คำเทศนาอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2014 (ศจ.วรรณพร พวงมาลัย)

ประตูที่เปิดออก

เข้าสู่เดือนเมษายนแล้ว วันเวลาผ่านไปรวดเร็ว ผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย เรียกกลับมาไม่ได้ เราทุกคนมีวันเวลาที่พระเจ้ากำหนดไว้ให้เราอยู่  กิจการ 17:26 26พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ทุกชาติ   สืบสายโลหิตอันเดียวกันให้อยู่ทั่วพิภพโลก   และได้ทรงกำหนดเวลาและเขตแดนให้เขาอยู่ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ  ลองมองภาพผู้คนทั้งโลกมันน่าอัศจรรย์  ชนชาตินั้นเผ่าพันธุ์นั้นจะอยู่ตรงไหนในโลก พระเจ้าทรงจัดเตรียม เป็นผู้ organize จัดการอย่างลงตัว กำหนดเขตแดนไว้หมด   นอกจากมีวันเวลาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เรายังถูกกำหนดไว้ในแผนการของพระเจ้าด้วย เราอยู่ในแผนการ ถูกสร้างมาในครอบครัวพระเจ้า ถูกสร้างให้เป็นเหมือนพระคริสต์   ยิ่งกว่านั้นยังทรงออกแบบการรับใช้  และพันธกิจในชีวิตของเราไว้แล้ว นี่คือสิ่งที่เราต้องย้ำกับตัวเองอยู่เสมอ  กิจการ 13:36 36ฝ่ายดาวิด   เมื่อได้ปฏิบัติในคราวอายุของท่านตามพระทัยของพระเจ้า   และได้ล่วงหลับไปแล้ว   และต้องฝังไว้กับบรรพบุรุษของท่านก็เน่าเปื่อยไป  เวลาของดาวิดก็ผ่านพ้นไปแล้ว ดาวิดเคยทำสิ่งยิ่งใหญ่ทำพันธกิจของพระเจ้าแต่มันก็จบลงแล้ว เขาลุกขึ้นมาทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว  และเวลานี้ นี่คือเวลาของเรา ที่เราต้องชัดเจนว่าพระเจ้าให้เราทำอะไรในชั่วชีวิตของเรา นี่ไม่ใช่เวลาที่เราล่วงหลับ และเราต้องลุกขึ้นมาทำตอนนี้ ทำในช่วงเวลาของเรา    เราต้องหนักแน่นและชัดเจนในวัตถุประสงค์นี้ มีวันเวลาที่ถูกกำหนด มีพันธกิจ มีแผนการที่ถูกกำหนดไว้ในชีวิตของรา และมีประตูที่เปิดออกในชีวิตของเราเสมอ หัวข้อเทศนาในเช้าวันนี้คือ ประตูที่เปิดออก และเราจะมาศึกษาบทเรียนจากชีวิตอาจารย์เปาโล และนำสิ่งที่เราได้รับในวันนี้ไปใช้กับชีวิตของเราด้วย  ว่าประตูได้เปิดออกให้อ.เปาโลอย่างไร และประตูจะเปิดออกสำหรับชีวิตเราอย่างไร  เราจะอ่านด้วยกัน 1 โครินธ์ 16:5-9  5เมื่อข้าพเจ้าข้ามแคว้นมาซิโดเนียแล้ว   ข้าพเจ้าจะมาหาท่าน   เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไปทางมาซิโดเนีย 6และข้าพเจ้าอาจจะพักอยู่กับท่าน   บางทีอาจจะอยู่จนถึงสิ้นฤดูหนาวก็เป็นได้   แล้วข้าพเจ้าจะไปทางไหน   พวกท่านจะได้ส่งข้าพเจ้าไปทางนั้น 7เพราะว่าข้าพเจ้าไม่อยากจะพบท่านเมื่อผ่านไปเท่านั้น   แต่ข้าพเจ้าหวังใจว่า   ถ้าพระเจ้าทรงโปรด   ข้าพเจ้าจะค้างอยู่กับท่านนานๆหน่อย 8แต่ข้าพเจ้าจะอยู่ที่เมืองเอเฟซัสจนถึงเทศกาลเพ็นเทคอสต์ 9เพราะว่าที่นี่มีประตูเปิดให้ข้าพเจ้าอย่างกว้างขวาง   น่าจะเกิดผล   ทั้งคนขัดขวางก็มีเป็นอันมากด้วย   และเราจะมาเรียนรู้ประตูบานแรก นั่นคือ

