คำเทศนาอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2014 (ศจ.วรรณพร พวงมาลัย)

  จนกว่าพระเจ้าจะเสด็จกลับมา

เราเคยมีประสบการณ์รอคอยการกลับมาของใครมั้ย โดยเฉพาะคนที่เรารัก และคนที่รักเรา การรอคอยแบบนี้ก็จะมีการจดจ่อ… คาดหวัง… ฟรุ้งฟริ้ง  พ่อของข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่จดจ่อกับการรอลูก รอเมียกลับบ้าน   พ่อเกษียณอายุราชการก่อนแม่ ทั้งวันทุกวันพ่อก็จะอยู่บ้านมีกิจวัตรอะไรก็ทำไป   แต่พอตกเย็นได้เวลาแม่กลับบ้านจะเป็นเวลาที่เป๊ะ พ่อจะนั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าบ้านนั่งตัวตรง  พอแม่มาถึงปั๊บ พ่อก็จะยิ้ม  รอแม่เสร็จรอลูกต่อ ลูกยังไม่กลับก็จะโทรตาม กลับรึยัง ถึงไหนแล้วลูก ขับรถดี ๆ  แล้วก็จบด้วยประโยคว่า พ่อรอกินข้าวนะ ทุกวัน ตอนที่หลานข้าพเจ้าเกิดเค้าต้องอยู่ในตู้อบ 2 เดือน  เราทุกคนที่บ้านก็รอคอยด้วยใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่น้องโอห์มจะได้กลับบ้าน ยังจำวันที่หมออนุญาตให้กลับบ้านได้ เราตื่นเต้นมาก มีความสุขมาก  เดี๋ยวนี้พอถึงวันจันทร์โอห์มจะจดจ่อกับการกลับมาบ้านเพื่อจะชวนป้าหนึ่งออกไปขี่จักรยานเล่น  และทุกวันก็จะรอว่าเมื่อไหร่ป้าจะกลับด้วยใจจดจ่อ ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้กลับเร็ว  วันศุกร์ที่ผ่านมาน้องโอห์มเลยแก้แค้น ฝากให้ย่าบอกป้าว่า “ถ้าป้าหนึ่งกลับมา บอกด้วยนะว่าน้องโอห์มน่ะหายไปแล้ว หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”  แก้แค้น เพราะรอคอยแล้วผิดหวัง ชีวิตคริสเตียนของเรา ก็มีการรอคอย เป็นการรอคอยที่ยิ่งใหญ่มาก และจะไม่ผิดหวังเลย นั่นคือรอคอยการเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่ 2 ของพระเยซูคริสต์ พระเยซูได้เสด็จมาบังเกิดในโลกนี้ นั่นเป็นครั้งแรก เมื่อถูกตรึงบนไม้กางเขน ทรงฟื้นคืนพระชนม์ และทรงเสด็จสู่สวรรค์ ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับเราเป็นมัดจำ    และทรงสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 2  นี่คือหลักความเชื่อของคริสเตียน  และเป็นความหวังของเราทั้งหลาย พระองค์จะกลับมาเพื่อรับผู้เชื่อที่ล่วงหลับไปแล้ว และผู้เชื่อที่ยังมีชีวิตอยู่       เราไม่รู้ว่าวันนั้นเราจะล่วงหลับไปแล้ว  หรือยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สภาพไหน เรามีความหวัง ความเชื่อและรอคอยพระองค์ผู้จะเสด็จกลับมา  มัทธิว 24:30-31 30เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์   จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า   มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ แล้วจะเห็น บุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า   ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก 31พระองค์ทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์   มาด้วยเสียงแตรอันดังยิ่งนัก   ให้รวบรวมคนทั้งปวงที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้ว   ทั้งสี่ทิศนั้น   ตั้งแต่ที่สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น  มัทธิว 24:35-44 35ฟ้าและดินจะล่วงไป   แต่ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย 36“แต่วันนั้น   โมงนั้น   ไม่มีใครรู้   ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้   รู้แต่พระบิดาองค์เดียว 37ด้วยสมัยของโนอาห์   ได้เป็นอย่างไร   เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมา   ก็จะเป็นอย่างนั้น 38เพราะว่าเมื่อก่อนวันน้ำท่วมนั้น   คนทั้งหลายได้กินและดื่มกัน   ทำการสมรสและยกให้เป็นสามีภรรยากัน   จนถึงวันที่โนอาห์เข้าในนาวา 