้มาทำให้เป็นจริงในชีวิตของเราด้วย เราจะไม่เพียงแต่ฟังเท่านั้น แต่เราจะทำตามแบบอย่างชีวิตของเนหะมีย์ เนหะมีย์ 1:1-111ถ้อยคำของเนหะมีย์   บุตรฮาคาลิยาห์   อยู่มาในเดือนคิสเลฟ   ในปีที่ยี่สิบขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในสุสาเมืองป้อม 2ฮานานีพี่น้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งมาจาก ยูดาห์กับชายบางคน   ข้าพเจ้าได้ไต่ถามถึงพวกยิวที่รอดตาย   ผู้ซึ่งรอดพ้นจากการถูกกวาดไปเป็นเชลย   และถามเรื่องเกี่ยวกับเยรูซาเล็ม 3เขาทั้งหลายพูดกับข้าพเจ้าว่า   “ผู้ที่รอดตายซึ่งอยู่ในมณฑล   คือผู้ซึ่งรอดพ้นจากการถูกกวาดไปเป็นเชลย   มีความลำบากและความอับอายมาก   กำแพงเมืองเยรูซาเล็มก็พังลง   และประตูเมืองก็ถูกไฟทำลายเสีย”4อยู่มาเมื่อข้าพเจ้าได้ยินถ้อยคำเหล่านี้   ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้และโศกเศร้าอยู่หลายวัน   ข้าพเจ้าอดอาหารและอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่ง ฟ้าสวรรค์เรื่อยมา 5ข้าพเจ้าทูลว่า  “ข้าแต่พระเยโฮวาห์   พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์      พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่ง   และน่าเกรงกลัว   ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและดำรง ความรักมั่นคงกับบรรดาผู้ที่รักพระองค์   และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ 6ขอพระองค์ทรงเงี่ยพระกรรณฟัง   และขอทรงลืมพระเนตรของพระองค์ดูอยู่   เพื่อจะทรงฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์   ซึ่งข้าพระองค์ทูลอธิษฐานต่อพระองค์   ณ บัดนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน   เพื่อประชาชนอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์   สารภาพบาปของประชาชนอิสราเอล   ซึ่งข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์   ด้วยว่าข้าพระองค์กับตระกูลของข้าพระองค์ทำบาปแล้ว 7ข้าพระองค์ทั้งหลายประพฤติเลวทรามมาก   และมิได้รักษาพระบัญญัติ  กฎเกณฑ์   และกฎหมายซึ่งพระองค์ได้ทรงบัญชา ไว้กับโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ 8ขอพระองค์ทรงระลึกถึงพระวจนะ   ซึ่งพระองค์ได้บัญชาไว้กับโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ว่า   ‘ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่ซื่อตรงต่อเรา   เราจะกระจายเจ้าทั้งหลายไปในหมู่ชนชาติ ทั้งหลาย 9ถ้าเจ้ากลับมาหาเรา   และรักษาบัญญัติของเรา   และประพฤติตาม   ถึงแม้ว่าพวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่ใต้ฟ้าที่ไกลที่สุด   เราจะรวบรวมเจ้ามาจากที่นั่น   และนำเจ้ามายังสถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้   เพื่อกระทำให้นามของเรา   ดำรงอยู่ที่นั่น’ 10เขาเหล่านี้   เป็นผู้รับใช้และเป็นประชากรของพระองค์   ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงไถ่ไว้   ด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์   และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ 11ข้าแต่พระเจ้า   ขอทรงเงี่ยพระกรรณฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์   และต่อคำอธิษฐานของบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์   ผู้ปีติยินดีที่ยำเกรงพระนามของพระองค์   ขอประทานความสำเร็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ในวันนี้   และขอทรงโปรดให้เป็นที่ชอบในสายตาของชายคนนี้”    ขณะนั้น  ข้าพเจ้าเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของพระราชา

เรื่องราวในพระธรรมเนหะมีย์ เป็นพระธรรมที่บันทึกประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอลชนรุ่นแล้วรุ่นเล่าของอิสราเอลต้องตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการไม่เชื่อฟัง เริ่มต้นจากการเย็นลงในพระเจ้า และประนีประนอมกับความบาป  ล่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณกราบไหว้รูปเคารพ และพระเจ้าก็จะพิพากษาด้วยการให้ศัตรูมาโจมตี ตกเป็นทาสเป็นเชลย นี่เป็นวงจรของอิสราเอลที่มักจะเป็นเช่นนี้  และเราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของคนเหล่านี้ เพราะคนที่ไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ก็จะต้องผิดพลาดซ้ำรอยเดิม  1โครินธ์ 10:6-11  6เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจพวกเรา   ไม่ให้เรามีใจโลภปรารถนาสิ่งที่ชั่วเหมือนเขาเหล่านั้น 7ท่านทั้งหลายอย่านับถือรูปเคารพเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้กระทำ   ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า   ประชาชนก็นั่งลงกินและดื่ม  แล้วก็ลุกขึ้นเล่นสนุกสนาน 8อย่าให้เราคบหญิงชั่วเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้กระทำ   แล้วก็ล้มลงตายในวันเดียวสองหมื่นสามพันคน 9อย่าให้เราลองดีองค์พระผู้เป็นเจ้า   เหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้กระทำ   แล้วก็ต้องตายด้วยงูร้าย 10อย่าให้เราบ่นเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้บ่น   แล้วก็ต้องพินาศด้วยองค์เพชฌฆาต 11เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง   และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย   ซึ่งกำลังประสบวาระสุดท้ายแห่งบรรดายุคเก่า