1.ประตูแห่งการเชื่อฟัง

อ.เปาโลได้แจ้งแผนการเดินทาง และพันธกิจที่ท่านจะต้องทำให้แก่พี่น้องที่เมืองโครินธ์ทราบ    แต่ข้อพระคัมภีร์ที่เราอ่านนั้น สังเกตให้ดี จะเห็นว่าเป็นคำกล่าวที่มีลักษณะที่เป็นแนวโน้มว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้น เช่นคำว่า “เพราะข้าพเจ้าตั้งใจจะ…อาจจะ……บางทีอาจจะ  …..แล้วข้าพเจ้าจะ …..แต่ข้าพเจ้าหวังใจว่า  5เมื่อข้าพเจ้าข้ามแคว้นมาซิโดเนียแล้ว   ข้าพเจ้าจะมาหาท่าน   เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไปทางมาซิโดเนีย 6และข้าพเจ้าอาจจะพักอยู่กับท่าน   บางทีอาจจะอยู่จนถึงสิ้นฤดูหนาวก็เป็นได้   แล้วข้าพเจ้าจะไปทางไหน   พวกท่านจะได้ส่งข้าพเจ้าไปทางนั้น 7เพราะว่าข้าพเจ้าไม่อยากจะพบท่านเมื่อผ่านไปเท่านั้น   แต่ข้าพเจ้าหวังใจว่า   ถ้าพระเจ้าทรงโปรด   ข้าพเจ้าจะค้างอยู่กับท่านนานๆหน่อย 8แต่ข้าพเจ้าจะอยู่ที่เมืองเอเฟซัสจนถึงเทศกาลเพ็นเทคอสต์ 9เพราะว่าที่นี่มีประตูเปิดให้ข้าพเจ้าอย่างกว้างขวาง   น่าจะเกิดผล   ทั้งคนขัดขวางก็มีเป็นอันมากด้วย   คำพูดเหล่านี้ของอ.เปาโลกำลังบอกว่าแม้อ.เปาโลจะมีแผนการ แต่แผนการทั้งหมดนั้นอ.เปาโลต้องการให้ขึ้นอยู่กับการทรงนำของพระเจ้า “ถ้าพระเจ้าจะทรงโปรด” ในเวลานี้ อ.เปาโลอย่ที่เมืองเอเฟซัส ซึ่งเป็นการเดินทางไปประกาศครั้งที่ 3 และได้เขียนจดหมายไปถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์  ถึงความต้องการที่จะเดินทางไปที่นั่น และประสงค์จะใช้เวลาพักอยู่กับพี่น้องเหล่านั้นตลอดช่วงฤดูหนาว  ถ้าพระเจ้าจะทรงโปรด   อ.เปาโล เข้าใจหลักการที่สำคัญในการทำงานในแผ่นดินพระเจ้า  เขาบอกกับพี่น้องคริสตจักรโครินธ์ว่าเขาต้องการที่จะทำอะไร  “ถ้าพระเจ้าทรงโปรด”   นี่เป็นท่าทีต่อแผนการของพระเจ้าที่มีการเชื่อฟัง  อ.เปาโลตั้งใจจะอยู่ที่โครินธ์ตลอดฤดูหนาว เพราะมีปัญหาบางประการในคริสตจักรที่จะต้องแก้ไข อย่างไรก็ตามสถานการณ์บางอย่างได้บังคับให้อ.เปาโลต้องทบทวนและแก้ไขแผนการของท่านอย่างน้อย 2 ครั้ง คือคิดว่าจะไปเมืองโครินธ์ และอยากจะอยู่ยาว ๆ  แต่ก็ไม่ใช่ ปรากฎว่าต้องไปเยี่ยมโครินธ์ช่วงสั้น ๆ แต่ต้องพบความเจ็บปวด หลังจากนั้นก็กลับมายังเอเฟซัส  แล้วเดินทางต่อไปโตรอัส ไปมาซิโดเนีย แล้วก็เดินทางมาเยี่ยมโครินธ์เพียงสั้น ๆ ไม่เหมือนที่คาดหวังไว้  โดยคำพูดนี้ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เพราะอ.เปาโลรู้ว่าเขาไม่ใช่นายของตัวเอง แต่เป็นทาสรับใช้ของพระเยซูคริสต์  เขาทำงานเพื่อองค์จอมเจ้านายไม่ใช่เพื่อตัวของเขาเอง อ.เปาโลระมัดระวังอย่างมากที่จะดำเนินชีวิต รับใช้ตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แต่ไม่ได้หมายความว่างั้นเราก็ไม่ต้องคิดอะไร  พระเยซูคริต์ไม่ต้องการคนงานแบบไม่คิดอะไรเลย หรือคนที่เกียจคร้าน   พระเจ้าคาดหวังที่เราจะวางแผนและทำงานตาม หลักการที่พระองค์สอนเรา ไม่ใช่ตามใจตัวเราเอง ในขณะเดียวกันพระเจ้าก็ต้องการให้เราปล่อยเกียร์ว่างให้พระเจ้าด้วย ที่พระเจ้าจะเปลี่ยนแผนของเราได้ถ้าพระเจ้าประสงค์จะทำเช่นนั้น ในฐานะที่เป็นมนุษย์ เรามองเห็นแค่บางส่วน เรามองเห็นได้ไกลเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมองได้เท่านั้น แต่พระเจ้าทรงมองเห็นภาพใหญ่ มองเห็นทั้งหมด และเราจำเป็นต้องถ่อมใจลง ที่จะยอมต่อแผนการพระเจ้าซึ่งดีกว่าแผนการของเรา เพราะพระองค์รู้มากกว่าที่เรารู้  เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมีแผน แต่ก็ต้องยอมให้พระเจ้าทำกิจของพระองค์ต่อแผนการนั้นด้วย  ยากอบ 4:13-17  13นี่แน่ะท่านที่พูดว่า   “วันนี้หรือพรุ่งนี้เราจะเข้าไปในเมืองนี้เมืองนั้น   และจะอยู่ที่นั่นปีหนึ่ง   และจะค้าขายได้กำไร” 14แต่ว่าท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้   ชีวิตของท่านเป็นเช่นใดเล่า   ท่านก็เป็นเช่นหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็หายไป 15แทนที่จะพูดเช่นนั้นท่านทั้งหลายควรจะพูดว่า   “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด   เราจะมีชีวิตอยู่   และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” 16ตามความจริงท่านทั้งหลายโอ้อวดด้วยความทะนงตน   การโอ้อวดทุกอย่างเช่นนี้เป็นความชั่ว 17เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ   คนนั้นจึงมีบาป   เราเคยอธิษฐานอย่างนี้มั้ย  “พระเจ้า ลูกอยากจะทำสิ่งนี้สิ่งนั้น ตอนนั้นเวลานั้น” ถ้าเคย    เราต้องรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงสิทธิอำนาจสูงสุด พระองค์ทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เราที่จะให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นไป   เราต้องยอมให้พระเจ้าควบคุมชีวิตเรา  เราต้องไม่ทำลายสิทธิอำนาจพระเจ้า ด้วยการพร้อมที่จะก้าวถอยหลังและยอมจำนนให้พระเจ้าทรงเข้ามากระทำกิจในแผนการของเรา  เราอาจมีคำถามว่าแล้วยังไง แล้วต้องยังไง Fr. Bill  เป็นนักอรรถาธิบายพระคัมภีร์คนหนึ่ง ได้ให้ความกระจ่างกับเราในเรื่องนี้ว่า

