สาส์นศิษยาภิบาล

      

 หัวข้อประจำปี 2014  เกิดผลในพระคริสต์ โรม 8:28

ศาสนาจารย์สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

อาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2014

“ทำไมต้องเข้าค่ายพัฒนาชีวิตปี 2014”

ทำไมต้องเข้าค่ายพัฒนาชีวิต และโดยเฉพาะค่ายพัฒนาชีวิตปี 2014 ในเดือนกรกฎาคมนี้ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เมื่อข้าพเจ้าได้รับบทเรียนเพื่อแปลสำหรับประกอบการเข้าค่ายครั้งนี้จากวิทยากร ดร.โจเซฟ โอซาว่า จึงเข้าใจ และอินกับรายละเอียดตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังการสอนของอาจารย์โอซาว่า ขณะนี้กำลังแปลเป็นภาษาไทย เพื่อจัดทำเป็นเอกสารให้กับผู้ที่จะเข้าร่วมค่ายครั้งนี้ ขนาดข้าพเจ้าผ่านกระบวนการบำบัดภายในมาแล้วหลายครั้ง บทเรียนของดร.โจทำให้ข้าพเจ้าค้นพบจุดอ่อนในตนเองระดับลึก ไม่น่าเชื่อ ในฐานะที่ท่านเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพที่มีปริญญาเอกรับรองแล้ว ยังมีประสบการณ์กับการทำงานกับผู้คนมากมายที่มีปัญหาของความเป็นมนุษย์ที่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เมื่อท่านมองผ่านแว่นของนักจิตวิทยาพร้อมกับของประทานในการทำพันธกิจในบริบทของคริสเตียน ท่านสามารถเป็นภาชนะที่พระเจ้าทรงใช้ให้พาผู้คนไปถึงความเป็นตัวตนของตัวเราเอง นี่เป็นเพียงบทนำเท่านั้น และการมาเอเชียของดร.โจครั้งนี้ ท่านนำความรักของพระเจ้าไปแตะสัมผัสผู้คนหลายประเทศรอบๆข้างเราแล้ว และอีกไม่นาน คลื่นแห่งความรักของพระเจ้าจะไหลทะลักเข้ามาในคริสตจักรของเรา ข้าพเจ้าจึงอยากเชิญชวนพี่น้องอีกครั้ง ว่า ทำไมต้องเข้าค่ายพัฒนาชีวิตปี 2014 ที่แตกต่างจากปีก่อนๆ แม้ว่า วันที่ 25-26 กค.นี้อาจจะเป็นวันเรียน วันทำงานของพี่น้องบางคน ไม่บ่อยนักที่ข้าพเจ้าจะสนับสนุนให้พี่น้องลางาน ลาเรียน แต่ครั้งนี้ อาจเป็นวาระสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตการงาน ชีวิตครอบครัว ชีวิตการเรียนของพี่น้องอย่างหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นได้ อย่ารอช้า รีบสมัครลงทะเบียนเข้าค่ายพัฒนาชีวิตปี 2014 นี้ ขนาดบางคนที่ไม่ใช่สมาชิกคริสตจักร ใจสมานเพชรเกษม 11 เมื่อทราบข่าว ก็อยากจะเข้าร่วม ขอพี่น้องที่อยู่ใกล้เกลือแล้ว อย่ากินด่างเลย หยุดความวุ่นวายของชีวิตแล้วมาฟังสิ่งดีๆที่พระเจ้าทรงนำผู้รับใช้จากแดนไกลมาถึงเรา  หยุดการจดจ่อกับเรื่องปากท้องมาพัฒนาชีวิตให้ดีกว่าเดิม แล้วค่อยออกไปสู้รบปรบมือกับปัญหาเรื่องปากท้องอีกครั้งด้วยพลังชีวิตใหม่ ข้าพเจ้าอยากจะจบการเชิญชวนนี้ด้วยเรื่องราวเรื่องหนึ่งดังนี้ สมมติว่า คุณเดินผ่านไปพบชายคนหนึ่ง เขากำลังพยายามเลื่อยตัดต้นไม้จนเหงื่อชุ่มกาย “คุณกำลังทำอะไรอยู่นะ” คุณเอ่ยปากถาม “ไม่เห็นหรือไง” เสียงขุ่นเคืองตอบกลับมา “ผมกำลังเลื่อยต้นไม้อยู่น่ะสิ” “ดูคุณเหนื่อยล้าเหลือเกิน” คุณเปล่งเสียงตอบไป “คุณทำมากี่ชั่วโมงแล้วนี่” “ห้าชั่วโมงกว่าแล้ว” เขาตอบกลับมา “ผมเหนื่อยแทบขาดใจแล้ว งานนี้สาหัสจริงๆ” “ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณไม่พักสักครู่ และใช้เวลาลับเลื่อยของคุณให้คมก่อนเล่า” คุณเสนอแนะ “ผมว่าคุณจะเลื่อยต้นไม้ได้เร็วกว่านี้นะ” “ผมไม่มีเวลามากพอที่จะลับคมเลื่อยหรอก” ชายผู้นั้นตอบกลับมาชัดถ้อยชัดคำ “ก็ผมกำลังยุ่งอยู่กับการเลื่อยต้นไม้นี่อยู่ไง” …..เคยไม๊ที่คุณยุ่งกับการขับรถ จนไม่มีเวลาแวะเติมน้ำมัน…….อย่าปล่อยให้ตัวเองยุ่งอยู่กับการเลื่อยต้นไม้จนลืมหาเวลาเพื่อลับเลื่อยนั้นให้คม….คนเราใช้สติปัญญา…เป็นเครื่องชี้ทางให้ชีวิต แต่บางครั้งก็ต้องใช้หัวใจเพื่อชี้ทางชีวิตด้วยเช่นกัน

อาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2014

“ความเมตตา…รอรับจากใคร?”

ลูกา 10:25-37 25 ดู​เถิด มี​บาเรียน​คน​หนึ่ง​ยืน​ขึ้น​ทดลอง​พระ​องค์ ทูล​ถาม​ว่า “อาจารย์​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​จะต้อง​ทำ​อะไร​เพื่อ​จะ​ได้​ชีวิต​นิรันดร์”26 ​พระ​องค์​ตรัส​ตอบ​ว่า “​ใน​ธรรม​บัญญัติ​มี​คำ​เขียน​ว่า​อย่างไร ท่าน​ได้​อ่าน​เข้าใจ​อย่างไร”27 เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “จง​รัก​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า​ด้วย​สุด​จิต​สุดใจ​ของ​เจ้า ด้วย​สุดกำลัง​และ​สิ้นสุด​ความ​คิด​ของ​เจ้า และ​จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง ”28 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ตอบ​ถูก​แล้ว จง​กระทำ​อย่าง​นั้น​แล้ว​จะ​ได้​ชีวิต” 29 แต่​คน​นั้น​ปรารถนา​จะ​แก้​ตัว จึง​ทูล​พระ​เยซู​ว่า“ใคร​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​ข้าพเจ้า”30 ​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ลง​ไป​จาก​กรุง​เยรูซาเล็ม​จะ​ไป​ยัง​เมือง​เย​รี​โค และ​เขา​ถูก​พวก​โจร​ปล้น โจร​นั้น​ได้​แย่ง​ชิง​เสื้อผ้า​ของ​เขา​และ​ทุบ​ตี แล้ว​ก็​ละ​ทิ้ง​เขา​ไว้​เกือบจะ​ตาย​แล้ว​31 เผอิญ​ปุโรหิต​คน​หนึ่ง​เดิน​ลง​ไป​ทาง​นั้น เมื่อ​เห็น​คน​นั้น​ก็​เดิน​เลย​ไป​เสีย​อีก​ฟาก​หนึ่ง​32 คน​หนึ่ง​ใน​พวก​เลวี​ก็​ทำ​เหมือน​กัน เมื่อ​มาถึง​ที่​นั่น​และ​เห็น​แล้ว​ก็​เลย​ไป​เสีย​อีก​ฟาก​หนึ่ง​33 แต่​ชาว​สะมาเรีย​คน​หนึ่ง เมื่อ​เดินทาง​มาถึง​คน​นั้น ครั้น​เห็น​แล้ว​ก็​มี​ใจ​เมตตา​34 เข้า​ไป​หา​เขา​เอา​ผ้า​พัน​บาดแผล​ให้​พลาง​เอา​น้ำ​มัน​กับ​เหล้า​องุ่น​เท​ใส่​บาดแผล​นั้น แล้ว​ให้​เขา​ขึ้น​ขี่​สัตว์​ของ​ตนเอง พา​มาถึง​โรงแรม​แห่ง​หนึ่ง และ​รักษาพยาบาล​เขา​ไว้​35 วัน รุ่งขึ้น​เมื่อ​จะ​ไป เขา​ก็​เอา​เงิน​สอง​เดนาริอัน​มอบ​ให้​เจ้า​ของ​โรงแรม บอก​ว่า ‘จง​รักษา​เขา​ไว้​เถิด และ​เงิน​ที่​จะ​เสีย​เกิน​นี้ เมื่อ​กลับมา​ฉัน​จะ​ใช้​ให้’36 ​ใน​สาม​คน​นั้น ท่าน​คิดเห็น​ว่า​คน​ไหน​ปรากฏ​ว่า​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​คน​ที่​ถูก​ปล้น”37 เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “คือ​คน​นั้น​แหละ​ที่​ได้​สำแดง​ความ​เมตตา​แก่​เขา” ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​จง​ไป​ทำ​เหมือน​อย่าง​นั้น​เถิด”คำว่า “ใคร​เป็น​เพื่อน​บ้าน​ของ​ข้าพเจ้า”อาจกำลังสื่อความหมายว่า ข้าพ เจ้าไม่มีเพื่อนบ้านที่จะรัก และข้าพเจ้ามีพระเจ้าที่ข้าพเจ้าจะรักเพียงผู้เดียว คนสะมาเรียผู้ใจดีที่พระเยซูใช้เป็นตัวเอกในการสอนแก่คนยิวตอนนี้ อาจเรียกว่า เสียดสีถึงทรวงในก็ว่าได้ เพราะคนยิวรังเกียจคนสะมา เรียแม้แต่จะเดินผ่านแผ่นดินที่พวกนี้อาศัย (ซึ่งความรังเกียจนี้ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ) พระเยซูได้ยกตัวอย่างชนชาติที่คนยิวรังเกียจและเหยียดหยามว่าไม่มีอะไรดีกว่าคนยิว แต่บุคคลที่เป็นที่ยกย่องในสังคมของคนยิว อย่างเช่นปุโรหิตและคนเลวี กลับไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ คือการช่วยเหลือคนบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายจนปางตาย ด้วยมีเหตุผลในความเคร่งครัดของบทบาทหน้าที่ตำแหน่งที่พวกเขาเป็นอยู่ ในทางตรงกันข้าม คนสะมาเรียที่พบคนเจ็บคนนี้ กลับได้ทำสิ่งที่ควรจะทำคือการสำแดงความเมตตาต่อคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ เหตุการณ์สมมตินี้ มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะคนยิวรู้นิสัยของคนที่เป็นปุโรหิตและคนเลวีว่าจะระวังไม่ให้ตัวเองเป็นมลทิน แม้แต่การช่วยเหลือที่จะทำให้ตนเองเป็นมลทินก็จะไม่ช่วยเหลือ จะปล่อยให้คนตายไปต่อหน้าต่อตา เราจึงเห็นคนบาเรียนยอมจำนนต่อเรื่องนี้ และตอบคำถามของพระเยซูว่าใครคือเพื่อนบ้านของเขา  นั่นคือคนรอบข้างที่กำลังรอรับความเมตตาจากเขานั่นเอง

อาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2014

“เส้นทางชีวิตของคุณ….มีพระเยซูอยู่ด้วย”

C.S. Lewis ได้กล่าวว่า “ผมเชื่อในคริสต์ศาสนา เหมือนกับที่ผมเชื่อในการขึ้นของดวงอาทิตย์ทุกวัน ไม่เพียงแค่ผมได้เห็นดวงอาทิตย์ แต่เพราะดวงอาทิตย์ได้ทำให้ผมมองเห็นความแตกต่างของทุกสิ่ง” ซี. เอส. ลูวิส นักเขียน นักวิชาการ และอาจารย์มหาวิทยาลัยคนสำคัญของอังกฤษ เป็นเวลานานหลายปีที่ลูวิสไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า และในฐานะคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า เขาได้ค้นหาว่าพระเยซูเป็นใคร โดยอาศัยมุมมองทางสติปัญญา – แต่หลังจากนั้นเขาก็ยอมรับว่าพระคริสต์คือพระเจ้า เขาคิดว่าทุกคนควรมีโอกาสเหมือนอย่างตัวเขา ที่จะค้นหาความจริงเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างของพระเยซูคริสต์ ลูวิสกล่าวว่า เมื่อคนเราพิจารณาพระคริสต์ ข้อสรุปที่เขาจะได้ก็มีเพียงหนึ่งในสามอย่างต่อไปนี้ คือถ้าพระองค์ไม่ใช้คนโกหก เพราะพระองค์อ้างตนเป็นพระเจ้าในขณะที่พระองค์ไม่ได้เป็น ก็อาจจะเป็นอย่างที่สอง คือพระองค์เป็นคนบ้า คือพระ องค์เป็นมนุษย์ธรรมดาที่อ้างตนเป็นพระเจ้า และเชื่อสนิทใจว่าตัวเองเป็นอย่างนั้น หรือไม่ก็เป็นอย่างที่สาม คือพระองค์เป็นอย่างที่พระองค์อ้างว่าพระองค์เป็นจริง ๆ นั่นคือเป็นพระเจ้าของจักรวาล” (ลูวิสกล่าวว่า:  “ในที่นี้ผมพยายามป้องกันไม่ให้ใครพูดอะไรที่แสนจะโง่เขลา ซึ่งหลายคนมักจะพูดถึงพระองค์ว่า ‘ผมพร้อมที่จะยอมรับว่าพระเยซูเป็นศาสดาผู้สอนศีลธรรมที่ยิ่งใหญ่ แต่ผมไม่ยอมรับคำพูดที่พระองค์อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า’ แต่นั่นคือสิ่งที่เราไม่อาจพูดได้เลย เพราะคนธรรมดาที่พูดอย่างพระเยซูคงเป็นศาสดาผู้สอนศีลธรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ คุณต้องเลือกเอา ถ้าชายคนนี้ไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้า เขาก็ต้องเป็นคนบ้า หรือไม่ก็แย่กว่านั้น”) “เมื่อผมเองได้พิจารณาเรื่องนี้ ผมก็ตัดสินใจว่า ถ้าการค้นหาของผมได้ข้อสรุปว่าพระเยซูเป็นคนโกหกหรือคนบ้า ผมก็คงเป็นคนโง่ถ้าผมติดตามพระองค์ แต่ถ้าผมได้ข้อสรุปว่าพระองค์เป็นพระเจ้าแห่งจักรวาล ผมก็คงเป็นคนโง่แสนโง่ถ้าผมไม่ติดตามพระองค์” ซี เอส ลูวิส  ผู้เป็นเจ้าของคำกล่าวข้างต้น ผู้แสวงหาพระเจ้าด้วยปัญญาอย่างโลก และจนปัญญาที่จะพิสูจน์ความเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงคำพูดของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกท่านหนึ่งที่เขียนหนังสือชื่อ พระเจ้ากับวิทยาศาสตร์ และท่านได้ปิดท้ายว่า “ถ้าคุณพูดว่าไม่มีพระเจ้า ผมขอบอกว่า คุณยังไม่ได้พิสูจน์จริง” คำพูดนี้ได้สนับ สนุนคำพูดของ ซี เอส ลูวิส ในการติดตามพระเยซูคริสต์คือการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความเชื่อว่า มีพระเจ้า หากคิดตามคำกล่าวของ ซี เอส ลูวิส ในทางกลับกันการไม่ติดตามพระเยซู เมื่อรู้ว่าถูกเรียกให้ติดตาม อาจตีความว่าคุณกำลังไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า เศคาริยาห์ 8:23 23 ​พระ​เจ้า​จอม​โยธา​ตรัส​ดังนี้​ว่า ใน​สมัย​นั้น​สิบ​คน​จาก​ประชาชาติ​ทุกๆ ภาษา จะ​ยึด​ชายเสื้อ​คลุม​ของยิว​คน​หนึ่ง​ไว้​แล้ว​กล่าว​ว่า ‘ขอ​ให้​เรา​ไป​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เถิด เพราะ​เรา​ได้​ยิน​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​กับ​พวก​ท่าน’ ”คำทำนายนี้หมายถึงคริสเตียนในวันนี้ที่จะต้องมีคนขอร่วมทางไปด้วย เพราะเขาเห็นเส้นทางชีวิตของคุณ…มีพระเยซูอยู่ด้วย

อาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2014

“กฎแห่งการนำร่อง”

“ใครก็สามารถถือหางเสือเรือได้ แต่ผู้นำคือผู้ที่กำหนดเส้นทาง” นี่คือมอตโต้ของหนึ่งในยี่สิบเอ็ดกฏเหล็กซึ่งเขียนโดยจอห์น แม็กซ์เวลล์ กูรูด้านศาสตร์การพัฒนาความเป็นผู้นำ ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยขับเรือในแม่ น้ำแควน้อย และก็พาคนในเรือล่มไม่เป็นท่า เพราะข้าพเจ้าเข้าไปในร่องน้ำที่เชี่ยวกรากโดยไม่ทันตั้งตัว เพราะสายตาของข้าพเจ้าได้ละจากร่องน้ำไปอยู่ที่แพที่ข้าพเจ้าต้องการจะเอาเรือเข้าไปเทียบ โดยลืมการมองดูร่องน้ำ ขอบคุณพระเจ้าที่ทุกคนรอดชีวิต รวมทั้งตัวข้าพเจ้าเองที่ความเป็นคนที่ไม่ชอบใส่เสื้อชูชีพ จึงทำให้รอดชีวิตมาได้เช่นกัน หากข้าพเจ้าใส่เสื้อชูชีพ ข้าพเจ้าคงจะไม่รอด เพราะเรือคว่ำเอาตัวข้าพเจ้าไปอยู่ใต้ท้องเรือที่ติดกับแพ  เสื้อชูชีพจะทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถดำน้ำออกมาจากเรือยางที่คว่ำครอบตัวข้าพเจ้าไว้อยู่ แต่บทเรียนที่ข้าพเจ้าอยากแนะนำพี่น้องในวันนี้คือสำนวนคำว่า “นำร่อง” ในการขับเรือ คนขับเรือจะต้องคอยดูร่องน้ำตลอดเวลา เพราะนี่คือการเลี่ยงจากเหตุการณ์เรือล่ม ตอนที่มีคนสอนให้ขับเรือ คนสอนจะอยู่ข้างๆข้าพเจ้าและคอยบอกว่า คอยดูร่องน้ำไว้นะ เขาจะคอยเตือน กฎแห่งการนำร่อง คือข้อสังเกตของอาจารย์จอห์น แม็กซ์เวลล์ที่ท่านสังเกตพบว่า ในชีวิตของมนุษย์ทุกคนอยู่ภายใต้กฎนี้ ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม เหมือนกับกฎของแรงโน้มถ่วงโลก มนุษย์ทุกคนมีประสบการณ์กับกฏแรงโน้มถ่วงโลกตั้งแต่ยังเด็กเริ่มเดินเตาะแตะ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เป็นทฤษฏี และไม่ว่าเราจะยอมรับหรือปฏิเสธ แรงโน้มถ่วงก็ยังทำงานของมัน เพียงแต่ว่าใครจะเอาไปใช้ทางบวกหรือทางลบ เช่นเดียวกัน กฎแห่งการนำร่อง ก็เป็นอีกกฎหนึ่งที่อยู่ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน หากแต่ว่า ถ้าเราใส่ใจ เราจะรู้ว่า หางเสือชีวิตของเรากำลังถูกถือไว้อย่างมีทิศทางหรือไร้ทิศทาง  “ใครก็สามารถถือหางเสือเรือได้ แต่ผู้นำคือผู้ที่กำหนดเส้นทาง” เป็นคำพูดที่กำลังบอกกับเราว่า เราทุกคนต่างถือหางเสือของตนเอง แต่คนกำหนดเส้นทางในชีวิตของเราคือใคร พระเยซูคริสต์ทรงตรัสประโยคหนึ่งที่น่าสนใจ มัทธิว 7:13-14 13“จง​เข้า​ไป​ทาง​ประตู​แคบ เพราะ​ว่า​ประตู​ใหญ่ และ​ทาง​กว้าง​ซึ่ง​นำไป​ถึง​ความ​พินาศ และ​คน​ที่​เข้า​ไป​ทาง​นั้น​มี​มาก​14 เพราะ​ว่า​ประตู​ซึ่ง​นำไป​ถึง​ชีวิต​นั้น​ก็​คับ​และ​ทาง​ก็​แคบ ผู้​ที่​หา​พบ​ก็​มี​น้อย​ พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังหมาย ถึงคนส่วนใหญ่มักจะถือหางเสือชีวิตของคนเองอย่างคนที่ไร้ทิศทางและมักจะไปทางที่สบายที่เรียกว่าทางกว้าง แต่มักจะจบลงด้วยความพินาศ(ความตาย) คำว่า คับและแคบซึ่งเป็นทางปลอดภัย คนที่หาพบคือคนจำนวนน้อย ความคับและแคบของหนทางเป็นความยากลำบากที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเต็มใจและไม่ใส่ใจ ไม่อยากให้ความสำคัญ เพราะมันสวนทางกับความปรารถนาหรือความสบายที่เนื้อหนังต้องการ โปรดระวัง เรากำลังอยู่ในกฎแห่งการนำร่องที่กำลังทำงานตลอดเวลาในชีวิตของมนุษย์ทุกคน คนที่ไม่ละสาย ตาจากร่องกระแสวังวนของชีวิตจะปลอดภัย จับหางเสือไว้นะพี่น้อง คุณคือคนเลือกหนทางที่จะไป

อาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2014

“จงฉวยโอกาส….ใกล้ชิดพระเยซู”

ยอห์น 13:23 23 ที่​สำรับ​มี​สาวก​คน​หนึ่ง​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก ได้​เอน​กาย​อยู่​ใกล้​พระ​ทรวง​ของ​พระ​องค์​  เป็นที่รู้กันว่าสำนวนการเรียกตัวเองของผู้เขียนหนังสือยอห์น จะไม่เรียกชื่อของตนเอง แต่ใช้สรรพนามว่า “สาวกที่พระองค์ทรงรัก” เพื่ออธิบายบรรยากาศการร่วมโต๊ะกับพระเยซู และท่านั่งที่โต๊ะอาหารของคนยิวแทบจะเหมือนกับการนั่งพับเพียบของคนไทย แต่คนยิวจะโน้มตัวไปข้างหน้า และเท้าพับเพียบจะไปทางด้านหลัง ดังนั้น การเอนตัวก็จะเข้าใกล้กับคนที่ตนนั่งชิด แทบจะไปอยู่ที่อกของอีกคนหนึ่ง เมื่อจะพูดคุยหรือกระซิบกัน  แน่นอนพระเยซูทรงไม่มีการลำเอียงกับสาวกทั้งสิบสองคนอยู่แล้ว แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ขึ้นอยู่กับสาวกคนไหนจะฉวยโอกาสใกล้ชิดพระเยซูมากกว่า อย่างยอห์นที่เรียกตัวเองว่า “สาวกที่พระองค์ทรงรัก” อะไรทำให้ยอห์นคิดอย่างนั้น หากเราอ่านหนังสือยอห์นก็จะพบกับการพูดถึงความรักของพระเยซูและการยึดมั่นในความรักของพระองค์ ยอห์น 15:9 9 ​พระ​บิดา​ทรง​รัก​เรา​ฉัน​ใด เรา​ก็​รัก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ฉัน​นั้น จง​ยึด​มั่น​อยู่​ใน​ความ​รัก​ของ​เรา​ ยอห์นไม่ได้กำลังแสดงว่าตนเองเป็นที่โปรดปรานพิเศษ แต่ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ยอห์นกำลังแสดงให้เห็นว่าเขารู้สึกถึงความรักของพระเยซูอย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในการใช้เวลากับสาวกคนอื่นๆ ดังนั้น ยอห์นจึงเป็นคนหนึ่งที่ฉวยโอกาสที่จะอยู่ใกล้พระเยซูมากที่สุดในท่ามสาวกคนอื่น บ่อยครั้งที่คริสเตียนบางคนน้อยใจว่า พระเยซูรักคนอื่นมากกว่าตัวเขา พอเห็นคริสเตียนคนอื่นเกิดผลมากกว่าตนเอง หรือได้รับพระพรมากกว่าตนเอง ก็พาลคิดไปว่าพระเยซูทรงลำเอียง รักไม่เท่ากัน รักคนนั้นคนนี้มากว่าตน นี่เป็นจุดพลาดของคริสเตียนที่คิดอย่างนั้น และยังเป็นกับดักของมารซาตานที่จะให้คริสเตียนที่คิดอย่างนี้เป็นง่อยไม่ทำอะไร วันๆเอาแต่เปรียบเทียบตนเองกับคนนั้นคนนี้ และกลายเป็นคนพาลเสียคน อารมณ์ไม่ดีกับคนที่ดีกว่าตน หรือเหยียบย่ำคนที่แย่กว่า จงฉวยโอกาส…ใกล้ชิดพระเยซู ด้วยท่าทีอย่างยอห์น ผู้ตระหนักว่า พระเยซูทรงรักเขามาก เขาต้องหาโอกาสใกล้ชิดพระองค์ทุกครั้งที่มีโอกาส และโดยเฉพาะโอกาสที่ได้ร่วมโต๊ะกัน เพราะท่านั่งจะยิ่งทำให้ใกล้พระเยซูมากที่สุดคือที่พระทรวงของพระองค์ วันนี้ มาถึงวาระของพิธีมหาสนิท ได้ร่วมโต๊ะกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้เราทั้งหลายฉวยโอกาสที่จะใกล้ชิดพระเยซู เลือกที่นั่งที่ใกล้พระองค์มากที่สุด พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า ยอห์น 15:4,7  4 จง​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา และ​เรา​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​ท่าน…..7 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา และ​ถ้อยคำ​ของ​เรา​ฝัง​อยู่​ใน​ท่าน​แล้ว ท่าน​จะ​ขอ​สิ่ง​ใด ซึ่ง​ท่าน​ปรารถนา​ก็​จะ​ได้​สิ่ง​นั้น​ ที่นั่งที่ใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ในยุคที่พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตภายในผู้เชื่อ น่าจะตีความจากสำนวนที่ว่า ถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น คือที่นั่งใกล้ชิดระดับที่ขออะไร พระเยซูได้ยินและตอบทันที เริ่มต้นจากการนำถ้อยคำของพระองค์มาปฏิบัติทันทีก่อนและนี่คือการฉวยโอกาส..ใกล้ชิดพระเยซู อาเมน

อาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2014

“การหลบๆซ่อนๆ….ของคริสเตียนในอดีตกับปัจจุบัน” ในยุคแรก ปี ค.ศ. 100 – ค.ศ. 313 สมัยอาณาจักรโรมเรืองอำนาจ การเป็นคริสตชน ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงและมีโทษถึงตาย สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะคริสเตียน 1. เคารพนับถือพระเยซูคริสต์องค์เดียว 2. ไม่ยอมกราบไหว้นมัสการรูปเคารพและจักรพรรดิ3.ให้เกียรติแก่พวกทาส  ด้วยเหตุนี้เองถ้าหากใครถูกจับได้ว่าเป็นคริสเตียนจะต้องถูกประหารชีวิตด้วยวิธีการต่างๆ เช่นถูกเผาทั้งเป็น ถูกถลกหนัง ถูกจับให้เป็นเหยื่อสิงห์โต ถูกตัดคอ ถูกทรมานจนตายฯลฯ ดังนั้นการใช้ไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์จึงเป็นสิ่งต้องห้ามในเวลานั้น คริสเตียนในสมัยนั้นจึงใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ นมัสการพระเจ้าใต้ดิน และใช้รูปปลาเป็นสัญลักษณ์แทนไม้กางเขน เมื่อพบกันก็จะเขียนรูปเส้นโค้งลงมาจากข้างบน Ç ต่อหางเหมือนปลา และถ้าฝ่ายหนึ่งเขียนตอบด้วย È ต่อหางเหมือนปลา แสดงว่าเป็นคริสเตียน และจะเชิญไปรับประทานอาหารที่บ้านและนมัสการพระเจ้าร่วมกัน ในศตวรรษแรกคนที่กล้าตัดสินใจเป็นคริสเตียน นั่นแสดงว่าเขายอมตายเพื่อพระคริสต์ (อิคตุส) แต่ถึงแม้จะถูกกดขี่ข่มเหงมากเท่าไหร่ คริสเตียนกลับเพิ่มขึ้นๆ สาเหตุเป็นเพราะพระเยซูคริสต์ทรงทำกิจในชีวิตของพวกเขา  สัญลักษณ์รูปปลามีที่มาจากตัวอักษรกรีก 5 ตัว คือ ΙΧΘΥΣ อ่านว่า “อิคตุส”แปลว่า “ปลา” ตัวอักษรกรีก 5 ตัวนี้ แต่ละตัวเป็นตัวแรกของคำกรีก 5 คำที่เกี่ยวข้องกับพระเยซูคือ Ι เป็นอักษรตัวแรกของพระนาม “ เยซู” Χ เป็นอักษรตัวแรกของคำว่า “คริสต์” Θ เป็นอักษรตัวแรกของคำว่า “พระเจ้า” Υ เป็นอักษรตัวแรกของคำว่า “พระบุตร” Σ เป็นอักษรตัวแรกของคำว่า “พระผู้ช่วยให้รอด” ดังนั้น ΙΧΘΥΣ นอกจากแปลว่า “ปลา” แล้ว ยังมีความหมายในหมู่คริสตชนในศตวรรษแรกด้วยว่า “พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอด” (คัดลอกจาก www.giftshopchristian.com) สวัสดีพี่น้องที่รักในพระคริสต์ วันนี้ข้าพเจ้าขึ้นต้นเรื่องราวของสัญลักษณ์รูปปลา เนื่องจากมีพี่น้องคริสเตียนมากมายนำมาติดไว้ท้ายรถ และคริสตจักรเราก็เอามาติดที่กำแพงในห้องประชุมด้วย เสียดายที่ไม่มีตัวอักษรกรีก (ทำให้ห้องดูมีศิลปะดี) ข้าพเจ้าอยากให้เราสนใจที่มาของการใช้สัญลักษณ์รูปปลาของคริสเตียนรุ่นพี่ในช่วงคริสตจักรยุคแรก เพราะเขาต้องหลบๆซ่อนๆจากผู้ข่มเหงจึงทำให้เกิดสัญลักษณ์รูปปลาเพื่อเปิดตัวกับผู้มีความเชื่อเดียวกัน สามัคคีธรรมกัน วันนี้ กลับมีอีกมุมหนึ่งของชีวิตคริสเตียนไม่น้อยที่สร้างสัญลักษณ์มากมายเพื่อยังคงรักษาชีวิตหลบๆซ่อนๆ (รอการข่มเหงที่จะมาถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้…)

อาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2014

“มันน่าเครียดก็จริง….แต่อย่าบ่นเลยนะ” วิวรณ์ 7:13-17 13 แล้ว​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​ผู้​อา​วุโส​นั้น​ถาม​ข้าพ​เจ้า​ว่า “คน​ที่​สวม​เสื้อ​ผ้า​สี​ขาว​เหล่า​นี้​คือ​ใคร? และ​มา​จาก​ไหน ?”14 ข้าพ​เจ้า​ตอบ​ท่าน​ว่า “ท่าน​เจ้า​ข้า ท่าน​เองก็​ทราบ​อยู่​แล้ว” ท่าน​จึง​บอก​ข้าพ​เจ้า​ว่า “คน​เหล่านี้​เป็น​คน​ที่​มา​จาก​ความ​ยาก​ลำ​บาก​ครั้ง​ยิ่ง​ใหญ่ พวก​เขา​ชำระ​ล้าง​เสื้อ​ผ้า​ของ​เขา​ด้วย​พระ​โล​หิต​ของ​พระ​เมษ​โป​ดก​จน​ขาว​สะอาด 15 เพราะ​เหตุ​นี้ เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​ได้​อยู่​หน้า​พระ​ที่​นั่ง​ของ​พระ​เจ้า และ​ปรน​นิบัติ​พระ​องค์​ใน​พระ​วิหาร​ของ​พระ​องค์​ทั้ง​กลาง​วัน​และ​กลาง​คืน และ​พระ​องค์​ผู้​ประ​ทับ​บน​พระ​ที่​นั่ง​จะ​ทรง​คุ้ม​ครอง​พวก​เขา 16 พวก​เขา​จะ​ไม่​หิว​หรือ​กระ​หาย​อีก​เลย ดวง​อาทิตย์​และ​ความ​ร้อน​จะ​ไม่​แผด​เผา​เขา​อีก​ต่อ​ไป 17 เพราะ​ว่า​พระ​เมษ​โป​ดก​ผู้​ทรง​อยู่​กลาง​พระ​ที่​นั่ง​นั้น​จะ​ทรง​เลี้ยง​ดู​พวก​เขา และ​จะ​ทรง​นำ​เขา​ไป​ยัง​น้ำพุ​แห่ง​ชีวิต และ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​เช็ด​น้ำ​ตา​ทุก​หยด​จาก​ตา​ของ​เขา​ทั้ง​หลาย”รากศัพท์ภาษากรีกคำว่า ความยากลำบาก แปลว่า ความกดดัน หรือพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ ความเครียด ยิ่งในภาวะชีวิตของยุคนี้ อะไรจะ…เครียดนัก…เครียดหนา ไหนจะค่าเล่าเรียนลูก ไหนจะค่าจ้างลูกน้อง ไหนจะค่าใช้จ่ายจิปาถะ ไหนจะข้าวของแพงขึ้นเรื่อยๆ ไหนจะความไม่เข้าใจกันกับคนใกล้ตัว ไหนจะขายของไม่ได้เพราะติดเคอร์ฟิว อะไรจะ…เครียดนัก…เครียดหนา เพิ่งกลับจากคริสตจักรทัศนาจร ในหัวข้อ RELAX ผ่อนคลาย ไม่เท่าไร เครียดอีกแล้ว พระคัมภีร์ข้างต้นอาจตอบคำถามของพี่น้องในเวลานี้ว่า เรายังไม่ได้เข้าสู่ความทุกข์ยากลำบากครั้งยิ่งใหญ่เลย แค่นี้ก็แทบจะบ้าตาย ความเครียดครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะมาถึงคนมากมาย แม้แต่คนของพระเจ้าก็ต้องเจอ พระคัมภีร์วิวรณ์ตอนนี้กำลังบอกคนของพระเจ้าว่า ความเครียดไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก จะก่อให้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นก็คือ เสื้อสีขาวของคริสตชนจะเปื้อนหรือเป็นมลทินเพราะผลที่เกิดจากความเครียดเหล่านั้น ยูดา1:23 23….และ​จง​รังเกียจ​แม้แต่​เสื้อ​ที่​เปรอะ​เปื้อน​ด้วย​โลกีย์​ ​ ความเครียดทำให้คนเราแสวงหาการผ่อนคลายด้วยสิ่งเสพติด ไม่ว่าจะเป็นสารเสพติดต่างๆ เรื่องเพศ อบายมุขต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนลืมความทุกข์ยากหรือความเครียดชั่วขณะ แต่ต้องกลับไปเสพอยู่เรื่อยๆจนเป็นทาสของมันและนี่คือเรื่องของโลกีย์ รากศัพท์ภาษากรีกที่นี่ใช้คำว่า Flesh เป็นเรื่องของกิเลศตัณหาของเนื้อหนัง ซึ่งตรงกันข้ามกับเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เสื้อขาวที่คริสตชนได้มาจากพระเยซูคริสต์ต้องแปดเปื้อน วิวรณ์ข้าง ต้นได้กล่าวถึงความเครียดที่ทุกคนต้องผ่านไปให้ได้ และต้องผ่านพ้นมาอย่างเสื้อผ้ายังขาวอยู่ โดยการพึ่งพาพระโลหิตของพระเมษโปดกคือพระเยซูคริสต์ชำระล้าง เพราะฉะนั้น จงมีสติ เมื่อต้องเผชิญกับความเครียด จงรู้เถิดว่า นี่คือสิ่งที่กระตุ้นให้คริสตชนเข้าสู่กระบวนการชำระเสื้อขาวให้ยังขาวอยู่ อย่ามัวแต่บ่นว่า อะไรจะ … เครียดนัก…เครียดหนา มีเรื่องให้เครียดได้ทุกวัน แล้วคุณจะเลิกบ่นเมื่อวันหนึ่งได้อยู่แถวหน้าตรงพระที่นั่งของพระเจ้า มีทั้งการเลี้ยงดู น้ำพุแห่งชีวิตและรับการเล้าโลมจิตใจจากพระเจ้า

อาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2014

“ไล่ล่า…พระเยซูคริสต์ให้ทัน”

ฟิลิปปี 3:12-14 12 ไม่​ใช่​ว่า​ข้าพ​เจ้า​ได้​รับ​แล้ว หรือ​ดี​พร้อม​แล้ว แต่​ข้าพ​เจ้า​กำ​ลัง​บาก​บั่น​มุ่ง​ไป​เพื่อ​ที่​จะ​ฉวย​ไว้​เพราะ​พระ​เยซู​คริสต์​ทรง​ฉวย​ข้าพ​เจ้า​ไว้13 พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ข้าพ​เจ้า​ไม่​ถือ​ว่า​ข้าพ​เจ้า​ฉวย​ไว้​ได้​แล้ว แต่​ข้าพ​เจ้า​ทำ​อย่าง​หนึ่ง คือ​ลืม​สิ่ง​ที่​ผ่าน​พ้น​มา แล้ว​โน้ม​ตัว​ไป​ยัง​สิ่ง​ที่​อยู่​เบื้อง​หน้า14 และ​ข้าพ​เจ้า​บาก​บั่น​มุ่ง​ไป​สู่​หลัก​ชัย เพื่อ​จะ​ได้​รับ​ราง​วัล​คือ​การ​ทรง​เรียก​แห่ง​เบื้อง​บน​ซึ่ง​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์ คำว่า บากบั่นมุ่งไป รากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า ไล่ล่า คำที่คล้ายคลึงกันได้แก่ ความอุตสาหะ ดำเนินการ ดำเนินต่อไป เป้าหมายของการบากบั่นมุ่งไป คือการทำอย่างที่พระเยซูทรงทำกับเรา คือการฉวยเราไว้ได้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงพ่อแม่มากมายที่ฉวยลูกไว้ทัน ก่อนที่ลูกจะพบกับอุบัติเหตุ หรืออันตรายใดๆ เด็กๆมักจะวิ่งเล่น ซนตลอด เวลา โดยไม่ระวังตัว ทำให้อาจคลาดไปจากสายตาของพ่อแม่ผู้ปกครอง คำที่อ.เปาโลได้กล่าวถึงการฉวยของพระเยซูคริสต์ คือการใส่ใจและติดตามเราทันทุกจังหวะก้าวเดิน มิใช่การจับผิด แต่เพื่อให้เราก้าวเดินอย่างปลอดภัย ในทางกลับกัน อ.เปาโลกำลังกล่าวถึงคริสเตียนทุกคนก็จำเป็นต้องใส่ใจและติดตามพระเยซูคริสต์ให้ทัน มิให้พระองค์คลาดสายตา อย่างที่หนังสือฮีบรูได้ใช้คำว่า หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ ฮีบรู 12:2 2โดย​จับ​ตา​มอง​ที่​พระ​เยซู​ผู้​เบิก​ทาง​ความ​เชื่อ และ​ผู้​ทรง​ทำ​ให้​ความ​เชื่อ​นั้น​สม​บูรณ์…(2011) การจับตามอง คือการติดตามพระเยซูอย่างผู้ที่ไล่ล่า ต้องตามให้ทัน ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสหรือไม่สามารถจะไปสนใจสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้ว เวลาข้าพเจ้าขับรถ จะไม่มีโอกาสชมวิวที่ผ่านไปแล้ว บ่อยครั้งก็อยากจะชมวิว แต่ในฐานะของคนขับรถ จับพวงมาลัย เท้าเหยียบคันเร่งและแตะเบรก ข้าพเจ้าก็ยังคงต้องตามองตรงทางที่กำลังไป จะให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ข้างๆหรือที่ผ่านพ้นมาแล้วไม่ได้ มิฉะนั้นจะเกิดอุบัติเหตุ และทุกครั้งข้าพเจ้าไปถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ ไม่เกิดอุบัติเหตุ  อ.เปาโลกำลังทำอย่างเดียวกัน เมื่อท่านรู้แล้วว่าจุดหมายปลายทางของท่านคือ หลัก​ชัย เพื่อ​จะ​ได้​รับ​ราง​วัล​คือ​การ​ทรง​เรียก​แห่ง​เบื้อง​บน​ซึ่ง​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์ เมื่อประยุกต์ใช้กับชีวิตการเป็นคริสเตียนของเราทั้งหลายแต่ละคน จงรู้เถิดว่า หากเรามัวแต่สนใจสิ่งรอบข้าง หรือสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วนานเกิน โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ หรือสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในหนทางแห่งการติดตามพระเยซูคริสต์ อาจเกิดขึ้นได้ และบางทีเกิดขึ้นแล้วกับพี่น้องบางคน อุบัติเหตุหรือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น มันทำให้เราเสียเวลา เสียความรู้สึก เสียเงินเสียทองอย่างที่ไม่ควรจะเสีย เสียโอกาส เสียอะไรมากมาย รวมทั้งบางคนเสียการทรงเรียกที่พระเจ้าทรงเรียกให้ร่วมในพันธกิจกับพระองค์ ขอพระเจ้าทรงโปรดช่วยเราให้จับตามองที่พระเยซูคริสต์อย่างผู้ไล่ล่า ที่จะไม่ยอมคลาดสายตาไปจากพระองค์ ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า เราจะไม่พลาดการทรงนำที่น่าตื่นเต้นของพระเยซูคริสต์ในแต่ละจังหวะก้าวเดินของชีวิต น่าตื่นเต้นและน่าชื่นชมยินดี อาเมน

อาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2014

“ความเชื่อที่ตายแล้ว…”

ลีโอนาโด บ๊อบ นักศาสนศาสตร์ด้านเสรีภาพได้สนทนากับองค์ดาไล ลามะ ถามเกี่ยวกับศาสนาอะไรที่ดีที่สุด องค์ดาไล ลามะตอบว่า ศาสนาที่ดีที่สุด คือศาสนาที่ทำให้คุณเข้าใกล้พระเจ้ามากที่สุด และทำให้คุณเปลี่ยนเป็นคนที่ดีขึ้น ลีโอนาโด ยังคงถามต่อว่า เป็นคนที่ดีขึ้นเป็นอย่างไร องค์ดาไล ลามะตอบว่า อะไรก็ตามที่ทำให้คุณเป็นคนมีเมตตามากขึ้น มีมนุษยธรรมมากขึ้น แยกตัวออกจากค่านิยมของโลกมากขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น รักมากขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น และมีจริยธรรมมากขึ้น….ข้าพเจ้าไม่สนใจศาสนาของคุณหรือตัวคุณจะเป็นคนเคร่งศาสนาอย่างไร แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจคุณ คือ พฤติกรรมของคุณต่อหน้าคู่ชีวิต ต่อหน้าครอบครัว ต่อหน้าการงาน ต่อหน้าสังคม และต่อโลกนี้ สุดท้ายองค์ดาไล ลามะตอบว่า จงดูแลความคิดของคุณ เพราะมันจะกลายเป็นคำพูด จงดูแลคำพูดของคุณเพราะมันจะกลายเป็นการกระทำ จงดูแลการกระทำของคุณเพราะมันจะกลายเป็นนิสัย จงดูแลนิสัยของคุณเพราะมันจะกลายเป็นบุคคลิก จงดูแลบุคลิกของคุณเพราะมันจะกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต และจงดูแลสิ่งที่กำหนดชีวิตของคุณเพราะมันจะกลายเป็นชีวิต และไม่มีศาสนาใดสูงกว่าความจริง ลีโอนาโด บ๊อบยอมรับว่า องค์ดาไล ลามะตอบอย่างฉลาดมาก ซึ่งคำตอบขององค์ดาไล ลามะ สอดคล้องกับคำตรัสของพระเยซูในหนังสือยอห์น 14:6 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง​และ​เป็น​ชีวิตไม่​มี​ผู้ใด​มาถึง​พระ​บิดา​ได้​นอก​จาก​จะ​มา​ทาง​เรา​  ในสถิติของคนที่มีประสบการณ์กับพระเยซูคริสต์จริงๆ มีจำนวนไม่น้อยในท่ามกลางพี่น้องคริสเตียนที่เป็นอย่างที่องค์ดาไล ลามะกล่าวถึง มีคริสเตียนไม่น้อยที่ได้เข้าใกล้พระเจ้ามากที่สุด (พระบิดา) และมีไม่น้อยที่ถูกทำให้เป็นคนที่ดีขึ้นในด้านเมตตา มนุษยธรรม จริยธรรม แยกตัวออกจากค่านิยมของโลก มีเหตุผล มีความรักและมีความรับผิดชอบ แต่ก็น่าตกใจที่มีคริสเตียนไม่น้อยเช่นกันที่กลายเป็นคนเคร่งศาสนาคริสต์ที่มีพฤติกรรมที่อยู่ต่อหน้าคู่ชีวิตอีกแบบ ต่อหน้าครอบครัวอีกแบบ ต่อหน้าคนในที่ทำงานก็อีกแบบ ต่อหน้าสังคมก็อีกแบบ และต่อโลกนี้ก็อีกแบบ (ตรงกันข้ามกับศาสนาที่ตนเองนับถือ) จนองค์ดาไล ลามะต้องกล่าวว่า ท่านไม่สนใจว่าใครจะพูดว่าตนเองนับถือศาสนาอะไร แต่ท่านสนใจชีวิตที่แสดง ออกต่างหาก นี่คือคนฉลาดที่พิสูจน์ชีวิตคนด้วยการกระทำของคนนั้น หนังสือยากอบก็กล่าวไว้เช่นกันว่า ยากอบ 2:17-20,26 17ความ​เชื่อ​ก็​เช่น​เดียว​กัน ถ้า​ไม่​ประพฤติ​ตาม​ก็​ไร้​ผล 18 แต่​บาง​คน​จะ​กล่าว​ว่า “คน​หนึ่ง​มี​ความ​เชื่อ​แต่​อีก​คน​หนึ่ง​มี​การ​ประพฤติ” จง​แสดง​ให้​ข้าพเจ้า​เห็น​ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน ที่​ไม่​มี​การ​ประพฤติ​ตาม และ​ด้วย​การ​ประพฤติ​ตาม ข้าพเจ้า​จะ​แสดง​ให้​ท่าน​เห็น​ความ​เชื่อ​ของ​ข้าพเจ้า​19 ท่าน​เชื่อ​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​หนึ่ง นั่น​ก็​ดี​อยู่​แล้ว แม้​พวก​ปีศาจ​ก็​เชื่อ และ​กลัว​จน​ตัว​สั่น​20 แน่ะ​คน​โฉด​เขลา ท่าน​ต้อง​การ​ให้​พิสูจน์​หรือ​ว่า ความ​เชื่อ​ที่​ไม่​ประพฤติ​ตามนั้น​ไร้​ผล​…26 กาย​ที่​ปราศ​จาก​จิต​วิญ​ญาณ​นั้น​ตาย​แล้ว​อย่าง​ไร ความ​เชื่อ​ที่​ปราศ​จาก​การ​ประ​พฤติ​ก็​ตาย​แล้ว​อย่าง​นั้น อย่าให้เราทั้งหลายเป็นคริสเตียนที่อยู่ในกลุ่มที่น่าตกใจคือเป็นพวกที่ความเชื่อตายไปแล้ว…มีพฤติกรรมที่หลอกคริสเตียนอย่างยากอบไม่ได้  และยังถูกคนที่ไม่เป็นคริสเตียนอย่างองค์ดาไล ลามะฉีกหน้าด้วย ไม่กล้าอาเมนเลย….

อาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2014

“ผ่อนคลาย/สบาย สบาย” (RELAX)

วันนี้ บรรยากาศคริสตจักรจะเหมือนอยู่ในทริปทัศนาจรชายหาด ไม่ว่าจะทีมนมัสการ ปฏิคม นักเทศน์ แต่งตัวสบายๆ หลังจากจบรายการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ เราจะเอาข้าวกล่องกันคนละกล่องพร้อมน้ำดื่ม ขึ้นรถไปทานกันบนรถ ต้องขออภัยพี่น้องที่ไม่ได้ไปกับเราด้วยในครั้งนี้ ท่านอาจจะรู้สึกแปลกๆ แต่ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า นี่แหล่ะคือภาพของคริสตจักรที่ควรจะเป็น คริสตจักรของพระเจ้า คือครอบครัวของพระเจ้า คนของพระเจ้าอยู่ที่ไหน บ้านของพระเจ้าอยู่ที่นั่น เมื่อเราอยู่บ้าน ไม่ต้องมีพิธีการไม่ต้องมีแบบแผนบังคับในการใช้ชีวิตด้วยกัน เราจึงมีช่วงทักทายกัน การนั่งกันเป็นระเบียบเพราะสถานที่ของเราคับแคบ การไม่ทานของกินเล่นในที่ประชุมเพราะจะได้ไม่รบกวนสมาธิของคนข้างๆที่กำลังนมัสการฟังเทศนา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แบบแผน แต่เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ แม้กระทั่งการทานอาหาร เราก็มีการเข้าคิว (แต่มีคนกระซิบฝากมาบอกว่า เวลาตักอาหารขอให้เผื่อคนข้างหลังที่จะได้ทานด้วยนะจ๊ะ) แต่ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกว่า ต้องเตรียมอาหารให้มากกว่านี้ จะได้พอทานกันอย่างเต็มที่ แต่ไม่ใช่กินเกิน แต่กินเต็มที่ที่เราจะไม่หิว กลับมาที่วันนี้ เรากำลังเตรียมตัวเดินทางไปพักผ่อนกันกับครอบครัวของพระเจ้า ใช้เวลาด้วยกัน สบาย สบาย อย่างสังคมคริสเตียน เป็นโอกาสที่ดี เพื่อจะเรียนรู้จากกันและกัน และจากคริสตจักรว่า การพักผ่อนแบบสบาย สบาย (RELAX) เป็นอย่างไร บางคนอาจพูดว่า พักเหรอ ทำไมชั้นจะไม่รู้จัก ใช่….มีคนรู้จักคำว่า พัก แต่ไม่รู้จักพักจริงๆคืออะไร ไม่รู้จักคำว่า สบาย สบาย ผ่อนคลายจริงๆเป็นอย่างไร รีแล็คซ์ ที่ฝรั่งมักจะใช้กับคนที่มีอาการวิตกกังวล กำลังเผชิญกับวิกฤต กำลังตกใจ หรือกำลังกลัว คนไทยเราก็จะใช้คำว่า ใจเย็นๆ นิ่งๆนะ ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า เพราะว่า เราไม่ได้ฝึกตนให้คุ้นเคยกับการผ่อนคลาย พอเจอกับภาวะคับขัน เลยผ่อนคลายไม่เป็น นิ่งไม่ได้ เพราะเราไม่เคยฝึกที่จะนิ่ง (บางศาสนาสอนให้นั่งสมาธิ) สำหรับคริสเตียน สมาธิของเราคือการเข้าเฝ้าพระเจ้าที่เรียกว่า เฝ้าเดี่ยว นี่ก็คือการผ่อนคลายอันหนึ่ง บรรยากาศในการเข้าเฝ้าพระเจ้าก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ หากเรายังอยู่กับสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย ยุ่งเหยิง ก็ยากที่จะมีใจจดจ่อในการเฝ้าเดี่ยว หลายคนห่างเหินจากการเฝ้าเดี่ยวมานาน เพราะอยู่กรุงเทพมีแต่ความเร่งรีบ กลัวไม่ทันเข้างาน ความคิดมีแต่งานและก็งาน กลับมาบ้านก็ค่ำแล้ว บรรยากาศสบาย สบาย อยู่ที่ไหน หัวข้อทริป “รีแล็คซ์” จึงพยายามตอบโจทย์พี่น้อง ขอให้ทริปนี้ ทุกคนจงได้รับพระพรแห่งการไปพักผ่อน รีแล็คซ์ สบาย สบาย ด้วยกัน ฮีบรู 4:9-11 9 ฉะนั้น​จึง​ยัง​มี​การ​หยุด​พัก​สะ​บา​โต​สำ​หรับ​ประ​ชา​กร​ของ​พระ​เจ้า10 เพราะ​ว่า​คน​ใด​ที่​ได้​เข้า​สู่​การ​หยุด​พัก​ของ​พระ​องค์​แล้ว ก็​ได้​หยุด​พัก​จาก​งาน​ของ​ตน​เอง เหมือน​อย่าง​ที่​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​หยุด​พัก​จาก​พระ​ราช​กิจ​ของ​พระ​องค์ 11 เพราะ​ฉะนั้น ขอ​ให้​เรา​พยา​ยาม​เข้า​สู่​การ​หยุด​พัก​นั้น เพื่อ​จะ​ไม่​มี​คน​หนึ่ง​คน​ใด​พลาด​ไป​ทำ​ตาม​อย่าง​คน​ที่​ไม่​เชื่อ​ฟัง​เหล่า​นั้น

อาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2014

“ขยันและมีสติ” อากาศร้อนมากๆ ยิ่งในวันนี้เป็นวันที่มีการพยากรณ์ล่วงหน้าว่าจะเป็นวันที่ร้อนที่สุด ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับกรุงเทพพอดี ระวัง….ขอให้ขยันและมีสติ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากข้าพเจ้าออกกำลังกายขี่จักรยานระยะทางเป็นสิบกว่ากิโลเมตรในตอนเช้า ก็ออกกำลังกายอยู่กับที่อีก 15-20 นาที แล้วก็กระโดดเชือกอีกนับร้อยครั้ง เสร็จก็ทำงานอย่างอื่นต่อ หลังอาหารเช้าก็ไปอาบน้ำ ปรากฏว่า เกิดอาการเย็นทั้งตัวเหมือนหมดเรี่ยวแรง ทำท่าจะเป็นลมในห้องน้ำ ความจริงก่อนอาบน้ำมีความคิดว่า ต้องดื่มน้ำหนึ่งแก้ว เพื่อปรับความดันของร่างกาย (ตามที่ได้รับคำแนะนำมา) แต่วันนั้น ขี้เกียจ ร้อนก็เลยรีบไปอาบน้ำเลย เมื่อเกิดอาการดังกล่าวข้าพเจ้าคิดเลยว่า ไม่น่าเลยเรา เพียงขยันอีกนิด ไม่มองข้ามเรื่องนี้ เราคงจะไม่ต้องตกอยู่ในสภาพกำลังจะแย่ เมื่อมีสติก็รีบอาบน้ำอย่างรวดเร็ว และลงมาดื่มน้ำ นั่งพักสักครู่ อาการเหมือนหมดแรงใกล้เป็นลมก็ฟื้นกลับมามีกำลัง วันนี้ข้าพเจ้ายังคงทำกิจวัตรยามเช้าเหมือนเดิม แต่ก่อนอาบน้ำ ต้องดื่มน้ำหนึ่งแก้ว (โดยเฉพาะน้ำเย็น) เพราะน้ำเย็นจะเข้าสู่ร่างกายได้เร็วในยามที่ร่างกายขาดน้ำ ขอบคุณพระเจ้า รู้สึกมีความสุขในการอาบน้ำ เพราะดับร้อน ทำความสะอาดอย่างหมดจด เพียงเพราะขยันและมีสติ นี่เป็นบทเรียนที่ข้าพเจ้าต้องจดจำตลอดเวลา และอยากเตือนพี่น้องในยามที่อากาศร้อนมากๆอย่างเช่นในวันนี้ อย่าชะล่าใจ ขยันคิดขยันทำและมีสติ อย่าคิดเพียงว่า ไม่เอา ขี้เกียจ ได้จะไม่คุ้มกับเสียนะค่ะ ทำให้คิดถึงพระธรรมตอนหนึ่งในหนังสือ 2ทิโมธี 2:5 5 นักกีฬา​จะ​มิได้​สวม​พวงมาลัย​ถ้า​เขา​ไม่​แข่งขัน​ตาม​กติกา​ นักกีฬาบางคนนอกจากจะไม่ได้สวมพวงมาลัยที่หมายถึงชัยชนะแล้ว ยังบาดเจ็บอีกด้วย (อาจม้วยมรณาก็มี) กติกาที่อ.เปาโลสอนผู้รับใช้หนุ่มทิโมธีก็คือความยากลำบากที่ทหารของพระคริสต์ต้องเผชิญกันทุกคน ปัจจัยสำคัญก็คือความอดทน อึดให้ถึงที่สุด ความอึดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องสะสมวันต่อวัน ด้วยการฝึกฝน  สิ่งที่ทำให้นักกีฬาไปถึงเส้นชัยได้เรียกว่า วินัย ซึ่งในบทความวันนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกด้วยสำนวนของข้าพเจ้าเอง คือ ขยันและมีสติ ขยันอย่างเดียวไม่มีสติ ก็ไปไม่รอด มีสติแต่ไม่ขยันก็ไปได้แค่ครึ่งๆกลางๆ อ.เปาโลไม่เพียงเป็นผู้สอนอย่างเดียวแต่ท่านเป็นนักปฏิบัติด้วย ฟิลิปปี 3:14-17 14 ข้าพเจ้า​กำลัง​บาก​บั่น​มุ่ง​ไปสู่​หลัก​ชัย เพื่อ​จะ​ได้รับ​รางวัล ซึ่ง​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​เรียก​จาก​เบื้อง​บน ให้​เรา​ไป​รับ​15 เรา​ซึ่ง​เป็น​ผู้ใหญ่​แล้ว​จึง​คิด​อย่าง​นั้น และ​ถ้า​ท่าน​คิด​อย่าง​อื่น ​พระ​เจ้า​ก็​จะ​ทรง​โปรด​ให้​เรื่อง​นั้น​ประจักษ์​แก่​ท่าน​ด้วย​16 แต่​เรา​ได้​แค่​ไหน​แล้ว ​ก็​ให้​เรา​ดำเนิน​ตรง​ตามนั้น​ต่อไป 17 ดูก่อน​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ท่าน​จง​ร่วมกัน​ตาม​แบบอย่าง​ของ​ข้าพเจ้า ท่าน​มี​พวก​เรา​เป็น​ตัวอย่าง​แล้ว จง​ดู​คน​ที่​ประพฤติ​ตาม​แบบ​นั้น​ นี่คือข้อความของอ.เปาโลที่กำลังพูดถึงการขยันและมีสติ บากบั่นมุ่งไปให้ถึงหลักชัยและคิดอย่างผู้ใหญ่ คิดได้แค่ไหนแล้วก็จงคิดให้ไกลกว่าเดิมที่เป็นอยู่ ขยันคิดขยันทำขยันมีสติ ขอให้มีความสุขกับหน้าร้อนฝุดๆ

อาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2014

อีสเตอร์ทำให้ความเชื่อ ความหวัง ความรัก….มีชีวิตชีวา”

วันนี้เป็นวันที่คริสเตียนทั่วโลกเฉลิมฉลองวันฟื้นคืนพระชนม์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ได้มีการแอบอ้างในไทยว่า มีการรวบรวมกระดูกของศาสดาศาสนาต่างๆทั่วโลกมาไว้ที่เดียวกัน สถานที่แห่งนั้นตั้งตัวเองว่าเป็นสำนัก……อะไรสักอย่าง จนร้อนถึงคอลัมภ์นิสต์ชื่อดังคนหนึ่งในสมัยนั้นชื่อ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ได้เขียนคัดค้านการกระทำของสำนัก…..นั้นที่ขัดแย้งกับความรู้ของคริสเตียนอย่างมาก เพราะว่าคริสเตียนมีวันอีสเตอร์ วันที่พระเยซูฟื้นขึ้นมามีชีวิตหลังจากพระองค์ได้ตายและถูกฝังในอุโมงค์สามวัน วันที่สามพระองค์ฟื้นขึ้นมาพบกับพยานหลายคน และปรากฏกับเหล่าสาวกนานถึง 50 วันรวมพยานทั้งหมดที่ได้พบกับพระเยซูถึงจำนวน 500 คน และพยานเหล่านั้นยอมตายแต่ไม่ยอมปฏิเสธว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เหตุที่ท่านคึกฤทธิ์คัดค้านการกระทำของสำนัก….นั้น ก็เพราะว่าท่านเป็นแขกรับเชิญคนหนึ่งในการร่วมแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาไทยในยุคนั้น มาถึงวันนี้ ข้าพเจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์เจ้า ข้าพเจ้าก็ยังคงขอคัดค้านการกระทำดังกล่าวด้วยเช่นกัน แต่การคัดค้านของข้าพเจ้าแตกต่างจากท่านคึกฤทธิ์ผู้ทรงคุณวุฒิความรู้ แต่ท่านไม่ได้มีประสบกาณ์อย่างข้าพเจ้า การคัดค้านของข้าพเจ้าเกิดจากความเชื่อ ความหวังและความรักที่ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ผู้ทรงทำให้ข้าพเจ้ามีความเชื่อ ความหวังและความรักที่มีชีวิตชีวา  เพราะพระองค์ต้องตายเพื่อข้าพเจ้าจะมีชีวิตอยู่ และอยู่อย่างมีความเชื่อ ความ หวังและความรักที่มีชีวิตชีวา หากใครจะบอกว่า พบกระดูกของพระเยซู ข้าพเจ้าขอคัดค้าน เพราะคนตายทำให้คนเป็นมีชีวิตชีวาไม่ได้ คนตายทำให้คนเป็นเศร้า คนเป็นเดือดร้อน คนเป็นต้องมีภาระ แต่การตายของพระเยซูคริสต์เจ้า เพื่อฟื้นขึ้นมาจากความตาย ถ้าพระเยซูตายแล้วไม่ฟื้น นั่นเป็นเรื่องของคนตาย ลูกา 9:60 60 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ปล่อย​ให้​คน​ตาย​ฝัง​คน​ตาย​ของ​เขา​เอง​เถิด แต่​ส่วน​ท่าน จง​ไป​ประกาศ​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า” พระเยซูไม่เคยสอนในสิ่งที่ขัดแย้งกับที่พระองค์เป็น หากใครจะบอกว่า อีสเตอร์เป็นเรื่องของคนที่งมงาย ข้าพเจ้าขอคัดค้าน เพราะคนงมงายไม่สามารถให้เหตุและผลในการดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่คนที่เชื่อในการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ สามารถเป็นพยานจากประสบการณ์จริง เพราะพระเยซูเป็นของจริง ของจริงแม้จะถูกคัดค้าน(หรือถูกกระทำเชิงปฏิเสธ) ก็ยังคงเป็นของจริง พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับความเป็นของจริงของพระองค์ว่า มัทธิว 24:35 35 ฟ้า​และ​ดิน​จะ​ล่วง​ไป แต่​ถ้อยคำ​ของ​เรา​จะ​สูญ​หายไป​หา​มิได้​เลย​ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Heaven and earth แปลว่า ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผ่านมาสองพันปีเราพบว่าโลกกำลังถดถอย (ใกล้อวสาน) แต่ถ้อยคำพระเยซูยังเป็นจริง ทุกวันมีคนได้พบกับพระเยซูผู้เป็นขึ้นมาจากความตาย ผู้ทำให้คนมากมายมีความเชื่อ ความหวัง และความรักที่มีชีวิตชีวา  คุณเป็นคนนั้นด้วยใช่ไม๊?

อาทิตย์ที 13 เมษายน 2014

“เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด”

มีหนังสือเล่มหนึ่งได้เรียกผู้สูงอายุด้วยคำที่เป็นเทคนิคว่า “ความทรงจำขององค์กร” และได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เกษียรหรือผู้สูงอายุเหล่านี้ ไม่ได้หมดสภาพ หรือหมดอายุอย่างยา หรือวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่มีวันหมดอายุตามกาลเวลาที่ผ่านไปหรือตามการใช้งานมากๆ แต่ผู้สูงอายุ หรือ “ความทรงจำขององค์กร” คือบุคคลากรที่ล้ำค่าสำหรับองค์กร หรือสังคมที่เขาอยู่ เป็นผู้สั่งสมประสบการณ์ ทักษะ ความเข้าใจในสังคม เริ่มจากครอบครัวที่เป็นสังคมหน่วยย่อยที่สุดจนไปถึง ชุมชน คริสตจักรและองค์กรต่างๆ  ซึ่งอุปกรณ์เครื่องบัน ทึกใดๆไม่สามารถจะเก็บและแบ่งปันต่ออย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างตัวตนของบุคคลผู้เป็น “ความทรงจำขององค์กร” เอง ดังนั้น ความทรงจำขององค์กร(สังคม)จึงมีคุณค่าอย่างสูงต่อสังคมองค์กรนั้นๆ แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ “ความทรงจำของสังคม” กำลังถูกมองข้ามและกำลังถูกทอดทิ้ง ทำให้เป็นเหมือนบุคคลไร้คุณค่า ไร้ประโยชน์ ไร้ราคาที่จะเสียเวลาด้วย เพียงเพราะบุคคลผู้เป็นความทรงจำของสังคมองค์กรนั้นไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีสิ่งที่ลูกหลานอยากได้ ค่านิยมของโลกนี้กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำลายวัฒนธรรมอันดีงามที่สืบสานกันมาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่คนไทยเราทำกันในวันสงกรานต์ ก็คือ การรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ เพื่อแสดงถึงการให้ความเคารพให้เกียรติผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ในสังคม ไม่ว่าจะคนจีนหรือคนไทย เราจะเห็นภาพที่น่าชื่นชม คือ เด็กจะไม่เถียงผู้ใหญ่ จะเชื่อฟังคำสอน คำแนะนำจากผู้ใหญ่ จนมีคำที่ว่า เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด มีความหมายถึง การประพฤติตามแบบอย่างผู้ใหญ่ หรือทำตามคำพูดผู้ใหญ่ยอมปลอดภัย มักไม่ผิดพลาดหรือเป็นอันตราย ภาษิตไทยนี้มีมาแต่โบราณ แสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่ในยุคโบราณได้มีความเข้มงวดในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้น้อย แม้กาลสมัยจะเปลี่ยนไปและทำให้ผู้ใหญ่และแบบอย่างที่ดีๆลดน้อยหายไปจากสังคม แต่พระคัมภีร์ไม่เคยเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร์จะไม่เปลี่ยนหรือเสื่อมไปตามกาลสมัยเช่นกัน ยิ่งคนที่ประพฤติตามพระคัมภีร์มีอายุมากขึ้นจนเป็นผู้สูงอายุเท่าใด คนเหล่านี้ก็จะยังคงเป็นผู้ใหญ่ที่ผู้น้อยจะไว้วางใจได้ เพราะผู้สูงอายุเหล่านี้มีทิศทางการเป็นแบบอย่างตามพระคัมภีร์ ติตัส 2:7-8 7 ท่าน​จง​ประพฤติ​ตน​ให้​เป็น​แบบอย่าง​ใน​การ​ดี​ทุก​สิ่ง และ​ใน​การ​สอน​จง​สุจริต​และ​มี​ใจ​สูง​ 8 และ​ใช้​คำพูด​อันมี​หลัก ซึ่ง​ไม่​มี​ผู้ใด​จะ​ตำหนิ​ได้ เพื่อ​ฝ่าย​ปฏิปักษ์​จะ​ได้​อาย ไม่​มี​สิ่ง​ใด​จะ​ติ​เรา​ได้​ พระคัมภีร์อีกตอนหนึ่งก็ยังยืนยันถึงผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร์ที่สวนทางความร่วงโรยของสังขารตามอายุขัย 2โครินธ์ 4:16,18 16….ถึงแม้ว่า​กาย​ภายนอก​ของ​เรา​กำลัง​ทรุด​โทรม​ไป แต่​จิตใจ​ภาย​ใน​นั้น​ก็​ยัง​คง​จำเริญ​ขึ้น​ใหม่​ทุก​วัน​…​18 เพราะ​ว่า​เรา​ไม่ได้​เห็น​แก่​สิ่งของ​ที่​เรา​มอง​เห็น​อยู่ แต่​เห็น​แก่​สิ่งของ​ที่​มอง​ไม่​เห็น เพราะ​ว่า​สิ่งของ​ซึ่ง​มอง​เห็น​อยู่​นั้น​เป็น​ของ​ไม่​ยั่งยืน แต่​สิ่ง​ซึ่ง​มอง​ไม่​เห็น​นั้น​ก็​ถาวร​นิรันดร์ ขอให้เราทั้งหลายจงเป็นผู้ใหญ่ที่เด็กรุ่นหลังเดินตามแล้วหมาไม่กัดจริงๆ

อาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2014

“….ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า”

 มัทธิว 16:24 24 ขณะนั้น​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​ตาม​เรา​มา​ให้​ผู้​นั้น​เอา ชนะ​ตัวเอง และ​รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา เอาชนะตัวเอง…ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังกำลังบอกกับสาวกของพระองค์ว่า เส้นทางที่พระองค์เดินนั้นไม่ง่าย มีคนมากมายที่ล้มเลิก ล้มกระ ดาน ล้มความตั้งใจกับคำว่า ไม่ง่ายเลย แปลว่า ยากส์  เมื่อต้องเจอกับเรื่องยากๆๆๆๆๆๆมากมาก ความรู้สึกหลายอย่างประดังเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความท้อใจ อ่อนล้า เหน็ดเหนื่อย และความกลัว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะผ่านมันไปได้ พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังชวนให้สาวกทำในสิ่งที่น้อยคนนักจะทำได้หรือ? ใช่เลย พระเยซูคริสต์กำลังหมายความอย่างนั้น มัทธิว 7:13-14 13 “จง​เข้า​ไป​ทาง​ประตู​แคบ เพราะ​ว่า​ประตู​ใหญ่ และ​ทาง​กว้าง​ซึ่ง​นำไป​ถึง​ความ​พินาศ และ​คน​ที่​เข้า​ไป​ทาง​นั้น​มี​มาก14 เพราะ​ว่า​ประตู​ซึ่ง​นำไป​ถึง​ชีวิต​นั้น​ก็​คับ​และ​ทาง​ก็​แคบ ผู้​ที่​หา​พบ​ก็​มี​น้อย​ ​นี่คือเส้นทางที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า ทางเลือกระหว่างพินาศ (แปลว่าตาย) กับชีวิตที่ไม่ตาย (ครั้งที่สอง) แน่นอน คนเราทุกคนหนีไม่พ้นความตายครั้งแรก และความตายครั้งแรกก็ไม่ใช่ความตายครั้งสุดท้าย ยังมีความตายครั้งที่สอง (แน่นอน)ไม่มีครั้งที่สาม เพราะคำว่า พินาศ ที่พระเยซูหมายถึงทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ (นิรันดร์กาล) ไม่มีเกิดใหม่อีก แต่….มีฟื้น (หากเราเลือกเดินทางแคบ คือเส้นทางเดียวกันกับพระเยซู (ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย) นี่คือคำตอบว่า ทำไมเรา ผู้เชื่อในพระเยซูคริส์จึงต้องต่อสู้กับความปรารถนาของเนื้อหนัง อย่างที่เปาโลได้กล่าวว่า 1โครินธ์ 9:27 27 แต่​ข้าพเจ้า​ก็​ทุบ​ตี​ร่างกาย​ให้​มัน​แข็ง​จน​อยู่​มือ….เพราะเปาโลรู้ว่า ผลตอบแทนคุ้มค่า และรู้อีกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คำที่เปาโลใช้ขยายตามรากศัพท์ภาษากรีก คือการทำให้ร่างกายอยู่ในสายตาของตนเองและทำให้ความต้องการของเนื้อหนังยอมศิโรราบยอมเป็นทาสรับใช้ เรารู้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้ ผู้คนมากมาย (รวมทั้งตัวเราเอง) ดำเนินชีวิตเป็ทาสความต้องการเนื้อหนังของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดอย่างที่พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ 1ยอห์น 2:16-17 16 เพราะ​ว่า​สารพัด​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​โลก คือ​ตัณหา​ของ​เนื้อ​หนัง​และ​ตัณ หา​ของ​ตา และ​ความ​ทะนง​ใน​ลาภ​ยศ​ไม่ได้​เกิด​มา​จาก​พระ​บิดา แต่​เกิด​มา​จาก​โลก​ 17 และ​โลก​กับ​สิ่ง​ที่​ยั่ว ยวน​ของ​โลก​กำลัง​ล่วง​ไป แต่​ผู้​ที่​ประพฤติ​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​จะ​ดำรง​อยู่​เป็น​นิตย์​ นี่คือเหตุผลที่พระเยซูคริสต์เจ้าจึงชวนเราทั้งหลายให้เดินตามทางของพระองค์ (ทางแคบ,ประตูคับ) ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า ยั่งยืน ข้าพเจ้าจึงขอเชิญชวนพวกเราให้ตอบสนองต่อคำเชิญชวนของพระเยซูคริสต์เจ้า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คือสิ่งที่เราควรตระหนัก รับรู้ไว้ เหมือนกับเปาโลรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เปาโลจึงใส่ใจ ความปรารถนาของตนเองทั้งหมดและควบคุมความปรารถนาของตนเองให้ได้ เพราะผลตอบแทนคุ้มค่ารอคอยพวกเราอยู่ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อดทนไว้รับรางวัล งดเว้นสิ่งที่โลกกำลังยั่วยวน อดทนไว้พี่น้อง

อาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2014

“พลังทำให้เกิดผล”

ยากอบ 5:16 16 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สารภาพ​บาป​ต่อ​กัน​และ​กัน และ​จง​อธิษฐาน​เพื่อ​กัน​และ​กัน เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​พ้น​โรคภัย คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้​ชอบธรรม​นั้น​มี​พลัง​ทำ​ให้​เกิดผล​ พระคัมภีร์ตอนนี้ใช้ภาษากรีกคำว่า energeo แปลว่า Active ซึ่งตรงกันข้ามคือคำว่า เกียจคร้าน แปลความได้ว่า คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมที่มีพลังทำให้เกิดผลได้ เป็นคำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมที่ขยันกระตือรือร้น คำอธิษฐานในพระคัมภีร์สองคำตอนนี้ คำหนึ่งใช้เพื่ออธิษฐานเพื่อกันและกันแปลว่า ปรารถนา ส่วนอีกคำใช้เพื่อให้มีพลังทำให้เกิดผลแปลว่า อ้อนวอน  คำอธิษฐานอ้อนวอนนี้เชื่อมโยงกับคำอธิษฐานแสดงความปรารถนาเพื่อกันและกัน เราจะเห็นการลำดับความเป็นไปได้ของพฤติกรรมของมนุษย์ที่เห็นแก่มนุษย์ด้วยกันเอง การที่จะอ้อนวอนแทนกัน ยากที่จะเกิด หากไม่เข้านั่งในความรู้สึกถึงความปรารถนาของกันและกัน ดังนั้น พระคัมภีร์ตอนนี้จึงได้เกริ่นนำเรื่องการสารภาพบาปต่อกันและกัน คือการทำลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างกันและกัน ทำลายความรู้สึกคาใจ ความรู้สึกแตกแยก ความรู้สึกขมขื่นใจ สิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคต่อการเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้​ชอบธรรม​นั้น​มี​พลัง​ทำ​ให้​เกิดผล​ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นใจล้านเปอร์เซ็นว่า พระคำตอนนี้เป็นจริงในคริสเตียนทุกคน หากคริสเตียนคนนั้นเข้าตามตรอก ออกตามประตูอย่างที่ยากอบได้ชี้ช่องทางไว้ให้แล้วในข้างต้น คำว่า พ้น​โรคภัย คือกุญแจสำคัญ ให้ผู้ที่ป่วยหายโรคโดยคำอธิษฐานวิงวอนที่มาจากการสารภาพบาปต่อกันและกัน และอธิษฐานโดยการเข้าไปนั่งในความรู้สึกของกันและกัน มีคริสเตียนบางกลุ่มตีความเรื่องการพ้นโรคภัย (หายจากโรคร้ายต่างๆ) ด้วยการร่วมพิธีมหาสนิท ที่มีการสารภาพบาปต่อกันและกันจากหนังสือ 1โครินธ์11:27-29 27 เหตุ​ฉะนั้น​ถ้า​ผู้ใด​กิน​ขนม​ปัง หรือ​ดื่ม​จาก​ถ้วย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​อย่าง​ไม่​สมควร ผู้​นั้น​ก็​ทำ​ผิด​ต่อ​พระ​กาย​และ​พระ​โลหิต​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​28 ขอ​ให้​ทุก​คน​พิจารณา​ตนเอง แล้ว​จึง​กิน​ขนม​ปัง​และ​ดื่ม​จาก​ถ้วย​นี้​29 เพราะ​ว่า​คน​ที่​กิน​และ​ดื่ม​โดย​มิได้​เล็งเห็น​พระ​กาย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ​ก็​กิน​และ​ดื่ม​เป็น​เหตุ​ให้​ตนเอง​ถูก​พิพากษา​โทษ​30 ด้วย​เหตุ​นี้​พวก​ท่าน​หลาย​คน​จึง​อ่อน​กำลัง​และ​ป่วย​ไข้ และ​บ้าง​ก็​ล่วง​หลับ​ไป​ มีความหมายว่า การที่คำอธิษฐานของคริสเตียนจะมีพลังทำให้เกิดผลได้ ชีวิตของคริสเตียนต้องเคลีย์เรื่องการดำรงชีวิตของตนเองในความสัมพันธ์สามด้าน 1. กับพระเจ้า (สารภาพบาป) 2. กับผู้อื่น (สารภาพกันและกัน) 3. กับตนเอง (เลิกทำบาป) พลังทำให้เกิดผลมีอยู่แล้ว เหมือนกับโปรแกรมสำเร็จรูปที่ได้บรรจุอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มันจะไม่ทำงานจนกว่า ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะเข้าไปทำการปลดล็อค หรือตามภาษาคอมฯก็คือแอคติเวต เปลี่ยนคำสั่งเป็นใช้งานได้ ทำนองเดียวกัน พลังทำให้เกิดผลจะต้องถูกปลดล็อคจากสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์สามด้านในชีวิตคริสเตียน บาปที่ยังไม่จัดการ….ความรู้สึกที่ยังไม่เคลียร์กัน???

อาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2014

“ท่านเลือกอยู่โดยพระเจ้าใช่ไม๊”

มัทธิว 6:27,31-33 27 มี​ใคร​ใน​พวก​ท่าน​โดย​ความ​กระวน​กระวาย อาจ​ต่อ​ชีวิต​ให้​ยาว​ออกไป​อีก​สัก​ศอก​หนึ่ง​ได้​หรือ….​31 เหตุ​ฉะนั้น​อย่า​กระวน​กระวาย​ว่า จะ​เอา​อะไร​กิน หรือ​จะ​เอา​อะไร​ดื่ม หรือ​จะ​เอา​อะไร​นุ่ง​ห่ม​32 เพราะ​ว่า​พวก​ต่างชาติ​แสวงหา​สิ่งของ​ทั้ง​ปวง​นี้ แต่​ว่า​พระ​บิดา​ของ​ท่าน​ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​ทราบ​แล้ว​ว่า ท่าน​ต้อง​การ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​เหล่า​นี้​33 แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​แสวงหา​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า และ​ความ​ชอบธรรม​ของ​พระ​องค์​ก่อน แล้ว​พระ​องค์​จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​เหล่า​นี้​ให้ เราอยู่ในยุคสมัยที่ความต้องการมีมากกว่าปัจจัยสี่ (อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค) มีปัจจัยห้า หก เจ็ดตามมาเป็นกระพวน เพราะวิถีชีวิตของคนยุคก่อนต่างจากเราในยุคนี้ การดำรงชีวิตของคนส่วนใหญ่อยู่กับภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตร อาหารก็ต้องซื้อ ที่อยู่อาศัยก็ต้องใช้ไฟฟ้า (ถ้าเช่าก็ต้องจ่ายค่าเช่า) เครื่องนุ่งห่มก็ต้องซื้อ (นานๆซื้อก็ได้) ยารักษาโรคก็ต้องซื้อ (ถ้าป่วย แม้จะเป็นโครงการสามสิบบาท ก็ต้องจ่าย) ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับการต้องใช้เงิน นี่คือปัจจัยสี่ของคนในยุคเรา ดังนั้นเงินจึงเป็นปัจจัยห้าที่สำคัญที่คนต้องแสวงหามาตอบโจทย์การดำรงชีวิตด้วยปัจจัยสี่ พระเยซูคริสต์กำลังสอนให้เราดำเนินชีวิตที่ไม่ต้องใช้ปัจจัยสี่อย่างนั้นหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ ตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์มีชีวิต เรายังต้องการปัจจัยสี่ ถ้าอย่างนั้น เงินคือปัจจัยห้าก็จำเป็น คำตอบคือใช่เลย แต่….พระเยซูคริสต์ได้สอนอีกเรื่องก่อนมาถึงเรื่องความกระวนกระวาย (ในปัจจัยสี่) ในบทเดียวกันนี้ในข้อที่ 24  24 “ไม่​มี​ผู้ใด​เป็น​ข้า​สอง​เจ้าบ่าว​สอง​นาย​ได้ เพราะ​ว่า​จะ​ชัง​นาย​ข้าง​หนึ่ง และ​จะ​รัก​นาย​อีก​ข้าง​หนึ่ง หรือ​จะ​นับ​ถือ​นาย​ฝ่าย​หนึ่ง และ​จะ​ดู​หมิ่น​นาย​อีก​ฝ่าย​หนึ่ง ท่าน​จะ​ปฏิบัติ​พระ​เจ้า​และ​จะ​ปฏิบัติ​เงิน​ทอง​พร้อม​กัน​ไม่ได้​ พระเยซูคริสต์ได้ชี้ประเด็นสำคัญที่นี่คือ การตัดสินใจเลือกที่จะอยู่โดยเงินทอง หรือจะอยู่โดยพระเจ้า เพราะเราจะปรนนิบัติทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือก ให้เราพิจารณาเงินทอง (ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่มีเมตตา ไม่มีความรัก ไม่เข้าใครออกใคร และที่สำคัญ เงินทองซื้อชีวิตไม่ได้) แต่พระเจ้าทรงรักเรา มีเมตตา มีความรัก และพระองค์ทรงสามารถซื้อชีวิตได้ ด้วยชีวิตของพระองค์ หากเราเลือกที่จะอยู่โดยพระเจ้า เราจะได้รับชีวิตที่ครบบริบูรณ์ พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า เรามาเพื่อให้ท่านทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้ชีวิตอย่างครบบริบูรณ์ (ยอห์น 10:10) แต่หากเราเลือกเงินทอง เราจะอยู่ในสภาวะที่แสวงหาชีวิตที่ครบบริบูรณ์ตลอดเวลา (เท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ) ข้าพเจ้าอยากหนุนใจพี่น้องที่กำลังอยู่ในความต้องการปัจจัยต่างๆมากมาย บางคนก็ถึงกับเป็นหนี้เป็นสิน ดูเหมือนสถานการณ์บีบคั้นให้ไม่มีทางเลือก มืดแปดด้าน ความกระวนกระวายกำลังปะทุ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี  ลองอ่านพระธรรมข้างต้นหลายๆเที่ยว ด้วยใจอธิษฐาน ไว้วางใจในพระเจ้า นิ่งสงบและคอยท่าพระองค์ ขอสติปัญญาลำดับความสำคัญชีวิตใหม่อีกครั้ง ถามตัวเองว่าท่านเลือกอยู่โดยพระเจ้าใช่ไม๊?

อาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2014

“โฟกัส….คนรุ่นใหม่เมื่อยุคสองพันปี”

ยอห์น 17:15-17,20-21 15 ข้า​พระ​องค์​ไม่ได้​ขอ​ให้​พระ​องค์​เอา​เขา​ออกไป​จาก​โลก แต่​ขอ​ปกป้อง​เขา​ไว้​ให้​พ้น​จาก​มาร​ร้าย​16 เขา​ไม่ใช่​ของ​โลก เหมือน​ดังที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่ใช่​ของ​โลก​17 ขอ​ทรง​โปรด​ชำระ​เขา​ให้​บริสุทธิ์​ด้วย​ความ​จริง ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​ความ​จริง​…. 20 “ข้า​พระ​องค์​มิได้​อธิษฐาน​เพื่อ​คน​เหล่า​นี้​พวก​เดียว แต่​เพื่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​วางใจ​ใน​ข้า​พระ​องค์​เพราะ​ถ้อยคำ​ของ​เขา​21 เพื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน ดังที่​พระ​องค์ คือ​พระ​บิดา​ทรง​สถิต​ใน​ข้า​พระ​องค์ และ​ข้า​พระ​องค์​ใน​พระ​องค์ เพื่อให้​เขา​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน​กับ​พระ​องค์ และ​กับ​ข้า​พระ​องค์​ด้วย เพื่อ​โลก​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​ใช้​ข้า​พระ​องค์​มา​ คำอธิษฐานของพระเยซูได้บอกเป็นนัยแก่เราว่า การจะพ้นจากมารร้ายได้ด้วยกำลังของตัวเราเองเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 1ยอห์น 5:19 …​ชาวโลก​ทั้งสิ้น​อยู่​ใต้​อานุภาพ​ของ​มาร​ร้าย ยกเว้นคนที่ได้รับการปกป้องจากพระเจ้า พระเยซูทรงสร้างจุดโฟกัสที่นี่ 20 “ข้า​พระ​องค์​มิได้​อธิษฐาน​เพื่อ​คน​เหล่า​นี้​พวก​เดียว แต่​เพื่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​วางใจ​ใน​ข้า​พระ​องค์​เพราะ​ถ้อยคำ​ของ​เขา​ คนที่อยู่ในโฟกัสคือคนที่ฟังถ้อยคำของเหล่าสาวกที่ใช้เวลากับพระเยซู และรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  กิจการ2:42 42 เขา​ทั้ง​หลาย​ได้​ขะมักเขม้น​ฟัง​คำ​สอน​ของ​จำพวก​อัครทูต​และ​ร่วม​สามัคคี​ธรรม ทั้ง​ขะมักเขม้น​ใน​การ​หัก​ขนม​ปัง​และ​การ​อธิษฐาน​ ในทศวรรษต่อๆมาได้เกิดการข่มเหงและให้ร้ายคริสเตียน จนถึงจุดสูงสุดในยุคนั้นโดยจักรพรรดิ์ นีโร (ผู้บ้าคลั่ง) ผู้มีฉายาว่ามารร้าย ได้ทำการเผากรุงโรมและป้ายสีว่าเป็นฝืมือของคริสเตียน คริสเตียนที่หิวกระหายในการฟังคำสอนสามารถยืนหยัดต่อการข่มเหง แม้กระทั่งต่อหน้าสิงห์โตที่หิวโหย แทนที่จะร้องโวยวาย กลับร้องเพลงนมัสการพระเจ้าได้  เสียงเพลงนมัสการจากชีวิตที่รับการเติมเต็มด้วยคำสอนฝ่ายวิญญาณ ทำให้กรุงโรมต้องล่มสลาย จักรพรรดิ์นีโรถูกโค่น นี่คือประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่โดยคนรุ่นใหม่ในยุคสองพันปีที่แล้วที่เผชิญกับมารร้ายอย่างจักรพรรดิ์นีโรด้วยไลฟ์สไตล์ใหม่  โฟกัสของพระเยซูยังคงค้นหาคนรุ่นใหม่แบบนี้ผ่านทุกยุคทุกสมัย เพราะคนรุ่นใหม่เหล่านี้คือผู้ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในยุคของพวกเขา  จนมาถึงยุคของเราในวันนี้ มารร้ายได้เปลี่ยนวิธีการของมัน แต่เป้าหมายก็ยังเหมือนเดิม คือการข่มเหงคนรุ่นใหม่ที่หิวกระหายที่จะฟังคำสอนฝ่ายวิญญาณ คำถามคือว่า เราคือคนรุ่นใหม่ในโฟกัสของพระเยซู หรือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใหม่จริงที่ยังดำเนินชีวิตในความคิดติดอยู่กับวังวนของเนื้อหนังและกิเลศตัณหาเดิมๆ จงระวังโฟกัสของโลกนี้จนทำให้เราหลุดโฟกัสของพระเยซู ปัญญาจารย์ 1:8-10 8 สารพัด​เหนื่อย​กัน​หมด คน​ใดๆ ​ก็​พูด​ไม่​ออก นัยน์ตา​ก็​ดู​ไม่​อิ่ม หรือ​หู​ก็​ฟัง​ไม่​เต็ม 9 สิ่ง​ที่​เป็น​ขึ้น​แล้ว คือ​สิ่ง​ที่​จะ​เป็น​ขึ้น​อีก สิ่ง​ที่​ทำ​กัน​แล้ว คือ​สิ่ง​ที่​จะ ต้อง​ทำ​กัน​อีก และ​ไม่​มี​สิ่ง​ใด​ใหม่​ภายใต้​ดวง​อาทิตย์ 10 มี​สัก​สิ่ง​หนึ่ง​หรือ​ที่​เขา​จะ​พูด​ได้​ว่า “ดู​ซี สิ่ง​นี้​ใหม่” สิ่ง​นั้น​มี​อยู่​แล้ว​ ​ใน​สมัยก่อน​เรา​ทั้ง​หลาย

อาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2014

“งานของแกะที่มีผู้เลี้ยง”

สดุดี 23:1-6 1 ​พระ​เจ้า​ทรง​เลี้ยง​ดู​ข้าพเจ้า​ดุจ​เลี้ยง​แกะ ข้าพเจ้า​จะ​ไม่​ขัด​สน 2 พระ​องค์​ทรง​กระทำ​ให้​ข้าพเจ้า​นอน​ลง​ที่​ทุ่ง​หญ้า​เขียว​สด ​พระ​องค์​ทรง​นำ​ข้าพเจ้า​ไป​ริมน้ำ​แดน​สงบ 3​​ทรง​ฟื้น​จิต​วิญญาณ​ของ​ข้าพเจ้า ​พระ​องค์​ทรง​นำ​ข้าพเจ้า​ไป​ใน​ทาง​ชอบธรรม เพราะ​เห็น​แก่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ 4 แม้​ข้า​พระ​องค์​จะ​เดิน​ไป​ตาม​หุบ​เขา​เงา​มัจจุราช ข้า​พระ​องค์​ไม่​กลัว​อันตราย​ใดๆ เพราะ​พระ​องค์​ทรง​สถิต​กับ​ข้า​พระ​องค์ คทา​และ​ธาร​พระ​กร​ของ​พระ​องค์​เล้าโลม​ข้า​พระ​องค์ 5 ​พระ​องค์​ทรง​เตรียม​สำรับ​ให้​ข้า​พระ​องค์ ต่อ​หน้า​ต่อ​ตา​ศัตรู​ของ​ข้า​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ทรง​เจิม​ศีรษะ​ข้า​พระ​องค์​ด้วย​น้ำ​มัน ขัน​น้ำ​ของ​ข้า​พระ​องค์​ก็​ล้น​อยู่ 6 แน่​ทีเดียว​ที่​ความ​ดี​และ​ความ​รัก​มั่นคง​จะ​ติดตาม​ข้าพเจ้า​ไป ตลอด​วัน​คืน​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า และ​ข้าพเจ้า​จะ​อยู่​ใน​พระ​นิ เวศ​ของ​พระ​เจ้า​สืบไป​เป็น​นิตย์​  ข้าพเจ้าจินตนาการว่า ผู้เขียนสดุดีกำลังคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนแกะน้อย เมื่อมันเดินตามผู้เลี้ยงอย่างว่าง่าย มันจะพบว่า ผู้เลี้ยงพามันไปที่ใด ที่นั้นจะมีอาหารเสมอ มีที่ให้นอนสบาย มีน้ำให้ดื่ม เวลาแกะน้อยรู้สึกแย่ๆ ซึมๆ ผู้เลี้ยงก็จะกระตุ้นให้มันร่าเริงด้วยการเล่นกับมัน ทำให้มันกลับมาร่าเริงอีกครั้ง เวลาแกะน้อยรู้สึกว่าหนทางที่ต้องเดินตามผู้เลี้ยงเต็มไปด้วยความน่ากลัว มันก็ไม่กลัวเพราะแกะน้อยได้ยินเสียงของผู้เลี้ยงที่คอยเรียกชื่อของมัน และเมื่อศัตรูของแกะคือสัตว์ใหญ่ที่จะเข้ามาใกล้เพื่อจะกินแกะ แกะน้อยรู้สึกว่า มันไม่ถูกกินแล้วมันยังท้องอิ่มด้วยอาหารจากแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เพราะเป็นแหล่งที่สัตว์เล็กอื่นที่ไม่มีใครต่อสู้เพื่อปกป้องมันจะไม่กล้าเข้ามา ดังนั้นแกะน้อยจึงเอนจอยกับอาหารที่ผู้เลี้ยงพามันไป ผู้เขียนสดุดีเคยเป็นผู้เลี้ยงแกะ จึงมองเห็นภาพของตัวเองเหมือนกับแกะน้อยในความสัมพันธ์กับพระเจ้าซึ่งเป็นผู้เลี้ยง 6 แน่​ทีเดียว​ที่​ความ​ดี​และ​ความ​รัก​มั่นคง​จะ​ติดตาม​ข้าพ เจ้า​ไป ตลอด​วัน​คืน​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า และ​ข้าพเจ้า​จะ​อยู่​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​เจ้า​สืบไป​เป็น​นิตย์ จึงทำให้เกิดความมั่นใจในความรักและความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อผู้เขียนสดุดี จนเกิดเป็นบทเพลงอันไพเราะมาถึงยุคของเราในวันนี้  ในยุคของพระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์ก็ทรงมองเห็นแกะมากมายตกอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง มัทธิว 9:36-38 36 และ​เมื่อ​พระ​องค์​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​ประชาชน​ก็​ทรง​สงสาร​เขา ด้วย​เขา​ถูก​รัง​ควาน​และ​ไร้​ที่​พึ่ง​ดุจ​ฝูง​แกะ​ไม่​มี​ผู้​เลี้ยง37 แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​พวก​สาวก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ข้าว​ที่​ต้อง​เกี่ยว​นั้น​มี​มาก​นักหนา แต่​คนงาน​ยัง​น้อย​อยู่​ 38 เหตุ​นั้น​พวก​ท่าน​จง​อ้อน​วอน​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เป็น​เจ้า​ของ​นา ให้​ส่ง​คนงาน​มา​เ​ก็​บ​เกี่ยว​พืชผล​ของ​พระ​องค์” พระเยซูกำลังบอกเราทั้งหลายที่กำลังมีความสุขกับผู้เลี้ยงของเราในทุ่งหญ้าอันเขียวสด แต่ข้างนอกยังมีแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยงอีกมากมายที่น่าสงสาร เพราะแกะจำนวนมากเหล่านั้นกำลังเผชิญกับสัตว์ใหญ่ที่หมายจะกินแกะ ที่ๆแกะควรได้รับอาหารที่ดี แกะก็ไปถึงไม่ได้เพราะด่านอันตราย เราจะช่วยญาติพี่น้องเพื่อนบ้านของเราอย่างไร อธิษฐาน…อธิษฐาน….อธิษฐาน……

อาทิตย์ที่ 2  มีนาคม 2014

“คริสตจักรเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่”

สวัสดีพี่น้องที่รักในพระคริสต์ วันนี้เป็นวันสำคัญของคริสตจักรอีกวันหนึ่งที่จะมีการรายงานการดำเนิน งานของคริสตจักรเมื่อปีที่แล้ว และแจ้งถึงแผนงานคริสตจักรในปีนี้ หลังจากรายการนมัสการและเทศนาจบ ก็จะต่อด้วยการประชุมสมัชชาของคริสตจักร ซึ่งโดยปกติก็จะต้องการจำนวนสมาชิกสมบูรณ์อยู่ร่วมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด ขณะนี้ คริสตจักรเรามีสมาชิกสมบูรณ์อยู่ที่ประมาณ 150 คน ไม่รวมเด็ก และผู้มาเยี่ยมเป็นประจำ แต่สมาชิกก็มาหมุนเวียนกันประชุมในวันอาทิตย์ประมาณร้อยต้นๆ ซึ่งเมื่อเราตรวจนับสมาชิกสมบูรณ์ที่มานมัสการสลับผลัดเปลี่ยนกันมาก็จะอยู่ที่ประมาณ 70-80 คนนอกนั้นคือผู้ที่มาประจำและยังไม่สมัครเป็นสมาชิกของเราสักที หรือเพิ่งจะรับใบสมัครกลับไป เราจึงคาดการณ์ว่า วันนี้ น่าจะมีสมาชิกสมบูรณ์ที่จะเข้าฟังสมัชชาร่วมกันอยู่ประมาณกึ่งหนึ่งของสมาชิกสมบูรณ์ที่เรามีอยู่ในทะเบียนคริสตจักร บางคนอาจมีคำถามว่า เป็นสมาชิกสมบูรณ์แล้วแตกต่างจากผู้มานมัสการคนอื่นๆอย่างไร ประการแรก  ผู้ที่ตั้งใจเป็นสมาชิกสมบูรณ์กับทางคริสตจักรจะไม่ย้ายไปย้ายมา หรือทัวร์ไปทัวร์มาคริสตจักรอื่นๆ อาจเรียกตามภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่ทำตัวเป็นเจ้าไม่มีศาล ความเป็นสมาชิกสมบูรณ์ทำให้สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เรามีศิษยาภิบาลคอยพิทักษ์ฝ่ายจิตวิญญาณให้เรา และ ศิษยาภิบาลของเราหรือผู้เลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณ ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณมีสิทธิอำนาจที่จะตักเตือนเราได้ ประการที่สอง สมาชิกสมบูรณ์คือผู้ที่สัตย์ซื่อในการถวายสิบลด ถวายพิเศษต่างๆเมื่อคริสตจักรระดมกำลังถวาย ประการที่สาม สมาชิกสมบูรณ์คือผู้ผูกพันกับคริสตจักรและคริสตจักรผูกพันด้วย เป็นพระกายที่สนับ สนุนกัน ไม่ทอด ทิ้งกัน ทุกข์สุขร่วมกัน ขอความช่วยเหลือจากกันและกันได้ ประการที่สี่ สมาชิกสมบูรณ์คือผู้ที่ห่วงใยคริสจักรในภาพรวม มีความรู้สึกว่านี่คือบ้านของเรา ครอบครัวของเรา ประการที่ห้า สมาชิกสม บูรณ์จะรู้สึกว่า เขาอยากทำอะไรให้กับคริสตจักร อย่างน้อยการมานมัสการทุกวันอาทิตย์ก็คือการทำอะไรให้กับคริสต จักรด้วยการทำให้คนข้างๆรู้สึกว่า ดีใจจังที่ได้เห็นคุณวันนี้ ประการที่หก สมาชิกสมบูรณ์คือผู้ที่คริสตจักรจะดูแลท่านไปจนแก่เฒ่า ไม่มีข้าวกินก็ต้องช่วยให้มีข้าวกิน ไม่มีที่นอนก็ต้องช่วยให้มีที่นอน ดูแลรักษากันในยามเจ็บไข้ได้ป่วย เดินต่อไปไม่ไหวก็จะช่วยพยุงกันให้เดินต่อไปได้ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า คริสตจักรไม่ใช่แค่เคลื่อนไหวแต่ไม่เคลื่อนที่  สมาชิกสมบูรณ์นี่แหล่ะคือคนที่ทำให้คริสตจักรทั้งเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ หากพี่น้องไม่แน่ใจว่าท่านคือสมาชิกสมบูรณ์ ติดต่อเจ้าหน้าที่คริสตจักรด่วน!! 1โครินธ์ 12:25-27 ​25 เพื่อ​ไม่ให้​มี​การ​แก่งแย่ง​กัน​ใน​ร่างกาย แต่​ให้​อวัยวะ​ทุก​ส่วน​พะวง​ซึ่ง​กัน​และ​กัน26 ถ้า​อวัยวะ​อัน​หนึ่ง​เจ็บ อวัยวะ​ทั้งหมด​ก็​พลอย​เจ็บ​ด้วย ถ้า​อวัยวะ​อัน​หนึ่ง​ได้รับ​เกียรติ​อวัยวะ​ทั้งหมด​ก็​พลอย​ชื่น​ชม​ยินดี​ด้วย 27 ฝ่าย​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​กาย​ของ​พระ​คริสต์​ และ​ต่าง​ก็​เป็น​อวัยวะ​ของ​พระ​กาย​นั้น​

าทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2014

“วาเลนไทน์….กับ….ความรักที่ยิ่งใหญ่”

(1โครินธ์ 13:1-3,13) 1 แม้​ข้าพเจ้า​พูด​ภาษา​แปลกๆ ได้ เป็น​ภาษา​มนุษย์​ก็​ดี เป็น​ภาษา​ทูตสวรรค์​ก็​ดี แต่​ไม่​มี​ความ​รัก ข้าพเจ้า​เป็น​เหมือน​ฆ้อง​หรือ​ฉาบ​ที่​กำลัง​ส่ง​เสียง​2 แม้​ข้าพเจ้า​จะ​เผย​พระ​วจนะ​ได้ และ​เข้าใจ​ใน​ความ​ล้ำ​ลึก​ทั้ง​ปวง​และ​มี​ความ​รู้​ทั้งสิ้น และ​มี​ความ​เชื่อ​มาก​ยิ่ง​ที่สุด​พอจะ​ยก​ภูเขา​ไป​ได้ แต่​ไม่​มี​ความ​รัก ข้าพเจ้า​ก็​ไม่​มี​ค่า​อะไร​เลย​3แม้​ข้าพเจ้า​จะ​สละ​ของ​สารพัด​หรือ​ยอม​ให้​เอา​ตัว​ข้าพเจ้า​ไป​เผา​ไฟ​เสีย แต่​ไม่​มี​ความ​รัก จะ​หา​เป็น​ประโยชน์​แก่​ข้าพเจ้า​ไม่….. 13 ดังนั้น​ยัง​ตั้งอยู่​สาม​สิ่ง คือ​ความ​เชื่อ ความ​หวัง​ใจ และ​ความ​รัก แต่​ความ​รัก​ใหญ่​ที่สุด​ วันวาเลนไทน์เป็นวันที่แทบทั้งทั่วโลกให้เป็นวันแห่งความรักสากล เนื่องจากปฏิทินสากลได้ระบุเอาไว้ แต่ดูเหมือนจะเป็นวันที่โดนใจของคนที่กำลังมีความรัก ก็เลยยิ่งสำคัญเข้าไปอีก เพราะความรักเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ได้ให้ความสนใจ โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาว ตามโรงเรียนก็จะมีสติ๊กเกอร์หัวใจแจกกัน ทั้งดอกไม้ สารพัดของขวัญรูปหัวใจ เพื่อสื่อว่า นี่คือเครื่องหมายของความรัก แสดงว่า ฉันรักเธอ เธอรักฉัน ฉันกำลังมีความรักฯลฯ พระคัมภีร์ก็ได้ใช้คำว่า “ยิ่งใหญ่” เพื่อแสดงความหมายว่า  ความรักสำคัญที่สุด ความหมายคำว่า “ยิ่งใหญ่” ที่พระคัมภีร์ใช้ในตอนนี้ ภาษากรีกหมาย ถึง การอยู่นานกว่า ขนาดใหญ่กว่า และปริมาณมากกว่า….มากกว่าความเชื่อและความหวังใจที่มนุษย์ทั้งโลกมี เมื่อพระคัมภีร์เปรียบเทียบสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีและขาดไม่ได้ ยังไงก็ต้องมี สำหรับการดำรงความเป็นคน 13 ดังนั้น​ยัง​ตั้งอยู่​สาม​สิ่ง คือ​ความ​เชื่อ ความ​หวัง​ใจ และ​ความ​รัก แต่​ความ​รัก​ใหญ่​ที่สุด​ มุมมองของพระคัมภีร์ก็ยังย้ำถึงความรักสำคัญที่สุด ภาษากรีกสำหรับคำว่า “รัก” (อากาเป้) ของพระคัมภีร์ตอนนี้ แปลว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นี่คือความหมายที่แท้จริงของ “ความรักที่ยิ่งใหญ่” วันวาเลนไทน์ก็เกิดขึ้นจากความรักที่ยิ่งใหญ่นี้ โดยเซนต์วาเลนตินัส ผู้เสียสละชีวิตเพื่อคนอื่น โดยไม่ได้มีเรื่องเชิงชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรักเลย แต่หญิงชายในยุคสมัยต่างๆกลับนำเอาความรู้สึกอารมณ์เชิงชู้สาวมาเกี่ยวพันกับวันวาเลนไทน์ ทำให้สาระที่แท้จริงถูกบิดเบือนไปจนสิ้น วันวาเลนไทน์จึงเป็นวันที่ใช้คำว่า “แฟน” มากอีกวันหนึ่ง ซึ่งนิยามคำว่า “แฟน”ในพจนานุกรมเล็กซิทรอนให้ความหมายในภาษาอังกฤษว่า Boy friend, Girl friend, Sweet heart มีความหมายเดียวกันคือ หญิงชายคบหากันในเชิงชู้สาว(เรื่องเพศ)ในฐานะที่คริสตจักรถูกเรียกโดยพระเยซูคริสต์เจ้าว่า เป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก เกลือนี้จะทำหน้าที่อย่างไรกับค่านิมแบบผิดๆในการใช้ คำว่า “แฟน” กับคู่หนุ่มสาวที่กำลังคบหากันอย่างบริสุทธิ์ใจ (ไม่มีเรื่องเพศ)  1โครินธ์ 7:1ข,9 “การ​ที่​ผู้​ชาย​ไม่​แตะ​ต้อง​ผู้​หญิง​เลย​ก็​ดี​แล้ว… 9 แต่​ถ้า​ควบ​คุม​ตัว​ไม่​อยู่ ก็​จง​แต่ง​งาน​เสีย​เถิด เพราะว่า​แต่ง​งาน​เสีย​ก็​ดี​กว่า​มี​ใจ​เร่า​ร้อน​ด้วย​กาม​ราคะ เกลือแห่งแผ่นดินโลกที่แท้จริงจะไม่ยอมให้สิ่งที่อยู่ใกล้เน่าเฟะ ฉันใด ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง จะทำให้เกิดบรรยากาศอุทิศตัวโดยไม่มีเรื่องเพศเป็นวาระซ่อนเร้น ฉันนั้น

อาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2014

“อีหยิบอยู่แค่เอื้อม”

อพยพ 14:9-15 9 ชาว​อียิปต์​ไล่​ตาม​ไป​มี​ทั้ง​ม้า​และ​รถ​รบ​ของ​ฟาโรห์​และ​ทหาร​ม้า กองทัพ​ของ​ท่าน​มา​ทัน​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ที่ตั้ง​ค่าย​อยู่​ริม​ทะเล ใกล้​ตำบล​ปี​หะหิ​โรท หน้า​ตำบล​บาอัล​เซโฟน 10 เมื่อ​ฟาโรห์​เข้า​มา​ใกล้ ชน​ชาติ​อิสราเอล​ก็​เงย​หน้า​ขึ้น​ดู เมื่อ​เห็น​ชาว​อียิปต์​ยก​ติดตาม​มา ​ก็​มี​ความ​กลัว​ยิ่ง​นัก คน​อิสราเอล​จึง​ร้อง​ทูล​พระ​เจ้า​11 เขา​บอก​โมเสส​ว่า “หลุม​ฝัง​ศพ​ใน​อียิปต์​ไม่​มี​หรือ ท่าน​จึง​พา​เรา​ออกมา​ให้​ตาย​ใน​ถิ่น​ทุร กันดาร ทำไม​หนอ​ท่าน​จึง​พา​เรา​ออกมา​จาก​อียิปต์​12 พวก​เรา​บอก​ท่าน​ใน​อียิปต์​แล้ว​มิใช่​หรือ​ว่า ปล่อย​พวก​เรา​แต่​ลำพัง ให้​พวก​เรา​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​เถิด เพราะ​การ​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​นั้น ​ก็​ยัง​ดีกว่า​ที่​จะ​มา​ตาย​ใน​ถิ่น​ทุร กันดาร” 13 โมเสส​จึง​เตือน​ประชากร​ว่า “อย่า​กลัว​เลย มั่น​คงไว้ คอย​ดู​ความ​รอด​ที่​จะ​มา​จาก​พระ​เจ้า ซึ่ง​พระ​องค์​จะ​ประทาน​ให้แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ใน​วันนี้​ด้วย​คน​อียิปต์ ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เห็น​ใน​วันนี้ แต่​นี้​ไป​จะ​ไม่ได้​เห็น​อีก​เลย​14 ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​รบ​แทน​ท่าน​ทั้ง​หลาย ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สงบ​อยู่​เถิด” 15 ​พระ​เจ้า​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “เหตุ​ไฉน​เจ้า​จึง​มา​ร้อง​ทุกข์​ต่อ​เรา จง​สั่ง​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ให้​เดิน​ต่อไปข้างหน้า​เถิด​ เรื่องราวในพระคัมภีร์ตอนนี้คือการนำคนอิสราเอลออกจากความเป็นทาสในอียิปต์โดยโมเสส เมื่อโมเสสนำคนอิสราเอลออกมาไม่นาน ฟาโรห์เปลี่ยนใจ เสียดายแรงงานทาส ฟาโรห์จึงนำกองทัพติดตามมาเพื่อเอาคนอิสราเอลกลับไปเป็นทาสอีก เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับจำนวนประชากรอิสราเอลหลายล้านคน กองทัพฟาโรห์ก็จะต้องมีเป็นล้านและดูน่าเกรงขามยิ่ง แต่พระเจ้ากลับตั้งใจให้โมเสสนำอิสราเอลเดินย้อนกลับไปปักหลักตั้งค่ายติดทะเล แบบหลังชนฝา ข้างหน้าทะเล ข้างหลังกองทัพฟาโรห์ที่กำลังประชิดเข้ามา น่ากลัวจนคนอิสราเอลบ่นกับโมเสสว่า  12 ..ปล่อย​พวก​เรา​แต่​ลำพัง ให้​พวก​เรา​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​เถิด เพราะ​การ​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​นั้น ​ก็​ยัง​ดีกว่า​ที่​จะ​มา​ตาย​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร” เวลาเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่คับขัน เราจะโทษใคร? รู้ยังงี้ไม่มาด้วยก็จะดี รู้ยังงี้ไม่ทำตามก็จะดี รู้ยังงี้ รู้ยังงั้น คืออาการบอกว่า ความผิดเป็นของผู้นำ เป็นอาการของคนที่เอาตัวรอด ไม่ยอมรับผิด จะเอาแต่สิ่งที่ชอบ วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางคริสตจักรจัดสำหรับเด็กอนุชนหนุ่มสาว ซึ่งถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ เกิดมาไม่นาน อยู่มาไม่นาน แต่ต้องอยู่ไปอีกนาน ส่วนพวกผู้ใหญ่ทั้งหลายก็จะค่อยๆร่วงโรยไป คริสตจักร หรือโบสถ์ที่เราเรียกกันติดปากจะไปต่อข้างหน้าหรือจะจอด ก็ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่เหล่านี้นี่แหล่ะ ว่าเขาจะเป็นอย่างอิสราเอลที่ออกจากอียิปต์ แล้วออกอาการเดียวกันหรือไม่ ลำบากอย่างนี้ไม่เอาดีกว่า จะเอาแต่สบายๆ ชิวๆ แบบคนสมัยนี้ รู้งี้ไม่เข้าโบสถ์ดีกว่า กองทัพอี….หยิบ…ทั้งหลายกำลังตามมาติดๆเพื่อจะมาหยิบวัยรุ่นในคริสตจักรกลับไปใช้ชีวิตเป็นทาสของค่านิยมของโลกนี้ (แค่เอื้อม)เพราะ​การ​รับ​ใช้​ชาว​อียิปต์​นั้น ​ก็​ยัง​ดีกว่า​ที่​จะ​มา​ตาย​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร”  นี่คืออาการของคนรุ่นใหม่ในโลกข้างนอกที่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีอีหยิบ (ค่านิยมอย่างโลก)  15 ​พระ​เจ้า​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “เหตุ​ไฉน​เจ้า​จึง​มา​ร้อง​ทุกข์​ต่อ​เรา จง​สั่ง​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ให้​เดิน​ต่อไปข้างหน้า​เถิด คนรุ่นใหม่ในยุคนี้กำลังทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราเป็นทุกข์ คำที่พระเจ้าตรัสกับโมเสส เป็นถ้อยคำที่มาถึงเราทั้งหลายในวันนี้ เดิน​ต่อไปข้างหน้า​เถิด แล้วเราจะพาวัยรุ่นในคริสตจักรของเราหนีอีหยิบที่อยู่แค่เอื้อม คน​อียิปต์ ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เห็น​ใน​วันนี้ แต่​นี้​ไป​จะ​ไม่ได้​เห็น​อีก​เลย อาเมน

อาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2014

“สองธรรมชาติกับหนึ่งชีวิตคริสเตียน”