ในช่วงสมัยของเนหะมีย์ก็เช่นกัน คนอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในบาบิโลน จนกระทั่งถึงสมัยของอาณาจักรเปอร์เซียมาครอบครอง ในสมัยที่เปอร์เซียครอบครองนี่เอง อิสราเอลได้รับการอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านเกิดที่กรุงเยรูซาเล็มได้  เมื่อเนหะมีย์เป็นเชลยนั้นเขามีหน้าที่เป็นผู้เชิญจอกเสวยของกษัตริย์เปอร์เซีย เพราะว่ามักจะมีการลอบฆ่ากษัตริย์ด้วยการใส่ยาพิษที่อาหารที่เครื่องดื่ม จึงต้องมีผู้ที่คอยสกรีน คัดกรองก่อนว่ามีพิษหรือไม่ และวันหนึ่งเขาได้รับข่าวว่าพวกที่กลับไปนั้นมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก บ้านเมืองอยู่ในสภาพปรักหักพัง รวมทั้งกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม และนี่เองนับเป็นจุดเริ่มการปฎิรูปของเนหะมีย์ ที่ต้องการจะฟื้นฟูและสร้างขึ้นใหม่ไม่เพียงแต่กำแพงเมือง แต่เป็นชีวิตฝ่ายวิญญาณของอิสราเอลด้วย  และถ้าเราต้องการให้ชีวิตเราเกิดผล เราต้องปฎิรูปชีวิตของเรา ด้วยการทำให้พระเจ้ามอง

ประการที่ 1 ทำให้พระเจ้ามอง

ในพระคัมภีร์ เราจะเห็นว่าพระเจ้ามักมองหาคนของพระองค์มาตลอดตั้งแต่ปฐมกาลเรื่อยมา   พระองค์มองหาเพื่อที่จะมอบสิ่งที่สำคัญให้ และในการมองหานั้นพระเจ้ามองมาที่ “แต่ละคน” เป็นการส่วนตัว 1ซามูเอล 13:14 14แต่บัดนี้ราชอาณาจักรของท่านจะไม่ยั่งยืน   พระเจ้าทรงหาชายอีกคนหนึ่งตามชอบพระทัย พระองค์แล้ว   และพระเจ้าทรงแต่งตั้งชายผู้นั้นให้เป็นเจ้านายเหนือ ชนชาติของพระองค์   เพราะท่านมิได้รักษาสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาท่านไว้” เอเสเคียล 22:30  30และเราก็แสวงหาสักคนหนึ่งในพวกเขาซึ่งจะสร้าง กำแพงและยืนอยู่ในช่องโหว่ต่อหน้าเราเพื่อแผ่นดินนั้น   เพื่อเราจะมิได้ทำลายมันเสีย   แต่ก็หาไม่ได้สักคนเดียว  พระเจ้ามองหาคน  และคนแบบไหนที่พระเจ้ามอง  ใครเคยมีประสบการณ์ไปสมัครงานบ้าง ต้องมีการเขียนใบสมัคร การเขียนใบสมัครเป็นด่านแรกเลยว่านายจ้างเขาจะสนใจเรามั้ย เขาจะเรียกเราไปสัมภาษณ์ต่อรึเปล่า  คุณสมบัติของเราเข้าตาถูกใจมั้ย   อย่างที่เคยทราบข้าพเจ้าเคยทำงานบริษัทโฆษณาก่อนที่มาเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา เรียนจบใหม่ ๆ ไปสมัครงานที่บริษัทหนึ่ง เขามีช่องให้เขียนคุณสมบัติของตัวเอง ข้าพเจ้าก็คิด คนมาสมัครเยอะแยะใคร ๆ ก็คงเขียนอะไรเยอะแยะ  บริษัทก็ต้องมานั่งอ่านเยอะแยะ  ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจเขียนลงไปสั้น ๆ คำเดียว คุณสมบัติ “อึด”   พี่น้องทายสิข้าพเจ้าได้งานมั้ย………  ได้งานเลยนะ ได้ดิบได้ดีเลยล่ะจะบอกให้  แล้วคนที่พระเจ้ามองหาอยู่ล่ะ จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร แน่นอนว่าพระเจ้าจะไม่มองหาคนที่ขี้เกียจ ไม่ยอมทำอะไร อยู่เฉย ๆ ไทยเฉย  คริสเตียนเฉย พวกปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์  เมื่อพระเจ้าต้องการมองหาคนที่จะทำงานของพระองค์ รับใช้พระองค์ พระเจ้าจะไปหาคนที่กำลัง กำลังทำงานอยู่ กำลังรับใช้อยู่ กำลังปฎิบัติหน้าที่อยู่เราลองดูคนเหล่านี้ว่าพระเจ้าเรียกตอนไหน

