คำเทศนาอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2014 (ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ)

“ชีวิตที่เกิดผล…นำคนกลับใจใหม่”

สำหรับคนที่ยังอยู่ในชีวิตเก่า ไม่ง่ายเลยที่จะกลับใจใหม่ และอยากจะบอกว่า การไปเตือนคนที่ยังอยากอยู่ในชีวิตเก่า ให้เลิกพฤติกรรมเก่าๆ เลิกนิสัยแย่ๆ เลิกอะไรๆที่เป็นบาป คือการไปแหย่รังแตน บาดเจ็บทุกราย และอาจถึงตายได้   ก็คนมันชอบ คนมันอยาก จึงมีสำนวนที่ว่า น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง ความปรารถนาในกิเลศตัณหาของคนเหมือนน้ำเชี่ยว คนห้ามก็คือคนที่กำลังเอาเรือไปขวาง มีแต่พังกับพัง แล้วยังไง ถ้าเราจะดำเนินชีวิตอย่างคนที่มีชีวิตที่เกิดผล….นำคนกลับใจใหม่ หมายความว่าอย่างไร บางคนอาจเข้าใจว่า การนำคนกลับใจใหม่ ทำได้แค่วิธีห้ามกับวิธีเตือน แต่ความจริง ยังมีวิธีอื่นนอกเหนือจากนี้ที่จะนำคนกลับใจใหม่ ยากอบ 5:19-20 19 พี่​น้อง​ของ​ข้าพ​เจ้า ถ้า​ใคร​ใน​พวก​ท่าน​ถูก​หลอก​ให้​หลง​ผิด​ไป​จาก​ความ​จริง​และ​มี​คน​นำ​เขา​กลับ​มา(กลับใจใหม่ 1971) 20 ให้​คน​นั้น​รู้​เถิด​ว่า​ผู้​ที่​นำ​คน​บาป​กลับ​จาก​ทาง​ผิด​ของ​เขา จะ​ช่วย​วิญ​ญาณ​จิต​ของ​คน​บาป​นั้น​ให้​รอด​จาก​ความ​ตาย และ​จะ​ทำ​ให้​บาป​มาก​มาย​ได้​รับ​การ​อภัย(2011)ฉบับแปล 1971 ใช้คำว่า “ชักจูง” (ให้เขากลับใจใหม่) กับคำว่า “ช่วย” (คนบาปให้พ้นทางผิดของเขา) รากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า พาเขากลับมาตรงกันข้าม คำว่า กลับใจใหม่ แปลว่า หันกลับมาตรงกันข้าม ในที่นี้ไม่ได้ใช้คำว่า กลับใจใหม่ แต่ใช้คำว่า กลับมาตรงกันข้ามกับทิศทางของความบาป ความบาปแปลว่า พลาดไปจากเป้า (น้ำพระทัยของพระเจ้า) การนำคนกลับจากการพลาดไปจากน้ำพระทัยพระเจ้าก็คือการพากลับมาสู่น้ำพระทัยพระเจ้า ซึ่งน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่ต้องการให้ใครก็ตามถูกพิพากษาลงโทษ 2เปโตร 3:9  ​พระ​องค์​ไม่​ทรง​ประสงค์​ที่​จะ​ให้​ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​พินาศ​เลย แต่​ทรง​ปรารถนา​ที่​จะ​ให้​คน​ทั้ง​ปวง​กลับ​ใจ​เสีย​ใหม่​ ความหมายของคำว่า “พินาศ” คือความตายชั่วนิรันดร์ ไม่มีเวียนว่ายตายเกิด แต่ตายแบบดับสูญ ทำอย่างไรที่จะนำคนให้กลับมาสู่น้ำพระทัยพระเจ้า  เป็นคำถามเพื่อหาคำตอบโดย ไม่ใช้วิธีห้าม วิธีเตือน (แบบกำปั้นทุบดิน) และไม่ใช่การเอาตัวเองไปร่วมทำบาปด้วยกัน  เหมือนกับคนที่จะฉุดคนขึ้นมาจากเหว  คนฉุดจะต้องยืนอยู่ในจุดที่สูงกว่าจึงจะมีแรงดึงคนที่อยู่ในเหวขึ้นมาได้ หากอยู่ในระดับเดียวกัน หรือต่ำกว่า มีแต่จะพากันลงเหว ดังนั้น ชีวิตที่เกิดผล….นำคนให้กลับใจใหม่จึงต้องเป็นชีวิตที่มีกำลัง มีแรงที่จะนำคน หากไม่มีเรี่ยวแรง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำคนให้กลับใจใหม่(หรือนำคนไปสู่การเปลี่ยนแปลง) ทุกวันนี้ เราอยากเห็นใครกลับใจใหม่บ้าง เปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่บ้าง คนนั้นไม่ไกลจากเรา อาจเป็นลูก เป็นพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน คนที่เรารู้จักมักคุ้น หรือคนแปลกหน้าเพิ่งพบปะกันไม่นาน เราอยากเห็นคนดี มากกว่าเห็นคนเลวในสังคมของเรา ใครจะเป็นคนเริ่ม คงหนีไม่พ้น การเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน หากเราแต่ละคนทำบทบาทหน้าที่ของเรา ช่วยกันนำคนให้กลับมาหาพระเจ้า สังคมจะน่าอยู่กว่านี้มากมาย คำตอยอยู่ที่คริสเตียน  ต้องเป็น  ชีวิตที่เกิดผล…นำคนกลับใจใหม่   ชีวิตที่เกิดผลต้องพึ่งพาฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า และยังต้องเข้าสู่กระบวนการภาคปฏิบัติ นั่นคือ คริสเตียนต้องเป็นนักปฏิบัติ (ไม่ใช่เคร่งศาสนา) ไม่ใช่แค่มีความรู้เพียงแค่สมองอย่างเดียว  และนี่คือเส้นทางของชีวิตที่เกิดผลของสาวกของพระเยซูรุ่นแรกในหนังสือซีรี่ส์วันนี้ กิจการ 5:30-42 30 ​พระ​เยซู​ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​ฆ่า​เสีย​โดย​แขวน​ไว้​ที่​ต้นไม้​นั้น ​พระ​เจ้า​แห่ง​บรรพ​บุรุษ​ของ​เรา​ได้​ทรง​บันดาล​ให้​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่​31 ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ตั้ง​พระ​องค์​ไว้​ที่​พระ​หัตถ์​เบื้อง​ขวา​ของ​พระ​องค์ ให้​เป็น​องค์​พระ​ผู้นำ​และ​องค์​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด เพื่อ​จะ​ให้​ชน​อิสราเอล​กลับ​ใจ​ใหม่ แล้ว​จะ​ทรง​โปรด​ยก​ความ​บาป​ผิด​ของ​เขา​32 เรา​ทั้ง​หลาย​จึง​เป็น​พยาน​ถึง​เรื่อง​เหล่า​นี้ และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ประทาน​ให้​ทุก​คน​ที่​เชื่อ​ฟัง​พระ​องค์​นั้น ​ก็​เป็น​พยาน​ด้วย” 33 เมื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​ได้​ยิน​อย่าง​นี้​โทโส​ก็​พลุ่ง​ขึ้น คิด​กัน​ว่า​จะ​ฆ่า​พวก​อัครทูต​เสีย​34 แต่​คน​หนึ่ง​ชื่อ​กามา​ลิ​เอ​ลเป็นพ​วกฟาริสี​และ​เป็น​บาเรียน เป็น​ที่​นับ​ถือ​ของ​ประชาชน ได้​ยืน​ขึ้น​ใน​สภา แล้ว​สั่ง​ให้​พา​พวก​อัครทูต​ออกไป​เสีย​ภายนอก​ครู่​หนึ่ง35 ท่าน​จึง​ได้​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ชน​ชาติ​อิสราเอล ซึ่ง​ท่าน​หวัง​จะ​ทำ​แก่​คน​เหล่า​นี้ จง​ระวัง​ตัว​ให้​ดี​36 เมื่อ​คราว​ก่อน​มี​คน​หนึ่ง​ชื่อธุ​ดาส อวด​ตัว​ว่า​เป็น​ผู้วิเศษ มี​ผู้คน​ติดตาม​ประมาณ​สี่​ร้อย แต่ธุ​ดาส​ถูก​ฆ่า​เสีย คน​ที่​เป็น​พรรค​พวก​ก็​กระจัด​กระจาย​สาปสูญ​ไป​37 ภายหลัง​ผู้​นี้​มี​อีก​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ยูดาส​เป็น​ชาว​กาลิลี ได้​ปรากฏ​ขึ้น​ใน​คราว​จด​บัญชี​สำมะโนครัว และ​ได้​เกลี้ย​กล่อม​ผู้คน​ให้​ติดตาม​ตัว​ไป ผู้​นั้น​ก็​พินาศ​ด้วย คน​ที่​เป็น​พรรค​พวก​ก็​กระจัด​กระจาย​ไป​38 ​ใน​กรณี​นี้​ข้าพเจ้า​จึง​ว่า​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า จง​ปล่อย​คน​เหล่า​นี้​ไป​ตาม​เรื่อง อย่า​ทำ​อะไร​แก่​เขา​เลย เพราะ​ว่า​ถ้า​ความ​คิด​หรือ​กิจการ​นี้ มา​จาก​มนุษย์​ก็​จะ​ล้มละลาย​ไป​เอง​39 แต่​ถ้า​มา​จาก​พระ​เจ้า ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ทำลาย​เสีย​ก็​ไม่ได้ เกลือ​กว่า​ท่าน​กลับ​จะ​เป็น​ผู้​สู้​รบ​กับ​พระ​เจ้า” 40 เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​ยอม​ฟัง​กามา​ลิ​เอล และ​เมื่อ​ได้​เรียก​พวก​อัครทูต​เข้า​มา​แล้ว จึง​เฆี่ยน​และ​กำชับ​ไม่ให้​ออก​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู แล้ว​ก็​ปล่อย​ไป​41 พวก​อัครทูต​จึง​ออกไป​ให้​พ้น​หน้า​สภา​ด้วย​ความ​ยินดี