นานมาแล้ว มีรายการทีวีที่ได้รับความนิยมอยู่ยุคหนึ่งชื่อว่า เพชรฌฆาตความเครียด ฟังชื่อดูก็ถูกใจคนมากมายแล้ว ถ้าในชีวิตจริงของเราสามารถจัดการกับความเครียดของตัวเราเองได้อย่างเพชรฌฆาตคือทำให้ความเครียดนั้นล้มหายตายไปจากชีวิตของเราได้ก็จะดี เคยมีคำถามไม๊ว่า ทำไมมนุษย์เราจึงมีความเครียด เรื่องบางเรื่องไม่น่าจะเครียดก็เครียด เรื่องไม่เครียดของบางคนอาจเป็นเรื่องเครียดของบางคน นี่คือสัญญาณบอกเหตุว่า มนุษย์ทุกคนต้องมีเรื่องเครียด ตราบใดที่มนุษย์ทุกคนยังเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีกิเลศตัณหา และความอยาก พระคัมภีร์เรียกสภาพเช่นนี้ว่ามนุษย์เก่าและพฤติกรรมของมนุษย์ แต่พระคัมภีร์ได้พูดถึงธรรมชาติใหม่ในชีวิตคริสเตียนที่เรียกว่า วิสัยใหม่ โคโลสี 3:9ข-10  ….เพราะ​ว่า​ท่าน​ได้​ปลด​วิสัย​มนุษย์​เก่ากับ​พฤติ​กรรม​ของ​มนุษย์​นั้น​แล้ว10 และ​สวม​วิสัย​มนุษย์​ใหม่ ที่​กำ​ลัง​ได้​รับ​การ​สร้าง​ขึ้น​ใหม่ตาม​พระ​ฉายา​ของ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​สร้าง เพื่อ​ให้​รู้​จัก​พระ​เจ้า คำถามก็คือว่า แล้วถ้าคริสเตียนไม่ปลดวิสัยเก่าและพฤติกรรมเก่า จะเกิดอะไรขึ้น คริสเตียนก็จะเป็นมนุษย์ที่ประหลาดกว่าชาวโลกทั้งหลายที่มีเพียงธรรม ชาติมนุษย์เก่าธรรมชาติเดียว แต่ความประหลาดของคริสเตียนอยู่ที่การมีทั้งธรรมชาติเก่าและธรรมชาติใหม่ในตัวคนเดียว หนังสือกาลาเทียเรียกสองธรรมชาติในคริสเตียนว่า เนื้อหนังกับพระวิญญาณ การงานของเนื้อหนังล้วนส่งผลให้เกิดความเครียด อย่างที่โคโลสีเรียกว่า โลกียวิสัย (ต้องประหาร) แต่ผลของพระวิญญาณคือวิถีชีวิตที่ไม่เครียด นี่คือเคล็ดลับแห่งสุขภาพที่แข็งแรงสำหรับคริสเตียนที่รับมือกับสถาน การณ์แรงกดดันต่างๆของชีวิตด้วยธรรมชาติใหม่ (พระวิญญาณ) คริสเตียนน่าจะไม่เครียด? กาลาเทีย5:22-23 22 ฝ่าย​ผล​ของ​พระ​วิญญาณ​นั้น คือ​ความ​รัก ความ​ปลาบ​ปลื้ม​ใจ สันติ​สุข ความ​อด​กลั้น​ใจ ความ​ปรานี ความ​ดี ความ​สัตย์​ซื่อ​23 ความ​สุภาพ​อ่อน​น้อม การ​รู้จัก​บังคับ​ตน เรื่อง​อย่าง​นี้​ไม่​มีธรรม​บัญญัติ​ห้าม​ไว้​เลย​  คริสเตียนคือผู้ที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้สถิตอยู่กับตัวเพื่อเกิดผล และคำว่า ผลของพระวิญญาณแสดงเป็นเอกพจน์ คือผลเดียว แต่มีเก้าคุณลักษณะ หากมีความรักก็ต้องมีการรู้จักบังคับตน หากมีการรู้จักบังคับตนก็ต้องมีความรัก หากมีความอดกลั้นใจ (ความอดทน) ก็ต้องมีความปลาบปลื้มใจ หากมีความปลาบปลื้มใจก็ต้องมีความอดทน ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์แต่ละอย่างมีอิทธิพลต่อกันและกัน  คุณ ลักษณะที่เด่นออกมาจะมีคุณลักษณะที่เหลือเป็นแบ็กอัพให้แก่กันและกันเสมอ สังเกตุได้ว่าทุกคุณลักษ ณะของผลพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่มีเค้าของความเครียดเลย แต่จุดที่น่าสนใจกับสองธรรมชาติในหนึ่งชีวิตคริสเตียนก็คือ การใช้ธรรมชาติเก่ารับมือกับปัญหาที่ก่อให้เกิดความเครียด นี่คือคำตอบว่า ทำไมเราเป็นคริสเตียนแล้ว ยังเครียดไม่จบสักที หากเราหักมุมกลับมาที่การรับมือด้วยผลพระวิญญาณ ข้าพเจ้าคิดว่า ไม่มีช่องทางที่ความเครียดจะปรากฏได้เลย มีคริสเตียนไม่น้อยที่ไม่รู้สึกเครียดเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่คนทั่วไปต้องใช้ความอดทนไปพร้อมกับความเครียดที่ซ่อนอยู่ หรือต้องบังคับตนเองในขณะที่ความเครียดถูกกลบเกลื่อนอยู่ แต่คริสเตียนที่รับมือด้วยผลพระวิญญาณกลับรู้สีกสบายๆชิวๆ นี่หรือไม่ที่พระคัมภีร์หนุนใจให้คริสเตียนสองธรรมชาติต่อสู้กับเนื้อหนังและอยู่โดยพระวิญญาณ…

อาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2014

“เกิดผล…คือคำตอบสุดท้าย”

ลูกา 13:6-9 6 ​พระ​องค์​ตรัส​คำ​อุปมา​ต่อไปนี้​ว่า “คน​หนึ่ง​มี​ต้น​มะเดื่อ​ต้น​หนึ่ง​ปลูก​ไว้​ใน​สวน​องุ่น​ของ​ตน และ​เขา​มา​หา​ผล​ที่​ต้น​นั้น​ก็​ไม่​พบ​7 เขา​จึง​ว่า​แก่​คน​ที่​รักษา​เถา​องุ่น​ว่า ‘นี่​แน่ะ เรา​มา​หา​ผล​ที่​ต้น​มะเดื่อ​นี้​ได้​สาม​ปี​แล้ว แต่​ไม่​พบ จง​โค่น​มัน​เสีย จะ​ให้​ดิน​จืด​ไป​เปล่าๆ ทำไม’8 แต่​ผู้รักษา​เถา​องุ่น​ตอบ​เขา​ว่า ‘นาย​เจ้า​ข้า ขอ​เอาไว้​ปี​นี้​อีก ให้​ข้าพเจ้า​พรวน​ดิน​เอา​ปุ๋ย​ใส่​9 แล้ว​ถ้า​ปี​หน้า​มัน​เกิดผล​ก็​ดี​อยู่ ถ้า​ไม่​เกิดผล ภายหลัง​ท่าน​จง​โค่น​มัน​เสีย’ ” ตรุษจีนมาอีกแล้ววันปีใหม่  เรามักจะทบทวนปีที่ผ่านมา แล้วเราก็ขอบคุณพระเจ้าว่า เราผ่านมาได้อีกปีแล้วสินะ แล้วก็เป็นที่หนุนใจว่า ปีนี้เราก็จะผ่านไปได้เหมือนปีที่ผ่านมา แต่เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านพระคัมภีร์ตอนข้างต้น ทำให้มองเห็นการต่อรองของผู้รักษาเถาองุ่นที่ไม่ยอมหมดหวังกับต้นมะเดื่อที่ไม่ยอมออกผลที่ไม่มีผลให้เก็บเกี่ยวในเวลาอันควร (สามปี) ผู้ที่คาดหวังผลจึงตั้งใจที่จะโค่นมันเสีย เพราะหากทิ้งไว้ก็ทำให้ดินจืด (เกิดความสิ้นเปลืองกับที่ลงทุนไป) มาถึงตรงนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามองย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมาด้วยมุมมองที่แตกต่างจากเดิม สิ่งดีๆมากมายที่ชีวิตเราดูดซับในปีที่ผ่านมาล้วนเพื่อให้ชีวิตของเราออกผลในปีนี้นั่นเอง  8 แต่​ผู้รักษา​เถา​องุ่น​ตอบ​เขา​ว่า ‘นาย​เจ้า​ข้า ขอ​เอาไว้​ปี​นี้​อีก ให้​ข้าพเจ้า​พรวน​ดิน​เอา​ปุ๋ย​ใส่​9 แล้ว​ถ้า​ปี​หน้า​มัน​เกิดผล​ก็​ดี​อยู่…. ” และถ้าปีนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังนิ่งๆ เฉยๆ เป็นคริสเตียนเฉย ไม่ชัตดาวน์ตัวเองและรีสตาร์ทใหม่ เราคงหนีไม่พ้นเงื่อนไขสุดท้าย….ถ้า​ไม่​เกิดผล ภายหลัง​ท่าน​จง​โค่น​มัน​เสีย’ ฟังดูโหดจัง แต่ความจริง พระเจ้ากำลังต้องการให้คริสเตียนใช้ชีวิตอย่างเกิดผล คือคำตอบสุดท้าย หลายคนกลัวการไม่เกิดผล เพราะรู้สึกว่าการเกิดผลมันยาก และที่เป็นอยู่ก็คือชีวิตที่ไม่เกิดผล แล้วจะเกิดผลได้อย่างไร โอะ…โอ พี่น้อง อย่าเพิ่งตื่นกลัวจนเกินไป เรายังจำกันได้ไม๊ถึงพระธรรมตอนหนึ่งที่กล่าวว่า 20 ไม้อ้อ​ช้ำ​แล้ว​ท่าน​จะ​ไม่​หัก ไส้​ตะเกียง​เป็น​ควัน​จวน​ดับ​แล้ว​ท่าน​จะ​ไม่​ดับ จน​กว่า​ท่าน​จะ​นำ​ความ​ยุติ​ธรรม​สู่​ชัย​ชนะ 21 ​​และ​บรร​ดา​ประ​ชา​ชาติ​จะ​ฝาก​ความ​หวัง​ไว้​กับ​ท่าน” (มัทธิว 12:20-21) เรามักสรุปชีวิตของเราที่ล้มเหลวเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง จนลืมไปว่า พระคัมภีร์ตอนนี้ได้กล่าวถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์เจ้าสำหรับเราทั้งหลายว่า พระเยซูทรงเป็นความหวังของประชาชาติที่จะกลับมามีชีวิตที่เกิดผลได้อีก แม้ชาติหนึ่งชาติใด บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะตกอยู่ในสภาพที่จวนสิ้นชาติหรือสิ้นซากไปแล้ว (อย่างอิสราเอลที่สิ้นชาติครั้งแล้วครั้งเล่า) ก็ยังกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ เอเสเคียล37:4-6 4 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​ข้าพเจ้า​อีก​ว่า ‘จง​เผย​พระ​วจนะ​ต่อ​กระดูก​เหล่า​นี้ และ​กล่าว​แก่​มัน​ว่า กระดูก​แห้ง​เอ๋ย จง​ฟัง​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​5 ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แก่​กระดูก​เหล่า​นี้​ว่า ดู​เถิด เรา​จะ​กระทำ​ให้​ลม​หายใจ​เข้า​ไป​ใน​เจ้า และ​เจ้า​จะ​มี​ชีวิต​6 เรา​จะ​วาง​เส้น​เอ็น​ไว้​บน​เจ้า​และ​จะ​กระทำ​ให้​เนื้อ​มี​มา​บน​เจ้า และ​เอา​หนัง​คลุม​เจ้า และ​บรรจุ​ลม​หายใจ​ใน​เจ้า​และ​เจ้า​จะ​มี​ชีวิต และ​เจ้า​จะ​ทราบ​ว่า เรา​คือ​พระ​เจ้า” เอเมน

อาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2014

“เกิดผล…ซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์”

โคโลสี 1:9-11 9 เพราะ​เหตุ​นี้​นับตั้งแต่​วันที่​เรา​ได้​ยิน เรา​ก็​ไม่ได้​หยุด​ใน​การ​ที่​จะ​อธิษฐาน​ขอ​เพื่อ​ท่าน ให้​ท่าน​เพียบพร้อม​ด้วย​ความ​รู้​ถึง​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ ใน​สรรพ​ปัญญา​และ​ใน​ความ​เข้าใจ​ฝ่าย​วิญญาณ​10 เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ประพฤติ​อย่าง​ที่​สมควร​ต่อ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​ทำ​ตน​ให้​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​พระ​องค์ ให้​เกิดผล​ใน​การ​ดี​ทุก​อย่าง และ​จำเริญ​ขึ้น​ใน​ความ​รู้​ถึง​พระ​เจ้า​11 ขอ​ให้​ท่าน​มี​กำลัง​มาก​ขึ้น​ทุก​อย่าง​โดย​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์ ขอ​ให้​ท่าน​มี​ความ​ทรหด​ที่สุด และ​ความ​อดทน​ไว้​นาน​ด้วย​ความ​ยินดี​ ถ้ามีคนตั้งคำถามกับเราว่า คำว่า คริสเตียนมีความหมายอย่างไรกับคุณ เราจะตอบอย่างไร บางคนอาจตอบว่า คือการไปโบสถ์วันอาทิตย์  บางคนอาจตอบว่า คือการถวายสิบลด บางคนอาจตอบว่า คือการรับใช้พี่น้อง ทำงานเกี่ยวกับสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อน…โน่นนี่นั่น…. เราคิดว่า คำตอบไหนถูกต้องที่สุด…. หากเราพิจารณาข้อพระคัมภีร์ข้างต้น องค์ประกอบของการดำรงชีวิตคริสเตียนอย่างน่าภาคภูมิใจนั้นถูกพบในคำอธิษฐานของอาจารย์เปาโลเพื่อคริสเตียนที่เมืองโคโลสี และคำอธิษฐานนี้ได้ถูกถ่ายทอดให้ผู้ถูกอธิษฐานเผื่อได้รับรู้ว่า การดำรงชีวิตคริสเตียนอย่างมีความหมายนั้น คือการไปให้ถึงสุดทางของการรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ มีความประพฤติที่สมควรต่อพระเจ้า เป็นที่ชอบพระทัย เกิด ผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า มีกำลังมากขึ้นทุกอย่าง โดยการพึ่งพากำลังจากพระเจ้า มีความทรหดที่สุดและอดทนไว้นาน….ภาษาอังกฤษจะมีคำหนึ่งที่ใช้สำหรับเป้าหมายอันสูงสุดใช้คำว่า Ideal แปลว่า อุดมคติ หรือความสมบูรณ์แบบ อาจารย์เปาโลไม่ได้กำลังวาดภาพในอุดมคติให้กับคริสเตียนคาดหวังที่จะเป็นในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่อาจาย์เปาโลกำลังบอกว่า นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้าที่ทรงตั้งไว้สำหรับคริสเตียนซึ่งเป็นลูกของพระองค์ พ่อหลายคนอาจตั้งความหวังกับลูกไว้สูงเกินกว่าที่ลูกของตนจะเป็น และพ่อก็จำกัดที่จะพาลูกไปถึงจุดนั้น แต่พระเจ้าไม่จำกัด พระองค์ทรงสามารถทำให้ลูกของพระองค์ไปถึงที่ควรเป็นได้ตามคำอธิษฐานของอาจารย์เปาโล(ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าเป็นคำอธิษฐานโดยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนถ้อยคำอธิษฐานนี้ผ่านยุคสมัยต่างๆ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการต่อต้านมานานนับพันปีจนมาถึงพวกเราในวันนี้) ดังนั้น นี่คือความเป็นไปได้ของความเป็นไปได้ทั้งปวงที่คริสเตียนจะมีองค์ประกอบแห่งความสมบูรณ์แบบนี้ในชีวิตแต่ละคน  ค่านิยมของโลกกำลังพาคนไปในอีกทิศทางหนึ่งของชีวิตที่สมบูรณ์แบบด้วยองค์ประกอบโน่นนี่นั่น แต่พระคัมภีร์ได้กำหนดชีวิตที่สมบูรณ์แบบไว้แล้วอย่างชัดเจน ชีวิตที่เกิดผลในการดีทุกอย่าง ภาษาอัง กฤษคำว่าเกิดผลนี้ใช้คำว่า Be fruitful มาจากภาษากรีกแปลว่า ซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์ แปลว่าเราทั้งหลายเป็นดินดีที่เมล็ดที่ดีมาตกก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง สิบเท่าบ้าง ขอให้เราทั้งหลายทุกคนเป็นไปตามคำอธิษฐานของอาจารย์เปาโล อาเมน

อาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2014

“มีกำลังมากจะรักษาผลที่เกิดได้มาก”

กันดารวิถี 13:23-28 23 เขา​ทั้ง​หลาย​มาถึง​ห้วย​เอช​โคล์ ที่​นั่น​เขา​ตัด​องุ่น​กิ่ง​หนึ่ง​มี​องุ่น​พวง​หนึ่ง สอง​คน​ใช้​ไม้​คาน​หาม​มา​เขา​เ​ก็​บ​ผล​ทับทิม​และ​มะเดื่อ​มา​บ้าง​24 เขา​เรียก​ที่​นั่น​ว่า​ห้วย​เอช​โคล์​ เพราะ​พวง​ผล​องุ่น​ซึ่ง​คน​อิสราเอล​ได้​ตัด​มา​จาก​ที่​นั่น 25 ล่วง​มา​สี่​สิบ​วัน​เขา​ทั้ง​หลาย​ก็​กลับมา​จาก​การ​ไป​สอด​แนม​ที่​แผ่นดิน​นั้น​26 เขา​ทั้ง​หลาย​กลับ​มาถึง​โมเสส​และ​อา​โรน และ​มาถึง​ชุมนุม​ชน​อิสราเอล ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร​ปา​ราน​ที่​คาเดช เขา​เล่า​เรื่อง​ให้​ท่าน​ทั้ง​สอง และ​บรรดา​คน​อิสราเอล​ฟัง และ​ให้​ดู​ผลไม้​แห่ง​แผ่นดิน​นั้น​27 เขา​ทั้ง​หลาย​เล่า​ให้​โมเสส​ฟัง​ว่า “ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​ได้​ไป​ถึง​แผ่นดิน ซึ่ง​ท่าน​ใช้​ไป มี​น้ำนม​และ​น้ำผึ้ง​ไหล​บริบูรณ์​ที่​นั่น​จริง และ​นี่​เป็น​ผลไม้​ของ​เมือง​นั้น​28 แต่​คน​ที่​อยู่​ใน​เมือง​นั้น​มี​กำลัง​มาก และ​เมือง​ของ​เขา​ก็​ใหญ่โต​มี​กำแพง​ล้อม​รอบ นอก​จาก​นั้น​ข้าพเจ้า​ทั้ง​หลาย​ยัง​เห็น​คน​อา​นาค​ที่​นั่น​ด้วย​ บ่อยครั้งที่เราอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ แล้วเราไปสนใจที่พวงองุ่นที่ใหญ่คู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน และมองคนที่อาศัยในแผ่นดินคานาอันที่มีกำลังมากเป็นแค่อุปสรรคในการยึดครองแผ่นดิน ข้าพเจ้าอยากนำเราทั้งหลายมองอีกมุมของการมีกำลังมากของคนในแผ่นดินคานาอันนั้นคู่กับผลที่ใหญ่โตคู่กัน หากเราสำรวจองค์ประกอบของแผ่นดินคานาอันที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการปลูกพืชชั้นยอด เป็นที่อาศัยของสัตว์ชั้นเยี่ยมแล้ว คนที่จะสามารถดูแลผลิตผลชั้นยอดเยี่ยมเหล่านี้ควรจะมีลักษณะเช่นไร ข้าพเจ้าจินตนาการว่า ถ้าเป็นคนที่มีกำลังน้อย ก็คงจะไม่สามารถดูแลได้ เพราะคนมีกำลังน้อยไม่สามารถแบกรับผลผลิตที่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นภาระ ผลที่เกิดจากแผ่นดินนี้ก็จะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้มีกำลังน้อย หากเราพิจารณาในยุคผู้วินิจฉัย เราจะพบว่าแผ่นดินคานาอันที่อยู่ในมือของคนอิสราเอลหลังจากยึดได้โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า แผ่นดินคานาอันหยุดการให้พืชผลและกลายเป็นแผ่นดินที่กันดารอาหาร (ก่อนสมัยของนางรูธ) เราอาจคิดว่า เป็นเพราะพระเจ้าไม่อวยพรแผ่นดิน ความกันดารนั้นมาจากพระเจ้า แต่….สาเหตุที่แท้จริง เกิดจากคนอิสราเอลไม่ได้ให้พระเจ้าเป็นผู้นำของพวกเขา แต่เขากลับทำอะไรตามใจตนเอง นั่นคือ ไม่ได้ขอให้พระเจ้าเข้ามามีส่วนในการดูแลแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เกินกำลังของคนอิสราเอล นี่เป็นภาพที่สะท้อนให้เราได้มองเห็นคนในยุคอนาคตต่อมาอย่างเช่นยุคนี้ ที่ผู้คนปรารถนาอยากครอบครองชีวิตที่เกิดผลมาก โดยเฉพาะการเกิดผลมาก มากจนมีคนไม่น้อยไม่สามารถที่จะรับมือกับความสำเร็จเหล่านั้นได้ พระพรจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นเหตุของการทำลายชีวิตของตนเองในเวลาต่อมา มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า วินัยสร้างความมั่งคั่ง และความมั่งคั่งทำลายวินัย ในการสัมนาเกี่ยวกับไมโครไฟแนนซ์ วิทยากรท่านหนึ่งได้กล่าวว่า คนจนมีความสามารถในการบริหารเงินจำนวนน้อยที่มีเพื่อเลี้ยงครอบครัวของตนเองมากกว่าเศรษฐี  บทเรียนของชนชาติอิสราเอลในสมัยผู้วินิจฉัยบอกเราว่า จงทำตนให้แข็งแรงพอที่จะดูแลผลที่เกิดขึ้นตามพระสัญญาของพระเจ้า มิฉะนั้น เมื่อการเกิดผลเกิดขึ้น ความมีกำลังน้อยของท่านหรือการไม่พึ่งพากำลังที่มาจากพระเจ้าจะทำลายผลที่ดีได้ ขอพระเจ้าอวยพระพรให้พี่น้องทุกท่านมีชีวิตที่เกิดผลในพระคริสต์ อาเมน อาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2014 “เกิดผล=หลักชัย” ข้าพเจ้าไม่ใช่ชาวสวน ไม่เคยมีประสบการณ์การเพาะปลูกต้นไม้ใบหญ้า โดยเฉพาะต้นที่ให้ผลดก ผลดี มีประสบการณ์น้อยมาก เคยเปลูกถั่วฝักยาวให้ผลดกและผลดี แต่ไม่มาตรฐาน ไม่สม่ำเสมอ ปลูกอีกทีไม่ขึ้นเลย แสดงว่า คราวที่แล้วที่ปลูกคือความฟลุ๊ก ในจังหวะของฤดูกาลที่ไม่ได้มีความรู้อะไรเลย ต้องศึกษาใหม่ และรอฤดูที่ควรหว่านเมล็ดพันธุ์ (ตามตำราที่แนะนำ) เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตการเป็นคริสเตียนของตัวเราเอง ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงประโยคที่นักเทศน์ นักเขียนคริสเตียนกล่าวถึงบ่อยๆคือคำว่า หว่านในฤดูที่ควรจะเกี่ยว เกี่ยวในฤดูที่ควรจะหว่าน คือความหมายของการดำเนินชีวิตไม่ตรงกับกาลเวลา เวลาที่ไม่ควรใช้ความเชื่อ กลับพยายามใช้ความเชื่อ แต่เวลาที่ต้องใช้ความเชื่อ กลับไม่มีความเชื่อเลย แล้วเมื่อไหร่จะถึงเวลาเกิดผลดีสักที….  หัวข้อประจำปีของคริสตจักรปีนี้ คือ เกิดผลในพระคริสต์ ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า หัวข้อของคริสตจักรที่ได้มานี้ไม่ใช่บังเอิญ แต่ละปี เราได้เห็นการทรงนำของพระเจ้าอย่างต่อเนื่องกับคริสตจักร ทั้งเหตุการณ์ความเป็นไปและกลายเป็นประวัติศาสตร์ของคริสตจักรและสมาชิกในแต่ละย่างก้าวทุกครั้ง ปีนี้ก็เช่นกัน เกิดผลในพระคริสต์ กำลังท้าทายพวกเราทุกคนให้เฝ้าสังเกตุชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมในคริสตจักร ที่จะต้องมุ่งเพื่อให้เกิดผลดี กลับมาสู่เรื่องของการเพาะปลูกพืชเพื่อให้เกิดผลดี ผลดก จำเป็นต้องตรวจสอบคุณภาพชีวิต ความแข็งแรง การเติบโตแบบรอด ไม่ใช่ตายในที่สุด ขณะนี้ที่บ้านข้าพเจ้ากำลังปลูกบวบซึ่งออกลูกเล็ก ตอนออกใหม่ เราดีใจ เราชื่นชม แต่พอไปสักระยะ ผลเล็กนั้นเริ่มเปลี่ยนจากเขียวเป็นน้ำตาล เรารู้ว่า ผลนี้ไม่โตต่อไปแล้ว มีแต่จะเหี่ยวแห้งและหลุดไป ในเถาเครือเดียวกัน ยังมีอีกหลายลูกที่ติด เราก็หวังลูกต่อไป ด้วยความอดทน เฝ้ารดน้ำ ดูแล ดูทุกวัน และรอผลที่จะเด็ดกินได้ข้าพเจ้าลงทุนทำค้างให้บวบเลื้อยและเกาะและรอที่จะช่วยให้มันมีที่จะห้อยลูกลงมา ภาพการเพาะปลูกนี้ได้ให้ภาพชีวิตของคริสเตียนที่จะเกิดผลในพระคริสต์ ยิ่งต้องมีการใส่ใจ และเรียนรู้ธรรมชาติการเกิดผลดีของชีวิต จะปล่อยมั่วๆ ซั่วๆแบบตามมีตามเกิดไม่ได้ ขนาดพืชที่เราปลูกไว้เพื่อรับประทานยังต้องมีการดูแลบำรุงรักษารดน้ำ ภาพการเกิดผลในพระคริสต์จึงถูกบรรยายไว้ในยอห์น 15:1-2 1 “เรา​เป็น​เถา​องุ่น​แท้ และ​พระ​บิดา​ของ​เรา​ทรง​เป็น​ผู้​ดู​แล​รักษา​2 แขนง​ทุก​แขนง​ใน​เรา​ที่​ไม่​ออก​ผล ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ตัดทิ้ง​เสีย และ​แขนง​ทุก​แขนง​ที่​ออก​ผล ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ลิด​เพื่อให้​ออก​ผล​มาก​ขึ้น​ ภาพนี้ทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นผู้ตัดสินผลที่เกิดคือพระเจ้า จะตัดแขนงหรือจะลิดกิ่ง หน้าที่ของเถาคือการหล่อเลี้ยงให้แขนงได้รับอาหารและเจริญงอกงามออกผล แขนงมีหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในเถาองุ่นและขยายตัวเกาะค้างออกไปให้ไกลที่สุด มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ไม่ใช่ว่าเราไปได้เร็วขนาดไหน แต่เรามาได้ไกลแค่ไหนต่างหาก สำนวนที่อ.เปาโลกล่าวว่าไม่ใช่สำเร็จแล้ว..แต่โน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า…บากบั่นสู่หลักชัย=เกิดผลในพระคริสต์  เอเมน

าทิตย์ที่ 5 มกราคม 2014

“เกิดผลดี….เกิดผลดก”