โมเสส  : พระเจ้าเรียกโมเสสขณะที่กำลังเลี้ยงฝูงแกะของพ่อตา

กิเดโอน : พระเจ้าเรียกกิเดโอนขณะที่กำลังนวดข้าวสาลีอยู่

ซาอูล : พระเจ้าเรียกซาอูลขณะที่กำลังออกไปตามหาฝูงแม่ลาให้บิดา

เปโตร กับ อันดูรว์ : พระเจ้าเรียกพวกเขาขณะที่กำลังหาปลา

ยากอบ กับ ยอห์น :  พระเจ้าก็เรียกตอนที่กำลังชุนอวนอยู่

มัทธิว ขณะที่กำลังเก็บภาษี

เนหะมีย์ก็เช่นกัน เป็นผู้เชิญจอกเสวยให้พระราชา  ถ้าเราอยากให้ใครสักคนช่วยเราทำบางสิ่งบางอย่าง เราจะมองหาคนประเภทไหน ก็คนที่ดูแล้วเอาการเอางานขยันขันแข็ง มีความรับผิดชอบในหน้าที่ เพราะเราสามารถคาดหวังได้ วางใจในคน ๆ นั้นได้  เราคงไม่มองหาคนที่ขี้เกียจ วัน ๆ เอาแต่กินกับนอน พระคัมภีร์พูดถึงคนเกียจคร้าน  สุภาษิต 6:9 9คนเกียจคร้านเอ๋ย  เจ้าจะนอนนานเท่าใด    เมื่อไรเจ้าจะลุกขึ้นจากหลับ   สุภาษิต 19:15 15ความเกียจคร้านทำให้หลับสนิท  และคนขี้เกียจจะต้องหิว  สุภาษิต 19:24 24คนเกียจคร้านฝังมือของตัวไว้ในชาม และไม่ยอมแม้แต่จะนำอาหารมาสู่ปากของตน  สุภาษิต 12:24 24มือของคนที่ขยันขันแข็งจะครอบครอง ฝ่ายคนเกียจคร้านจะถูกบังคับให้ทำงานโยธา สุภาษิต 12:27 27คนเกียจคร้านจะจับเหยื่อของเขาไม่ได้  แต่คนขยันขันแข็งจะได้ทรัพย์ศฤงคารประเสริฐ  คนที่ทำงาน รู้หน้าที่ รับผิดชอบกับคนที่ขี้เกียจ นั้นให้ผลชีวิตที่แตกต่างกัน และหากเราต้องการชีวิตที่เกิดผลก็ต้องปฎิรูปการดำเนินชีวิต รู้และรับผิดชอบในหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อ ยังมีคุณสมบัติอะไรอีกที่พระเจ้ามองหา เยเรมีย์ 5:1 1จงวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในถนนกรุงเยรูซาเล็ม  จงมองและสังเกต จงค้นตามลานเมืองดูทีว่า จะหามนุษย์สักคนหนึ่งได้หรือไม่ คือคนที่กระทำการยุติธรรม  และแสวงหาความจริง เพื่อเราจะได้อภัยโทษให้แก่เมืองนั้น  คนที่กระทำความยุติธรรม ไม่ฉ้อฉลคอรัปชั่นหัวใจอธรรม  และแสวงหาความจริงดำเนินชีวิตในความจริงความถูกต้องและเนหะมีย์ก็เป็นคนที่มีคุณสมบัติที่ทำให้พระเจ้ามองมาที่เขา และมอบสิ่งที่สำคัญ เขาปฎิบัติหน้าที่ด้วยความสัตย์ซื่อ มีหัวใจที่ชอบธรรม  และยังมีคุณสมบัติอีกมากมายที่เป็นบุคลิกที่ดีของคริสเตียน ยำเกรงพระเจ้า ตระหนักรู้ในสิทธิอำนาจที่มีในชีวิต เป็นคนฝ่ายวิญญาณ มีชีวิตที่อุทิศถวาย  คนแบบนี้แหละที่พระเจ้าจะมองหา  และเราต้องเป็นคนนั้นที่พระเจ้ามองมาที่เรา และมอบสิ่งที่สำคัญให้กับเรา ด้วยการมีชีวิตคริสเตียนที่เป็นของแท้ ของจริง  นี่คือการปฎิรูปตัวเองประการที่ 1 ทำให้พระเจ้ามอง ปฎิรูปเพื่อชีวิตจะเกิดผลประการที่ 2