–  ไม่ต้องวางแผนอะไรที่ไกลเกินไปอย่างไม่สมเหตุสมผล

–   จงยืดหยุ่นกับสิ่งที่เราวางแผน

–   คาดหวังพระเจ้าที่จะเข้ามากำกับให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น

–   ยอมรับรู้พระองค์ในทุกหนทาง

–  ไว้วางใจพระเจ้าในการจัดเตรียมของพระองค์ต่อชีวิตการรับใช้ของเรา

–   เดินตามที่พระองค์ทรงนำ

–   อย่าเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ถ้าหากประตูปิดอย่าพยายามที่จะอธิษฐานให้มันเปิด ลองมองไปรอบ ๆ และมองไปที่ ๆ ประตูอื่น ๆ ที่เปิดออก ที่เปิดอยู่  และสุดท้าย เมื่อพระเจ้าเปิดประตูก็เตรียมรับมืออย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นทุกข์หรือสุขที่เกิดขึ้น  และเมื่ออ.เปาโลเชื่อฟัง พระเจ้าทรงเปิดประตูที่ยิ่งใหญ่มากให้กับอ.เปาโลในเมืองเอเฟซัส และที่สุดอ.เปาโลก็อยู่รับใช้ที่เอเฟซัสถึง 3 ปี ซึ่งมากกว่าที่ไหน ๆ ที่เคยรับใช้  และในสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ พระเจ้าไม่เพียงแต่ใช้อ.เปาโลที่จะเริ่มต้นคริสตจักรที่ยิ่งใหญ่ในเอเฟซัส  และในระหว่างที่อยู่ในเอเฟซัส ก็ได้มีคริสตจักรเกิดขึ้นในในเมืองรอบ ๆ เอเฟซัสด้วย  เอเฟซัสกลายเป็นศูนย์กลางที่ข่าวประเสริฐได้แผ่ขยายออกไปยังเมืองรอบ ๆ  ที่เป็นเช่นนี้ ที่ประตูเปิดออก เพราะอ.เปาโลเริ่มต้นด้วยประตูแห่งการเชื่อฟัง และหากเราต้องการมีชีวิตที่เกิดผล มีชีวิตที่ไม่พลาดจากน้ำพระทัย มีชีวิตการรับใช้ที่ถวายเกียรติ เราต้องเชื่อฟัง  ข้าพเจ้าเคยพูดไปแล้ว และต้องการพูดอีกครั้ง ความหมายของการเชื่อฟัง คือการที่เราต้องตาย ตายต่อตัวเอง ตายต่อแผนการ ตายต่อความต้องการของเราเอง OBEDIENCE= DIE=I 