สวัสดีปีใหม่พี่น้องที่รักในพระคริสต์ หวังใจว่าการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวนานเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา พี่น้องจะได้รับกำลังสดชื่น สดใส หัวใจเบิกบาน รับการชาร์ทแบตเติมพลังสำหรับวันใหม่ ปีใหม่ ภารกิจใหม่ พร้อมกับเป้าหมายที่จะส่งผลดีแก่ชีวิตในวันข้างหน้าในปี 2014 นี้ ข้าพเจ้าอยากเชิญชวนพวกเรามามองอนาคตอย่างมีความหวังที่สดใสด สิ่งดีๆมากมายกำลังรอคอยให้เราได้ค้นพบ ตะลันต์ ของประทาน และเวลาของพระเจ้า (ไครอส) ที่กำลังจะมาถึง มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า จงมุ่งหน้าไปให้ถึงดวงจันทร์ หากไปไม่ถึง อย่างน้อยก็ยังอยู่ในหมู่ดวงดาว การเริ่มต้น ปี 2014 ด้วยมุมมองที่ยาวไกลออกไปด้วยความไว้วางใจในพระเจ้า ในพระสัญญาของพระองค์ โรม 8:28 28 เรา​รู้​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​ช่วย​คน​ที่​รัก​พระ​องค์​ให้​เกิดผล​อัน​ดี​ใน​ทุก​สิ่ง คือ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​องค์ คือการเล็งการเกิดผลในทุกสิ่ง มิใช่แค่บางสิ่ง จึงเป็นที่มาของหัวข้อประจำปีนี้ของพวกเรา “เกิดผลในพระคริสต์” พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสถึงชีวิตผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระองค์จะมีชีวิตที่เกิดผลดีและผลดก ยอห์น15:5-9 5 เรา​เป็น​เถา​องุ่น ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​แขนง ผู้​ที่​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา​และ​เรา​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เขา ผู้​นั้น​ก็​จะ​เกิดผล​มาก เพราะ​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่ได้​เลย​6 ถ้า​ผู้ใด​มิได้​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา ผู้​นั้น​ก็​ต้อง​ถูก​ตัดทิ้ง​เสีย​เหมือน​แขนง แล้ว​ก็​เหี่ยว​แห้ง​ไป และ​ถูก​เ​ก็​บ​เอา​ไป​เผา​ไฟ​7 ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา และ​ถ้อยคำ​ของ​เรา​ฝัง​อยู่​ใน​ท่าน​แล้ว ท่าน​จะ​ขอ​สิ่ง​ใด ซึ่ง​ท่าน​ปรารถนา​ก็​จะ​ได้​สิ่ง​นั้น​8 ​พระ​บิดา​ของ​เรา​ทรง​ได้รับ​เกียรติ​เพราะ​เหตุ​นี้​คือ​เมื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เกิดผล​มาก ท่าน​ก็​เป็น​สาวก​ของ​เรา​9 ​พระ​บิดา​ทรง​รัก​เรา​ฉัน​ใด เรา​ก็​รัก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ฉัน​นั้น จง​ยึด​มั่น​อยู่​ใน​ความ​รัก​ของ​เรา​ ภาพเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของสาวกกับพระเยซูคริสต์เป็นอย่างแขนงที่ติดกับเถาองุ่น โดยลักษณะธรรมชาติขององุ่นเป็นเพืชเกิดผลดก ไม่มีองุ่นใดที่จะเกิดผลแค่เพียงหนึ่งลูก แต่จะเกิดผลเป็นพวงมีลูกดก ประโยคที่พระเยซูตรัสว่า เมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก ท่านเป็นสาวกของเรา คือการย้ำว่า การเป็นสาวกของพระเยซูคือ ผู้ที่มีชีวิตที่เกิดผลมาก ในข้อ  1  พระเยซูได้ตรัสเริ่มต้นในบทนี้ว่า เราคือเถาองุ่นแท้ เป็นนัยยะว่า พระองค์เป็นต้นพันธุ์ที่ให้ทั้ผลดีและผลดก ว้าว….เพียงแค่คิดก็น่าตื่นเต้นไปกับเส้นทางชีวิตคริสเตียน สาวกของพระเยซูคริสต์เจ้าแล้ว ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่พี่น้องจะมีประสบการณ์กับชีวิตที่ “เกิดผลในพระคริสต์” ….เกิดผลดี…เกิดผลดก….ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า พระเจ้าทรงมีแผนการอันดีกับพวกเราทุกคน โรม 8:28 28 เรา​รู้​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​ช่วย​คน​ที่​รัก​พระ​องค์​ให้​เกิดผล​อัน​ดี​ใน​ทุก​สิ่ง คือ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​องค์ ขอให้พี่น้องทุกท่านจงพบกับความสำเร็จในการค้นพบการทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อที่เราทุกคนจะมีชีวิตที่เกิดผลดีและดกในทุกสิ่ง (โดยการทรงช่วยของพระเจ้า) อาเมน สวัสดีปีใหม่อีกครั้ง

าทิตย์ที่ 29 ธันวาคม 2013

“นับถอยหลัง…ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2014”

อีกไม่กี่วันก็จะจบปี 2013 แล้ว และเริ่มต้นปี 2014 เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ สิ่งเก่าๆก็ผ่านไป สิ่งใหม่ก็เข้ามา  บ้างก็ได้เสื้อตัวใหม่ บ้างก็ได้รถยนต์คันใหม่ เครื่องใช้ใหม่ มือถือใหม่ และอะไรๆใหม่ๆอีกมากมายที่ถูกนำเสนอขายให้เป็นของขวัญกันเยอะแยะ  แทบจะทุกคนชอบของขวัญใหม่ๆ จะมีแต่คนที่ค้าของเก่าเท่านั้นที่ไม่ต้องการ เพราะถ้าเป็นของเก่าลายครามยิ่งสะสมยิ่งมีราคา แต่ของใหม่ที่ซื้อหาในช่วงเทศกาล พอจ่ายเงินปั๊บ ราคาตกลงปุ๊บ เช่นรถยนต์ป้ายแดงทั้งหลาย วันนี้ ข้าพเจ้าอยากนำพี่น้องให้มาสำรวจชีวิตของตัวเราเองก่อนที่จะสิ้นปี 2013 ว่ามีอะไรที่เก่าๆ และมีอะไรที่ใหม่ๆเกิดขึ้นในชีวิตตลอดทั้งปี 2013 ที่ผ่านมา หากสิ่งเก่าๆยังอยู่ เช่นนิสัยเสียๆ ปากเสีย พฤติกรรมเสียๆ ก็จงให้คะแนนตัวเองติดลบ หากสิ่งเก่าๆหายไปก็จงให้คะแนนตัวเองติดบวก และยิ่งมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นด้วย เช่นนิสัยที่ดี มีวินัย พูดจารู้เรื่อง ให้ความใส่ใจคนอื่นมากขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้น เป็นต้น ก็จงให้คะแนนสองเท่าของติดบวก เพราะชีวิตของท่านกำลังเป็นไปตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ 2 โครินธ์ 5:17 เหตุ​ฉะนั้น​ถ้า​ผู้ใด​อยู่​ใน​พระ​คริสต์​ ผู้​นั้น​ก็​เป็น​คน​ที่​ถูก​สร้าง​ใหม่​แล้ว สิ่ง​สารพัด​ที่​เก่าๆ ​ก็​ล่วง​ไป นี่​แน่ะ​กลาย​เป็น​สิ่ง​ใหม่​ทั้งนั้น​ สิ่งที่น่าสนใจในความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้ อยู่ที่เงื่อนของเวลา ถ้าเก่าไม่ไป ใหม่ก็ไม่มา จะมีทั้งเก่าและใหม่พร้อมกันไม่ได้ เหมือนกับปีเก่าปี 2013 ปีเก่ากำลังจะผ่านไป และปี 2014 กำลังจะเข้ามา เรากำลังอำลาปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ เช่นเดียวกัน ปีแห่งความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์แล้วกำลังจะจบลง เราคงไม่มาพูดถึงกันว่า เมื่อไหร่จะเป็นผู้ใหญ่สักที แต่เราได้ผ่านช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์ และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ปีแห่งการเกิดผลในพระคริสต์ อย่าให้เราเป็นเพียงผู้ที่ฟังท่านั้น แต่ขอให้เราเป็นผู้ที่กระทำตามด้วย พระเยซูคริสต์เจ้าได้ตรัสสอนเรื่องนี้ว่า มัทธิว 6:24-27 “เหตุ​ฉะนั้น​ผู้ใด​ที่​ได้​ยิน​คำ​เหล่า​นี้​ของ​เรา และ​ประพฤติ​ตาม เขา​ก็​เปรียบ​เสมือน​ผู้​ที่​มี​สติปัญญา​สร้าง​เรือน​ของ​ตน​ไว้​บน​ศิลา​ ฝน​ก็​ตก​และ​น้ำ​ก็​ไหล​เชี่ยว ลม​ก็​พัด​ปะทะ​เรือน​นั้น แต่​เรือน​มิได้​พัง​ลง เพราะ​ว่า​ราก​ตั้งอยู่​บน​ศิลา​ แต่​ผู้​ที่​ได้​ยิน​คำ​เหล่า​นี้​ของ​เรา​และ​ไม่​ประพฤติ​ตาม​เล่า เขา​ก็​เปรียบ​เสมือน​ผู้​ที่​โง่​เขลา สร้าง​เรือน​ของ​ตน​ไว้​บน​ทราย​ ฝน​ก็​ตก​และ​น้ำ​ก็​ไหล​เชี่ยว ลม​ก็​พัด​ปะทะ​เรือน​นั้น เรือน​นั้น​ก็​พังทลาย​ลง และ​การ​ซึ่ง​พังทลาย​นั้น​ก็​ใหญ่​ยิ่ง” นอกจากการก้าวย่างสู่ปีใหม่นี้จะนำเราไปสู่สิ่งใหม่แล้ว ยังเป็นการนำเราไปสู่การมีอายุมากขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น เรียกว่า ยิ่งแก่วัย ยิ่งต้องมีสติปัญญายิ่งขึ้น  การนับถอยหลังไม่ใช่การถดถอย ดังที่อ.เปาโลได้กล่าวถึงการมีชีวิตการเป็นคริสเตียนของท่านในหนังสือ 2โครินธ์ 4:16  …ถึงแม้ว่า​กาย​ภายนอก​ของ​เรา​กำลัง​ทรุด​โทรม​ไป แต่​จิตใจ​ภาย​ใน​นั้น​ก็​ยัง​คง​จำเริญ​ขึ้น​ใหม่​ทุก​วัน สังขารแม้จะร่วงโรยไปทุกปี แต่จิตใจของพวกเราทุกคนจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

อาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2013

“ขอให้มีความสุขในวันคริสตมาส” We wish you a merry Christmas

We wish you a Merry Christmas เป็นเพลงที่ร้องได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เมื่อเสียงเพลงนี้ดังขึ้นทุกปี ทุกคนจะรู้สึกว่า ถึงเวลาแห่งความสุขแล้ว เป็นเพลงอวยพรกันและกันในวันคริสตมาส ผู้ร้องต้องการส่งความปรารถนาดีที่จะให้ผู้ฟังมีความสุขโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งวันคริสตมาส นี่เป็นการส่งคำอวยพรที่แชร์สุข ปันรักแก่คนทุกคน มีประโยคภาษาอังกฤษอันหนึ่งกล่าวว่า Faith makes all things possible, Hope makes all things work, Love makes all things beautiful แปลว่า ความเชื่อทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ ความหวังทำให้ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ผล ความรักทำให้ทุกสิ่งสวยงาม คำกล่าวนี้มาจากพระคัมภีร์ 1 โครินธ์ 13:13 ดังนั้น​ยัง​ตั้งอยู่​สาม​สิ่ง คือ​ความ​เชื่อ ความ​หวัง​ใจ และ​ความ​รัก แต่​ความ​รัก​ใหญ่​ที่สุด​ พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกว่า ชีวิตของมนุษย์ทุกคนดำรงอยู่ได้ด้วยสามสิ่งนี้ ความเชื่อ ความหวัง และความรัก และผู้ที่เอาพระคัมภีร์ตอนนี้มากล่าวเป็นภาษาอังกฤษก็กำลังบอกต่ออีกว่า เขาค้นพบแล้วว่า การจะดำรงอยู่อย่างคนที่มีความเชื่อที่เป็นไปได้ทุกสิ่งคือการเชื่อในพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของวลีในพระคัมภีร์ จะหวังให้สัมฤทธิ์ผล ก็ต้องหวังในพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของวลี และจะให้ความรักทำให้ทุกสิ่งสวยงาม ก็ต้องรักอย่างพระเจ้าผู้ประทานความรักที่แบ่งปันได้ให้กับมนุษย์ทุกคน ลูกา 1:37 เพราะ​ว่า​ไม่​มี​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ไม่ได้” นี่เป็นที่มาของการจัดงานคริสตมาสในปีนี้ที่ชื่อว่า “แชร์สุข ปันรัก ส่งคำอวยพร” เรามีความปรารถนาที่จะให้คนมากมายได้มีความสุข สัมผัสความรักและรับคำอวยพรจากเรา เพราะเรามีความเชื่อ ความหวังและความรักที่มาจากพระเจ้าผู้ทรงทำให้เกิดวันคริสตมาสเพื่อความสุขจะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ทั้งปวง  ลูกา 2:8-14 8 ​ใน​แถบ​นั้น​มี​คน​เลี้ยง​แกะ​อยู่​ใน​ทุ่ง​นา เฝ้า​ฝูง​แกะ​ของ​เขา​ใน​เวลา​กลางคืน​9 มี​ทูต​องค์​หนึ่ง​ของ​พระ​เป็นเจ้า​มา​ปรากฏ​แก่​เขา และ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เป็นเจ้า​ส่อง​ล้อม​รอบ​เขา และ​เขา​กลัว​นัก​10 ฝ่าย​ทูต​องค์​นั้น​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ความ​ปรีดี​ยิ่ง​ซึ่ง​จะ​มาถึง​คน​ทั้ง​ปวง​11 เพราะ​ว่า​ใน​วันนี้​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​พระ​คริสต​เจ้า มา​บังเกิด​ที่​เมือง​ดาวิด​12 นี่​จะ​เป็น​หมาย​สำคัญ​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ท่าน​จะ​ได้​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​พัน​ผ้าอ้อม​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า”13 ​ใน​ทันใด​นั้น มี​ชาว​สวรรค์​หมู่​หนึ่ง​มา​อยู่​กับ​ทูต​องค์​นั้น​ร่วม​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​ว่า 14 “​พระ​สิริ​จง​มี​แด่​พระ​เจ้า​ใน​ที่​สูงสุด ส่วนบน​แผ่นดิน​โลก สันติ​สุข​จง​มี​ท่ามกลาง​มนุษย์​ทั้ง​ปวง ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​โปรด​ปราน​นั้น” สำนวนการบันทึกประวัติศาสตร์ตอนนี้ คือการบอกกล่าวว่า ขอให้มนุษย์ทุกคนมีความสุขในวันคริสตมาส ผู้ใดยังมีความกลัวอะไรบางอยู่ ขอให้พระคัมภีร์ตอนนี้พูดกับท่านว่า อย่ากลัวเลย เพราะวันนี้ พระผู้ช่วยให้รอดของท่านคือพระคริสต์เจ้ามาบังเกิดแล้ว ขอให้มีความสุขในวันคริสตมาสค่ะ

อาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2013

“คริสตมาสในชีวิตที่น่ายินดี…หรือน่าเบื่อ….”

เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็ก พอใกล้ถึงวันคริสตมาสเข้ามาทุกที (เคาน์ดาวน์) ข้าพเจ้าจะรู้สึกตื่นเต้น เพราะว่า จะได้ของขวัญจากผู้คน ได้ฉลองกินอาหาร (มากเป็นพิเศษ) สนุกกับรายการคริสตมาสที่คริสตจักร ทุกๆปีของข้าพเจ้าที่มีประสบการณ์กับวันคริสตมาส ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง โดยเฉพาะคืนที่เราไปร้องเพลงตามบ้าน แต่ละบ้านก็จะมีอาหารที่ทำให้เราเซอร์ไพร้ส เจ้าของบ้านจะเตรียมอาหารอย่างดีไว้ต้อนรับ เหล่านักร้อง (ทูตสรรค์) ก็จะเตรียมกระเพาะเอาไว้บรรจุอาหารจากทุกบ้านที่เราไปร้องเพลง (เยี่ยมเยียน) มีอยู่ปี ข้าพเจ้าเล่นกีต้าร์จนนิ้วเจ็บไปหมด จนต้องขอยืมมือเพื่อนมาจับคอร์ท แล้วข้าพเจ้าก็ดีดสายกีต้าร์อย่างเดียว เรารู้สึกเราสวมใส่วิญญาณในการออกไปร้องเพลง มันไม่ใช่สิ่งที่น่าเบื่อที่ต้องทำในแต่ละปี เวลาผ่านไปสิบปีก็แล้ว ยี่สิบปีก็แล้ว สามสิบปีก็แล้ว สี่สิบปีก็แล้ว ปีนี้ขึ้นต้นปีที่ห้าสิบของข้าพเจ้าในการไปร้องเพลงตามบ้าน ข้าพเจ้าถามตัวเองว่า ไม่เบื่อบ้างหรือไง คำตอบคือ ไม่เบื่อ ทำไมไม่เบื่อ ข้าพเจ้าจัดอยู่ในจำพวกคนที่น่าเบื่ออยู่หรือเปล่า อะไรทำให้ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเบื่อ ไม่รู้สึกว่ามันคือหน้าที่ แสดงว่า คริสตมาสในชีวิตของข้าพเจ้าต้องถูกหล่อเลี้ยงด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้ความรู้สึกต่อคริสตมาส ยังมีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นไม่ซ้ำซาก ไม่ใช่เป็นเพียงแค่งานเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับพระเยซูคริสต์เจ้าที่นานวันก็จะกลายเป็นความน่าเบื่อกับรายการโปรแกรมเหมือนเดิม ข้าพเจ้านึกถึงพระธธรมยอห์น4:14 14 แต่​ผู้​ที่​ดื่ม​น้ำ​ซึ่ง​เรา​จะ​ให้แก่​เขา​นั้น จะ​ไม่​กระหาย​อีก​เลย น้ำ​ซึ่ง​เรา​จะ​ให้​เขา​นั้น จะ​บังเกิด​เป็น​บ่อ​น้ำพุ​ใน​ตัว​เขา​พลุ่ง​ขึ้น​ถึง​ชีวิต​นิรันดร์” เป็นคำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่ทรงตรัสกับหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ หญิงสะมาเรียคนนี้มีผัวมาแล้วห้าผัว และคนที่นางอยู่ด้วยก็ไม่ใช่ผัว แสดงว่า ชีวิตของหญิงสะมาเรียคนนี้เป็นคนใช้ผัวเปลืองหรือเบื่อผัวได้ง่าย ผัวแล้วผัวเล่าผ่านเข้ามาในชีวิตของนางทำให้ตื่นเต้นในตอนต้นและสุดท้ายก็น่าเบื่อ และนางก็ไปแสวงหาคนที่น่าตื่นเต้นคนอื่น พระเยซูตรัสกับหญิงสะมาเรียเรื่องน้ำพุในตัวคนที่รับน้ำดับกระหายจากพระองค์ไม่มีวันเหือดแห้ง จะ​บังเกิด​เป็น​บ่อ​น้ำพุ​ใน​ตัว​เขา​พลุ่ง​ขึ้น​ถึง​ชีวิต​นิรันดร์” คือสิ่งที่บอกว่า แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความน่าเบื่อก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีประสบการณ์กับคริสตมาสที่แท้จริง (ไม่ใช่แค่คริสตมาสเทศกาล) ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงเพลงคริสเตียนเพลงหนึ่งมีเนื้อหาว่า ขอพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวในใจฉัน ขอพระเจ้าอยู่กับฉันไปนานเท่านาน หากพรุ่งนี้ไม่มีพระองค์ ในชีวิตจะเป็นอย่างไร เพราะพระเจ้าเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ เพราะพระเจ้าเป็นความหวังในหัวใจ ในวันนี้ ฉันมีพระองค์ ไม่กังวลอะไรอีกแล้ว ทั้งวิญญาณที่มี ฉันขอมอบถวาย ให้พระองค์เป็นเจ้าของหัวใจ ทุกวันคืนที่ผ่าน จะนานแค่ไหน ให้ฉันมีพระองค์อยู่อย่างนี้ ตลอดไป นิจนิรันดร์ ขอมีพระองค์….ให้ฉันอยู่ในอ้อมแขนพระองค์ จากนี้จนชั่วนิจนิรันดร์…ให้ฉันได้อยู่ในพระเจ้า…นี่คือที่มาของคริสตมาสที่น่ายินดี…

อาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2013

“คริสตมาสนี้…แชร์สุข ปันรัก ส่งคำอวยพร…”

บางคนมองคนมีเงินมากกว่าตนเองว่าเขาน่าจะมีความสุขมากกว่า แต่ในขณะที่คนมีเงินมากกว่าอาจกำลังคิดว่า ทำน้อยๆ มีเวลาอยู่กับครอบครัวดีกว่ายุ่งเรื่องเงินๆทองๆแล้วไม่มีเวลาเลยแม้แต่จะพักผ่อน และอาจกำลังโหยหา…ความสุข…ความรัก…และพรที่แท้จริง บางคนอาจมองคนที่อยู่บ้านหลังใหญ่ว่ามีความสุขมากกว่าตนเอง ในขณะที่คนที่อยู่บ้านหลังใหญ่อาจกำลังอิจฉาคนที่อยู่บ้านหลังเล็กที่มีคนในครอบครัวอยู่รอบข้าง คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการมีอะไรๆตามค่านิยมของโลก เช่นมีเงิน อยู่บ้านหลังใหญ่ มีการศึกษาดี มีงานดีๆ มีเกียรติยศ ชื่อ เสียง หน้าตาดี รูปร่างดี แล้วจะมีความสุข มีความรัก และคือพรที่แท้จริง บางทีคนที่ถูกมองเหล่านั้นอาจกำลังคิดตรงกันข้ามและกำลังรู้สึกว่าชีวิตขอพวกเขาเหมือนถูกสาปก็เป็นได้ มีเรื่องราวเมื่อสองพันปีที่แล้วเกี่ยวกับคนที่ได้รับความสุข ความรักและพรที่แท้จริง ลูกา 2:8-15 8 ​ใน​แถบ​นั้น​มี​คน​เลี้ยง​แกะ​อยู่​ใน​ทุ่ง​นา เฝ้า​ฝูง​แกะ​ของ​เขา​ใน​เวลา​กลางคืน​9 มี​ทูต​องค์​หนึ่ง​ของ​พระ​เป็นเจ้า​มา​ปรากฏ​แก่​เขา และ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เป็นเจ้า​ส่อง​ล้อม​รอบ​เขา และ​เขา​กลัว​นัก​10 ฝ่าย​ทูต​องค์​นั้น​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ความ​ปรีดี​ยิ่ง​ซึ่ง​จะ​มาถึง​คน​ทั้ง​ปวง​11 เพราะ​ว่า​ใน​วันนี้​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​พระ​คริสต​เจ้า มา​บังเกิด​ที่​เมือง​ดาวิด​12 นี่​จะ​เป็น​หมาย​สำคัญ​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ท่าน​จะ​ได้​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​พัน​ผ้า อ้อม​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า”13 ​ใน​ทันใด​นั้น มี​ชาว​สวรรค์​หมู่​หนึ่ง​มา​อยู่​กับ​ทูต​องค์​นั้น​ร่วม​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​ว่า 14 “​พระ​สิริ​จง​มี​แด่​พระ​เจ้า​ใน​ที่​สูงสุด ส่วนบน​แผ่นดิน​โลก สันติ​สุข​จง​มี​ท่ามกลาง​มนุษย์​ทั้ง​ปวง ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​โปรด​ปราน​นั้น” 15 เมื่อ​ทูตสวรรค์​เหล่า​นั้น ไป​จาก​เขา​ขึ้น​สู่​สวรรค์​แล้ว พวก​เลี้ยง​แกะ​ได้​พูด​กัน​ว่า “ให้​เรา​ไป​ยัง​เมือง​เบธเลเฮม​ดู​เหตุการณ์​ที่​เกิดขึ้น​นั้น ซึ่ง​พระ​เป็นเจ้า​ได้​ทรง​แจ้ง​แก่​เรา”​ พวกคนเลี้ยงแกะในเวลากลางคืนขณะที่คนอื่นๆนอนหลับสบาย เขาน่าจะคิดว่า คนที่นอนหลับอยู่ในบ้านที่อบอุ่น อยู่กับครอบครัวน่าจะมีความสุข มีความรักและได้รับพรที่แท้จริงมากกว่าพวกเขาที่ต้องนอนตากน้ำค้าง แต่การมาบังเกิดของพระกุมารเยซู (คริสตมาส)ได้ทำให้คนเลี้ยงแกะเหล่านี้กลับมีความสุขมากกว่าคนอื่นๆ เพราะเขาได้มีประสบการณ์กับทูตสวรรค์ ได้รับข่าวดีก่อนคนอื่น ได้สัมผัสความรักของพระเจ้า และได้รับพรแห่งสันติสุขแท้ เรื่องราวในพระคัมภีร์ตอนนี้ได้ถูกกล่าวถึงตลอดสองพันปี ได้พิสูจน์ถึงความจริงที่ไม่มีวันเสื่อมสูญ และได้ถูกแชร์ออกไป ปันออกไปและส่งต่อออกไป ในเทศกาลที่คนทั่วโลกต่างให้ฉายานามว่า คริสตมาส เทศกาลแห่งความสุข พรที่แท้จริงไม่มีวันเสื่อมสูญ ดังนิยามความรัก (อากาเป้) ของพระเจ้าปรากฏใน 1โครินธ์ 13:7-8 7 ความ​รัก​ทน​ได้​ทุก​อย่าง เชื่อ​อยู่​เสมอ มี​ความ​หวัง​และ​ความ​ทร​หด​อด​ทน​อยู่​เสมอ 8 ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​เสื่อม​สูญ… แม้​วิชา​ความ​รู้​ก็​จะ​เสื่อม​สลาย​ไป คำถามคือว่า ความสุข ความรักที่เป็นพรที่แท้จริงดำรงอยู่ไม่เสื่อมสลายเพื่ออะไร คำตอบคือ  เพื่อให้เราแชร์สุข ปันรักและส่งคำอวยพรต่อไปให้กับคนอื่นไงล่ะ รู้แล้ว อย่านิ่งเฉย ไปชวนคนมาให้ได้รับความสุข  ความรักและพรที่แท้จริงจากพระเจ้าในคริสตมาสนี้ด้วยกัน อาเมน

อาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2013

“พ่อผู้อ่อนโยนกับพระเจ้า…พระบิดา”

เพลงคริสเตียนเพลงหนึ่งได้บรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้า..พระบิดา ดังนี้ เราคือองค์พระเจ้าพระบิดา เราเปี่ยมด้วยความรักและเมตตา  เจ้าจงเข้ามาหาเรา เรียกเราว่าพระบิดา มอบชีวิตเจ้าไว้กับเรา  เรานำการรักษาและฟื้นใจ  เราเป็นความหวังกำลังใจ  เจ้าจงวางชีวิตลง เราให้เจ้ามั่นคง  ให้จำเริญขึ้นในพระคุณ  เรารักเจ้า ลูกที่รักของเรา  จงวางใจในเราเสมอ  เรารักเจ้า ลูกที่รักของเรา จงอยู่ในอ้อมแขนของเรา จงอยู่ในพระทัยเรา จงอยู่ในรักของเราเสมอไป ภาพของพระเจ้า…พระบิดาในบทเพลงนี้ คือภาพของความเข้มแข็งของพระเจ้า…พระบิดา พระองค์เป็นป้อมปราการที่เข้มแข็ง และเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ลูกพระเจ้าทุกคน (คริสเตียน) จะสามารถเข้าหาได้ทุกเวลา ในยามที่ลูกต้องการกำลังใจ บาดเจ็บและต้องการการฟื้นใจ พระเจ้า..พระบิดาทรงรอคอยสำหรับลูกเสมอ และนี่คือต้นแบบสำหรับพ่อทุกคน ความอ่อนโยนของพ่อเป็นป้อมปราการที่เข้มแข็งให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว พ่อผู้อ่อนโยน เป็นที่ไว้วางใจได้เสมอ ลูกไม่ต้องคอยมองว่า วันนี้พ่อจะอารมณ์ดีหรือไม่ พ่อผู้อ่อน โยน พร้อมทุกเวลาสำหรับลูก พ่อผู้อ่อนโยนจะไม่โยนบทบาทอ่อนโยนให้กับแม่ ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องราวของคุณพ่อท่านหนึ่ง เมื่อยังหนุ่ม ท่านเป็นคนอารมณ์ร้อน ก้าวร้าว โมโหเร็ว เมื่ออายุมากขึ้น เข้าถึงสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น ได้ใกล้ชิดผู้มีธรรมะมากขึ้น ความอารมณ์ร้อนก็เย็นลง โกรธช้า และอ่อนโยน มีชีวิตที่สมถะ วัยที่ล่วงเลยทำให้หันกลับไปมองสิ่งที่ตนทำไว้ในวัยหนุ่ม มีผลกระทบต่อลูกทุกคนมากน้อยต่างกัน แล้วแต่ว่า ลูกแต่ละคนจะมีความแกร่งหรือเปราะบางขนาดไหน ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ พ่อคนหนึ่งสอนลูกว่า เมื่อลูกโกรธ ให้เอาตะปูตอกกำแพงหนึ่งตัว เมื่อหายโกรธก็ถอนตะปูออกหนึ่งตัว ลูกก็ทำตามที่พ่อสอน ทุกครั้งที่โกรธ ก็เอาตะปูตอกที่กำแพง และหายโกรธเมื่อไร ก็ถอนตะปูออก เมื่อเวลาผ่านไป แล้วพ่อก็ให้ลูกมองที่กำแพงว่า เกิดอะไรขึ้น แล้วลูกก็อุทานว่ ทำไมรอยตะปูมันเยอะจัง ผมโกรธเยอะขนาดนี้เชียวหรือ พ่อจึงสอนลูกว่า ความโกรธไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลย มันทิ้งรอยเอาไว้ แม้เราจะหายโกรธแล้วก็ตาม วันนี้ คุณพ่อที่อายุมากขึ้นท่านนั้นได้เข้าใจถึงสิ่งที่ตอนท่านยังหนุ่มอยู่ว่าได้ทิ้งรอยเอาไว้ในชีวิตของลูกมากเพียงไร ถ้าสามารถย้อนอดีตกลับไปแก้ไขได้ พ่อจะไม่โกรธลูกเลย พระคัมภีร์ได้สอนเรื่องความโกรธไว้อย่างนี้ 19 ดูก่อน​พี่​น้อง​ที่​รัก​ของ​ข้าพเจ้า จง​ทราบ​ข้อ​นี้ จง​ให้​ทุก​คน​ไว​ใน​การ​ฟัง ช้า​ใน​การ​พูด ช้า​ใน​การ​โกรธ​20 เพราะ​ว่า​ความ​โกรธ​ของ​มนุษย์​ไม่ได้​กระทำ​ให้​เกิด​ความ​ชอบธรรม​แห่ง​พระ​เจ้า​ (ยากอบ 1:19-20) ยังไม่สายเกินไปสำหรับพ่อทุกท่านที่มาในวันพ่อวันนี้ พระเจ้าทรงสามารถ ทรงสัพพัญญู ทรงเป็นพระเจ้า…พระบิดาที่รอคอยให้คุณพ่อทั้งหลายที่ได้รับมอบหมายบทบาทพ่อมารับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าให้คุณพ่อเป็น…คุณพ่อผู้อ่อนโยน อย่างที่พระเจ้าต้องการให้เป็น อาเมน

อาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2013

“พ่อ…ผู้อ่อนโยน”

มีคำพูดหนึ่งกล่าว “เข้มแข็งแต่ไม่ก้าวร้าว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ” ใช่เลย นี่คือประโยคที่ลูกๆคาดหวังและต้องการจากคุณพ่อทุกคน ลูกต้องการคุณพ่อที่เข้มแข็ง สามารถยืนหยัดในทุกสถานการณ์ได้ โดย เฉพาะในยามที่วิกฤติของครอบครัว แต่ในความเข้มแข็งนั้นไม่ใช่ความก้าวร้าว มีคนเข้าใจผิดคิดว่า ความก้าวร้าวคือความเข้มแข็ง ในทางตรงกันข้ามความก้าวร้าวคือความอ่อนแอของแทบทั้งหมดของชีวิต แต่ในความเป็นจริง ความอ่อนโยน คือความเข้มแข็งที่สุดทั้งหมดของชีวิต พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสว่า บรร ดา​ผู้​ทำงาน​เหน็ด​เหนื่อย​และ​แบก​ภาระ​หนัก จง​มา​หา​เรา และ​เรา​จะ​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย หาย​เหนื่อย​เป็น​สุข​ จง​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ​ว่า​เรา​สุภาพ​และ​ใจ​อ่อน​น้อม และ​จิตใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​พัก ด้วย​ว่า​แอก​ของ​เรา​ก็​พอเหมาะ และ​ภาระ​ของ​เรา​ก็​เบา” (มัทธิว 11:28-30) คำว่า สุภาพ แปลว่า อ่อนโยน ส่วนคำว่า ใจอ่อนน้อม แปลว่า ความถ่อมใจ พระเยซูเป็นผู้ชายยิวที่เป็นแบบอย่างเรื่องความอ่อนโยนและความถ่อมใจ และพระองค์ได้พิสูจน์ว่า ความอ่อนโยนและความถ่อมใจที่พระองค์เชิญชวนคนในยุคนั้น โดยเฉพาะผู้ชายยิวทั้งหลาย มาเรียนจากพระองค์ เพราะผู้ชายต้องแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อยกับการดูแลครัวเรือนของตนเอง และของวงศาคณาญาติอีก นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้าที่สำแดงผ่านพระบุตร (พระเยซูคริสต์เจ้า) เพื่อเห็นว่า พระบิดาในฟ้าสวรรค์ทรงปรารถนาให้ผู้เป็นพ่อทั้งหลายบนโลกนี้ได้เรียนจากพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์เจ้า พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ และนี่คือสิ่งที่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกันที่อ.เปาโลได้กล่าวไว้ในหนังสือเอเฟซัส 3:15 15 (​คำ​ว่า บิดา ของ​ทุก​ตระกูล ทุก​ชาติ ใน​สวรรค์​ก็​ดี ที่​แผ่นดิน​โลก​นี้​ก็​ดี​มา​จาก​คำ​ว่า ​พระ​บิดา​)​ เพื่อยืนยันว่า บิดาที่แผ่นดินโลกนี้ ไม่เพียงได้ชื่อมาจากพระบิดา แต่ควรเอาพระลักษณะของพระบิดามาด้วย นั่นคือสิ่งที่พระเยซูทรงตรัสว่า พระองค์จะเป็นผู้สอนคุณพ่อทั้งหลายด้วยพระองค์เอง แล้วเรื่องของลูกจะไม่กลายเป็นภาระหนักที่ทำให้คุณพ่อหลายคนในทุกวันนี้เหน็ดเหนื่อยอย่างไม่มีวันพัก พระเยซูตรัสว่า และ​จิตใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​พัก นั่นหมายความว่า นอกจากคุณพ่อจะสามารถทำบทบาทของความเป็นพ่อได้อย่างครบถ้วนแล้ว คุณพ่อจะรู้สึกสบายๆ ชิวๆ30 ด้วย​ว่า​แอก​ของ​เรา​ก็​พอเหมาะ และ​ภาระ​ของ​เรา​ก็​เบา” รู้อย่างนี้แล้ว คุณลูกๆและคุณแม่ด้วย อย่าพลาดที่จะพาคุณพ่อมาในวันพ่อที่คริสตจักรจะจัดขึ้นในช่วงนมัสการเช้าวันอาทิตย์ที่จะถึง ขอให้พวกเราทุกคนอย่าลืมเพื่อนบ้านของเราที่เป็นคุณพ่อด้วยเช่นกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของทั้งครอบครัว หากคนหนึ่งคนใดในครอบครัวเข้าใจเรื่องนี้ ก็ถือว่า มีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้อย่างมาก ลักษณะของคุณพ่อที่เรียนจากพระเยซู จะทำให้คนในครอบครัวเข้าใจคุณพ่อในมิติฝ่ายวิญญาณอีกระดับหนึ่ง ขอให้คุณพ่อทุกคนได้รับคำเชิญชวนนี้  ​29 จง​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ​ว่า​เรา​สุภาพ​และ​ใจ​อ่อน​น้อม

อาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2013

“ใครจะเฉลิมฉลองคริสตมาส….กับใครบ้าง”

คำว่า “เฉลิมฉลอง” ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า celebrate ในพจนานุกรม Lexitron มีคำที่มีความหมายเหมือนกันสองคำ คือคำว่า declare, proclaim แปลว่า ประกาศ กับคำว่า praise แปลว่า สรรเสริญ เมื่อนำมาใช้กับวันคริสตมาส อาจกล่าวได้ว่า การเฉลิมฉลองคริสตมาส คือการประกาศเรื่องราวของการมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์เจ้า หรือคือวันสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงประทานของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชาวโลก ตามที่บันทึกในหนังสือลูกา2:10-14 10 ฝ่าย​ทูต​องค์​นั้น​กล่าว​แก่​เขา​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​นำ​ข่าว​ดี​มายัง​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ความ​ปรีดี​ยิ่ง​ซึ่ง​จะ​มาถึง​คน​ทั้ง​ปวง​11 เพราะ​ว่า​ใน​วันนี้​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​พระ​คริสต​เจ้า มา​บังเกิด​ที่​เมือง​ดาวิด​12 นี่​จะ​เป็น​หมาย​สำคัญ​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​ท่าน​จะ​ได้​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​พัน​ผ้าอ้อม​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า”13 ​ใน​ทันใด​นั้น มี​ชาว​สวรรค์​หมู่​หนึ่ง​มา​อยู่​กับ​ทูต​องค์​นั้น​ร่วม​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​ว่า 14 “​พระ​สิริ​จง​มี​แด่​พระ​เจ้า​ใน​ที่​สูงสุด ส่วนบน​แผ่นดิน​โลก สันติ​สุข​จง​มี​ท่ามกลาง​มนุษย์​ทั้ง​ปวง ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​โปรด​ปราน​นั้น” ทูตสวรรค์ได้นำข่าวดีมาประกาศกับคนเลี้ยงแกะที่เฝ้าแกะในเวลากลางคืน ข่าวดีนั้นคือ 11 เพราะ​ว่า​ใน​วันนี้​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย คือ​พระ​คริสต​เจ้า มา​บังเกิด​ที่​เมือง​ดาวิด​ คำว่าพระผู้ช่วยให้รอด แปลว่า ผู้ปลดปล่อย สำหรับคนที่รู้สึกว่าถูกพันธ นาการ เป็นทาส เป็นเชลย ถูกผูกมัด หมดอิสรภาพ การมาของพระผู้ช่วย พระผู้ปลดปล่อยคือข่าวดีสำหรับคนเหล่านี้ วันที่พระเยซูคริสต์มายังโลกนี้จึงเป็นวันที่น่าเฉลิมฉลอง น่ายินดี ด้วยการสรรเสริญขอบพระ คุณพระเจ้า และควรที่จะบอกให้คนที่ยังไม่หลุดจากการปลดปล่อยได้รู้ว่า มีข่าวดี สิ่งที่น่าสังเกตุอันหนึ่งว่า จำนวนชาวสวรรค์มากันเป็นกองทัพ คำว่าหมู่หนึ่ง ภาษาพระคัมภีร์ใช้คำว่า multitude แปลว่า จำนวนมากมายของเหล่าทูตสวรรค์ร่วมแสดงความยินดีกับชาวโลกที่ได้รับข่าวดีนี้ แล้วทีนี้ ชาวโลกทั้งหลายจะรู้หรือไม่ว่า ใครจะเฉลิมฉลองคริสตมาส…กับใครบ้าง? แน่นอน คนที่รู้จักข่าวดีเรื่องการมาของพระเยซูคริสต์ คนที่มีประสบการณ์กับพระผู้ปลดปล่อย ผู้ได้รับการปลดปล่อย คนที่หวังในการปลด ปล่อยอีกมากมาย นั่นก็คือ คริสเตียนทั้งหลายที่จะเฉลิมฉลองวันคริสตมาส….กันเองหรือ? หรือกับใครบ้าง…ข้าพ เจ้าเชื่อแน่ว่า น้ำพระทัยพระเจ้าต้องการให้คริสเตียนเฉลิมฉลองคริสตมาสกับเพื่อนบ้านของตน กับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ศัตรู มีเรื่องเล่าว่า ในสนามรบแห่งหนึ่งมีการต่อสู้กันตลอดเวลาเพื่อรักษาพื้นที่ของตนเอง มีทั้งรุกและรับ แต่เมื่อมาถึงวันคริสตมาส ทหารทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า เราหยุดยิง หยุดต่อสู้ และมาร้องเพลงเฉลิมฉลองวันคริสตมาสกันดีกว่า การเฉลิมฉลองคริสตมาสทำให้สนามรบเปลี่ยนเป็นงานเลี้ยงรื่นเริงยินดีได้ ถึงเวลาแล้วที่คริสตมาสปีนี้ สนามรบในชีวิตของใครบางคนจะเป็นงานเลี้ยงรื่นเริงยินดีกับใครบางคนที่ใกล้ตัวได้แล้ว เสียงเพลง เชิญมารื่นเริงยินดี ฉลองพระเยซูด้วยความยินดี กำลังดังขึ้นแล้ว

อาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2013

“ความไม่รู้พระคัมภีร์…แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็หาคำตอบไม่เจอ”

หนึ่งในสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำแก่เรา ได้ถูกเปิดเผยแก่นักบินอวกาศ และนักวิทยาศาสตร์ทางอวกาศที่เมืองกรียแบล รัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา พวกเขาคำนวนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ต่างๆในอวกาศ โดยพวกเขาคำนวนว่า หากเวลาผ่านไป 100ปี และ 1000ปี จากปัจจุบัน ตำแหน่งของดาวต่างๆ จะเป็นอย่างไร พวกเขาต้องการรู้สิ่งเหล่านี้ เพื่อจะไม่ส่งดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศ ถ้าหากว่าตำแหน่งของดาวเทียมนั้นจะถูกชนโดยดาวบางดวงในอวกาศ พวกเขาต้องการที่จะวางแผนเส้นทางการโคจรของดาวเทียมตลอดอายุการใช้งานของมันและไม่ต้องการให้ดาวเคราะห์สักดวงมาชนมัน พวกเขาใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวนตำแหน่งของดาวต่างๆเป็นเวลาหลายร้อยปีกลับไป กลับมา ในอดีต และอนาคต และคอมพิวเตอร์ได้แฮงค์ คอมพิวเตอร์หยุดการทำงาน และไฟสีแดงติด ซึ่งหมายความว่า มีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดเกิดขึ้น อาจจะเป็นข้อมูลที่ป้อนเข้าไปผิดพลาด หรือไม่ก็ผลลัพท์ผิดพลาดเมื่อเทียบกับมาตรฐาน พวกเขาก็ได้เรียกฝ่ายบริการเพื่อจะซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ และได้ถามช่างว่า “อะไรที่มันเสีย?” แน่ทีเดียวพวกเขาพบว่า “มีหนึ่งวันในอวกาศที่หายไป (เพราะว่าตำแหน่งของดวงดาวไม่ตรง) ในที่สุดคริสเตียนคนหนึ่งที่อยู่ในทีมนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “คุณรู้ไหม ครั้งหนึ่ง ฉันเคยเรียนพระคัมภีร์ในวันอาทิตย์และที่นี่เขาพูดถึงว่า ดวงอาทิตย์ได้หยุดนิ่งอยู่” แม้ว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อชายคนนี้ แต่พวกเขาก็ไม่มีคำตอบใดๆดังนั้นพวกเขาจึงพูดว่า “แสดงให้เราดูหน่อย” ชายคนนั้นก็เลยเปิดพระคัมภีร์ในพระธรรมโยชูวาตอนที่ดวงอาทิตย์หยุด พวกเขาได้พบว่า “พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า ‘อย่ากลัวเขาเลย เพราะได้มอบเขาไว้ในมือเจ้าแล้วจะไม่มีผู้่ใดในพวกเขาสักคนเดียวที่จะยืนหยัดต่อสู้เจ้าได้’ “ โยชูวามีความกังวล เพราะเขาถูกศัตรูล้อมเอาไว้ และถ้ามืดลง พวกศัตรูก็อาจจะมีชัยชนะเหนือเขา ดังนั้นโยชูวาก็ทูลขอกับพระเจ้า ให้ดวงอาทิตย์หยุดนิ่งอยู่ และแน่นอน “ดวงอาทิตย์ก็หยุดนิ่ง และดวงจันทร์ก็ตั้งเฉยอยู่…หาได้รีบตกไปตามเวลาประมาณวันหนึ่งไม่” นักบินอวกาศ และนักวิทยาศาสตร์ ก็ได้พูดว่า “นี่แหละวันที่หายไป !” พวกเขาก็ได้กลับไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์อีกครั้งและเริ่มคำนวนเวลาย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เขียนไว้ในพระธรรมโยชูวา และพบว่ามันใกล้เคียงมาก แต่ก็ยังไม่ตรงสักทีเดียว เวลาที่หายไปในช่วงเวลาของโยชูวานั้น เท่ากับ 23 ชั่วโมง20นาทีซึ่งไม่ใช่ “ทั้งวัน” ที่หายไปในอวกาศ พวกเขาไม่สามารถอธิบายเวลาอีก 40 นาทีที่เหลืออยู่ได้ ขณะที่ทีมงานคริสเตียนคนเดิมเกิดความจำขึ้นมาได้เกี่ยวกับ “การที่ดวงอาทิตย์ได้ถอยหลังกลับ”ในพระธรรม 2พงศ์กษัตริย์ พระธรรมตอนนี้ได้กล่าวว่า  ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้มาเข้าเฝ้ากษัตริย์เฮเซคียาห์ ซึ่งกำลังประชวรใกล้จะสิ้นพระชนม์ และอิสยาห์ได้ทูลกษัตริย์เฮเซคียาห์ว่า พระองค์จะไม่ตาย กษัตริย์เฮเซคียาห์ก็ได้ขอหมายสำคัญเป็นการรับรอง  อิสยาห์ได้ทูลว่า “พระองค์ต้อง การให้เงาคืบหน้าไปสิบขั้น หรือย้อนกลับมาสิบขั้น?” กษัตริย์เฮเซคียาห์พูดว่า “เป็นการง่ายที่เงาจะยาวออกไปอีกสิบขั้น แต่ให้เงาย้อนกลับมาสิบขั้นต่างหาก”และอิสยาห์ก็ร้องทูลต่อพระเจ้า และพระองค์ทรงนำเงาย้อนกลับมาสิบขั้น (หรือ 10 องศา) เท่ากับ 40นาที พอดี! 23 ชั่วโมง 20 นาทีในพระธรรมโยชูวา บวกกับ 40 นาทีในพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ รวมกันเท่ากับ 1 วันที่หายไปในจักรวาลพอดิบพอดี !นี่เป็นการอัศจรรย์ ! พระเจ้าของเราได้ลูบจมูกคนเหล่านั้นด้วยความจริงของพระองค์ ! (โยชูวา.10:8, 12, 13 และ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:9-11) พี่น้องพร้อมสำหรับการเข้าสู่รายการไบเบิ้ลคอนเทสต์ของคริสตจักรแล้วหรือยัง?

อาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2013

“คำพยานที่ได้ผลที่สุด…คือชีวิตที่เปลี่ยนแปลง”

2 เปโตร2:19 ….เพราะ​ว่า​มนุษย์​พ่าย​แพ้​แก่​สิ่ง​ใด เขา​ก็​เป็น​ทาส​ของ​สิ่ง​นั้น​ หลังจากค่ายล้างพิษร่างกาย จิตใจและวิญญาณ ข้าพเจ้าได้ยินคำพยานจากพี่น้องหลายคน “เลิกแล้วค่ะ”  “เลิกแล้วครับ” เลิกอะไร เลิกดื่มน้ำอัดลม เลิกดื่มกาแฟและชา เลิกอาหารขยะ ฯลฯ นี่เป็นคำพยานที่ดีที่สุดและได้ผลที่สุด ข้าพเจ้าเคยพบกับคนๆหนึ่ง (ตอนนี้เขาเสียชีวิตไปแล้ว) เขาเป็นวิศวกรแนวหน้าของที่ทำงานแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงระดับ ประเทศ เป็นคนเก่ง  ฉลาด แต่ติดบุหรี่อย่างหนัก ไม่สามารถเลิกได้ สุดท้ายอายุสั้น ความเก่ง ความฉลาดในเรื่องงาน แต่ไม่ฉลาดในเรื่องการเอาชนะตนเองเรื่องบุหรี่ เป็นความเก่งและความฉลาดที่ถูกสังคมยกยอปอปั้นไม่ใช่ของจริง แต่ความฉลาดของจริง คือคำสอนของพระเยซูคริสต์เจ้าเรื่องการเอาชนะตนเอง จึงจะเดินในเส้นทางเดียวกันกับพระเยซูได้ มัทธิว 16:24 ขณะนั้น​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ผู้ใด​ใคร่​ตาม​เรา​มา​ให้​ผู้​นั้น​เอาชนะ​ตัวเอง และ​รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังบอกกับสาวกของพระองค์ว่า คำพยานที่ได้ผลที่สุด..คือชีวิตที่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงที่เห็น ชัดที่สุดคือการเอาชนะตัวเอง ค่านิยมของโลกนี้กำลังสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์เสพและติด เบื้อง หลังคือธุรกิจค้ากำไร ไม่มีคุณธรรมความใส่ใจต่อผู้บริโภค ดังนั้น เราทั้งหลายในฐานะผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังด้วยตัวของเราเอง พยายามเรียนรู้ ค้นหาความจริง มีสติปัญญาในการบริโภคแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ อะไรที่เป็นโทษ เป็นพิษ ก็ต้องเลี่ยงหรือหยุดให้มากที่สุดที่จะมากได้ อย่าให้เราติดแต่ของอร่อยเหมือน กับเด็กที่ชอบขนม แต่ไม่ชอบทานอาหารมื้อหลัก ค่ายล้างพิษฯ เพิ่งจบไป ความร้อนรนและกระตือรืนร้นยังอยู่ แต่อย่าให้แผ่วหรือจางหายไปเหมือนกับเวลาเราไปค่ายฟื้นฟูอื่นๆ ขอให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่อง ไม่เพียงเรื่องอาหารการกินเท่านั้น แต่การอ่านและใช้พระวจนะของพระเจ้าในชีวิตของเราก็ต้องพัฒนาเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คืออาหารหลักของฝ่ายวิญญาณเช่นกัน ข้าพเจ้าอยากเห็นพวกเราชาวใจสมานเพชรเกษม11แข็งแรงทั้งร่างกาย จิตใจและวิญญาณ นั่นคือคำพยานชีวิตที่ได้ผลที่สุดที่เราจะสำแดงแก่ทุกคนที่พบเจอเรา ความแข็งแรงของร่างกายทำให้เราไม่ป่วยง่าย จิตใจแข็งแรงทำให้เรามั่นคงทางด้านอารมณ์ความคิด จิตวิญญาณแข็งแรงทำให้เรามองเห็นมิติฝ่ายวิญญาณชัดเจนและไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของเนื้อหนัง 10 เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ประพฤติ​อย่าง​ที่​สมควร​ต่อ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​ทำ​ตน​ให้​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​พระ​องค์ ให้​เกิดผล​ใน​การ​ดี​ทุก​อย่าง และ​จำเริญ​ขึ้น​ใน​ความ​รู้​ถึง​พระ​เจ้า​11 ขอ​ให้​ท่าน​มี​กำลัง​มาก​ขึ้น​ทุก​อย่าง​โดย​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์ ขอ​ให้​ท่าน​มี​ความ​ทรหด​ที่สุด และ​ความ​อดทน​ไว้​นาน​ด้วย​ความ​ยินดี​ (โคโลสี 1:10-11) ยินดีด้วยกับผู้ที่เลิกได้ ละได้ ขอให้พวกเราทุกคนทำได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายและยาวนาน และเลิก ละได้อีกหลายๆอย่าง ขอพระเจ้าเสริมกำลัง สู้ๆ อาเมน

อาทิตย์ 27 ตุลาคม 2013

“ควันหลงจากค่ายพัฒนาชีวิต”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริงๆ ที่หัวข้อคริสตจักรปีนี้ คือ เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์ และโดยการทรงนำของพระเจ้าทำให้เรามีวิทยากรที่ฮ้อตที่สุดเรื่องสุขภาพฝ่ายร่างกายในวงการคริสเตียนในเวลานี้ก็คือ ศจ.ดร.สุรเชษฐ์ อินสม จากเซเว่นเดย์แอ็ตเวนติสต์  และวิทยากรอีกท่านที่ทำให้ค่ายพัฒนาชีวิตปีนี้สมบูรณ์ครบถ้วน ก็คือ อาจารย์ประยูร ลิมะหุตะเศรณี ซึ่งได้แบ่งปันมิติฝ่ายวิญญาณ สุดยอด….ของสุดยอดมารวมกันที่นี่ ผู้ที่เข้าค่ายปีนี้จึงได้รับอย่างเต็มอิ่มคุ้มค่าของเวลา เรื่องค่าค่ายไม่ต้องพูดถึง เกินคุ้ม จนถึงวินาทีสุดท้ายของการจบค่าย คนส่วนใหญ่สุขภาพดีขึ้นกว่าเดิม หลายคนความดันลดลงจากเดิมความดันสูง หลายคนน้ำหนักลดลงจากเดิม มีความไวต่อสารอาหารที่ไม่ดี และไวต่อสารอาหารที่ดี บางคนรู้สึกตัวเบา ปรอดโปร่ง แต่บางคนก็ปวดหัวในช่วงต้น เพราะอดกาแฟ แต่ในวันท้ายๆก็ดีขึ้น หลายคนตั้งใจและพยายามลดอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่นน้ำอัดลม ของหวาน รู้จักแยกแยะว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นคุณ ข้อพระคัมภีร์ไฮไลท์ สุภาษิต 16:32 …​บุคคล​ผู้ปกครอง​จิตใจ​ของ​ตนเอง​ก็​ดีกว่า​ผู้​ที่​ตี​เมือง​ได้ ดร. สุรเชษฐ์ ได้ฉายภาพยนต์หลายเรื่องและข้อมูลต่างๆที่ทำให้เราได้พบความจริงของการหลอกลวงของวงการอุตสาหกรรมผลิตอาหารที่มุ่งค้ากำไรโดยไม่ได้สนใจต่อสุขภาพของผู้บริโภคเลย ทำให้ผู้เข้าค่ายตกตะลึงกับความจริงเหล่านั้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนมีพระคำของพระเจ้าที่เป็นความจริงมาอ้างอิง เพื่อบอกกับเราว่า พระเจ้าได้เตือนคนของพระองค์ให้ดูแลสุขภาพของตนเองไว้ล่วงหน้าแล้ว อพยพ 15:26 …แล้ว​โรค​ต่างๆ ซึ่ง​เรา​บันดาล​ให้​เกิด​แก่​ชาว​อียิปต์​นั้น เรา​จะ​ไม่ให้​บังเกิด​แก่​พวก​เจ้า​เลย เพราะ​เรา​คือ​พระ​เจ้า​แพทย์​ของ​เจ้า”  อีกไฮไลท์ คือการล้างพิษมือ พิษเท้า พิษใบหน้า นอกจากล้างพิษลำไส้ พิษไข้ พิษต่างๆ โอ้โห เราอยู่ในสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่มีแต่พิษทั้งนั้น ถึงว่า… เราจึงป่วยง่าย อารมณ์เสียง่าย อะไรๆอีกมากมายที่เป็นพิษที่ออกมาจากชีวิตของเรา มีข้อมูลวิจัยว่า สิ่งที่เรากิน สิ่งที่เราดื่มอาจทำลายสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม ความดีงาม อารมณ์ดีของคน ฯลฯ ทำให้คนก้าวร้าวและเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม นอกจากนี้ การเข้าค่ายครั้งนี้มีการตรวจสุขภาพจนทำให้บางคนเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองป่วยหนักมากและต้องเข้าถึงมือหมออย่างเร่งด่วนที่สุด บางคนเพิ่งรู้ว่าตนเองใกล้ป่วยต้องปรับพฤติกรรมการกิน การดื่มของตนเองทันที นี่คือความสำเร็จของค่ายพัฒนาชีวิตปีนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงพระเมตตาต่อพวกเราทุกคน พระเจ้าน่ารักต่อพวกเรา จึงได้ส่งดร.สุรเชษฐ์มาเป็นพระพร แถมท้ายด้วยอาจารย์ประยูร ที่ได้แบ่งปันการล้างพิษฝ่ายวิญญาณ หากพูดตามภาษาชาวบ้าน คือ ถึงกึ๋น เข้าไปถึงทรวงใน งานนี้มีเทป ใครที่พลาด ขอเชิญจับจองไปดูไปฟังกันได้ อาจารย์ประยูรได้ทิ้งท้ายไว้ว่า นี่คือค่ายที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้สำหรับคริสตจักรใจสมานเพชรเกษม11จริงๆ ฮาเลลูยา…

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2013

“ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว….อยู่ท่ามกลางเรา”