ประการที่ 2 ซ่อมชีวิตตัวเอง

เนหะมีย์ 1:1-3 1ถ้อยคำของเนหะมีย์   บุตรฮาคาลิยาห์  อยู่มาในเดือนคิสเลฟ   ในปีที่ยี่สิบขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในสุสาเมืองป้อม 2ฮานานีพี่น้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งมาจาก ยูดาห์กับชายบางคน   ข้าพเจ้าได้ไต่ถามถึงพวกยิวที่รอดตาย   ผู้ซึ่งรอดพ้นจากการถูกกวาดไปเป็นเชลย   และถามเรื่องเกี่ยวกับเยรูซาเล็ม 3เขาทั้งหลายพูดกับข้าพเจ้าว่า   “ผู้ที่รอดตายซึ่งอยู่ในมณฑล   คือผู้ซึ่งรอดพ้นจากการถูกกวาดไปเป็นเชลย   มีความลำบากและความอับอายมาก   กำแพงเมืองเยรูซาเล็มก็พังลง   และประตูเมืองก็ถูกไฟทำลายเสีย” ในอดีตกำแพงเมืองมีความสำคัญมาก เมืองที่ปราศจากกำแพง ก็เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรเลย ผู้คนที่อยู่ในเมืองก็เสี่ยงต่อการถูกปล้น ถูกก่อกวน ถูกฆ่า กำแพงเป็นเสมือนหน้าด่านที่คอยปกป้องเมือง ปกป้องผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้น อิสราเอลรู้ดีว่ากำแพงสำคั  สดุดี 51:18 18ขอทรงกระทำดีแก่ศิโยน   ตามพระกรุณาของพระองค์  ขอทรงสร้างกำแพงเยรูซาเล็ม  สดุดี 122:6-7 6จงอธิษฐานขอสันติภาพให้แก่เยรูซาเล็มว่า  “ขอบรรดาผู้ที่รักเธอจงจำเริญ  7ขอสันติภาพจงมีอยู่ภายในกำแพงของเธอ  และให้ความปลอดภัยอยู่ภายในวังของเธอ”   แต่เยรูซาเล็มถูกทำลาย กำแพงเมืองพังลง ประตูเมืองถูกเผา นั่นเพราะความไม่เชื่อฟัง การไม่ดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า การประนีประนอมกับความบาป และพระเจ้าจึงอนุญาตให้ศัตรูโจมตีอิสราเอลได้ นั่นหมายความว่า การเชื่อฟัง การดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้าเป็นกำแพงที่ปกป้อง ที่ป้องกัน เป็นโล่เป็นกำบังที่เข้มแข็งในชีวิตของพวกเขา แต่เมื่ออิสราเอลไม่เชื่อฟัง ทำตามใจตนเอง กำแพงนั้นก็พังทลายลง กำแพงในชีวิตของเราก็เช่นกัน ตราบที่เราดำเนินชีวิตในเส้นทางของพระเจ้า กำแพงก็แข็งแรง มีการปกป้อง การป้องกัน แต่หากเราดำเนินชีวิตตรงกันข้าม เราทำตามใจตัวเอง เราทำสิ่งที่อยากจะทำ ไม่ยับยั้งชั่งใจ ไม่ควบคุมชีวิต  ไม่มีวินัย กำแพงในชีวิตเราก็จะพังทลายลง กำแพงชีวิตการแต่งงาน กำแพงชีวิตครอบครัว กำแพงชีวิตตัวเอง จะถูกทำลาย และเมื่อกำแพงถูกทำลาย อันตรายก็คืบคลานเข้ามาหาเรา ศัตรูจะโจมตีเราได้ง่าย เพราะไม่มีที่กำบัง ไม่มีที่ปกป้อง สุภาษิต 25:28 28คนที่ปราศจากการปกครองตนเอง ก็เหมือนเมืองที่ปรักหักพัง และไม่มีกำแพงและถ้ากำแพงในชีวิตเรามันพัง เราจะปล่อยให้มันพังต่อไปมั้ย เราต้องลุกขึ้นมาสร้างมันใหม่ สร้างด้วยคำอธิษฐาน ให้คำอธิษฐานปกป้องเป็นกำบังเข้มแข็งให้กับชีวิตการแต่งงานของเรา ชีวิตครอบครัว ชีวิตของเรา  และเราต้องลุกขึ้นมาที่จะต้องซ่อม ต้องสร้างใหม่ ต้องปฎิรูปชีวิตขึ้นใหม่ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องซ่อม สร้าง ปฎิรูปอะไรในชีวิต  เรามักไม่รู้จักตัวเอง แล้วเราก็มักเข้าข้างตัวเองเสมอ เราไม่ค่อยคิดว่าเราผิด มีอะไรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าพูดถึงคนอื่นเราสามารถพูดได้เลยว่าคนนั้น คนนี้ผิดอะไรตรงไหนอย่างไร เราเชี่ยวชาญ แต่ถ้าทำอย่างนั้นมันไม่ได้เกิดการปฎิรูปเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่เกิดผลอะไร เราต้องจัดการกับตัวเอง และเราจะรู้ได้ว่าชีวิตเราเป็นอย่างไร ก็ต่อเมื่อเราใช้เวลาอยู่ในการทรงสถิต ความบริสุทธิ์ ความดีงามของพระเจ้า เพราะการรับรู้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นจะเปิดเผยถึงความบาปลึก ๆ ในตัวของเรา อิสยาห์ 6 :1-5 ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์   ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ   ณ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น   และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร 2เหนือพระองค์มีเสราฟิมยืนอยู่   แต่ละตนมีปีกหกปีก   ใช้สองปีกบังหน้า   และสองปีกคลุมเท้า  และด้วยสองปีกบินไป 3ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า  “บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  พระเจ้าจอมโยธา   แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์”4และรากฐานของธรณีประตูทั้งหลาย   ก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงของผู้ร้อง   และพระนิเวศก็มีควันเต็มไปหมด 5และข้าพเจ้าว่า   “วิบัติแก่ข้าพเจ้า   เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว   เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด   และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด   เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์   คือพระเจ้าจอมโยธา”  เปโตรก็มีประสบการณ์เช่นนี้ เมื่อจับปลามาทั้งคืนไม่ได้เลย แต่เมื่อเขาได้อยู่กับพระเยซูเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เขาตระหนักว่าเขาเป็นคนบาป  ลูกา 5:8  8ฝ่ายซีโมนเปโตรเมื่อเห็นดังนั้น   ก็กราบลงที่พระชานุของพระเยซูทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ขอเสด็จไปให้ห่างจากข้าพระองค์เถิด   เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนบาป”เมื่อเราอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์ ในความบริสุทธิ์ ความรักความดีงามของพระเจ้า พระองค์จะเปิดเผยสิ่งที่เราต้องเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราต้องซ่อม สร้างและปฎิรูป เปิดเผยจุดอ่อนแอความบกพร่องในชีวิตของเรา และการเปิดเผยนี้ไม่ใช่เพื่อประจาน ไม่ใช่ทำให้เราอับอาย รู้สึกผิด รู้สึกแย่หดหู่ใจ แต่เพื่อเราจะเป็นคนใหม่ คนที่แข็งแรงขึ้น คนที่เกิดผล พระเจ้าไม่เคยซ้ำเติมเรา  และเมื่อเราผ่านจุดนั้น พระเจ้าจะเปิดเผยต่อไปถึงน้ำพระทัย แผนการที่ยิ่งใหญ่ ถึงสิ่งสำคัญที่พระเจ้าจะมอบให้กับเรา  การอยู่ในการทรงสถิต ในความบริสุทธิ์ ความรักของพระเจ้าจะทำให้เรารู้ว่าเราเป็นใครในพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตของเรา สิ่งนี้ใครทำแทนเราไม่ได้ สามีภรรยาก็ทำแทนกันไม่ได้ พ่อแม่ทำแทนลูกก็ไม่ได้ เราแต่ละคนต้องรับประสบการณ์โดยตรงนั้นด้วยตัวของเรากับพระเจ้าผู้ทรงรักเราเท่านั้น เมื่อกำแพงเมืองในชีวิตเราแข็งแรง  ชีวิตเราแข็งแรง เราปฎิรูปเปลี่ยนแปลงตัวเรา เราก็ควรมีชีวิตที่เป็นที่พึ่งพาให้กับคนอื่นต่อไป มีชีวิตที่แคร์สนใจห่วงใยคนอื่น อย่างเนหะมีย์  และเมื่อเราซ่อมชีวิตเราแล้ว ประการที่ 3 เราก็ต้องซ่อมชีวิตคนอื่น