2.ประตูแห่งโอกาส

เอเฟซัส ในเวลานั้นไม่ใช่เมือง ไม่ใช่สถานที่ ๆ คริสเตียนต้องการไปอาศัยอยู่เลย  แม้ว่าเอเฟซัสจะเป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองสำคัญในแถบเมดิเตอเรเนียน เป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน เศรษฐกิจ เป็นเมืองที่ร่ำรวยมั่งคั่งมากเพียงใดก็ตาม  แต่เอเฟซัสก็ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยรูปเคารพ มีวิหารของเจ้าแม่ไดน่า ที่เต็มไปด้วยหญิงโสเภณี …..มีการนมัสการกราบไหว้รูปเคารพอย่างมากมาย การทำวิทยาคมไสยศาสตร์ การทำนายทายทัก  นี่คือสภาพบรรยากาศของเมืองเอเฟซัสที่คริสเตียนไม่น่าเข้าไปอยู่  และไม่น่าจะมีคริสเตียนต้องการไปอยู่  แต่เมื่ออ.เปาโลมองดูที่เมืองเอเฟซัส และมองเห็นผู้คนมากมายกราบไหว้รูปเคารพ และมีชีวิตอยู่ในสิ่งจอมปลอมหลอกลวงเหล่านี้ อ.เปาโลกลับพูดว่า “ที่นี่มีประตูที่เปิดให้ข้าพเจ้าอย่างกว้างขวาง”  อ.เปาโล  มองเห็น โอกาสในที่แบบนี้  มีความแตกต่างระหว่างพวกที่มองโลกในแง่ดี กับพวกที่มองโลกในแง่ร้าย พวกมองโลกในแง่ร้ายมักจะมองเห็นปัญหาในทุก ๆ โอกาส แต่พวกมองโลกในแง่ดี มักเห็นโอกาสในทุก ๆ ปัญหา (น้ำในขวด หรือแก้วน้ำ) อ.เปาโลมองเห็นโอกาสท่ามกลางปัญหา ว่ามีคนมากมายต้องต้องการได้ยินเรื่องราวของพระเยซูคริสต์  และอ.เปาโลตั้งใจแน่วแน่ที่จะประกาศพระกิตติคุณกับคนเหล่านี้ เมื่อปีคริสตศักราช ปีคศ. 30  คริสตจักรเพิ่งเริ่มตั้งขึ้น มีผู้คนในโลกอยู่ราว 200 ล้านคน ในเวลานั้น มีคริสเตียนอยู่เพียง 5,000 คน  คิดเป็นอัตราส่วน 40,000 ต่อ 1 ต่อมาในปี คศ. 1900 (คือผ่านมาประมาณ 1870 ปี) มีประชากรโลก 1 พันล้านคน และมีคริสเตียน 10 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วน 100 ต่อ 1  และต่อมา มีประชากรโลก 5 พันล้านคน มีคริสเตียน 500 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วน 10 ต่อ 1  สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรกับเรา สิ่งแรกเลย สิ่งนี้กำลังบอกเราว่าพระกิตติคุณข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์คือสิ่งที่เป็นนิจนิรันดร์ดำรงอยู่ทุกยุคสมัยไม่มีวันตาย และ มีการทวีคูณเพิ่มพูนผู้เชื่อมากขึ้น ๆ และมีผลกระทบต่อชีวิตผู้คน  และยังเป็นสิ่งที่บอกเราด้วยว่า หากคริสเตียนที่มีอยู่ในโลกเวลานี้ จริงจังกับการประกาศพระกิตติคุณ จริงจังกับการเป็นพยานมากขึ้น ๆ อัตราส่วนคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าก็จะน้อยลง ๆ ไปทุกที และสิ่งนี้ควรเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย และเราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียน เราต้องสร้างผลกระทบต่อประเทศของเรา  1 โครินธ์ 9 :20-23  20ต่อพวกยิวข้าพเจ้าก็เป็นยิว   เพื่อจะได้พวกยิว   ต่อพวกที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนคนอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   (แต่ตัวข้าพเจ้ามิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ)   เพื่อจะได้คนที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัตินั้น 21ต่อคนที่อยู่นอกธรรมบัญญัติข้าพเจ้าก็เป็นคนนอกธรรมบัญญัติ   เพื่อจะได้คนที่อยู่นอกธรรมบัญญัตินั้น   แต่ข้าพเจ้ามิได้อยู่นอกพระบัญญัติของพระเจ้า   แต่อยู่ใต้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์ 22ต่อคนอ่อนแอข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอเพื่อจะได้คนอ่อนแอ   ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง   เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง 23ข้าพเจ้าทำอย่างนี้   เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐเพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนในข่าวประเสริฐนั้น  อ.