39และน้ำท่วมมากวาดเอาเขาไปสิ้น   โดยไม่ทันรู้ตัวฉันใด   เมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาก็จะเป็นฉันนั้น 40เมื่อนั้นชายสองคนอยู่ที่ทุ่งนา   จะทรงรับคนหนึ่ง   ทรงละคนหนึ่ง 41หญิงสองคนโม่แป้งอยู่ที่โรงโม่   จะทรงรับคนหนึ่ง   ทรงละคนหนึ่ง 42เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่   เพราะท่านไม่รู้ว่า   องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน 43จงจำไว้ว่า   ถ้าเจ้าของบ้านล่วงรู้ได้ว่าขโมยจะมายามไหน   เขาจะตื่นอยู่และระวัง   ไม่ให้ทะลวงเรือนของเขาได้ 44เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้   เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น   บุตรมนุษย์จะเสด็จมาวันเวลานั้นโมงนั้น นาทีนั้น จะเป็นวันเวลาที่น่าตื่นเต้น พิเศษ ยิ่งใหญ่ สำคัญมาก  แต่ในช่วงเวลาจากนี้จนถึงวันนั้น  วันที่พระเจ้าจะเสด็จกลับมา ก็เป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้น พิเศษ ยิ่งใหญ่ และสำคัญมากด้วยเช่นเดียวกัน เราจะดำเนินชีวิตคริสเตียนในช่วงเวลาจากนี้ จนถึงวันนั้นอย่างไร เราจะทำอะไรกับช่วงเวลาตรงนี้  หรือเราจะไม่ทำอะไรเลยจนกว่าพระเจ้าจะเสด็จกลับมา  พระองค์มีน้ำพระทัย มีกำหนดการ มีแผนการสำหรับคริสเตียนทุกคน พระเจ้ามีสิ่งที่ให้เราได้เรียนรู้ว่าจนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาเราต้องทำอะไรอย่างไร เพื่อที่เราจะเกิดผลมากขึ้นถวายเกียรติแด่พระเจ้า  เราจะศึกษาด้วยกันจากพระธรรมลูกา 19 : 11-27  11เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินเหตุการณ์นั้น   พระองค์ได้ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังต่อไป   เพราะพระองค์เสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มแล้ว   และเพราะเขาทั้งหลายคิดว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะปรากฏโดยพลัน 12เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า   “มีเจ้านายองค์หนึ่งไปเมืองไกล   เพื่อจะรับอำนาจมาครองแผ่นดิน   แล้วจะกลับมา 13ท่านจึงเรียกทาสของท่านสิบคนมามอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา   สั่งว่า   ‘จงเอาไปค้าขายจนเราจะกลับมา’ 14แต่ชาวเมืองชังท่านผู้นั้น   จึงใช้คณะทูตตามไปทูลว่า   ‘เราไม่ต้องการให้ผู้นี้ครอบครองเรา’ 15เมื่อท่านได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว   ท่านจึงเรียกทาสทั้งหลายที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้นมา   เพื่อจะได้รู้ว่าเขาทุกคนค้าได้กำไรกี่มากน้อย 16ฝ่ายคนแรกมาทูลว่า   ‘พระเจ้าข้า   เงินมินาหนึ่งของพระองค์   ได้กำไรสิบมินา’ 17พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   ‘ดีแล้วเจ้าเป็นทาสที่ดี   เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด’ 18คนที่สองมาทูลว่า   ‘พระเจ้าข้า   เงินมินาหนึ่งของพระองค์ได้กำไรห้ามินา’ 19พระองค์จึงตรัสกับเขาเหมือนกันว่า   ‘เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด’ 20อีกคนหนึ่งมาทูลว่า   ‘พระเจ้าข้า   นี่เงินมินาหนึ่งของพระองค์ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ 21เพราะข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท   ด้วยว่าฝ่าพระบาทเป็นคนเข้มงวด   ฝ่าพระบาทเก็บผลซึ่งฝ่าพระบาทมิได้ลงแรง   และเกี่ยวที่ฝ่าพระบาทมิได้หว่าน’ 22พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า   ‘อ้ายข้าชั่วช้า   เราจะปรับโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเอง   เจ้าก็รู้หรือว่าเราเป็นคนเข้มงวดเก็บผลซึ่งเรามิได้ลงแรง   และเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน 23ก็เหตุไฉนเจ้ามิได้ฝากเงินของเราไว้ที่ธนาคารเล่า   เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย’ 24แล้วพระองค์ตรัสสั่งคนที่ยืนอยู่ที่นั่นว่า   ‘จงเอาเงินมินาหนึ่งนั้นไปจากเขาให้แก่คนที่มีสิบมินา’ 25คนเหล่านั้นทูลว่า   ‘พระเจ้าข้า   เขามีสิบมินาแล้ว’ 26‘เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า   ทุกคนที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก   แต่ผู้ที่ไม่มี   แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้น   จะต้องเอาไปจากเขา 27ฝ่ายพวกศัตรูของเราที่ไม่ต้องการให้เราครอบครองเขานั้น   จงพาเขามาที่นี่   และฆ่าเสียต่อหน้าเรา’ ” ท่าทีอย่างแรกที่เราจะต้องมีจนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา

ประการที่ 1 เราต้องมีชีวิตที่สัตย์ซื่อ

เวลานั้นพระเยซูกำลังเสด็จจากเยรีโค เพื่อไปกรุงเยรูซาเล็ม   ในเวลานั้นคนยิวมีความคาดหวังสูงมาก ว่าจะมีผู้นำทางการเมืองซึ่งจะตั้งอาณาจักรในโลกนี้ และขจัดอำนาจพวกโรมในเวลานั้น  ผู้คนมีความคาดหวังว่าพระเยซูคริสต์จะประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์พระผู้ช่วยให้รอดและ สำแดงฤทธิ์อำนาจ และอาณาจักรของอิสราเอลจะได้รับการสถาปนาแบบฉับพลันทันใด   แต่ในขณะที่ผู้คนคาดหวังแบบนั้น พระเยซูกกลับเล่าเรื่องอุปมาให้พวกเขาฟัง ลูกา 19 :12-13 เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า   “มีเจ้านายองค์หนึ่งไปเมืองไกล   เพื่อจะรับอำนาจมาครองแผ่นดิน   แล้วจะกลับมา 13ท่านจึงเรียกทาสของท่านสิบคนมามอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา   สั่งว่า   ‘จงเอาไปค้าขายจนเราจะกลับมา’ ในคำอุปมานี้พระเยซูคริสต์กำลังพูดเปรียบถึงพระองค์เอง  กำลังบอกกับผู้คนผ่านคำอุปมาว่าพระองค์ไม่ได้จะมาเป็นกษัตริย์อย่างที่ผู้คนคาดหวัง  ที่จะเข้ามาในกรุงเยรูซาเล็มแล้วก็ประกาศสถาปนาบัลลังก์ความเป็นกษัตริย์   แต่พระเยซูกำลังบอกว่า พระองค์กำลังจะจากโลกนี้ไป และพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง เหมือนกษัตริย์ในคำอุปมานี้ที่ไป แล้วก็กลับมา แต่ในระหว่างช่วงที่ไป และกลับมานั้น มันมีช่วงเวลา และเป็นช่วงเวลาที่เหล่าสาวกจะต้องสัตย์ซื่อ และขยันขันแข็งในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่  และเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา พระเยซูจะตั้งอาณาจักรที่ทรงอำนาจและยุติธรรมยิ่งกว่าที่พวกเขาคาดหวัง เรามีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาแห่งความหวัง ในการรอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ในฐานะองค์จอมกษัตริย์  แต่ในช่วงเวลาระหว่างนี้ล่ะ? คืออะไร คำอุปมานี้กำลังบอกอะไรกับเรา ในคำอุปมานี้มีการเรียกทาสมา 10 คน และให้เงินไว้ 10 มินา และบอกว่าเอาเงินนี้ไปทำงาน ไปต่อยอด ไปค้าขาย ไปทำให้เกิดผล  ทาสแต่ละคนได้เงินคนละ 1 มินา เงิน1มินาจะมีค่าเท่ากับค่าจ้างประมาณ 3 เดือนในช่วงเวลานั้น อาจไม่ใช่เงินจำนวนมากเท่าไหร่ แต่ก็เพียงพอที่จะทำมาค้าขายได้ จนกว่าที่เจ้านายจะกลับมา  ทาสทุกคนได้จำนวนเงินที่เท่ากัน ได้โอกาสที่เท่ากันที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง ทุกคนได้รับคำสั่งเหมือนกันให้นำเงินนี้ไปค้าขาย  พวกเขาต่างรับรู้ว่าในระหว่างที่เจ้านายไม่อยู่พวกเขามีสิ่งที่ต้องทำ ที่จะต้องลงทุน และไปทำให้เกิดผลอย่างสัตย์ซื่อต่อสิ่งที่ได้รับมา  คำอุปมากำลังบอกว่าเหล่าสาวกของพระเยซูจะต้องทำอะไรในช่วงเวลาระหว่างพระองค์เสด็จจากไป กับการเสด็จมาครั้งที่ 2   และ เพราะเราอยู่ในช่วงเวลานี้ พระคำตอนนี้กำลังพูดกับเราโดยตรง