ประการที่ 3 ซ่อมชีวิตคนอื่น

ข่าวคราวที่น่าเศร้าที่เนหะมีย์ได้ยินนั้นกระทบความรู้สึกของเนหะมีย์อย่างรุนแรง  เนหะมีย์ 1:4  4อยู่มาเมื่อข้าพเจ้าได้ยินถ้อยคำเหล่านี้   ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้และโศกเศร้าอยู่หลายวัน   ข้าพเจ้าอดอาหารและอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่ง ฟ้าสวรรค์เรื่อยมา เพื่อนร่วมชาติตกอยู่ในสภาพผู้สิ้นหวัง น่าเอน็จอนาจ  สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ กำแพงเมืองพังทลาย ชาติถูกทำลาย ประตูเมืองถูกเผา  เป็นสถานการณ์ที่ดูเป็นไปไม่ได้ที่เนหะมีย์จะยังคงมีความเชื่อ  แต่เขาก็ได้ทำให้เราเห็นว่าเป็นไปได้ ท่ามกลางสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นเขายังคงมีความเชื่อและความหวังในพระเจ้า ด้วยคำอธิษฐานและน้ำตาคือสิ่งที่สะท้อนถึงชีวิตภายในของเขา คือสิ่งที่สะท้อนชีวิตแห่งการอุทิศตัวของเขา คือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเขาออกมา   คนจริงคริสเตียนจริงจะสำแดงตัวตนที่แท้จริงออกมา  เช่นเดียวกันคริสเตียนที่ไม่จริงในสถานการณ์เช่นนี้ก็จะสำแดงตัวตนสำแดงธาตุแท้ออกมาด้วยเหมือนกัน เนหะมีย์เป็นอย่างที่เขาเป็นเมื่ออยู่ลำพังกับพระเจ้า เขาคร่ำครวญ ร้องไห้ อธิษฐาน   น้ำตาไม่ใช่เครื่องหมายของความอ่อนแอเสมอไป หากแต่เป็นเครื่องหมายของ กำลัง power  เนหะมีย์ไม่ใช่คนที่มีจิตใจอ่อนแอ  แต่เขาเป็นคนรักชาติรักแผ่นดิน ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วก็จริงจังต่อพระเกียรติพระสิริของพระเจ้าอย่างที่สุด  เพราะในความรู้สึกของอิสราเอลนั้น เยรูซาเล็มคือที่ประทับของพระเจ้า เขาจึงทนไม่ได้ที่บ้านเมืองเป็นเช่นนี้  เยรูซาเล็มเป็นเหมือนหัวใจของชนชาติ เป็นหัวใจแห่งการนมัสการพระเจ้าของประชาชน ข่าวคราวที่เขาได้ยินมันทำให้หัวใจของเขาแตกสลาย  เรารักชาติ รักแผ่นดินมั้ยพี่น้อง เราเป็นคนที่เป็นเดือดเป็นร้อนเป็นทุกข์ไม่สบายใจมั้ยเมื่อแผ่นดินเกิดของเรากำลังถูกทำลาย ถูกโกงกินถูกคอรัปชั่น ชาวไร่ชาวนาถูกข่มเหงถูกเอารัดเอาเปรียบ เราทุกข์ใจมั้ยเมื่อคนอธรรมครองเมือง แล้วเราเคยร้องไห้คร่ำครวญอธิษฐานกับพระเจ้าหรือไม่  เรามาอ่านคำอธิษฐานของเนหะมีย์ด้วยกัน เนหะมีย์ 1:5-11  5ข้าพเจ้าทูลว่า  “ข้าแต่พระเยโฮวาห์   พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์      พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่ง   และน่าเกรงกลัว   ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและดำรง ความรักมั่นคงกับบรรดาผู้ที่รักพระองค์   และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ 6ขอพระองค์ทรงเงี่ยพระกรรณฟัง   และขอทรงลืมพระเนตรของพระองค์ดูอยู่   เพื่อจะทรงฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์   ซึ่งข้าพระองค์ทูลอธิษฐานต่อพระองค์   ณ บัดนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน   เพื่อประชาชนอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์   สารภาพบาปของประชาชนอิสราเอล   ซึ่งข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์   ด้วยว่าข้าพระองค์กับตระกูลของข้าพระองค์ทำบาปแล้ว 7ข้าพระองค์ทั้งหลายประพฤติเลวทรามมาก   และมิได้รักษาพระบัญญัติ  กฎเกณฑ์   และกฎหมายซึ่งพระองค์ได้ทรงบัญชา ไว้กับโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ 8ขอพระองค์ทรงระลึกถึงพระวจนะ   ซึ่งพระองค์ได้บัญชาไว้กับโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ว่า   ‘ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่ซื่อตรงต่อเรา   เราจะกระจายเจ้าทั้งหลายไปในหมู่ชนชาติ ทั้งหลาย 9ถ้าเจ้ากลับมาหาเรา   และรักษาบัญญัติของเรา   และประพฤติตาม   ถึงแม้ว่าพวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่ใต้ฟ้าที่ไกลที่สุด   เราจะรวบรวมเจ้ามาจากที่นั่น   และนำเจ้ามายังสถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้   เพื่อกระทำให้นามของเรา   ดำรงอยู่ที่นั่น’ 10เขาเหล่านี้   เป็นผู้รับใช้และเป็นประชากรของพระองค์   ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงไถ่ไว้   ด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์   และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ 11ข้าแต่พระเจ้า   ขอทรงเงี่ยพระกรรณฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์   และต่อคำอธิษฐานของบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์   ผู้ปีติยินดีที่ยำเกรงพระนามของพระองค์   ขอประทานความสำเร็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ในวันนี้   และขอทรงโปรดให้เป็นที่ชอบในสายตาของชายคนนี้”    ขณะนั้น  ข้าพเจ้าเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของพระราชา คำอธิษฐานนี้เป็นการผสมผสานกันของความยำเกรง ความเคารพนับถือ การสารภาพบาป ที่ไม่ใช่บาปของคนอื่นเท่านั้นแต่เขาเอาตัวเองเข้าร่วมว่าได้ทำบาปนั้นด้วย รับผิดและรับผิดชอบด้วย ในฐานะที่เป็นคนยิวคนหนึ่ง  เขามีความสำนึกการเสียใจในสิ่งผิดที่ได้กระทำลงไป และคำอธิษฐานยังบวกกับความเชื่อมั่นความไว้วางใจต่อพระเจ้า  เนหะมีย์อธิษฐานอ้างพระสัญญาของพระองค์ และขอความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ที่พระราชาจะอนุญาตให้เนหะมีย์กลับไปสร้างกำแพงเยรูซาเล็มได้  และเขาทำได้ สร้างกำแพงเสร็จภายใน 52 วัน แม้จะมีการต่อต้านขัดขวางอย่างมากมายก็ตาม    คำอธิษฐานเช่นนี้คือสิ่งที่ดึงดูดและเขย่าหัวใจของพระเจ้าอย่างแท้จริง   คนของพระเจ้าหลาย ๆ คนในพระคัมภีร์ก็อธิษฐานเช่นนี้ ซึ่งเป็นกุญแจของการอธิษฐาน  ไม่ว่าจะเป็นคำอธิษฐานของเอสรา ดาเนียล  เอสรา 9:6  6และข้าพเจ้าทูลว่า   “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์   ข้าพระองค์ละอายขวยเขินที่จะเงยหน้าหาพระองค์พระเจ้าของข้าพระองค์   เพราะว่าความบาปชั่วของข้าพระองค์ทั้งหลายขึ้นสูงกว่า ศีรษะของข้าพระองค์   และกรรมชั่วของข้าพระองค์ทั้งหลายกองขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ 7ข้าพระองค์ทั้งหลายมีกรรมชั่วยิ่งใหญ่ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย   จนถึงทุกวันนี้  ดาเนียล 9:5,8   5ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาป   และได้กระทำความผิด   และได้ประกอบการอธรรมและการกบฏ   หันเสียจากพระบัญญัติและกฎหมายของพระองค์8ข้าแต่พระเจ้า  ความขายหน้าควรแก่พวกข้าพระองค์   แก่พระราชาของข้าพระองค์ทั้งหลาย  เจ้านาย   และบรรพบุรุษ   เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ เมื่อเนหะมีย์ได้ยินข่าวร้าย หัวใจเขาแตกสลาย เขารับรู้ข่าวสาร และเขาเปลี่ยนการรับรู้เป็นการกระทำการอธิษฐาน อดอาหารทันทีทันใด และพระเจ้าตอบคำอธิษฐานของเขา กษัตริย์อนุญาตให้เขากลับไปเยรูซาเล็ม ให้ทุกสิ่งที่เขาต้องการเพื่อไปสร้างกำแพง เมื่อเราได้ยินข่าวร้าย เราทำอะไร เราตอบสนองอย่างไร หากเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่น่าเศร้าของพี่น้อง เรามีท่าทีอย่างไร เราทำตัวเป็นไทยเฉย คริสเตียนเฉย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวรู้สึกอะไรใดใดในหัวใจของเรา