ที่​เห็น​ว่า​ตน​สม​จะ​ได้รับ​การ​หลู่​เกียรติ​เพราะ​พระ​นาม​นั้น​42 ที่​ใน​บริเวณ​พระ​วิหาร​และ​ตาม​บ้าน​เรือน เขา​ได้​สั่ง​สอน​และ​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​ทุกๆ วัน​มิได้​ขาด ว่า​พระ​เยซู​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​   เหตุการณ์นี้ยังอยู่ในสภาแซนเฮดดริน สภาสูงของพวกยิวในเวลานั้น ซึ่งสภานี้จะประกอบไปด้วยพวกฟาริสีและสะดูสีประจำการ แต่เนื่องการเรียกประชุมครั้งนี้เป็นความจงใจอย่างไม่ธรรมดา  มหาปุโรหิตจึงได้เรียกประชุมพฤฒสภาพของชนอิสราเอลทั้งหมด นั่นแปลว่า จะมีคนที่ไม่ประจำการมาประชุมอีกด้วย คาดว่า คนที่เข้าประชุมครั้งนี้มีประมาณร้อยกว่าคน เป้าหมายคือ เพื่อจัดการกับพวกอัครทูต (สาวกของพระเยซู)  เมื่อพวกอัครทูตถูกทหารพระวิหารไปเชิญมาจากการกำลังประกาศพระนามพระเยซูในบริเวณพระวิหาร อันเนื่องจากพวกอัตรทูตได้รับการช่วยเหลือจากทูตสวรรค์ของพระเจ้า ทำให้พวกอัครทูตไม่ได้อยู่ในคุกหลวงอย่างที่พวกมหาปุโรหิตเข้าใจ เมื่อมหาปุโรหิตได้เจอพวกอัครทูต คำแรกก็คือ 28 “เรา​ได้​กำชับ​พวก​เจ้า​อย่าง​แข็งแรง​มิ​ให้​สอน​ออก​ชื่อ​นี้ ​ก็​นี่​แน่ะ เจ้า​ได้​ให้​คำ​สอน​ของ​เจ้า​แพร่​ไป​ทั่ว​กรุง​เยรูซาเล็ม และ​ปรารถนา​ให้​ความ​ผิด​เนื่อง​ด้วย​ความ​ตาย​ของ​ผู้​นั้น​ตก​อยู่​กับ​เรา”นี่เป็นการตำหนิในการไม่เชื่อฟังคำสั่งและและยังตั้งข้อกล่าวหาต่อพวกอัครทูตว่า ต้องการจะรื้อฟื้นการตายของพระเยซูให้เป็นความผิดของพวกมหาปุโรหิตให้ได้  29 ฝ่าย​เปโตร​กับ​อัครทูต​อื่นๆ ตอบ​ว่า “ข้าพเจ้า​จำต้อง​เชื่อ​ฟัง​พระ​เจ้า​ยิ่ง​กว่า​เชื่อ​ฟัง​มนุษย์​  หลังจากเปโตรกับพวกอัครทูตได้แก้คำตำหนิเรื่องการไม่เชื่อฟังคำห้ามประกาศพระนามพระเยซูของมหาปุโรหิตแล้ว  ลำดับต่อไปคือการแก้ข้อกล่าวหา (ที่มหาปุโรหิตใช้กลวิธีแบบเจ้าเล่ห์ปกป้องตนเองด้วยการทำให้ความผิดของตนเองกลายเป็นข้อกล่าวหาต่อสาวกของพระเยซู  (เราคงจำกันได้ว่า ตอนที่พวกทหารไม่พบศพของพระเยซู มหาปุโรหิตได้ใส่ร้ายว่าพวกสาวกขโมยศพของพระเยซูไป)  มาถึงครั้งนี้ สาวกยังคงประกาศว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย มหาปุโรหิตก็โบ้ยอีกว่า เป็นการหาเรื่องว่ามหาปุโรหิตทำให้พระเยซูตาย เปโตรและพวกอัครทูต จึงต้องแก้เกมความเจ้าเล่ห์ของมหาปุโรหิตอย่างตรงไปตรงมา ด้วยการพูดความจริง  และไม่ได้ยอมรับข้อกล่าวหาที่มาจากการแก้ตัวของมหาปุโรหิต ด้วยการกล่าวต่อไปว่า  30 ​พระ​เยซู​ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​ฆ่า​เสีย​โดย​แขวน​ไว้​ที่​ต้นไม้​นั้น ​พระ​เจ้า​แห่ง​บรรพ​บุรุษ​ของ​เรา​ได้​ทรง​บันดาล​ให้​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่​31 ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ตั้ง​พระ​องค์​ไว้​ที่​พระ​หัตถ์​เบื้อง​ขวา​ของ​พระ​องค์ ให้​เป็น​องค์​พระ​ผู้นำ​และ​องค์​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด เพื่อ​จะ​ให้​ชน​อิส ราเอล​กลับ​ใจ​ใหม่ แล้ว​จะ​ทรง​โปรด​ยก​ความ​บาป​ผิด​ของ​เขา​32 เรา​ทั้ง​หลาย​จึง​เป็น​พยาน​ถึง​เรื่อง​เหล่า​นี้ และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ประทาน​ให้​ทุก​คน​ที่​เชื่อ​ฟัง​พระ​องค์​นั้น ​ก็​เป็น​พยาน​ด้วย”ดังนั้น การประกาศพระนามของพระเยซูไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อประจานความผิดของพวกมหาปุโรหิต แต่เป็นการ 20 “….