เราได้รับทรัพยากรที่ยอดเยี่ยมจากพระเจ้าเพื่อจะสร้างและขยายอาณาจักรของพระเจ้า  และก่อนที่พระเยซูจะเสด็จจากสาวกไปหลังจากฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์ได้ให้พระมหาบัญชาที่เราทุกคนต้องกระทำตามอย่างสัตย์ซื่อ  มัทธิว 28 :19-20 19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของเรา   ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค” พระเยซูทรงคาดหวังให้เราใช้ตะลันต์ที่มีอยู่ในมือเรา ทำให้เกิดผลเพิ่มพูนขึ้น และให้อาณาจักรพระเจ้าขยายออกไป  วันหนึ่งเราแต่ละคนต้องรายงานว่าเราได้ทำอะไรบ้างกับของประทานที่พระเจ้ามอบให้แก่เรา  ในขณะที่เราใช้ชีวิตดำเนินชีวิตคอยอาณาจักรของพระเจ้ามาปรากฏด้วยสง่าราศี  เรามีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้อย่างสัตย์ซื่อแค่ไหน    ความสัตย์ซื่อเป็นคุณธรรมในชีวิตคริสเตียนที่สำคัญ  เป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพทางจริยธรรมในหัวใจของเรา  เมื่อราเข้าส่วนกับพระเจ้า เราจะมีความสัตย์ซื่อและจงรักภักดี เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานอยู่ภายในชีวิตของเรา และความสัตย์ซื่อเป็นผลของพระวิญญาณ   และเมื่อผลพระวิญญาณความสัตย์ซื่อนี้เติบโตมากขึ้น  ๆ  เราจะเป็นผู้ที่ไว้ใจได้  เราจะโฟกัสในการรับใช้พระเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะไม่มี 2 ใจ    เราจะมีความเชื่อที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวกับอะไรง่าย ๆ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเลวร้ายแค่ไหน  เมื่อเราสัตย์ซื่อเราจะเป็นที่เชื่อถือได้   กี่ครั้งที่ความสัตย์ซื่อของเราตั้งอยู่บนสถานการณ์  เหตุการณ์แวดล้อม ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น  เช่นเราจะยังคงสัตย์ซื่อตราบที่ทุกสิ่งดำเนินไปด้วยดี  ถ้าเป็นเช่นนี้ ขอพระเจ้าช่วยพัฒนาความสัตย์ซื่อในชีวิตของเราให้เติบโตมากขึ้น ๆ   พระเยซูทรงสัตย์ซื่อจนกระทั่งนาทีสุดท้าย  พระเยซูไม่ได้วิ่งหนีจากการทรงเรียกของพระบิดา แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายมากเพียงใดก็ตาม  ฮีบรู 3:1-2  เหตุฉะนั้น   ดูก่อนท่านพี่น้องธรรมิกชน   ผู้ตอบสนองด้วยกันกับเราในการที่พระเจ้าทรงเรียก   จงนึกถึงอัครทูตและมหาปุโรหิตผู้ซึ่งเราเชื่อและรับนั้น   คือพระเยซู 2พระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าผู้ได้ทรงแต่งตั้งพระองค์ไว้   เหมือนอย่างโมเสสซื่อสัตย์ต่อชุมนุมชน   อันเป็นครอบครัวของพระเจ้า พระเยซูทรงสัตย์ซื่อต่อพระบิดา และโดยความสัตย์ซื่อของพระเยซูนี่เองที่ทำให้เราได้รับโอกาสแห่งความรอด    เราสัตย์ซื่อเพราะผู้ซึ่งเรารับใช้อยู่นี้สัตย์ซื่อ แม้ว่าเส้นทางของพระองค์จะนำพระองค์เองไปสู่ความตายบนไม้กางเขนฟิลิปปี  2:7 – 9  5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า   แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7แต่ได้กลับทรงสละ   และทรงรับสภาพทาส   ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว   พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา   กระทั่งความมรณาที่กางเขน 9เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง   และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์  เราต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า   พระเจ้าคาดหวังเราที่จะสัตย์ซื่อกับพระองค์  พระองค์ทำมากมายเพื่อเรา ทรงสัตย์ซื่อต่อเรา และพระเจ้าทรงคาดหวังความสัตย์ซื่อจากเรา ที่จะทำสิ่งที่พระเจ้าเรียกให้เราทำ และถ้าเราปฎิเสธที่จะนำคนหลงหาย ใครล่ะจะทำ   มัทธิว 24:45-46 45“ใครเป็นทาสสัตย์ซื่อและฉลาด   ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกบ่าวทาสสำหรับแจกอาหารตามเวลา 46เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้น   ทาสผู้นั้นก็จะเป็นสุข  สุภาษิต 25:13 13หิมะให้ความเย็นในฤดูเกี่ยวอย่างไร  ผู้สื่อสารที่ซื่อสัตย์ย่อมทำให้จิตวิญญาณของนายผู้ใช้ เขาชุ่มชื่นอย่างนั้น   2 โครินธ์ 2:17 17เพราะว่าเราไม่เหมือนคนเป็นอันมาก   ที่เอาพระวจนะของพระเจ้าไปขายกิน   แต่ว่าเราประกาศด้วยอาศัยพระคริสต์อย่างคนสัตย์ซื่อ   อย่างคนที่มาจากพระเจ้า   และอย่างคนที่อยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า พระเจ้าไม่ต้องการให้เรารับของขวัญแห่งความรอดแล้วก็ไม่ทำอะไร แล้วรอวันที่พระองค์จะเสด็จกลับมา แล้วเดินเข้าสู่ประตูสวรรค์เท่านั้น  พระเจ้าคาดหวังความสัตย์ซื่อที่เราจะกระทำราชกิจของพระเจ้า นำดวงจิตวิญญาณที่หลงหาย ประกาศความรอดของพระองค์  กลับมาที่คำอุปมา ในวันที่เจ้านายกลับมา  เจ้านายต้องการรู้ว่าทาสแต่ละคนได้เพิ่มพูนผลกันอย่างไรบ้าง ในต้นทุนที่เจ้านายให้ไป  ลูกา 19:15-1915เมื่อท่านได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว   ท่านจึงเรียกทาสทั้งหลายที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้นมา   เพื่อจะได้รู้ว่าเขาทุกคนค้าได้กำไรกี่มากน้อย 16ฝ่ายคนแรกมาทูลว่า   ‘พระเจ้าข้า   เงินมินาหนึ่งของพระองค์   ได้กำไรสิบมินา’ 17พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   ‘ดีแล้วเจ้าเป็นทาสที่ดี   เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด’ 18คนที่สองมาทูลว่า   ‘พระเจ้าข้า   เงินมินาหนึ่งของพระองค์ได้กำไรห้ามินา’ 19พระองค์จึงตรัสกับเขาเหมือนกันว่า   ‘เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด’  สิ่งที่ชาย 2 คนนี้กระทำทำให้เขาได้ครอบครองอาณาจักร เพราะผลแห่งความสัตย์ซื่อในชีวิตของเขา   เราทุกคนได้รับโอกาส เวลา อุปกรณ์ ทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับการดำเนินชีวิต การทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายเพื่อพระคริสต์ด้วยกันทั้งนั้น ผ่านทางกิจแห่งความเมตตากรุณา คำอธิษฐาน การถวาย การประกาศ การนำดวงวิญญาณ และอีกหลาย ๆ วิธี   เรามีมินาที่พระเจ้าให้เราแล้ว เราต้องสัตย์ซื่อ ประการที่ 2 จนกว่าพระเจ้าจะเสด็จกลับมา

ประการที่ 2 เราต้องใส่ใจต่ออาณาจักรพระเจ้า

แต่เมื่อมาถึงทาสคนที่ 3 เขากลับบอกว่า  ลูกา 19:20-21 20อีกคนหนึ่งมาทูลว่า   ‘พระเจ้าข้า   นี่เงินมินาหนึ่งของพระองค์ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ 21เพราะข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท   ด้วยว่าฝ่าพระบาทเป็นคนเข้มงวด   ฝ่าพระบาทเก็บผลซึ่งฝ่าพระบาทมิได้ลงแรง   และเกี่ยวที่ฝ่าพระบาทมิได้หว่าน’ ชายคนนี้ตกที่นั่งลำบากซะแล้ว  ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการไปทำการค้าขายซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากอะไรเลย  แต่เขายังสบประมาท  ตำหนิ  กล่าวโทษ กษัตริย์อีกด้วย ว่ากษัตริย์เป็นคนเข้มงวด ก็เลยกลัวถ้าไปลงทุนแล้วจะเสี่ยง จะสูญเงินเปล่า ก็เลยเอาเก็บเอาผ้าห่อไว้ เพราะกลัวว่าทำอะไรไปเดี๋ยวจะเกิดความผิดพลาด  เพราะฉะนั้นก็ไม่ทำอะไรซะเลยดีกว่า  แต่ในการไม่ทำอะไรเลยคือการไม่เชื่อพังคำสั่งที่ให้เอาเงินนี้ไปค้าขาย  ลูกา 19:22-23 22พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า   ‘อ้ายข้าชั่วช้า   เราจะปรับโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเอง   เจ้าก็รู้หรือว่าเราเป็นคนเข้มงวดเก็บผลซึ่งเรามิได้ลงแรง   และเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน 23ก็เหตุไฉนเจ้ามิได้ฝากเงินของเราไว้ที่ธนาคารเล่า   เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย’  กษัตริย์ได้ลงโทษทาสผู้นี้ไม่ใช่เพราะเขาทำในสิ่งที่ชั่วร้าย  แต่เพราะทาสผู้นี้ไม่ทำอะไรเลยต่างหาก  การไม่ทำอะไรนั่นแหละจึงทำให้กษัตริย์เรียกทาสผู้นี้ว่า “อ้ายข้าชั่วช้า” อ้ายทาสเลว  ลูกา 19:24-27 24แล้วพระองค์ตรัสสั่งคนที่ยืนอยู่ที่นั่นว่า   ‘จงเอาเงินมินาหนึ่งนั้นไปจากเขาให้แก่คนที่มีสิบมินา’ 25คนเหล่านั้นทูลว่า   ‘พระเจ้าข้า   เขามีสิบมินาแล้ว’ 26‘เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า   ทุกคนที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก   แต่ผู้ที่ไม่มี   แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้น   จะต้องเอาไปจากเขา 27ฝ่ายพวกศัตรูของเราที่ไม่ต้องการให้เราครอบครองเขานั้น   จงพาเขามาที่นี่   และฆ่าเสียต่อหน้าเรา’ ”   แม้แต่ทาสคนอื่น ๆ รู้สึกตกใจเมื่อกษัตริย์บอกว่าให้เอาเงิน 1 มินานั้นไปให้กับคน 10 มินา ถ้อยคำของพระเยซูคริสต์นั้นชัดเจน  ผู้ที่สัตย์ซื่อก็จะได้รับบำเหน็จรางวัลตามสิ่งที่กระทำนั้น และจะเพิ่มให้มากขึ้น ๆ  แต่ผู้ที่ไม่ทำอะไรเลยจะสูญเสียสิ่งที่มี ผู้ที่แสวงหาชีวิตในฝ่ายวิญญาณ ใส่ใจในข่าวประเสริฐ  ใส่ใจต่อชีวิตผู้อื่น ใส่ใจต่อความรอดของคนอื่น  จะยิ่งได้รับมากขึ้น แต่คนที่เพิกเฉย หรือใช้สิ่งที่ได้รับจากพระเจ้าอย่างไม่รู้คุณค่าก็จะยากจนลงและสูญเสียสิ่งที่มี   เหตุใดกษัตริย์จึงรุนแรงกับคนที่ไม่ได้ใช้เงินให้เกิดผลงอกเงยขึ้นมา  พระองค์ลงโทษเขาเพราะเขาไม่ได้ใส่ใจในอาณาจักรพระเจ้า  และไม่ได้ใส่ใจในความตั้งใจความคิดของเจ้านาย และยังห่วงแต่ตัวเอง  มัทธิว 19:29 29ผู้ใดได้สละบ้าน   หรือพี่น้องชายหญิงหรือบิดามารดา   หรือลูกหรือไร่นาเพราะเห็นแก่นามของเรา   ผู้นั้นจะได้ผลร้อยเท่าและจะได้ชีวิตนิรันดร์ด้วย  พระเยซูตรัสคำอุปมาในลูกา 19 นี้มาถึงเราทั้งหลายทุกคน เพราะเราคือผู้ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่างที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมา  พระองค์ได้มอบหมายให้เราทำตามพระมหาบัญชาที่จะออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวก ให้เขาได้รับบัพติสมา สอนเขาถึงทางของพระเจ้า ขยายอาณาจักรขยายแผ่นดินของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่เราต้องใส่ใจจนว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา  วันนี้เราลงทุนอย่างไร  เราลงทุนเรื่องเวลาอย่างไร   ลงทุนเรื่องเงินแบบไหน ลงทุนกับพลังกับความสามารถที่เรามีอยู่อย่างไรในอาณาจักรพระเจ้า ถ้าเราทำสิ่งที่พระเจ้าบอกให้เราทำอาณาจักรพระเจ้าก็จะเป็นอาณาจักรของเรา และรับบำเหน็จรางวัลตามสิ่งที่เราได้กระทำ เราจะได้ครอบครอบ ปกครองร่วมกับพระคริสต์  แต่ผู้ที่ไม่ทำสิ่งใดเลยก็จะไม่ได้รับสิ่งใดเลยเช่น และยิ่งกว่าก็จะสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ไป   มีคริสเตียนที่มีความเชื่อแบบนี้ด้วยว่า ถ้าเพียงแต่เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราก็ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์แล้ว  แต่คำอุปมานี้ได้เปิดเผยแล้วว่า เมื่อไม่ทำสิ่งใดก็ไม่ได้สิ่งใด ถ้าเราคิดว่าเราทำให้พระเจ้าประทับใจในวันที่พระองค์เสด็จกลับมาด้วยการบอกว่า เราเป็นคริสเตียนที่ดีนะ เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เราอาจต้องแปลกใจ เพราะพระเจ้าจะไม่ถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราไม่ได้ทำ แต่พระเจ้าจะถามว่าเราทำอะไร  ่การเป็นคริสเตียนไม่ใช่เพียงแค่ การไม่ทำสิ่งนี้ ไม่ทำสิ่งนั้น  “เขาเป็นคริสเตียน เขาไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สาบาน นี่ไม่ใช่นิยามคำอธิบายความเป็นคริสเตียน เป็นคริสเตียนเพราะไม่ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเลย  สิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตคริสเตียนคือ สิ่งที่เราทำ เราทำอะไร เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาในฐานะจอมกษัตริย์ และเรายืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ พระองค์จะพูดว่า ดีแล้ว   เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ   เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย   เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก   เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’ นั่นเพราะเราได้ทำสิ่งที่ควรทำ  ไม่ใช่เพราะเราไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่เคยใช้ของประทานความสามารถสิ่งที่มีอยู่ เงินทอง เวลาที่จะรับใช้พระเจ้า   เราจะไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลอะไรเลยจากพระเจ้าถ้าเราดำเนินชีวิตแค่หลีกเลี่ยงความบาป หนีจากการทดลอง และไม่ทำสิ่งใดเลย  เราต้องสัตย์ซื่อที่จะใช้สิ่งที่เรามีอยู่ ใช้ชีวิตของเรา ใช้ของประทานความสามารถที่จะสร้างความแตกต่างในโลกนี้  สิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่เราต้องสังเกตในเรื่องราวคำอุปมาที่พระเยซูยกมานี้คือสิ่งที่กษัตริย์ในคำอุปมาตอนนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจมากของกษัตริย์ต่อทาสของพระองค์  ที่จะให้ทรัพย์สินส่วนพระองค์  วางเงินไว้ในมือของผู้รับใช้เหล่านั้นให้เอาไปใช้ให้ดีที่สุด ไม่ได้มาคอยตามเช็คตามตรวจสอบทุกฝีก้าว ไม่ได้คอยยืนจ้องไปทุกฝีก้าวจะขยับไปไหนทำอะไร  ไม่ได้แม้แต่จะให้วิธีการ 1 2 3 4 ในการเอาเงินไปลงทุน  วิธีการของพระเจ้าไม่เหมือนโลกนี้ วิธีของพระองค์คือ พระเจ้าไว้ใจเรา  พระองค์ไม่แทรกแซงเรา พระเจ้าให้เสรีภาพกับเรา   เรารู้ว่าจะมีวันที่พระเจ้าจะเสด็จกลับมาที่จะมารับรายงานจากเราว่าเราทำอะไร ในชีวิตของเรา  มารับรายงานจากเราว่าเราใช้ของประทานความสามารถที่พระเจ้าให้ไว้กับเราอย่างไร  ความไว้วางใจของพระเจ้าก็คือการทดสอบของพระเจ้าด้วย พระองค์ให้เสรีภาพที่สมบูรณ์แก่เราแล้ว  เราจะทำอย่างไรกับเสรีภาพนั้น  พระเจ้านำเรา แต่พระองค์ก็ไม่บังคับเรา   นั่นหมายความว่าเราต้องมีความรับผิดชอบในการตัดสินใจเลือกของเรา  มีนิทานเรื่องหนึ่ง เล่าว่า  มีพ่อค้า 3 คน กำลังเดินทางข้ามทะเลทราย คืนหนึ่งขณะที่กำลังจะพักผ่อน ทั้ง 3 ได้ยินเสียงพูดกับพวกเขาในความมืด  เสียงนั้นบอกให้พวกเขาเก็บก้อนหินในบริเวณนั้นใส่กระเป๋าตัวเองไว้ให้มากที่สุด แล้วค่อยเดินทางต่อไป และเมื่อถึงตอนเช้าพวกเจ้าจะรู้เองว่าทำไม   แต่จะมีบางคนในพวกเจ้าที่มีความสุข แต่บางคนก็จะเสียใจมาก  นักเดินทางก็ทำตามเสียงนั้น  เมื่อแสงสว่างยามเช้ามาถึง  นักเดินทางทั้ง 3 คน ก็มองสิ่งที่ตัวเองเก็บไว้เมื่อคืนที่ผ่านมา และมีนักเดินทางบางคนที่มีความสุขมาก แต่ก็มีนักเดินทางบางคนที่รู้สึกเสียใจมาก  เพราะก้อนหินที่พวกเขาเก็บเมื่อคืนมันกลับกลายเป็นเพชรเป็นอัญมณีที่มีค่า คนที่ดีใจมีความสุขมากนั่นก็เพราะคนนั้นได้เก็บไว้มาก  ส่วนคนที่เสียใจเพราะว่าเก็บก้อนหินไว้น้อย และมีคนที่เสียใจอย่างที่สุดเพราะไม่ได้เก็บอะไรไว้เลย นี่อาจเป็นเรื่องราวตอนจบในชีวิตเรา บางคนอาจดีใจมีความสุขมากเพราะเราได้ใช้เวลา ความสามารถที่เรามีเพื่อพระเจ้า  แต่บางคนอาจเสียใจเพราะไม่ได้ทำอะไรเลย  ในวันแห่งการพิพากษา เราจะได้รับบำเหน็จรางวัลในสิ่งที่เราทำในชีวิตนี้ แล้วมันก็น่าเสียใจด้วยถ้าเราได้บำเหน็จเพียง 5 มินา แทนที่จะเป็น 10 มินา  