เปาโลบอกว่า “ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกประเภท เพื่อจะนำคนเหล่านั้นมารู้จักกับพระเยซูคริสต์”  อ.เปาโลทำทุกอย่าง ทุกทางทุกแบบ และเราต้องตระหนักว่า มีวิธีการมากมายที่จะนำคนมารู้จักกับพระคริสต์  ในยุคสมัยของอ.เปาโล การเดินทางก็ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ชีวิตก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนคริสเตีบนในสมัยนี้ ครั้งหนึ่งคจ.เยรูซาเล็มถูกข่มเหง ต้องกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง แต่คริสเตียนเหล่าน้นก็ยังใช้โอกาสนั้นเป็นประตูที่จะประกาศข่าวประเสริฐ ในทุกที่ ๆ ที่ระเหเร่ร่อนไป  แต่คริสเตียนยุคเรา สบาย สงบ สงัด เงียบฉี่เรื่องการประกาศเป็นพยาน ถ้าอ.เปาโลอยู่ในยุคนี้ คงเดินทางแบบแฮปปี้มากไปประกาศเทศนาสั่งสอนที่นั่นที่นี่ตลอดเวลา  ยุคนี้มันเป็นยุคไร้พรมแดน วันนี้  ผู้คนเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งตลอดเวลา แล้วก็มีผู้คนอีกมากมายที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดของเรา เมืองของเรา ชุมชนของเรา นี่คือการกระจัดกระจายอย่างหนึ่ง ที่เป็นโอกาสให้เราได้แบ่งปันพระกิตติคุณ  จะมีประชาคมในอาเซียน  AEC  คริสตจักร คริสเตียนต้องปรับตัวให้ทันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ก้าวไปให้ทันต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น นี่คือประตูเปิดออกแล้ว นี่เป็นโอกาสที่พระเจ้าให้กับเรา เรามีโอกาสที่ดีมากที่จะทำตามพระมหาบัญชาของพระเจ้า  มัทธิว 28:19-20   19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของเรา   ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค” แต่ในการติดตามพระเยซูคริสต์ไม่ใช่หนทางที่ง่าย ยิ่งนานวันก็ยิ่งยากขึ้น ด้วยเหตุนี้พระเยซูคริสต์จึงตรัสว่า ให้เราแบกกางเขนและเดินตามพระองค์  เดินตามพระผู้เลี้ยงของเราที่จะคอยสอน  (เรื่องแกะ แกะหลงไป 6 ปี ปกติขนแกะจะหนัก 10 ปอนด์ แต่เมื่อไม่ได้ตัดขนเป็นเวลา 6 ปี ขนของมันเลยหนัก 60 ปอนด์ เรื่องนี้กำลังบอกว่า ถ้าเราอยู่ห่างไกลจากผู้เลี้ยงของเรา เราจะแบกเรื่องหนัก ๆ ไว้ในชีวิต  ให้เราเดินตามผู้เลี้ยงของเรา แล้วแอกที่แบกจะพอเหมาะกับชีวิตของเรา และเราต้องเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงนำหน้าเราเสมอ เหมือนที่พระเจ้าทรงนำหน้าเปาโลและจัดเตรียมหนทาง  อย่าละเลยต่อประตูแห่งโอกาสที่เปิดออกให้เราทำพันธกิจ ให้เรารับใช้ ให้เราเป็นพยาน ให้เราสำแดงความรักของพระเจ้าต่อคนที่อยู่รอบข้างเรา  แต่ก็เป็นไปได้ด้วยที่เราเป็นผู้ปิดประตูเอง เป็นเราเองที่ไม่ทำอะไร ขี้เกียจ อยู่เฉย ๆ ประตูสามารถปิดได้หากเราผลัดวัน ประกันพรุ่งมากเกินไป  เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำมากเกินไป ถ้าเรารู้ว่าเราสอบตกในเรื่องนี้ เราต้องจัดการกับตัวเอง บางคนปิดประตูไม่พอ แขวนป้ายไว้หน้าประตูด้วยว่า “ห้ามรบกวน”  พระเยซูไม่เคยแขวนป้ายนี้เลยนะ ใครจะเข้ามาหาพระองค์ พระองค์ WELCOME  