ประกาศ​บรรดา​ข้อความ​แห่ง​ชีวิต​ใหม่​นี้​ให้​ประชาชน​ฟัง”นี่เป็นการเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าผ่านมาทางทูตสวรรค์  และความจริงอีกอันหนึ่งก็คือ คำสอนที่พวกอัครทูตกำลังประกาศพระนามของพระเยซู ไม่ได้มาจากพระอื่น แต่มาจากพระเจ้าองค์เดียวกันกับที่พวกมหาปุโรหิตเชื่อ เปโตรจึงใช้คำว่า พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา (อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ) เป็นการบอกว่า พวกอัครทูตไม่ได้กำลังสอนลัทธิใหม่ แต่กำลังกล่าวถึงการทำกิจของพระเจ้าในท่ามกลางคนอิสราเอล  คือการทำให้พระเยซูฟื้นขึ้นมาจากความตาย และคนที่เชื่อฟังพระเจ้าในการเป็นพยานถึงเรื่องนี้ ก็ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในผู้ที่เชื่อฟังก็ทรงเป็นพยานร่วมด้วย ด้วยการทำการอัศจรรย์ หมายสำคัญ มีการหายโรค การขับผี คนมีความหวัง มีพลังแห่งชีวิตใหม่เกิดขึ้น เปโตรกำลังนำเสนอเนื้อหาเพื่อจะนำคนให้กลับมาสู่น้ำพระทัยพระเจ้า แต่คนที่อยู่ตรงกันข้ามกับน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างมหาปุโรหิตและพรรคพวก ทำยังไง ก็ไม่ยอม และผลจากการไม่ยอมทำให้แสดงอารมณ์ออกมาด้วยการโกรธและมุ่งทำลาย  33 เมื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​ได้​ยิน​อย่าง​นี้​โทโส​ก็​พลุ่ง​ขึ้น คิด​กัน​ว่า​จะ​ฆ่า​พวก​อัครทูต​เสีย​ ในยุคของเราก็มีคนที่ไม่ยอมจำนนต่อความจริง ไม่ยอมกลับมาอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า เมื่อคนของพระเจ้าเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ซ่อนเร้นในตัวตนของคนๆนั้น คนเหล่านี้มักจะแสดงออกมาเป็นความโกรธ โทสะแรง พลุ่งขึ้น อย่างที่พระคัมภีร์กิจการได้บันทึกโดยหมอลูกาที่ให้รายละเอียดเรื่องเกี่ยวกับร่างกาย อารมณ์ความรู้สึกของคน รากศัพท์ภาษากรีกตอนนี้บันทึกอาการโทสะพลุ่งขึ้น ด้วยคำว่า หัวใจถูกตัดด้วยเลื่อยออกเป็นชิ้นๆ ถ้าเป็นสำนวนบ้านเราก็อาจจะเทียบเท่ากับสำนวนคำว่า  จี้ใจดำ  ซึ่งเป็นคำที่ทำให้เกิดความโมโหมากๆ ความคิดที่จะฆ่าพวกอัครทูตอาจไม่ได้แสดงออกนอกหน้า แต่คนใกล้ๆก็น่าจะรู้ ซึ่งคนที่ใกล้ๆเวลานั้น ก็คือกามาลิเอล  34 แต่​คน​หนึ่ง​ชื่อ​กามา​ลิ​เอ​ลเป็นพ​วกฟาริสี​และ​เป็น​บาเรียน เป็น​ที่​นับ​ถือ​ของ​ประชาชน ได้​ยืน​ขึ้น​ใน​สภา แล้ว​สั่ง​ให้​พา​พวก​อัครทูต​ออกไป​เสีย​ภายนอก​ครู่​หนึ่ง35 ท่าน​จึง​ได้​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ชน​ชาติ​อิสราเอล ซึ่ง​ท่าน​หวัง​จะ​ทำ​แก่​คน​เหล่า​นี้ จง​ระวัง​ตัว​ให้​ดี​ ที่นี่ เราได้เห็น ฟาริสี บาเรียนที่มีนิสัยและจิตใจดีงาม ความจริง ฟาริสีและบาเรียนควรเป็นคนที่นิสัยและจิตใจดีงาม แต่ในยุคของพระเยซูและพวกอัครทูต กลับมีฟาริสีและบาเรียนนิสัยไม่ดี และจิตใจชั่วร้ายเสียส่วนใหญ่ แต่พระคัมภีร์ตอนนี้ทำให้เราได้เห็นฟารีสี (คนเคร่งศาสนายิว) บาเรียน (ดร.