ขณะกำลังเขียนสาส์นศิษยาภิบาลนี้ (ในกรุงเทพ) ข้าพเจ้ากำลังอยู่ในการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กวัยตั้งแต่ 4-14 ปีทั่วโลก ทั้งด้านที่เลวร้ายและด้านที่ดีสุดๆ เมื่อเด็กในวัยนี้ได้รับความรักจากคนของพระเจ้า และเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง เกิดผล น่าอัศจรรย์อย่างไร ทำให้ข้าพเจ้าต้องกลับใจใหม่ในการมองเด็กๆในอีกมิติที่กว้างกว่าที่เป็นอยู่ ทำไมพระเจ้าจึงใช้เด็ก และทำไมสิ่งที่มาจากเด็กจึงเกิดผลมากมาย ยอห์น 6:9 “ที่นี่​มี​เด็ก​คน​หนึ่ง​มี​ขนม​บาร​ลี​ห้า​ก้อน​กับ​ปลา​สอง​ตัว แต่​เท่านั้น​จะ​พอ​อะไร​กับ​คน​มาก​อย่าง​นี้” ในสถานการณ์ที่หิวและขาดแคลน เด็กมีสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งปันที่ดี เพราะเด็กไม่หวง ไม่กังวล แต่ไว้วางใจ เด็กจึงเป็นภาพที่พระเยซูยกขึ้นมาเปรียบเทียบอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ มาระโก 10:15  เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​มิได้​รับ​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ผู้​นั้น​จะ​เข้า​ใน​แผ่นดิน​นั้น​ไม่ได้” เด็กมีสิ่งที่ดี บริสุทธิ์  เด็กเทศนาได้ นำนมัสการได้ เป็นพิธีกรได้ ทำอะไรที่ดีๆในคริสตจักรได้ และเป็นพระพรแก่ชุมชนที่เด็กๆอยู่ได้ ขอเพียงแต่เด็กเหล่านี้ได้รับการวางรากฐานที่ดี และได้รับการปลดปล่อยให้มีโอกาสที่จะแสดงออก สดุดี 8:2 โดย​ปาก​ของ​เด็ก​อ่อน​และ​ทารก ​พระ​องค์​ทรง​ตั้ง​ป้อม​ปราการ​เพราะ​คู่อริ​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​ระงับ​ยับยั้ง​ศัตรู​และ​ผู้กระทำ​การ​แก้​แค้น พระคัมภีร์ตอนนี้ได้กล่าวว่า พระเจ้าจะทำให้เสียงที่ออกมาจากปากของเด็กขับไล่ศัตรูทั้งหลายไป สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริงๆแล้วในหลายประเทศทั่วโลก และข้าพเจ้าหวังใจว่า ประเทศไทยของเรา สังคมที่ใกล้ตัวของเราจะมีเด็กเหล่านี้เกิดขึ้น เสียงของเด็กจะทำให้พระเจ้าทรงทำกิจของพระองค์ในประเทศไทยอย่างมากมาย แม้ว่าเขาจะเป็นเสียงเล็กๆ แต่มีความหมายอย่างล้นเหลือ ข้าพเจ้าแบ่งปันเรื่องนี้กับพี่น้องมาถึงตรงนี้ ด้วยความรู้สึกที่กลับใจใหม่ในการมองเด็กๆอย่างพระเจ้ามอง มิใช่อย่างคนไทยมอง เพราะคนไทยเรามักมองเด็กเป็นเด็กที่อ่อนอาวุโสและดูเหมือนจะทำอะไรไม่ได้มากเท่าผู้ใหญ่ แต่ความจริงอันหนึ่งที่สังคมไทยกำลังตกอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงนั่นคือ เด็กในสังคมของเราสามารถทำอันตรายได้เท่าผู้ใหญ่และเกินจากที่เราจะคิดแบบโบราณแล้ว เด็กทำอะไรที่รุนแรง ร้ายแรงได้อย่างเหลือเชื่อ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ความรุนแรงทำให้เด็กกลายเป็นตัวอันตราย ทุกวันนี้ เด็กไทยกำลังเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศของความรุนแรง ทั้งในครอบครัวตัวเอง เพื่อนๆรอบข้าง สื่อทีวี เกมส์การต่อสู้ต่างๆตามร้านตู้เกมส์ ร้านอินเตอร์เน็ต มองไปไม่เห็นที่ใดที่จะนำเด็กด้วยความรัก นอกจากคริสตจักร ข้าพเจ้าจึงอยากเชิญชวนพวกเราให้เริ่มใส่ใจเด็ก ให้ความสำคัญและฟังเด็กพูด อย่าใช้เขาเป็นเครื่องมือที่เราจะใส่ความคิดของเราชักใยเด็กให้ทำอย่างที่เราอยากจะทำ แต่ไม่มีโอกาสจะทำ เมื่อเราอยู่ในวัยเด็ก ข้าพเจ้ามีความใฝ่ฝันอยากจะให้คริสตจักรมีพื้นที่ที่เราจะจัดไว้ให้กับเด็กเยาวชนวัยรุ่นมาแบ่งปันขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวที่เขามีแก่ผู้ใหญ่ที่หิว อาเมน

อาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2013

“การดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร” NEWSTART

คำแนะนำที่เอเลน จี. ไวท์ บันทึกไว้เมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้ว มีคำแนะนำหลายประการอันเป็นคำแนะนำที่ล้ำสมัยในสมัยของท่าน ซึ่งคนในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจ ตราบจนกระทั่งมาถึงยุควิทยาศาสตร์การแพทย์ในสมัยของเราจึงได้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่ท่านได้ให้คำแนะนำมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีเรื่องท้าทายอีกหลายประเด็นที่อาจต้องรอให้คนในสมัยปัจจุบันทำการศึกษาค้นคว้า งานวิจัยหลายชิ้นที่ทำให้ศตวรรษนี้เป็นเพียงบทพิสูจน์ความจริงบางประการที่อยู่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ทั่วโลกยังค้นหาเหตุและผลเพื่อยืนยันว่า อาหารการกินในแบบธรรมชติ แท้จริงแล้ว กลับกลายเป็นอาหารดีที่สุดสำหรับร่างกายของเราและส่งผลต่อการมีอายุยืนนาน มีคำแนะนำด้านสุขภาพอยู่เรื่องหนึ่งที่เอเลน จี. ไวท์ได้เน้นย้ำ นั่นคือ เรื่องการรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยไว้ว่า การบำบัดด้วยวิถีทางอย่างธรรมชาติ ในหนังสือ มินิสทรีออฟฮีลลิ่ง (Ministry of Healing) ในหน้า 127 มีตอนหนึ่งที่ท่านได้บันทึกในเรื่องนี้ไว้ว่า “อากาศบริสุทธิ์ แสงแดด การรู้จักประมาณตน การพักผ่อน การออกกำลังกาย อาหารถูกหลักอนามัย การใช้น้ำ การวางใจในอำนาจของพระเจ้า ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการบำบัดอย่างแท้จริง ทุกคนจะต้องมีความรู้เรื่องวิธีการบำบัดทางธรรมชาติและการนำมาประยุกต์ใช้” การจะมีความรู้ความเข้าใจหลักการที่นำมาใช้รักษาผู้ป่วยและรับการอบรมในทางปฏิบัติเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อจะทำให้สามารถนำความรู้มาใช้ได้อย่างถูกต้อง วิทยาลัยวีม่าในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันในระดับอุดมศึกษาแห่งหนึ่งที่ได้ให้การศึกษาและฝีกอบรมตามแนวทางการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด ได้นำคำแนะนำเบื้องต้นนี้มาเรียบเรียงเป็นตัวอักษรย่อเพื่อง่ายต่อการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร เป็นตัวอักษรย่อภาษา อังกฤษว่า ‘NEWSTART’ หรือนิวสตาร์ท นั่นคือ “การเริ่มต้นใหม่” เพื่อสร้างวิถีแห่งการมีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง..ตามอย่างชาวบลูโซนโลมาลินดา คำๆนี้มีความหมายถึง การเริ่มต้นชีวิตใหม่ การที่จะมีสุขภาพที่ดีในทุกด้านได้นั้น เราอาจจะต้องมีการเริ่มต้นใหม่ในหลายๆมิติ เพราะการปฏิบัติตัวของคนเรานั้น มีหลายเรื่องที่เราอาจจะเคยชิน ทำกันมาตลอดชีวิต ซึ่งก็อจไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเอื้อให้เรามีสุขภาพที่ดีเท่าไรนัก แม้จะมีคำพูดว่า ใครๆก็ทำแบบนี้กัน..คำว่า นิวสตาร์ทเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันที่จะต้องปฏิบัติเพื่อทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเลิศที่สุดและส่งผลทำให้ชีวิตมีความสุข อักษรตัวแรกของกิจกรรมทั้งแปดประการนี้มีความหมายดังนี้ N=Nutrition โภชนาการอาหาร E=Exercise การออกกำลังกาย W=Water น้ำ S=Sunlight น้ำ T=Temperance การประมาณตน A=Air อาการบริสุทธิ์ R=Rest การพักผ่อน T=Trust การวางใจในพระเจ้า (จากหนังสืออยู่ดีมีสุข โดยรศ.ภญ.สุนทรี ตันตระรุ่งโรจน์) คำพยานสั้นๆด้วยตัวของข้าพเจ้าเอง หลังเข้าอบรม ปฏิบัติตามเพียงหนึ่งอย่าง อาการเจ็บข้อศอกที่ทรมานมานับปีหายดี

อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2013

“สุขภาพดี…สู่บลูโซน” (Blue Zone)

“บลูโซน” เป็นคำที่ใช้เรียกสถานที่แห่งหนึ่งแห่งใดก็ตามในโลก ที่มีสัดส่วนของประชากรที่มีคนที่มีอายุยืนนานอย่างมีนัยสำคัญ คนกลุ่มนี้ยังคงเป็นคนชราที่มีสุขภาพที่ดี มีกำลังที่แข็งแรง และมีชีวิตชีวาในช่วงอายุ 80 ปีขึ้นไป จนสามารถฉลองอายุครบรอบหนึ่งศตวรรษหรือ 100 ปีได้ รายงานว่าในโลกนี้ได้ค้นพบบลูโซนอยู่ทั้งสิ้น 4 แห่ง บลูโซนเหล่านี้ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นบลูโซนตัวจริงขนานแท้ ที่มีคนชราที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปจริงๆ บลูโซนทั้งสี่ซ่อนตัวเองในโลก ตามสถานที่ที่แตกต่างกันคนละทวีป บลูโซนแห่งแรกอยู่ในทวีปยุโรป ในเมืองแถบภูเขาซาดีเนีย ในประเทศอิตาลี บลูโซนแห่งที่สองตั้งอยู่ในประเทศแถบเอเซีย ในเมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น และบลูโซนแห่งที่สามตั้งอยู่ที่บริเวณแหลมนิโคยา ประเทศ คอสตาริกา และบลูโซนสุดท้ายอยู่ในทวีอเมริกา ในเมืองโลมาลินดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เคล็ดลับอายุยืนของผู้ชราเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาค้นพบยาอายุวัฒนะใดๆ ไม่ได้กินยาหรือการรักษาทางการแพทย์อันล้ำสมัย พวกเขาไม่ใคร่จะเจ็บป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บใดๆ พวกเขามีชีวิตที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีสังคมที่อบอุ่น มีเพื่อนใกล้ชิดสนิทสนม และหากจะถามพวกเขาว่า แล้วพวกเขาทำอะไรกันบ้างในชีวิต จึงสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแสนนานเช่นนี้ หลายคนคงจะตอบไม่ได้เหมือนกัน…แต่จากการศึกษาสภาพแวดล้อม อุปนิสัยของผู้คน และวิถีในการดำเนินชีวิตของพวกเขาแล้ว เราก็จะได้พบแนวคิดที่ท่านสามารถนำมาเป็นบทเรียนเสริมและเป็นยาอายุวัฒนะที่ชาวโลกพร่ำเพียรแสวงหากันมานานนับพันๆปี เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดี และมีชีวิตที่ยืนนานได้เช่นกัน (บางส่วนจากหนังสืออยู่ดีมีสุข Life style to better health โดย รศ.ภญ. สุนทรี ตันตระรุ่งโรจน์) มาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าฉันนะหรือจะอยู่บลูโซนกะเขาได้ แต่เรารู้หรือไม่ว่า พระคัมภีร์กล่าวถึงบลูโซนในประชากรของพระเจ้า  เฉลยธรรมบัญญัติ 4:40 40 เพราะ​ฉะนั้น​พวก​ท่าน​จง​รักษา​กฎเกณฑ์​และ​พระ​ราชบัญญัติ​ของ​พระ​องค์ ซึ่ง​ข้าพเจ้า​ได้​บัญชา​แก่​ท่าน​ใน​วันนี้ เพื่อ​ท่าน​และ​ลูกหลาน​ที่​เกิด​มา​ภายหลัง​ท่าน​จะ​ไป​ดี​มา​ดี และ​วัน​คืน​ของ​ท่าน​จะ​ยืน​นาน​อยู่​ใน​แผ่นดิน ซึ่ง​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​พวก​ท่าน​ประทาน​แก่​ท่าน​เป็น​นิตย์​นั้น” หากเราศึกษาธรรมบัญญัติของโมเสส เราจะพบเรื่องสุขอนามัยรวมอยู่ด้วยหมายถึงอาหาร การรักษาความสะอาด และอื่นๆอีกมากมาย ข้าพเจ้าในฐานะศิษยาภิบาล มีหน้าที่สั่งสอนให้สมาชิกทุกคนรู้จักดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นวิหารของพระเจ้า ซึ่งคริสเตียนส่วนใหญ่ก็มักจะมุ่งสนใจแบบตกขอบ คือไม่สมดุล ความจริง สุขภาพดี ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรคหรือไม่เจ็บป่วยอย่างเดียว แต่หมายถึงสภาพร่างกายดี จิตใจดี และสังคมดีด้วย ข้าพเจ้าจึงอยากเชิญชวนพี่น้องสมาชิกทุกท่านเข้าค่ายพัฒนาชีวิตในปีนี้ วันที่ 21-23 ตุลาคมนี้ เพื่อเรียนรู้จักดูแลชีวิตตัวเราเองอย่างสมดุล ขอร้องเถอะ…ข้าพเจ้าอยากเห็นพวกท่านอยู่บลูโซนกันมากๆจริงๆ….

อาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2013

“คริสเตียนต้องวิ่ง….ไปกับพันธกิจ”

1โครินธ์ 9:23-24 23 ข้าพเจ้า​ทำ​อย่าง​นี้ เพราะ​เห็น​แก่​ข่าว​ประเสริฐ​เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​มี​ส่วน​ใน​ข่าว​ประเสริฐ​นั้น 24 ท่าน​ไม่​รู้​หรือ​ว่า​คน​เหล่า​นั้น​ที่​วิ่ง​แข่ง​กัน​ก็​วิ่ง​ด้วย​กัน​ทุก​คน แต่​คน​ที่​ได้รับ​รางวัล​มี​คน​เดียว เหตุ​ฉะนั้นจง​วิ่ง​เพื่อ​ชิง​รางวัล​ให้​ได้กาลาเทีย2:1-2 1 สิบ​สี่​ปี​ต่อมา ข้าพเจ้า​กับ​บารนาบัส​ได้​ขึ้น​ไป​ยัง​กรุง​เยรูซาเล็ม​อีก และ​พาทิตัส​ไป​ด้วย​2 ข้าพเจ้า​ขึ้น​ไป​ตาม​ที่​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​สำแดง​แก่​ข้าพเจ้า และ​ข้าพเจ้า​ได้​เล่า​ข่าว​ประเสริฐ​ที่​ข้าพเจ้า​ประกาศ​แก่​ชน​ต่างชาติ​ให้​เขา​ฟัง (​แต่​ได้​เล่า​ให้​คน​สำคัญ​ฟัง​เป็น​ส่วนตัว​) เกรง​ว่า​ข้าพเจ้า​อาจจะ​วิ่ง​แข่ง​กัน​หรือ​วิ่ง​แล้ว​โดย​ไร้​ประโยชน์ ฮีบรู12:1 1 เหตุ​ฉะนั้น​เมื่อ​เรา​มี​พยาน​พรั่ง​พร้อม​อยู่​รอบ​ข้าง​เช่นนี้​แล้ว ​ก็​ขอ​ให้​เรา​ละ​ทิ้ง​ทุก​อย่าง​ที่​ถ่วง​อยู่ และ​บาป​ที่​เกาะ​แน่น ขอ​ให้​เรา​วิ่ง​แข่ง​ด้วย​ความ​เพียร​พยายาม ตาม​ที่​ได้​กำหนด​ไว้​สำหรับ​เรา​ อ.เปาโลใช้คำว่าวิ่งแข่งในพระคัมภีร์สามตอนนี้กับเรื่องชีวิตการเป็นคริสเตียนของท่าน และข้าพเจ้าเชื่อว่า เกี่ยวข้องกับชีวิตการเป็นคริสเตียนของเราทุกคนด้วยเช่นกัน ยิ่งอ.เปาโลเป็นคริสเตียนนานเท่าใด (สิบสี่ปีต่อมา) อ.เปาโลยิ่งรู้ว่าชีวิตคริสเตียนต้องวิ่งอย่างไม่หยุด และต้องวิ่งเพื่อชัยชนะ(วิ่งแข่ง) ต้องวิ่งแล้วได้ (ได้ประโยชน์)  ไม่ใช่เดิน ซึ่งคริสเตียนบางคนอาจไม่วิ่ง ไม่เดิน แต่หยุดนิ่ง คริสเตียนที่หยุดนิ่งจึงมักรู้สึกว่าชีวิตของตนเองกลายเป็นความสูญเสียมากกว่าได้ เมื่อได้ยินนักเทศน์เรียกให้ถวายตัว ถวายความสามารถ ถวายเงิน ถวายเวลาเพื่องานพันธกิจ หนังสือฮีบรูได้กล่าวว่าวิถีชีวิตคริสเตียน…ต้อง… วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา ประโยคนี้ฟังดูเหมือนการเป็นคริสเตียนที่ต้องวิ่งแข่งจะเป็นภาระหรือ? และอ.เปาโลก็ได้ตอบโจทย์นี้ในหนังสือฟิลิปปี 4:15-19 15 และ​พวก​ท่าน​ชาว​ฟีลิป​ปี​ก็​ทราบ​อยู่​แล้ว​ว่า การ​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​ใน​เวลา​เริ่มแรก​นั้น มา​ตอน​เมื่อ​ข้าพเจ้า​ออกไป​จาก​แคว้น​มาซิโดเนีย ไม่​มี​คริสตจักร​ใด​มี​ส่วน​ร่วมกับ​ข้าพเจ้า​ใน​รายรับ​รายจ่าย​เลย นอก​จาก​พวก​ท่าน​พวก​เดียว​เท่านั้น​16 ถึงแม้​เมื่อ​ข้าพเจ้า​อยู่​ที่​เมือง​เธ​สะโล​นิ​กา พวก​ท่าน​ก็​ได้​ฝาก​ของ​มา​ช่วย​หลาย​ครั้ง​หลาย​หน17 มิใช่​ว่า​ข้าพเจ้า​ปรารถนา​จะ​ได้รับ​ของ​ให้ แต่​ว่า​ข้าพเจ้า​อยาก​ให้​ท่าน​ได้ผล​กำไร​ใน​บัญชี​ของ​ท่าน​มาก​ขึ้น​18…. ซึ่ง​พวก​ท่าน​ส่งไป​ให้ เป็น​กลิ่น​หอม เป็น​เครื่องบูชาที่​ทรง​โปรด​และ​พอ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​19 และ​พระ​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า​จะ​ประทาน​สิ่ง​สารพัด​ที่​พวก​ท่าน​ขาด​อยู่​นั้น จาก​ทรัพย์​อัน​รุ่งเรือง​ของ​พระ​องค์​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ อ.เปาโลได้เขียนจดหมายถึงพี่น้องคริสเตียนที่เมืองฟิลิปปีที่ได้มีส่วนในงานพันธกิจของท่าน และได้ชี้ให้คริสเตียนเมืองฟิลิปปีได้รู้ว่า การมีส่วนในพันธกิจนั้นนำพระพรมายังพวกเขาเหล่านั้น และคือช่องทางแห่งการรับสิ่ง​สารพัด​ที่​พวก​ท่าน​ขาด​อยู่​นั้น…ดูเหมือนพระคัมภีร์ตอนนี้จะบอกเราว่า คริสเตียนที่วิ่งไปกับพันธกิจจะได้รับการสนับสนุนจากทรัพย์​อัน​รุ่งเรือง​ของพระเจ้า หรือกล่าวอีกสำนวนก็คือว่า คริสเตียนที่ไม่หยุดนิ่งกับพันธกิจจะพบกับความอุดมสมบูรณ์ อาเมน

อาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2013

“ข้าขอมอบถวาย” (I surrender all)

มีเพลง Hym เพลงคริสเตียนเก่าเพลงหนึ่งที่เคยฮิต นิยมร้องมากในคริสตจักรเมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นเด็ก นั่นคือ เพลง ข้าขอมอบถวาย (I surrender all) ภาษาอังกฤษอาจแปลว่า ข้ายอมจำนนทั้งหมด ข้าขอมอบถวาย มอบถวายหมดแด่พระเยซู พระผู้ช่วยประเสริฐ เนื้อเพลงนี้ชี้ชัดถึงความรู้สึก ความศรัทธา ความรัก ความปรารถนาของคริสเตียนที่มีต่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ทำไมคริสเตียนจึงยอมจำนนต่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้า นั่นคือประสบการณ์ความจริงที่คริสเตียนมีกับพระเยซูคริสต์เจ้า จนทำให้เรารักพระองค์ เพราะพระองค์รักเราก่อน จนเรายอมมอบทุกสิ่งต่อพระองค์ เพราะพระองค์มอบทุกสิ่งให้กับเราก่อน อ.เปาโลได้กล่าวถึงการมอบทุกสิ่งของพระเยซูให้กับเราไว้ในพระธรรมฟิลิปปี 2:5-8 ​5 ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​6 ผู้​ทรง​สภาพ​ของ​พระ​เจ้า แต่​มิได้​ทรง​ถือ​ว่า​การ​เท่า​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​นั้น​เป็น​สิ่ง​ที่​จะต้อง​ยึดถือ​7 แต่​ได้​กลับ​ทรง​สละ และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส ทรง​ถือ​กำเนิด​เป็น​มนุษย์​8 และ​เมื่อ​ทรง​ปรากฏ​พระ​องค์​ใน​สภาพ​มนุษย์​แล้ว ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ถ่อม​พระ​องค์​ลง​ยอม​เชื่อ​ฟัง​จนถึง​ความ​มรณา กระทั่ง​ความ​มรณา​ที่​กางเขน​ มุมมองของความศรัทธาของคนในโลกมักจะอยู่ในภาพของความพยายามของมนุษย์ที่จะไปให้ถึงระดับของพระ หรือพระมาโปรดมนุษย์ แต่ไม่มีมุมไหนของความศรัทธาที่พระจะเสียสละสถานะของพระลงมาเพื่ออยู่ในสภาพทาส (ในยุคที่อิสราเอลเป็นทาสของอาณาจักรโรมัน) และตายบนไม้กางเขนที่เป็นอุปกรณ์ประหารชีวิตของอาณาจักรโรมันในเวลานั้น เป้าหมายเพื่อการไถ่บาป เพื่อการชำระล้าง เพื่อการปลดปล่อย เพื่อการหายดี และเพื่อการคืนดี คริสเตียนที่เข้าใจและมีประสบการณ์เรื่องนี้ จะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยกับการตอบสนองต่อสิ่งที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทำต่อพวกเขา ดังนั้น อ.เปาโลจึงได้สรุปเป้าหมายชีวิตการเป็นคริสเตียนของท่านไว้ในหนังสือฟิลิปปีด้วยเช่นกันว่าในบทที่ 4:7-8 7 แต่​ว่า​สิ่ง​ใด​ที่​เคย​เป็น​คุณประโยชน์​แก่​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​ถือ​ว่า​สิ่ง​นั้น​ไร้​ประโยชน์​แล้ว เพื่อ​เห็น​แก่​พระ​คริสต์​8 ที่​จริง​ข้าพเจ้า​ถือ​ว่า​สิ่ง​สารพัด​ไร้​ประ โยชน์ เพราะ​เห็น​แก่​ความ​ประเสริฐ​แห่ง​ความ​รู้​ถึง​พระ​เยซู​คริสต์​ องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า เพราะ​เหตุ​พระ​องค์ ข้าพเจ้า​จึง​ได้​ยอม​สละ​สิ่ง​สารพัด และ​ถือ​ว่า​สิ่ง​เหล่า​นั้น​เป็น​เหมือน​หยากเยื่อ​เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​พระ​คริสต์​ อ.เปาโลได้เริ่มต้นร้องเพลงข้าขอมอบถวายเป็นคนแรก และมีคริสเตียนถัดมาอีกมากมายก็ร้องเพลงนี้ ในทำนองของแต่ละคน จนเราทั้งหลายที่กำลังยืนนมัสการพระเจ้าในตึกนี้ ในเมืองนี้ ในประเทศนี้ได้ ก็เพราะใครบางคนร้องเพลง ข้าขอมอบถวาย และยอมจำนนต่อการทรงเรียกของพระเจ้า อาจจะกล่าวได้ว่า เรามีวันนี้ได้ เพราะคนเหล่านั้นได้ร้องเพลงและตอบสนองต่อเพลง ข้าขอมอบถวาย ข้าพเจ้าอยากเชิญชวนพี่น้องทั้งหลายให้ไม่เพียงร้องเพลงนี้ แต่ให้เราตอบสนองเนื้อหาของเพลงนี้ ในวันพันธกิจที่กำลังจะมาถึงสัปดาห์หน้า ขอให้เราทุกคนได้ยินเสียงการทรงเรียกนี้ด้วยกัน อาเมน

อาทิตย์ที่ 15 กันยายน 20013

“มิชชั่นระยะสั้น….ที่กำลังเป็นที่นิยม”

มิชชั่นระยะสั้น หรือการทำพันธกิจสั้นๆที่ใดที่หนึ่ง (อาทิตย์สองอาทิตย์ หรือเดือนๆ หรือปี) กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้ มีทั้งคนหนุ่มสาวคริสเตียนที่จบการศึกษาใหม่ บางคนต้องการถวายผลแรกของชีวิตก่อนทำงานที่เป็นอาชีพของตนเอง เพื่อจะใช้เวลาที่ดีที่สุดของชีวิตเพื่อรับใช้พระเจ้าระยะหนึ่งในพื้นที่พันธกิจ และก็มีบางคนเลือกที่จะเกษียรอายุเร็วก่อนกำหนดเกษียรเพื่อจะเป็นมิชชันนารีระยะสั้น คนเหล่านี้เป็นที่รู้จักในฐานะของการมีอาชีพหลักและอาชีพรอง และจำนวนของคนกลุ่มนี้กำลังทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี ในจำนวนเหล่านี้มีคู่สมรสมากมายที่ปลอดจากภาระรวมอยู่ไม่น้อย มีบางคนที่รับเงินบำนาญซึ่งทำให้พวกเขามีอิสระทางด้านการเงินมีทั้งคนที่อายุตั้งแต่ 65 ปีหรือแก่กว่านั้นที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐต่างก็ออกไปเป็นมิชชันนารีมากถึงเกือบสิบเปอร์เซ็นของคนแก่ทั้งหมด ทำไมมิชชั่นระยะสั้นกำลังเป็นที่นิยม เหตุผลประการแรก1. Increasing mobility การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้นในยุคปัจจุบัน ด้วยการย้ายสถานที่อยู่ที่เหมาะกับตนเองจนกว่าจะปักหลัก หรือผู้บริหารใหม่ไฟแรงเปลี่ยนงานหากมีข้อเสนอจากบริษัทอื่นที่ดีกว่า2.Changing attitude คนหนุ่มสาวต้องการจะมองให้ทั่วก่อนจะกระโดดเข้าไปเต็มตัว คนหนุ่มสาวต้องการเหวี่ยงแหไปในทางเลือกยิ่งมากยิ่งรู้สึกมั่นใจก่อนที่เขาจะตัดสินใจเลือก เขาต้องการที่สร้างความคุ้นเคยกับที่ๆเขาไปและงานที่จะทำ พันธกิจ(มิชชั่น) ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะตัด สินใจว่าเป็นงานที่เหมาะกับชีวิตของพวกเขา เขาต้องการจะมองอย่างพินิจพิจารณา แต่คนเหล่านี้แตกต่างจาก ศิษยาภิบาลอย่างไร? มีศิษยาภิบาลน้อยคนนักที่มาจากการลองเป็นศิษยาภิบาลด้วยการถูกเชิญโดยคริสตจักรที่ไม่มีศิษยาภิบาล แล้วบางคริสตจักรได้เลือกนักเทศน์บางคนให้มาลองเป็นศิษยาภิบาล โดยการที่คริสต จักรกับศิษยาภิบาลต่างต้องค้นหาความเข้ากันได้ของกันและกัน ยกเว้นศิษยาภิบาลที่เป็นตัวเลือกคนนั้นได้รับการเร้าใจจากพระเจ้าซึ่งตรงกับการเชิญชวนจากคริสตจักรในเวลาเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากการทำพันธกิจมิชชั่น อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ 3.Improved transportation การพัฒนาของการเดินทางที