ต้อนรับเสมอ จะเป็นเด็ก คนพิการ ผู้หญิง คนบาปคนไหน พระเยซูไม่เคยปิดประตู  และบางทีประตูมันปิดเพราะเราปล่อยให้ความกลัวเข้ามาในความเชื่อของเรา และนั่นเองที่โอกาสก็จะผ่านไป ในพระธรรมมัทธิว 14:22-33 22 ครั้นแล้วพระองค์ได้ตรัสให้เหล่าสาวกลงเรือข้ามฟากไปก่อน   ส่วนพระองค์ทรงรอส่งประชาชนกลับบ้าน 23และเมื่อให้ประชาชนเหล่านั้นไปหมดแล้ว   พระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขาโดยลำพังเพื่ออธิษฐาน   เวลาก็ดึกลง   พระองค์ยังทรงอยู่ที่นั่นแต่ผู้เดียว 24ในขณะนั้นเรืออยู่กลางทะเลแล้ว   และถูกคลื่นโคลงเพราะทวนลมอยู่ 25ครั้นเวลาสามยามเศษ   พระองค์จึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก 26เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินมาบนทะเลเขาก็ตกใจนัก   ร้องอึงไปเพราะกลัว   คิดว่าเป็นผี 27ในทันใดนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ทำใจให้ดีไว้เถิด   เราเอง   อย่ากลัวเลย” 28ฝ่ายเปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ถ้าเป็นพระองค์แน่แล้ว   ขอทรงโปรดบอกให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์” 29พระองค์ตรัสว่า   “มาเถิด”   เปโตรจึงลงจากเรือเดินบนน้ำไปหาพระเยซู 30แต่เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็กลัว   และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ช่วยข้าพระองค์ด้วย” 31ในทันใดนั้นพระเยซูทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้   แล้วตรัสว่า   “ท่านสงสัยทำไม   ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง” 32เมื่อพระองค์กับเปโตรขึ้นเรือแล้ว   ลมก็เงียบลง 33เขาทั้งหลายที่อยู่ในเรือ   จึงมาหมอบกราบพระองค์   ทูลว่า   “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว”  เมื่อพระเยซูเดินบนน้ำ พระองค์ให้โอกาสเปโตรที่จะเดินบนน้ำด้วย เมื่อเริ่มต้นก็ดูเหมือนว่าเปโตรจะโอเคไปได้ดี แต่เมื่อเจอลมแรงเข้า เปโตรก็จม  โอกาสมาถึงเปโตรแล้ว แต่เขาปล่อยให้ความกลัวครอบงำ  หลายครั้งเราก็กลัว กลัวที่จะพูดกับคนอื่นเรื่องพระเจ้า กลัวอายที่จะเป็นพยาน กลัวไม่กล้าอธิษฐานเผื่อคนป่วย กลัวเขาไม่หายนอกจากไม่หายอาจตายได้ พอเรากลัวเราก็เลยปิดประตูโอกาสที่เข้ามา อย่าให้ความกลัวความอายความไม่กล้าครอบงำเรา ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า พี่น้องท่องไว้  โรม 1:16 16เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ   เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า   เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด   พวกยิวก่อน   แล้วพวกต่างชาติด้วย โรมบอกว่าข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชของ……ของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าไม่ใช่ของเราไม่ต้องกลัวไม่ต้องกังวล เป็นความรับผิดชอบของพระเจ้าเอง เราทำในส่วนของเราหน้าที่ของเราเป็นภาชนะ เป็นพันธกรให้พระเจ้าใช้ แล้วที่เหลือส่วนใหญ่พระเจ้าทำเอง สบายใจรึยัง  จะเป็นพยานรึยัง  และประตูสามารถปิดได้ หากเราไม่เห็นความสำคัญ แล้วก็มีชีวิตอยู่กับกิจกรรมที่ทำให้เราลุ่มหลงในความสุขสบายมากเกินไป  หรือเราไปให้ความสำคัญกับความต้องการของตัวเองก่อนสิ่งอื่นใด มากกว่าอะไร นั่นก็มีส่วนให้ประตูพันธกิจปิดลง  ถ้าวันนี้ประตูยังไม่เปิด  เราจะเปิดประตู ได้อย่างไร เราจะเริ่มต้นอย่างไร