ทางกฎหมาย) คนหนึ่งชื่อกามาลิเอล ได้ห้ามปรามพวกมหาปุโรหิตและพรรคพวกไม่ให้ฆ่าพวกอัครทูต ไม่ใช่เพราะกามาลิเอลคล้อยตามความเชื่อของพวกอัครทูต แต่สิ่งที่อัครทูตกล่าวคือการแสดงความเป็นคนยิวด้วยกันที่กำลังเป็นพยานการทำกิจของพระเจ้า ทำให้เกิดสิ่งสะกิดใจกามาลิเอล ทำให้เขาต้องลุกขึ้นพูดห้ามปรามและยกตัวอย่างของคนสองคน ได้แก่ธุดาสกับยูดาส ซึ่งอยู่ในประวัตศาสตร์ก่อนสมัยของพระเยซู  ธุดาสยกตัวเองว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ และมีคนติดตามจำนวนมาก ทำให้เป็นที่เพ่งเล็งของทางโรม  ภายหลังก็ถูกปราบปรามโดยทางการโรม  ส่วนยูดาสก็ยกตัวเองเป็นผู้นำและพาผู้ติดตามให้ไม่ชำระภาษีแก่โรม ก็คือ การแข็งข้อกบฏต่อโรม  ภายหลังก็ถูกปราบปรามโดยทางการโรม หากเราจำได้ มีครั้งหนึ่งที่พวกฟาริสีพยายามทำให้พระเยซูติดกับด้วยเรื่องการเสียส่วยให้กับจักรพรรดิซีซาร์ มัทธิว 22:17-18,21  17 เหตุ​ฉะนั้น​ขอ​โปรด​ให้​พวก​ข้าพเจ้า​ทราบ​ว่า​ท่าน​คิดเห็น​อย่างไร การ​ที่​จะ​ส่ง​ส่วย​ให้แก่​จักรพรรดิ​ซี​ซาร์​นั้น ควร​หรือ​ไม่”18 ​พระ​เยซู​ทรง​ทราบ​เจตนา​ร้าย​ของ​เขา​จึง​ตรัส​ว่า “โอ คน​หน้า​ซื่อ​ใจ​คด มา​จับผิด​เรา​ทำไม…..​แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เหตุ​ฉะนั้น ของ​ของ​ซี​ซาร์​จง​ถวาย​แก่​ซี​ซาร์ และ​ของ​ของ​พระ​เจ้า​จง​ถวาย​แด่​พระ​เจ้า”  พระเยซูไม่ได้มาเพื่อให้คนยิวแข็งข้อหรือกบฏต่อโรม ซึ่งในใจของคนยิวล้วนอยากกบฏและแข็งข้อต่อโรมอย่างมาก และกำลังมองหาผู้นำที่จะนำพวกเขาให้ได้ทำอย่างที่ใจอยาก   เหมือนกับเราในยุคนี้ ที่มีแนวโน้มอยากจะทำบาป และเราก็มักมองหาคนที่จะนำเราให้เป็นอย่างนั้น ดังนั้น การที่กามาลิเอลห้ามปรามไม่ให้ทำร้ายพวกอัครทูต เกิดจากจิตใจที่ดีงามของกามาลิเอล ส่วนการยกตัวอย่างสองคนที่ภายหลังพินาศทั้งคู่ คือการที่กามาลิเอลก็ยังไม่เห็นด้วยกับการประกาศยกย่องพระเยซูเป็นพระคริสต์ แต่คำว่า พระคริสต์ หรือพระเมสสิยาห์ในใจของคนยิวทุกคน ก็ยังคงเป็นที่คาดหวังว่าจะเป็นผู้ปลดปล่อยยิวออกจากอาณาจักรโรม นั่นก็ยังคงนำให้แข็งข้อกบฏกับโรม ซึ่งกามาลิเอลได้ละไว้ให้คนเหล่านี้คิด…ถึงโอกาสที่พวกอัครทูตจะพินาศอย่างสองคนในตัวอย่างมีสูง จึงไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวให้ตนเองแปดเปื้อน  ​38 ​ใน​กรณี​นี้​ข้าพเจ้า​จึง​ว่า​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า จง​ปล่อย​คน​เหล่า​นี้​ไป​ตาม​เรื่อง อย่า​ทำ​อะไร​แก่​เขา​เลย เพราะ​ว่า​ถ้า​ความ​คิด​หรือ​กิจการ​นี้ มา​จาก​มนุษย์​ก็​จะ​ล้มละลาย​ไป​เอง นี่คือวิสัยของฟาริสีที่ยังคงรักษาตัวรอดเป็นยอดดี และคำสุดท้ายที่อยู่หมัดก็คือ 39 แต่​ถ้า​มา​จาก​พระ​เจ้า ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ทำลาย​เสีย​ก็​ไม่ได้ เกลือ​กว่า​ท่าน​กลับ​จะ​เป็น​ผู้​สู้​รบ​กับ​พระ​เจ้า”ชีวิตที่เกิดผล…นำคนให้กลับใจใหม่ คือการกลับมาสู่น้ำพระทัยพระเจ้า ในตอนนี้ พระเจ้าทรงใช้พวกอัครทูตที่ยังยืนหยัดเชื่อพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์ มีผลทำให้กามาลิเอลมาถึงบทบาทนำคนให้กลับมาสู่น้ำพระทัยพระเจ้าด้วยเช่นกัน และบทเรียนสำหรับเราในวันนี้ สำหรับชีวิตที่เกิดผล…นำคนกลับใจใหม่

1.มีราคาที่ต้องจ่าย   กิจการ 5:40