หรือว่าไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ได้เป็นญาติเรา  เมื่อเรารับรู้ว่าผู้คนในสังคมถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกบีบคั้น ถูกโกงกิน  เราทำอะไร เราอาจไม่ได้มีอำนาจไม่ได้ใหญ่โตอะไรในสังคมโลกนี้ที่จะไปจัดการ  แต่เรามีอำนาจฝ่ายวิญญาณ เรามีสิทธิอำนาจในพระนามพระเยซู  เราเป็นใหญ่มากในอาณาจักรพระเจ้าที่เราสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่สูงสุด ที่พระองค์จะทรงฟังเรา ตอบคำอธิษฐานของเราเมื่อเราอธิษฐานคร่ำครวญห่วงใยคนอื่น  พันธกิจส่วนใหญ่ของพระเยซู คือการที่พระองค์รับใช้ผู้คน พระองค์มีปฎิสัมพันธ์กับผู้คน ห่วงใยในความเป็นอยู่ พระเจ้าไต่ถามพูดคุยกับหญิงสะมาเรียในขณะที่คนอื่นไม่คุย  พระองค์ถามถึงความต้องการกับชายตาบอด “เจ้าอยากให้เราทำอะไร”  มัทธิว 20 : 29-34 29 เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกออกไปจากเมืองเยรีโค   ฝูงชนเป็นอันมากก็ตามพระองค์ไป 30และนี่แน่ะ   มีคนตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมหนทาง   เมื่อได้ยินว่าพระเยซูเสด็จ   จึงร้องว่า   “พระองค์ผู้เป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า   ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์เถิด”31ฝ่ายประชาชนก็ห้ามเขาให้นิ่งเสีย   แต่เขายิ่งร้องขึ้นอีกว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พระองค์ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิด   ขอทรงเมตตาข้าพระองค์เถิด”32พระเยซูจึงหยุดประทับยืนอยู่   เรียกเขามาและตรัสว่า   “ท่านทั้งสองจะใคร่ให้เราทำอะไรเพื่อท่าน”33เขาทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ขอให้นัยน์ตาของข้าพระองค์หายบอด”34พระเยซูมีพระทัยสงสาร   ก็ทรงถูกต้องนัยน์ตาเขา   ในทันใดนั้นตาของเขาก็เห็นได้   และเขาทั้งสองได้ติดตามพระองค์ไปเราต้องทำเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทำ ไต่ถามผู้คนถึงความต้องการของเค้า การห่วงใย ความเอื้ออาทรผู้อื่น เราต้องกล้าที่จะถามอย่างพระเยซูว่า “ท่านต้องการให้เราทำอะไรเพื่อท่าน” อย่ากลัวว่าจะขาดทุน อย่ากลัวว่าจะเสียเวลา อย่ากลัวว่าเดี๋ยวจะสิ้นเปลือง เดี๋ยวชีวิตเราจะเดือดร้อน  ขอให้เรารู้ไว้ว่า  “ชีวิตมักคืนให้ ในสิ่งที่เราให้ออกไป”  มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งออกไปเดินเที่ยวบนภูเขากับลูกชาย  ขณะที่เดินอยู่ เด็กชายก็เดินสะดุดก้อนหิน เด็กน้อยรู้สึกเจ็บมากจึงร้องเสียงหลง “โอ๊ย”  แล้วก็ต้องประหลาดใจ เมื่อได้ยินเสียงตอบกลับมาจากภูเขาว่า “โอ๊ย”  ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเด็กน้อยจึงตะโกนถามว่า “เจ้าเป็นใคร”  แล้วคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ “เจ้าเป็นใคร” เจ้าหนูน้อยรู้สึกโกรธมาก ก็ตะโกนสุดเสียงว่า “เจ้าคนขี้ขลาด”  เสียงนั้นก็ตอบกลับมาว่า “เจ้าคนขี้ขลาด” เด็กน้อยตาโต มองหน้าพ่อที่เดินเข้ามาหาแล้วถามว่า พ่อครับเกิดอะไรขึ้น ผู้เป็นพ่อยิ้มแล้วตอบว่า ลูกฟังให้ดีนะ  จากนั้นพ่อก็หันหน้าไปทางหน้าผาสูงแล้วตะโกนว่า “ผมชื่นชมในตัวคุณ” เสียงนั้นก็ตอบกลับมาว่า “ผมชื่นชมในตัวคุณ”    พ่อตะโกนต่อไปอีก “คุณยอดเยี่ยมมาก” เสียงนั้นตอบกลับมาว่า “คุณยอดเยี่ยมมาก” เด็กน้อยรู้สึกสงสัยยิ่งนัก พ่อหันมองลูกชายและบอกว่า คนทั่วไปเรียกเสียงนี้ว่าเสียงสะท้อน แต่จริง ๆ แล้วมันคือ ชีวิต  ชีวิตมักคืนให้ในสิ่งที่เราให้ออกไป ชีวิตเราเป็นกระจกสะท้อนการกระทำของตัวเราเอง