1.แสดงความเมตตาต่อผู้อื่น ง่าย ๆ ไม่ต้องลงทุน เพียงแค่หยิบยื่นมิตรภาพให้ และพร้อมช่วยเหลือ สำแดงความรักของพระเจ้า ด้วยใจกว้างขวาง

2.การมีส่วนร่วมในชุมชน ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่เปิดประตู ชีวิตเราไปสู่ผู้อื่น เราทำสิ่งนี้ได้ทั้งผ่านชีวิตส่วนตัว ผ่านกลุ่มเซลล์

3.หากมีความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ก็สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นพยาน การอธิษฐานเผื่อเมื่อเขาเจ็บไข้ได้ป่วย มีปัญหา (ครั้งที่แล้วที่เทศนา ยกตัวอย่างเรื่องผู้สนใจที่นครปฐมที่ข้าพเจ้ามีโอกาสหนุนใจอธิษฐานเผื่อ ในขณะที่เทศน์เมื่อครั้งที่แล้ว ปรากฏว่าคน ๆ นี้ที่กำลังยกตัวอย่างเขาโทรมา ซึ่งmiss call ไป หลังเทศน์ข้าพเจ้าก็โทรกลับไปหา เขาบอกว่าที่เราอธิษฐานให้เขา เขารู้สึกว่าปัญหาเขาได้รับการคลี่คลายแม้มันยังไม่หมดก็ตาม) ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้ายิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าไม่รู้ปัญหาเขา เพราะเขาไม่ได้เล่ารายละเอียด แต่พระเจ้ารู้ และพระเจ้ารักเขา และฤทธิ์เดชการช่วยเหลือนั้นเป็นของ…พระเจ้า  ในการทำสิ่งเหล่านี้ อาจไม่ได้ผลในครั้งแรกเลยที่เราทำ ก็อย่าเพิ่งท้อใจ อย่าเพิ่งล้มเลิก วันหนึ่งจะมีคนที่เปิดประตูให้เรา  เราต้องทำสิ่งเหล่านี้ ด้วยความเชื่อว่าพระเจ้าทำกิจของพระองค์อยู่และจะเปิดประตูให้เรา และเมื่อประตูเปิดแล้ว ต้องอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยเราว่าจะทำอย่างไรต่อไปสำหรับผู้ที่เปิดประตูให้เรา