40 เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​ยอม​ฟัง​กามา​ลิ​เอล และ​เมื่อ​ได้​เรียก​พวก​อัครทูต​เข้า​มา​แล้ว จึง​เฆี่ยน​และ​กำชับ​ไม่ให้​ออก​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู แล้ว​ก็​ปล่อย​ไป  พวกอัครทูตไม่รู้ว่า กามาลิเอลพูดอะไรกับพวกมหาปุโรหิต เพราะถูกกันออกไปนอกห้องชั่วคราว และเมื่อถูกเรียกกลับเข้ามาก็ถูกเฆี่ยนโดยไม่มีคำอธิบาย หรือบทสรุปการไต่สวน การเฆี่ยนในที่นี้คือการเฆี่ยน 39ทีอย่างที่พระเยซูถูกเฆี่ยน พวกอัครทูตสิบสองคนถูกเฆี่ยนหมดทุกคน เป็นการเฆี่ยนที่สร้างริ้วรอยแผลที่น่าอับอาย  เป็นการลงโทษที่ทำให้เกิดความอับอาย เพื่อสร้างความเจ็บปวดให้กับคนที่ถูกข้อหาทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม การกระทำเช่นนี้เพื่อให้เกิดการเสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่ง่ายนักสำหรับคนที่ไม่ได้ความผิด แต่ถูกลงโทษอย่างคนที่ทำความผิดร้ายแรง และถูกประจานด้วยบาดแผลบนเนื้อตัวของเขาตลอดไป ชีวิตที่เกิดผล….นำคนให้กลับใจใหม่ หรือนำคนให้หันกลับมาอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า หรือนำให้แผนการพระเจ้ายังคงดำเนินต่อไป มีราคาที่ต้องจ่าย และที่นี่ คือเส้นทางของคนที่มีชีวิตที่เกิดผลทุกคนต้องเดินผ่าน เพียงแต่ว่า ราคาที่ต้องจ่ายในยุคของเราวันนี้ อาจแปรสภาพไปเป็นรูปแบบอื่น  เราไม่สามารถจะมีชีวิตที่เกิดผลในพระเจ้าและนำคนกลับใจใหม่โดยปฏิเสธการจ่ายราคาที่ต้องจ่าย มีคริสเตียนไม่น้อยที่พยายามจะมีชีวิตที่เกิดผล ด้วยการประกาศพระนามพระเยซู แต่หนีการจ่ายราคา บางคนแค่เอาใบปลิวไปแจก แล้วก็ไม่เป็นพยาน แจกแต่ใบปลิวอย่างเดียว บางคนไปพูดเรื่องพระเจ้ามากมาย แต่ชีวิตไม่เป็นพยาน  แล้วก็ทิ้งท้ายไว้ให้คนที่ฟังคิดเอาเอง  เรากำลังหนีความรับผิดชอบที่ต่อเนื่อง และบางคนก็พูดความจริงไม่หมด เพราะกลัวต้องจ่ายราคาเป็นการต่อต้าน หรือการถูกปฏิเสธที่ตนเองไม่อยากจะเผชิญ ดูเหมือนเราจะพยายามเกิดผลแบบไปไม่สุดซอย ไปครึ่งๆกลางๆ และอะไรเกิดขึ้นกับคำว่าคริสเตียน  คนที่เคยมีประสบการณ์กับคริสเตียนที่พยายามทำอะไรครึ่งๆกลางๆ กลายเป็นประสบการณ์ในทางลบ เพราะคริสเตียนไม่ยอมจ่ายราคาที่ต้องจ่าย  วิถีชีวิตคริสเตียนเราทุกวันนี้ กลายเป็นการดำเนินชีวิตกลัวการจ่ายราคาแห่งการเกิดผล…นำคนกลับใจใหม่ เรากลัวเปลืองตัว กลัวลำบาก กลัวเสียเวลา กลัวเสียเงินเสียค่าใช้จ่าย ถ้าจะใช้เวลากับคนบาปให้เขาหันกลับมาสู่น้ำพระทัยพระเจ้าหรือเข้าใกล้พระเจ้า ความกลัวต่างๆนาๆ ทำให้คริสเตียนไม่น้อยดำเนินชีวิตทำให้คนยิ่งห่างไกลจากพระเจ้า มัทธิว 12:30 30 ผู้ใด​ไม่​อยู่​ฝ่าย​เรา​ก็​เป็น​ปฏิปักษ์​ต่อ​เรา และ​ผู้ใด​ไม่​รวบรวม​ไว้​กับ​เรา ​ก็​เป็น​ผู้กระทำ​ให้​กระจัด​กระจาย​ไป​ ความหมายของพระเยซูคริสต์เจ้าตอนนี้หมายถึง การดำเนินชีวิตของเราในวันนี้ กำลังทำให้คนห่างไกลพระเจ้าหรือยิ่งเข้ามาใกล้พระเจ้า  วิธีพูด วิธีปฏิสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้าง เพื่อนบ้าน คนที่ทำงาน ลูกค้า เจ้านาย หรือคนที่เราเป็นลูกค้าเขาอยู่  เราใช้ชีวิตแบบไหนในโลกนี้ เรากลมกลืนกับคนเหล่านั้น จนแยกไม่ออกว่า เราเหมือนเขา หรือเขาเหมือนเรา การข่มเหงของมหาปุโรหิตในยุคนั้นทำด้วยวิธี ​เฆี่ยน​และ​กำชับ​ไม่ให้​ออก​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู แล้ว​ก็​ปล่อย​ไป เพื่อสร้างริ้วรอยไว้ให้พวกอัครทูตให้หยุดรวบรวมคนเข้าใกล้พระเจ้า  แล้วริ้วรอยแห่งการถูกเฆี่ยนในยุคนี้คืออะไร อย่าให้ความล้มเหลวในการนำคนอย่างมหาปุโรหิต(คนที่ไม่ยอมกลับใจ) กลายเป็นความกลัวและหยุดที่จะรวบรวมคนให้เข้าหาพระเจ้า  คำกำชับไม่ให้ออกพระนามพระเยซูในยุคของเรา คืออะไร (คนที่มีอำนาจที่เราต้องเชื่อฟังหรือเปล่า) เราตระหนักหรือไม่ว่า เรามีคำที่มาจากพระเจ้าที่เราต้องเชื่อฟังอยู่แล้ว  20 “….