   ถ้าเราอยากได้ความรักมากขึ้น           จงหยิบยื่นความรักออกไปให้มากขึ้น

                ถ้าเราอยากได้ความเมตตามากขึ้น      จงหยิบยื่นความเมตตาออกไปให้มากขึ้น

                ถ้าเราอยากได้ความเข้าใจความนับถือมากขึ้น  จงหยิบยื่นความเข้าใจความนับถือออกไปให้มากขึ้น

                ถ้าเราอยากได้รับเกียรติมากขึ้น   จงหยิบยื่นการให้เกียรติคนอื่นมากขึ้น

                ถ้าเราอยากได้รับมากขึ้น   จงหยิบยื่นการให้ออกไปให้มากขึ้น

กฎเหล่านี้ ใช้ได้กับชีวิตทุกด้านของเราเลย  ชีวิตมักคืนให้ในสิ่งที่เราให้ออกไป ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นกระจกสะท้อนการกระทำของเราเอง  เมื่อเนหะมีย์ได้ยินได้ฟัง ข่าวคราว สิ่งที่เขาทำเป็นอย่างแรกคือนั่งลงต่อพระเจ้าและอธิษฐาน เขาอดอาหารอธิษฐาน สิ่งที่เขารับฟังเป็นเรื่องใหญ่มาก และเขารู้สึกเป็นภาระใจอย่างแรงกล้า จนไม่ทำอะไรทั้งสิ้นไม่ไปที่ไหนทั้งนั้น และต้องอธิษฐานเพื่อสิ่งที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น เมื่อเราได้ยินข่าวร้าย เรื่องไม่ดี เราตอบสนองอย่างไร  กระแทกซ้ำ ซุบซิบ ดีสม บอกแล้วไม่เชื่อ หรือทำบางสิ่งบางอย่าง ไปช่วยเขา ไปหนุนใจ อธิษฐานเผื่อ  ชีวิตเราต้องการการปฎิรูป ชีวิตคนในสังคมก็เช่นกัน เริ่มต้นที่ตัวเรา และช่วยคนอื่นเพื่อผลดีจะเกิดขึ้น  เมื่อตัวเราแข็งแรง เราช่วยคนอื่นแข็งแรง  คนอื่นไปช่วยคนอื่นต่ออีก ความแข็งแรงในคริสตจักรจะเกิดขึ้น  และทุก ๆ คนไปช่วยคนในสังคมเรา เพื่อนบ้านเรา ให้แข็งแรง   เมื่อนั้นการปฎิรูป การสร้างใหม่ก็เกิดขึ้นในสังคมของเราในวงกว้างมากขึ้น ๆ  นี่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า พระเจ้ามองหาคนที่มีหัวใจเช่นนี้ และวันนี้ที่เรารับรู้พระคำพระเจ้าแล้ว พระเจ้าต้องการให้เราตอบสนอง พระเจ้าต้องการช่วยเรา ต้องการใช้เรา ต้องการอวยพรเรา  ต้องการให้ทุกคนได้รับพระพร ต้องการให้บ้านเมืองเราได้รับพระพร และเราต้องรับการสร้างใหม่ เราต้องเปลี่ยนแปลง เราต้องปฎิรูปวันนี้เพื่อชีวิตที่เกิดผล