3.ประตูแห่งพันธะหน้าที่

นอกจาก อ.เปาโล จะเชื่อฟัง และมองเห็นประตูโอกาสที่เปิดออกแล้ว ยังมองเห็นถึงพันธะหน้าที่ของตนเอง  อ.เปาโลพูดว่า 1โครินธ์ 16:9  9เพราะว่าที่นี่มีประตูเปิดให้ข้าพเจ้าอย่างกว้างขวาง   น่าจะเกิดผล   ทั้งคนขัดขวางก็มีเป็นอันมากด้วย  อ.เปาโลไม่ได้พูดว่าประตูเปิดให้ทิโมธี หรือ บรานาบัส หรือใครอื่น แต่ประตูเปิดให้อ.เปาโล  อ.เปาโลรู้สึกถึงภาระหน้าที่ที่เป็นส่วนตัว ที่เป็นของเขา ที่จะต้องอยู่ในเอเฟซัส และเทศนาสั่งสอน กล่าวพระวจนะแก่คนที่นั่น  และเราต้องตระหนักเรื่องนี้ด้วย ไม่มีใครสามารถทำงานแทนใครได้ งานที่พระเจ้ามอบให้นั้นของใครก็ของใคร ของเราก็ของเรา ของคนอื่นก็ของคนอื่น  ไม่ใช่แฟนทำแทนกันไม่ได้  ข้าพเจ้าจะไปทำพันธกิจในส่วนของท่านไม่ได้ และท่านก็มาทำในส่วนของข้าพเจ้าไม่ได้  เป็นแฟนกันยังทำแทนกันไม่ได้เลย  เราแต่ละคนต่างมีพันธะหน้าที่ที่จะต้องแบ่งปันพระกิตติคุณในที่ ๆ เราอยู่ ในที่เราไป ในชุมชนของเรา หมู่บ้านของเรา ที่ทำงานของเรา ในที่ ๆ พระเจ้าทรงจัดวางเราไว้  หากมีเพื่อนบ้านย้ายมาใหม่ในหมู่บ้านของเรา นั่นเป็นโอกาส เป็นพันธะหน้าที่ของเราที่เราจะสร้างความสัมพันธ์ สร้างมิตร สำแดงความรักของพระเจ้าแก่เขา (เทศนาครั้งที่แล้วข้าพเจ้าเคยเล่าแล้วเรื่องไปล้างรถ  ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้าน  และได้แบ่งปันเป็นพยานกับเจ้าของร้านกาแฟใน car care นั้น นั่นคือโอกาสคือประตูที่พระเจ้าเปิดให้ และเราต้องฉวยไว้ เมื่อเราฉวยไว้ และถือเป็นพันธะหน้าที่ มันจะสวยงามมาก เพราะเค้ากำลังหิวกระหายอยากรู้จักพระเจ้า และความเชื่อยังได้ส่งต่อไปถึงลูกของเขา  วันจันทร์ที่ผ่านมาข้าพเจ้าก็ไปล้างรถอีก แล้วได้เอาสร้อยไม้กางเขนเล็ก ๆ ตั้งใจจะไปฝากลูกสาว อายุประมาณ 10 ขวบ ปรากฏวันนั้นเป็นวันที่ลูกสาวไปฟังผลสอบ สอบได้ 3.4 เด็กนะก็รู้สึกดีเหมือนได้รับของขวัญ และน้องยังบอกว่าหนูอธิษฐานกับพระเจ้าตลอดเลย  สวยงามม