ประกาศ​บรรดา​ข้อความ​แห่ง​ชีวิต​ใหม่​นี้​ให้​ประชาชน​ฟัง”หากเรากลัวการจ่ายราคาเมื่อต้องเชื่อฟังพระเจ้า  เรากำลังเลือกที่จะรับค่าจ้างในการเชื่อฟังคำกำชับของมนุษย์  พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงผู้รับค่าจ้าง จะไม่ยอมจ่ายราคา (สละชีวิตของตนเพื่อแกะ) ยอห์น 10:11-13 11 เรา​เป็น​ผู้​เลี้ยง​ที่​ดี ผู้​เลี้ยง​ที่​ดี​นั้น​ย่อม​สละ​ชีวิต​ของ​ตน​เพื่อ​ฝูง​แกะ​12 ผู้​ที่​รับจ้าง​มิได้​เป็น​ผู้​เลี้ยง​แกะ และ​ฝูง​แกะ​ไม่​เป็น​ของ​เขา เมื่อ​เห็น​สุนัข​ป่า​มา​เขา​จึง​ละ​ทิ้ง​ฝูง​แกะ​หนี​ไป สุนัข​ป่า​ก็​ชิง​เอา​แกะ​ไป​เสีย และ​ทำ​ให้​ฝูง​แกะ​กระจัด​กระจาย​ไป​13 เขา​หนี​เพราะ​เขา​เป็น​ลูกจ้าง​และ​ไม่​เป็น​ห่วง​แกะ​เลย  เปโตรและพวกอัครทูตเป็นผู้เลี้ยงที่ไม่หนี แต่ยอมจ่ายราคา เพราะพวกเขาไม่ใช่ลูกจ้าง การอยู่เพื่อจ่ายราคา คือการแสดงตนเองเป็นผู้เลี้ยงแกะ พระเยซูได้ตรัสกับเปโตรถึงสามครั้ง ยอห์น 21:17 17 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ครั้ง​ที่​สาม​ว่า “ซีโมน​บุตร​ยอห์น​เอ๋ย เจ้า​รัก​เรา​หรือ” เปโตร​ก็​เป็น​ทุกข์​ใจ​ที่​พระ​องค์​ตรัส​ถาม​เขา​ครั้ง​ที่​สาม​ว่า “เจ้า​รัก​เรา​หรือ” เขา​จึง​ทูล​พระ​องค์​ว่า “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ​พระ​องค์​ทรง​ทราบ​ทุก​สิ่ง ​พระ​องค์​ทรง​ทราบ​ว่า ข้า​พระ​องค์​รัก​พระ​องค์” ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “จง​เลี้ยง​แกะ​ของ​เรา​เถิด​ นั่นคือนัยยะที่บอกว่า คริสเตียนที่รักพระเยซูจะต้องเลี้ยงแกะของพระองค์เช่นกัน คือการจ่ายราคา มิใช่รับค่าจ้าง วันนี้ เรากำลังดำเนินชีวิตอย่างลูกจ้างหรือผู้จ่ายราคา

2.ความรู้สึกร่ำรวยความยินดี   กิจการ 5:41-42

​41 พวก​อัครทูต​จึง​ออกไป​ให้​พ้น​หน้า​สภา​ด้วย​ความ​ยินดี ที่​เห็น​ว่า​ตน​สม​จะ​ได้รับ​การ​หลู่​เกียรติ​เพราะ​พระ​นาม​นั้น​42 ที่​ใน​บริเวณ​พระ​วิหาร​และ​ตาม​บ้าน​เรือน เขา​ได้​สั่ง​สอน​และ​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​ทุกๆ วัน​มิได้​ขาด ว่า​พระ​เยซู​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​ 

คำว่า ความยินดี รากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า ความรู้สึกสดชื่น ความสุขสงบ ความรู้สึกร่ำรวยความยินดี (มีมากมาย) แท้จริงพระเยซูได้พยากรณ์ถึงสาวกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าพวกเขาจะพบความสุขได้อย่างไร มัทธิว 5:11 11 “เมื่อ​เขา​จะ​ติ​เตียน​ข่ม​เหง และ​นินทา​ว่า​ร้าย​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ความ​เท็จ​เพราะ​เรา ท่าน​ก็​เป็น​สุข และก็เกิดขึ้นจริงในกิจการบทที่ห้านี้  ทุกวันนี้ เราได้เห็นผู้คนมากมายกำลังดำเนินชีวิตอย่างคนที่ซื้อหาความยินดี (ความรู้สึกสดชื่น ความสุขสงบ แต่ไปไม่ถึงความร่ำรวยความยินดี) ความยินดีหมดไปเมื่อเงินหมด เวลาพักหมด ความยินดีถูกจำกัดไว้ด้วยเงื่อนไข