หรือเสียใจอย่างที่สุดเพราะเราไม่ได้ทำอะไรเลย   เราห่อมันไว้เก็บมันไว้  อย่ามีชีวิตเพียงเพื่อตัวเอง เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า  เพื่อผู้อื่น วิลเลี่ยม บาร์คเลย์ กล่าวว่า ในชีวิตคริสเตียนไม่มีคำว่าอยู่ในระดับเดิม ชีวิตคริสเตียนมี 2 อย่าง คือมากขึ้น หรือสูญเสียสิ่งที่เรามี  สูงขึ้น กับถอยหลังลงไปเรื่อย ๆ  ชีวิตเราจะมีความหมายสำหรับพระเจ้าแค่ไหน หากเราลงทุนชีวิตของเราในอาณาจักรของพระเจ้า  พระเจ้าทรงประทานแก่เราแต่ละคนตามความจำเป็นและอย่างเพียงพอที่เราจะรับใช้พระองค์เสมอ   อย่ากังวลถึงความสามารถว่าจะไม่เพียงพอ ไม่ดีพอ ยังไม่ได้ อย่ากังวล เพราะพระเจ้าจะทรงใส่ศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ไว้ในมือของเรา   อย่ากังวล อย่ากลัวว่าเรามีเงินไม่พอ  แต่เมื่อเราสัตย์ซื่อในสิ่งที่เรามีอยู่ในมือ แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่เราจะได้รับมากขึ้น  ในหนังสือเรื่อง การแสวงหาพระเจ้าของ เอ ดับบลิว โทเซอร์  บอกว่า สิ่งที่กว้างที่สุดในจักรวาลไม่ใช่เนื้อที่  แต่เป็นศักยภาพความจุในหัวใจมนุษย์ ที่จะเป็นไปตามพระฉายของพระเจ้า  ซึ่งมันสามารถที่จะขยายเติบโตไปแบบสุด ๆ ในทุกทิศทาง  และคริสเตียนควรแสวงหาการขยายหัวใจที่มาจากพระเจ้า  หมายความว่าอย่างไร  พระเจ้ายิ่งใหญ่ใช่มั้ย ยิ่งใหญ่มากเกินกว่าที่จะเอาอะไรมาวัดได้ และถ้าหัวใจเราเป็นไปตามพระฉายของพระเจ้า หัวใจเราก็จะยิ่งใหญ่มาก เราจะมีใจที่ยิ่งใหญ่ กว้างขวาง  เราเคยได้ยินสำนวน บอกว่าใจกว้างยังกับแม่น้ำ หมายถึงว่ามีจิตใจที่กว้างขวางมาก แต่ก็ยังเล็กไปสำหรับคริสเตียน เล็กไปสำหรับพระเจ้า เพราะพระองค์ต้องการให้เรามีหัวใจยิ่งใหญ่เหมือนพระองค์   ถ้าเราเริ่มต้นที่จะใช้สิ่งที่พระเจ้าให้กับเรา และเริ่มต้นที่จะกระทำตามสิ่งที่เราได้รับ เราจะเห็นและรู้สึกถึงการเติบโตในหนทางที่เราไม่คาดคิด   พระเยซูตรัสใน มัทธิว 25:29  ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ   แต่ผู้ที่ไม่มี  แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา  ความบาปของการไม่สัตย์ซื่อ ไม่ใส่ใจ ไม่ใช่เพราะว่าเขาทำอะไรผิด แต่ความบาปของการไม่สัตย์ซื่อ ไม่ใส่ใจคือการไม่ทำสิ่งใดเลย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะต้องทำตามสิ่งที่เป็นบัญชาขององค์จอมเจ้านาย  เรารู้แต่เราไม่ทำ เราก็เป็นคริสเตียนเพียงแต่ในนาม คริสเตียนแต่ชื่อเท่านั้น ที่คิดว่าเราเป็นของพระองค์  พระองค์เป็นของเรา แต่ไม่เคยคิดจะทำสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยเพื่อพระองค์ในการขยายแผ่นดินของพระเจ้า และการไม่ทำไม่ใช่เพราะไม่มี แต่เพราะไม่สนใจในราชกิจของพระเจ้า และใช้ชีวิตแบบขาดแคลนฝ่ายวิญญาณ ที่กลัวจะสูญเสีย กลัวจะไม่พอ กลัวจะไม่มี   เราสัตย์ซื่อ ใส่ใจในการใช้สิ่งดี ๆ ที่พระเจ้าประทานให้กับเราหรือไม่ หรือพระเจ้าได้ของเหลือ ๆ จากเรา เวลาที่เหลือ เงินที่เหลือ ความสามารถที่เหลือ พลังงานที่เหลือ ๆ อย่ารอจนไม่มีเวลาเหลือแล้วในชีวิต อย่าให้วันสุดท้ายที่มาถึง วันที่พระองค์เสด็จกลับมาแล้วเราเพิ่งมาตระหนักว่าเราไม่เคยลงทุนอะไรเลยกับแผ่นดินของพระเจ้า ไม่เคยลงทุนลงแรงอะไรกับคุณค่าที่แท้จริง และเมื่อมาถึงวันนั้น เราทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว เมื่อพระองค์เสด็จมา   อย่าใช้ชีวิตเพียงเพื่อตัวเองและลืมพระเจ้า แล้วให้เศษ ๆ เวลากับพระองค์   พระเยซูตรัสในลูกา 8:18 18เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจะฟังอย่างไรก็จงเอาใจจดจ่อ   เพราะว่าผู้ใดมีอยู่แล้ว   จะทรงเพิ่มเติมให้แก่ผู้นั้นอีก   แต่ผู้ใดไม่มี   แม้ซึ่งเขาคิดว่ามีอยู่นั้น   จะทรงเอาไปจากเขา”