สถานการณ์ที่ดีอย่างเดียว แย่ไม่ได้ ความยินดีเหมือนถูกขโมยไป มีการ์ตูนล้อการเมืองอันหนึ่ง วาดภาพว่า ความสุขที่คืนให้กับประชาชนเวลานี้คือของจริงหรือเปล่า แล้วก็เขียนภาพคนหน้าเหลี่ยมกำลังถือโซ่ล่ามความสุขของจริงเอาไว้  ข้าพเจ้าอยากจะเปลี่ยนภาพคนที่ถือโซ่นี้ คือตัวเราเอง เราพยายามไปหาความสุขจากที่อื่นๆด้วยการกิน การดื่ม เที่ยวเล่น หรือแม้กระทั่งเป็นพาลเกเร แต่ความจริงความสุขอยู่ใกล้ตัวเรามาก คำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูเรื่องเป็นสุข หากเราไปอ่านดีๆ เราจะพบว่า ล้วนเป็นความสุขที่อยู่ใกล้ตัวเราทั้งนั้น  มัทธิว 5:3-12  3 “บุคคล​ผู้ใด รู้สึก​บกพร่อง​ฝ่าย​วิญญาณ ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​แผ่นดิน​สวรรค์​เป็น​ของ​เขา 4 “บุคคล​ผู้ใด​โศก​เศร้า ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม 5 “บุคคล​ผู้ใด​มี​ใจ​อ่อนโยน ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ได้รับ​แผ่นดิน​โลก​เป็น​มรดก 6 “บุคคล​ผู้ใด​หิว​กระหาย ความ​ชอบธรรม ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​ให้​อิ่ม​บริบูรณ์ 7 “บุคคล​ผู้ใด​มี​ใจ​กรุณา ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ได้รับ​พระ​กรุณา​ตอบ 8 “บุคคล​ผู้ใด​มี​ใจ​บริสุทธิ์ ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ได้​เห็น​พระ​เจ้า 9 “บุคคล​ผู้ใด​สร้าง​สันติ ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​เรียก​เขา​ว่า​เป็น​บุตร 10 “บุคคล​ผู้ใด​ต้อง​ถูก​ข่ม​เหง​เพราะ​เหตุ​ความ​ชอบธรรม ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​แผ่นดิน​สวรรค์​เป็น​ของ​เขา 11 “เมื่อ​เขา​จะ​ติ​เตียน​ข่ม​เหง และ​นินทา​ว่า​ร้าย​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ความ​เท็จ​เพราะ​เรา ท่าน​ก็​เป็น​สุข12 จง​ชื่น​ชม​ยินดี เพราะ​ว่า​บำเหน็จ​ของ​ท่าน​มี​บริบูรณ์​ใน​สวรรค์ เพราะ​เขา​ได้​ข่ม​เหง​ผู้เผย​พระ​วจนะทั้ง​หลาย ที่​อยู่​ก่อน​ท่าน​เหมือน​กัน​ คำสอนของพระเยซูกำลังบอกเราว่า ไม่ต้องไปกระเสือกกระสนกับการแสวงหาความสุขด้วยวิธีต่างๆนาๆ เพียงแต่เราสำรวจตัวเราเองในแต่ละวันให้อยู่ในน้ำพระทัยของพระเจ้า  เราจะมีความรู้สึกสดชื่น ร่ำรวยความยินดี โดยไม่ต้องไปเสียสตังค์ และวิถีชีวิตของเราจะเป็นชีวิตที่เกิดผล….นำคนกลับใจใหม่ คือหันกลับมาสู่น้ำพระทัยพระเจ้าได้ทุกวันอย่างพวกอัครทูต 42 ที่​ใน​บริเวณ​พระ​วิหาร​และ​ตาม​บ้าน​เรือน เขา​ได้​สั่ง​สอน​และ​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​ทุกๆ วัน​มิได้​ขาด ว่า​พระ​เยซู​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​ แม้ว่าจะมีรอยเฆี่ยน มีคำขู่กำชับ คำห้าม แต่พวกอัครทูตร่ำรวยความยินดีและยังสามารถดำเนินชีวิตที่เชื่อฟังคำของพระเจ้ายิ่งกว่าคำของมนุษย์ ด้วยความสุขความยินดีที่เปี่ยมล้น มิใช่ด้วยความขมขื่น ทุกๆวัน เรากำลังประกาศว่า พระเยซูเป็นพระคริสต์ (พระเมสสิยาห์) พระผู้นำในชีวิตของเราเพื่อเราจะเชื่อฟังพระเจ้า หรือเรากำลังประกาศผู้นำคนอื่นที่จะนำเราหันออกไปอยู่ตรงกันข้ามกับต่อน้ำพระทัยพระเจ้า ให้เราสำรวจตัวเราเวลานี้

“ชีวิตที่เกิดผล…นำคนกลับใจใหม่”

1.มีราคาที่ต้องจ่าย

2.ความรู้สึกร่ำรวยความยินดี